นาซาเผย ดาวเคราะห์น้อย “2024 YR4” โอกาสชนโลกเพิ่มขึ้นอีก

นาซาเผย ดาวเคราะห์น้อย “2024 YR4” โอกาสชนโลกเพิ่มขึ้นอีก

19 ก.พ. 2568 05:30 น.

นาซาเผย ดาวเคราะห์น้อย “2024 YR4” โอกาสชนโลกเพิ่มขึ้นอีก

(ภาพจาก AFP PHOTO / NASA/MAGDALENA RIDGE 2.4M TELESCOPE/NEW MEXICO INSTITUTE OF TECHNOLOGY/RYAN)

โอกาสที่ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 จะพุ่งชนโลกใน 7 ปีข้างหน้า เพิ่มสูงขึ้นอีกเป็น 2.6% แล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ของนาซาระบุว่าไม่ต้องกังวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดาวเคราะห์น้อย “2024 YR4” ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสพุ่งชนโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% แล้ว หลังนาซาประเมินเบื้องต้นเอาไว้ในช่วงปลายเดือนมกราคาที่ผ่านมาว่า มันมีโอกาสชนโลกราว 1% ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% ในสัปดาห์ก่อน

ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 มีขนาดประมาณ 40-90 ม. ใกล้เคียงกับตึกขนาดใหญ่ 1 หลัง โดยมันจะโคจรกลับมาและเคลื่อนตัวผ่านใกล้โลกอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. 2575

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โอกาสที่มันจะพุ่งชนโลกจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงอีกหลายครั้ง เมื่อพวกเขาทำความเข้าใจเส้นทางโคจรรอบดวงอาทิตย์ของมันดีขึ้นกว่านี้ และมีโอกาสที่ความเสี่ยงจะลดลงไปจนเหลือ 0% ด้วย

หลังจากนี้ กล้องโทรทรรศน์ เจมส์ เว็บบ์ ของสำนักงานบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NASA) กับ สำนักงานอวกาศยุโรป (ESA) จะสังเกตการณ์ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกดวงนี้ไปจนถึงเดือนมีนาคม ก่อนที่มันจะหายไปจากระยะการมองเห็น และนักวิทยาศาสตร์ต้องรอจนถึงปี 2571 กว่าที่มันจะปรากฏตัวอีกครั้ง

อนึ่ง ในกรณีที่โชคร้ายจริงๆ และดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 เกิดพุ่งชนโลก นาซาประเมินว่าการกระแทกจะเกิดขึ้นตามแนว “risk corridor” ซึ่งลากยาวตั้งแต่พื้นที่ทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ไปยังทางเหนือของทวีปอเมริกาใต้ ตามด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก, ทวีปแอฟริกา, ทะเลอาราเบีย และเอเชียใต้

ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะพุ่งเข้าใส่โลกด้วยความเร็ว 61,200 กม./ชม.

ปัจจุบัน ดาวเคราะห์ 2024 YR4 มีความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลกอยู่ที่ระดับ 3 จาก 10 ตามมาตราโตริโน ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์น้อยที่การคำนวณในปัจจุบันบอกได้ว่ามีโอกาส 1% หรือมากกว่าที่จะเกิดการชนและสร้างความเสียหายในวงจำกัด การศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์ในอนาคตน่าจะปรับลดเป็นระดับ 0 ได้

ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ยังไม่เคยมีวัตถุใกล้โลกใดๆ ที่เคยถูกจัดความอันตรายเกินกว่าระดับ 4 ตามมาตราโตริโน ซึ่งหมายความว่า การคำนวณในปัจจุบันบอกได้ว่ามีโอกาส 1% หรือมากกว่าที่จะเกิดการชนและสร้างความเสียหายระดับภูมิภาค การศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์ในอนาคตน่าจะปรับลดเป็นระดับ 0 ได้

นายพอล โชดาส ผู้อำนวนการศูนย์เพื่อการศึกษาวัตถุใกล้โลกของนาซา กล่าวว่า “ไม่มีใครควรต้องกังวลเรื่องที่โอกาสชนกำลังเพิ่มขึ้น นั่นเป็นพฤติกรรมที่ทีมของเราคาดการณ์เอาไว้แล้ว” “ขอพูดให้ชัดเจน เราคาดว่าโอกาสชนของมันจะลดลงจนเหลือ 0 ณ จุดใดจุดหนึ่ง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : foxnews

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิส มีอาการปอดบวมทั้ง 2 ข้าง อาการยังซับซ้อน

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิส มีอาการปอดบวมทั้ง 2 ข้าง อาการยังซับซ้อน

19 ก.พ. 2568 03:56 น.

วาติกันเผย โป๊ปฟรานซิส มีอาการปอดบวมทั้ง 2 ข้าง อาการยังซับซ้อน

สำนักวาติกันเปิดเผย สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสมีอาการปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง และอาการของพระองค์ยังคงซับซ้อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สำนักวาติกันเผยแพร่อัปเดตล่าสุดเกี่ยวกับอาการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2568 โดยระบุว่า ผู้นำคริสตจักรคาทอลิกพระชนมายุ 88 พรรษาผู้นี้ มีอาการปอดบวมในปอดทั้ง 2 ข้าง

“ผลการตรวจด้วยเครื่องซีทีสแกนทรวงอก ที่สมเด็จพระสันตะปาปาได้รับเมื่อช่วงบ่ายนี้ (18 ก.พ.) แสดงให้เห็นการเริ่มต้นของโรคปอดบวมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจำเป็นต้องรับการรักษาด้วยยาเพิ่มเติม” สำนักวาติกันระบุ และเสริมด้วยว่า ผลการเอกซเรย์ทรวงอกและสถานการณ์ทางคลินิกของโป๊ปฟรานซิสยังคงมีรูปการณ์ที่ซับซ้อน

อย่างไรก็ตาม “โป๊ปฟรานซิสยังคงมีขวัญกำลังใจที่ดี” แถลงการณ์ของสำนักวาติกันยืนยัน

ทั้งนี้ โป๊ปฟรานซิสประชวรด้วยอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว ก่อนจะเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล เจเมลลี ในกรุงโรมเมื่อ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนับแต่นั้น

เมื่อวันจันทร์ (17 ก.พ.) สำนักวาติกันระบุว่า แพทย์เปลี่ยนยารักษาสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นครั้งที่ 2 เนื่องจากพระองค์มีอาการติดเชื้อหลากหลายชนิดบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนบน

อนึ่ง ปัญหาสุขภาพของโป๊ปฟรานซิสเริ่มเป็นที่จับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยตลอด 12 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง พระองค์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง รวมถึงในเดือนมีนาคม 2566 ซึ่งพระองค์ต้องประทับโรงพยาบาล 3 คืนเพราะประชวรด้วยโรคปอดอักเสบ

โป๊ปฟรานซิสมีอาการติดเชื้อในปอดง่ายกว่าปกติ เนื่องจากเคยเป็นโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบและต้องตัดส่วนหนึ่งของปอดออกไปในตอนอายุ 21 ปี

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเตรียมหันหน้าพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น รองรับการใช้ AI

ญี่ปุ่นเตรียมหันหน้าพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น รองรับการใช้ AI

19 ก.พ. 2568 03:06 น.

ญี่ปุ่นเตรียมหันหน้าพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น รองรับการใช้ AI

รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอแผนการหันหน้าพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น เพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเอง และรองรับเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานมากอย่าง AI

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2568 คณะรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่นอนุมัติแผนพลังงานใหม่ที่เรียกร้องให้มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างเต็มที่ และยกเลิกแนวทางลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ที่แดนอาทิตย์อุทัยใช้หลังเกิดหายนะที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ-ไดอิจิ เมื่อปี 2554

แผนพลังงานดังกล่าวซึ่งร่างโดยกระทรวงพลังงาน การค้า และอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ภายในปี 2583 พลังงานนิวเคลียร์ควรคิดเป็น 20% ของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ญี่ปุ่นใช้ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ซึ่งอัตราส่วนอยู่ที่เพียง 8.5%

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวขนาด 9.0 แมกนิจูดเมื่อเดือนมีนาคม 2554 ในภูมิภาคโทโฮคุ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าสู่ชายฝั่ง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 18,000 ศพ เมืองหลายแห่งถูกทำลาย และเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงงานไฟฟ้าฟูกูชิมะ-ไดอิจิถูกน้ำท่วม นำไปสู่การหลอมละลายและเกิดการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นใช้งานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในเชิงพาณิชย์เพียง 14 เครื่อง จากทั้งหมด 54 เครื่องก่อนเกิดหายนะที่ฟูกูชิมะ ซึ่งตอนนั้นแหล่งกำเนิดพลังงานของญี่ปุ่น 30% มาจากพลังงานนิวเคลียร์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดนับเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อรองรับเทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมหาศาลอย่างการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ โดยแผนการนี้ยังต้องขอคำอนุมัติจากรัฐสภา ซึ่งจะมีการอภิปรายภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า

นายไดชิโร ยามากิวะ ส.ส.ผู้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านแผนพลังงานของรัฐบาลญี่ปุ่น บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า ญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันต้องนำเข้าเชื้อเพลิงกว่า 90% จำเป็นต้องมองหาทรัพยากรนิวเคลียร์ เพื่อทำตามแผนการตัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และเพื่อพึ่งพาตนเองในด้านพลังงาน

“เพราะความขัดแย้งในยูเครนกับสงครามในตะวันออกกลาง แม้แต่เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ซื้อหายาก” นายยามากิวะกล่าว “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรพลังงาน ดังนั้นเราต้องใช้ทุกอย่างที่มีอย่างสมดุล”

นายยามากิวะเสริมด้วยว่า ภาระทางพลังงานจะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้ เพราะต้องนำไปใช้ในศูนย์ประมวลผล AI กับโรงงานผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ศ.เคนอิจิ โอชิมะ จากคณะนโยบายวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยริวโคคุ กล่าวว่า การหันไปพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นนั้นทั้งมีความเสี่ยงและเสียค่าใช้จ่ายมาก เนื่องจากพวกเขาต้องนำเข้าแร่ยูเรเนียม ซึ่งมีราคาแพงและทำให้พวกเขาต้องไปพึ่งพาประเทศอื่น และการเพิ่มโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เป็นการเพิ่มโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

ศ.โอชิมะยกตัวอย่างเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่ภูมิภาคโนโตะ ในวันขึ้นปีใหม่ปี 2567 ซึ่งเมื่อ 2 ทศวรรษก่อนเคยมีความพยายามสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในบริเวณนั้น แต่แผนต้องพับไปเพราะถูกต่อต้านจากประชาชน “หากที่นั่นมีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่ามันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ได้”

นอกจากนั้น การทำตามเป้าหมายที่ 20% ของรัฐบาล หมายความว่าญี่ปุ่นต้องเปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้ได้ 33 เครื่อง แต่เตาปฏิกรณ์ส่วนใหญ่นั้นเก่า และจำเป็นต้องติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้มันสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย และเมื่อรวมกับเวลาที่ต้องใช้ตรวจสอบความปลอดภัย และแรงต้านจากประชาชน การเปิดเตาปฏิกรณ์จึงอาจต้องใช้เวลานาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮามาสเตรียมคืนร่างตัวประกัน 4 ศพ รวม 3 แม่ลูกตระกูลบิบาส

ฮามาสเตรียมคืนร่างตัวประกัน 4 ศพ รวม 3 แม่ลูกตระกูลบิบาส

19 ก.พ. 2568 01:41 น.

ฮามาสเตรียมคืนร่างตัวประกัน 4 ศพ รวม 3 แม่ลูกตระกูลบิบาส

กลุ่มฮามาสเตรียมคืนร่างตัวประกัน 4 ศพให้แก่ฝ่ายอิสราเอล ซึ่งรวมถึงศพของแม่กับลูกน้อยตระกูลบิบาสทั้ง 3 คน ซึ่งฮามาสอ้างว่า เสียชีวิตในการโจมตีของอิสราเอล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายคาลิล อัล-ฮายยา ผู้แทนเจรจาของกลุ่มฮามาส เปิดเผยในวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2568 ว่า พวกเขาจะส่งคืนร่างตัวประกันที่เสียชีวิต 4 ศพ ให้แก่ฝ่ายอิสราเอลในวันพฤหัสบดีนี้ รวมถึงร่างของ 3 แม่ลูกตระกูลบิบาส ที่ถูกลักพาตัวไปเมื่อ 7 ต.ค. 2566

กลุ่มฮามาสอ้างว่า ชีรี บิบาส ซึ่งตอนถูกลักพาตัวมีอายุ 32 ปี กับ อาริเอล กับ คฟีร์ ลูกชายวัย 4 ขวบ กับลูกชายวัย 9 เดือนของเธอ เสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 แต่ฝ่ายอิสราเอลไม่ยืนยันเรื่องนี้ ขณะที่นาย ยาร์เดน บิบาส ผู้หัวหน้าครอบครัว ได้รับการปล่อยตัวเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นายอัล-ฮายยาบอกด้วยว่า พวกเขาจะปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ 6 คนในวันเสาร์นี้ (22 ก.พ.) เพิ่มจากปกติเท่าตัว ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลจะปล่อยตัวหญิงชาวปาเลสไตน์กับผู้ต้องขังอายุต่ำกว่า 19 ปีทุกคนที่ถูกจับนับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 16 เดือนก่อน

เจ้าหน้าที่ของอิสราเอล บอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า ศพตัวประกันที่ถูกส่งคืนจะต้องผ่านการตรวจยืนยันตัวตนในอิสราเอลเสียก่อน จึงจะมีการประกาศชื่อของพวกเขา

ด้านครอบครัวบิบาสออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาได้ข่าวเรื่องแถลงการณ์ของกลุ่มฮามาสแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และพวกเขาจะยังคงมีความหวังต่อไปจนกว่าจะได้รับการยืนยันชัดเจน

อนึ่ง กลุ่มฮามาสเปิดเผยชื่อตัวประกันที่จะได้รับการปล่อยตัวในวันเสาร์นี้ออกมาแล้ว 2 ราย ได้แก่ นายอาเวรา เมนกิสตู และนายไฮชาม อัล-ซาเยด ซึ่งถูกจับตัวไว้ตั้งแต่ปี 2557 และ 2558 ตามลำดับ หลังจากพวกเขาข้ามเข้าไปในเขตของฉนวนกาซาด้วยตัวเอง โดยรัฐบาลอิสราเอลระบุว่า ในตอนนั้นทั้งสองคนมีปัญหาสุขภาพจิต

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงช่วงที่ 1 ซึ่งจะมีระยะเวลา 6 สัปดาห์ กลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกันทั้งหมด 33 คน แลกกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่อิสราเอลคุมขังเอาไว้ราว 1,900 คน

แต่การเจรจาข้อตกลงหยุดยิงช่วงที่ 2 ซึ่งคาดกันว่าจะมีการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด และหาทางยุติสงครามอย่างถาวร ยังไม่เริ่มขึ้น ทั้งที่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์แล้ว อย่างไรก็ตาม นายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอิสราเอลกล่าวว่า การเจรจาจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์นี้

นายซาร์ระบุว่า อิสราเอลจะไม่ยอมรับการมีอยู่ของกลุ่มฮามาสหรือองค์กรก่อการร้ายใดๆ ในฉนวนกาซา แต่พวกเขาจะยอมขยายเวลาหยุดยิง หากการหารือเป็นไปในทางสร้างสรรค์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ – รัสเซีย บรรลุข้อตกลง 3 ข้อ ตั้งทีมเจรจายุติสงครามยูเครน

สหรัฐฯ – รัสเซีย บรรลุข้อตกลง 3 ข้อ ตั้งทีมเจรจายุติสงครามยูเครน

18 ก.พ. 2568 23:42 น.

สหรัฐฯ – รัสเซีย บรรลุข้อตกลง 3 ข้อ ตั้งทีมเจรจายุติสงครามยูเครน

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กับรัสเซีย ประชุมกันที่ซาอุดีอาระเบีย บรรลุข้อตกลง 3 ข้อ เตรียมฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูต และจัดตั้งทีมเจรจายุติสงครามในยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า น.ส.แทมมี บรูซ โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ กับรัสเซียเห็นชอบร่วมกันที่จะจัดตั้งทีมเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามยูเครน หลังรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมการพูดคุยระดับสูงที่กรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ในวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2568

น.ส.บรูซบอกด้วยว่า ผู้แทนของทั้ง 2 ฝ่ายยังตกลงกันว่าจะแก้ไข “สิ่งรบกวน” ในความสัมพันธ์ทวิภาคีของพวกเขา แต่ไม่ระบุว่า สิ่งรบกวนดังกล่าวคืออะไร

ก่อนหน้านี้ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของรัสเซียออกมาเปิดเผยว่า คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กับรัสเซียได้บรรลุข้อตกลง 3 ข้อที่การประชุมในริยาด ซึ่งข้อแรกคือ การแต่งตั้งเอกอัครราชทูตซึ่งกันและกันโดยเร็วที่สุด เพื่อกำจัดอุปสรรคในภารกิจทางการทูต รวมถึงข้อจำกัดต่างๆ ด้านการโอนย้ายทางธนาคารเข้าสู่สถานทูต

ส่วนข้อสอง คือการเริ่มกระบวนการเจรจายุติสงครามในยูเครน โดยสหรัฐฯ กับรัสเซียจะจัดตั้งทีมผู้แทนของตัวเอง และข้อที่สาม คือการสร้างเงื่อนไขเพื่อเริ่มความร่วมมือระหว่างสองประเทศขึ้นมาให้อย่างเต็มที่ และขยายไปในหลายภาคส่วน

“นี่เป็นการสนทนาที่เป็นประโยชน์มาก เรารับฟังซึ่งกันและกัน และเราได้ยินซึ่งกันและกัน” นายลาฟรอฟกล่าวในงานแถลงข่าว “ผมมีเหตุผลให้เชื่อว่า ตอนนี้ฝ่ายอเมริกันเข้าใจจุดยืนของเรามากขึ้นแล้ว”

เมื่อถูกถามเรื่องความเป็นไปได้ที่สหภาพยุโรปหรือนาโต อาจส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปประจำการในยูเครน นายลาฟรอฟระบุว่า แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง และการปรากฏตัวของกองทัพภายใต้ธงใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ นายลาฟรอฟยังไม่พูดถึงการมีส่วนร่วมของยูเครนในการเจรจาในอนาคตด้วย

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวหลังการประชุมว่า เป้าหมายของการประชุมในวันนี้คือการติดตามผลการพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน และจัดตั้งเส้นทางการสื่อสาร

นายรูบิโอบอกอีกว่า เขาเชื่อว่ารัสเซียยินดีจะเริ่มการมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างจริงจังเพื่อยุติสงครามในยูเครน และสหรัฐฯ กับรัสเซียจะแต่งตั้งเอกอัครราชทูตระหว่างกัน เพราะพวกเขาจะต้องใช้ภารกิจทางการทูตที่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ เพื่อทำให้ช่องทางเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้

ส่วนเรื่องที่ยูเครนไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ นายรูบิโอยืนยันว่า จะไม่มีใครถูกกันออกไป สหรัฐฯ จะให้ยูเครนกับสหภาพยุโรปมีส่วนร่วมในการเจรจา และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง จะต้อง “โอเค” กับข้อตกลง ข้อตกลงต้องได้รับการยอมรับจากพวกเขา

ในเรื่องการคว่ำบาตรรัสเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการโอนอ่อนจากทุกฝ่าย เพื่อทำให้ความขัดแย้งใดๆ จบลง สหภาพยุโรปจะต้องเข้าร่วมโต๊ะเจรจา ณ จุดใดจุดหนึ่ง เพราะพวกเขาก็มีการคว่ำบาตรรัสเซียเช่นกัน

นายรูบิโอย้ำด้วยว่า การประชุมในวันนี้คือ ก้าวแรกของการเดินทางอันยาวไกลและยากลำบาก เพื่อยุติสงครามในยูเครน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อันวาร์-ทักษิณ เข้าเฝ้ากษัตริย์บรูไน หารือปมเมียนมา-ปัญหาในอาเซียน

อันวาร์-ทักษิณ เข้าเฝ้ากษัตริย์บรูไน หารือปมเมียนมา-ปัญหาในอาเซียน

18 ก.พ. 2568 22:06 น.

อันวาร์-ทักษิณ เข้าเฝ้ากษัตริย์บรูไน หารือปมเมียนมา-ปัญหาในอาเซียน

(ภาพจาก facebook / Anwar Ibrahim)

นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมกับนายทักษิณ ชินวัตร เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน และหารือเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ และการพัฒนาอาเซียน

เมื่อวันอังคารที่ 18 ก.พ. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า เขาได้ร่วมการประชุมที่สร้างสรรค์ที่สุดของคณะที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ร่วมเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน

ข้อความของนายอันวาร์ระบุว่า “เรามีการหารือในประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งกับสมเด็จพระราชาธิบดี ผู้นำอาวุโสที่สุดของอาเซียนและมีประสบการณ์อันประเมินค่าไม่ได้ในหลากหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน”

“ในเรื่องเมียนมา เรามองว่าถึงแม้เมียนมาจะยังคงยึดมั่นใน ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ แต่เมียนมาก็ควรละความพยายามในการสานต่อกระบวนการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย”

“เรามีความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของปัญหาต่างๆ ที่นำพามาโดยการเฟื่องฟูของเศรษฐกิจผิดกฎหมายจากการครอบงำของการค้ายาเสพติด ร่วมกับการค้ามนุษย์ และปฏิบัติการหลอกลวงที่แพร่กระจายเป็นวงกว้าง”

อันวาร์-ทักษิณ เข้าเฝ้ากษัตริย์บรูไน หารือปมเมียนมา-ปัญหาในอาเซียน

“เรายังหารือกันแนวทางวิธีที่ดีที่สุดในการทำงานร่วมกัน เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยแนวโน้มที่ดีขึ้น ในการแก้วิกฤติในเมียนมา และทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศของเราได้รับข้อมูลล่าสุดตลอดเวลา”

“เรายังมีความเห็นว่า การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ ที่มีการนำเสนอภายใต้การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ที่เมืองลังกาวี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ควรทำให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“ในเรื่องข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ เราเห็นพ้องว่าความคืบหน้าในกระบวนการทางการทูตแบบพหุภาคีมากขึ้น ด้วยความหวังว่าการเจรจาเรื่องแนวทางปฏิบัติ (CoC) ควรมีข้อสรุปโดยเร็ว”

“ประเด็นที่ได้รับความสำคัญยังรวมถึง การหาวิธีที่ดีที่สุดในการส่งเสริมการค้าภายในอาเซียน และส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น รวมถึงความจำเป็นของการมีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับธุรกิจมากขึ้น การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในเรื่องนี้ก็เพื่อส่งเสริมการไหลเข้าของเงินทุน และกระตุ้นการเติบโตภายในภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”

“ในด้านสกุลเงินคริปโต เราหารือกันถึงความสำคัญในการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain อย่างเหมาะสม และเปิดการเข้าถึงดิจิทัล ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำก่อนเพื่อการพัฒนาอย่างก้าวหน้าและแข็งแรงในภูมิภาค”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม พด.ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ ลงพื้นที่ตรวจราชการแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล จ.สงขลา

'อธิบดีทวีศักดิ์'นำทีม พด.ร่วมคณะ'รมว.นฤมล' ลงพื้นที่ตรวจราชการแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล จ.สงขลา

‘อธิบดีทวีศักดิ์’นำทีม พด.ร่วมคณะ’รมว.นฤมล’ ลงพื้นที่ตรวจราชการแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล จ.สงขลา

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.58 น.

เมื่อวันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสุชล แก้วเกาะสะบ้า ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 11 นายนรา สุขไชย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินในสังกัด สพข.11 และเขต 12 ร่วมคณะ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล ของนายอภิชาติ ยุพยงค์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 เจ้าของสวนผู้ใหญ่เอ็ม และรับฟังปัญหาด้านการเกษตร ณ ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมพื้นที่นี้เป็นแปลงนาข้าวที่ปรับเปลี่ยนเป็นมะพร้าวน้ำหอม และมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย “สงขลามหานคร” โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัดร่วมเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงออกผลผลิต เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด

กรมพัฒนาที่ดิน โดยสถานีพัฒนาที่ดินสงขลา ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างดินไปตรวจวิเคราะห์เพื่อหาธาตุอาหารและความเป็นกรดเป็นด่างในดิน และให้คำแนะนำในการปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้โดโลไมต์เพื่อลดความเป็นกรดของดิน ทำให้ดินมีสภาพดีขึ้นและโปร่งขึ้น และดำเนินการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรในเรื่องของการทำปุ๋ยหมักจากผลิตภัณฑ์ของ พด.เพื่อปรับโครงสร้างของดิน และการใช้น้ำหมักชีวภาพบำรุงต้นช่วยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีการส่งเสริมการปลูกตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของจังหวัดสงขลาที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรและชุมชน และมีพื้นที่ปลูกบริเวณคาบสมุทรสทิงพระเป็นส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมการแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนดในพื้นที่ ทั้งนี้ การขับเคลื่อนและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม และตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระให้มีความก้าวหน้าและมีศักยภาพในการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและภาคใต้มีรายได้มั่นคงและสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้อีกด้วย

– 006

‘นฤมล-อิทธิ’ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2 พันไร่ในปีนี้

'นฤมล-อิทธิ'ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2 พันไร่ในปีนี้

‘นฤมล-อิทธิ’ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2 พันไร่ในปีนี้

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.52 น.

‘นฤมล-อิทธิ’ลงพื้นที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา ประกาศพร้อมส่งเสริมศักยภาพให้เกษตรกรปลูกมะพร้าวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เล็งขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 2,000 ไร่ในปีนี้

เมื่อวันที่ 18 ก.พ.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมบ้านชุมพล และรับฟังปัญหาด้านการเกษตร ในพื้นที่ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม รวมถึงตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา ให้มีความก้าวหน้าและเกษตรกรมีรายได้มั่นคง โดยมี นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ

โดย นางนฤมล กล่าวว่า วันนี้เราลงมาดูความสำเร็จของแปลงนาข้าวที่ปรับเปลี่ยนเป็นมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่าย สงขลามหานคร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดวางแผนขยายพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพ จำนวน 2,000 ไร่ในปีนี้ รวมถึงจัดอบรมเกษตรกรให้มีความพร้อมในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ อีกทั้ง จัดหาตลาดรับซื้อมะพร้าวน้ำหอมในช่วงออกผลผลิต เพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ผลักดันพืชมูลค่าสูง อาทิ ตาลโตนด กาแฟโรบัสต้า และอื่น ๆ ให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ที่เหมาะสม และจัดหาตลาดรองรับตามนโยบายตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ของรัฐบาล เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ ต้องการให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข และสามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น เราจะทำงานอย่างแข็งขันเพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมและตาลโตนดได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด

สำหรับจังหวัดสงขลามีการปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 11,575 ไร่ มากเป็นอันดับ 7 ของประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคใต้ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวน 5,733 ครัวเรือน โดยส่วนใหญ่มีการปลูกมะพร้าวน้ำหอมในคาบสมุทรสทิงพระ (อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอสิงหนคร) เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบชายฝั่งทะเล มีแหล่งน้ำธรรมชาติ มีระบบชลประทานที่ดี สภาพภูมิประเทศ และดินที่อุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้มะพร้าวน้ำหอมของจังหวัดสงขลา มีรสชาติหอมหวานเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และภาคเอกชนส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพบริเวณคาบสมุทรสทิงพระและพื้นที่ราบลุ่มบริเวณทะเลสาบสงขลา ส่งเสริมเกษตรกรให้ได้รับความรู้และมีทักษะบริหารจัดการสวนมะพร้าวด้วยเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนาคุณภาพสินค้าและการตลาดให้กับเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัจจุบันมีกลุ่มแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม จำนวน 4 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 152 ราย ครอบคลุมพื้นที่รวม 624.5 ไร่ มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.2 (เทียบกับปี 2563) ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดลงร้อยละ 15.7 เกษตรกรผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 113 ราย ในพื้นที่ 310 ไร่ สามารถผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี ได้ปีละประมาณ 59 ล้านผล เกษตรกรกรสมาชิกแปลงใหญ่มีรายได้สุทธิ รวม 6.29 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีการส่งเสริมตาลโตนด ซึ่งเป็นพืชอัตลักษณ์ประจำถิ่นของจังหวัดสงขลาที่สร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 3.7 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันจังหวัดสงขลา มีจำนวนต้นตาลโตนดยืนต้น ประมาณ 744,573 ต้น ให้ผลผลิตแล้ว 494,707 ต้น มีพื้นที่ปลูกบริเวณคาบสมุทรสทิงพระเป็นส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มเพื่อกิจกรรมการแปรรูปจากผลผลิตตาลโตนดในพื้นที่ จำนวน 14 กลุ่ม เกษตรกร 148 ราย ซึ่งการขับเคลื่อนและพัฒนามะพร้าวน้ำหอม และตาลโตนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จะช่วยให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและภาคใต้มีความก้าวหน้าและมีศักยภาพในการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน เป็นเกษตรกรที่มีรายได้มั่นคง และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้ อีกด้วย

‘นฤมล’หนุนพื้นที่ปลูกมันฯ เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้ที่มั่นคง

‘นฤมล’หนุนพื้นที่ปลูกมันฯ  เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้ที่มั่นคง

‘นฤมล’หนุนพื้นที่ปลูกมันฯ เพิ่มผลผลิต-สร้างรายได้ที่มั่นคง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รับฟังการนำเสนอรายงานผลการจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “โอกาสและความท้าทายในธุรกิจพืชมูลค่าสูงภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา (กรณีศึกษาพืชมันฝรั่ง) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน”รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการดำเนินงานการพัฒนาการผลิตมันฝรั่ง ร่วมกับนางสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผอ.ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจประจำประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด โดยมีนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อลดการนำเข้าให้มากที่สุด ซึ่งมันฝรั่งเป็นพืชที่ทำรายได้สูง แต่การปลูกมันฝรั่งพันธุ์โรงงานในประเทศไทยยังมีผลผลิตที่ไม่เพียงพอในการบริโภคภายในประเทศ จึงนำเข้ามันฝรั่งหัวและพันธุ์มันฝรั่งจากต่างประเทศจำนวนมากทุกปีดังนั้น จึงหารือความร่วมมือกับภาคเอกชนในการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เหมาะสมเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก เพิ่มผลผลิตให้เพียงพอ ลดการนำเข้า โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน ศึกษาพื้นที่เหมาะสม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน เพื่อเพิ่มศักยภาพพื้นที่ปลูกและผลผลิตต่อไร่ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สร้างแรงจูงใจผ่านระบบเกษตรพันธสัญญาการประกันภัยความเสี่ยง ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อผลผลิตมันฝรั่งที่มีคุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ แนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่เกษตรกร สนับสนุนการวิจัยพัฒนาหัวพันธุ์มันฝรั่ง สนับสนุนทุนวิจัยในรูปแบบโครงการเพื่อผลิตหัวมันฝรั่งพันธุ์ และการพัฒนาหัวพันธุ์ให้เหมาะสมต่อสภาพอากาศประเทศไทย พร้อมทั้งติดตามประเมินสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุนและความคุ้มค่าของการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทย

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกมันฝรั่งในปี 2567 ในประเทศไทยมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 41,374 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 41,083 ไร่ (แยกเป็นมันฝรั่งพันธุ์โรงงาน 37,762 ไร่ และพันธุ์บริโภค 3,585 ไร่) โดยรวมผลผลิตตลอดทั้งปี 119,501 ตัน และผลผลิตต่อไร่ 2,890 กิโลกรัม มีความต้องการใช้ 185,000 ตันต่อปีซึ่งผลิตได้ในประเทศ 111,000 ตัน (ร้อยละ 60) และนำเข้า 75,000 ตัน (ร้อยละ 40) โดยในปี 2570 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าจะมีความต้องการมันฝรั่งเพื่อแปรรูป เพื่อบริโภคในประเทศและการส่งออกถึงประมาณ 280,000 ตัน

‘อิทธิ’นำทัพKickOff ไถกลบตอซัง

‘อิทธิ’นำทัพKickOff ไถกลบตอซัง

‘อิทธิ’นำทัพKickOff ไถกลบตอซัง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน “ไถกลบตอซัง สร้างดินยั่งยืน ฟื้นสิ่งแวดล้อม” ประจำปี 2568 ที่บ้านหนองปาตอง หมู่ 2 ต.หนองยาว อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา การจัดงานดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีจากการเผาสู่การไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตรเพื่อเตรียมดิน และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากเศษวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ดินมีสมบัติเหมะสมต่อการปลูกพืชอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะยาว และยังช่วยลดผลกระทบต่อการเกิดภาวะโลกร้อนด้วย

นายอิทธิ กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ.2613 ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก โดยการไถกลบตอซังพืชแทนการเผา ช่วยลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาวัสดุทางการเกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ การเผาตอซังและเศษพืชที่เกษตรกรทิ้งหลังเก็บเกี่ยว ทำให้เกิดการสูญเสียอินทรียวัตถุและธาตุอาหารในดินจำนวนมาก ซึ่งการไถกลบตอซังพืชจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ดินมีความโปร่งร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี ความหนาแน่นของดินลดลงเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ และหมุนเวียนธาตุอาหารพืชคืนสู่ดิน การงดเผาในพื้นที่ 1 ไร่ จะเพิ่มธาตุอาหารลงดิน ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) คิดเป็น มูลค่า 900 บาทต่อไร่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้