จับมือเข็นรัฐบาลต่อ! ‘ภูมิธรรม’นำ 5 พรรคร่วมฯแถลงโชว์พลัง

จับมือเข็นรัฐบาลต่อ! ‘ภูมิธรรม’นำ 5 พรรคร่วมฯแถลงโชว์พลัง

จับมือเข็นรัฐบาลต่อ! ‘ภูมิธรรม’นำ 5 พรรคร่วมฯแถลงโชว์พลัง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

“ภูมิธรรม”นำ 5 พรรคร่วมรัฐบาลแถลงโชว์พลัง จับมือเข็นร่วมรบ.ต่อ ไร้เงา”กล้าธรรม” ลั่นเร่งรวมเสียงเลือกนายกฯเร็วสุด บอกยังทำหน้าที่ต่อ 3 เดือน หยอก รบ.เปลี่ยนนายกฯปีละหน ลั่น”ไม่มีคำว่า”ถ้า”กธ.”ร่วมรัฐบาลหรือไม่ 

เมื่อเวลา 18.20 น.วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกฯ และอดีตรมว.มหาดไทย แถลงว่า ในสถานการณ์ในวันนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ตามที่นายกฯแสดงความคิดเห็น และแสดงความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเราทุกคนได้ให้กำลังใจนายกฯ และคิดว่าในสถานการณ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ควรอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดความต่อเนื่อง ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาประชาชน เราไม่อยากให้เกิดสถานการณ์สุญญากาศที่จะเป็นปัญหา เราจึงยังจะจับมือที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลในห้วงรักษาการนี้ต่ออย่างดีที่สุด เพื่อทำให้งานดีสามารถต่อเนื่องได้ และไม่ให้มีผลกระทบต่อการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนส่วนการที่คุยกัน เราตกลงกันว่าเราจะยังจับมือร่วมกันในการจัดตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการดำเนินการที่จะทำให้มีการจัดตั้งไปตามกระบวนการประชาธิปไตยอย่างถูกต้องและเต็มที่ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งนายกฯคนใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศที่เป็นหัวใจหลักสำคัญให้กระบวนการประชาธิปไตยได้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราจะดำเนินการอย่างนี้จนถึงที่สุดโดยหลักเป็นแบบนี้

ขณะนี้ทั้งหมดที่มามีคุยกันวันนี้ มีทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) และ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และทั้งหมดที่เป็นรัฐบาลเราจะเราจะร่วมมือกันอยู่ หลังจากนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคที่ดำเนินการต่อไปในการเลือกนายกฯแล้วเสร็จ โดยจะรายงานให้กับพรรคร่วมรัฐบาลทราบในการดำเนินในการดำเนินการ หากสภาผู้แทนราษฎรเปิดเมื่อใดกระบวนการกระบวนการในการเลือกตั้งนายกฯเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้น ก็จะเป็นไปให้เร็วที่สุดเพื่อให้ระบบ ประชาธิปไตยและกลไกของรัฐบาลที่จะทำงานให้พี่น้องประชาชนให้พี่น้องประชาชนได้เดินหน้าต่อไปเร็วที่สุดเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า การนัดรวมตัววันนี้โดยไม่มีพรรคกล้าทำสามารถรวมเสียง สส.ได้กี่เสียง นายภูมิธรรม ตอบว่า ตอนนี้ยังมีครบอยู่ ซึ่งที่เป็นประเด็นเป็นเพียงข่าว ตนยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นก็ถือว่าเรายังจับมือร่วมกัน ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อไปก็เป็นขบวนการที่พรรคเพื่อไทยไปดำเนินการต่อ โดยหลักการที่เราอยู่ตรงนี้สิ่งสำคัญคือมีความเชื่อมั่นจากทุกฝ่าย และยังเชื่อมั่นว่าเรายังสามารถดำเนินการต่อไปได้ พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่า พรรคกล้าธรรมได้ยืนยันหรือไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดิม นายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้เข้ามาขณะนี้ แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะไป คิดว่ายังร่วมมือกันทำงานได้ เมื่อถามต่อว่า สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนที่ไปที่พรรคภูมิใจไทย จะทำให้เสียงหายไปหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า คนติดว่าจะรู้อีกทีก็วันเลือกนายกฯ ต้องรอการแจ้งอย่างเป็นทางการของแต่ละพรรคการเมือง

เมื่อถามต่อว่า เงื่อนไขของพรรคประชาชนที่จะยกมือให้หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยุบสภาฯภายใน 4 เดือน นายภูมิธรรม กล่าวว่า สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและกระบวนการเสริมสร้างประชาธิปไตยพวกเราพร้อมสนับสนุนสิ่งนั้นอยู่แล้ว ส่วนพรรคร่วมเมื่อตั้งรัฐบาลได้แล้วจะยังคงตำแหน่งเดิมหรือไม่นั้นก็ให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย

เมื่อถามอีกว่า การรวมเสียงครั้งนี้จะเสนอ นายชัยเกษม นิติศิริ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ คนต่อไปใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราต้องคุยกันทั้งหมดเป็นไปตามกระบวนการ พรรคเพื่อไทยต้องพิจารณาว่าต้องเสนอใคร ซึ่งมีนายชัยเกษมอยู่ และยังมีอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน เดี๋ยวไปดูในรายละเอียดโดยเราจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ในการประชุม ครม.นัดพิเศษ จะต้องมีการพูดคุยเรื่องตำแหน่งใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ใช่ ยังทำหน้าที่ต่อไป 3 เดือน ส่วนรัฐมนตรีที่ไม่อยู่แล้วอย่าเพิ่งไปคิดเพราะยังไม่มีความชัดเจน รัฐบาลนี้เป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวงเปลี่ยนนายกฯ ปีละหน แต่ก็ไม่เป็นอะไรเราก็ช่วยกันทำงานต่อไปได้

เมื่อถามว่า จะไปคุยกับพรรคกล้าธรรมเมื่อไหร่ และพรรคกล้าธรรมได้ให้เหตุผล หรือชี้แจงหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า ถ้าพรรคกล้าธรรมตัดสินใจถอนจากพรรคร่วมรัฐบาลจะส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ไม่มีคำว่าถ้าครับ” เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าพรรคกล้าธรรม ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่ได้ถอนตัวใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว และขึ้นรถออกไปทันที

อย่างไรก็ตาม ภายหลังงานแถลงข่าวร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล นายภูมิธรรม ในฐานะรักษาการนายกฯ ได้นำพรรคร่วมรัฐบาลไขว้แขนจับมือแสดงถึง ความสามัคคีและกลมเกลียวกันของพรรคร่วมรัฐบาล

– 006

ก.ตร. นัดประชุมต่อ 31 ส.ค.นี้ ยังไม่ชัดปมจัดโผนายพลสีกากี รอข้อสรุปฝ่ายกฎหมาย

ก.ตร. นัดประชุมต่อ 31 ส.ค.นี้ ยังไม่ชัดปมจัดโผนายพลสีกากี รอข้อสรุปฝ่ายกฎหมาย

ก.ตร. นัดประชุมต่อ 31 ส.ค.นี้ ยังไม่ชัดปมจัดโผนายพลสีกากี รอข้อสรุปฝ่ายกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

ก.ตร. นัดประชุมต่อ 31 ส.ค.นี้ ยังไม่ชัดปมจัดโผนายพลสีกากี รอข้อสรุปฝ่ายกฎหมาย

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานก.ตร. สั่งปิดการประชุมไป และมีการแจ้งกำหนดนัดในวันอาทิตย์ ที่ 31 ส.ค. เวลา 15.00 น. โดยในที่ประชุม ก.ตร. รับทราบกำหนดนัดดังกล่าวแล้ว ถือว่ากรรมการทุกคนรับทราบแล้ว ทั้งนี้ ตามกฎหมายวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง การประชุมก็ยังมีการเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ นี้

 “การประชุมในวันอาทิตย์นี้เป็นวาระสืบเนื่องจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นมีวาระอยู่แล้ว ส่วนการจะขยายเวลาการแต่งตั้งระดับชั้นนายพลออกไปหรือจะดำเนินการอย่างไร ก็เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับ อะไรที่อยู่ในอำนาจของผู้มีอำนาจท่านใดก็สามารถใช้อำนาจตามกรอบกฏหมายได้”พล.ต.ท.อนุชา ระบุ 

ส่วนใครจะมาเป็นประธานตอนนี้ขอตรวจสอบในข้อกฎหมายก่อน เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีคณะรัฐมนตรีรักษาการ ว่าขอบเขตในการปฎิบัติหน้าที่เป็นยังไง แต่เชื่อว่าทำหน้าที่ได้ปกติ เพราะเป็นการใช้อำนาจในทางปกครอง

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ฟัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรง-ทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิ

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ฟัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรง-ทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิ

เปิดคำวินิจฉัยฉบับเต็ม! ฟัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมร้ายแรง-ทำเสื่อมเสียเกียรติภูมิ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.42 น.

ฉบับเต็ม!!! มติศาล รธน. 6 ต่อ 3 ฟัน”อิ๊งค์”ผิดจริยธรรมร้ายแรง ทำหลุกเก้าอี้นายกฯ ปมคลิปเสียง ชี้ยึดถือแต่คะแนนนิยมของรัฐบาล แต่ไม่คำนึงผลประโยชน์ของชาติ ทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิ

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) จากกรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฮุน เซน โดยศาลให้เหตุผลว่า ศาลพิจารณากรณีมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่า การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 , 50 , 52 , 161 , 164 (1) และ (4) ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ประกอบข้อ 27 วรรค 1 และข้อ 11 , 12 , 13 , 15 , 16 , 17 , 19 และข้อ 21 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง

และประมวลจริยธรรมของข้าราชการ การเมือง พ.ศ.2564 ข้อ 4 (1) และ (5) ข้อ 5 (1) (2) (3) (4) (5) (6) และ (7) ข้อ 6 (1) (2) (4) และ (5) ข้อ 7 (1) (2) (3) (4) และ (5) ข้อ 8 (1) (2) ข้อ 9 (1) และ (4) และข้อ 10 (1) (2) (3) และ (9) ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเป็นกิจการของฝ่ายบริหารโดยแท้ และต้องได้รับการตรวจสอบทางการเมืองเท่านั้น แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่เคยมีคำวินิจฉัย ที่ชัดเจนในเรื่องนี้

แต่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเคยมีรายงาน การศึกษา เรื่องการกระทำทาง รัฐบาลกรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ศาลในต่างประเทศจำกัดอำนาจของตนเองไม่ให้เข้าไป วินิจฉัยการใช้ดุลพินิจ ทางการเมืองและปล่อยให้กลไกทางการเมืองทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง โดยเฉพาะในระบบรัฐสภา ที่มีกลไกการตรวจสอบทางการเมืองอยู่แล้ว

พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจต่างๆตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อมีเหตุตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้าม ตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187 เมื่อคดีนี้ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่สนทนากับสมเด็จฮุนเซน ด้วยถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ด้วยเหตุขาดสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กรณีจึงเป็นการขอให้ตรวจสอบว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งไม่ได้เป็นการขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ กำหนดนโยบายระหว่างประเทศ อันเป็นการกระทำของรัฐบาล ซึ่งจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาลและตกอยู่ในความควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและกระบวนการทางการเมือง นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจจำกัดเฉพาะการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรรมนูญเท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างผู้ร้อง ว่าที่ผู้ถูกร้อง กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นคดีอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในจุดที่ว่าผู้ถูกร้องมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 72 หรือไม่เท่านั้น

ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไป มีว่าศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเสียงคลิปเสียงตามคำร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการบันทึกเสียงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมของคู่สนทนา อีกทั้ง ยังเป็นบทสนทนาในภาษาต่างประเทศ ซึ่งยังไม่มีการแปลหรือรับรองความถูกต้อง นั้น พิจารณาเห็นว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วนวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวนโดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นมีข้อผิดพลาด คลาดเคลื่อนขั้นตอนไปจากวิธีการ หรือกรอบเวลา ที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น บัญญัติดังกล่าวมีเจตนา มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ตรงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์ของมหาชน และเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักวิธี พิจารณาในระบบไต่สวนที่ต้องการให้ศาลมีบทบาทในการค้นหาความจริง เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง

ซึ่งคดีนี้นอกจากจะมี คลิปเสียงสนทนา ระหว่างผู้ถูกร้องกับ สมเด็จฮุนเซนแล้ว ยังมีคลิปภาพและเสียงที่ผู้ถูกร้องแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชน ปรากฏถ้อยคำของ ผู้ถูกร้องด้วยว่า “เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ ที่แล้ว เมื่อผู้นำ 2 ท่านคุยกันส่วนตัว แต่มีการอัดคลิปและปล่อยออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้ปล่อย ก็ตามนั้นค่ะ” ประกอบกับในการไต่สวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องก็ได้รับว่าได้กล่าวถ้อยคำตาม ที่ปรากฏในคลิปจริง แม้ผู้ถูกร้องจะโต้แย้งว่า เป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ และผู้ถูกร้องไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นการพูดโดยถูกจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญหลอกลวง หรือโดย มิชอบประการอื่นใด อีกทั้งคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำ การตามที่ถูกร้องหรือไม่ การรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐาน จึงเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดีอันจะเป็นประโยชน์ต่ออำนวยความยุติธรรม มากกว่า ผลเสียอันเกิดจากการกระทบต่อมาตรฐานระบบศาลยุติธรรม ทางรัฐธรรมนูญ หรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของะชาชน อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว และผู้ถูกร้องไม่ได้โต้แย้งข้อความในคลิปสนทนาว่าส่วนใดไม่ถูกต้อง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำข้อความตามที่ปรากฏในคลิปตามที่ถูกร้องจริง นอกจากนี้ บทสนทนาที่เป็นประเด็นตามข้อกล่าวอ้างผู้ร้องในคดีนี้ คือถ้อยคำของผู้ถูกร้องที่กล่าวเป็นภาษาไทย จึงไม่ใช่กรณีตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 ข้อ 19 วรรคหนึ่ง ซึ่งใช้กับพยานหลักฐาน พยานเอกสารอื่นของคู่กรณีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นภาษาต่างประเทศ ที่คู่กรณีต้องจัดทำคำแปลทั้งฉบับหรือเฉพาะแต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญ พร้อมทั้งรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานได้

ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) หรือไม่นั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี มาตรา 160 บัญญัติว่ารัฐมนตรี (4) ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ (5) การฝ่าฝืนไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา170วรรคหนึ่ง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ (4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ ว่าที่จะกำหนดบทบัญญัติจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญ ไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องได้รับความไว้วางใจ อย่างสูงจากประชาชนและในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ จึงต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติทุกแง่มุมตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย

รัฐธรรมนูญยังปรากฏ เจตนารมณ์ตามคำปรารภว่า มีวางกลไกป้องกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมืองหรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่งเพิ่มเติมในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่า รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยบุคคลที่จะได้สิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าโดยเพิ่มเติมกำหนดทั้งในส่วนต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแม้คดีนั้นยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษเว้นแต่ในความผิดกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องไม่เป็นผู้เคยพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 186 หรือมาตรา 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีนับถึงวันแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (7) (8) ด้วย ทำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลซึ่งจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อเป็นการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคหนึ่ง

ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ์หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงามชอบธรรมและเป็นที่ยอมรับในสังคมและเป็นเรื่องของสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในบทบาทฐานะหรือตำแหน่งต่างๆ จะยึดถือปฏิบัติรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ซึ่งคำว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) นั้นคำว่าซื่อสัตย์ หมายความว่าประพฤติตรงและจริงใจไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง ส่วนคำว่าสุจริตหมายความว่าความประพฤติชอบโดยความซื่อสัตย์ สุจริต Honestly เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม Integrity ด้วยเหตุนี้รัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่นทั้งต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัดครบถ้วนเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งอันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจของประชาชนโดยมาตรา 160 (4) นี้เป็นความซื่อสัตย์สุจริตในภาพรวมทั่วไปของบุคคลที่ปรากฏต่อสังคม ส่วนกรณีที่ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) นั้น เป็นกรณีเฉพาะเจาะจงกำหนดไว้ในมาตราฐานจริยธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 219 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นโดยใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

ทั้งนี้ มาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรงวรรคสอง บัญญัติว่าในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยและเมื่อประกาศให้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วยแต่ไม่ห้าม สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนแต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่งและให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ.ศ 2561 ข้อ 3 วรรคสอง กำหนดว่ามาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้แก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 219 วรรคสอง ด้วยโดยหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นอุดมการณ์ ข้อ 6 กำหนดว่าต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์เอกราชอธิปไตยบูรพาตแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมี 10 อธิปไตยเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อ 7 กำหนดว่าต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ข้อ 8 กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นหรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

สำหรับหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักข้อ 11 กำหนดว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวมทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ข้อ 12 กำหนดว่ายึดมั่นหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อ 13 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระเป็นกลางและปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลกระแสสังคมหรือแรงกดดันอันไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งนี้ตามความเหมาะสมแห่งสถานภาพ ข้อ 15 กำหนดว่าให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตนถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน

ข้อ 16 กำหนดว่าไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกหรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร ข้อ 17 กำหนดว่าไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ข้อ 19 กำหนดว่าไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมายผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป ข้อ 21 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

หมวด 4 การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 วกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง รรคหนึ่งกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ให้พิจารณาถึงพฤติกรรมของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น

ประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) ได้วางหลักการไว้ชัดเจนว่าผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หลักการนี้มิใช่เพียงเป็นการเรียกร้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีคุณธรรมตามความเห็นของตนเท่านั้น

หากแต่ยังหมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องสามารถแสดงออกถึงความสุจริตอย่างเปิดเผยโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะโดยมีลักษณะเป็นที่ประจักษ์อันบ่งบอกว่าต้องมีการรับรู้และปรากฏชัดเจนในสังคมโดยใช้หลักการตีความจากพฤติกรรมว่ามีข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงเจตนาไม่สุจริตหรือพฤติการณ์บิดเบือนผลประโยชน์ของชาติหรือไม่ ดังนั้นในการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องพิจารณาในบริบทของความได้สัดส่วนและความจำเป็นในการป้องกันมิให้ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียเข้ามาใช้อำนาจในกิจการของรัฐแม้พฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริต จะเป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่บุคคลทั่วไปพึงยึดมั่นไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะในสังคมระดับใด เมื่อยิ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจสาธารณะ ยิ่งเป็นคุณธรรมที่สังคมเรียกร้องให้ต้องยึดถือ แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ลักษณะเฉพาะของภารกิจหน้าที่ที่แตกต่างกันการตีความกฏหมายจะอาศัยอำนาจเพียงถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นย่อมไม่เหมาะสมแต่ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทอันเป็นปกติของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอีกด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุนเซน สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดอย่างสูงโดยแม้จะมีช่องทางการพิจารณาอย่างเป็นทางการผ่านการประชุม JBC ร่วมกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แล้วก็ตามแต่สมเด็จฮุนเซนกับแถลงจุดยืนกดดันให้ประเทศไทยเปิดด่านผ่านแดนทั้งหมด รวมทั้งตอบโต้ในการห้ามนำสินค้า น้ำมันหรือและเรียกแรงงานกัมพูชากลับจากประเทศไทยโดยจุดยืนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับผลการประชุมJBC ซึ่งได้มีการตกลงกันไว้เมื่อผู้ถูกร้องมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ผู้ถูกร้องจึงเจรจากับสมเด็จฮุนเซ็นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฮุนเซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา อันแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนออันเป็นการรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติการจะถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริต จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ดังนั้นเมื่อผู้ถูกร้องยังคงมีเจตนายึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งเพื่อปกป้องเพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงหรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราชอธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทย -กัมพูชา มิได้ยอมรับข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ประเทศชาติการเจรจาของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหาและเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์

ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหารมีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สถานะหนึ่ง ในสถานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การบริหารราชการส่วนตัว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อกับนานาประเทศ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตยเหนือดินแดนรวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุนเซนในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาอันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุปะทะบริเวณช่องบกอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้กระทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้องและผู้ถูกร้องเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหาของการสนทนามีสาระสำคัญมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเปิดด่านบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา อันเป็นความมั่นคงของประเทศไม่ใช่การสนทนาในเรื่องส่วนตัวทั่วไประหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซนกรณีจึงไม่ใช่การกระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมมันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย

เมื่อพิจารณาถ้อยคำของผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนของการกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจง และเบิกความว่าเป็นเทคนิคการเจรจาแบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล เพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง มุ่งหมายจะลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น เห็นว่าผู้ถูกร้องกล่าวถึงตนเองกับสมเด็จฮุน เซน รวมกันเป็นฝั่งหนึ่งซึ่งเรียกว่าเรา และกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องว่าเป็นคนของฝั่งตรงข้ามกับเรา รวมทั้งตำหนิแม่ทัพภาคที่ 2 ว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การที่ผู้ถูกร้องซึ่งมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องได้ชี้แจงและเบิกความว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองที่มีอิทธิพลขับเคลื่อนประเทศกัมพูชา และมีความสัมพันธ์เป็นบิดาของนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารได้โดยตลอดในห้วงเวลาที่ไทยกำลังมีปัญหาด้านชายแดนกับกัมพูชา พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าววิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบและหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชาจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในประเทศได้

สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย -กัมพูชาซึ่งผู้ถูกต้องชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาทางการทูตสำหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นำ หรือสายด่วนผู้นำ และผู้ถูกร้องไม่มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี เนื่องจากต้องนำไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อร่วมกันพิจารณาตัดสินใจก่อนและเป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการซึ่งเป็นหลักสำคัญของการเจรจาผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจาแต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไปนั้น

พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีอยู่แล้วดังคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเองที่ว่าสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้อยู่ในสถานะหรือดำรงตำแหน่งผู้นำของรัฐบาลกัมพูชา ที่จะสามารถกระทำการก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ ประกอบกับผู้ถูกร้องชี้แจงว่าภายหลังจากผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องยังได้พูดคุยผ่านข้อความกับนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย ดังนั้นกรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ถูกร้องประสงค์ที่จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ควบคู่กันไป สำหรับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น เห็นว่าไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม แต่เมื่อพูดถูกร้องสนทนากับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ของกรอบรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ที่บัญญัติว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม และมาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบ และระมัดระวังในการดำเนินการกิจการต่างๆเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม

นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ประกอบมาตรา 219 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ด้วย หาใช่ว่าพูดถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีผู้ถูกร้องเป็นการในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามารถเจรจาโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้ รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษารักษาไว้ซึ่งของชาติมากยิ่งขึ้น

การที่ผู้ถูกร้องใช้ถ้อยคำว่า “ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อยเพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกเขมรหมดแล้ว จริงๆแล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้จะโพสต์หรืออย่างไรก็ได้ให้ท่านฮุน เซน แนะนำก็ได้ เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกันเพราะตอนนี้อิ๊งค์ กำลังโดนหนักมากเลย พร้อมค่ะ คือเราเปิดให้อยู่แล้ว พี่ฮวด แต่ต้องเป็นการบอกกล่าว บอกว่าเราตกลงร่วมกันเปิด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าอิ๊งค์ยอมหมด อิ๊งค์ก็จะโดน เพราะว่าตอนนี้มันเลยเรื่องด่านแล้ว และถ้าฮุน เซน อยากได้อะไรก็ขอให้บอกจะได้คุยกันได้ตกลงกันได้ เพราะบางทีที่ท่านโพสต์เฟซบุ๊กออกมา ตอนนี้รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วค่ะ ตั้งแต่อิ๊งค์เป็นนายกมาก็เรื่องกัมพูชานี่แหละ ซึ่งอิ๊งค์ ไม่ออกมาตอบโต้อะไรทั้งสิ้น เพราะอิ๊งค์ ก็รักและเคารพท่าน เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วถ้าจะเอาอะไรจริงๆ ก็บอกอิ๊งค์ได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็ไม่เป็นข่าว จะไปคุยกับกลาโหมดูแล้วขอคอนเฟิร์มกลับมา เพราะเดี๋ยวจะคุยกับกองทัพก่อน แต่เดี๋ยวเราก็จะสั่งเลย แต่ว่าอิ๊งค์รอให้มัน ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วค่อยแจ้งกลับมาดีกว่า เพราะไม่อยากจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วบอกท่านก่อน แต่ว่าจริงๆ ก็จัดการได้ค่ะ”

เห็นว่าถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการขอให้สมเด็จฮุน เซน เห็นใจช่วยเหลือผู้ถูกร้องในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย -กัมพูชา เนื่องจากผู้ถูกร้องกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างหนักจากประชาชนในประเทศจนทำให้เสถียรภาพรัฐบาลของผู้ถูกร้องมีความสั่นคลอน แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์อันดีเป็นการส่วนตัวกับสมเด็จฮุน เซน หรือไม่ตอบโต้ โดยผู้ถูกร้องโน้มน้าวให้มีการเปิดด่านพร้อมกันในลักษณะที่เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา เนื่องจากหากผู้ถูกร้องยินยอมตามข้อเรียกร้องของสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังแสดงท่าทียอมตนหรือยอมจำนนล่วงหน้าให้สมเด็จฮุน เซน เสนอความต้องการของตนเองให้ผู้ถูกร้องทราบ และผู้ถูกร้องยินดีจะดำเนินการให้อย่างไม่มีเงื่อนไขหรือกำหนดขอบเขตการเจรจาต่อรองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือรักษาจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอาจจะนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ แต่กลับเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถหยิบยื่นข้อเรียกร้องใดๆต่อฝ่ายไทยได้ตามความต้องการ การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการยืนยันว่าฝ่ายไทยหรือผู้ถูกร้องพร้อมที่จะเปิดด่านไทย- กัมพูชา ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2568 ว่าที่ประชุมมีมติให้กองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมจุดผ่านแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวนโยบายของรัฐบาล โดยพิจารณาจากความเบาไปหาหนักและเท่าที่จำเป็น ซึ่งต่อมาฝ่ายกองทัพได้มีคำสั่งควบคุมการเปิดปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามจุดผ่านแดนไทย – กัมพูชา แล้วเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2568 และยังไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังทราบดีว่าสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา ในวันที่ 15 มิ.ย.2568 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกร้อง ได้สนทนากับสมเด็จฮุน เซน นั้น ยังไม่มีทีท่าจะลด ระดับความรุนแรงแต่อย่างใด และวันที่ 9 มิ.ย.2568 ผู้ถูกร้องก็ทราบผ่านการรายงานกองบัญชาการกองทัพไทย มีหนังสือด่วนที่สุด เสนอสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และบ่อนการพนันในกัมพูชา เข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร่งด่วน โดยเสนอยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม เช่น การตัดกระแสไฟ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่ป้องกันและปราบปรามที่เป็นบ่อนการพนัน หรือสแกมเมอร์ และการควบคุมสินค้า ยุทโธปกรณ์ที่อาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมข้ามชาติอื่น อีกทั้งมีเหตุการณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่าการประชุมคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 – 15 มิ.ย.2568 ซึ่งเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการมิได้มีการหารือในประเด็นกัมพูชา นำพื้นที่ 4 สุด เข้าพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ และมิได้มีการหารือประเด็นแผนที่ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด ประกอบกับการเบิกความของผู้ถูกร้องเอง ที่ว่า กรณีมีการปิดด่านชายแดนไทย – กัมพูชา ไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากัมพูชามาก เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทย

ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชาจึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ และความประสงค์ของสมเด็จฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ของผู้ถูกร้อง โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศของผู้ถูกร้องดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด

พฤติการณ์การถูกร้องของผู้ถูกร้องดังกล่าว เริ่มทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชา โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะเหตุที่ผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุน เซน เป็นการส่วนตัว และจะดำเนินการในทางที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา แม้ข้อเท็จจริงรับฟังตามการไต่สวนได้ว่า หลังจากวันที่ผู้ถูกร้องสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน แล้ว ในวันที่ 16 มิ.ย.2568 ผู้ถูกร้องได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก ที่บ้าน พิษณุโลก แจ้งการหารือกับสมเด็จฮุน เซน ให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทราบ แต่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ว่าได้พูดอะไรที่เป็นข้อพิพาทในคดีด้วย อาจเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบเจตนาที่แท้จริงผู้ถูกร้องที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหาย ซึ่งนายฉัตรชัยบางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พยาน ได้ตอบคำถามว่า ในวันที่ 18 มิ.ย.2568 พยานเพิ่งทราบรายละเอียด ที่ผู้ถูกร้องได้สนทนากับสมเด็จฮุน เซน อันเป็นข้อความพิพาทจากคลิปเสียงที่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ฉะนั้นการแจ้งที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก ในวันที่ 16 มิ.ย.2568 โดยปกปิดข้อความที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องที่ได้กระทำไปแล้ว ในวันที่ 15 มิถุนายน 2568แล้ว ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซนจึงไม่ใช่เทคนิคการเจรจา ตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบ และระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการ โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1)

โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฎิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึง หรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหาย ซึ่งเกียรติภูมิ หรือเกียรติของนายกรัฐมนตรี และประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 1 ข้อ 6 , 7 , 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่า มีลักษณะร้ายแรง นอกจากนี้แม้ผู้ถูกร้องจะกล่าวอ้างในคำชี้แจงว่า เป็นการเจรจาแบบส่วนตัวกับผู้นำประเทศคู่กรณี เป็นไปเพื่อการแก้ไขให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหาอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของทหาร และประชาชนของทั้งสองฝ่ายก็ตาม

แต่เมื่อคำชี้แจงของผู้ถูกร้องกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคงสงสัยว่า ผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆอันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือ ศรัทธา ต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฎิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ

กรณีไม่ต้องรอให้เกิดการประทะระหว่างไทยกับกัมพูชา จึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้างานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรคสองด้วย ดังนั้นผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา165 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้อง หยุดปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือวันที่ 1 ก.ค.2568 เพื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

สำหรับมติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3คือนายปัญญา อุดชาชน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิต หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์และนายอุดม รัตน์อมฤตวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตรสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียงคือนายปัญญา อุดชาชน นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์เห็นว่านางสาวแพทองธารผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสองเสียงคือนาย อุดม สิทธิวิรัชธรรมและนายอุดม รัฐอมฤตเห็นว่าน.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ทั้งนี้นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธารผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรค สองคือวันที่ 1 ก.ค.2568

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 3 คนคือนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์และนายสุเมธ ลอเจริญกุลเห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ร้ายแรงความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) แล้วรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (3) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไปศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีขับถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันที่อ่านคำวินิจฉัย

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.35 น.

ชาวอำนาจเจริญรวมใจ! ‘เจริญพระพุทธมนต์’ แสดงความจงรักภักดีในหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วัดบ้านโคกสะอาด ตำบลไร่สีสุก อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ประจำปี 2568 โดยมีพระมหาอาคม สุมณีโก เจ้าคณะอำเภอเสนางคนิคม เจ้าอาวาสวัดศรีใคร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

พิธีนี้เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมที่กำหนดให้มีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

ในงานมีหัวหน้าส่วนราชการจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงประชาชนชาวจังหวัดอำนาจเจริญเข้าร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และนั่งสมาธิเจริญจิตภาวนาเป็นจำนวนมาก เพื่อร่วมกันถวายพระพรและอธิษฐานจิตให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและประเทศชาติสืบไป ///-026

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

29 ส.ค. 2568 14:34 น.

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

กรุงจาการ์ตาเตรียมรับมือกับการประท้วงครั้งใหม่ หลังชายวัย 21 ปี อาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ojol ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต ขณะติดอยู่ในเหตุการณ์การประท้วงใจกลางกรุงจาการ์ตา

ชาวกรุงจาการ์ตา ต่างโศกเศร้าและเดือดดาล หลังเกิดเหตุ นายอัฟฟาน คูร์เนียวาน หนุ่มวัย 21 ปี อาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ojol ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต ขณะติดอยู่ในเหตุการณ์การประท้วงที่วุ่นวายใจกลางกรุงจาการ์ตา

นางเออร์ลานา มารดาวัย 41 ปีของนายอัฟฟาน กล่าวว่า “ฉันอยากให้คนที่ฆ่าลูกชายฉันได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย เขากำลังจะไปรับผู้โดยสารคนต่อไปหลังจากเพิ่งส่งอาหารเสร็จ” เธอเล่าว่าลูกชายของเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานหนักเพื่อเก็บเงินซื้อที่ดินและสร้างบ้านที่หมู่บ้านในจังหวัดลัมปุง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ของกรุงจาการ์ตา ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อสวัสดิการจำนวนมหาศาลที่มอบให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยในคืนวันที่ 28 สิงหาคม นายอัฟฟานได้ติดอยู่ในสถานการณ์ความวุ่นวายของการประท้วงในเขตเปอโจมปองัน ในกรุงจาการ์ตา ก่อนที่จะถูกรถหุ้มเกราะของหน่วยตำรวจ Brimob พุ่งชนแล้วขับหนีไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายถูกควบคุมตัวและอยู่ระหว่างการสอบสวน

หลังเกิดเหตุ พลตำรวจเอกลิสโย ซิกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ได้เข้าพบและสวมกอดสมาชิกครอบครัวของนายอัฟฟานที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งกล่าวขอโทษต่อหน้าสาธารณชนและให้คำมั่นว่าตำรวจจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของนายอัฟฟานผ่านทางวิดีโอเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งประณามการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดและโปร่งใส โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินการลงโทษอย่างถึงที่สุด

วิดีโอที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นรถหุ้มเกราะ Brimob พุ่งเข้าใส่ฝูงชน ผู้ประท้วงแตกกระเจิง แต่นายอัฟฟานหนีไม่ทัน วิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นภาพรถที่พุ่งชนเขาจนล้มลง ก่อนที่จะเร่งความเร็วขับทับร่างของเขาแล้วหนีออกจากที่เกิดเหตุ ผู้ประท้วงที่โกรธแค้นได้วิ่งไล่ตามรถและขว้างปาสิ่งของเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนความโกรธแค้นของประชาชนที่สะสมมาจากการประท้วงตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจต่อสวัสดิการที่มอบให้สมาชิกสภาซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน และสวัสดิการอื่น ๆ ซึ่งสูงถึง 100 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 229,000 บาทต่อเดือน หรือ 14 เท่า ของค่าแรงขั้นต่ำของกรุงจาการ์ตา

ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากมองว่าแพ็กเกจสวัสดิการดังกล่าวเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดประกายความโกรธแค้น ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น การปลดพนักงานจำนวนมาก และการขึ้นภาษีทรัพย์สินในหลายจังหวัด ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองและประชาชนทั่วไปกว้างขึ้น

สำหรับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงจาการ์ตา ความเศร้าโศกจากการสูญเสียนายอัฟฟานได้เปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนในการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม มีการขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นขบวนยาวเหยียดไปตามท้องถนนในตอนกลางคืน พร้อมกับตะโกนว่า “ความยุติธรรมสำหรับอัฟฟาน!” และ “ชีวิตแลกชีวิต!”

นักวิเคราะห์ทางการเมืองได้เตือนว่าการประท้วงอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นหากรัฐบาลยังคงดูห่างเหินจากประชาชน ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ได้ประณามการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจเช่นกัน โดย นาย อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการบริหารแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย กล่าวว่า“เราเข้าใจถึงความซับซ้อนในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง แต่ต้องใช้กำลังไม่เกินขอบเขต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นคือการดำเนินการที่ไม่สมส่วนนั้นจะต้องมีความจำเป็นอย่างแท้จริง สมส่วน และมีความรับผิดชอบ เช่น การใช้แก๊สน้ำตา การทุบตี และการจับกุมตามอำเภอใจ” 

ทั้งนี้ มีการวางแผนการประท้วงครั้งใหม่ในวันที่ 29 สิงหาคมช่วงบ่ายที่กรุงจาการ์ตา

ที่มา The Straits Times

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

29 ส.ค. 2568 11:47 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศสิ้นสุดการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์อย่างถาวร โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. เป็นต้นไป

นับจากนี้ สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราปกติสำหรับพัสดุที่ส่งมาจากทั่วโลก ไม่ว่าจะมูลค่าเท่าใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการขยายมาตรการที่เคยยกเลิกเฉพาะพัสดุจากจีนและฮ่องกงไปก่อนหน้านี้

นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว กล่าวว่า การยกเลิกข้อยกเว้นนี้จะช่วยชีวิตชาวอเมริกันได้หลายพันคน ด้วยการจำกัดการไหลเข้าของยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามอันตรายอื่น ๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรให้รัฐบาลได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นมาตรการถาวร และความพยายามใด ๆ ที่จะรื้อฟื้นข้อยกเว้นนี้สำหรับประเทศคู่ค้านั้น “ไม่มีทางเป็นไปได้”

มาตรการยกเว้นภาษีที่เรียกว่า “de minimis” มีมาตั้งแต่ปี 1938 และได้ถูกปรับเพิ่มเพดานจาก 200 ดอลลาร์เป็น 800 ดอลลาร์ในปี 2015 เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็กผ่านการค้าขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่มภาษีสินค้าจีนในสมัยแรก พัสดุจากจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่แบบ “ขายตรงถึงผู้บริโภค” โดยเฉพาะบริษัทอย่างชีอิน (Shein) และเทมู (Temu)

รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า พัสดุจำนวนมากเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และยังเป็นช่องทางให้ยาเสพติดประเภทเฟนทานิลและสารตั้งต้นถูกลักลอบนำเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างง่ายดาย

CBP ประมาณการว่าจำนวนพัสดุที่อ้างสิทธิ์ข้อยกเว้นนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 139 ล้านชิ้นในปี 2015 เป็น 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 โดยนับตั้งแต่มีการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับจีนและฮ่องกงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา CBP ได้จัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้แล้วกว่า 492 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 6 เดือนนี้ บริษัทขนส่งเอกชน เช่น FedEx, UPS และ DHL จะต้องเป็นผู้จัดเก็บภาษีและจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกวิธีจัดเก็บภาษีได้ 2 แบบ ได้แก่จัดเก็บภาษีตามมูลค่าจริงของสินค้า (ad valorem) และจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดไว้กับประเทศนั้น ๆ

ส่วนอัตราภาษีคงที่ จะมีการเรียกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป, 160 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีระหว่าง 16-25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม และ 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา

อย่างไรก็ตาม ไปรษณีย์ต่างประเทศจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีเก็บภาษีตามมูลค่าสินค้าจริงทั้งหมดภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

แม้จะมีรายงานว่าไปรษณีย์บางประเทศได้ระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่ากำลังทำงานร่วมกับประเทศคู่ค้าและไปรษณีย์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบ และยืนยันว่าพัสดุจากสหราชอาณาจักร แคนาดา และยูเครนยังคงสามารถส่งได้ตามปกติ.

ที่มา Reuters

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

29 ส.ค. 2568 11:16 น.

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

เกิดเหตุเครื่องบินรบเอฟ-16 ของกองทัพอากาศโปแลนด์ตก ขณะฝึกซ้อมบินเพื่อเตรียมแสดงในงานโชว์ เป็นเหตุให้นักบินเสียชีวิตสลด

เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 สิงหาคม 2025) ตามเวลาในท้องถิ่น เครื่องบินรบเอฟ-16 ( F-16 ) ของกองทัพอากาศโปแลนด์ประสบอุบัติเหตุระหว่างการฝึกซ้อมบินผาดแผลง เพื่อเตรียมแสดงในงานแอร์โชว์ Radom Air Show ที่เมือง Radom ทางตอนกลางของประเทศ โดยเครื่องบินตกกระแทกบนรันเวย์ จนเกิดไฟลุกท่วม ส่งผลให้ นักบินเสียชีวิตทันที

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตคือ ร้อยโท มาเชย์ สแลบ คราโควียัก ผู้บัญชาการทีมแสดงการบิน Tiger Demo Team ของกองทัพอากาศโปแลนด์ 

ภาพจากสื่อท้องถิ่นบันทึกเห็นเครื่องบินทำ barrel roll หรือการหมุนลำตัว  ก่อนจะพุ่งชนรันเวย์และเกิดไฟลุกพร้อมทั้งมีหลักฐานวิดีโอว่านักบินไม่สามารถดีดตัวหนีได้ทัน 

ด้านรัฐมนตรีกลาโหม โปแลนด์ได้เดินทางไปที่จุดเกิดเหตุ พร้อมโพสต์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนักบิน พร้อมยกย่องว่านักบินรับใช้ชาติด้วยความกล้าหาญและอุทิศตนอย่างยิ่ง.

ที่มา :NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินเอฟ-16

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง "คิม กอนฮี" อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

29 ส.ค. 2568 11:10 น.

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ เผย คิม คีน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกตั้งข้อกล่าวหาติดสินบนและข้อกล่าวหาอื่นๆ 

อัยการพิเศษเกาหลีใต้สั่งฟ้อง คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในข้อหาทุจริตและรับสินบน พร้อมควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีต้องถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัว

ทีมอัยการพิเศษ นำโดยนาย มิน จุงกี ได้ออกแถลงการณ์ว่า นางคิมถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ความผิดตามกฎหมายตลาดทุน, กฎหมายเงินทุนพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบนเพื่อเป็นคนกลาง

โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาได้แก่ การปั่นหุ้น ระหว่างปี 2009-2012 นางคิมถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้ในการปั่นหุ้น ต่อมาคือการรับผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเธอและสามีถูกกล่าวหาว่ารับผลสำรวจคะแนนความนิยมฟรีจาก “นายหน้าผู้มีอำนาจ” ที่อ้างว่ามีอิทธิพล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 เพื่อแลกกับการผลักดันให้ คิม ยังซอน อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา และการรับของขวัญราคาแพง เนื่องจากเธอต้องสงสัยว่าได้รับของขวัญสุดหรูจากกลุ่มศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) ผ่านคนทรงเจ้า เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือทางธุรกิจในปี 2022

การสั่งฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันก่อนที่คำสั่งจับกุมตัวเธอจะหมดอายุ ทำให้เธอยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือน และอาจมีการขยายระยะเวลาออกไปได้อีก หากทีมอัยการพบหลักฐานใหม่และขอหมายจับเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นางคิมถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม โดยทีมอัยการพิเศษได้สอบปากคำด้วยตนเองไปแล้ว 5 ครั้ง แม้ว่าเธอส่วนใหญ่จะใช้สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามก็ตาม

การสั่งฟ้องนางคิมครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็น อดีตคู่สามีภรรยาประธานาธิบดีคู่แรกที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีพร้อมกัน เนื่องจากอดีตประธานาธิบดียุนเองก็ถูกคุมขังและกำลังถูกไต่สวนในข้อหากบฏ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทีมอัยการพิเศษยังได้ขยายขอบเขตการสอบสวนนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อสองเดือนก่อน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการบุกตรวจค้นบุคคลหลายรายที่ต้องสงสัยว่ามอบเครื่องประดับให้กับนางคิม เพื่อแลกกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือการได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย.

ที่มา  Yonhap

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

29 ส.ค. 2568 08:23 น.

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิดอย่างรุนแรง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แม้ยังไม่พบสัญญาณปะทุ

แม้ภูเขาไฟฟูจิจะสงบนิ่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1707 แต่รัฐบาลกรุงโตเกียวได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจำลองการปะทุรุนแรงของภูเขาไฟฟูจิ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เนื่องใน “วันเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟ” ของญี่ปุ่น

วิดีโอที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ แสดงภาพเถ้าภูเขาไฟจำนวนมหาศาลปกคลุมกรุงโตเกียวซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 100 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ระบบคมนาคมเป็นอัมพาต การส่งอาหารและไฟฟ้าถูกรบกวน รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจในระยะยาว

ตอนท้ายของวิดีโอ มีข้อความเตือนชัดเจนว่า”เราจำเป็นต้องเตรียมตัวด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และรับมือภัยพิบัติในชีวิตประจำวัน” พร้อมภาพครอบครัวที่กักตุนอาหารกระป๋องและชุดปฐมพยาบาลไว้ในบ้าน

ด้านสำนักงานรัฐบาลกรุงโตเกียวชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสัญญาณบ่งชี้ว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะระเบิด การเผยแพร่วิดีโอนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน 37 ล้านคนในเขตมหานครโตเกียว มีความรู้และมาตรการป้องกันตัวหากเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวออกมา ก็ได้สร้างความวิตกและความสับสนในหมู่ชาวญี่ปุ่น บ้างก็แสดงความเห็นว่า มีสัญญาณอะไรหรือเปล่า ทำไมต้องพูดถึงเถ้าภูเขาไฟหนา 10 เซนติเมตรแม้แต่ในโตเกียวขณะที่ประชาชนบางส่วนวางแผนจะซื้อของใช้ฉุกเฉินทันที 

ขณะที่ศาสตราจารย์ นาโอยะ เซคิยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง มหาวิทยาลัยโตเกียว ย้ำว่าญี่ปุ่นมีการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมาโดยตลอด และการเผยแพร่ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะปะทุในเร็วๆ นี้

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปราะบางต่อภัยธรรมชาติหลากหลายประเภท ทั้งแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม ดินถล่ม และภูเขาไฟระเบิด โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเพิ่งออกคำเตือนแผ่นดินไหวขนาดมหึมาครั้งแรก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งเกาะคิวชู

ในจำนวนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั่วโลกประมาณ 1,500 ลูก ญี่ปุ่นมีมากถึง 111 ลูก เนื่องจากตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก โดยภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ เคยปะทุเฉลี่ยทุกๆ 30 ปี แต่กลับสงบลงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟฟูจิ

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

29 ส.ค. 2568 07:51 น.

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

ม็อบแรงงานอินโดฯ ประท้วงเดือด นับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภา ในกรุงจาการ์ตา แสดงพลังประท้วงค่าแรงต่ำ เรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และถอนสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานว่า แรงงานชาวอินโดนีเซียนับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงพลังประท้วงรัฐบาลไม่แก้ปัญหาค่าแรงต่ำ การจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง ขณะที่สหพันธ์แรงงานอินโดนีเซียและพรรคแรงงานเป็นแกนนำกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้กฎหมายแรงงานและปฏิรูประบบภาษีแรงงาน

รายงานข่าวระบุว่าผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ หยุดการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก และจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์เลิกจ้าง รวมถึงเสนอปรับระบบภาษีแรงงาน โดยขอให้เพิ่มเพดานรายได้ไม่ต้องเสียภาษีเป็น 7.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือประมาณ 10,600 บาท  พร้อมยกเว้นภาษีเงินชดเชยเลิกจ้าง โบนัสวันหยุด และเงินออมเพื่อการเกษียณ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังผลักดันให้สภาผ่านกฎหมายใหม่ด้านแรงงาน ออกกฎหมายยึดทรัพย์สินในคดีทุจริต และปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก่อนศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2572

โดยประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงคือ สิทธิพิเศษของบรรดา ส.ส. ที่นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือเกือบ 100,000 บา) ซึ่งสูงเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำกรุงจาการ์ตา ซึ่งหลังถูกแรงงานกดดันหนัก ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรออกมาชี้แจงว่า ส.ส.ทั้ง 580 คน จะได้รับเบี้ยเลี้ยงนี้ถึงแค่เดือนตุลาคมนี้เท่านั้น.