จับตาสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ญี่ปุ่นระบาดหนักสุดในรอบ 26 ปี หลังการเสียชีวิตของ “สวีซีหยวน”

จับตาสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ญี่ปุ่นระบาดหนักสุดในรอบ 26 ปี หลังการเสียชีวิตของ "สวีซีหยวน"

5 ก.พ. 2568 14:45 น.

จับตาสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ญี่ปุ่นระบาดหนักสุดในรอบ 26 ปี หลังการเสียชีวิตของ “สวีซีหยวน”

  • ข่าวการเสียชีวิตของนักแสดง “ต้าเอส” สวีซีหยวน ที่เคยรับบท “ซานไช่” นางเอกสาวจากซีรีส์ดัง “รักใสใส หัวใจสี่ดวง” เสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการปอดอักเสบจากไข้หวัดใหญ่ ในช่วงเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ทำให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในญี่ปุ่น
  • ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 26 ปี โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงกว่า 9.5 ล้านคน ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมาก

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อที่แพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีสภาพอากาศเย็น ซึ่งเหมาะสมต่อการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ในปีนี้ ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 26 ปี โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงกว่า 9.5 ล้านคน ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา

สถานการณ์รุนแรงได้ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขเป็นอย่างมากและนำไปสู่การเสียชีวิตของบุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น สวีซีหยวน ดาราสาวชาวไต้หวัน ซึ่งเป็นกรณีที่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง

การเสียชีวิตของสวีซีหยวน

สวีซีหยวน นักแสดงและนางแบบชาวไต้หวัน วัย 48 ปี เสียชีวิตที่ญี่ปุ่น หลังจากเดินทางไปท่องเที่ยวกับครอบครัวแล้วเกิดล้มป่วยจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และเกิดภาวะแทรกซ้อนจนเป็นปอดอักเสบอย่างรุนแรง

สื่อไต้หวันระบุว่า “เสี่ยวเอส”น้องสาวของต้าเอส ได้แจ้งข่าวร้ายการเสียชีวิตของพี่สาวกับทางผู้จัดการส่วนตัวไว้ว่า ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง  และเล่าว่า ในช่วงวันหยุดปีใหม่ ทางครอบครัวได้เดินทางไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น แต่แล้วต้าเอสก็ต้องจากไปเพราะภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่

รายงานข่าวระบุว่า เธอมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัด แต่ยังคงเดินทางไปท่องเที่ยวกับครอบครัวที่ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 จากนั้นอีก 1-2 วัน อาการป่วยของเธอยังไม่ดีขึ้น มีอาการไอและหอบหืด จึงพักผ่อนอยู่ในที่พักที่เมืองฮาโกเนะ และต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ อาการของเธอทรุดหนัก ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในฮาโกเนะ

แต่เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ไม่สามารถรักษาได้ แพทย์จึงแนะนำให้ไปโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และในวันรุ่งขึ้นอาการของเธอแย่ลงในช่วงกลางดึก ครอบครัวเรียกรถพยาบาลเพื่อนำส่งโรงพยาบาล แต่เธอเสียชีวิตในเวลา 07.00 น. ของวันนั้น

กรณีการเสียชีวิตของเธอสร้างความตกใจและตื่นตระหนกให้กับแฟน ๆ รวมถึงประชาชนทั่วไป เนื่องจากไข้หวัดใหญ่มักถูกมองว่าเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงนักสำหรับคนทั่วไปที่มีสุขภาพแข็งแรง อย่างไรก็ตาม กรณีของอวี้สวี่เฉียนเป็นเครื่องเตือนใจว่าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ไข้หวัดใหญ่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ผลกระทบจากการเสียชีวิตของต้าเอส ยังสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดบางประการของระบบสาธารณสุขญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีระบบบริการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า แต่เมื่อจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลและสถานพยาบาลก็ต้องรับภาระหนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการให้บริการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จับตาสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ญี่ปุ่นระบาดหนักสุดในรอบ 26 ปี หลังการเสียชีวิตของ "สวีซีหยวน"

สถานการณ์การระบาดโรคไข้หวัดใหญ่ในญี่ปุ่น

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่นระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อาทิ โตเกียว โอซาก้า และฟุกุโอกะ ซึ่งมีรายงานการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลหลายแห่งต้องเผชิญกับภาวะเตียงเต็มและบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลผู้ป่วย

ปีนี้พบว่ามีผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ มากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับสายพันธุ์ของไวรัสที่กำลังระบาด นอกจากนี้ หลังจากที่ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติหลังการระบาดของโควิด-19 ความเข้มงวดในการป้องกันโรค เช่น การสวมหน้ากากอนามัยและการรักษาระยะห่างทางสังคม ก็ลดลง ส่งผลให้โรคไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองโยโกฮาม่า ใกล้กรุงโตเกียว เปิดเผยว่า จำนวนผู้ป่วยที่เดินทางมาด้วยรถพยาบาลพร้อมกับอาการไข้สูงหรืออาการอื่นๆ เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม

ปัจจุบันโรงพยาบาลต่างๆ อาทิ โรงพยาบาลไซเซไก  ในเมืองโยโกฮามา รับผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากปกติ โดยในบางกรณี ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน โดยทางโรงพยาบาลแจ้งว่า ขณะนี้ความจุเตียงผู้ป่วยประมาณ 550 เตียงของโรงพยาบาลกำลังประสบปัญหาเตียงไม่พอรองรับผู้ป่วย นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังประสบปัญหาในการจัดหาบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากการติดเชื้อแพร่กระจายไปยังแพทย์และพยาบาล ทำให้พวกเขาไม่สามารถทำงานได้

ทางด้านนายชิมิสึ มาซายูกิ หัวหน้าศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินของโรงพยาบาลไซเซไก ชี้ให้เห็นว่าโรงพยาบาลจำเป็นต้องรับผู้ป่วยนอกเหนือจากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ด้วย และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรการรับมือขั้นพื้นฐาน พร้อมกล่าวว่าเขารู้สึกจำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานบริหารและสถาบันการแพทย์ในท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

จับตาสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ญี่ปุ่นระบาดหนักสุดในรอบ 26 ปี หลังการเสียชีวิตของ "สวีซีหยวน"

ความเสี่ยงและข้อควรระวังสำหรับนักท่องเที่ยว

ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ของญี่ปุ่นระบุว่า แม้การระบาดของไข้หวัดใหญ่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่ในปีนี้สถานการณ์อาจรุนแรงกว่าปกติ นักเดินทางจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุข และปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัย การเตรียมตัวอย่างรอบคอบและการป้องกันล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้สามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สิ่งสำคัญคือการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ก่อนเดินทาง ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตราย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ขณะเดียวกันการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถต้านทานโรคได้ดียิ่งขึ้น.

“ทรัมป์” พบหารือ “เนทันยาฮู” ลั่นสหรัฐฯ จะเข้ายึดครองและพัฒนาพื้นที่ฉนวนกาซา

"ทรัมป์" พบหารือ "เนทันยาฮู" ลั่นสหรัฐฯ จะเข้ายึดครองและพัฒนาพื้นที่ฉนวนกาซา

5 ก.พ. 2568 13:46 น.

“ทรัมป์” พบหารือ “เนทันยาฮู” ลั่นสหรัฐฯ จะเข้ายึดครองและพัฒนาพื้นที่ฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศความต้องการจะเข้ายึดครองฉนวนกาซ่า เพื่อเข้าไปพัฒนาดินแดนกาซาใหม่ หลังจากชาวปาเลสไตน์ ย้ายถิ่นฐานถาวรไปตั้งรกรากที่ประเทศอื่น

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้อนรับนายเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดีซี. โดยมีการประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลาง ตลอดจนประเด็นการเดินหน้าเฟสสอง ของข้อตกลงหยุดยิงฉนวนกาซ่าที่เป็นวาระสำคัญในการพบกันของทั้งคู่ และจากนั้นสองผู้นำได้แถลงข่าวร่วมกัน

ระหว่างการแถลงข่าว ผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า จะไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปสนับสนุนการฟื้นฟูฉนวนกาซา และเขามองเห็นการเข้ายึดครองแบบระยะยาวในการพัฒนาพื้นที่กาซาใหม่ หลังจากที่ชาวปาเลสไตน์ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานที่อื่นแล้ว โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ จะทำลายซากปรักหักพังของอาคารที่ถูกทำลายจากระเบิด และพัฒนาเศรษฐกิจที่จะสร้างงาน และที่อยู่อาศัยอย่างไม่จำกัดให้กับประชาชนในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เสนอข้อเรียกร้องของคณะทำงานทรัมป์ที่ให้ชาติอาหรับรับชาวปาเลสไตน์ผู้พลัดถิ่นจากสงครามกาซ่า โดยระบุว่า ชาวปาเลสไตน์ที่พลัดถิ่นฐานในฉนวนกาซา ควรจะย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่นอกพื้นที่ที่ถูกสงครามทำลายล้างอย่างถาวรอาทิในอียิปต์และจอร์แดน ซึ่งทางรัฐบาลที่อียิปต์ จอร์แดน และชาติอาหรับอื่น ๆ ออกมาคัดค้าน.

นิสสัน-ฮอนด้า จ่อคว่ำเจรจา ควบรวมกิจการ

นิสสัน-ฮอนด้า  จ่อคว่ำเจรจา ควบรวมกิจการ

5 ก.พ. 2568 12:54 น.

นิสสัน-ฮอนด้า จ่อคว่ำเจรจา ควบรวมกิจการ

แหล่งข่าวเผยบริษัท นิสสัน อาจยกเลิกการเจรจาควบรวมกิจการกับฮอนด้า โดยคณะกรรมการบริหารของนิสสัน มีกำหนดจะประชุมกันในเร็วๆ นี้ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าบริษัท นิสสัน ของญี่ปุ่น อาจยกเลิกการเจรจาควบรวมกิจการกับฮอนด้า โดยคณะกรรมการบริหารของนิสสัน มีกำหนดจะประชุมกันในอนาคตอันใกล้นี้เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ

ความคืบหน้าดังกล่าวทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อตกลงที่จะส่งผลให้บริษัทกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เมื่อพิจารณาจากยอดขาย และยังทำให้เกิดคำถามใหม่ว่านิสสัน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งล่าสุดนี้ไปได้อย่างไร หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภายนอก

รายงานการยุติการเจรจาควบรวมกิจการ ส่งผลให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทปรับตัวสูงขึ้นในวันพุธ โดยหุ้นของฮอนด้า ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% และนิสสันปรับตัวขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับดัชนีนิกเกอิ 225 ที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย

เมื่อปีที่แล้วฮอนดา ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น และนิสสันซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 3 เปิดเผยว่ากำลังหารือกันเพื่อควบรวมกิจการ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่จาก BYD ของจีนและบริษัทรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่รายอื่น

อย่างไรก็ตาม การเจรจาดังกล่าวมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกันมากขึ้น ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าว 2 รายที่ทราบเรื่องดังกล่าวเปิดเผย โดยทั้งคู่ขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ให้สัมภาษณ์กับสื่อ

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า คณะกรรมการบริหารของนิสสัน มีกำหนดประชุมเร็วๆ นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการยุติการเจรจาควบรวมกิจการ หลังจากที่ฮอนด้าออกมาชี้แจงเกี่ยวกับการเป็นบริษัทลูก พร้อมเสริมว่าข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการเบี่ยงเบนจากเจตนารมณ์เดิมในการหารือ

แหล่งข่าวอีกรายกล่าวว่า ฮอนด้าซึ่งมีมูลค่าตลาดมากกว่านิสสันเกือบ 5 เท่า เริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคู่แข่งรายเล็กกว่าในแผนฟื้นฟูกิจการ ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ของญี่ปุ่นรายงานว่า การควบรวมกิจการอาจถูกยกเลิก

ด้านโฆษกของทั้งสองบริษัทไม่ได้แสดงความเห็นว่าการเจรจาควบรวมกิจการถูกยกเลิกหรือไม่ แต่ระบุว่าพวกเขาจะประกาศให้ทราบในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตามที่ได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ นิสสันได้รับผลกระทบหนักกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ จากความนิยมรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่หลังจากเผชิญวิกฤตหลายปี ที่เกิดจากการจับกุมและปลดนายคาร์ลอส กอส์น อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมื่อปี 2018

การเจรจาร่วมกันนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศการเก็บภาษีจากหลายประเทศ นักวิเคราะห์ระบุว่านิสสันอาจจะได้รับผลกระทบมากกว่าฮอนด้าหรือโตโยต้า

ด้านเรโนลต์ซึ่งเป็นพันธมิตรระยะยาวของนิสสัน กล่าวว่าจะเปิดกว้างสำหรับการควบรวมกิจการกับฮอนด้า โดยผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสรายนี้ถือหุ้นนิสสัน อยู่ 36% รวมถึง 18.7% ผ่านทรัสต์ของฝรั่งเศส.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไปรษณีย์สหรัฐฯ งดรับพัสดุจากจีนและฮ่องกง

ไปรษณีย์สหรัฐฯ งดรับพัสดุจากจีนและฮ่องกง

5 ก.พ. 2568 12:18 น.

ไปรษณีย์สหรัฐฯ งดรับพัสดุจากจีนและฮ่องกง

สำนักงานไปรษณีย์สหรัฐฯ เตรียมระงับการส่งพัสดุระหว่างประเทศจากจีนและฮ่องกงเป็นการชั่วคราว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปิดช่องโหว่ทางการค้า ซึ่งถูกใช้ในการจัดส่งพัสดุมูลค่าต่ำจากจีนโดยไม่เสียภาษีอากร

สำนักงานไปรษณีย์สหรัฐฯ ระบุว่าจะระงับการส่งพัสดุระหว่างประเทศจากจีนและฮ่องกงเป็นการชั่วคราว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปิดช่องโหว่ทางการค้า ซึ่งถูกใช้ในการจัดส่งพัสดุมูลค่าต่ำจากจีนโดยไม่เสียภาษีอากร

รัฐบาลทรัมป์ได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากรเพิ่มเติม 10% สำหรับสินค้าจีน ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ก.พ. และได้ดำเนินการปิดช่องโหว่ “de minimis” หรือมูลค่าขั้นต่ำในการนำเข้าที่ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ที่อนุญาตให้ผู้นำเข้าและผู้ซื้อในสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีศุลกากรสำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ

สำนักงานไปรษณีย์สหรัฐฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งจดหมายและ “รองเท้าส้นเตี้ย” จากจีนและฮ่องกง โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายของทรัมป์ในการยุติการส่งพัสดุแบบ de minimis จากจีนและประเทศอื่นๆ หรือไม่

ทั้งนี้ “ชีอิน” (Shein) ผู้ค้าปลีกแฟชั่นจากจีน และ เทมู (Temu) ร้านขายสินค้าราคาถูกทางออนไลน์ ซึ่งทั้งคู่ขายสินค้าหลากหลายประเภทตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงสมาร์ทโฟน ได้เติบโตอย่างรวดเร็วในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเกิดจากการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ de minimis

คณะกรรมการสภาคองเกรสสหรัฐฯ ว่าด้วยจีนระบุในรายงานเดือนมิถุนายน 2023 ว่าทั้งสองบริษัทน่าจะมีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 30% ของพัสดุทั้งหมดที่ส่งไปยังสหรัฐฯ ในแต่ละวันภายใต้เงื่อนไข de minimis รายงานระบุว่าพัสดุเกือบครึ่งหนึ่งที่ส่งภายใต้เงื่อนไข de minimis มาจากจีน

ทรัมป์กำหนดภาษีศุลกากรเพิ่มเติมสำหรับสินค้าจีน หลังจากเตือนจีนหลายครั้งว่าไม่ได้ดำเนินการมากพอที่จะหยุดยั้งการไหลเข้าของสารเสพติดที่ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเฟนทานิล.

ที่มา Reuters

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ท่าขี้เหล็กเตรียมใช้ไฟจากลาว หากถูกไทยตัดไฟ

ท่าขี้เหล็กเตรียมใช้ไฟจากลาว หากถูกไทยตัดไฟ

5 ก.พ. 2568 11:44 น.

ท่าขี้เหล็กเตรียมใช้ไฟจากลาว หากถูกไทยตัดไฟ

ทางการเมืองท่าขี้เหล็กในเมียนมา เตรียมนำกระแสไฟฟ้าจาก สปป. ลาว มาใช้ในจังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อชดเชยกระแสไฟฟ้าจากไทย หลังจากรัฐบาลไทยประกาศตัดการจ่ายไฟเมื่อวานนี้

เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ของสำนักข่าวท่าขี้เหล็ก (Tachileik News Agency) ซึ่งเป็นสำนักข่าวอิสระของเมียนมา ที่มีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ รายงานอ้างเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการไฟฟ้าเมืองท่าขี้เหล็กว่า ได้เตรียมนำไฟฟ้าจากลาวมาใช้ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด คณะกรรมการฯ ได้วางแผนล่วงหน้าว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดเหตุไม่คาดคิด จึงได้วางสายไฟฟ้าใหม่ไว้แล้ว และทุกอย่างพร้อมสำหรับการถูกตัดไฟในวันนี้

สำนักข่าวท่าขี้เหล็ก รายงานว่า หลังจากที่รัฐบาลไทยประกาศตัดกระแสไฟฟ้าใน 5 พื้นที่ ได้แก่ ท่าขี้เหล็ก และเมียวดี บริเวณชายแดนเมียนมา-ไทย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 4 ก.พ. โดยอ้างเหตุของกลุ่มมิจฉาชีพชาวจีน ล่าสุด คณะกรรมการอำนวยการไฟฟ้านครหลวงท่าขี้เหล็ก ได้มีแผนจ่ายกระแสไฟฟ้าจากลาวในเขตท่าขี้เหล็ก แทนไฟฟ้าจากไทย หากเกิดการถูกตัดกระแสไฟฟ้า

เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกำกับดูแลไฟส่องสว่างของเมือง กล่าวกับสำนักข่าวท่าขี้เหล็กเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ของวันที่ 4 กุมภาพันธ์ว่า ได้มีการเตรียมการจ่ายไฟฟ้าจากลาวมายังเมืองในกรณีที่เกิดไฟดับโดยฝ่ายไทยโดยไม่คาดคิด “ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เราได้วางแผนติดตั้งไฟฟ้าลาวโดยเร็วที่สุดโดยมีการหน่วงเวลา เราได้วางแผนล่วงหน้าว่าจะติดตั้งอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น นั่นคือเหตุผลที่เราได้สร้างสายส่งไฟฟ้าใหม่ไว้ล่วงหน้า ทุกอย่างพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้” 

ในเขตอำเภอท่าขี้เหล็ก บนชายแดนเมียนมา-ลาว-ไทย มีการใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยและลาว ในขณะเดียวกันก็มีการใช้ไฟฟ้าในเมืองทาเลย์และเมืองจวงลาป ภายในเขตอำเภอท่าขี้เหล็กด้วย

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 รัฐบาลไทยได้จัดการประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงครึ่ง มีมติตัดการจ่ายไฟฟ้าไปยังชายแดนฝั่งเมียนมา รวมไปถึงอินเทอร์เน็ตและเชื้อเพลิงด้วย

รัฐบาลไทยระบุว่าได้แจ้งเหตุไฟฟ้าดับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเมียนมาแล้ว แต่ฝ่ายไทยเพิ่งแจ้งทางการหลังเวลา 23.00 น. เท่านั้น ตามที่คณะกรรมการกำกับดูแลไฟฟ้าของเมืองท่าขี้เหล็กระบุ คณะกรรมการกำกับดูแลไฟฟ้าเทศบาลท่าขี้เหล็กได้วางแผนทดแทนปัญหาไฟฟ้าในเทศบาลท่าขี้เหล็กด้วยไฟฟ้าจากประเทศลาวแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าสมาคมผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเทศบาลท่าขี้เหล็กจะวางแผนอย่างไรหากประเทศไทยหยุดส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง.

ที่มา Tachileik News Agency

ทรัมป์ชี้ฉนวนกาซาอยู่ไม่ได้แล้ว ชาวปาเลสไตน์ควรย้ายออกไปอย่างถาวร

ทรัมป์ชี้ฉนวนกาซาอยู่ไม่ได้แล้ว ชาวปาเลสไตน์ควรย้ายออกไปอย่างถาวร

5 ก.พ. 2568 07:17 น.

ทรัมป์ชี้ฉนวนกาซาอยู่ไม่ได้แล้ว ชาวปาเลสไตน์ควรย้ายออกไปอย่างถาวร

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวก่อนพบผู้นำอิสราเอลว่า เขาไม่คิดว่าฉนวนกาซาที่ถูกทำลายเพราะสงคราม จะเป็นที่อยู่ของมนุษย์ได้อีกแล้ว และแนะนำให้ชาวปาเลสไตน์อพยพออกไป

เมื่อวันอังคารที่ 4 ก.พ. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่คิดว่ามีอนาคตถาวรสำหรับชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งตอนนี้ถูกทำลายจนอาศัยอยู่ไม่ได้ และด้วยเหตุนั้น ชาวปาเลสไตน์จึงไม่มีทางเลือกนอกจากย้ายออกไปตลอดกาล โดยเขาแนะนำให้ไปยังสถานที่ใหม่ที่ชาวตะวันออกกลางจัดไว้ให้ดีกว่า

“ผมหมายถึง พวกเขาอยู่ที่นั่นเพราะไม่มีทางเลือกอื่น แล้วตอนนี้พวกเขามีอะไรละ? มันกลายเป็นกองซากปรักหักพังขนาดใหญ่ไปแล้ว” นายทรัมป์กล่าว ก่อนที่เขาจะต้อนรับการมาเยือนของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และพูดคุยกันที่ห้องทำงานรูปไข่

คำพูดของนายทรัมป์เป็นการย้ำจุดยืนของเขาเรื่องฉนวนกาซา ซึ่งจะถูกใจนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมในอิสราเอลอย่างมาก แต่เชื่อว่าจะถูกต่อต้านจากชาวปาเลสไตน์กับประเทศเพื่อนบ้านของอิสราเอล ที่ยืนยันก่อนหน้านี้แล้วว่า พวกเขาจะไม่รับผู้อพยพจากฉนวนกาซาเพิ่มเติมอีก

นายทรัมป์พูดต่ออีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเชื่อว่ามีใครต้องการอยู่ในดินแดนที่ถูกสงครามฉีกเป็นชิ้นๆ นั้น “ทำไมพวกเขาถึงอยากกลับไปละ? ที่นั่นมันคือนรก” นายทรัมป์กล่าวโดยไม่สนเสียงของนักข่าวที่ตะโกนว่า “เพราะที่นั่นคือบ้านของพวกเขา”

แต่เมื่อถูกจี้ถามมากขึ้น นายทรัมป์ก็แสดงความชัดเจนว่า เขาไม่เห็นภาพโลกที่ชาวปาเลสไตน์กลับไปอยู่ในกาซา “ผมไม่คิดว่าผู้คนควรกลับไปในกาซา ผมคิดว่ากาซาเป็นที่ที่เลวร้ายมากๆ สำหรับพวกเขา กาซาไม่ใช่ที่ที่คนจะอาศัยอยู่”

อนึ่ง ก่อนหน้านี้นายทรัมป์เคยออกมาเสนอให้ย้ายชาวปาเลสไตน์กว่า 1 ล้านคนออกจากฉนวนกาซากระจายไปอยู่ตามชาติอาหรับต่างๆ แต่แนวคิดนี้ถูกปฏิเสธจากทั้งชาวปาเลสไตน์, กลุ่มฮามาส และ ชาติอาหรับ ที่ไม่ต้องการรับผู้อพยพเพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ญี่ปุ่นจับชายว่างงาน ผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าหั่นศพ ทิ้งชิ้นส่วนเหยื่อบนภูเขา

ญี่ปุ่นจับชายว่างงาน ผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าหั่นศพ ทิ้งชิ้นส่วนเหยื่อบนภูเขา

5 ก.พ. 2568 06:45 น.

ญี่ปุ่นจับชายว่างงาน ผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าหั่นศพ ทิ้งชิ้นส่วนเหยื่อบนภูเขา

ตำรวจญี่ปุ่นจับกุมตัวชายว่างงานคนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยเป็นผู้นำชิ้นส่วนศพมนุษย์ไปทิ้งบนภูเขาในจังหวัดโอซาก้า จนเจ้าหน้าที่ไปพบเข้าเมื่อเดือนก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 ตำรวจจังหวัดโอซาก้า จับกุมตัวชายว่างงานวัย 28 ปี คนหนึ่ง ในฐานะผู้ต้องสงสัยทิ้งชิ้นส่วนศพมนุษย์บนภูเขาอิโคมะ ในเมืองฮิกาชิโอซาก้า โดยชายคนนี้ถูกระบุชื่อว่า ฮิโรโตะ โอกิ ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้นำชิ้นส่วนศพใส่กระเป๋าเดินทางไปทิ้งจริง

ตามการเปิดเผยของตำรวจ ชิ้นส่วนศพดังกล่าวเป็นของชายอายุในช่วงประมาณ 40-50 ปี ถูกตำรวจที่ตอนนั้นกำลังตามหาบุคคลสูญหาย พบในช่วงเที่ยงของวันที่ 25 ม.ค. โดยชิ้นส่วนไม่ว่าจะเป็นศีรษะ, แขนทั้ง 2 ข้าง และลำตัว กระจายตามจุดต่างๆ ในรัศมี 30 ม. ผลการชันสูตรชี้ว่าชายคนนี้ตายมาประมาณ 1 เดือนแล้ว

ตำรวจไม่พบหลักฐานใดๆ ที่สามารถช่วยยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตรายนี้ได้ แต่การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้จุดเกิดเหตุแสดงให้เห็นว่า เมื่อ 28 ธ.ค. 2567 มีชายคนหนึ่งกำลังจูงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกจากถนนไปสู่พื้นที่ที่มีการพบศพ ตำรวจจึงตามสืบจนรู้ว่าเป็นนายโอกิ และเข้าจับกุมเขาในที่สุด

ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่า นายโอกิเป็นคนร้ายในคดีนี้หรือไม่ หรือเป็นเพียงผู้ที่นำศพไปทิ้งเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ออสเตรเลียห้ามหน่วยงานรัฐใช้ DeepSeek เอไอจีน กังวลความมั่นคง

ออสเตรเลียห้ามหน่วยงานรัฐใช้ DeepSeek เอไอจีน กังวลความมั่นคง

5 ก.พ. 2568 04:00 น.

ออสเตรเลียห้ามหน่วยงานรัฐใช้ DeepSeek เอไอจีน กังวลความมั่นคง

ออสเตรเลียสั่งห้ามหน่วยงานรัฐใช้งานแอปแชทบอทเอไอสัญชาติจีน DeepSeek ยืนยันทำเพราะกังวลด้านความปลอดภัย ไม่ใช่เพราะเป็นแอปจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 4 ก.พ. 2568 ว่า ออสเตรเลียออกคำสั่งแบน ห้ามไม่ให้อุปกรณ์และระบบใดๆ ของรัฐบาลติดตั้งผลิตภัณฑ์, แอปพลิเคชัน หรือใช้บริการเว็บไซต์ใดๆ ของบริษัท “DeepSeek” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการปัญญาประดิษฐ์สัญชาติจีนหน้าใหม่ โดยอ้างความกังวลเรื่องความมั่นคง

รัฐบาลออสเตรเลียยืนยันว่า คำสั่งแบนของพวกเขาไม่ได้เป็นเพราะ DeepSeek มาจากประเทศจีน แต่เป็นเพราะความเสี่ยงที่ไม่อาจยอมรับได้ที่อาจเกิดขึ้นต่อความมั่นคงของชาติ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความตื่นตัวในอุตสาหกรรมเอไอ หลังจาก DeepSeek เปิดตัวออกมาและทะยานเป็นแอปพลิเคชันที่มีผู้ดาวน์โหลดมากที่สุดภายในไม่กี่สัปดาห์ แซงหน้าคู่แข่งทุกคนรวมถึงเจ้าตลาดอย่างสหรัฐฯ

ผู้พัฒนายังอ้างว่า พวกเขาใช้งบประมาณในการฝึกฝนเอไอตัวนี้ต่ำกว่าคู่แข่งในตลาดหลายเท่าด้วย ส่งผลให้หุ้นบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านเอไอทั่วโลก รวมถึงในออสเตรเลียด้วย ร่วงหนักไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก DeepSeek เป็นเอไอสัญชาติจีน ทำให้ชาติตะวันตกและพันธมิตรออกมาแสดงความกังวลเรื่องปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นเช่น การเซ็นเซอร์ข้อมูล และความกังวลว่ารัฐบาลจีนอาจเข้าถึงข้อมูลอ่อนไหวบางอย่างจากการใช้งานเอไอตัวนี้

ก่อนหน้านี้ ไต้หวันก็เพิ่งมีคำสั่งแบนในลักษณะคล้ายกับออสเตรเลีย ส่วนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบในอิตาลี, เกาหลีใต้, ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ ก็กำลังดำเนินการสืบสวนการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของ DeepSeek ซึ่งสำนักงานคุ้มครองข้อมูลของอิตาลี เพิ่งมีคำสั่งให้บริษัทผู้ให้บริการแชทบอท DeepSeek หยุดให้บริการในประเทศก่อน เนื่องจากมีการเปิดเผยเรื่องการใช้งานข้อมูลไม่เพียงพอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ภาคเหนือญี่ปุ่นขาวโพลน หิมะถล่มฮอกไกโดหนักทุบสถิติ

ภาคเหนือญี่ปุ่นขาวโพลน หิมะถล่มฮอกไกโดหนักทุบสถิติ

5 ก.พ. 2568 03:08 น.

ภาคเหนือญี่ปุ่นขาวโพลน หิมะถล่มฮอกไกโดหนักทุบสถิติ

ภาคเหนือของญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับหิมะตกหนักจากอิทธิพลของแนวปะทะอากาศเย็น ทำให้หลายพื้นที่มีหิมะตกหนักทุบสถิติ และมีอากาศเย็นอุณหภูมิติดลบ

เมื่อวันอังคารที่ 4 ก.พ. 2568 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่าเขตโทคาชิ ในจังหวัดฮอกไกโด ทางเหนือของประเทศญี่ปุ่น เผชิญหิมะตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนวันจันทร์จนถึงช่วงเช้าวันอังคาร หลายพื้นที่มีหิมะตกปริมาณมากทุบสถิติ

ทั้งนี้เนื่องจากกระแสอากาศชื้นเคลื่อนตัวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทางตะวันตกของฮอกไกโด ทำให้เมฆหิมะก่อตัวขึ้นเหนือเขตโทคาชิ

JMA บอกด้วยว่า หิมะตกที่เมืองโอบิฮิโระ ในเขตโทคาชิ ต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมง จนถึงเวลา 9.00 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น มีหิมะท่วมสูงถึง 129 ซม. มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2515 นอกจากนั้น การที่หิมะตกต่อเนื่องถึง 12 ชั่วโมงบริเวณเมืองคุชิโระและเนมุโระ ก็นับเป็นสถิติใหม่ด้วยเช่นกัน

พยากรณ์อากาศของญี่ปุ่นเตือนด้วยว่า หิมะอาจตกเพิ่มขึ้นอีกในจังหวัดฮอกไกโดและจังหวัดนีงาตะ จากอิทธิพลของมวลอากาศเย็นกำลังแรง ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตก และทำให้หิมะตกบริเวณด้านตะวันออกของเกาะคิวชู ส่งผลให้หลายพื้นที่มีอุณหภูมิลดต่ำถึง -12 องศาเซลเซียส

JMA คาดการณ์ด้วยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงจนถึงช่วงเย็นวันพุธ (5 ก.พ.) จะมีหิมะตกสูงถึง 100 ซม.ในภูมิภาคโอคุริคุ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู เกาะหลักของญี่ปุ่นและที่ จ.นีงาตะ ขณะเดียวกันภูมิภาคโทโฮคุกับจังหวัดกิฟุจะมีหิมะตกประมาณ 80 ซม. และภูมิภาคคันไซ จะมีหิมะตกราว 70 ซม.

ส่วนที่ฮอกไกโดและภูมิภาคชูโกคุ จะมีหิมะตกราว 50 ซม.ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนจังหวัดนากาโนะและภูมิภาคชิโคคุ จะมีหิมะตก 40 ซม. และคิวชูจะมีหิมะตกสูง 30 ซม.

ทางการญี่ปุ่นเรียกร้องให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องการเดินทาง หิมะตกหนัก และคลื่นสูงบริเวณชายฝั่งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

สลด มือปืนกราดยิงโรงเรียนสวีเดน ดับพุ่ง 10 ศพ คนร้ายไม่รอดชีวิต

สลด มือปืนกราดยิงโรงเรียนสวีเดน ดับพุ่ง 10 ศพ คนร้ายไม่รอดชีวิต

5 ก.พ. 2568 01:50 น.

สลด มือปืนกราดยิงโรงเรียนสวีเดน ดับพุ่ง 10 ศพ คนร้ายไม่รอดชีวิต

เหตุคนร้ายกราดยิงที่โรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ในสวีเดน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 10 ศพ รวมคนร้ายด้วย โดยตำรวจเชื่อว่าเขาลงมือคนเดียว และนี่ไม่ใช่การก่อการร้าย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้คนในโรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ ในเมืองโอเรโบร ตอนกลางของประเทศสวีเดน เมื่อช่วงเที่ยงวันอังคารที่ 4 ก.พ. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วประมาณ 10 ศพ โดยตำรวจเชื่อว่ามือปืนเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วย และเขาลงมือคนเดียว

ตำรวจสวีเดนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุครั้งแรกในเวลาประมาณ 12.30 น. ว่าเกิดเหตุยิงกันขึ้นที่โรงเรียนสำหรับผู้ใหญ่ “ริสเบิร์กสกา” (Risbergska) ซึ่งตั้งอยู่ในวิทยาเขตที่มีโรงเรียนหลายแห่งอยู่รวมกัน รวมถึงโรงเรียนสำหรับเด็กด้วย

ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย รวมถึงคนร้าย ก่อนจะอัปเดตสถานการณ์ในเวลาต่อมาว่า มีผู้เสียชีวิตประมาณ 10 ศพในเหตุการณ์นี้ แต่ไม่ยืนยันจำนวนที่ชัดเจน เนื่องจากพื้นที่โรงเรียนกว้างขวางต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ

ผู้เสียชีวิตรวมถึงตัวชายคนร้ายด้วย โดยตำรวจคาดว่าเขาปลิดชีพตัวเอง และไม่คิดว่าจะมีเหตุโจมตีตามมามากกว่านี้แล้ว

ตามการเปิดเผยของนาย โรเบอร์โต อีด ฟอเรสต์ หัวหน้าตำรวจเมืองโอเรโบร คนร้ายไม่เป็นที่รู้จักของตำรวจก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ เขาลงมือคนเดียว ไม่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแก๊งใดๆ และเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่า แรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาคือการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม นายฟอเรสต์ย้ำว่า การสืบสวนยังอยู่ในช่วงเริ่มแรกมากๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc