สลดใจ เด็กหญิงอินเดียถูกข่มขืนมานาน 5 ปี โดยผู้ก่อเหตุ 60 ราย

สลดใจ เด็กหญิงอินเดียถูกข่มขืนมานาน 5 ปี โดยผู้ก่อเหตุ 60 ราย

25 ก.พ. 2568 11:37 น.

สลดใจ เด็กหญิงอินเดียถูกข่มขืนมานาน 5 ปี โดยผู้ก่อเหตุ 60 ราย

เกิดคดีสุดสลดใจที่อินเดีย เมื่อเด็กหญิงวรรณะจัณฑาลตกเป็นเหยื่อถูกข่มขืนมานานถึง 5 ปี โดยมีผู้ก่อเหตุมากถึง 60 คน

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเรื่องราวที่น่าตกใจซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กสาววัย 18 ปีรายหนึ่งในอินเดีย โดยเธอถูกล่วงละเมิดทางเพศนานต่อเนื่อง 5 ปีตั้งแต่อายุ 13 ปี และมีผู้ก่อเหตุรวม 60 คนซึ่งมีทั้งเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนบ้าน ญาติและคนแปลกหน้า โดยล่าสุดจับกุมได้แล้ว 58 คน แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหา

รายงานเปิดเผยว่า เมื่อ 5 ปีก่อน เด็กหญิงวัย 13 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวของคนงานรับจ้างที่ยากจน ถูกเพื่อนบ้านในหมู่บ้านที่เธออาศัยอยู่ล่วงละเมิดทางเพศ และ ผู้ต้องสงสัยที่ล่วงละเมิดเธอได้ถ่ายวิดีโอเอาไว้ ซึ่งตำรวจกำลังเร่งสอบสวนว่าวิดีโอดังกล่าวมีไว้เพื่อแบล็คเมล์เด็กหญิง หรือนำไปเผยแพร่ต่อทำให้เด็กหญิงต้องตกเป็นเหยื่อของผู้ชาย และเด็กชายคนอื่นๆ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ข้อกล่าวหานี้เพิ่งถูกเปิดเผยหลังจากที่เด็กสาววัย 18 ปีรายนี้พูดคุยกับที่ปรึกษาที่ไปเยี่ยมวิทยาลัยของเธอในรัฐเกรละ และเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดที่เลวร้ายตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่การจับกุมผู้ชาย 58 ราย และเด็กผู้ชายหลายคน ฐานล่วงละเมิดทางเพศ ข่มขืน และข่มขืนหมู่เด็กสาวรายนี้ โดยมีชายที่เกี่ยวข้องอีก 2 คนหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ซึ่งผู้ก่อเหตุมีตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ชายอายุประมาณ 40 กว่า ๆ โดยมีการควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ไม่ใช่เยาวชนเอาไว้ แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าอินเดียจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้กระทำผิด แต่การกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากแนวคิดชายเป็นใหญ่และการกดขี่ทางเพศที่ฝังรากลึก โดยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คดีข่มขืนและฆ่านักศึกษาแพทย์ในเมืองกัลกัตตา ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ แต่กรณีของเด็กหญิงในเกรละกลับไม่ได้รับความสนใจมากนัก ซึ่งนักสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวให้เหตุผลว่า เป็นเพราะเหยื่อเป็น ชาวดาลิต หรือ คนในวรรณะจัณฑาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ต่ำสุดในระบบวรรณะของศาสนาฮินดู

ปัจจุบัน เด็กหญิงคนดังกล่าวได้รับการดูแลในศูนย์พักพิงและได้รับคำปรึกษาทางจิตใจ แม่ของเธอก็ได้รับการช่วยเหลือและสามารถเข้าพักที่ศูนย์สำหรับสตรีได้หากรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยคาดว่าคดีนี้ต้องใช้เวลาหลายปีในกระบวนการศาล

ในปี 2022 มีรายงานคดีข่มขืนผู้หญิงจากวรรณะที่ถูกกดขี่ในอินเดีย 4,241 คดี หรือเฉลี่ยมากกว่า 10 คดีต่อวัน และมีคดีข่มขืนที่ถูกรายงานทั่วประเทศมากกว่า 31,500 คดี

แต่การได้รับความยุติธรรมยังคงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงชาวดาลิต องค์กร Equality Now รายงานว่า ความรุนแรงทางเพศถูกใช้เป็นเครื่องมือกดขี่สตรีดาลิต โดยผู้กระทำผิดมักลอยนวล

จากการติดตาม 40 คดีข่มขืน ที่เหยื่อเป็นหญิงชาวดาลิต มีเพียง 7 คดี ที่ศาลตัดสินลงโทษ และส่วนใหญ่เป็นคดีที่มีการข่มขืนและฆ่าหรือเกี่ยวข้องกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินเดีย

สหรัฐฯ โหวตเข้าข้างรัสเซียในที่ประชุมยูเอ็น

สหรัฐฯ โหวตเข้าข้างรัสเซียในที่ประชุมยูเอ็น

25 ก.พ. 2568 11:15 น.

สหรัฐฯ โหวตเข้าข้างรัสเซียในที่ประชุมยูเอ็น

สหรัฐฯ เข้าข้างรัสเซียถึงสองครั้งในการลงมติที่สหประชาชาติ เพื่อรำลึกครบรอบ 3 ปีการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยเน้นถึงการเปลี่ยนจุดยืนของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับสงคราม

สหรัฐฯ เข้าข้างรัสเซียถึงสองครั้งในการลงมติที่สหประชาชาติ เพื่อรำลึกครบรอบ 3 ปีการรุกรานยูเครนของรัสเซีย โดยเน้นถึงการเปลี่ยนจุดยืนของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับสงคราม

อันดับแรก ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียคัดค้านมติที่ร่างโดยยุโรปซึ่งประณามการกระทำของรัสเซียและสนับสนุนบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ซึ่งผ่านโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในนครนิวยอร์ก จากนั้น ทั้งสองประเทศสนับสนุนมติที่ร่างโดยสหรัฐฯ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งแต่ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์รัสเซีย

มติของคณะมนตรีความมั่นคงได้รับการอนุมัติ แต่พันธมิตรสำคัญสองรายของสหรัฐฯ คือ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส งดออกเสียงในการลงคะแนนเสียง หลังจากความพยายามแก้ไขถ้อยคำถูกยับยั้ง

การลงมติทั้งสองเกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว เพื่อพยายามแก้ไขความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างทั้งสองประเทศเกี่ยวกับสงคราม

ทำเนียบขาว ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปลี่ยนจุดยืน โดยเอาใจรัสเซียและตั้งคำถามต่อความมุ่งมั่นระยะยาวของอเมริกาต่อความมั่นคงของยุโรป รอยร้าวดังกล่าวปรากฏให้เห็นในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ที่มีสมาชิก 193 ประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (24 ก.พ.) โดยนักการทูตสหรัฐฯ ได้ผลักดันมติจำกัดของตนในการไว้อาลัยต่อการสูญเสียชีวิต ระหว่างความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน และเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งนี้โดยเร็ว

นักการทูตยุโรปได้ยื่นเอกสารที่มีรายละเอียดมากขึ้น โดยกล่าวโทษรัสเซียว่าเป็นผู้รุกรานเต็มรูปแบบ และสนับสนุนอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน นางมารีอานา เบตซา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศยูเครนกล่าวว่า “เราจำเป็นต้องยืนยันอีกครั้งว่าการรุกรานควรได้รับการประณามและทำลายชื่อเสียง ไม่ใช่ให้รางวัล” 

สมาชิก UNGA สนับสนุนมติยุโรปด้วยคะแนนเสียง 93 เสียง แต่ที่น่าแปลกคือ สหรัฐฯ ไม่ได้งดออกเสียง แต่กลับลงคะแนนเสียงคัดค้านพร้อมกับรัสเซีย อิสราเอล เกาหลีเหนือ ซูดาน เบลารุส ฮังการี และอีก 11 รัฐ โดยมีประเทศงดออกเสียง 65 เสียง นอกจากนั้น UNGA ยังผ่านมติของสหรัฐฯ ด้วย แต่หลังจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้มีเนื้อหาที่สนับสนุนยูเครน ซึ่งทำให้สหรัฐฯ งดออกเสียง

ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติซึ่งมีสมาชิก 15 ประเทศ มติของสหรัฐฯ ที่ไม่มีการแก้ไข ผ่านด้วยคะแนนเสียง 10 เสียง โดยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เดนมาร์ก กรีซ และสโลวีเนีย งดออกเสียง

ดอโรธี คามิลล์ เชีย ผู้แทนสหรัฐฯ ประจำ UN อธิบายว่ามติของสหรัฐฯ เป็น “แถลงการณ์ประวัติศาสตร์ที่เรียบง่าย ที่มองไปข้างหน้า ไม่ใช่ย้อนหลัง มติที่มุ่งเน้นไปที่แนวคิดง่ายๆ อย่างหนึ่ง นั่นคือ การยุติสงคราม”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่ค่อยแสดงท่าทีขัดแย้งกับพันธมิตรในยุโรปมากเท่านี้มาก่อน นับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อ 3 ปีก่อน คณะมนตรีความมั่นคงก็ถูกขัดขวางโดยอำนาจของรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 สมาชิกถาวรในการยับยั้งมติใดๆ ในยูเครน ด้วยเหตุนี้ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจึงเป็นเวทีหลักในการถกเถียงเกี่ยวกับสงคราม แต่มติของสมัชชาฯ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อประเทศสมาชิก ต่างจากมติของคณะมนตรีความมั่นคง.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

มาเลเซียสั่งห้ามแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโฆษณาเยลลี่ลูกตา หลังเด็ก 10 ขวบติดคอตาย

มาเลเซียสั่งห้ามแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโฆษณาเยลลี่ลูกตา หลังเด็ก 10 ขวบติดคอตาย

25 ก.พ. 2568 09:29 น.

มาเลเซียสั่งห้ามแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโฆษณาเยลลี่ลูกตา หลังเด็ก 10 ขวบติดคอตาย

แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของมาเลเซียต้องหยุดโฆษณาขายขนมกัมมี่รูปทรงลูกตา ตามคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข หลังเกิดเหตุเด็กชายวัย 10 ขวบทานขนมชนิดนี้แล้วติดคอดับสลด

คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียประกาศห้ามขายขนมดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ดร.ซุลเคฟลี อาหมัด เปิดเผยว่ากระทรวงฯ ได้ตรวจพบลิงก์โฆษณาขายขนมดังกล่าวจำนวน 86 รายการบนแพลตฟอร์ม Shopee และ TikTok นอกจากนี้ ฝ่ายความปลอดภัยและคุณภาพอาหารของกระทรวงฯ ยังได้สั่งให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ลบโฆษณาดังกล่าวออกในเช้าวันอาทิตย์แล้ว

ขณะเดียวกันก็มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในแต่ละเขตทั่วประเทศดำเนินการตรวจสอบร้านค้าและยึดผลิตภัณฑ์ที่ยังคงวางจำหน่าย

กระทรวงฯ ได้ประกาศห้ามขายขนมกัมมี่รูปทรงลูกตาทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และในตลาดภายในประเทศ หลังจากพบว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านฉลากภายใต้ กฎระเบียบด้านอาหารปี 1985 ของ พระราชบัญญัติอาหารปี 1983 (มาตรา 281)

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ฟาห์มี ฮาฟิซ ฟาครุดดิน เด็กชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 วัย 10 ขวบ เสียชีวิตที่ห้องไอซียูของโรงพยาบาลปีนัง หลังจากสำลักเยลลี่ลูกตาจนอาการวิกฤติอยู่ 2 วัน โดยเขาซื้อขนมดังกล่าวจากร้านค้าใกล้โรงเรียนก่อนเข้าเรียนวิชาศาสนา

ตามกฎหมายของมาเลเซีย ขนมเยลลี่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมและมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า ต้องมีคำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการสำลัก โดยเฉพาะสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี

หลังการเสียชีวิตของฟาห์มี กรมอนามัยปีนัง ได้เข้ายึดขนมชนิดนี้ จากร้านค้า โดยนาย แดเนียล กูย ซี เซ็น ประธานคณะกรรมการสาธารณสุขและกีฬาของรัฐปีนัง ยืนยันว่าการยึดสินค้านี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจสอบแผงขายของใกล้โรงเรียน โดยการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า ฟาห์มีซื้อขนมดังกล่าวจากแผงขายของเหล่านั้น ตามรายงานของเบอร์นามา

นอกจากนี้ นายกูยยังเรียกร้องให้ผู้ปกครองเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบอาหารที่เด็กบริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อการสำลัก

หลังเกิดเหตุการณ์นี้ กระทรวงศึกษาธิการมาเลเซียได้มีคำสั่งให้โรงเรียนรายงานทันทีหากพบว่ามีร้านค้าภายนอกขายอาหารและเครื่องดื่ม และต้องร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในการควบคุมและกำกับดูแลการจำหน่ายสินค้าเหล่านี้.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เยลลี่ลูกตา

อดีตศัลยแพทย์ฝรั่งเศสยอมรับ “ทำสิ่งชั่วร้าย” คดีล่วงละเมิดคนไข้ 299 คน

อดีตศัลยแพทย์ฝรั่งเศสยอมรับ “ทำสิ่งชั่วร้าย” คดีล่วงละเมิดคนไข้ 299 คน

25 ก.พ. 2568 06:55 น.

อดีตศัลยแพทย์ฝรั่งเศสยอมรับ “ทำสิ่งชั่วร้าย” คดีล่วงละเมิดคนไข้ 299 คน

อดีตศัลยแพทย์ฝรั่งเศสขึ้นศาลไต่สวนคดีข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อถึง 299 คน โดยเขายอมรับว่าได้กระทำเรื่องชั่วร้ายลงไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อดีตศัลยแพทย์ผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศคนไข้ของเขาจำนวนหลายร้อยคนภายในระยะเวลา 25 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นคนไข้อายุน้อย กล่าวในการแถลงเปิดการไต่สวนคดีของเขาในฝรั่งเศสว่า เขายอมรับว่าได้กระทำเรื่องชั่วร้ายลงไป

อดีตศัลยแพทย์รายนี้มีชื่อว่า โจเอล เลอ สคูอาร์เนก ปัจจุบันมีอายุ 74 ปีแล้ว โดยเขาถูกฟ้องร้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อถึง 299 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก

ในการไต่สวนเมื่อวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2568 นายสคูอาร์เนกกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคงว่าตัวเขา “ได้กระทำสิ่งชั่วร้ายลงไป” และเขาตระหนักดีว่าความเสียหายที่เขาได้ก่อมันเกินกว่าจะซ่อมแซม

“ผมติดค้างคนเหล่านี้กับผู้เป็นที่รักของพวกเขา ในการยอมรับการกระทำของตัวเองและผลที่ตามมาที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งพวกเขาอดทนมาตลอด และต้องอดทนต่อไปตลอดชีวิต”

คดีของนายสคูอาร์เนกถือเป็นคดีการล่วงละเมิดทางเด็กครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศ โดยนายสคูอาร์เนกถูกกล่าวหาว่า ข่มขืนหรือล่วงละเมิดคนไข้มาตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2557

ปัจจุบันนายสคูอาร์เนกกำลังรับโทษจำคุกจากคดีข่มขืนที่เขาถูกตัดสินความผิดก่อนหน้านี้ ส่วนในคดีล่าสุด หากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาจะต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี โดยโทษจำคุกทั้งสองจะนับเวลาควบคู่กันไป

ทั้งนี้ นายสคูอาร์เนกเคยถูกตัดสินจำคุก 4 เดือนแบบรอลงอาญาจากความผิดฐานครอบครองภาพลามกอนาจารเด็กในปี 2548 แต่เขายังสามารถสมัครเข้าเป็นศัลยแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในเมืองแก๊งแปร์ (Quimperle) ทางตะวันตกของฝรั่งเศสในปีต่อมา โดยมีแพทย์เคยเตือนทางโรงพยาบาลเรื่องพฤติกรรมของเขาแล้ว แต่ไม่ถูกรับฟัง

นายสคูอาร์เนกทำงานที่นั่นจนเขาถูกจับกุมตัวอีกครั้งในปี 2560 ในฐานะผู้ต้องสงสัยข่มขืนเพื่อนบ้านวัย 6 ขวบ และตำรวจก็พบบันทึกดิจิทัลจำนวนมากที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศที่เขากระทำกับคนไข้หลายร้อยคนในโรงพยาบาลหลายแห่งทั่วภูมิภาค

ในปี 2563 นายสคูอาร์เนกถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเพื่อนบ้านเด็กรายดังกล่าว รวมถึงหลานอีก 2 คนกับคนไข้วัย 4 ขวบ โดยเขาถูกพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 15 ปี

จากนั้นการสืบสวนเพิ่มเติมทำให้อัยการฟ้องร้องเขาด้วยข้อหาข่มขืนกระทำชำเราอย่างร้ายแรง และล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อถึง 299 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ฮามาสลั่น ไม่เจรจาหยุดยิงต่อ จนกว่าอิสราเอลจะปล่อยนักโทษตามสัญญา

ฮามาสลั่น ไม่เจรจาหยุดยิงต่อ จนกว่าอิสราเอลจะปล่อยนักโทษตามสัญญา

25 ก.พ. 2568 04:54 น.

ฮามาสลั่น ไม่เจรจาหยุดยิงต่อ จนกว่าอิสราเอลจะปล่อยนักโทษตามสัญญา

กลุ่มฮามาสประกาศจะไม่เจรจาหยุดยิงในกาซาขั้นต่อไปกับอิสราเอล หากรัฐบาลยิวยังไม่ปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ตามที่ตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิต 6 คน และเป็นกลุ่มสุดท้ายที่พวกเขาสัญญาว่าจะปล่อยตัวในการหยุดยิงเฟสที่ 1 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 19 ม.ค. 2568 เพื่อแลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่อิสราเอลจับตัวไว้

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ฮามาสเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นตัวประกันอีก 2 คนนั่งอยู่ในรถดูพิธีปล่อยตัวประกันคนอื่น ก่อนที่ 2 คนนี้จะวิงวอนให้นาย เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลให้ช่วยพวกเขาออกไปด้วย

เรื่องดังกล่าวทำให้กลุ่มช่วยเหลือครอบครัวตัวประกันและผู้สูญหายในอิสราเอล ออกมาประณามว่าเป็นการแสดงความโหดร้ายอย่างน่าคลื่นไส้

จากนั้นในวันอาทิตย์ ฝ่ายอิสราเอลก็ประกาศเลื่อนการปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์ 620 คนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยกล่าวหากลุ่มฮามาสว่าละเมิดเงื่อนไขในข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดพิธีปล่อยตัวอันน่าอับอาย

ในวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮามาสออกมาระบุว่า การตัดสินใจของอิสราเอลทำให้ข้อตกลงหยุดยิงทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้ประเทศตัวกลาง โดยเฉพาะสหรัฐฯ กดดันอิสราเอลให้ปล่อยตัวนักโทษ

ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงเฟสที่ 1 กำลังจะหมดอายุในวันที่ 1 มี.ค.นี้ แต่การเจรจาเงื่อนไขต่างๆ ในการหยุดยิงเฟสที่ 2 และเรื่องการยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสยังไม่เริ่มขึ้นเลย

ข้อตกลงหยุดยิงฉบับปัจจุบันก็ทำท่าจะพังทลายลงหลายครั้งในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงล่าสุดที่ฮามาสส่งร่างตัวประกันที่เสียชีวิต 4 ศพคืนให้อิสราเอล รวมถึงร่างของ ชิรี บิบาส กับ อาริเอล และ คฟีร์ ลูกชายวัย 4 ขวบ กับ 8 เดือนของเธอ แต่ผลตรวจกับพบว่าศพที่ระบุว่าเป็น ชิรี บิบาส กลับเป็นคนอื่น จนทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในอิสราเอล แม้ภายหลังจะมีการส่งศพที่ถูกต้องให้แล้วก็ตาม

ทางการอิสราเอลเผยด้วยว่า ผลการตรวจชี้ว่า อาริเอลกับคฟีร์ถูกสังหารด้วยมือเปล่า สวนทางกับคำกล่าวอ้างของกลุ่มฮามาสที่บอกว่า 3 แม่ลูกเสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

อนึ่ง ฮามาสสัญญาจะคืนตัวประกัน 33 คนให้อิสราเอลระหว่างการหยุดยิงเฟสที่ 1 แลกกับการปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์ประมาณ 1,900 คน โดยจนถึงตอนนี้ฮามาสปล่อยตัวประกันแล้ว 25 คน และคืนร่างตัวประกันให้อิสราเอลแล้ว 4 ศพ และร่างตัวประกันอีก 4 ศพจะถูกส่งคืนในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำฝรั่งเศสแถลงหลังคุยทรัมป์ ลั่นสันติภาพต้องไม่แลกด้วยการทิ้งยูเครน

ผู้นำฝรั่งเศสแถลงหลังคุยทรัมป์ ลั่นสันติภาพต้องไม่แลกด้วยการทิ้งยูเครน

25 ก.พ. 2568 04:20 น.

ผู้นำฝรั่งเศสแถลงหลังคุยทรัมป์ ลั่นสันติภาพต้องไม่แลกด้วยการทิ้งยูเครน

เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เยือนสหรัฐฯ และหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ เรื่องสงครามในยูเครน โดยเขาย้ำว่าสันติภาพต้องไม่แลกด้วยการทอดทิ้งยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แถลงข่าวร่วมกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2568 หลังจากทั้งสองคนพูดคุยกันเป็นเวลานานเรื่องสงครามในยูเครน ซึ่งตอนนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว

นายมาครงระบุว่า เขากับนายทรัมป์หารือกันเรื่องความต้องการของทั้งสองฝ่ายในการยุติความขัดแย้งในยูเครน และเรื่องการทำข้อตกลงหยุดยิงที่มีขอบเขต, ตรวจสอบได้ และทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพอย่างยั่งยืนเกิดขึ้นได้

ผู้นำฝรั่งเศสยังพูดถึงการรับประกันความมั่นคงเพื่อรักษาสันตินี้เป็นเวลานาน พร้อมย้ำคำพูดของนายทรัมป์ที่บอกว่าต้องการเป็น “ผู้ผลักดันสันติภาพ” ในภูมิภาคนี้ โดยมาครงย้ำว่า สันตินั้นต้องไม่ได้หมายถึงการละทิ้งยูเครน หรือหยุดยิงโดยไม่มีการรับประกัน

“เราต้องให้ยูเครนมีอธิปไตยของตัวเอง ให้ยูเครนได้เจรจากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้”

ด้านนายทรัมป์กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายและภาระในการรักษาสันติภาพต้องจ่ายโดยชาติยุโรปด้วย ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว ซึ่งนายมาครงยืนยันว่า ยุโรปจะไม่หลีกหนีความรับผิดชอบของตัวเองในการช่วยเหลือยูเครน เพราะยูเครนคือแนวหน้าของความมั่นคงร่วมกันของยุโรปทั้งหมด

นายทรัมป์ยังแสดงความต้องการในการนำเงินจำนวนมหาศาลที่สหรัฐฯ จ่ายไปเพื่อช่วยเหลือยูเครนกลับคืนมา โดยนายทรัมป์อ้างว่า สหรัฐฯ จ่ายไปมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้ว่าข้อมูลที่เปิดเผยออกมาระบุว่า สหรัฐฯ จ่ายไปราว 1.2 แสนล้านดอลลาร์ก็ตาม

โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ำด้วยว่า สหรัฐฯ ต้องมีข้อตกลงกับยูเครนในเรื่องส่วนแบ่งรายได้จากแร่ธาตุและธาตุหายากต่างๆ ซึ่งกระบวนการนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการประชวรดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในขั้นวิกฤติ

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการประชวรดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในขั้นวิกฤติ

25 ก.พ. 2568 03:44 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการประชวรดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในขั้นวิกฤติ

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิสอาการประชวรดีขึ้นเล็กน้อย ผลตรวจดีขึ้น แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ จากปัญหาทางเดินหายใจและโรคไต

สำนักวาติกันอัปเดตอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2568 ระบุว่า อาการของพระองค์ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่ปัญหาเกี่ยวกับไตของพระองค์ดีขึ้นเล็กน้อย ไม่เป็นที่น่ากังวล และในวันนี้ พระองค์ก็ไม่เกิดอาการทางเดินหายใจคล้ายหอบหืด ขณะที่ผลตรวจจากห้องทดลองบางอย่างดีขึ้น

แถลงการณ์ของวาติกันบอกอีกว่า พระสันตะปาปายังต้องได้รับการบำบัดด้วยออกซิเจน และแพทย์ยังไม่เปิดเผยผลการทำนายโรคออกมา แต่พระองค์สามารถกลับไปทรงงานได้บ้างแล้วในวันจันทร์

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสพระชนมายุ 88 พรรษา เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเจเมลลี ในกรุงโรม ของอิตาลี ตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2568 หลังมีอาการปอดอักเสบมาหลายวัน จากนั้นวาติกันก็เริ่มออกมาเปิดเผยว่า โป๊ปมีอาการติดเชื้อหลายชนิดในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเป็นปอดบวมในปอดทั้ง 2 ข้าง

ต่อมาในวันเสาร์ (22 ก.พ.) วาติกันระบุว่าโป๊ปฟรานซิสมีอาการวิกฤติ หลังพระองค์เผชิญกับ “ภาวะวิกฤติด้านทางเดินหายใจคล้ายโรคหอบหืดเป็นเวลานาน” ทำให้ต้องได้รับออกซิเจนในปริมาณมาก และต้องได้รับการถ่ายเลือดเพื่อรักษาอาการโลหิตจาง จากนั้นในวันอาทิตย์ผลตรวจก็พบสัญญาณของอาการไตวายระยะแรกเริ่ม ซึ่งสามารถควบคุมได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

นายกฯ ดีอาร์คองโกเผย สู้กบฏนาน 2 เดือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7,000 ศพ

นายกฯ ดีอาร์คองโกเผย สู้กบฏนาน 2 เดือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7,000 ศพ

24 ก.พ. 2568 22:39 น.

นายกฯ ดีอาร์คองโกเผย สู้กบฏนาน 2 เดือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7,000 ศพ

นายกรัฐมนตรีของดีอาร์คองโกเปิดเผยว่า การต่อสู้กับกลุ่มกบฏในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 7,000 ศพ

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2568 น.ส.จูดิธ สุมินวา ตูลูกา นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก กล่าวในที่ประชุมระดับสูงของสภาสิทธิมนุษยชนในนครเจนีวา ว่า การต่อสู้กับกลุ่มกบฏในภาคตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 7,000 ศพ

น.ส.ตูลูกาบอกอีกว่า การต่อสู้ทำให้ประชาชนกว่า 450,000 คนไม่มีที่พักอาศัย หลังจากค่ายผู้พลัดถิ่น 90 แห่งถูกทำลาย

ทั้งนี้ คำพูดของ น.ส.ตูลูกาเกิดขึ้นในขณะที่ กลุ่มกบฏ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรวันดา บุกโจมตีคืบหน้ามากที่สุดในรอบทศวรรษ โดยยึดพื้นที่ได้หลายจุดในภาคตะวันออกของดีอาร์คองโก รวมถึงยึดแหล่งแร่ธาตุล้ำค่าได้ จนทำให้เกิดความกังวลว่า การต่อสู้จะขยายวงกว้างมากขึ้น

ด้านประเทศรวันดาปฏิเสธข้อกล่าวหาจากดีอาร์คองโก, สหประชาชาติ และชาติตะวันตกที่บอกว่า พวกเขาให้การสนับสนุนทั้งด้านอาวุธและกำลังทหารแก่กลุ่มกบฏ M23

นายกรัฐมนตรีดีอาร์คองโกยังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ลงมือและบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรเป็นการห้ามปราม ท่ามกลางการพลัดถิ่นครั้งใหญ่นี้ และการเข่นฆ่าในประเทศของเธอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลส่งรถถังเข้าเวสต์แบงก์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังเคลียร์ค่ายผู้ลี้ภัย

อิสราเอลส่งรถถังเข้าเวสต์แบงก์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังเคลียร์ค่ายผู้ลี้ภัย

24 ก.พ. 2568 21:59 น.

อิสราเอลส่งรถถังเข้าเวสต์แบงก์ครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังเคลียร์ค่ายผู้ลี้ภัย

กองทัพอิสราเอลส่งรถถังเข้าสู่เขตเวสต์แบงก์เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังมีปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ ทำให้ชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนต้องออกจากค่ายผู้ลี้ภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลส่งรถถังเข้าสู่เขตเวสต์แบงก์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี เมื่อวันจันทร์ที่ 24 ก.พ. 2565 โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหาร ที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์กว่า 40,000 คนถูกขับไล่ออกจากค่ายผู้ลี้ภัยหลายแห่ง ในพื้นที่ทางเหนือของเขตเวสต์แบงก์ตลอดเดือนที่ผ่านมา

อิสราเอลเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ทหารของพวกเขาจะประจำการอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยในเขตเวสต์แบงก์ตลอดปีที่จะมาถึง พร้อมทั้งประกาศขยายปฏิบัติการทางทหาร รวมถึงเรื่องการส่งรถถังเข้าสู่เมืองเจนิน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่รถถังถูกส่งเข้าสู่เวสต์แบงก์ นับตั้งแต่ “อินติฟาดา” หรือ “การลุกฮือ” ครั้งที่ 2 จบลงในปี 2548

ทั้งนี้ หลังจากข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 19 ม.ค. 2565 กองทัพอิสราเอลก็เริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในเขตเวสต์แบงก์ อ้างว่าเพื่อต่อต้านนักรบติดอาวุธปาเลสไตน์ โดยปฏิบัติการครอบคลุมค่ายผู้ลี้ภัยในหลายเมืองทั้งเจนิน, ทุลคาเรม และทูบาส

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า จนถึงตอนนี้มีชาวปาเลสไตน์ที่ต้องอพยพออกจากค่ายผู้ลี้ภัยในเมืองเจนิน, ทุลคาเรม และนูร์ ชามส์ แล้ว 40,000 คน และค่ายผู้ลี้ภัยดังกล่าวตอนนี้ปราศจากผู้อยู่อาศัย

“ผมได้สั่งการให้กองทัพเตรียมความพร้อมเพื่อประจำการระยะยาวในค่ายที่ถูกเคลียร์แล้วตลอดปีที่จะมาถึง และป้องกันการกลับมาของผู้ลี้ภัยและการลุกฮือขึ้นอีกครั้งของผู้ก่อการร้าย” นายคัตซ์ระบุ

ตามข้อมูลจากสหประชาชาติ ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวของอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 51 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 7 ศพ และเป็นทหารอิสราเอลอีก 3 ศพ

ที่เมืองทุลคาเรมและเจนิน กองทัพอิสราเอลใช้ระเบิดทำลายบ้านเรือนหลายสิบหลัง ใช้รถเกลี่ยดินรื้อพื้นยางมะตอย และตัดท่อน้ำ เพื่อเปิดเส้นทางใหม่เข้าสู่ค่ายผู้ลี้ภัยที่อาคารปลูกติดกันอย่างแออัด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : aljazeera

‘ธนาคารที่ดิน’มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน และที่อยู่อาศัยให้ปชช.

'ธนาคารที่ดิน'มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน และที่อยู่อาศัยให้ปชช.

‘ธนาคารที่ดิน’มุ่งสร้างความมั่นคงด้านที่ดิน และที่อยู่อาศัยให้ปชช.

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.00 น.

“ไมตรี จงไกรจักร์” บอร์ดสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เผย “ธนาคารที่ดิน” จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินในประเทศ และสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม เข้าถึงที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงในชีวิตและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีสิทธิในที่ดินของตนเอง

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 นายไมตรี จงไกรจักร์ ในฐานะคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บอร์ดธนาคารที่ดิน) เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊ค  “maitree jongkraijug” ว่า ธนาคารที่ดิน ตั้งเป้าหมายเป็นสถาบันที่สร้างความมั่นคงด้านที่ดินและที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน โดยมีแนวทางในการช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจำนวนมากในประเทศ 

ขณะนี้มีประชาชนกว่า 3 ล้านครอบครัวที่ยังไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ขณะที่บางส่วนก็ต้องเผชิญปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ กลายเป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยในปี 2568 ธนาคารที่ดิน  มุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนที่ยังไม่มีที่ดินทำกิน โดยมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานใน 15 พื้นที่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ธนาคารที่ดิน จะสนับสนุนการซื้อที่ดินสำหรับการทำกิน และให้สิทธิในการเช่าซื้อที่ดินแก่ผู้ยากไร้ รวมถึงจัดการที่ดินที่ทับซ้อนกับชุมชนต่าง ๆ ตามพันธกิจของธนาคารที่ดิน

นอกจากนี้ ธนาคารที่ดิน ยังมีโครงการความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการแก้ปัญหาหนี้สินและความยากจน สภาผู้แทนราษฎร ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและความยากจนของประชาชน โดยการลงพื้นที่ศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ณ วิวสหกิจชุมชนศาสตร์พระราชาบ้านมั่นคงเมืองแม่สอด ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก

นายไมตรี ย้ำว่า “ธนาคารที่ดิน” จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินในประเทศ และสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงในชีวิตและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีสิทธิในที่ดินของตนเองได้ โดยการสนับสนุนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่ดินจากการขายทอดตลาดหรือการบุกรุกที่ดินของรัฐ และสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในระยะยาว

“ธนาคารที่ดิน” จะดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะได้รับอย่างต่อเนื่องในปี 2568 เพื่อให้ประชาชนที่ยังขาดที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่