กรีซประกาศภาวะฉุกเฉินที่เกาะซานโตรินี หลังแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้ง

กรีซประกาศภาวะฉุกเฉินที่เกาะซานโตรินี หลังแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้ง

6 ก.พ. 2568 23:52 น.

กรีซประกาศภาวะฉุกเฉินที่เกาะซานโตรินี หลังแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้ง

กรีซประกาศภาวะฉุกเฉินที่เกาะซานโตรินีแล้ว เกาะแห่งนี้เผชิญแผ่นดินไหวหลายร้อยครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จนต้องอพยพผู้คนเพื่อป้องกันไว้ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการของประเทศกรีซประกาศภาวะฉุกเฉินที่เกาะซานโตรินี สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศ ในวันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ. 2568 หลังเกิดแผ่นดินไหวอย่างต่อเนื่องหลายร้อยครั้งตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา รวมถึงแผ่นดินไหวขนาด 5.2 แมกนิจูดเมื่อคืนวันพุธ ซึ่งจุดศูนย์กลางมีความลึกเพียง 5 กม.

เกาะซานโตรินีเผชิญแผ่นดินไหวต่อเนื่องหลายร้อยครั้งนับตั้งแต่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึง 57 ครั้งที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงเที่ยงคืนจนถึง 6.30 น. วันพฤหัสบดี โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีแผ่นดินไหวครั้งใดรุนแรงกว่าระดับ 5.2 แมกนิจูด และยังไม่พบความเสียหายร้ายแรงใดๆ

แต่เจ้าหน้าที่ของกรีซเลือกที่จะใช้มาตรการเพื่อป้องกันไว้ก่อนเผื่อกรณีเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง รวมทั้งประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความต้องการฉุกเฉินต่างๆ และจัดการผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา โดยคำสั่งจะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 3 มี.ค.

จนถึงตอนนี้ ทางการกรีซอพยพประชาชนออกจากเกาะซานโตรินีไปแล้วมากกว่า 11,000 คน อย่างไรก็ตาม ยังเหลือนักเดินทางอีกมากตกค้างที่ท่าเรือซานโตรินี เนื่องจากสภาพอากาศไม่ดี ทำให้เรือข้ามฟากไม่สามารถให้บริการได้ และคาดว่าอากาศเลวร้ายจะดำเนินไปอีกหลายวัน

โรงเรียนบนเกาะซานโตรินีและที่เกาะข้างเคียงอย่างเกาะ อานาฟี, ปารอส, นักซอส และ มีโคนอส ต้องหยุดการเรียนการสอนไปจนถึงวันศุกร์ (7 ก.พ.) เป็นอย่างน้อย โดยเจ้าหน้าที่จะมีการตัดสินใจอีกครั้งในวันดังกล่าว ว่าจะเปิดการเรียนการสอนอีกครั้งเมื่อไร

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทุกคนบนเกาะซานโตรินีเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยังคงติดค้างอยู่บนเกาะตลอดเวลา โดยยกเลิกการลาและวันหยุดทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีหน่วยรถพยาบาลถูกส่งมาเสริมกำลัง และคาดว่ากองทัพจะส่งกำลังมาเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ เกาะซานโตรินีตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกว่า “แนวโค้งภูเขาไฟเฮลเลนิก” ซึ่งเป็นแนวหมู่เกาะที่สร้างขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งการปะทุรุนแรงครั้งล่าสุดต้องย้อนกลับไปในยุค ค.ศ. 1950 แต่ทางการกรีซระบุว่า แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก ไม่ใช่กิจกรรมภูเขาไฟ

เกาะซานโตรินีและเกาะอื่นๆ ของกรีซ ตั้งอยู่บนจุดที่มีรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลกหลายเส้น ทำให้เกาะเหล่านี้ต้องเผชิญแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลสั่งกองทัพ เตรียมแผนให้ชาวปาเลสไตน์ อพยพจากกาซาโดยสมัครใจ

อิสราเอลสั่งกองทัพ เตรียมแผนให้ชาวปาเลสไตน์ อพยพจากกาซาโดยสมัครใจ

6 ก.พ. 2568 22:45 น.

อิสราเอลสั่งกองทัพ เตรียมแผนให้ชาวปาเลสไตน์ อพยพจากกาซาโดยสมัครใจ

กระทรวงกลาโหมอิสราเอลสั่งการกองทัพให้เตรียมแผนการเพื่ออนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์สามารถออกจากฉนวนกาซาได้โดยสมัครใจ ตามข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 ก.พ. 2568 กระทรวงกลาโหมของอิสราเอลสั่งการให้กองทัพวางแผนเพื่ออนุญาตให้ผู้อยู่อาศัยในฉนวนกาซาที่ต้องการอพยพออกจากพื้นที่แห่งนี้สามารถเดินทางออกไปได้โดยสมัครใจ สอดคล้องกับข้อเสนอของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เข้ายึดครองกาซา แล้วย้ายชาวปาเลสไตน์ 2.1 ล้านคนไปอยู่ที่อื่น

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลระบุผ่าน X ว่า เขาเห็นด้วยกับแผนการอันกล้าหาญของประธานาธิบดีทรัมป์ ชาวกาซาควรมีอิสระในการเคลื่อนย้ายและอพยพซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยแผนของเขารวมถึงตัวเลือกในการออกไปทางบก, ทางทะเล และทางอากาศ

นายคัตซ์บอกอีกว่า ประเทศอย่างสเปน, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์ และอื่นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลที่ทำสงครามกับกลุ่มฮามาส มีข้อผูกมัดทางกฎหมายที่จะต้องยอมให้ชาวกาซาเข้าไปในดินแดนของพวกเขา “การเสแสร้งของพวกเขาจะถูกเปิดโปงหากพวกเขาปฏิเสธที่จะทำ”

นายคัตซ์กล่าวหากลุ่มฮามาสว่าขัดขวางไม่ให้ชาวปาเลสไตน์ออกจากกาซา และขูดรีดเงินจากพวกเขาผ่านระบบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยที่รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลไม่ได้ขยายความเพิ่มเติม

คำพูดของนายคัตซ์เรียกเสียงประณามจากนายโฮเซ มานูเอล อัลบาเรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสเปนในทันที โดยเขาย้ำว่า ดินแดนของชาวกาซาคือฉนวนกาซา และกาซาต้องเป็นส่วนหนึ่งในรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต

ทั้งนี้ สงครามในฉนวนกาซาทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 47,550 ศพ บาดเจ็บอีกนับแสนคน ชาวกาซาเกือบทั้งหมดต้องอพยพหนีความรุนแรงหลายครั้ง ขณะที่อาคารบ้านเรือนกว่า 70% ในกาซาถูกทำลายหรือได้รับความเสียหาย ระบบสาธารณสุข, ประปา และสุขอนามัยพังทลาย อาหาร ยา และเชื้อเพลิงล้วนขาดแคลน เช่นเดียวกับที่อยู่อาศัย

นับตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมากล่าวย้ำหลายครั้งว่า ชาวปาเลสไตน์ควรย้ายออกจากกาซา และเสนอให้ชาติอาหรับอย่างอียิปต์และจอร์แดนรับพวกเขาเข้าไป แต่ทั้ง 2 ประเทศรวมทั้งผู้นำปาเลสไตน์ออกมาปฏิเสธ

จนกระทั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นายทรัมป์ซึ่งต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ทำเนียบขาวยื่นข้อเสนอว่า สหรัฐฯ จะเข้ายึดครองฉนวนกาซา และพัฒนาดินแดนแห่งนี้ให้เป็น “ริเวียราแห่งตะวันออกกลาง” ซึ่งเพื่อทำตามแผนนี้ ชาวปาเลสไตน์จะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น

แต่ข้อเสนอของนายทรัมป์ต้องเผชิญเสียงต่อต้านอย่างรุนแรง แม้แต่จากชาติพันธมิตร เช่น สหราชอาณาจักร ซึ่งระบุว่า ชาวปาเลสไตน์ควรได้ใช้ชีวิตและเจริญรุ่งเรืองในบ้านเกิดของพวกเขา ขณะที่อียิปต์ระบุว่า กาซาควรถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่โดยไม่ต้องมีใครย้ายออกไป ส่วนลูกพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบีย ปฏิเสธความพยายามใดๆ ที่จะย้ายถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์

ด้านรัสเซีย จีน และเยอรมนี ก็ออกมาแสดงการต่อต้านเช่นกัน โดยระบุว่าการทำตามแผนของนายทรัมป์จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดและความเกลียดชังครั้งใหม่

ขณะที่นายนาบิล อาบู รูเดเนห์ โฆษกประธานาธิบดีปาเลสไตน์ออกมาปฏิเสธแผนการของนายทรัมป์ อ้างว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และยืนยันว่า ดินแดน, ประวัติศาสตร์ และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวปาเลสไตน์ไม่ได้มีไว้ขาย และเสริมว่าชาวปาเลสไตน์จะไม่ยอมเสียดินแดนของพวกเขา ไม่ว่าจะกาซาหรือเวสต์แบงก์ แม้แต่นิ้วเดียว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ คนอื่นๆ จะพยายามลดกระแสต่อต้านแผนการของนายทรัมป์ลงมา โดย น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวออกมายืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งใจที่จะสร้างกาซาขึ้นมาใหม่ และย้ายผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นไปสถานที่อื่นชั่วคราว เพื่อการรื้อถอนอาคารที่พังเสียหาย

ส่วนนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ก็บอกว่า แนวคิดของประธานาธิบดีคือ ให้ชาวกาซาออกไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในขณะที่มีการเก็บกวาดเศษซากปรักหักพังและสร้างเมืองขึ้นมาใหม่

แต่ในวันพฤหัสบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social อีกว่า ฉนวนกาซาจะถูกส่งมอบให้สหรัฐฯ โดยอิสราเอลในตอนที่การต่อสู้ได้ข้อสรุป ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น ชาวปาเลสไตน์ควรได้ย้ายไปอยู่ในชุมชนที่ปลอดภัยกว่าและสวยงามกว่ามาก กับบ้านใหม่และทันสมัยในตะวันออกกลาง เพื่อให้พวกเขาได้โอกาสมีความสุข, ปลอดภัย และเป็นอิสระ

นายทรัมป์ยืนยันด้วยว่า ไม่มีความจำเป็นต้องส่งทหารสหรัฐฯ เข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

‘รมช.อิทธิ’ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

'รมช.อิทธิ' เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

‘รมช.อิทธิ’ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา ชวนตั้งศูนย์ข้าวชุมชน พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์-เครื่องจักรทางการเกษตร

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.38 น.

รมช.อิทธิ เยี่ยม ศวข.ฉะเชิงเทรา รับฟังปัญหาพี่น้องชาวนา ชวนมาร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว พร้อมสนับสนุนเมล็ดพันธุ์และเครื่องจักรทางการเกษตร

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เป็นประธานมอบนโยบายการดำเนินงาน และรับฟังปัญหาอุปสรรคการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และชาวนาในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายพัฒนศักดิ์ จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ผู้บริหารกรมการข้าวจากส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ผู้นำชาวนาตลอดจนภาคส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา เข้าร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุม ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ตำบล ดอนฉิมพลี อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา

โอกาสนี้ในที่ประชุม รมช.อิทธิได้ร่วมพบปะพี่น้องชาวนา เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคที่พี่น้องชาวนาในพื้นที่ประสบปัญหา โดยนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เชิญชวนให้พี่น้องชาวนาเข้ามาร่วมจัดตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนกับกรมการข้าว ซึ่งกรมการข้าวพร้อมจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว และเครื่องจักรทางการเกษตรที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับศูนย์ข้าวชุมชน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่เข้าร่วม

ต่อจากนั้น รมช.อิทธิ ได้ร่วมปลูกต้นล่ำซำ ซึ่งถือเป็นไม้มงคลที่ให้ความหมายถึงการนำพาความเจริญรุ่งเรืองและความประสบผลสำเร็จ เพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และได้ร่วมเดินชมนิทรรศการองค์ความรู้ด้านข้าวที่หน่วยงานกรมการมาร่วมจัดแสดง อาทิ นิทรรศการการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี นวัตกรรมปลอดเผาปลูกข้าวยั่งยืน การจัดแสดงพันธุ์ข้าวพื้นถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา (ข้าวหอมจันทร์ฉะเชิงเทรา) เป็นต้น

-(016)

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ บูรณาการทำงาน ลดฝุ่นในเมืองกรุง ให้บิน2รอบต่อวัน

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ  บูรณาการทำงาน  ลดฝุ่นในเมืองกรุง  ให้บิน2รอบต่อวัน

‘อิทธิ’สั่งฝนหลวงฯ บูรณาการทำงาน ลดฝุ่นในเมืองกรุง ให้บิน2รอบต่อวัน

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ว่าได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเร่งปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วยการใช้เทคนิคลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศผกผันด้วยการโปรยน้ำและโปรยน้ำแข็งแห้ง เพื่อเป็นการเจาะช่องบรรยากาศให้สามารถระบายฝุ่นละอองต่อไปได้ โดยแผนปฏิบัติการของกรมฝนหลวงฯ จะทำการบินทุกวันในช่วงเช้าตั้งแต่ 10.00 น. และช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา 14.00 น. ใช้เวลาบินประมาณ20-30 นาที

สำหรับปีนี้เป็นปีแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำการบินในเขตพื้นที่ กทม.โดยบูรณาการร่วมกับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในการกำหนดชั้นความสูงและกำหนดพื้นที่ กทม.ชั้นใน เพื่อทำปฏิบัติการลดฝุ่น ซึ่งบางจุดต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางการบินของเครื่องบินเชิงพาณิชย์ชั่วคราว เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างปลอดภัย โดยพื้นที่ กทม.ชั้นใน จะจำกัดระดับความสูงไม่เกิน 3,000 ฟุต และหากจะทำการบินในพื้นที่ดังกล่าวได้จะต้องประสานงานล่วงหน้า เพื่อให้เครื่องบินจากสนามบินมีการเปลี่ยนเส้นทางบินชั่วคราว ประมาณ 10-20 นาที หลังจากนั้นจึงจะสามารถใช้เส้นทางบินได้ตามปกติ นับเป็นปีแรกที่กรมฝนหลวงฯ กับ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ร่วมบูรณาการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขต กทม.ชั้นใน อย่างเป็นรูปธรรม

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน  ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

รองปลัดฯถกคกก.ขับเคลื่อน ส่งเสริมอาชีพเกษตรภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 1/2568 ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมีคณะผู้บริหาร และผู้แทนจากหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญเพื่อรับทราบ ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนการดำเนินงานขจัดความยากจนและการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงเกษตรฯ และ 2.แผนงานโครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ ภายใต้แผนบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2568

นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาตัวชี้วัดกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2568 (โครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่) และพิจารณาการกำหนดตัวชี้วัดกระทรวงเกษตรฯ ปีงบประมาณ 2569 รวมถึงแนวทางและแผนงานโครงการ ปีงบประมาณ 2569

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

‘ตะลิงปลิง’พืชริมรั้วสู่โอท็อปทำเงิน

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง น.ส.สุมาลี เมืองมีศรี หรือพี่ไหม อายุ 43 ปี อดีตพนักงาน อบต.แห่งหนึ่งใน จ.กระบี่ ดีกรีปริญญาโท ได้กลับบ้านเกิดที่ จ.ตรัง เพื่อทำงานอิสระตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน ซึ่งเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว เห็นต้นตะลิงปลิงริมรั้วออกลูกดกเต็มต้น แต่ถูกปล่อยให้ร่วงหล่น เพราะขายไม่ได้ราคา ส่วนมากจะขอกินฟรีหรือแจกกันในชุมชน เพื่อเอาไปแกงส้ม ต้มส้ม ต้มยำและตำน้ำพริก โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนมีนาคมของทุกปี จะเป็นฤดูกาลของลูกตะลิงปลิงซึ่งมีรสเปรี้ยวฝาด ซึ่ง 1 ปีจะมีให้กินแค่ 1 ครั้ง ทำให้เกษตรกรเกิดแนวคิดที่จะนำลูกตะลิงปลิงริมรั้วไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยรับซื้อลูกตะลิงปลิงผลสดจากชาวบ้านในราคากิโลกรัมละ 8 บาท นำมาล้างทำความสะอาด และดองเกลือทิ้งไว้ 3 คืนก่อนจะนำมาเชื่อมเป็นเวลานาน 4 ชั่วโมง พักไว้ให้อุ่นแล้วตักใส่ถังทิ้งไว้อีก 3 คืนจึงนำมาตากแห้งหรืออบแห้งอีก 1 วัน ก็สามารถบรรจุใส่ถุงขายได้กิโลกรัมละ 500 บาท สร้างรายได้ประมาณ 2,000-2,500 บาทต่อสัปดาห์หรือเดือนละ 10,000 บาท

โดยเกษตรกรได้นำไปขายในงานออกบูธ งานโอท็อป ห้างสรรพสินค้าและที่ตลาดเกษตรทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด มียอดสั่งจองล่วงหน้า จนทำแทบไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า เพราะทำขายเป็นเจ้าเดียวในอำเภอย่านตาขาว จ.ตรัง จึงยังไม่มีคู่แข่ง อีกทั้งมีหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา 7-8 วันจึงจะได้กิน ทำให้เกษตรกรรายอื่นถอดใจ ยกเว้นพี่ไหมที่ยังรับซื้อลูกตะลิงปลิง และทำตะลิงปลิงอบแห้งขาย สร้างรายได้เสริมให้อย่างงดงาม ส่วนใครสนใจติดต่อได้ทางเพจ/เฟซบุ๊ก “สุมาลี เมืองมีศรี” หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 089-8684537

เทคโนโลยี ‘4n’ ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

เทคโนโลยี '4n' ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

เทคโนโลยี ‘4n’ ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.18 น.

เทคโนโลยี “4n” ความหวังในการจัดการปลาหมอคางดำ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างร่วมมือกัน เพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง  เห็นได้จากมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐเป็นแกนกลางนำดำเนินการ เช่น กิจกรรมลงแขกลงคลองกำจัดปลาหมอคางดำขนาดใหญ่ การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือจับปลาบางชนิดที่ผิดกฎหมาย  จากนั้นปล่อยปลานักล่าตามกำจัดลูกปลาหมอคางดำทันที ฯลฯ หลากหลายความพยายามที่เกิดขึ้น กำลังสร้างผลกระทบเชิงบวก นำไปสู่การผลลัพธ์ในการลดพื้นที่ระบาดของปลาหมอคางดำจาก 19 จังหวัด เหลือ 17 จังหวัดในปัจจุบัน  

อีกหนึ่งมาตรการสำคัญและจะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวในการควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ คือการใช้เทคโนโลยีเหนี่ยวนำโครโมโซม เพื่อทำให้ปลาเป็นหมัน  เป็นไปตามมาตรการที่ 6 จากทั้งหมด 7 มาตรการในการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  วิธีนี้เป็นการนำหลักพันธุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อการควบคุมการแพร่ขยายพันธุ์ของมัน

เทคนิคนี้จะเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม จากเดิมที่มีจำนวนชุดโครโมโซมตามธรรมชาติ 2 ชุด หรือ 2n ให้เป็นปลาหมอคางดำที่มีชุดโครโมโซม 4 ชุด หรือ 4n  โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิ 40 °C เป็นระยะเวลา 5 นาที  จากนั้นจะนำปลาหมอคางดำ 4n เพศผู้ ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อให้ไปผสมพันธุ์กับปลาหมอคางดำซึ่งมีชุดโครโมโซม 2n ในธรรมชาติ โดยลูกปลาหมอคางดำที่ได้จากการผสมในลักษณะนี้จะเป็นลูกปลา ที่มีชุดโครโมโซม 3 ชุด หรือ 3n  และเป็นปลาที่มีลักษณะเป็นหมัน ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้

กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นี้ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานการจัดการระบบนิเวศอย่างยั่งยืน เมื่ออธิบดีกรมประมงประกาศความสำเร็จเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2568 มันไม่ใช่แค่ข่าวดี แต่เป็นสัญญาณแห่งความหวังที่จับต้องได้

“มาตรการนี้จะช่วยลดจำนวนปลาชนิดนี้ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ  นับเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมประชากรของปลาชนิดนี้ในอนาคต”  อธิบดีกรมประมงกล่าว ขณะปล่อยปลาหมอคางดำที่ได้รับการเหนี่ยวนำโครโมโซมให้เกิดลูกเป็นหมันลงในแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสร้างปลา 4n จำนวนมากให้เพียงพอ และยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ซึ่งคาดว่า โครงการนี้จะสัมฤทธิ์ผล ควบคุมประชากรปลาหมอคางดำให้อยู่หมัดได้ภายใน 3 ปี  

เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยในการควบคุมปลาหมอคางดำ แต่ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ ที่ต้องการควบคุมประชากรสัตว์น้ำที่ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น การปล่อยปลา 4n ลงในแหล่งน้ำที่มีการระบาดอยู่ ถือเป็นการเดินหน้าอย่างมั่นคง  ช่วยสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ และจะตามด้วยการปล่อยปลาพื้นถิ่นฟื้นฟูระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ต่อไป 

ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และหนึ่งในความร่วมมือที่น่าสนใจคือ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ที่ประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำในเฟส 2 จำนวน 600,000 กิโลกรัม โดยจะนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพที่ใช้ในสวนยางพารา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือตัวอย่างที่ดีในการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ที่ทุก ๆ คนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเกินจริง ขอเพียงอย่าให้เสียงจากคนบางกลุ่มที่พยายามสร้างกระแสสวนทาง มาบั่นทอนกำลังใจของคนทำงานได้เท่านั้นพอ./  

เรื่องโดย นิกร ประกอบดี

เปิดตัว LINE Certified Coach 2025 กองทัพผู้เชี่ยวชาญพา SME ไทยลุยธุรกิจสู่ความสำเร็จปี 2568

เปิดตัว LINE Certified Coach 2025 กองทัพผู้เชี่ยวชาญพา SME ไทยลุยธุรกิจสู่ความสำเร็จปี 2568

เปิดตัว LINE Certified Coach 2025 กองทัพผู้เชี่ยวชาญพา SME ไทยลุยธุรกิจสู่ความสำเร็จปี 2568

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.51 น.

LINE for Business ตอกย้ำผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อธุรกิจ สานต่อภารกิจสนับสนุน SME ไทยให้เติบโต เปิดตัว LINE Certified Coach 2025 ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ที่ผ่านการคัดเลือกและรับรองจาก LINE ประเทศไทย เพื่อเป็นที่ปรึกษาและถ่ายทอดความรู้การใช้งานโซลูชัน LINE อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ธุรกิจ ให้แก่ผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ มุ่งยกระดับศักยภาพของธุรกิจไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากลในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

LINE Certified Coach ประจำปี 2025 โดดเด่นด้วยความเชี่ยวชาญในการใช้งาน LINE Solution อย่างครบถ้วน สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ SME ในการทำธุรกิจดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมเครื่องมือสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ อาทิ LINE Official Account สำหรับการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า การโฆษณาผ่าน LINE Ads ที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นและดึงดูดลูกค้าใหม่ การเชื่อมต่อ MyShop เพื่อจัดการร้านค้าออนไลน์ พัฒนาระบบสมาชิกสะสมแต้มด้วย MyCustomer l CRM ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับลูกค้าประจำ และการเชื่อมต่อ LINE API เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของธุรกิจ ด้วยความเชี่ยวชาญเหล่านี้ จะสามารถสนับสนุนให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงลูกค้า สร้างแบรนด์ และเพิ่มยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยกระดับธุรกิจให้ก้าวทันการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

สำหรับปีนี้ LINE Certified Coach มีผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 34 ท่าน ทั้งหมดมาพร้อมความหลากหลายทั้งด้านความเชี่ยวชาญในธุรกิจเฉพาะทาง อาทิ ธุรกิจสุขภาพและความงาม ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจประเภท B2B อีกทั้งแต่ละคนยังมีสไตล์การโค้ชที่หลากหลายให้ SME สามารถเลือกรับการปรึกษาได้อย่างเหมาะสมครอบคลุมทุกระดับความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการสอนแบบจับมือทำสำหรับ SME ผู้เริ่มต้นธุรกิจ การให้เทคนิคและคำแนะนำเชิงลึกสำหรับ SME ที่มีการใช้งานเครื่องมือบน LINE อยู่แล้ว หรือการออกแบบกลยุทธ์เฉพาะทางที่เหมาะสมกับธุรกิจของ SME

ทั้งนี้ LINE ได้แนะนำ กลุ่มโค้ชมือโปรแนะนำ หรือกลุ่ม Recommended Coach จำนวน 6 ท่าน ซึ่งเป็นกลุ่มโค้ชผู้มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการที่ปรึกษาแบรนด์ต่างๆ พร้อมความรู้สะสมมายาวนาน ถือเป็นกลุ่มผู้รู้ลึก รู้จริง ทุกเรื่องการทำธุรกิจบน LINE ได้แก่ โค้ชโซอี้ โสภา พิมพ์สิริพานิชย์, โค้ชอัยย์ อัยพัชร วรรคาวิสันต์, โค้ชง้วง ชวลิต เดชะนรานนท์, โค้ชออดี้ กิตติชัย ปรีน้อย, โค้ชอ๋อง ประภาส ศรีสุมะ และ โค้ชอาร์ท ชนกานต์ ชินชัชวาล โดยโค้ชกลุ่มนี้ถือเป็นทรัพยากรสำคัญที่พร้อมช่วย SME ไทยให้เติบโตผ่านการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์และการนำโซลูชันของ LINE ไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

LINE Certified Coach 2025 นั้นได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจาก LINE ผู้ประกอบการสามารถมั่นใจได้ว่า ทุกท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญและพร้อมแบ่งปันเทคนิคและกลยุทธ์ทางการตลาดที่นำไปใช้ได้จริง และช่วยยกระดับศักยภาพและพาธุรกิจไทยสู่ความสำเร็จ นอกจากนี้โค้ชทั้ง 34 ท่านนี้ จะเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่จะได้รับการอัปเดตฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ของ LINE Solution สามารถนำไปแนะนำและปรับใช้กับธุรกิจ SME ที่เข้ามารับคำปรึกษาได้อย่างทันที อีกทั้งยังจะได้ร่วมกิจกรรมพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ทั้งการพัฒนาทักษะ การแก้ไขโจทย์ธุรกิจที่ท้าทายจากทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ SME พร้อมทั้งการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม

ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ LINE Certified Coach 2025 และต้องการรับคำปรึกษาเพื่อยกระดับธุรกิจ สามารถติดตามข้อมูลของโค้ชทั้ง 34 ท่านได้ที่ลิงก์ https://lin.ee/Skp01ko/wcvn พร้อมทั้งอัปเดตข่าวสารและกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทยได้ทาง LINE Official Account: LINE for Business (@linebizth) หรือทางเพจ LINE for Business

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ชวนมาสร้างความทรงจำเดือนแห่งความรัก ‘กุมภา..หัวใจพองโต!’ สนุกครบรสกับอิเวนต์หลากสไตล์

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ชวนมาสร้างความทรงจำเดือนแห่งความรัก 'กุมภา..หัวใจพองโต!' สนุกครบรสกับอิเวนต์หลากสไตล์

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ชวนมาสร้างความทรงจำเดือนแห่งความรัก ‘กุมภา..หัวใจพองโต!’ สนุกครบรสกับอิเวนต์หลากสไตล์

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.37 น.

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชวนคุณมาสร้างความทรงจำสุดพิเศษกับ 4 งานอิเวนต์ที่จะทำให้เดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นช่วงเวลา  แห่งการค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ แบบครบรสในทุกความรัก

Thailand Baby & Kids Best Buy 2025 (6-9 กุมภาพันธ์ 2568)

เริ่มต้นเดือนกับคนรักลูกรักครอบครัว กับงานมหกรรมสินค้าแม่และเด็กที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี     รวมสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมโปรโมชันพิเศษ ของเล่นเสริมพัฒนาการ เวิร์กชอปให้ความรู้สำหรับคุณพ่อคุณแม่ และกิจกรรมสำหรับครอบครัว

Study in India Expo 2025 (8-9 กุมภาพันธ์ 2568)                 

สำหรับคนรักเรียน งานแนะแนวศึกษาต่ออินเดีย ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา  และผู้ปกครองได้พูดคุยโดยตรงกับตัวแทนมหาวิทยาลัยชั้นนำ รวบรวมข้อมูลหลักสูตรอินเตอร์ ทุนการศึกษา และโอกาสทางอาชีพ พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในอินเดีย

FTI EXPO 2025 (12-15 กุมภาพันธ์ 2568)

ใครรักเทคโนโลยี ห้ามพลาดนวัตกรรม และโซลูชันอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย   งานแสดงเทคโนโลยีที่รวบรวมเทรนด์อุตสาหกรรม พร้อมโอกาสสำคัญในการขยายพันธมิตรทางธุรกิจ และเทคโนโลยีที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 71 (22-26 กุมภาพันธ์ 2568)

ปิดท้ายเดือนสำหรับคนรักสวยรักงาม ด้วยมหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับระดับนานาชาติ ที่รวมสุดยอดผลงานจากแบรนด์ไทย และต่างประเทศกว่า 1,100 บริษัท กว่า 2,600 บูท และห้ามพลาดไฮไลท์สำคัญในการที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี   นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานพระอนุญาตให้นำผลงานทรงออกแบบเครื่องประดับ และสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชั้นสูงของไทยภายใต้คอลเล็กชัน “Amour Éternel Haute Joaillerie” มาจัดแสดงนิทรรศการพิเศษในงานนี้

นอกจากนั้นที่โซนรีเทลของศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยังมีร้านอาหาร ของหวาน และเครื่องดื่มมากมาย สำหรับคนรักการกิน  มีร้านสปา ร้านกีฬา สำหรับคนรักการออกกำลังกาย มีร้านหนังสือสำหรับคนรักการอ่าน และที่สำคัญมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ ให้มาเช็กอินสำหรับคนรักการทำคอนเทนต์      ลงโซเชียล มาเติมแรงบันดาลใจตลอดเดือนแห่งความรักนี้ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์กันเถอะ!

ติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรมต่างๆ ภายในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ได้ที่ :

https://contact-us.qsncc.com

หวานฉ่ำรับวาเลนไทน์! ห้างกรุงทองพลาซา สร้างปรากฏการณ์รักในงาน ‘Ultimate Love’ กระตุ้นตลาดแฟชั่นไทยปี 2025

หวานฉ่ำรับวาเลนไทน์! ห้างกรุงทองพลาซา สร้างปรากฏการณ์รักในงาน 'Ultimate Love' กระตุ้นตลาดแฟชั่นไทยปี 2025

หวานฉ่ำรับวาเลนไทน์! ห้างกรุงทองพลาซา สร้างปรากฏการณ์รักในงาน ‘Ultimate Love’ กระตุ้นตลาดแฟชั่นไทยปี 2025

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.15 น.

หวานฉ่ำรับวาเลนไทน์! ห้างกรุงทองพลาซา สร้างปรากฏการณ์รักในงาน ‘Ultimate Love’ พร้อม 2 คู่จิ้นสุดฮอตและโปรโมชั่นสุดพิเศษ กระตุ้นตลาดแฟชั่นไทยปี 2025 พร้อมเผยกลยุทธ์ “Seasonal Shopping” ดึงกำลังซื้อสาวพลัสไซซ์ คาดคึกคักยาวถึงซัมเมอร์

เทศกาลแห่งความรักปีนี้เต็มไปด้วยสีสันและความอบอุ่น เมื่อ ห้างกรุงทองพลาซา ศูนย์ค้าส่งเสื้อผ้า “พลัสไซซ์” ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้จัดงาน “Ultimate Love” เนรมิตพื้นที่ศูนย์การค้าให้กลายเป็นดินแดนแห่งความโรแมนติก ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ ภายในงานเหล่านักช้อปต่างหลั่งไหลมาร่วมงานคับคั่งท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นที่ถูกออกแบบให้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ดอกไม้สีสันสดใส กิมมิคหัวใจขนาดใหญ่ และมุมถ่ายภาพสุดเก๋ที่ช่วยให้ทุกคนได้เก็บความทรงจำแสนพิเศษไว้เป็นที่ระลึก

หนึ่งในช่วงเวลาที่เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ 2 คู่จิ้นสุดฮอต  “เกรซ บุศรินทร์ – โอ๋เอ๋ พรชนก” และ “ป๊อปปี้ ปาลิตา – ปุยฝ้าย นัยน์ปพร” นักแสดงนำจากซีรีส์ดัง Mate The Series ที่มาเซอร์ไพรส์แฟนๆ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยทั้งสี่สาวได้ขึ้นเวทีเพื่อพูดคุยกับแฟนคลับ แชร์โมเมนต์น่ารักๆ และแจกของขวัญพิเศษให้กับผู้โชคดี งานนี้ทำเอาเหล่าแฟนๆ ฟินกันไปตามๆ กัน เพราะนอกจากจะได้ใกล้ชิดกับนักแสดงในดวงใจแล้ว ยังมีช่วงถ่ายภาพและเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน

นางสาวอัญชลี ตันติวงษากิจ กรรมการผู้จัดการ ห้างกรุงทองพลาซา เผยถึงแรงบันดาลใจของการจัดแคมเปญ “Ultimate Love” ว่า “ห้างกรุงทองพลาซา มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เหนือกว่า ไม่ใช่แค่ศูนย์ค้าส่งเสื้อผ้า แต่เป็นจุดหมายของแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ งาน ‘Ultimate Love’ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนแนวคิดนี้ เราจึงเนรมิตบรรยากาศศูนย์การค้าให้เต็มไปด้วยความโรแมนติก เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสช่วงเวลาแห่งความรักและความสุข ไม่ว่าคุณจะมาเดี่ยว มาคู่ หรือมากับครอบครัว ในเทศกาลวาเลนไทน์นี้ซึ่งเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญช่วงไฮซีซั่นที่ขับเคลื่อนตลาดแฟชั่น การจัดงานนี้ไม่เพียงกระตุ้นกำลังซื้อแต่ยังสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ห้างกรุงทองพลาซาเป็นมากกว่าสถานที่ช้อปปิ้ง เราต้องการให้ลูกค้าของเราได้สนุกกับกิจกรรมพิเศษ สัมผัสแฟชั่นเทรนด์ล่าสุด และร่วมฉลองเทศกาลแห่งความรักอย่างมีสีสัน พร้อมสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นที่คัดสรรมาอย่างดี เรามองว่านี่เป็นโอกาสสำคัญในการสานสัมพันธ์กับลูกค้า และช่วยเสริมศักยภาพให้กับร้านค้าภายในศูนย์การค้า ด้วยกิจกรรมที่กระตุ้นการจับจ่าย เราหวังว่าทุกท่านจะได้รับความประทับใจและความทรงจำที่พิเศษกลับไปจากงาน ‘Ultimate Love’ ในปีนี้”

สำหรับภาพรวมตลาดค้าส่งแฟชั่นไทย 2025 นางสาวอัญชลี ตันติวงษากิจ กรรมการผู้จัดการ ห้างกรุงทองพลาซา กล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวโน้มตลาดแฟชั่นค้าส่งในประเทศไทยปี 2025 ว่ายังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกหลายด้าน ทั้งการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว กำลังซื้อในประเทศที่ยังมีแนวโน้มดี และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับแฟชั่นมากขึ้น แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน แต่ดีมานด์ของผู้บริโภคในอุตสาหกรรมแฟชั่นยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเสื้อผ้า “พลัสไซซ์” ที่มีการเติบโตสูงขึ้นทุกปีจากกระแส Body Positivity ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เรามองว่าในปี 2025 ตลาดแฟชั่นค้าส่งจะมีการขยายตัวทั้งจากร้านค้าปลีกและออนไลน์ ซึ่งทำให้เราเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าของห้างให้ตอบโจทย์ผู้ค้าและนักช้อปมากขึ้น”

เพื่อต่อยอดการเติบโตของตลาดและกระตุ้นกำลังซื้อ ห้างกรุงทองพลาซาได้วางกลยุทธ์ “Seasonal Shopping Campaign” ดึงดูดลูกค้าผ่านกิจกรรมที่ต่อเนื่องตลอดไตรมาสแรกและยาวไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ตั้งแต่ เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน วาเลนไทน์ ไปจนถึงสงกรานต์

“ช่วงต้นปีถึงซัมเมอร์เป็นไฮซีซั่นสำคัญของธุรกิจแฟชั่น กำลังซื้อมักจะสูงขึ้นจากเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ห้างกรุงทองพลาซาจึงเน้นกลยุทธ์การจัดกิจกรรมและแคมเปญส่งเสริมการขายที่สอดรับกับแต่ละเทศกาล เช่น ตรุษจีนที่ลูกค้านิยมเสื้อผ้าสีแดง โทนมงคล วาเลนไทน์ที่เน้นโทนหวานและโรแมนติก หรือซัมเมอร์ที่เป็นช่วงเวลาของแฟชั่นสีสันสดใส” นางสาวอัญชลี กล่าว

เทรนด์แฟชั่นวาเลนไทน์ 2025: โทนสีหวาน-ลายดอกไม้ และสไตล์โรแมนติก

สำหรับเทรนด์แฟชั่นวาเลนไทน์ปีนี้ นางสาวอัญชลีเผยว่า เฉดสีชมพู พาสเทล และลายดอกไม้ จะยังคงเป็นไฮไลต์หลัก นอกจากนี้แนว Romantic Chic และ Soft Feminine Look ก็กำลังมาแรง โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่มีดีไซน์ลูกไม้ ผ้าชีฟอง และการตกแต่งระบายที่จะช่วยสร้างลุคที่ดูหวานและโรแมนติก

“ปีนี้แฟชั่นวาเลนไทน์จะเน้นไปที่ความโรแมนติกและสดใส โทนสีพาสเทลยังคงเป็นตัวเลือกยอดนิยม ส่วนลูกไม้และดีไซน์ที่มีความพลิ้วไหวจะเป็นคีย์ลุคสำคัญ ทั้งเสื้อผ้าแนวหวานสำหรับสาวๆ และสไตล์มินิมอลสำหรับหนุ่มๆ”

ในด้านกลยุทธ์การตลาด ห้างกรุงทองพลาซา ได้พัฒนาแนวทางใหม่เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งกลุ่มร้านค้าปลีก แม่ค้าออนไลน์ และนักช้อปไทยและต่างชาติในแถบประเทศอาเซียนทั้งหมด โดยใช้ Omni-Channel Strategy เชื่อมต่อประสบการณ์การช้อปทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการสร้างกิจกรรมที่กระตุ้น Customer Engagement

“เรามุ่งเน้นการเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสนับสนุนผู้ค้าส่งและร้านค้าให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้การสร้างกิจกรรม เช่น          อีเวนต์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ หรือกิจกรรม Influencer Marketing ก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างการรับรู้และดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่”

สำหรับแผนธุรกิจปี 2025 ห้างกรุงทองพลาซาตั้งเป้าเติบโตที่ 10% พร้อมขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Young Entrepreneurs และ Online Sellers ที่ต้องการสินค้าคุณภาพดีในราคาส่ง

“เป้าหมายของเราคือการเป็นศูนย์กลางค้าส่งแฟชั่นที่ครบวงจรและทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ปีนี้เราวางแผนเพิ่มการสนับสนุนผู้ค้า ทั้งการอัปเดตเทรนด์แฟชั่น การสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่แข็งแกร่งขึ้น และการจัดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ค้าสามารถขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นางสาวอัญชลี กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับความพิเศษของงาน ‘Ultimate Love’ นอกจากบรรยากาศโรแมนติกและการพบปะกับนักแสดงชื่อดังแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ โซนถ่ายภาพสุดอลังการ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นมุมหัวใจดวงโตสุดโรแมนติก อุโมงค์แห่งความรัก หรือซุ้มดอกไม้ที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศให้ทุกภาพถ่ายพิเศษกว่าที่เคย นักช้อปที่มาร่วมงานต่างไม่พลาดที่จะโพสต์ภาพลงโซเชียล พร้อมติดแฮชแท็ก #UltimateLoveKrungthong ซึ่งสร้างกระแสความฮือฮาบนโลกออนไลน์ ผู้ที่มียอดไลก์สูงสุดในวันงานได้รับ ของที่ระลึกสุดพิเศษ พร้อมโอกาสถ่ายภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ 2 คู่จิ้น เกรซ-โอ๋เอ๋ และ ป๊อปปี้- ปุยฝ้าย ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและการแข่งขันกันอย่างสนุกสนาน

ทุกคนที่เข้าร่วมภารกิจได้รับของขวัญสุดพิเศษเป็นที่ระลึก ซึ่งทำให้งานนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผู้เข้าร่วมงานทุกเพศทุกวัย

ไม่เพียงแต่กิจกรรมความรักเท่านั้น งานนี้ยังเอาใจสายช้อปด้วย โปรโมชั่นลดกระหน่ำสูงสุดถึง 70% จากร้านค้าภายในศูนย์การค้า นักช้อปต่างพากันเลือกซื้อสินค้าคุณภาพเยี่ยมในราคาสุดพิเศษ นอกจากนี้ยังมีแคมเปญ “ช้อปมั่งคั่ง รับมั่งมี ลุ้นโชคทอง” เพียงช้อปครบทุก 100 บาท ก็มีสิทธิ์รับคูปองชิงโชคลุ้นทองคำรูปพรรณรวมมูลค่ากว่า 3 บาท และของรางวัลอื่น ๆ อีกมากมายรวมมูลค่ากว่า 174,000 บาท โดยการจับรางวัลถูกจัดขึ้นในช่วงบ่าย ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้เข้าร่วมงานที่ลุ้นกันแบบนาทีต่อนาที

ตลอดทั้งวันของงาน “Ultimate Love” ห้างกรุงทองพลาซาเต็มไปด้วยความสุข ความสนุก และความโรแมนติกที่ทุกคนต่างเก็บไว้เป็นความทรงจำสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นของขวัญสุดพิเศษ หรือภาพสวยๆ กลับไปแชร์ในโซเชียล ร่วมถึงได้ใช้เวลาที่มีค่ากับคนที่พวกเขารัก แม้งานนี้จะจบลง แต่ความรักและความอบอุ่นยังคงอยู่

มาร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความรักและความโรแมนติกตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่ห้างกรุงทองพลาซา ไม่ว่าจะมองหาของขวัญสุดพิเศษ เติมเต็มช่วงเวลาหวานกับคนสำคัญ หรือเก็บภาพความทรงจำสุดประทับใจ ทุกมุมของห้างกรุงทองพลาซาถูกเติมเต็มด้วยมนต์เสน่ห์แห่งรักที่รอให้เหล่านักช้อปมาสัมผัส แล้วมาร่วมสร้างความทรงจำสุดพิเศษไปด้วยกันไปกับห้างกรุงทองพลาซา ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ ได้ที่ Krungthong Plaza Official , Facebook : https://www.facebook.com/krungthongplaza ,  Youtube /Tiktok : krungthong plaza ,  Instagram : @krungthongplaza1 ,  Line : @krungthongplaza ,  โทร. 02-653-9333