อีลอน มัสก์ พ้นจากตำแหน่งรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

อีลอน มัสก์ พ้นจากตำแหน่งรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

29 พ.ค. 2568 11:28 น.

อีลอน มัสก์ พ้นจากตำแหน่งรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

อีลอน มัสก์ กล่าวว่าเขาออกจากคณะบริหารของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากช่วยผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีขนาดเล็กลง ซึ่งส่งผลให้มีการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายพันคน 

อีลอน มัสก์ กล่าวว่าเขาได้ออกจากคณะบริหารรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากช่วยผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีขนาดเล็กลง ซึ่งส่งผลให้มีการเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายพันคน โดยมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ของเขา ว่าเขาขอบคุณทรัมป์สำหรับโอกาสในการช่วยบริหารกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล หรือที่เรียกว่า DOGE

ทั้งนี้ คาดว่าทำเนียบขาวเริ่ม “ปลด” มัสก์ออกจากตำแหน่งพนักงานพิเศษของรัฐบาลเมื่อคืนวันพุธ (28 พ.ค.) ขณะที่บทบาทของเขาเป็นเพียงตำแหน่งชั่วคราวและการลาออกของเขาไม่ใช่เรื่องที่คาดไม่ถึง และเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่มัสก์วิพากษ์วิจารณ์แกนหลักของวาระการประชุมของทรัมป์

มัสก์ระบุบน X ว่า “เมื่อเวลาที่กำหนดไว้ของผมในฐานะพนักงานพิเศษของรัฐบาลใกล้จะสิ้นสุดลง ผมขอขอบคุณประธานาธิบดี @realDonaldTrump สำหรับโอกาสในการลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย”  และกล่าวต่อว่า “ภารกิจของ @DOGE จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อภารกิจนี้กลายเป็นวิถีชีวิตของทั้งรัฐบาล”

เจ้าพ่อเทคโนโลยีชาวแอฟริกาใต้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “เจ้าหน้าที่พิเศษของรัฐบาล” ซึ่งทำให้เขาสามารถทำงานในหน่วยงานรัฐบาลกลางได้ 130 วันต่อปี ซึ่งหากวัดจากการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์เมื่อวันที่ 20 มกราคม เขาจะถึงขีดจำกัดดังกล่าวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม การลาออกของเขาเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากที่เขาบอกว่าเขา “ผิดหวัง” กับร่างกฎหมายงบประมาณของทรัมป์ ซึ่งเสนอการลดหย่อนภาษีหลายล้านล้านดอลลาร์และเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม เขากล่าวในการสัมภาษณ์กับ CBS ว่า “ร่างกฎหมายที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม” ตามที่ทรัมป์เรียกนั้น จะทำให้ขาดดุลของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้น

มัสก์ยังกล่าวอีกว่าเขาคิดว่าร่างกฎหมายนี้ “บั่นทอนผลงาน” ของ DOGE “ผมคิดว่าร่างกฎหมายสามารถยิ่งใหญ่หรือสวยงามก็ได้” มัสก์กล่าว “แต่ผมไม่รู้ว่าจะเป็นทั้งสองอย่างได้หรือไม่”

มัสก์ ซึ่งเคยขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับเจ้าหน้าที่ระดับคณะรัฐมนตรีของทรัมป์ ได้ให้คำมั่นในตอนแรกว่าจะตัดงบประมาณของรัฐบาลกลาง “อย่างน้อย 2 ล้านล้านดอลลาร์” ก่อนจะลดเป้าหมายนี้ลงครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงลดลงเหลือ 150,000 ล้านดอลลาร์

จากเจ้าหน้าที่พลเรือนของรัฐบาลกลางจำนวนทั้งหมด 2.3 ล้านคน มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 260,000 คน ที่ถูกเลิกจ้างหรือยอมรับข้อตกลงเลิกจ้างอันเป็นผลจากคำสั่งของ DOGE และในบางกรณี ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งระงับการไล่เจ้าหน้าที่ออกจำนวนมากและสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกเลิกจ้างกลับเข้าทำงาน การเลิกจ้างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางอย่างรวดเร็ว ยังทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนถูกเลิกจ้างโดยผิดพลาด รวมถึงพนักงานในโครงการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ

ในช่วงปลายเดือนเมษายน มัสก์ประกาศว่าเขาจะถอยออกมาเพื่อบริหารบริษัทของเขาอีกครั้ง หลังจากที่กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามของทรัมป์ที่จะปฏิรูปรัฐบาล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มัสก์กล่าวกับวอชิงตันโพสต์ ก่อนการปล่อยจรวดของสเปซเอ็กซ์ในเท็กซัสว่า “DOGE กำลังกลายเป็นคนขี้ขลาดในทุกๆ เรื่อง” “บางสิ่งที่ไม่ดีจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ และเราจะถูกตำหนิสำหรับเรื่องนี้ แม้ว่าเราจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนั้นก็ตาม”

ช่วงเวลาของมัสก์ในรัฐบาลทับซ้อนกับช่วงเวลาที่ยอดขายของบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของเขาลดลงอย่างมาก โดยยอดขายของเทสลาลดลง 13% ในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท ส่วนราคาหุ้นของบริษัทก็ร่วงลงมากถึง 45% แต่ส่วนใหญ่ได้ฟื้นตัวแล้วและลดลงเพียง 10% เท่านั้น

เมื่อไม่นานนี้ เทสลาได้เตือนนักลงทุนว่าปัญหาทางการเงินอาจยังคงดำเนินต่อไป โดยปฏิเสธที่จะให้การคาดการณ์การเติบโต ขณะที่กล่าวว่า “ความรู้สึกทางการเมืองที่เปลี่ยนไป” อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการรถยนต์อย่างมาก เมื่อเดือนที่แล้ว มัสก์ได้บอกกับนักลงทุนในการประชุมผลประกอบการว่า เวลาที่เขาจัดสรรให้กับ DOGE จะลดลงอย่างมาก และเขาจะจัดสรรเวลาให้กับเทสลามากขึ้น

ในการประชุมเศรษฐกิจที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. มัสก์กล่าวว่าเขามุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำของบริษัทเทสลา ในอีก 5 ปีข้างหน้า และเมื่อต้นเดือนนี้ เขากล่าวว่าเขาจะลดการบริจาคทางการเมืองลง หลังจากที่ใช้เงินเกือบ 300 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนแคมเปญหาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ และสมาชิกพรรครีพับลิกันคนอื่นๆ เมื่อปีที่แล้ว.

ที่มา BBC

อ่านข่าวเพิ่มเติม https://www.thairath.co.th/news/foreign

ไปรษณีย์วาติกันจัดทำแสตมป์พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ครั้งแรก

ไปรษณีย์วาติกันจัดทำแสตมป์พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ครั้งแรก

29 พ.ค. 2568 10:53 น.

ไปรษณีย์วาติกันจัดทำแสตมป์พระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ครั้งแรก

ไปรษณีย์ของนครรัฐวาติกันเปิดตัวแสตมป์ที่มีภาพพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ชุดแรก โดยเริ่มวางจำหน่ายแล้ว ตามที่ทำการไปรษณีย์ในวาติกัน รวมถึงบริเวณจัตุรัสนักบุญเปโตร

แสตมป์ที่มีภาพพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ชุดแรก เหล่านี้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ตามที่ทำการไปรษณีย์ในวาติกัน รวมถึงสาขายอดนิยมบริเวณจัตุรัสนักบุญเปโตร ซึ่งมีนักท่องเที่ยวและนักสะสมจำนวนมากมารวมตัวกันเมื่อวันพุธเพื่อซื้อแสตมป์ชุดนี้เป็นครั้งแรก

แสตมป์จำนวนสองดวงในชุดนี้ มีราคาหน้าดวง 1.25 ยูโร  และ 2.45 ยูโร  โดยใช้ภาพถ่ายของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ถ่ายเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ขณะที่พระองค์เสด็จออกมาบนระเบียงมหาวิหารนักบุญเปโตร หลังจากได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา

ส่วนอีกสองดวง มีราคาหน้าดวง 1.30 ยูโรและ 3.20 ยูโร ใช้ภาพถ่ายของพระสันตะปาปาที่ถ่ายเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ขณะทรงประกอบพิธีมิสซาร่วมกับคณะพระคาร์ดินัล ณ โบสถ์น้อยซิสทีน

ที่ทำการไปรษณีย์วาติกันระบุว่า ได้จัดพิมพ์แสตมป์ชุดนี้จำนวน 390,000 ดวง โดยแต่ละดวงมีชื่อของพระสันตะปาปาเป็นภาษาละตินว่า “Leone PP. XIV” อยู่ด้านบน และมีข้อความพิมพ์ตัวเล็กด้านข้างว่า “Anno I S.P. MMXXV” ซึ่งหมายถึงปีแรกแห่งสมณสมัยของพระองค์ในปี ค.ศ. 2025

หญิงชาวเท็กซัสที่เดินทางมาซื้อแสตมป์ชุดนี้ ระบุว่าว่าการส่งโปสการ์ดพร้อมแสตมป์ชุดใหม่นี้มีความหมายพิเศษสำหรับเธอ เพื่อเป็นการบันทึกความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเธอได้มาเยือนโรม ซึ่งเปรียบเหมือนบ้านของเธออีกแห่งหนึ่ง

ด้านนักสะสมชาวอิตาเลียน เซซาเร ชิโคตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้แสตมป์จากวาติกันอาจไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากนัก แต่มีคุณค่าทางจิตใจมหาศาล ทำให้นักสะสมต่างต้องการครอบครอง.

ที่มา : AP , catholicreview

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พระสันตะปาปาเลโอที่14

นร.จีนเตรียมสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ ปี 2025 แตะ 13.35 ล้านคน

นร.จีนเตรียมสอบ "เกาเข่า" เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ ปี 2025 แตะ 13.35 ล้านคน

29 พ.ค. 2568 10:00 น.

นร.จีนเตรียมสอบ “เกาเข่า” เข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ ปี 2025 แตะ 13.35 ล้านคน

จีนเผยว่าจำนวนนักเรียนที่เตรียมสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ หรือ “เกาเข่า” ประจำปีนี้ ซึ่งจะเริ่มวันที่ 7 มิ.ย. อยู่ที่ 13.35 ล้านคน โดยตัวเลขนี้ลดลงเล็กน้อยจากจำนวนผู้เข้าร่วมสอบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.42 ล้านคนในปีที่แล้ว

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวซินหัว ของจีน รายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยว่ายอดนักเรียนจีนเตรียมสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติ หรือ “เกาเข่า” (Gaokao) ประจำปี 2025 ซึ่งจะเริ่มวันที่ 7 มิถุนายน นี้ อยู่ที่ 13.35 ล้านคน โดยตัวเลขนี้ลดลงเล็กน้อยจากจำนวนผู้เข้าร่วมสอบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.42 ล้านคนในปี 2024

รายงานข่าวระบุว่า ทางกระทรวงฯ ได้กำชับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรับประกันว่าการสอบจะถูกจัดการอย่างเหมาะสม พร้อมออกปฏิบัติการพิเศษทั่วประเทศเพื่อปราบปรามการกระทำผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการสอบ โดยตั้งเป้าดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการสอบทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และปราบปรามกลโกงรูปแบบต่างๆ

ทางการจีนยืนยันว่า จะบังคับใช้การตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในสถานที่สอบ โดยเน้นตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามอย่างโทรศัพท์มือถือ นาฬิกาอัจฉริยะ สายรัดข้อมือ และแว่นตา ส่วนด้านการบริการนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจะดูแลการขนส่ง ที่พัก สุขอนามัย และการควบคุมเสียง

ขณะเดียวกัน ทางกระทรวงฯ ระบุว่า ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ โดยจัดเตรียมข้อสอบอักษรเบรลล์ให้ผู้เข้าสอบตาบอดจำนวน 16 คน และดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าสอบทุพพลภาพมากกว่า 14,000 คน นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถเข้าถึงการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอย่างตรงจุด เพื่อรับประกันว่าจะได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น

ด่วน ศาลการค้ารัฐบาลกลางสั่งเบรกภาษีทรัมป์ ชี้ไม่สามารถใช้อำนาจฉุกเฉินกำหนดภาษีศุลกากรทั่วโลกได้

ด่วน ศาลการค้ารัฐบาลกลางสั่งเบรกภาษีทรัมป์ ชี้ไม่สามารถใช้อำนาจฉุกเฉินกำหนดภาษีศุลกากรทั่วโลกได้

29 พ.ค. 2568 08:45 น.

ด่วน ศาลการค้ารัฐบาลกลางสั่งเบรกภาษีทรัมป์ ชี้ไม่สามารถใช้อำนาจฉุกเฉินกำหนดภาษีศุลกากรทั่วโลกได้

ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตัดสินว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก โดยอ้างอำนาจภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ระงับการบังคับใช้ภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยศาลชี้ว่าเป็นการกระทำเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรโดยลำพัง

รายงานข่าวระบุว่า ภาษีที่ถูกระงับรวมถึง ภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วโลก ตลอดจนภาษี 25% สำหรับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา และภาษี 30% สำหรับสินค้าจากจีน อย่างไรก็ตาม ภาษี 25% สำหรับรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็ก และอลูมิเนียม ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป

ก่อนหน้านี้ กลุ่มธุรกิจขนาดเล็กนำโดยบริษัท V.O.S. Selections ซึ่งได้รับผลกระทบจากมตรการภาษีของทรัมป์ ได้ยื่นฟ้องร้องต่อสาล โดยศาลมีคำสั่งห้ามถาวรในการบังคับใช้ภาษีเหล่านี้ และให้เวลารัฐบาล 10 วันในการดำเนินการตามคำสั่งศาล

ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่าคำตัดสินนี้เป็นการยืนยันถึงขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดีในการกำหนดนโยบายการค้า และอาจส่งผลต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในอนาคต.

ที่มา CNN

สมาคมนักข่าวไทย-สมาคมนักข่าวกัมพูชา ออกแถลงการณ์ร่วม วอนสื่อโซเชียลงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

สมาคมนักข่าวไทย-สมาคมนักข่าวกัมพูชา ออกแถลงการณ์ร่วม วอนสื่อโซเชียลงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

29 พ.ค. 2568 04:52 น.

สมาคมนักข่าวไทย-สมาคมนักข่าวกัมพูชา ออกแถลงการณ์ร่วม วอนสื่อโซเชียลงดนำเสนอข้อมูลเท็จปมปะทะชายแดน

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสมาคมผู้สื่อข่าวกัมพูชา ออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องสื่อมวลชนทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ งดเว้นการนำเสนอข้อมูลเป็นเท็จที่เกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จะส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย (TJA) และสมาคมผู้สื่อข่าวกัมพูชา (CCJ) เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมเร่งด่วนเพื่อหารือถึงการรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีที่ในช่วงที่ผ่านมาการเผยแพร่ข่าวของสื่อบางประเภท โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ต่างนำเสนอข้อมูล รวมไปถึงเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไม่มีแหล่งข่าวอ้างอิงที่ถูกต้องชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสน และข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวางในทั้งสองประเทศ

ในแถลงการณ์ฉบับนี้ได้แสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารซึ่งไม่มีที่มาที่ไป ซึ่งอาจจะยิ่งเป็นการโหมกระพือข้อมูลผิด ๆ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกันมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ได้มีข้อเรียกร้องร่วมกันเพื่อขอให้สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศ พึงใช้ความระมัดระวัง และงดเว้นการนำเสนอ ตีพิมพ์ หรือ แพร่ภาพกระจายเพร้อมกันนี้ได้สียงข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่ไม่ได้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และรวมถึงข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนร่วม ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการอื่น

ขณะเดียวกันได้เรียกร้องให้บรรดาผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียของทั้ง 2 ประเทศ พิจารณาให้ถี่ถ้วนรอบคอบถึงผลที่อาจจะตามมา ก่อนที่จะเผยแพร่ข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 

พร้อมกันนี้ ทั้งสองสมาคมได้แสดงความหวังว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านวิถีทางทางการทูตโดยรัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อป้องกันผลกระทบในทางลบที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยั่งยืนระหว่างประชาชนและประเทศชาติของไทยและกัมพูชา.

ธารน้ำแข็งยักษ์ถล่มทับหมู่บ้านกลางหุบเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ชาวบ้านกว่า 300 คนไร้ที่อยู่อาศัย

ธารน้ำแข็งยักษ์ถล่มทับหมู่บ้านกลางหุบเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ชาวบ้านกว่า 300 คนไร้ที่อยู่อาศัย

29 พ.ค. 2568 04:24 น.

ธารน้ำแข็งยักษ์ถล่มทับหมู่บ้านกลางหุบเขาในสวิตเซอร์แลนด์ ชาวบ้านกว่า 300 คนไร้ที่อยู่อาศัย

โลกร้อน ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ละลายตัวถล่มทับหมู่บ้านในหุบเขาสวิตเซอร์แลนด์ อพยพชาวบ้านทันกว่า 300 คน แต่ยังมีผู้สูญหาย 1 ราย

วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า เกิดเหตุธารน้ำแข็งขนาดมหึมาบริเวณ “ธารเบิร์ช” (Birch glacier) พังทลายลงมาตามหุบเขา ส่งผลให้หมู่บ้านแบลทเทิน ทางตอนใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ถูกถล่มทับกลืนหายไปในพริบตา บ้านเรือนหลายหลังถูกฝังกลบจนราบเป็นหน้ากลอง มีรายงานตัวเลขผู้สูญหาย 1 ราย แม้เจ้าหน้าที่จะอพยพประชาชนกว่า 300 คนออกจากพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม หลังนักธรณีวิทยาเตือนถึงความไม่ปลอดภัยของธารน้ำแข็ง

ภาพโดรนที่เผยแพร่เมื่อเวลา 15.30 น.ตามเวลาท้องถิ่นของ วันที่ 22 พฤษภาคม แสดงให้เห็นชัดว่าธารน้ำแข็งขนาดใหญ่พังครืนลงมาจากภูเขา พร้อมโคลนมหาศาลที่ไหลลงมาถล่มหมู่บ้านเบื้องล่าง เสียงดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา ก่อนที่กลุ่มฝุ่นควันมหึมาจะลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ

นายแมทเธียส เบลวัลด์ นายกเทศมนตรีเมืองแบลทเทิน กล่าวทั้งน้ำตาว่า สิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เกิดขึ้นจริง นับเป็นความสูญเสียอย่างมหาศาล พร้อมยืนยันว่าแม้หมู่บ้านจะไม่เหลือ แต่ชุมชนจะไม่ทิ้งกัน และจะยืนหยัดต่อไป โดยทางการท้องถิ่นได้ขอความช่วยเหลือจากกองทัพสวิสในภารกิจกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภัย ขณะเดียวกัน สมาชิกสภารัฐบาลกลางกำลังเดินทางลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

ทางด้านนายราฟาเอล มาโยราซ หัวหน้าหน่วยจัดการภัยพิบัติธรรมชาติของภูมิภาค เตือนว่าชุมชนใกล้เคียงอาจต้องอพยพเพิ่มเติม หากพบความเสี่ยงที่ธารน้ำแข็งจะพังถล่มอีก เนื่องจากผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธารน้ำแข็งทั่วเทือกเขาแอลป์ละลายเร็วขึ้น และเพอร์มาฟรอสต์ หรือดินเยือกแข็งที่ช่วยยึดโครงสร้างภูเขาก็เริ่มละลายตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน หน่วยงานธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ เปิดเผยข้อมูลล่าสุดชี้ว่า หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส ธารน้ำแข็งในประเทศอาจหายไปทั้งหมดภายในศตวรรษนี้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อเหตุน้ำท่วม ดินถล่ม และหายนะธรรมชาติอีกมากมายในอนาคต.

ฮุน เซน ประณามเหตุปะทะทำทหารตาย 1 ศพ หนุนส่งอาวุธหนักไปชายแดน

ฮุน เซน ประณามเหตุปะทะทำทหารตาย 1 ศพ หนุนส่งอาวุธหนักไปชายแดน

28 พ.ค. 2568 23:32 น.

ฮุน เซน ประณามเหตุปะทะทำทหารตาย 1 ศพ หนุนส่งอาวุธหนักไปชายแดน

(เครดิตภาพ AFP PHOTO / CAMBODIA SENATE)

ฮุน เซน อดีตนายกฯ กัมพูชา ประณามเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนทำให้ทหารฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 1 ศพ และว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะส่งทหารกับอาวุธหนักไปชายแดน

สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กในคืนวันพุธที่ 28 พ.ค. 2568 ประณามเหตุปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชาและทหารไทยที่บริเวณชายแดน จ.อุบลราชธานี ของไทยกับ จ.พระวิหารของกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาจนทำให้มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย พร้อมเรียกร้องชาวกัมพูชาว่าอย่ายุยงความเกลียดชังเกี่ยวกับเชื้อชาติ

“ผมขอประณามบุคคล, องค์กร หรือผู้มีอำนาจกลุ่มใดก็ตาม ที่ต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมก้าวร้าวนี้ ซึ่งคล้ายกับเหตุปะทะที่เคยเกิดขึ้นระหว่างปี 2551 กับ 2554 ที่เขาพระวิหาร” โพสต์ของสมเด็จฮุน เซน ระบุ และเสริมว่า ประเทศของเขายังคงยึดมั่นในหลักยุทธศาสตร์ 3 อย่างในการบรรลุเป้าหมายได้แก่ ทางทหาร, ทางการทูต และทางกฎหมาย

อนึ่ง กระทรวงกลาโหมกัมพูชารายงานว่า การปะทะกันระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทยเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่หมู่บ้านเตโชโมกัต ต.จอมข่าน อ.จอมข่าน จ.พระวิหาร โดยกองทัพไทยเปิดฉากยิงก่อนในสนามเพลาะ ซึ่งเป็นฐานทัพของกองทัพกัมพูชามาเป็นเวลานาน ทำให้มีทหารชื่อ สุวรรณ ราว อายุ 48 ปี ยศสิบเอก เสียชีวิต

ฮุน เซน ระบุด้วยว่า เขาไม่อยากเห็นการปะทะกันทางทหารเกิดขึ้น แต่เขาสนับสนุนอย่างเต็มที่ ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชา ที่จะส่งทหารและอาวุธหนักไปประจำการบริเวณชายแดน เพื่อป้องกันกรณีที่ความก้าวร้าวยังดำเนินต่อไป

อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชายังแสดงความหวังว่า การพูดคุยระหว่างผู้บัญชาการกองทัพของทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พ.ค.นั้น จะได้ผลลัพธ์ในแง่บวก และนำไปสู่การลดความตึงเครียด

“ผมหวังด้วยว่า จะไม่มีความตึงเครียดเกิดขึ้นตามแนวชายแดน ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือในภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ 2 ประเทศเกิดขึ้นอีก” นายฮุน เซน ระบุ และย้ำด้วยว่า ความสงบสุข, มิตรภาพ, ความร่วมมือ และความก้าวหน้า ไม่ควรต้องเผชิญกับเหตุโศกนาฏกรรมเช่นนี้

ในแถลงการณ์เดียวกันนี้ สมเด็จฮุน เซน ยังแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนาย สุวรรณ ราว นายทหารที่เสียชีวิต โดยระบุว่า นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับครอบครัวของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสูญเสียทหารผู้รักชาติ ผู้อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook , cambodianess

สโลวาเกียไฟเขียวขาย “เนื้อหมีสีน้ำตาล” ให้ประชาชนกิน หวังลดจำนวนหมีป่าที่ชอบออกมาโจมตีคน

สโลวาเกียไฟเขียวขาย "เนื้อหมีสีน้ำตาล" ให้ประชาชนกิน หวังลดจำนวนหมีป่าที่ชอบออกมาโจมตีคน

28 พ.ค. 2568 23:03 น.

สโลวาเกียไฟเขียวขาย “เนื้อหมีสีน้ำตาล” ให้ประชาชนกิน หวังลดจำนวนหมีป่าที่ชอบออกมาโจมตีคน

รัฐบาลสโลวาเกียเมินกระแสต่อต้าน เดินหน้าอนุมัติแผนฆ่าหมีสีน้ำตาล 1 ใน 4 ของประเทศ พร้อมเปิดทางจำหน่ายเนื้อให้ประชาชนบริโภค หวังลดจำนวนหมีป่าที่ชอบออกมาโจมตีคน และเพื่อไม่ให้ทรัพยากรถูกทิ้งเปล่า ขณะที่นักอนุรักษ์จวกยับ ละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า รัฐบาลสโลวาเกียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโรเบิร์ต ฟิโก ได้อนุมัติแผนจำหน่าย “เนื้อหมีสีน้ำตาล” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของสหภาพยุโรป (EU) ให้ประชาชนทั่วไปสามารถบริโภคได้ โดยเริ่มดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องผ่านเกณฑ์สุขอนามัยและกฎหมายทั้งหมด

รายงานข่าวระบุว่า การตัดสินใจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมจำนวนหมีสีน้ำตาล หลังรัฐบาลอนุมัติให้ฆ่าหมีอย่างถูกกฎหมาย ราว 350 ตัว หรือประมาณ 1 ใน 4 ของจำนวนหมีสีน้ำตาลที่มีอยู่ในประเทศกว่า 1,300 ตัว หลังเกิดกรณีหมีทำร้ายคนจนเสียชีวิตในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยนายนายฟิลิป คุฟฟา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม  ระบุว่า จะเป็นเรื่องสิ้นเปลืองหากต้องกำจัดซากหมีทั้งหมด และรัฐบาลควรปล่อยเนื้อของสัตว์ที่ถูกยิงให้สามารถนำมาบริโภคได้ เพราะเนื้อหมีสามารถรับประทานได้

ทั้งนี้ หมีสีน้ำตาลจัดอยู่ในกลุ่มใกล้สูญพันธุ์ ตามบัญชีของสหภาพเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของสหภาพยุโรป โดยจะสามารถฆ่าได้เฉพาะในกรณีที่เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะเท่านั้น และต้องไม่มีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า

อย่างไรก็ตาม นักอนุรักษ์และนักการเมืองฝ่ายค้านต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง โดยนายมิคาล วีซิก นักนิเวศวิทยาและสมาชิกสภายุโรปจากพรรคฝ่ายค้าน สโลวาเกียก้าวหน้า ระบุว่า แผนนี้ไร้สาระและไม่ช่วยลดจำนวนที่หมีโจมตีคนแต่อย่างใด พร้อมตั้งความหวังว่าสหภาพยุโรปจะเข้ามาแทรกแซงในประเด็นนี้

ด้านนางมิรอสลาวา อาเบโลวา จากกลุ่มกรีนพีซ สโลวาเกีย ออกโรงประณามแผนนี้ว่า เป็นการละเลยคำแนะนำจากนักวิทยาศาสตร์ พร้อมเตือนว่ารัฐบาลกำลังละเมิดกฎหมายการอนุรักษ์อย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สโลวาเกียถือเป็นประเทศที่มีจำนวนหมีสีน้ำตาลมากเป็นอันดับสองในยุโรป รองจากโรมาเนีย โดยระหว่างปี 2000-2020 มีรายงานการถูกหมีโจมตีถึง 54 ครั้ง และในช่วงไม่กี่ปีหลัง อัตราการเผชิญหน้ากับหมีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 10 ครั้ง นอกจากนี้เนื้อหมีไม่ได้ถือว่าเป็นอาหารทั่วไปในยุโรป แต่เป็นอาหารพื้นบ้านในบางภูมิภาคของยุโรปตะวันออกหรือแถบนอร์ดิกเท่านั้น.

ที่มา BBC

ว้าแดงโต้ ทักษิณกล่าวหาเป็นต้นตอยาเสพติดข้ามแดน ชี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน

ว้าแดงโต้ ทักษิณกล่าวหาเป็นต้นตอยาเสพติดข้ามแดน ชี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน

28 พ.ค. 2568 22:30 น.

ว้าแดงโต้ ทักษิณกล่าวหาเป็นต้นตอยาเสพติดข้ามแดน ชี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน

โฆษกกองทัพว้าแดงในเมียนมาออกโรงโต้ หลัง “ทักษิณ” กล่าวหากลุ่มว้าแดงเป็นต้นตอยาเสพติดข้ามแดน ชี้เป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน ยืนยันร่วมปราบปรามยาเสพติด และไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการผลิต

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวอิรวดี รายงานว่า อู ยี รัง โฆษกกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army-UWSA) กองกำลังของกลุ่มชนชาติพันธุ์ว้าในรัฐฉาน ของเมียนมา ออกมาตอบโต้คำกล่าวหาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ระบุว่า กองทัพว้าเป็นต้นตอของการผลิตยาเสพติดข้ามแดน

โดยโฆษกว้าระบุว่า คำกล่าวของนายทักษิณเป็นเพียงข้อกล่าวหา ซึ่งต้องหาหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ในขณะที่กองทัพว้ากำลังต่อสู้กับยาเสพติดเช่นเดียวกับทางการไทย ทุกคนทราบดีว่ามีกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มในพื้นที่ชายแดน และเราต่อสู้กับยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

โฆษกฯ ระบุว่า แม้รัฐบาลไทยจะอ้างว่ายาเสพติดมาจากพื้นที่ว้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าว้าแดงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตหรือค้าเสพติด เนื่องจากเป็นการตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งแน่นอนว่ายาเสพติดที่ลักลอบมาจากพื้นที่ตอนในของประเทศย่อมต้องผ่านพื้นที่ชายแดนบ้างเป็นธรรมดา พร้อมกันนี้ยืนยันว่า ว้าแดงไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหายาเสพติด พร้อมขอให้ฝ่ายไทยพิจารณาหลักฐานอย่างรอบด้าน ก่อนจะออกมากล่าวหาแบบเหมารวมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนของเมียนมา

โดยก่อนหน้านี้ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยระบุว่า หากเมียนมาไม่สามารถจัดการกับกลุ่มติดอาวุธที่ผลิตยาเสพติดได้ ไทยก็จำเป็นต้องดำเนินการเอง เพราะถือว่าเป็นศัตรูของประเทศไทย

นายทักษิณกล่าวว่า ถ้าคุณยังผลิตยาอยู่ คุณคือศัตรูของไทย และรัฐบาลไทยควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจน ทักษิณกล่าวพร้อมเสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณบางส่วนจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต มาใช้ในโครงการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด และจัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูในทุกอำเภอ

นายทักษิณยังเปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจะเดินทางไปพบหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของเพื่อนบ้าน เพื่อหารือความร่วมมือในการกดดันกลุ่มผลิตยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกองทัพว้าแดง

ที่มา Irrawaddy

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว ชวนร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

กรมการข้าวจัดใหญ่ วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ปี 2568 เทคโนโลยีเกษตรกรรม ก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน

กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอเชิญพี่น้องเกษตรกรและผู้สนใจร่วมชม “งานวันข้าว และชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ภายใต้ธีมงาน “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำนายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 มิถุนายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลข้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวง รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีต่อกิจการข้าวและชาวนาไทยที่พัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตข้าว การลดต้นทุนการผลิตข้าว และการเพิ่มผลผลิตการยกระดับคุณภาพให้เกษตรกร ให้ได้มีความรู้ความ เข้าใจลดต้นทุนการผลิตข้าวที่เหมาะสม รวมไปถึงตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาและต่อยอด สร้าง โอกาสในการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กร ชาวนา ร่วมจัดกิจกรรมและนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ ภายในงานพบกับนิทรรศการ โครงการพระราชดำริ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิร เกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งเป็นการ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ บพิตร รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการด้านข้าวและขาวนาของไทย ร่วมเรียนรู้และชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแสดงผลงาน และเชิดชูเกียรติเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 4 สาขา ประกอบด้วยเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำ นา ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขากลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ประจำปี พ.ศ. 2568 สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนดีเด่น ประเภทข้าวหอมมะลิ ประจำปี พ.ศ. 2568 และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ดีเด่น ประเภทข้าวอื่นๆ ประจำปี พ.ศ. 2568 เติมเต็มความรู้ใหม่ ๆ พบกับเวทีเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับการ ลดต้นทุนการผลิต และการยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าว กับการเสวนา ในหัวข้อ “เกษตรปลอดการเผา เพื่อเรา เพื่อโลก เพื่อรองรับภาวะโลกร้อน” และ“การปรับตัวของชาวนาเพื่อรองรับสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงของราคาข้าวที่รวดเร็ว” ชื่นชมวิถีชาวนาไทยด้วยการแสดงวิถีชีวิตชาวนาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง การสาธิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากข้าวรูปแบบใหม่ ๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวและสินค้าที่ หลากหลายจากทั่วประเทศกว่า 120 ร้านค้า การแสดงวัฒนธรรม การแสดงจากศิลปินดัง มาให้ได้รับฟังกัน ตลอดการจัดงาน

นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลมีนโยบาย ใกษตรกรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ด้วยการเชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาข้าวลง สู่การปฏิบัติในพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญด้านการวางระบบการผลิต การตลาด และการ บริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนา อย่างยั่งยืน เพื่อสนองความต้องการของตลาด พร้อมทั้งการผลิตข้าวที่ปรับตัวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวและพัฒนาชาวนา รวมทั้งสร้างความมั่นคงให้แก่ขาวนาและการ พัฒนาข้าวไปสู่สากลรวมทั้งเป็นการให้เกียรติชาวนาไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารหลักให้กับประชาชนและสร้าง ขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาทั่วประเทศ ที่จะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่ว ประเทศได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า งานปีนี้เน้นถ่ายทอดนวัตกรรมและ เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการปรับตัวสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมี กิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และสัมผัสวิถีขาวนาอย่างใกล้ชิด โดยงาน “วันข้าวและ ขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568” ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เทคโนโลยีเกษตรกรรมก้าวหน้า ส่งเสริมการทำ นายุคใหม่ สืบสานศิลปาชีพร่วมสมัย ชาวนาไทยยั่งยืน” ประกอบด้วยนิทรรศการต่าง ๆ มากมายที่อยากให้เข้า มาเดินชมกัน ซึ่งภายในงานนอกจากโซนนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลายแล้ว ยังมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงาน โครงการ ให้ความรู้ นำเสนอนวัตกรรมการเกษตรต่างๆ รวมทั้ง การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินนักร้องชื่อดัง ได้แก่ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ตรี ชัยณรงค์ เพชร คฑาวุธ มาร่วมสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงาน และพลาดไม่ได้กับการลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำกลับบ้าน ทุกวัน พร้อมทั้งมีจุดให้บริการจัดส่งสินค้าผลิตภัณฑ์จากข้าวที่จำหน่ายภายในงานถึงบ้านอีกด้วย

กรมการข้าวขอเชิญทุกท่านร่วมชม ชิม ช้อป เช็คอิน ในงาน “วันข้าวและขาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2568″ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา อาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา

-(016)