‘ยุทธพร’มองผลคดีคลิปเสียง‘นายกฯ’ 50:50 ออกได้ทั้ง 2 ทาง เหตุกฎหมายเขียนกว้าง

‘ยุทธพร’มองผลคดีคลิปเสียง‘นายกฯ’ 50:50 ออกได้ทั้ง 2 ทาง เหตุกฎหมายเขียนกว้าง

‘ยุทธพร’มองผลคดีคลิปเสียง‘นายกฯ’ 50:50 ออกได้ทั้ง 2 ทาง เหตุกฎหมายเขียนกว้าง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.25 น.

‘ยุทธพร’มองผลคดีคลิปเสียง‘นายกฯ’ 50:50 ออกได้ทั้ง 2 ทาง เหตุกฎหมายเขียนไว้กว้าง อยู่ที่‘ศาลรัฐธรรมนูญ’วินิจฉัย ชี้ หากได้ไปต่อยังมีโจทย์ใหญ่รอให้แก้อยู่ทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ

28 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินสถานการณ์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีการอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนา ของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันที่ 29 สิงหาคมนี้ ว่า 50:50 สามารถออกไปได้ทุกทาง เพราะเรื่องกฎหมายมีการเขียนไว้กว้าง อย่างคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ หรือคำว่าจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่นั้น ก็สามารถวินิจฉัยออกมาได้ทั้งหมด เพราะคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า ซื่อสัตย์สุจริตหมายถึงอะไร ขณะเดียวกันมาตรฐานจริยธรรม ก็เป็นประเด็นที่ถูกจับขึ้นมาเหมือนกัน อยู่ที่ศาลว่าจะรับพิจารณาทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวหรือไม่ และนายกฯ ก็ต้องผ่านพ้นทั้ง 2 ประเด็น จึงจะสามารถไปต่อได้ หากติดประเด็นใดประเด็นหนึ่งจะไปต่อไม่ได้

นายยุทธพร กล่าวต่อว่า ดังนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายที่เขียนไว้กว้าง ความหมายแตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งต้องมีการพิสูจน์ ในคำวินิจฉัยของศาลว่า จะฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ทั้งคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี หรือคำร้องของผู้ร้อง รวมถึงการแถลงปิดคดีของทั้งสองฝ่าย และเรื่องการไต่สวนพยาน 2 ปากสำคัญ คือตัวนายกฯ และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ต้องอยู่ที่ว่าศาลจะวินิจฉัยไปในทางใด

นายยุทธพร กล่าวอีกว่า หากมองในแง่ข้อกฎหมาย การวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี หรือถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ดีนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีความเด็ดขาด เพราะเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อบุคคล สำหรับข้อ 27 นั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ หรือจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งต้องดูเรื่องเจตนา พฤติการณ์ และความร้ายแรงของความเสียหาย ซึ่งคำชี้แจงของ นายกฯ ก็มีการอธิบายทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ เมื่อคำชี้แจง ประกอบกับการไต่สวนพยาน ศาลจะรับฟังหรือไม่ อยู่ที่ดุลพินิจศาล จึงให้โอกาสเป็น 50:50 ออกได้ทั้งสองฝั่ง

“วันที่ 29 สิงหาคมไม่ว่าผลจะออกมาเป็นคุณกับนายกฯ หรือไม่ แง่ที่เป็นคุณ นายกฯ อาจจะได้ไปต่อ คือสามารถบริหารงานต่อ แต่ในแง่ความชอบธรรมทางการเมือง หรือการแก้โจทก์ต่างๆ ก็ยังมีอยู่อีกหลายอย่าง รวมถึงสัญญาณทางคดีก่อนหน้านี้ ทั้งคดีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดี นายกฯ เอง และคดีชั้น 14 นอกจากสัญญาทางคดีแล้ว แม้นายกฯ จะได้ไปต่อ ยังมีสัญญาณทางการเมืองที่จะต้องแก้อีก คือจะทำอย่างไรให้เสถียรภาพทางการเมืองกลับมา การที่เสียงปริ่มน้ำ หรือสภาฯ ล่ม และชิงปิดประชุมสภาบ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ต้องไม่ทำให้ภาพเกิดขึ้น เพราะจะส่งกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและรัฐบาล ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ต่อไป” นายยุทธพร กล่าว

นายยุทธพร กล่าวต่อว่า ขณะที่มาตรา 5 และมาตรา 144 ที่อาจจะสามารถเซตซีโร่ สส.ได้กว่าครึ่งสภาฯ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาต่อว่าจะส่งผลต่อการเมืองอย่างไร แม้กระทั่งการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภายหลังหากผลเป็นคุณต่อ นายกฯ ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องรอดู เพราะอาจจะปะทุกลับขึ้นมาอีกตอนไหน ส่วนสัญญาณทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเร่งฟื้นฟูให้กับประชาชนในระยะสั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่รอ หรือหากผลวินิจฉัยเป็นไปในเชิงลบ นายกฯ ไปต่อไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว จะไปต่อได้หรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน ถึงจะมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ได้ นายกฯ คนใหม่ก็ต้องเผชิญ โจทย์การเมืองและเศรษฐกิจ ดังที่กล่าวไปด้วยเช่นเดียวกัน

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพล ที่ได้รับบาดเจ็บเหตุปะทะชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.34 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยกำลังพลและราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  พร้อมกับทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ด้วย  

วันที่ 28 สิงหาคม 2568  เวลา  17.00  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ นายชำนาญ ชื่นตา  ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบเอก ณัฐพงศ์ สีชิน จ่าสิบเอก จักรกฤษณ์ เพลงเสนาะ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง  และพลทหาร ธรรพ์ณธร เทากระโทก กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ  โรงพยาบาลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์   การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพลอย่างหาที่สุดมิได้

 

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร 'โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน' ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

มจพ.เปิดหลักสูตร ‘โรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน’ ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

มจพ. เปิดตัว “หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน” ระดับอนุปริญญา รับผู้จบ ม.3 ปั้นบุคลากรคุณภาพ เสริมทัพแรงงานทักษะสูง ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอนาคต

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาเชิงบูรณาการ จัดประชุมเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดการเรียนการสอน หลักสูตรอนุปริญญาเตรียมนักเทคโนโลยีและนวัตกรรม (หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน) ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน โดยมี ศ.ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธาน ร่วมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง อาทิ ผศ.ปรีชา อ่องอารี รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาองค์กร, ศ.ดร.เสาวณิต สุขภารังษี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และ ผศ.พีรศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดี มจพ. ประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ตลอดจนผู้บริหารและคณาจารย์ที่เกี่ยวข้อง เข้าประชุมเพื่อร่วมขับเคลื่อนหลักสูตรใหม่ซึ่งจะเปิดรับผู้จบ ม.3 เข้าศึกษาต่อ โดยเริ่มภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2569 ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

จุดเด่นของหลักสูตร

                •             เรียนรู้แบบโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเยอรมัน  (ตามแบบโรงเรียนเทคนิคไทย-เยอรมัน) : ผสานการเรียนเชิงวิชาการกับการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ

                •             โครงสร้างการเรียน 5 ปี:

• ปีที่ 1–3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

• ปีที่ 4–5 ระดับอนุปริญญา เน้นการเรียนบูรณาการควบคู่การฝึกในโรงงานจริง

                •             พัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21: การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

                •             ฝึกงาน–สหกิจศึกษาตลอดการเรียนรู้บูรณาการกับการทำงาน: นักศึกษาชั้นปีที่ 4–5 ได้รับประสบการณ์ตรงในสถานประกอบการ พร้อมโอกาสรับทุนสนับสนุนจากภาคอุตสาหกรรม และต่อยอดสู่ปริญญาตรีภายใต้หลักสูตร Work Integrated Learning (WiL)

                •             มาตรฐานสากล: สอดคล้องเกณฑ์มาตรฐานอนุปริญญา พ.ศ. 2565 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2560 รวม 143 หน่วยกิต

ทั้งนี้ โครงการได้รับการสนับสนุนและบูรณาการองค์ความรู้จาก 4 คณะหลักของ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ได้แก่ คณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม, คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ, คณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม สังคมศาสตร์ ภาษา และสุขศึกษา

การเปิดตัวหลักสูตรนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ มจพ. ในการสร้างบุคลากรสายอาชีพระดับอนุปริญญาที่มีทั้งความรู้เชิงวิชาการ ทักษะและประสบการณ์จริง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงของประเทศ และยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันอย่างยั่งยืน

โครงการนี้สะท้อนพันธกิจของ มจพ. ในการพัฒนาการศึกษาเชิงนวัตกรรม มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพครบครัน พร้อมก้าวสู่อนาคตเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมั่นคง

พว.ออกโรงแจงข่าวคลาดเคลื่อนจัดทำตำราอดีตพระอลงกต

พว.ออกโรงแจงข่าวคลาดเคลื่อนจัดทำตำราอดีตพระอลงกต

พว.ออกโรงแจงข่าวคลาดเคลื่อนจัดทำตำราอดีตพระอลงกต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.10 น.

พว.แจงข่าวคลาดเคลื่อน ยันไม่ได้จัดทำตำรา”อดีตพระอลงกต”

วันนี้ (28 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สั่งถอดชื่ออดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ออกจากแบบเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ป.5) โดยว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ สพฐ.เปิดเผยว่า หลังจากพบว่าอดีตพระอลงกต ถูกดำเนินคดีอาญา และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จึงสั่งงดใช้เนื้อหาเกี่ยวข้องในชั้นเรียนทันที และจะไม่มีการพิมพ์ซ้ำในปีการศึกษาถัดไป

ทั้งนี้ สำหรับเนื้อหาข่าวที่สื่อมวลชนบางแขนงได้นำเสนอ ว่าหนังสือภาษาพาที ป.5 ที่มีเนื้อหายกย่องอดีตพระอลงกต เป็น “บุคคลจิตสาธารณะ” ตัวอย่างความดี แต่ สพฐ.เห็นว่า เด็กควรเรียนรู้จากแบบอย่างที่มีคุณธรรมครบถ้วน ซึ่งกรณีข่าวอดีตพระอลงกตจึงเข้าข่ายที่ต้องระงับการเชิดชู หรือยกย่อง โดยสื่อดังกล่าวนั้นได้ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่าหนังสือภาษาพาที ป.5 จัดทำโดยสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ซึ่งหาได้เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทางสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงแก้ไขในข้อมูลข่าวที่มีข้อมูลผิดพลาด สร้างความเสื่อมเสียให้กับทางสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จึงขอชี้แจงมาให้ทราบโดยทั่วกัน ณ โอกาสนี้

‘พระพยอม’ชี้กรณี’ทิดอลงกต’ ความโลภ ทำฝีแตก! สะเทือนศรัทธาหนักสุดในรอบ 20 ปี

'พระพยอม'ชี้กรณี'ทิดอลงกต' ความโลภ ทำฝีแตก! สะเทือนศรัทธาหนักสุดในรอบ 20 ปี

‘พระพยอม’ชี้กรณี’ทิดอลงกต’ ความโลภ ทำฝีแตก! สะเทือนศรัทธาหนักสุดในรอบ 20 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

พระพยอมเผย รู้เรื่องทิดอลงกตล่วงหน้า 3 ปี ลั่นพระนับ 10 องค์ทำเสื่อมเสีย ยังไม่เท่าองค์นี้องค์เดียว

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. จากกรณีที่อดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต ชื่อเล่นจอร์จ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ  จ.ลพบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับโดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ เป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ และฟอกเงิน 

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปนมัสการสอบถามเรื่องดังกล่าวกับพระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โดยกล่าวว่า อลงกตการละครอย่างที่ตำรวจว่าเล่นละครได้หลายฉากหลายบท ตีบทแตกจริงๆ ไม่รู้ใครเขียนบทให้ เอาความนึกคิดอะไรมาเขียนบทเล่นแบบนี้ได้ คือลับลวงพรางเหลือเกิน จนกระทั่งเราคิดไม่ถึง จริงๆเรื่องนี้อาตมาได้ยินข่าวแว่วมา มีคนมากระซิบบอกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว หมอปลามาบอก แต่หมอปลาก็ฉลาดไม่เปิดประเด็นตอนนั้น เพราะตอนนั้นเขาบารมีแน่นปึ๊ก ชื่อเสียงกำลังดี บารมีกำลังมา ถ้าไปเปิดตอนนั้นหมอปลาก็คงจะอยู่ยาก เป็นดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่ผิดเลย ความชั่วยิ่งทำยิ่งปกปิดความชั่วก็ยิ่งรั่วลด ถ้าเปิดเผยยอมรับซะตั้งแต่แรกอย่างลูกผู้ชายชาติพระก็จบ แต่นี่พยายามหลีกเลี่ยงปกปิดความผิดที่เกิดขึ้น เรื่องมันก็เลยบานปลาย เขาเรียกว่าฝีแตก ปิดจนฝีแตก  ตอนนี้ไม่น่าเชื่อว่าคนนั้นแซะคนนี้เซาะ เซาะไปแซะมาจนกระทั่งเจอคนที่เราไม่คิดว่าจะมาเกี่ยวข้อง อย่างเช่นมหาสมปอง ไม่นึกวันนี้เขาเปิดกันขึ้นมา ก็เพิ่งได้ดูข่าวเมื่อกี้นี้ว่ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ว่าถูกผิดยังไม่รู้ 



ในรอบ 10 ปี 20 ปีนี้ พระองค์อื่นทำเสียหายนับ 10 องค์ ก็ไม่เท่ากับองค์นี้องค์เดียว เพราะองค์นี้ทำให้สะเทือนศรัทธามาก อาตมาไปบิณฑบาตก็มีคนพูด บางคนพูดดี ถ้าหลวงพ่อจะมีข่าวเสียหายยังไงก็ตามฉันไม่เสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่บางท่านก็บอกว่าท่านอย่าตามเขาไปนะ ให้เหลือไว้กราบไหว้สักองค์เถอะ ตอนนี้แทบจะไม่เหลือพระดีๆกันแล้ว อะไรต่างๆนาๆคนพูดวิพากษ์วิจารณ์ออกอาการทวงหนี้ก็มี ทวงบุญที่ทำไปแล้ว ซึ่งมันไม่เคยมีคนทวงบุญกับพระกับศาสนาแต่คราวนี้มี เพราะเสียไปเยอะ เสียไปโดยเชื่อมั่นศรัทธา แล้วพอมาเป็นอย่างนี้ก็เสียดายเงิน 

แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นไม่มีอะไรเกินที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าบอก โรโกธรรมานัง ปริปันโถ  ความโลภเป็นอันตรายต่อการกระทำทั้งหลาย ถ้าไม่โลภมากเกินไป ถ้าไม่บิณฑบาตจนเย็นจนค่ำ ไม่แสวงหารายบุญมาเสริม วัดเสริมศาสนามากขนาดนี้จะไม่เกิดเรื่อง ขอให้ทำพอดี ทำพอประมาณ พระพยอมกล่าว
 

ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

ทน.เชียงรายเจ๋ง! ‘คว้าถ้วยพระราชทานฯ’ ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

เทศบาลนครเชียงรายเจ๋ง! คว้าถ้วยพระราชทานฯ หลังทำผลงานยอดเยี่ยม ครองแชมป์อันดับ 1 การศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย เป็นผู้แทนรับมอบถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จังหวัดสกลนคร หลังจากเทศบาลนครเชียงรายทำผลงานโดดเด่น คว้าอันดับ 1 ของประเทศ ในการแข่งขันทักษะวิชาการและงานมหกรรมการจัดการศึกษาท้องถิ่นระดับประเทศ ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568

เทศบาลนครเชียงรายส่งคณะครูและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันระหว่างวันที่ 25-28 สิงหาคม 2568 และสามารถคว้าคะแนนสูงสุดจากการประกวดและการแข่งขันในหลากหลายสาขา แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แข็งแกร่งในการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ของท้องถิ่น

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญของชาวเชียงราย และเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วน ทั้งครู นักเรียน และชุมชน ร่วมกันพัฒนาคุณภาพการศึกษาท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติในอนาคต 

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.05 น.

นิด้าเจ้าภาพ! ‘โต้วาทีเวทีโลก’ คนรุ่นใหม่ผนึกกำลัง-หาทางออกเพื่อโลกที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดการแข่งขันโต้วาทีระดับนานาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ณ อาคารบุญชนะ อัตถากร โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี เป็นประธานในพิธีเปิด ซึ่งเน้นย้ำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน

การแข่งขันครั้งนี้มีทีมผู้เข้ารอบสุดท้าย 8 ทีม จากประเทศไทยและมหาวิทยาลัยในต่างประเทศกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ นิด้า, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, East China Normal University (ECNU), Shanghai University of Finance and Economics (SUFE) และ National University of Singapore (NUS)

การแข่งขันแบ่งเป็นรอบเช้าและบ่าย โดยประเด็นการโต้วาทีมุ่งเน้นไปที่การใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การใช้ AI เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและทางการแพทย์ รวมถึงการศึกษาแบบดิจิทัลเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก 6 สถาบันเข้าร่วมตัดสิน

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ทีม HCU จากมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คว้าแชมป์ไปครอง โดยมีสมาชิกคือ Mr. Harrit Ide, Ms. Tanyamon Kammaung และ Ms. Chonlada Mongkolkheha ขณะที่ ทีม NIDA ทีมที่ 1 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ ทีม NIDA ทีมที่ 3 ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2

การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองและความคิดริเริ่มของคนรุ่นใหม่จากหลากหลายประเทศและวัฒนธรรม ในการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับโลกได้อย่างน่าสนใจ ///-026

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

28 ส.ค. 2568 14:45 น.

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงสวีเดน ร้องทบทวนการขายเครื่องบินกริพเพนให้ไทย ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอธิปไตยของกัมพูชา

นายแก้ว รามี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงนายเฟรดริก มัลม์เบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนสวีเดน เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (อี/เอฟ) ให้แก่ประเทศไทย เพื่อรักษาหลักการด้านสิทธิมนุษยชน

นายแก้ว ระบุว่า “ในนามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพและชื่นชมอย่างสูงสุดต่อราชอาณาจักรสวีเดน เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สวีเดนยืนหยัดในฐานะผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสันติภาพ เป็นแบบอย่างอันสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกประเทศยึดมั่นในศักดิ์ศรีและความยุติธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

ด้วยความเป็นผู้นำทางศีลธรรมอันยาวนานของสวีเดน เราจึงจำเป็นต้องแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับข้อตกลงการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (E/F) ให้แก่กองทัพไทย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การขายเครื่องบินดังกล่าวไม่เพียงแต่จะบั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงที่เครื่องบินลำนี้จะถูกนำไปใช้ในการรุกรานกัมพูชา ซึ่งทำให้พลเรือนตกอยู่ในอันตรายและคุกคามอธิปไตยของชาติ

ดังที่ท่านทราบ ในอดีตเคยมีกรณีที่เครื่องบินทหารไทยถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา การอนุญาตให้มีการโอนย้ายเครื่องบินดังกล่าวในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพไทยต้องทำซ้ำประวัติศาสตร์ดังกล่าว

ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวา รัฐต่างๆ ถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเอื้อต่อการรุกรานหรือบั่นทอนสันติภาพในภูมิภาคโดยอ้อม ในบริบทนี้ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของสวีเดนกับไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าไม่ใช่การค้าที่เป็นกลาง แต่เป็นการกระทำที่เอื้ออำนวยซึ่งอาจส่งเสริมการยกระดับทางทหารและการรุกรานจากไทยซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ทรมานของมนุษย์

สวีเดนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา การขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เอื้ออำนวยดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามและขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความสำคัญอันยาวนานของสวีเดนในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน สวีเดนต้องมั่นใจว่านโยบายการค้าอาวุธไม่ได้ถูกชี้นำโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และการป้องกันความทุกข์ทรมาน

เราขอเรียกร้องสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดนด้วยความเคารพให้:

1. คัดค้านอย่างหนักต่อการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (E/F) ให้กับประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

2. เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนและพิจารณาการขายใหม่ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใสและทั่วถึง สอดคล้องกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

3. สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยไม่เพิ่มความตึงเครียดทางการทหาร

CHRC เชื่อมั่นในความเป็นผู้นำทางศีลธรรมของสวีเดน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันอันทรงเกียรติของท่านจะดำเนินการอย่างสอดคล้องกับมรดกของสวีเดนในการส่งเสริมสันติภาพและสิทธิมนุษยชน การงดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย

กัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะแสวงหาทางออกความขัดแย้งโดยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค CHRC ยังใช้โอกาสนี้แจ้งและขอความช่วยเหลือจากสถาบันของท่านในการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวและส่งตัวทหารกัมพูชาที่เหลืออีก 18 นาย ซึ่งถูกควบคุมตัวโดยกองทัพไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับประเทศโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข.

ที่มา Khmer Times

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

28 ส.ค. 2568 12:18 น.

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมวุฒิสภาเม็กซิโก เมื่อวุฒิสมาชิกสองคนก่อเหตุทะเลาะวิวาทและผลักอกกันกลางสภา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

จากภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ N+ เผยให้เห็น นายอาเลฮันโดร ‘อาลิโต’ โมเรโน การ์เดนัส หัวหน้าพรรคปฏิวัติสถาบัน (Institutional Revolutionary Party – PRI) และ นายเกราร์โด เฟร์นันเดซ โนโรญา ประธานวุฒิสภา จากพรรคโมเรนา (Morena) ที่เป็นพรรครัฐบาล กำลังมีปากเสียงและใช้กำลังต่อกัน ขณะที่สมาชิกรัฐสภาคนอื่น ๆ ก็เข้ามาร่วมในเหตุการณ์ชุลมุนนี้ด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนายโมเรโนเดินเข้าไปหานายโนโรญาเพื่อร้องเรียนว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดในที่ประชุม หลังจากที่มีการร้องเพลงชาติเพื่อปิดการประชุม

จากวิดีโอที่ถ่ายทอดสด นายโมเรโนเดินเข้ามาหานายเฟร์นันเดซ โนโรนา พร้อมกับพูดซ้ำๆ เรียกร้องให้เปิดโอกาสให้เขาได้อภิปราย และได้จับแขนของเฟร์นันเดซ โนโรนา ไว้ ทางด้านเฟร์นันเดซ โนโรนา ตอบกลับว่า อย่าแตะต้องตัวเขา ท้ายที่สุดทั้งสองคนก็เริ่มผลักกัน ทำให้นายโมเรโนชนช่างภาพคนหนึ่งล้มลงไป และมีสมาชิกสภาอีกคนเข้ามาสมทบ พยายามจะเหวี่ยงหมัดใส่นายเฟร์นันเดซ โนโรนา ขณะที่เขากำลังพยายามถอยห่างออกมา

หลังเกิดเหตุ นายโมเรโนได้โพสต์วิดีโอในบัญชี X ของตนเอง เพื่อชี้แจงเหตุการณ์จากมุมมองของเขา โดยอ้างว่านายโนโรญาเป็นฝ่ายเริ่มความรุนแรงก่อน ขณะที่นายโนโรญาประกาศว่า ตัวเขาและพรรคโมเรนา ในวุฒิสภาจะยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อเรียกค่าเสียหาย

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนระอุในเม็กซิโก โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว วุฒิสภาเม็กซิโกได้ลงมติให้ปฏิรูปศาลยุติธรรมครั้งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผู้พิพากษาต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายนักวิจารณ์กังวลว่าจะทำให้ฝ่ายตุลาการตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 จำนวน 881 คน จะเข้ารับตำแหน่งในวุฒิสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลให้องค์คณะตุลาการในศาลฎีกาได้รับการแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด และจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยประกอบด้วยผู้พิพากษาหญิง 5 คน และชาย 4 คน.

ทำเนียบขาวสั่งปลดผู้อำนวยการ CDC เซ่นปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข

ทำเนียบขาวสั่งปลดผู้อำนวยการ CDC เซ่นปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข

28 ส.ค. 2568 11:57 น.

ทำเนียบขาวสั่งปลดผู้อำนวยการ CDC เซ่นปมขัดแย้งด้านสาธารณสุข

ทำเนียบขาวได้สั่งปลด ซูซาน โมนาเรซ ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) หลังจากที่เธอปฏิเสธที่จะลาออกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลว่าเธอปฏิบัติงาน “ไม่สอดคล้องกับวาระของประธานาธิบดี ในการทำให้อเมริกากลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง”

กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ได้ประกาศการจากไปของเธอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งสร้างความสับสนเนื่องจากทนายความของโมนาเรซออกมาโต้แย้งว่า เธอไม่ได้รับแจ้งเรื่องการถูกปลด และจะไม่มีการลาออก ทนายความยังกล่าวหาด้วยว่าเธอถูกปลดเพราะปฏิเสธที่จะ “รับรองคำสั่งที่ขาดหลักวิทยาศาสตร์และอันตราย” และกล่าวหาว่านายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข “ใช้องค์กรสาธารณสุขเป็นเครื่องมือ”

ต่อมา ทำเนียบขาวจึงออกแถลงการณ์ยืนยันการปลดโมนาเรซออกจากตำแหน่งโดยตรง โดยระบุว่า “แถลงการณ์ของทนายความของซูซาน โมนาเรซ ทำให้เห็นชัดเจนว่าเธอไม่สอดคล้องกับวาระของประธานาธิบดี”

หลังข่าวการปลดผู้อำนวยการ CDC แพร่สะพัดออกไป ผู้นำระดับสูงของ CDC อย่างน้อย 3 คน ได้ยื่นใบลาออกทันที หนึ่งในนั้นคือ เดบรา ฮาวรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ซึ่งได้เตือนถึง “การเพิ่มขึ้นของข้อมูลที่ผิด” เกี่ยวกับวัคซีน รวมถึงคัดค้านแผนการลดงบประมาณขององค์กร

นอกจากนี้ ยังมี แดเนียล เจอร์นิแกน ซึ่งดูแลศูนย์โรคติดเชื้อและโรคติดต่อจากสัตว์ และ ดีมีเทร ดาสกาลาคิส หัวหน้าศูนย์การสร้างภูมิคุ้มกันและโรคระบบทางเดินหายใจ ที่ยื่นใบลาออก โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ “เนื่องจากการใช้องค์กรสาธารณสุขกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ”

การลาออกหมู่ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกำลังแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันของ CDC ภายใต้การนำของรัฐมนตรีเคนเนดี ซึ่งเป็นผู้ที่ ไม่เชื่อมั่นในวัคซีน

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ได้อนุมัติวัคซีนโควิด-19 ตัวใหม่ แต่ จำกัดกลุ่มเป้าหมาย โดยจะฉีดให้กับผู้สูงอายุเท่านั้น ส่วนผู้ใหญ่และเด็กที่ไม่มีปัญหาสุขภาพจะถูกยกเว้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของนายเคนเนดี ที่โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ว่า “การอนุญาตให้ใช้วัคซีนโควิดฉุกเฉินซึ่งเคยใช้เพื่อเป็นเหตุผลในการบังคับฉีดวัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปในสมัยรัฐบาลไบเดน ได้ถูกยกเลิกแล้ว”

ซูซาน โมนาเรซ นับเป็นผู้อำนวยการ CDC คนแรกในรอบ 50 ปีที่ไม่ได้จบการศึกษาด้านแพทยศาสตร์ แต่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยโรคติดเชื้อ เธอเพิ่งได้รับการแต่งตั้งและได้รับยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ช่วยปลอบขวัญพนักงาน CDC หลังจากสำนักงานใหญ่ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนโดยผู้ที่เชื่อว่าตนเองได้รับอันตรายจากวัคซีนโควิด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย.

ที่มา BBC