‘สุดาวรรณ’ผลักดัน‘อว. For water’เป็นนโยบายชาติ มอบ‘สอวช.-สสน.’จัดทำสมุดปกขาวแก้ปัญหาน้ำ

‘สุดาวรรณ’ผลักดัน‘อว. For water’เป็นนโยบายชาติ มอบ‘สอวช.-สสน.’จัดทำสมุดปกขาวแก้ปัญหาน้ำ

‘สุดาวรรณ’ผลักดัน‘อว. For water’เป็นนโยบายชาติ มอบ‘สอวช.-สสน.’จัดทำสมุดปกขาวแก้ปัญหาน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘สุดาวรรณ’ผลักดัน‘อว. For water’เป็นนโยบายชาติ มอบ‘สอวช.-สสน.’จัดทำสมุดปกขาว แก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืน

13 สิงหาคม 2568 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) ร่วมกันจัดงานประชุมเสวนาขับเคลื่อนนโยบาย “อว. For Water” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้มอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัด อว. และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “อว. For Water” อย่างเต็มกำลัง โดยใช้พลังของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน โดยยึดหลัก “บูรณาการ ต่อยอด และนำไปใช้” และได้มอบหมายให้ สอวช. และ สสน. จัดทำสมุดปกขาว เสนอต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อผลักดันเป็นนโยบายระดับชาติต่อไป และดึงกองทุนกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เข้าสนับสนุนการขับเคลื่อน

ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ย้ำถึงแนวคิด “Smart Water Governance” ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายนี้ โดยมี 3 เสาหลักที่ตอบสนองนโยบาย ได้แก่ ข้อมูลที่แม่นยำ จาก “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ที่พัฒนาโดย สสน. งานวิจัยที่ตอบโจทย์ โดยการสนับสนุนทุนจาก สกสว. และ นโยบายที่เฉียบคม โดยมี สอวช. เป็นสะพานเชื่อมจากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยองค์ประกอบหลักคือ ข้อมูล เทคโนโลยีและนโยบายเชื่อมโยงทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชน ส่วนท้องถิ่น ส่วนกลาง โดยใช้ระบบข้อมูลน้ำขนาดใหญ่ การวิเคราะห์ และกฎหมายที่รองรับ เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

“จุดแข็งของ อว. คือการมีผู้เชี่ยวชาญ มีเครือข่ายนักวิจัยทั่วประเทศ สามารถสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์พื้นที่จริง และมีเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยด้านน้ำ การจัดการน้ำในชุมชนจึงต้องอาศัยการถอดบทเรียนพื้นที่ ว่าแต่ละแห่งมีลักษณะอย่างไร เช่น บางพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในจุดเดียวกัน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยี หรือองค์ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเสมอไป ทั้งนี้ ผู้นำชุมชนต้องมีความสามารถรอบด้าน และ สสน. ได้แนะนำให้ใช้แนวคิดสมดุลน้ำในการแก้ปัญหา” ดร.สุรชัย กล่าว

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า เป้าหมายการขับเคลื่อน คือการบริหารจัดการน้ำอย่างมีธรรมาภิบาล พร้อมผลักดันนวัตกรรมน้ำให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า ลดผลกระทบและเพิ่มประสิทธิภาพ อว. จึงกำลังดำเนินนโยบาย “อว. for Water” โดยใช้เครือข่ายพันธมิตร อว. ขับเคลื่อนงานเป็น 2 เฟส คือ เฟส 1 ดำเนินการบริหารจัดการน้ำอย่างจริงจัง ด้วยกลไกเฉพาะ และเฟส 2 ทำงานเชื่อมโยงข้ามกระทรวง โดยบูรณาการกับสภานโยบายฯ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กรมเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผสานเทคโนโลยี บุคลากร และข้อมูล ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน

ด้าน ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. ได้นำเสนอศักยภาพของ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ซึ่งเป็นกลไกเทคโนโลยีสำคัญ โดยรวบรวมข้อมูลจาก 54 หน่วยงานใน 12 กระทรวง มาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ครอบคลุมตั้งแต่ “ฟ้าถึงทะเล” ประกอบด้วย 1. เทคโนโลยีคาดการณ์ สสน. มีระบบแบบจำลองที่ทันสมัย สามารถคาดการณ์ฝน น้ำท่า น้ำท่วม และคุณภาพน้ำ และกำลังพัฒนา AI/ML เพื่อเพิ่มความแม่นยำ 2. การจัดการน้ำชุมชน โดยขยายผลสู่การบริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริกว่า 1,847 หมู่บ้าน ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร และลดความเสียหายจากภัยพิบัติ 3. เครื่องมือที่ใช้ได้จริง โดยประชาชนและหน่วยงานสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่าน ThaiWater Mobile Application และ Mobile War Room สนับสนุนการบัญชาการในพื้นที่ประสบภัย ในอนาคต สสน. ตั้งเป้ายกระดับความมั่นคงด้านน้ำด้วย AI/ML เพื่อเพิ่มความแม่นยำของระบบคาดการณ์ และพัฒนาคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติให้เป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงวิทยาศาสตร์ระบบ เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำและบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการกิตติมศักดิ์หอการค้าไทย ได้ยกบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายราว 1.4 ล้านล้านบาท หรือ 12% ของ GDP กระทบพื้นที่การเกษตรกว่า 12.8 ล้านไร่ และประชาชนกว่า 13 ล้านคน และหลายภาคอุตสาหกรรมหยุดชะงัก เป็น “Wake-up Call” ที่ทำให้ภาคธุรกิจตระหนักว่าการจัดการน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามขอชื่นชมบทบาทของ สสน. ในฐานะ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ” ที่พัฒนาแพลตฟอร์ม ThaiWater คาดการณ์ฝน พายุ และปริมาณน้ำได้ล่วงหน้า ได้ตั้งแต่ 3 วัน 7 วัน จนถึงรายเดือน ช่วยภาคธุรกิจวางแผนลดความเสี่ยงทั้งภาคการผลิต ประกันภัย ธนาคาร และเกษตรกรรม

“ตัวอย่างความสำเร็จ เช่น นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ร่วมกับ สสน. จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำ และมีระบบกักเก็บน้ำขนาด 4–6 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงใช้ IoT และเซ็นเซอร์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในไร่อ้อยจาก 7-8 ตันต่อไร่ เป็นกว่า 15 ตันต่อไร่ และการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบติดตั้งบนบก ซึ่งหอการค้าไทยพร้อมใช้เครือข่ายครอบคลุม 76 จังหวัด และกลุ่มนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ (YEC) ร่วมมือกับ สสน. ใช้ข้อมูลวางแผนเชิงพื้นที่เสนอแผนโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปัญหาจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน”นายวิชัย กล่าว

จากนั้นภายในงานได้มีการแบ่งกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็น “การขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการน้ำบนฐานข้อมูลสารสนเทศ” ออกเป็น  4 กลุ่มหลัก ได้แก่  1. กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ  2. กลุ่มสารสนเทศด้านบริหารจัดการน้ำ  3. กลุ่มวิจัย และ 4. กลุ่มการจัดทำสมุดปกขาวเชิงนโยบาย

ดร.สุรชัย ได้สรุปสาระสำคัญของการระดมความคิดเห็นว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างองค์ความรู้และวางระบบบริหารจัดการน้ำในทุกระดับ ทั้งชุมชน ภาคเอกชน และเชิงนโยบาย พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายและลดการซ้อนทับอำนาจของหลายหน่วยงาน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยกลุ่มสารสนเทศฯ เห็นความจำเป็นในการพัฒนาข้อมูลให้มีคุณภาพ เน้นการนำไปใช้ประโยชน์ด้านเกษตรเป็นลำดับแรก และต่อยอดสู่การป้องกันภัยพิบัติในระยะยาว

กลุ่มการวิจัย มองว่ามหาวิทยาลัยควรจัดระบบบริหารจัดการน้ำให้บูรณาการและใช้งานได้จริง โดยภาครัฐให้ความสำคัญกับการจัดการภัยพิบัติ ควรพัฒนาเทคโนโลยีระดับชุมชน ส่วนภาคเอกชนเน้นคุณภาพน้ำและการป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่รับน้ำ ชุมชน และผู้ใช้น้ำ พร้อมเรียกร้องการบูรณาการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและได้รับองค์ความรู้ด้านการเตือนภัยเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มการจัดทำสมุดปกขาวเชิงนโยบาย เสนอให้ภาครัฐและมหาวิทยาลัยพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบน้ำ ผู้ใช้น้ำต้องการให้พัฒนากำลังคนเพื่อเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี ส่วนภาคเอกชนเรียกร้องการพัฒนาแบบจำลองเพื่อการบริหารเชิงรุก ตอบโจทย์การจัดการน้ำในภาพรวมของประเทศ ครอบคลุมการบริหารกำลังคน ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และเชื่อมต่อการจัดการน้ำในทุกระดับอย่างมีเอกภาพ

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

ทรัมป์ขู่ "ผลร้ายแรง" หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

14 ส.ค. 2568 12:38 น.

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจเกิด “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสันติภาพในยูเครน 

ในการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเขาจะเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) และหากรัสเซียไม่ยินยอมที่จะสร้างสันติภาพในยูเครน ก็อาจจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา

ทรัมป์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่ว่านั้นคืออะไร แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่ต้องพูด พวกเขาจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงมาก ๆ” อย่างไรก็ตาม เขาเคยเตือนมาก่อนว่าอาจจะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหากการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ

ท่าทีของทรัมป์และผลการประชุมทางไกลกับผู้นำยุโรปและยูเครน ถือเป็นการสร้างความหวังให้แก่ยูเครน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลว่าการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาอาจจะทำให้ยูเครนเสียเปรียบและต้องยอมแบ่งดินแดน

ในทางกลับกัน รัสเซียมีแนวโน้มที่จะต่อต้านข้อเรียกร้องของยูเครนและยุโรปอย่างหนักแน่น และก่อนหน้านี้ก็เคยระบุว่าจุดยืนของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ที่ปูตินได้ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024

แม้จะมีการขู่ถึงผลกระทบที่ร้ายแรง แต่ทรัมป์ก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมกับปูตินว่าเป็นการ “ปูทาง” สำหรับการประชุมครั้งที่สองในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะรวมถึงประธานาธิบดีเซเลนสกีด้วย

ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าการประชุมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี เราก็จะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากจะทำมันทันที และเราจะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง ถ้าพวกเขาอยากให้ผมอยู่ที่นั่น”

ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการประชุมครั้งที่สอง แต่ก่อนหน้านี้ผู้นำยุโรปและเซเลนสกีได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลซึ่งจัดโดยนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเพื่อกำหนดขอบเขตที่ยอมรับไม่ได้ ก่อนการประชุมที่อะแลสกา

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมทางไกลนี้ว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก ประธานาธิบดีเซเลนสกีเข้าร่วมด้วย ผมให้คะแนนว่ามันคือ 10 และเป็นไปอย่างเป็นมิตรมาก”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าทรัมป์เห็นด้วยว่ายูเครนจะต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการยอมยกดินแดน ขณะที่เซเลนสกีกล่าวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้ำประกันความมั่นคงในการตั้งถิ่นฐานหลังสงคราม

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมทางไกล กล่าวว่าหลักการที่ว่าพรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังจะต้องยังคงอยู่ และกล่าวเสริมว่า “หากไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัสเซียที่อะแลสกา สหรัฐฯ และพวกเราชาวยุโรปก็ควรจะต้องเพิ่มแรงกดดัน” เขาชี้ให้เห็นว่าทรัมป์รับทราบจุดยืนนี้และเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ทำให้เขาสรุปได้ว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ทรัมป์และปูตินมีกำหนดจะหารือกันถึงวิธีการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นการขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อยุติการสู้รบที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและมีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน.

ที่มา  Reuters

ตร.กัมพูชารวบ “เลิฟ รีญา” แม่ค้าครีมชื่อดังกัมพูชาคู่กรณีสาวหมอลำซิ่งไทย ยังไม่รู้สาเหตุ (คลิป)

14 ส.ค. 2568 12:07 น.

ตร.กัมพูชารวบ “เลิฟ รีญา” แม่ค้าครีมชื่อดังกัมพูชาคู่กรณีสาวหมอลำซิ่งไทย ยังไม่รู้สาเหตุ (คลิป)

เลิฟ รีญา แม่ค้าขายครีมชาวกัมพูชา ที่เคยสวมชุดทหารพร้อมรองเท้าคอมแบทส้นสูง จนถูกสาวหมอลำซิ่งไทยทำคลิปโคฟเวอร์จนกลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล ล่าสุดถูกตำรวจบุกรวบตัวไม่ทราบสาเหตุ

สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดกันดาลนำกำลังบุกจับ เชง เสร็ยร็วต หรือที่รู้จักกันในชื่อ  “เลิฟ รีญา”  แม่ค้าขายครีมคนดังแห่งวงการบิวตี้และสกินแคร์ ถึงบ้านพักหรูเมืองตักเมา ช่วงเช้าตรู่วันนี้ หลังวางแผนปฏิบัติการร่วมกับอัยการและผู้บังคับการตำรวจจังหวัดอย่างเข้มงวด

แหล่งข่าวเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินไปตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยตำรวจได้ปิดล้อมพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ก่อนเข้าจับกุมตัว “เลิฟ รีญา” และนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจจังหวัดเพื่อสอบสวนและดำเนินการตามขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาหรือสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะสอบสวนอย่างละเอียดและเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ข่าวการจับกุมครั้งนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในสื่อท้องถิ่นทันที เพราะ “เลิฟ รีญา” ถือเป็นหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์คนดังที่มีอิทธิพลในตลาดความงามของกัมพูชา ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเธอเป็นที่รู้จักของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเกิดกรณีที่เธอ สวมรองเท้าคอมแบทส้นสูงไปบริจาคของให้ทหารกัมพูชา ในช่วงที่ไทยและกัมพูชาสถานการณ์ตึงเครียด จนถูกนักร้องสาวหมอลำซิ่งของไทยทำคลิปโคฟเวอร์ล้อเลียนจนเป็นกระแสไวรัล และมีการตอบโต้กันไปมาอย่างเผ็ดร้อน  โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าที่ผ่านมา เธอชอบแอบอ้างว่าในอดีตชาติ เคยเป็นพระชายาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเคยถูกจับกุมมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการจับกุมครั้งล่าสุดนี้เป็นการจับกุมในข้อหาใด.

ที่มา : Eacnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

14 ส.ค. 2568 10:58 น.

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ที่ยืดเยื้อมากว่า 7 ปี หลังศาลสูงเกาหลีใต้ยืนตามคำตัดสินยกฟ้องในคดี ที่นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ยื่นฟ้องบริษัทเกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงฉลามที่ครองใจเด็กๆทั่วโลก

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ปฏิเสธคำฟ้องของ “จอห์นนี โอนลี” หรือชื่อจริง นายโจนาธาน ไรต์ คอมโพสเซอร์ชาวอเมริกัน์จากรัฐนิวยอร์ก ที่ยื่นฟ้องต่อศาลกรุงโซล ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 กล่าวหาว่าเพลง “Baby Shark” ที่บริษัทเกาหลีใต้อย่าง SmartStudy ผลิตในปี 2558 ลอกเลียนเพลงของเขาที่แต่งไว้เมื่อปี 2554

โดยทางฝั่ง SmartStudy ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น The Pinkfong Company ยืนยันว่า “Baby Shark” เป็นการนำบทเพลงเด็กดั้งเดิมของอเมริกาเหนือซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์มาสร้างสรรค์ใหม่ โดยเนื้อหาเป็นจังหวะสนุกสนานความยาวราว 2 นาที เล่าเรื่องครอบครัวฉลามและการล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเล ที่กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก

ศาลเกาหลีใต้ทั้งสองชั้นก่อนหน้านี้เห็นตรงกันว่า เพลงของโอนลีไม่ถือเป็นงานดัดแปลงที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ทำให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามเดิม ส่งผลให้คดีนี้สิ้นสุดลง.

Cr ภาพ : Youtube / Baby Shark – Pinkfong Kids’ Songs & Stories

เกาหลีเหนือปฏิเสธถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือปฏิเสธถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเกาหลีใต้

14 ส.ค. 2568 10:57 น.

เกาหลีเหนือปฏิเสธถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเกาหลีใต้

น้องสาว “คิม จองอึน” กล่าวว่า เกาหลีเหนือไม่เคยถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อออก และจะไม่ทำเช่นนั้น โดยเรียกความเชื่อของเกาหลีใต้ที่ว่าเกาหลีเหนือกำลังดำเนินการตอบสนองต่อการเจรจาสันติภาพว่าเป็นเพียง “ความฝันลมๆ แล้งๆ”

คิม โยจอง เจ้าหน้าที่อาวุโสของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนแผนการซ้อมรบร่วมประจำปีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่ “ไร้ประโยชน์” และไม่ได้เปลี่ยนแปลงเจตนาที่เป็นปฏิปักษ์ของฝ่ายพันธมิตร

คิม ซึ่งเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นตัวแทนของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือผู้เป็นพี่ชาย ได้ปฏิเสธการเคลื่อนไหวของรัฐบาลชุดใหม่ของเกาหลีใต้ที่มุ่งบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คิมกล่าวกับสำนักข่าวเคซีเอ็นเอว่า “ดิฉันมั่นใจว่านโยบายของเกาหลีใต้ที่มีต่อเกาหลีเหนือยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” 

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าตรวจพบการเคลื่อนไหวของกองทัพเกาหลีเหนือในการถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อบางส่วนที่มุ่งเป้าไปที่เกาหลีใต้ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกันของเกาหลีใต้

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้กล่าวว่า กองทัพยังคงยืนยันการประเมินกิจกรรมที่สังเกตเห็นในบางพื้นที่ตามแนวชายแดน และเสริมว่ากองทัพยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

อี ซองจุน โฆษกกองทัพเกาหลีใต้ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความถ้อยแถลงของเกาหลีเหนือเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเข้าใจผิด และเกาหลีเหนือมัก “กล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง” เขาปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม นายอีไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ว่าเกาหลีเหนือได้ถอดลำโพงออกเพียงตัวเดียวจากทั้งหมดหลายสิบตัวที่วางไว้ตามแนวชายแดน

ในช่วงที่อดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล ดำรงตำแหน่ง เกาหลีใต้ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกาหลีเหนือผ่านลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างความไม่พอใจให้กับอีกฝ่ายอย่างมาก

เกาหลีใต้มีความหวังว่าเกาหลีเหนืออาจตอบสนองเชิงบวกต่อนโยบายของประธานาธิบดีอี แจ มยอง ที่จะร่วมมือกับเกาหลีเหนือ หลังจากความตึงเครียดข้ามพรมแดนมายาวนาน และถึงขั้นแสดงความเต็มใจที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา

คิม โย จอง ยังกล่าวอีกว่าเกาหลีเหนือจะไม่นั่งเจรจากับสหรัฐฯ โดยกล่าวว่ารายงานที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนาดังกล่าวเป็น “ข้อสันนิษฐานที่ผิดพลาด”

ฮง มิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีเหนือน่าจะคาดการณ์ถึงท่าทีปรองดองที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีใต้ และอาจพยายามเร่งการพัฒนาควบคู่ไปกับการผลักดันคำมั่นก่อนหน้านี้ของคิม จอง อึน ที่จะตัดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้อย่างถาวร.

ที่มา Reuters

ฮ่องกงเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำรับมือพายุโซนร้อนโพดุล

ฮ่องกงเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำรับมือพายุโซนร้อนโพดุล

14 ส.ค. 2568 10:05 น.

ฮ่องกงเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำรับมือพายุโซนร้อนโพดุล

ฮ่องกงประกาศเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังพายุโซนร้อนโพดุล เคลื่อนผ่านใกล้เมืองเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาพร้อมเตือนประชาชนระวังน้ำท่วมรุนแรงในหลายเขต

หอสังเกตการณ์ฮ่องกง ออกสัญญาณเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อเวลา 07.50 น. และคาดว่าจะมีผลต่อเนื่องอย่างน้อยถึง 11.00 น. พร้อมระบุว่ายังคงมีสัญญาณเตือนพายุหมายเลข 1 อยู่เช่นเดิม โดยบางพื้นที่ เผชิญฝนรุนแรงเป็นพิเศษ และบางเขตเผชิญฝนหนักมาก โดยมีปริมาณฝนรายชั่วโมงเกิน 100 มิลลิเมตร

น้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นในเขตเวสต์เทิร์น โดยมีภาพประชาชนลุยน้ำสูงระดับเข่าบนถนน ขณะที่กรมระบายน้ำฮ่องกงยืนยันมีรายงานน้ำท่วม 4 จุด ได้แก่ บริเวณใกล้โรงพยาบาลควีนแมรี และมหาวิทยาลัยฮ่องกง  ถนนวอเตอร์สตรีท และถนนหลุง ฟู  ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะระดมใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เข้าช่วยระบาย

มีการส่งทีมกู้ภัยรวม 110 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบและรับมือใน 240 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทั่วเมือง

ขณะเดียวกันทางการฮ่องกงมีการสั่งปิดโรงเรียน และเลื่อนเวลาพิจารณาคดีและการไต่สวนในศาลยุติธรรมปิดทางเข้าออกสถานีรถไฟใต้ดินหลายจุด แต่ถ้าหากสัญญาณเตือนพายุฝนถูกลดระดับหรือยกเลิกก่อนเวลา 17.00 น. โรงเรียนภาคค่ำจะเปิดเรียนตามปกติ เว้นแต่จะมีประกาศอื่นเพิ่มเติม โดยสั่งให้ทุกโรงเรียนมีแผนรับมือ และจัดครูดูแลนักเรียนที่มาถึงก่อนส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลรัฐยังคงเปิดให้บริการฉุกเฉินตามปกติ แต่หน่วยงานสวัสดิการทั้งหมดจะหยุดให้บริการระหว่างมีสัญญาณเตือนพายุฝนระดับสีดำ

เมื่อสัปดาห์ก่อน ฮ่องกงเพิ่งเผชิญฝนตกหนักทำสถิติใหม่ จนต้องออกสัญญาณเตือนฝนดำยาวนานเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ นานกว่า 11 ชั่วโมงติดต่อกัน.

ที่มา : SCMP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุโพดุล

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว "โดรนสอยโดรน" ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

14 ส.ค. 2568 09:14 น.

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “สกายเรเดอร์” โดรนสอยโดรน สามารถทำลายโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้โดยใช้ระบบบังคับทางไกล พร้อมติดระเบิดเคลย์มอร์ ยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศได้สำเร็จ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพสหรัฐฯ ทดสอบการใช้งาน “สกายเรเดอร์” (SkyRaider) โดรนสอยโดรนกลางอากาศ (air-to-air drone) ของกองทัพสหรัฐฯ ที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรก โดยโดรนชนิดนี้สามารถยิงสกัดโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้สำเร็จ โดยใช้ระบบบังคับแบบ “มุมมองบุคคล” (first-person view ) พร้อมติด “ระเบิดเคลย์มอร์” ยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศ 

โดยกองทัพสหรัฐเปิดเผยว่า นี่เป็นการทดสอบระบบการรบแบบไร้คนขับ โดยใช้โดรนรุ่น “สกายเรเดอร์” ติดตั้งระเบิดเคลย์มอร์ บินไล่สกัดและทำลายโดรนเป้าหมาย ในการจำลองสถานการณ์เหนือน่านฟ้า แทเบอร์นาเคิล ฟิลด์ ภายในฐานทัพฟอร์ต รักเกอร์ รัฐแอละแบมา โดยมีเจ้าหน้าที่ เนต เชีย ทำการควบคุมการบิน และเจ้าหน้าที่ แอนดรูว์ โทพิตส์ ทำการควบคุมโดรนเป้าหมาย

ทั้งนี้ การทดสอบครั้งนี้จัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระบบอากาศยานไร้คนขับของกองทัพบกสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบรบอัตโนมัติและการควบคุมจากระยะไกล.

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

14 ส.ค. 2568 06:34 น.

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

ภารกิจระดมทุนช่วยเรื่องการวิจัยโรคมะเร็งกลับกลายเป็นฝันร้ายของนาย อีธาน กั๊ว อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอเมริกัน หลังเขาถูกจับและติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของชิลี ในแอนตาร์กติกา

นายอีธาน กั๊ว ตั้งใจทำภารกิจขับเครื่องบินเล็กผ่านให้ครบทั้ง 7 ทวีป เพื่อระดมทุนช่วยเหลือการวิจัยโรคมะเร็งในเด็ก โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อปีก่อนตอนมีอายุได้เพียง 19 ปี แต่ระหว่างเดินทางในแอนตาร์กติกา เขาลงจอดในดินแดนของชิลีโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ข้อมูลแผนการเดินทางเท็จแก่เจ้าหน้าที่จนโดนควบคุมตัว

อัยการระบุว่า อีธานได้รับอนุญาตให้บินไปยังเมือง ปุนตา อารีนัส (Punta Arenas) ทางตอนใต้ของชิลีเท่านั้น แต่เขากลับบังคับเครื่องบิน เซสนา 182คิว (Cessna 182Q) ของเขาลงใต้ไปเรื่อยๆ จนไปลงจอดที่เกาะคิงจอร์จ (King George) ซึ่งชิลีอ้างความเป็นเจ้าของเมื่อ 28 มิ.ย. และถูกควบคุมตัวคาสนามบินที่นั่น

อีธานถูกตั้งข้อหาในวันต่อมาว่าให้ข้อมูลเท็จแก่หอบังคับการภาคพื้นและลงจอดโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในวันจันทร์ (11 ส.ค.) ผู้พิพากษายกฟ้องข้อกล่าวหา เนื่องจากทนายความของอีธานกับอัยการชิลีบรรลุข้อตกลงยอมความ โดยมีเงื่อนไขว่า อีธานจะต้องบริจาคเงิน 30,000 ดอลลาร์ให้แก่มูลนิธิโรคมะเร็งในเด็กของชิลีภายใน 30 วันเพื่อเลี่ยงถูกดำเนินคดี

นอกจากนั้น เขายังต้องเดินทางออกจากประเทศในทันทีที่ทำได้ จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างที่เขาอยู่ในฐานทัพบนเกาะคิงจอร์จ ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบำรุงเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ และถูกห้ามไม่ให้กลับเข้ามาในดินแดนของชิลีเป็นเวลา 3 ปีด้วย

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายอีธานอยู่ที่ฐานทัพบนเกาะคิงจอร์จ โดยเขาไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่ที่นั่น หรืออยู่บนเกาะแห่งนี้ แต่เนื่องจากพายุฤดูหนาวรุนแรง ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ไม่สามารถขึ้นบินได้ เช่นเดียวกับเครื่องเซสนาของเขา

อีธานบอกกับสำนักข่าว เอพี หลังศาลมีคำตัดสินว่า เขาโล่งใจกับผลที่ออกมา และอยากให้ทางการชิลีอนุญาตให้เขาบินโดยเร็ว เพื่อที่เขาจะได้กลับไปปฏิบัติภารกิจดั้งเดิมต่อ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abc7 , usatoday

ชาวอะแลสกาเริ่มอพยพ น้ำทะลักจากธารน้ำแข็ง หวั่นเกิดน้ำท่วมใหญ่

ชาวอะแลสกาเริ่มอพยพ น้ำทะลักจากธารน้ำแข็ง หวั่นเกิดน้ำท่วมใหญ่

14 ส.ค. 2568 04:41 น.

ชาวอะแลสกาเริ่มอพยพ น้ำทะลักจากธารน้ำแข็ง หวั่นเกิดน้ำท่วมใหญ่

ชาวรัฐอะแลสกาจำนวนหนึ่งกำลังอพยพออกจากบ้าน หลังน้ำในอ่างเก็บน้ำเริ่มทะลักออกจากธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้น จนเกิดความกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทุบสถิติ

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ที่เมืองจูโน รัฐอะแลสกา สหรัฐฯ ประกาศเตือนภัยน้ำท่วมหลังจากน้ำที่ทะลักออกมาจากธารน้ำแข็งไหลลงสู่แม่น้ำเมนเดนฮอลล์ ทำให้บ้านเรือนจำนวนมากในพื้นที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนประชาชนมาหลายวันแล้ว ว่าพวกเขาอาจต้องอพยพออกจากบ้าน โดยในวันอังคาร (12 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า น้ำเริ่มทะลักออกจากธารน้ำแข็งซึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนตามธรรมชาติแล้ว และคาดว่าจะเกิดน้ำท่วมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ ธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่ห่างจากเมืองจูโนเพียง 19 กม.เท่านั้น

เมื่อวันอังคาร NWS ระบุว่า ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มไปแตะ 9.85 ฟุต ยังไม่ถึง 14 ฟุตซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่ในเช้าวันพุธ (13 ส.ค.) ระดับน้ำกลับพุ่งไปจนเกิน 16 ฟุตซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดแล้ว

“นี่จะเป็นสถิติใหม่ จากทุกข้อมูลที่เรามี” นิโคล เฟอร์ริน นักอุตุนิยมวิทยาของ NWS กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร

นายไมค์ ดันลีวี ผู้ว่าการรัฐอะแลสกา ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lake) ในบริเวณเมืองจูโน

อนึ่ง เมืองจูโนกับพื้นที่โดยรอบต้องเผชิญกับความเสี่ยงน้ำท่วมจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็งมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเมื่อปีก่อน มีบ้านเรือนจำนวนหลายร้อยหลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ธารน้ำแข็งบนภูเขาทั่วโลกกำลังหดตัวเนื่องจากภาวะโลกร้อน และน้ำที่ละลายมากขึ้นก็จะไปสะสมในทะเลสาบธารน้ำแข็งจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่เขื่อนน้ำแข็งและหินที่กันน้ำในทะเลสาบเอาไว้ อาจพังทลายได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่อาจคาดเดาได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

หมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

หมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

Date Time: 14 ส.ค. 2568 04:18 น.

หลังจากสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้ไทยอัตรา 19% และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 แต่ยังมีประเด็นปลีกย่อยอื่นๆที่จะต้องเจรจาอีกมาก ก่อนที่จะลงนามความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ และมีผลผูกพันตามกฎหมาย

หลังจากสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้ไทยอัตรา 19% และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 แต่ยังมีประเด็นปลีกย่อยอื่นๆที่จะต้องเจรจาอีกมาก ก่อนที่จะลงนามความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ และมีผลผูกพันตามกฎหมาย

สำหรับประเด็นหนึ่งที่จะต้องเจรจาเพิ่มเติม และสร้างความกังวลใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในประเทศอย่างมาก คือ การเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ที่จะสร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก รายย่อย รวมถึงผู้บริโภคในประเทศแน่นอน

หลายปีที่ผ่านมาสหรัฐฯได้เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯมาโดยตลอด แต่ไทยยังไม่เปิดนำเข้า เพราะรู้แน่ว่าการเปิดนำเข้าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูของไทย เนื่องจากสหรัฐฯมีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก สามารถขายได้ในราคาถูก ซึ่งจะแย่งตลาดหมูของไทยแน่นอน

และที่สำคัญสหรัฐฯใช้ “แรคโตพามีน” ซึ่งเป็นกลุ่มสารเร่งเนื้อแดง ลดไขมันเพิ่มอัตราการเติบโตในการเลี้ยงหมู ซึ่งถือเป็นสารอันตราย เพราะมีงานวิจัยพบผลข้างเคียงในคน เช่น ความผิดปกติทางหัวใจ ระบบประสาท และความดันโลหิต ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในประเทศได้

แม้ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) เดือน ก.ค.55 มีมติ 69 : 67 กำหนด “ค่าสูงสุด” ที่อนุญาตให้มีได้ (Maximum Residures Limitation : MRL) ในเนื้อหมู และเครื่องใน ที่ใช้แรคโตพามีนในการเลี้ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อนุญาตให้มีการใช้ได้

ดังนั้น ไทยจึงยังไม่ยอมเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯเสียที เนื่องจากกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห้ามการใช้แรคโตพามีนในการเลี้ยงเด็ดขาด และกฎหมายกระทรวงสาธารณสุขห้ามเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมีสารตกค้างเด็ดขาดเช่นกัน หากใครฝ่าฝืนจะมีโทษหนัก

การดำเนินการของไทยสร้างความผิดหวังให้กับสหรัฐฯ จนถึงขั้นตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าบางส่วนของไทยตั้งแต่เดือน ธ.ค.63 จนปัจจุบัน

 โดยความจริงนี้ปรากฏอยู่ใน “รายงานประเมินสถานการณ์การค้าของสหรัฐฯจากมาตรการกีดกันการค้าของประเทศคู่ค้า” (NTE Report) โดย “สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ” หรือ USTR ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งล่าสุดปี 68 USTR ระบุว่า

แม้ CODEX กำหนด MRL แรคโตพามีนในเนื้อเยื่อหมูและโคแล้ว แต่ไทยก็ยังไม่เปิดนำเข้า และกำหนด MRL อีกทั้งในปี 62 ไทยและสหรัฐฯตกลงทบทวนความเสี่ยงกรณีที่ไทยจะกำหนด MRL แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ดำเนินการ ส่งผลให้สหรัฐฯตัด GSP ไทยตั้งแต่ 30 ธ.ค.63

แม้ “ทีมเจรจา” ยืนยันว่าจะเจรจาให้ดีที่สุด เพื่อจำกัดผลกระทบให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมหมูน้อยที่สุด แต่ในแง่ผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะเกิดอันตรายเพียงใด

เพราะหากนำเข้าจริง ไทยจะต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อยอมให้มีแรคโตพามีนในการเลี้ยง และตกค้างในผลิตภัณฑ์ที่วางขายในท้องตลาดด้วย!!

ฟันนี่เอส

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม