“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

14 ส.ค. 2568 03:49 น.

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

บริษัท อีสต์แมน โกดัก ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ แจ้งต่อนักลงทุนว่า บริษัทอาจอยู่รอดต่อไปได้อีกไม่นานนัก และอาจต้องเลิกกิจการที่ดำเนินมานานกว่า 133 ปี

ในรายงานผลประกอบการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (11 ส.ค. 2568) โกดักเตือนว่าพวกเขาไม่มี “สัญญาเงินกู้ผูกมัด (committed financing) หรือสภาพคล่องที่เพียงพอ” ที่จะชำระหนี้งวดถัดไปมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสถานการณ์นี้ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างมาก เกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการดำเนินกิจการต่อ

โกดัก ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ วัสดุ เคมีภัณฑ์ และบริการเกี่ยวกับการถ่ายภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ วางแผนจะระดมเงินสดด้วยการหยุดจ่ายเงินในแผนเงินบำนาญของพนักงาน โดยที่พวกเขาคาดว่า มาตรการกำแพงภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขามากนัก เนื่องจากสินค้าจำนวนมากของพวกเขา ผลิตในสหรัฐฯ

“ในไตรมาสที่ 2 โกดักยังเดินหน้าตามแผนการระยะยาวต่อไป แม้จะมีความท้าทายจากสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน” นายจิม คอนติเนนซา ซีอีโอของโกดักระบุในรายงานผลประกอบการ

ขณะที่โฆษกของโกดักมีแถลงการณ์ในวันอังคารว่า บริษัทมั่นใจว่าจะชำระเงินกู้ส่วนใหญ่ได้ก่อนจะถึงกำหนด และแก้ไข ขยายเวลา หรือรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลืออยู่และ/หรือภาระผูกพันในหุ้นบุริมสิทธิ์ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

14 ส.ค. 2568 02:04 น.

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์เตือนปูตินว่าจะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการประชุมสุดยอดที่อลาสกา ในวันศุกร์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ามีโอกาสที่เขาจะพบปะครั้งที่ 2 กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมที่อลาสกาในวันศุกร์นี้

นายทรัมป์ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 นั้น เขาจะหาคำตอบว่า “จุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และเรากำลังทำอะไรอยู่”

“ผมอยากจะทำมันเกือบจะในทันที และเราจะมีการพบปะครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง หากพวกเขาต้องการให้ผมอยู่ด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาวางแผนจะโทรศัพท์หานายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป หลังการหารือกับปูตินในวันศุกร์

เมื่อพูดถึงการโทรศัพท์คุยกับผู้นำยุโรปและผู้นำยูเครนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายทรัมป์กล่าวว่า เป็นการหารือที่ดีมากๆ “ผมให้คะแนนเต็ม 10 เป็นการคุยอย่างเป็นมิตรมากๆ”

หลังจากนั้น นายทรัมป์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขอให้เขาแสดงความเห็นเรื่องรัสเซียกับยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่า จะมีผลร้ายแรงมากๆ ตามมา หากนายปูตินไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการพบปะในวันศุกร์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเคยมีการสนทนาที่ดีกับนายปูติน แต่หลังจากนั้นกลับได้เห็นรัสเซียยิงจรวดโดนบ้านพักคนชรา โดนตึกอพาร์ตเมนต์ และมีผู้คนล้มตายตามท้องถนน

นักข่าวอีกคนถามเรื่องรายงานที่ว่า รัสเซียแฮกระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดการเอกสารของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ตอบว่า เขาจะถามเรื่องนี้กับนายปูตินในการพบปะกันในวันศุกร์นี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

14 ส.ค. 2568 00:02 น.

สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

เรือขนผู้อพยพล่มนอกชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา ของอิตาลี ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ ขณะเจ้าหน้าที่ยังคงออกปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือซึ่งบรรทุกผู้อพยพมาอย่างน้อย 97 คน ล่มในทะเลห่างจากชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา ของอิตาลี ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 14 ไมล์ โดยจนถึงตอนนี้หน่วยกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ ขณะที่เชื่อว่า มีผู้รอดชีวิตประมาณ 70-80 คน

สถานีวิทยุ Rai Radio 1 ของอิตาลีรายงานว่า ปฏิบัติการค้นหาของเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีผู้สูญหายประมาณ 12-17 คน ขณะที่ผู้รอดชีวิต 60 คนถูกนำตัวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ ผู้อพยพจากภาคเหนือของแอฟริกาจำนวนมาก ตัดสินใจนั่งเรือที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และบ่อยครั้งที่มีผู้โดยสารเกินความจุ ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ยุโรป เพื่อหนีปัญหาความรุนแรงหรือเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในจุดหมายหลักคือ เกาะลัมเปดูซาของอิตาลี

กระทรวงมหาดไทยของอิตาลีเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2565 จนถึงตอนนี้ มีผู้อพยพข้ามทะเลเข้าสู่อิตาลีแล้ว 38,263 คน ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยว่า ในปีนี้มีผู้อพยพเสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วอย่างน้อย 675 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

13 ส.ค. 2568 22:24 น.

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

ผู้นำยูเครนพูดคุยกับนายทรัมป์กับผู้นำยุโรป โดยเซเลนสกียืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนยูเครนในการหารือกับปูตินศุกร์นี้ ขณะที่ยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนในการเจรจาสันติภาพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กับนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จัดงานแถลงข่าวร่วมกันในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในวันพุธที่ 13 ส.ค. 2568 หลังจากการสนทนาทางไกลระหว่างตัวเขากับเหล่าผู้นำชาติยุโรปและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุป

นายแมร์ซระบุว่า ยุโรปกำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยกำหนดวาระการประชุมสำหรับการพบกันระหว่างนายทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยเขาหวังให้นายทรัมป์ประสบความสำเร็จในการประชุมสุดยอดกับปูติน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเสริมอีกว่า ผู้นำชาติยุโรป, สหรัฐ, และนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ สำหรับการประชุมในวันศุกร์ “ที่อะแลสกา ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยุโรปและยูเครนต้องได้รับการคุ้มครอง”

นายแมร์ซย้ำด้วยว่า ยูเครนต้องอยู่ที่โต๊ะเจรจาด้วยเพื่อหารือเรื่องสันติภาพ และทุกอย่างต้องมีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม อย่างแรกคือ ควรมีการตกลงหยุดยิง ตามด้วยการทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพระยะยาวอีกฉบับ การยอมรับทางกฎหมายว่ารัสเซียเป็นเจ้าของดินแดนของยูเครน “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้” และต้องมีการรับประกันความปลอดภัยโดยเคารพอธิปไตยของยูเครน

หากไม่มีความเคลื่อนไหวไปสู่สันติภาพจากทางรัสเซีย ยุโรปกับสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินมากกว่านี้ นายแมร์ซกล่าว และเสริมว่า นายทรัมป์ทราบถึงจุดยืนนี้แล้วและเห็นชอบด้วย

ต่อมานายเซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเป็นผู้แถลงข่าวต่อ โดยเขาเริ่มจากการขอบคุณผู้นำนายแมร์ซและเยอรมนี รวมถึงชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนทั้งหมด ที่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน โดยย้ำว่า ผู้นำจากทั่วโลกสามัคคีกันเพื่อบรรลุสันติภาพในยูเครน

นายเซเลนสกีย้ำว่า ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเครนต้องหารือโดยมียูเครนอยู่ด้วย “เราต้องมีส่วนในการเจรจา” นายทรัมป์ให้การสนับสนุนยูเครนในวันนี้ และสหรัฐฯ ก็พร้อมจะสานต่อการสนับสนุนนั้นต่อไป

ผู้นำยูเครนกล่าวอีกว่า เขาอยากเห็นการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม หากมอสโกไม่ตกลงหยุดยิง เขาพยายามใช้การประชุมในวันนี้เพื่อบอกนายทรัมป์กับผู้นำยุโรปว่า ปูตินไม่ได้ต้องการสันติ และพวกเขาก็เข้าใจจุดยืนของยูเครน “ปูตินหลอกเราไม่ได้”

เซเลนสกีเผยด้วยว่า นายทรัมป์บอกกับเขาว่าจะติดต่อหาหลังจากการพบปะกับปูตินในวันศุกร์เสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะไม่มีการรับประกันเรื่องความมั่นคงให้แก่ยูเครน ขณะที่เซเลนสกีก็เลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่พยายามจะถามว่า ภายใต้สถานการณ์ใดที่เขาจะสามารถพูดคุยเรื่องแลกเปลี่ยนดินแดนกับปูตินได้ โดยผู้นำยูเครนตอบว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจา

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในงานแถลงข่าวอีกแห่งเคียงข้างเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยมาครงระบุว่า นายทรัมป์บอกอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะมีส่วนร่วมในการเจรจาเรื่องดินแดนด้วย ขณะที่เซอร์สตาร์เมอร์กล่าวว่า ชายแดนระหว่างประเทศของยูเครนจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

ก.เกษตรฯเร่งยกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ก.เกษตรฯ เดินหน้ายกระดับผลิตสมุนไพรคุณภาพ เชื่อมโยงฐานข้อมูลสมุนไพร หนุนการผลิต-แปรรูปสู่มาตรฐานสากล พร้อมขยายพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ

วันนี้ (14 ส.ค.) น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนการผลิตสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) และการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรฯ” จัดโดยกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากระบบฐานข้อมูลสมุนไพรซึ่งเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต และสนับสนุนการขับเคลื่อนสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

น.ส.ภัทราภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานกลางขับเคลื่อนงานด้านวัตถุดิบสมุนไพรตามแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2566–2570) ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการผลิตและแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรให้มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยแผนการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพสมุนไพรที่มีคุณภาพสู่การผลิตสมุนไพรที่มีมูลค่าสูง (High value added) โดยนำองค์ความรู้การวิจัย พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการทำเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Farming) เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการผลิตรวมถึงพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร และต่อยอดการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจ BCG ซึ่งปัจจุบันสินค้าเกษตรสมุนไพรมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากกระแสความตื่นตัวด้านสุขภาพและความต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้การพัฒนาและยกระดับการผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน ตลอดจนกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ถือว่าเป็นผู้ผลิตที่สำคัญ

“จากการที่เราเป็นหน่วยงานดูแลต้นน้ำด้านการผลิต จึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถผลิตพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง ควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลและองค์ความรู้ให้เป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ การต่อยอดเชิงพาณิชย์ และพัฒนาให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างยั่งยืน” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) มีเป้าหมายขับเคลื่อนส่งเสริมการปลูกสมุนไพรปลอดภัยเข้าสู่มาตรฐานในเขตเมืองสมุนไพร 16 จังหวัด และจังหวัดอื่นๆ 29 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 45 จังหวัด ที่เป็นพื้นที่กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่ต้องการพัฒนาการปลูกให้ได้มาตรฐาน โดยการพัฒนาพื้นที่การปลูกพืชสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจในเมืองสมุนไพรและจังหวัดอื่น ๆ ให้มีคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GAP หรือเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาและยกระดับการผลิตสินค้าทางการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูง นำไปสู่เกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่หมู่บ้านเกษตรมูลค่าสูงและพื้นที่อื่นๆ ในจังหวัด รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลด้านสมุนไพรของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 ส.ค.2568 โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ เกษตรกร เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 176 คน ซึ่งมีการบรรยายให้ความรู้โดยวิทยากรจากภาครัฐและภาคเอกชนในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ 1.การผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน GACP และ Organic Thailand 2. แผนการขับเคลื่อน Herb of the Year และสรุปผลการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรชีวภาพ (สมุนไพร) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และนำเสนอจุดเรียนรู้ต้นแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพร และปัญหา/อุปสรรค เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินโครงการฯ ในปี 2569 และ 3. แผนธุรกิจ (Business Model) สมุนไพร ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นต้นไป

015

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

รมว.เกษตรฯประกาศจุดยืนค้านใช้สารเร่งเนื้อแดง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.51 น.

ประกาศจุดยืนชัด ! “อรรถกร” ค้านใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศ ชี้ ต้องยึดประโยชน์-ความปลอดภัยคนไทยเป็นหลัก เชื่อทีมเจรจาดีลภาษีสหรัฐฯ จะคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ

วันนี้ (14 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีคําถามถึงจุดยืนของตนในฐานะผู้ที่กำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกรมปศุสัตว์ ว่ามีความเห็นอย่างไรต่อการใช้สารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ตนได้สอบถามจากเพื่อน สส.จากหลายพรรคการเมือง ซึ่งหลายคนให้ความกังวลต่อการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสุกรหรือในเนื้อโคจะเกิดอะไรขึ้น จากรายงานหรือผลการศึกษาต่าง ๆ ยืนยันชัดเจนว่า สารเร่งเนื้อแดงหลายตัวจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค เช่น การที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นโดยเฉพาะในเด็กและผู้มีครรภ์

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และคุณพ่อก็เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ กำกับดูแลกรมปศุสัตว์โดยตรง และที่สำคัญประธานที่ปรึกษาของพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สมัยที่เป็น รมว.เกษตรฯ เราต่อสู้กับการใช้สารเร่งเนื้อแดงมาตลอด โดยกรมปศุสัตว์ได้ประกาศแคมเปญและดำเนินนโยบายที่มีชื่อว่า อวสานสารเร่งเนื้อแดงในประเทศไทย ก็มีการไล่จับ ไล่สืบ ไล่ปรับลงโทษคนที่แอบลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง

“ผมยืนยันในจุดยืนว่า ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพคนไทยทั้งประเทศ ผมไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อสัตว์ในประเทศไทย เพราะเรามั่นใจว่าสารเร่งเนื้อแดงจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง” นายอรรถกร กล่าว

เมื่อถามว่า จุดยืนนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับแนวทางของทีมไทยแลนด์ที่ไปเจรจาแก้ปัญหาภาษีนำเข้าสหรัฐฯ นายอรรถกร กล่าวว่า ตนให้กําลังใจทีมเจรจาเสมอ และก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทีมเจราจา แต่ในฐานะที่เป็นเจ้ากระทรวงดูแลกำกับกระทรวงเกษตรฯ เราต้องรักษาจุดยืนของเรา แต่ตนยืนยันว่า ทุกความเห็นที่เราได้มอบให้กับทีมเจรจาไปก่อนหน้านี้ ตนยึดมั่นในประโยชน์และความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยเป็นหลัก

“ผมเห็นในความตั้งใจของทีมเจรจาที่ต้องการให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่าทีมเจรจาจะคำนึงถึงผลกระทบในมิติต่างๆ ไม่ใช่มิติด้านความปลอดภัยอย่างเดียว แต่เป็นทุกมิติที่จะส่งผลกระทบต่อพี่น้องคนไทย” นายอรรถกร กล่าว

ก.เกษตรฯประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลฯ

ก.เกษตรฯประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลฯ

ก.เกษตรฯประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.55 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เปิดประชุม INFER Thailand พัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เสริมแผนระบบอาหารให้ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ

วันนี้ (14 ส.ค.) นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ National Convenor ของประเทศไทย เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง อิ่มดีทุกเมื่อ: การประเมินความเสี่ยงระบบเกษตรและอาหารของประเทศไทยด้วยเครื่องมือ INFER (Validation Workshop on INFER Thailand:  Enhancing Climate-Resilient Food Systems Planning)  ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิกของสหประชาชาติ (ESCAP) และศูนย์ดาวเทียมแห่งสหประชาชาติ (UNITAR-UNOSAT) โดยมี Mr. Lorenzo Santucci, Chief, Environment and Development Section, ESCAP (นายลอเรนโซ แซนทูชี) และ Mr. Khaled Mashfiq, Regional Lead, UNITAR-UNOSAT (นายคาห์เล็ด มาชฟิก) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ INFER Thailand ซึ่งเป็นนวัตกรรมการวิเคราะห์เชิงข้อมูล (data-driven tool) สำหรับการระบุพื้นที่เสี่ยง (risk hotspots) วิเคราะห์จุดเปราะบางของระบบอาหาร และสนับสนุนการวางแผนรับมือที่มีเป้าหมายชัดเจนและสอดประสานกันในทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบอาหารไทยต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อน Thailand Pathway ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการระดับชาติภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาหารโลก (UN Food Systems Summit – UNFSS) ปี 2564 โดยมี 4 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการแบบบูรณาการ (Integrated Governance) เพื่อเชื่อมโยงนโยบายและการทำงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ 2) เศรษฐกิจและการเงินที่ครอบคลุม (Inclusive Economy & Finance) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดอย่างเท่าเทียม 3) วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยี (Science, Innovation & Technology) เพื่อยกระดับการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และ4) การเสริมสร้างศักยภาพร่วมกัน (Collective Capacity Building) โดยเน้นการมีส่วนร่วมของเกษตรกร เยาวชน และสตรีในชนบท เพื่อลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมการอาหารแห่งชาติได้จัดตั้ง คณะกรรมการอาหารระดับจังหวัด (Provincial Food Committees) เพื่อให้การขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติ” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับการประชุม UNFSS+4 ที่ผ่านมาที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับ 6 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การขับเคลื่อนผลลัพธ์ในบริบทที่มีความท้าทายสูง 2) การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในนโยบาย 3) การจัดหาแหล่งเงินทุน 4) การบูรณาการนโยบายเพื่อความเท่าเทียม 5) การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และ 6) การเสริมพลังเยาวชนในฐานะผู้นำร่วมในการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ เครื่องมือ INFER Thailand ที่กำลังนำร่องครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศและประเทศไทย โดยจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเพื่อการตัดสินใจอย่างแม่นยำ ข้อเสนอแนะและความเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการปรับปรุงเครื่องมือให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่อีกด้วย

015

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

‘อุตฯอาหารสัตว์-ภาคปศุสัตว์ไทย’ร่วมสร้าง‘อากาศสะอาด’ ไม่รับซื้อวัตถุดิบจากการเผา

หลังรัฐบาลอเมริกาภายใต้นโยบาย “ทรัมป์ 2.0” ประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่จะเก็บจากสินค้าไทย 19% เท่ากับกัมพูชา โดยไทยรับปากจะนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลายรายการ ที่สำคัญไทยเสนออัตราภาษีนำเข้าเป็น 0% สมใจหวังของพญาอินทรีย์ไม่น้อย แต่กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางของไทย โดยเฉพาะการเปิดตลาดให้กับวัตถุดิบอาหารสัตว์หลักอย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลือง หากมองด้วยความรอบคอบถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น “นี่คือจุดเริ่มต้นในการปรับโครงสร้างการผลิต” เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์อาหารของไทยในอนาคต 

อุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์และสมาคมปศุสัตว์หลายสมาคม พร้อมร่วมขับเคลื่อน (ร่าง) พระราชบัญญัติอากาศสะอาด ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2568 นี้ ด้วยแนวทางการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างเป็นระบบ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกเรื่อง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” โดยเฉพาะการไม่รับซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่มีการเผาป่า หรือบุกรุกพื้นที่ป่า ตลอดจนการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นพิษข้ามแดน

ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ได้พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ และเป็นวัตถุดิบหลักที่เกี่ยวข้องกับการเผาหลังการเก็บเกี่ยว (เผาตอซัง) ด้วยการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบ GPS ตรวจสอบการเผาแปลง สามารถระบุพื้นที่ปลูกได้อย่างแม่นยำและตรวจสอบได้ว่าไม่มีการเผาทั้งก่อนปลูกและหลังเก็บเกี่ยว 

นอกจากนี้ ยังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการภายใต้มาตรฐานสินค้าเกษตร (Good Agricultural Practice : GAP) รวมถึงการให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้วิธีไถกลบแทนการเผาตอซัง เพื่อเพิ่มคุณภาพของดินในระยะยาว ช่วยลดปัญหาฝุ่นพิษและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่การผลิตอาหาร 

แม้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ แต่ตัวเลขผลผลิตทั้งหมดของประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ กล่าวคือ ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6.7 ล้านไร่ ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ในการผลิตอาหารสัตว์มีถึง 8.9 ล้านตัน ที่เหลือต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ระบบการตรวจสอบย้อนกลับภายในประเทศจำเป็นต้องดำเนินการร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ไม่ควรให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว และควรจัดทำระบบที่มีความสอดคล้องกันหรือมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นการสร้างเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานได้ดี เนื่องจากผู้ประกอบการยังไม่เคยมีระบบประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสม 

การประกาศนโยบายไม่รับซื้อข้าวโพดจากแหล่งที่มีการเผา ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลด PM2.5 แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในประเทศและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจากไทย ว่ามีมาตรฐานการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืน

สำคัญที่สุด คือ การบังคับใช้ (ร่าง) พระราชบัญญัติอากาศสะอาดฉบับนี้ ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทานทั้งเกษตรกร ผู้ค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้ผลิตอาหาร จึงจำเป็นที่กฎหมายต้องมีหลักการ แนวทางปฏิบัติ การประเมินความเสี่ยง บทลงโทษ กรรมการกำกับดูแลทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ ตลอดจนบริบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ต้องมีความชัดเจน โปรงใส และตรวจสอบได้ ไม่ควรให้อำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป หรือมีบทลงโทษที่ไม่สมเหตุผล จำเป็นต้องทบทวนจุดอ่อนของกฎหมายให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีส่วนได้เสียกับกฎหมายนี้อย่างแท้จริง ให้จัดหาวัตถุดิบมีความรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้./ 

#ไศลพงศ์ สุสลิลา นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม 

‘นบข.’เคาะจ่าย‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าวนาปรัง-นาปี ช่วยชาวนาเหตุราคาตกต่ำ

‘นบข.’เคาะจ่าย‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าวนาปรัง-นาปี ช่วยชาวนาเหตุราคาตกต่ำ

‘นบข.’เคาะจ่าย‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าวนาปรัง-นาปี ช่วยชาวนาเหตุราคาตกต่ำ

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.49 น.

‘นบข.’เคาะจ่าย​‘ไร่ละพัน’ทั้งข้าว​นาปรัง​-นาปี ช่วย​ชาวนา​ เหตุ​ราคา​ข้าว​ในตลาดโลก​ตกต่ำ​ ผลผลิต​ล้น​ เตรียม​แผนระยะยาว​ ปรับเปลี่ยนการผลิต​ภาคเกษตร​ ลดการอุดหนุน​ ให้​เกษตรกร​ยืนได้​

13 สิงหาคม 2568 นายพิชัย ชุณหวชิร รอง​นายก​รัฐมนตรี​และรมว.​คลัง ​เป็น​ประธาน​การประชุม​คณะกรรมการ​นโยบาย​ข้าว​แห่งชาติ​ (นบข.) โดยมีวาระสำคัญ​ในการ​พิจารณา​ช่วยเหลือ​ชาวนาที่ประสบปัญหา​ราคา​ข้าว​ตกต่ำ​ ตามที่​กระทรวงพาณิชย์​เสนอ

นายพิชัย กล่าวภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการช่วยเหลือชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปรัง จ่ายเงินสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ โดยเกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังได้ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วประมาณ 850,000 ราย คาดใช้งบประมาณราว 7,200 ล้านบาท พร้อมวางเงื่อนไขชัดเจนว่า ปีหน้ารัฐบาลจะไม่สนับสนุนการปลูกพันธุ์ข้าวที่ตลาดไม่ต้องการ และขอให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม โดยถือเป็นการช่วยเหลือ “ครั้งสุดท้าย” สำหรับข้าวนาปรัง

ขณะที่ มาตรการสนับสนุน ชาวนาผู้ปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิตปี 68 / 69 ก็จะช่วยสนับสนุนตามโครงการไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ เช่นกัน โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 4.7 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณมากกว่า 30,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป

ทั้งนี้การให้เงินสนับสนุนครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่ระยะยาวรัฐบาลได้เตรียมแผนปรับโครงสร้างการผลิต เช่น ปรับพันธุ์ข้าวให้ตรงความต้องการของตลาดโลก เพิ่มผลผลิต ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ และพัฒนาการตลาดร่วมกับต่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการอุดหนุนและทำให้เกษตรกรยืนได้อย่างมั่นคง

ขณะที่นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวพอใจกับโครงการที่รัฐบาลผลักดัน เพราะชาวนายังคงเผชิญต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขาย หากได้รับเงินช่วยเหลือก็จะพอประคองอาชีพได้บางส่วน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาข้าวในอนาคตอย่างใกล้ชิดโดยรัฐบาลเตรียมงบประมาณรวมกว่า 40,000 ล้านบาท ครอบคลุมชาวนาทั่วประเทศ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินตรงเข้าบัญชีเกษตรกร เพื่อให้ถึงมืออย่างรวดเร็วและโปร่งใส

บริษัทในเครือซีแวลู กรุ๊ป ส่งมอบผลิตภัณฑ์ ‘Super C Chef’ แก่ทหารกล้าชายแดนไทย

บริษัทในเครือซีแวลู กรุ๊ป ส่งมอบผลิตภัณฑ์ 'Super C Chef' แก่ทหารกล้าชายแดนไทย

บริษัทในเครือซีแวลู กรุ๊ป ส่งมอบผลิตภัณฑ์ ‘Super C Chef’ แก่ทหารกล้าชายแดนไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ซีแวลู กรุ๊ป และบริษัทในเครือ ห่วงใยทหารไทยและผู้ปฏิบัติงานชายแดน ส่งมอบผลิตภัณฑ์ Super C Chef มูลค่ากว่า 3.6 ล้านบาท

ดร.พจน์  อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มซีแวลู กรุ๊ป และ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  พร้อมด้วย คุณวิจิตรา อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการ บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) และ คุณสมบุญ  แต่โสภาพงษ์ กรรมการ บริษัท โลหะกิจรุ่งเจริญทรัพย์ จำกัด ได้ร่วมมอบ ผลิตภัณฑ์ ซุปเปอร์ ซี เชฟ 2,000 กล่อง มูลค่า 3,600,000 บาท โดยมีพลเรือเอกสุพพัต ยุทธวงศ์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม รับมอบเพื่อนำส่งต่อแก่ทหารกล้าในลำดับต่อไป

ทั้งนี้ ดร. พจน์ กล่าวว่า “ในนามผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารบริษัทในเครือ รวมทั้งคนไทยทั้งประเทศ ขอชื่นชมยกย่องและขอขอบคุณทหารทุกนายที่เสียสละ ปฏิบัติภารกิจหน้าที่ด้วยความอดทน เพื่อปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประเทศชาติ ขอส่งมอบความห่วงใยและกำลังใจผ่านผลิตภัณฑ์ ซุปเปอร์ ซี เชฟ ให้ได้อิ่มอร่อยทุกมื้อ”

นับเป็นการส่งมอบกำลังใจครั้งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพลังความรักความสามัคคีของคนไทยชาติ โดยกลุ่มบริษัทซีแวลู กรุ๊ป และกลุ่มพันธมิตร พร้อมอยู่เคียงข้างทหารไทย ทั้งยามศึก อิ่มทันใจ ยามสงบเราจัดเต็ม อร่อยแซ่บ ไม่ต้องปรุง อิ่มได้ทุกสถานการณ์!!

คลิกชมภาพน่ารักๆ ของพี่ๆ ทหารเพิ่มเติม https://youtu.be/MVcqN2StpMc

-(016)