Unknown's avatar

About SoClaimon

สุทิน คล้ายมนต์; Sootin Claimon; สอ คล้ายมนต์; SoClaimon; Bangkok Thailand; KU23,1963; NCSU USA,1974; SoilFertilizer; ชมรมดินปุ๋ยบนเว็บ; ทำบล็อกแรก วันที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 17.48 น.

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

18 มิ.ย. 2569 04:57 น.

สว.เดโมแครตโวย MOU ดีกับอิหร่านฝ่ายเดียว สหรัฐฯ ไม่ได้ประโยชน์เลย

สว.จากพรรคเดโมแครตหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ บันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลทรัมป์ทำร่วมกับอิหร่าน โดยมองว่า ข้อตกลงนี้ดีกับอิหร่านแต่ไม่เป็นผลดีกับสหรัฐฯ

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลายคนจากพรรคเดโมแครต ออกมาวิพากษ์วิจารณ์บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุร่วมกันเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า นี่เป็นข้อตกลงที่ดีสำหรับอิหร่าน แต่ไม่ใช่สำหรับสหรัฐฯ

ในวันพุธ สหรัฐฯ เปิดเผยเนื้อหาใน MOU อย่างเป็นทางการ โดยบันทึกความเข้าใจนี้มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขขั้นสุดท้ายของข้อตกลง

***อ่านร่าง MOU ฉบับเต็มที่นี่***

“ฉันเข้าใจดีว่าฝ่ายอิหร่านได้ประโยชน์อย่างไรจาก MOU ฉบับนี้ แต่ฉันไม่เห็นเลยจริง ๆ ว่ามันจะช่วยครอบครัวชาวอเมริกันได้แม้แต่ครอบครัวเดียว” สว. เอลิซาเบธ วอร์เรน บอกกับผู้สื่อข่าวที่อาคารรัฐสภา “ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยอธิบายได้เลยว่าทำไมเราถึงก้าวเข้าสู่สงครามครั้งนี้ แต่โถ่เอ๋ย ตอนนี้ความสูญเสียมันชัดเจนแล้ว”

ด้านนาย อดัม ชิฟฟ์ สว.ประจำรัฐแคลิฟอร์เนียจากพรรคเดโมแครตกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ข้อตกลงนี้ไม่เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ เลย

“นี่ดูเหมือนจะเป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับอิหร่าน และเป็นข้อตกลงที่ย่ำแย่มากสำหรับสหรัฐอเมริกา มันเป็นเพียงข้อตกลงที่จะไปทำข้อตกลงกันต่อในประเด็นต่าง ๆ ในอนาคต แต่แทบไม่มีแรงจูงใจอะไรให้อิหร่านยอมตกลงตามเงื่อนไขเหล่านั้นจริง ๆ เลย” เขากล่าว

ขณะที่ สว. มาร์ก วอร์เนอร์ จากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้นำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภากล่าวว่า “ผมดีใจที่ประธานาธิบดีกำลังจะประกาศชัยชนะ เพราะสงครามครั้งนี้ถือเป็นความหายนะในแง่ของต้นทุนที่ชาวอเมริกันต้องจ่าย”

“ผมคิดว่าผู้คนจะมองย้อนกลับมาและพูดว่า สงครามที่เราเลือกก่อขึ้นเองครั้งนี้คือความหายนะ และในวันนี้อเมริกาก็อ่อนแอลงกว่าช่วงก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น”

ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว สหรัฐฯ จะอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้ และรัฐบาลเตหะรานอาจสามารถเข้าถึงกองทุนเพื่อการพัฒนาจำนวน 300,000 ล้านดอลลาร์ หากอิหร่านปฏิบัติตามข้อผูกพันเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ในการเจรจาขั้นต่อไป นอกจากนั้น สหรัฐฯ จะยกเลิกการคว่ำบาตรและปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น ไม่มีแผนลงโทษผู้รับผิดชอบเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงเรียนอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ไม่มีแผนลงโทษผู้รับผิดชอบเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงเรียนอิหร่าน

18 มิ.ย. 2569 03:29 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่มีแผนลงโทษผู้รับผิดชอบเหตุสหรัฐฯ โจมตีโรงเรียนอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า เขาไม่มีแผนที่จะลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโดนโรงเรียนประถมในอิหร่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 ศพ ชี้ความผิดพลาดเกิดขึ้นกันได้

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า เขาไม่มีแผนที่จะลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ กองทัพสหรัฐฯ ยิงขีปนาวุธไปโดนโรงเรียนแห่งหนึ่งของอิหร่าน ในวันแรกของการทำสงคราม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 168 ศพ ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน

นายทรัมป์กล่าวยอมรับว่า “ความผิดพลาดเกิดขึ้นกันได้” หลังถูกนักข่าวถามเรื่องเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ย้ำด้วยว่า เขาไม่มีแผนที่จะเอาผิดหรือลงโทษบุคคลใดในรัฐบาลสำหรับเหตุโจมตีนี้

“ไม่ ถ้ามันเป็นความผิดพลาด ซึ่งอย่างที่คุณก็รู้ว่าเรื่องนั้นกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน มันเป็นคำถามที่แปลกมากที่จะมาถามกันในสถานการณ์แบบนี้ที่กำลังพูดถึงเรื่องราวเมื่อนานมาแล้ว ไม่มีใครตั้งใจทำแบบนั้นหรอก… แล้วทหารเป็นพัน ๆ นายที่พวกเขา (อิหร่าน) ระเบิดทิ้งตอนเปิดประตูรถล่ะ? แล้วประชาชนเป็นพัน ๆ คนที่ถูกอิหร่านฆ่าล่ะ? ไม่หรอก ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นกันได้”

ทรัมป์กล่าวเสริมว่า “สงครามมันเป็นเรื่องสกปรก” และระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนโดยกระทรวงกลาโหม ก่อนจะแนะนักข่าวให้ไปถามคำถามเพิ่มเติมกับนาย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแทน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโดนโรงเรียนประถม ชาจาเรห์ ตัยยิบา (Shajareh Tayyiba) ในเมืองมินาบ (Minab) โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่าส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตอย่างน้อย 168 รายและครู 14 ราย โดยคาดว่าสาเหตุเกิดจากข้อมูลที่ล้าสมัยเกี่ยวกับฐานทัพเรือที่อยู่ใกล้เคียง จนทำให้กองทัพสหรัฐฯ เล็งเป้าหมายพลาด

จากการสอบสวนเบื้องต้นของกองทัพพบว่า เหตุโจมตีโรงเรียนแห่งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการโจมตีค่ายทหารของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่อยู่ติดกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สหรัฐฯ เผยแล้ว เนื้อหา 14 ข้อใน MOU อิหร่าน มุ่งยุติสงคราม-เปิดช่องแคบ

สหรัฐฯ เผยแล้ว เนื้อหา 14 ข้อใน MOU อิหร่าน มุ่งยุติสงคราม-เปิดช่องแคบ

18 มิ.ย. 2569 02:20 น.

สหรัฐฯ เผยแล้ว เนื้อหา 14 ข้อใน MOU อิหร่าน มุ่งยุติสงคราม-เปิดช่องแคบ

สหรัฐฯ เปิดเผยเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจที่พวกเขาบรรลุร่วมกับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว โดยมีข้อกำหนด 14 ข้อที่มุ่งเน้นเรื่องการยุติสงคราม, การเปิดช่องแคบ, การคลายคว่ำบาตร และอื่นๆ

เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 สหรัฐอเมริกาเปิดเผยเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่พวกเขาร่างร่วมกับอิหร่านและจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยประกอบด้วยข้อกำหนด 14 ข้อ ซึ่งรวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การผ่อนปรนข้อจำกัดทางการเงินบางประการต่ออิหร่าน และการกำหนดแนวการเจรจาขั้นสุดท้าย

เอกสารดังกล่าวมีชื่อหัวข้อว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” และได้รับการเผยแพร่ออกมาหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเนื่องจากไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณะในตอนแรก

ข้อกำหนดทั้ง 14 ข้อในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้แก่

1 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมด้วยพันธมิตรของตนในสงครามครั้งปัจจุบัน ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ เพื่อประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย และให้คำมั่นว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เปิดฉากสงครามหรือปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ต่อกัน ตลอดจนละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน พร้อมทั้งรับรองบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันการยุติสงครามเป็นการถาวรในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงในเลบานอนและข้อบัญญัติอื่น ๆ ในย่อหน้านี้

2 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

3 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านผูกพันตนที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

4 – ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล รวมถึงการก่อความรบกวนหรืออุปสรรคใด ๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และจะสิ้นสุดการปิดล้อมทางทะเลโดยสมบูรณ์ภายใน 30 วัน ในระหว่างช่วงเวลานี้ การสัญจรของเรือจะได้รับการฟื้นฟูโดยมีสัดส่วนที่สอดคล้องกับจำนวนการสัญจรของฝั่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้คำมั่นเพิ่มเติมที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

5 – เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินการโดยใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อจัดเตรียมการให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลา 60 วันเท่านั้น จากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน การสัญจรของเรือพาณิชย์จะเริ่มต้นขึ้นในทันที และเมื่อคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและทางทหารแล้ว การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะถูกกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะร่วมหารือกับรัฐสุลต่านโอมานเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการและการบริการทางทะเลในอนาคตบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะหารือร่วมกับประเทศชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับใช้และสิทธิอธิปไตยของประเทศชายฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ

6 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อจัดทำแผนการที่ชัดเจนและเป็นที่ตกลงร่วมกัน โดยมีวงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กลไกสำหรับการดำเนินงานตามแผนการนี้จะได้รับการสรุปให้เสร็จสิ้นโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน ทั้งนี้ ใบอนุญาต ข้อยกเว้น และการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง จะได้รับการอนุมัติโดยสหรัฐอเมริกา

7 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ, มติของคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ ตามกำหนดเวลาที่ตกลงร่วมกันโดยเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นการยุติมาตรการคว่ำบาตรที่กล่าวไปข้างต้น และแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะจัดการกับประเด็นเหล่านี้ในการเจรจาทันที เพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

8 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอยืนยันอีกครั้งว่าตนจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาการจัดการคลังวัสดุเสริมสมรรถนะที่เก็บสะสมไว้ ตามกลไกที่จะตกลงร่วมกันให้สอดคล้องกับกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในย่อหน้าที่เจ็ด โดยกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นต่ำ ให้ดำเนินการลดระดับความเข้มข้นลง ณ สถานที่จัดเก็บ ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับประเด็นการเสริมสมรรถนะและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการทางนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตามที่ตกลงร่วมกัน โดยอิงตามกรอบการทำงานที่เห็นพ้องต้องกันซึ่งจะตกลงกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย และข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในย่อหน้านี้

ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเด็นทางนิวเคลียร์ที่กล่าวไปข้างต้น และแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะจัดการกับประเด็นเหล่านี้ในการเจรจาทันที เพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

9 – ในระหว่างที่รอข้อตกลงขั้นสุดท้าย สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงร่วมกันที่จะคงสถานะเดิมไว้ โดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะคงสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ของตน และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ใด ๆ รวมถึงจะไม่วางกำลังทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค

10 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าในทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงเวลาที่มาตรการคว่ำบาตรสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสารอนุพันธ์ของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการทำธุรกรรมทางธนาคาร การประกันภัย การขนส่ง และอื่น ๆ

11 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะปลดปล่อยเงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ ให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ โดยสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะตกลงร่วมกันเรื่องขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยเงินทุนเหล่านี้ในระหว่างการเจรจา โดยเงินทุนดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีเดิมหรือถูกโอนย้ายไปแล้ว จะต้องสามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่สำหรับการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใด ๆ ตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามแนวทางนี้

12 – สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงร่วมกันว่า จะมีการจัดตั้งกลไกฝ่ายบริหารเพื่อกำกับดูแลความสำเร็จในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และการปฏิบัติตามข้อตกลงขั้นสุดท้ายในอนาคต

13 – หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับนี้ และโดยขึ้นอยู่กับการเริ่มดำเนินการตามย่อหน้าที่ 1, 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับย่อหน้าที่เหลืออยู่เท่านั้น

14 – ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC)

บันทึกความเข้าใจนี้มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขขั้นสุดท้ายของข้อตกลง โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว CNN ได้รายงานเกี่ยวกับร่างข้อตกลงที่ระบุถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ไปแล้ว ซึ่งข้อความอย่างเป็นทางการที่สหรัฐฯ เปิดเผยออกมานั้นมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีข้อแตกต่างทางด้านถ้อยคำอยู่บ้างบางส่วน

“โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือข้อตกลงที่ช่วยให้เราสามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในทันที ทำให้อิหร่านถูกผูกพันให้ทำลายฝุ่นผงนิวเคลียร์ (Nuclear Dust) และทำให้เรามีปุ่มปรับสถานการณ์ ซึ่งหากอิหร่านปรับพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เราก็จะตอบรับด้วยการปรับเพิ่มการผ่อนปรนทางเศรษฐกิจและมาตรการคว่ำบาตรในแบบที่จะช่วยให้พวกเขาเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นได้” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

18 มิ.ย. 2569 00:49 น.

ทรัมป์เล็งปลดอายัดเงินอิหร่าน ชี้ “ไม่ใช่เงินของเรา”

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเรื่องการปลดล็อกเงินของอิหร่านที่ถูกอายัดเอาไว้ โดยระบุว่านั่นไม่ใช่เงินของสหรัฐฯ ขณะที่ยืนยันด้วยว่า สหรัฐฯ จะไม่มีกองทุนฟื้นฟูให้อิหร่าน หากอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลง

เมื่อ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวที่ประเทศฝรั่งเศส หลังเสร็จสิ้นการประชุม G7 โดยช่วงหนึ่งเขาพยายามชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง การให้เงินดอลลาร์สหรัฐแก่อิหร่าน ซึ่งเขายืนยันว่าจะไม่ทำเด็ดขาด กับการปลดอายัดทรัพย์สิน ซึ่งทรัมป์บอกว่า เป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมายของอิหร่านเอง

“เราได้ยึดเงินของพวกเขาไว้เป็นจำนวนมาก เรายึดเงินของพวกเขาไว้ แต่มันไม่ใช่เงินของเรา มันเป็นเงินของพวกเขาเอง และเราได้อายัดมันไว้ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ผมคิดว่าเราก็คงจะต้องคืนมันให้พวกเขาไป”

ในส่วนของมาตรการคว่ำบาตร ทรัมป์แสดงท่าทีว่าจะผ่อนปรนให้อิหร่านบ้าง โดยมีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องตกลงที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลง “ตราบใดที่ยังเป็นเรื่องของมาตรการคว่ำบาตร ณ จุดหนึ่ง คุณก็รู้ เรามีมาตรการคว่ำบาตรซึ่งจะไม่มีวันปล่อยให้พวกเขาฟื้นตัวได้เลย พวกเขาจะไม่มีเงิน และจะต้องตกอยู่ในความยากจน”

ทรัมป์ย้ำหลายครั้งว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ลงเงินใด ๆ ให้กับอิหร่าน รวมถึงในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ เว้นแต่ว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องนิวเคลียร์

“เราจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น เราจะไม่ลงเงิน ยกเว้นแต่ว่าพวกเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องและมีคนต้องการเข้าไปลงทุน พวกเขาก็สามารถลงทุนได้ แต่พวกเขามีกองทุนมูลค่า 300 ล้านนี้ มันเป็นเพียงกองทุนมูลค่า 300 ล้าน และมันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อพวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น” ทรัมป์กล่าวโดยพูดผิดเรื่องจำนวนเงิน

ทั้งนี้ สื่อหลายสำนักรายงานว่า ในบันทึกความเข้าใจที่สหรัฐฯ ทำไว้กับอิหร่าน และจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ มีข้อกำหนดเอาไว้ว่า สหรัฐฯ จะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่อิหร่าน และจะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่สหรัฐฯ อายัดเอาไว้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

18 มิ.ย. 2569 00:02 น.

ลูกชายอดีตผู้นำศรีลังกาถูกจับกุมในข้อหาคอร์รัปชัน

หน่วยงานปราบคอร์รัปชันของศรีลังกา จับกุมลูกชายของอดีตประธานาธิบดีราชปักษา ในข้อหาทุจริตอีกกระทง หลังจากก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตั้งข้อหาฟอกเงินไปแล้ว 2 คดีและเพิ่งได้ประกันตัวออกมา

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของศรีลังกาเปิดเผยว่า ลูกชายของ มหินทา ราชปักษา อดีตประธานาธิบดีศรีลังกา ถูกจับกุมตัวแล้ว ในวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 ในข้อหาทุจริต นับเป็นคดีล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่ตระกูลราชปักษา หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองที่สุดของประเทศ

คณะกรรมการฯ ระบุอีกว่า โยชิธา ราชปักษา วัย 38 ปี ถูกจับกุมในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนและสมรู้ร่วมคิด ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารับราชการโดยไม่มีคุณสมบัติขั้นต่ำ และต่อมาได้ใช้เงินทุนของรัฐในการฝึกอบรมในต่างประเทศ ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารเรือ

ทั้งนี้ โยชิธา ราชปักษา ได้เข้าร่วมหลักสูตรที่มีชื่อเสียงที่ดาร์ตมัธ (Dartmouth) ซึ่งเป็นวิทยาลัยราชนาวีของสหราชอาณาจักร แต่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเข้าเรียนของเขาเป็นการแย่งสิทธิ์ของนักเรียนนายเรือคนอื่น ที่ควรได้รับสิทธิ์นั้นด้วยความสามารถของตนเอง

ก่อนหน้านี้เขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน 2 คดี และถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยเขาได้รับการประกันตัวจนกระทั่งมาถูกควบคุมตัวอีกครั้งในคดีนี้

อนึ่ง คดีความต่างๆ ของตระกูลราชปักษาถูกนำกลับมาเคลื่อนไหวใหม่อีกครั้ง นับตั้งแต่ประธานาธิบดี อนุรา กุมารา ดิสซานายาเก ชนะการเลือกตั้งในปี 2567 ด้วยนโยบายที่ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการทุจริตให้สิ้นซาก

สมาชิกในตระกูลราชปักษาและคนสนิทหลายคนถูกตั้งข้อหาในความผิดหลายกระทงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงข้อหาทุจริตคอร์รัปชันและแม้กระทั่งข้อหาฆาตกรรม โดยคดีทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล

นายโยชิธา ราชปักษา ยังต้องเผชิญกับคดีอาญา หลังจากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่เขานำไปใช้ซื้อบ้าน ในช่วงที่พ่อของเขาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศระหว่างปี 2548-2558 ด้วย โดยเขาอ้างว่าเป็นเงินที่ได้จากการขายอัญมณีที่ได้รับมาจากคุณยายทวด ทว่าคุณยายทวดของเขากลับจำไม่ได้ว่าเธอได้พลอยล้ำค่าเหล่านั้นมาได้อย่างไร

นอกจากนี้เขายังเผชิญกับอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

17 มิ.ย. 2569 22:41 น.

ทรัมป์ขู่อีก อาจกลับไปโจมตีอิหร่าน หากไม่ทำตามสัญญา

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่อิหร่านอีก โดยบอกเป็นนัยว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับไปโจมตีอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ทำตามข้อตกลง ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะลงนามบันทึกความเข้าใจในวันศุกร์นี้แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเป็นนัยว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งหากจำเป็น ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมการลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ เพื่อเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขทางเทคนิคของข้อตกลงขั้นสุดท้าย

“นี่คือบันทึกความเข้าใจที่ยาวและค่อนข้างมีรายละเอียด ซึ่งจะนำไปสู่สัญญาฉบับปกติ ผมคิดว่าพวกเขาคงจะทำตามนั้น แต่ถ้าพวกเขาไม่ทำ มันก็—คุณก็รู้ ไม่เป็นไร เราก็แค่ต้องเริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง และเราไม่มีทางแพ้” ทรัมป์กล่าวเตือนระหว่างการประชุมทวิภาคีนอกรอบการประชุมสุดยอด G7 ร่วมกับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ ทรัมป์ได้เตือนไว้ว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง สหรัฐฯ จะ “กลับไปทิ้งระเบิดใส่กลางหัวพวกเขาทันที”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มหมดความอดทนกับความขัดแย้งนี้ และต้องการให้สงครามยุติลงเนื่องจากการเลือกตั้งกลางเทอมกำลังใกล้เข้ามา ประกอบกับราคาน้ำมันในประเทศที่ยังคงพุ่งสูงเกินกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าเขามั่นใจหรือไม่ว่าข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งเขาบอกว่ายังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย จะได้รับการลงนามในวันศุกร์นี้ในท้ายที่สุด นายทรัมป์ตอบว่า “คุณไม่มีทางรู้หรอกสำหรับเรื่องข้อตกลง ใช่ไหมล่ะ? แต่คุณจะได้รู้กันในอีกไม่ช้า ผมคิดว่ามันจะสำเร็จ พวกเขาต้องการลงนาม พวกเขาต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

17 มิ.ย. 2569 21:53 น.

CNN เปิดร่าง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน 14 ข้อ วางเงื่อนไขหยุดยิง-เปิดช่องแคบ

CNN สื่อของสหรัฐฯ เผยว่าพวกเขาได้รับร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมาแล้ว โดยภายในกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและเปิดช่องแคบ

สำนักข่าว CNN ของสหรัฐฯ รายงานว่า พวกเขาได้รับสำเนาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มาแล้ว โดยในนั้นกำหนดเงื่อนไขการหยุดยิงระหว่างสองประเทศคู่ปรับตลอดกาล, การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง, การบรรเทามาตรการคว่ำบาตรทางการเงินบางส่วนให้แก่อิหร่าน และการย้ำเจตนารมณ์จากรัฐบาลเตหะรานว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด

บันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 14 ข้อนี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ CNN ได้รับสำเนามาจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่ง นอกจากนี้ นักการทูตผู้เห็นเอกสารดังกล่าวในการประชุมสุดยอด G7 ที่ฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ รวมถึงแหล่งข่าวทางการทูตอีกสองรายที่มีความรู้เรื่องการเจรจา ต่างยืนยันเนื้อหาในเอกสารนี้

ข้อกำหนดทั้ง 14 ข้อที่ปรากฏในเอกสารที่ CNN ได้รับมาได้แก่

1 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยพันธมิตรของตนในสงครามครั้งปัจจุบัน ขอประกาศยุติสงครามในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และให้คำมั่นว่านับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่เปิดฉากการดำเนินการที่เป็นปรปักษ์ใด ๆ ต่อกัน และจะละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในมาตรานี้รวมถึงมาตราอื่น ๆ ที่เหลือ

2 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน

3 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

4 – ทันทีที่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สหรัฐอเมริกาจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงหรือการขัดขวางใด ๆ ต่อสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน รวมถึงฟื้นฟูการสัญจรทางเรือให้กลับคืนสู่ศักยภาพสูงสุดภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน โดยการสัญจรของเรือจะต้องเป็นสัดส่วนที่สอดคล้องกับปริมาณการสัญจรของฝั่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในช่วงก่อนเกิดสงคราม นอกจากนี้ สหรัฐอเมริกายังให้คำมั่นที่จะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่โดยรอบภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย

5 – เมื่อมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะดำเนินการในทันทีเพื่อรับรองว่า การเดินเรือของเรือสินค้าจากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน จะกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งภายใน 30 วันในปริมาณที่เท่ากับช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการขจัดอุปสรรคทางเทคนิคและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยอิหร่าน

6 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค เพื่อจัดทำแผนการที่ครอบคลุมและเป็นที่ตกลงร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สำหรับการฟื้นฟูและการพัฒนาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน พร้อมทั้งรับประกันการจัดหาเงินทุนจำนวนอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ โดยกลไกการดำเนินงานของแผนการนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงขั้นสุดท้าย จะถูกกำหนดขึ้นภายใน 60 วัน

7 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทที่สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ตามกำหนดเวลาที่จะตกลงร่วมกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งรวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และคณะผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ

8 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านขอย้ำเจตนารมณ์ว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด โดยสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาได้ตกลงร่วมกันว่า การจัดการกับวัสดุเสริมสมรรถนะ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ตามที่ตกลงร่วมกัน ซึ่งรวมถึงความต้องการทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมในข้อตกลงขั้นสุดท้าย โดยข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะยืนยันข้อบัญญัติในมาตรานี้

9 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า ในระหว่างที่รอข้อตกลงขั้นสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายจะคงสถานะเดิมไว้ โดยอิหร่านจะคงสถานะเดิมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน และสหรัฐอเมริกาจะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่ ๆ ต่ออิหร่าน หรือเสริมกำลังทหารของตนในภูมิภาค

10 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า ในทันทีหลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และจนกว่าจะถึงวันที่มาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาจะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และสารอนุพันธ์ของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งรวมถึงการธนาคาร, การประกันภัย, การขนส่ง, และบริการอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน

11 – สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่า เมื่อพิจารณาจากความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้าย เงินทุนและสินทรัพย์ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ จะได้รับการปลดปล่อยและเปิดให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยเงินทุนเหล่านี้ ไม่ว่าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีหลักหรือถูกโอนย้ายไปแล้วก็ตาม จะถูกนำไปใช้สำหรับการชำระเงินให้แก่ผู้รับประโยชน์ขั้นสุดท้ายรายใด ๆ ตามที่ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำหนด และจะพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะออกใบอนุญาตและการอนุมัติที่จำเป็นทั้งหมดตามแนวทางนี้

12 – สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาตกลงร่วมกันว่า จะมีการจัดตั้งกลไกการดำเนินงานเพื่อกำกับดูแลความสำเร็จในการปฏิบัติตามข้อตกลง และข้อผูกพันในอนาคตต่อข้อตกลงขั้นสุดท้าย

13 – หลังจากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ และเมื่อได้รับหลักประกันเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินการตามมาตรา 4, 5, 10 และ 11 ของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ รวมถึงการดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตราที่เหลืออยู่เท่านั้น

14 – ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการอนุมัติผ่านมติที่มีผลผูกพันของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และอิหร่านต่างปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับถ้อยคำในข้อตกลง จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าร่างข้อความที่ CNN ได้มานั้น จะสะท้อนถึงถ้อยคำที่ถูกต้องตรงกับเอกสารฉบับสุดท้ายที่จะมีการลงนามร่วมกันในวันศุกร์นี้ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หรือไม่

โดยขณะนี้รายละเอียดทางเทคนิคกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย ดังนั้นถ้อยคำจึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ และโฆษกทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อความดังกล่าวไม่ได้สะท้อนถึงบันทึกความเข้าใจที่แท้จริง

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายรายที่ได้พูดคุยกับ CNN ยังพยายามลดระดับความสำคัญของบันทึกความเข้าใจลงฉบับนี้ลง โดยเรียกมันว่าเป็นเพียง “เอกสารทางการเมือง” ที่ไม่ได้สะท้อนถึง “ข้อผูกพันลับหลังที่สำคัญ” ที่อิหร่านได้ให้ไว้กับสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน

ขณะที่สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่าเวอร์ชันของร่างที่หลุดออกมานั้นไม่ถูกต้อง ส่วนสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้เผยแพร่ร่างข้อตกลงเวอร์ชันหนึ่งไปก่อนหน้านี้แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

กกต.แจงปมคลิปวันเลือก สว. ยันพกโพยเข้าคูหา ไม่ผิดกฎหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.16 น.

“กกต.”ร่อนเอกสารชี้แจงปมคลิปวันเลือก สว.ระดับประเทศ อ้างคำพิพากษาศาลฯ ยัน”พกโพยเข้าคูหา”ไม่ผิดกฎหมาย ส่วนกรณี”ฐิติเชฎธ์”เดินเก็บโพย เป็นการทำตามมติบอร์ดสั่งระงับยับยั้งเพื่อความเรียบร้อย

18 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการปฏิบัติงานในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 หลังมีการเผยแพร่ภาพและเสียงของกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติหน้าที่จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

โดยชี้แจงรายละเอียดใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ ประเด็นแรก กรณีการนำเอกสารหรือโพยรายชื่อเข้าไปในสถานที่เลือก สว. กกต.ระบุว่าไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อท 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง ห้ามเพียงการนำเข้าหรือใช้เครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์บันทึกภาพและเสียง หรืออุปกรณ์อื่นตามที่ กกต.กำหนดเท่านั้น แต่ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องการนำเอกสารหรือโพยที่จดหมายเลขผู้สมัครอื่นเข้าไปด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไว้ ผู้สมัครย่อมมีสิทธินำเอกสารใดๆ เข้าไปในเขตเลือกตั้งได้ และ กกต.ก็ไม่สามารถสั่งห้ามเด็ดขาดได้เช่นกัน

ประเด็นที่สอง กรณีข้อกล่าวอ้างที่ว่า พ.ต.อ.มนัส นครศรี ผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ได้แจ้งต่อเลขาธิการ กกต.ในวันเลือก สว.เวลา 08.29 น.ว่ามีกลุ่มบุคคลจัดทำโพยรายชื่อนั้น สำนักงาน กกต.ได้ทำการตรวจสอบเอกสาร บันทึกปฏิบัติงาน และภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการแจ้งเหตุดังกล่าวต่อเลขาธิการ กกต.ในเวลาดังกล่าวตามที่มีการอ้างอิง แต่พบว่า พ.ต.อ.มนัส ได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวตามแบบราชการ (ผตล.จว. 2/1) ในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นการรายงานหลังจากวันเลือก สว.ระดับประเทศผ่านไปแล้ว 2 วัน การพิจารณาเรื่องนี้ กกต.จึงต้องยึดตามพยานหลักฐานทางราชการที่ตรวจสอบได้เป็นหลัก

ประเด็นที่สาม มาตรการระงับยับยั้งในวันเลือก สว.ระดับประเทศ กกต.ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 59 ให้อำนาจ กกต.สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข หรือยกเลิกการเลือกได้หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น ในวันเลือก สว.ที่ประชุม กกต.จึงมีมติห้ามมิให้ผู้สมัครนำเอกสารใดๆ เข้าไปในบริเวณพื้นที่ลงคะแนนเลือกผู้สมัครกลุ่มอื่นในสายเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ การที่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ได้เข้าไปเก็บโพยหรือกระดาษที่ผู้สมัครพกติดตัวในวันดังกล่าว จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามมติของ กกต.เพื่อยับยั้งการฝ่าฝืนแนวทางปฏิบัติ ไม่ใช่การกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษารองรับจนเป็นที่ยุติแล้ว

สำนักงาน กกต.ระบุทิ้งท้ายว่า สำหรับการตรวจสอบข้อร้องเรียนและการกระทำความผิดของผู้สมัคร สว.ในกรณีอื่นๆ นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งหากได้ข้อสรุปที่เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการเผยแพร่ให้สาธารณชนรับทราบต่อไป

– 006

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

วันนี้ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.นัดพิเศษ) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย

1. เรื่อง ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่ให้สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   (1) รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินงบประมาณจำนวน 3,788,000 ล้านบาท (วงเงินเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569)

                   (2) เห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบหมาย สงป. จัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเอกสารประกอบงบประมาณเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 และนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป

                   (3) เห็นชอบการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) ซึ่งปรับวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร จากเดิม 1 -3 กรกฎาคม 2569 เป็น 29 มิถุนายน – 1 กรกฎาคม 2569

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   สำนักงบประมาณได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 วรรคสอง โดยวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ผ่านเว็บไซต์สำนักงบประมาณ ระหว่างวันที่ 3 – 9 มิถุนายน 2569 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้าระบบรับฟังความคิดเห็น จำนวน 1,783 ราย และมีผู้แสดงความคิดเห็น จำนวน 236 ความคิดเห็น

                   ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้นำผลการรับฟังความคิดเห็นไปประกอบการวิเคราะห์ผลกระทบและการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และได้จัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   2. ข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   สำนักงบประมาณได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และได้มีการปรับรูปแบบให้มีความถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้นตามแบบการร่างกฎหมาย ตามที่ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 และตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 มีโครงสร้างของร่างพระราชบัญญัติฯ จำนวน 8 หมวด 41 มาตรา เช่นเดียวกับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   3. การปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (ครั้งที่ 2) เป็นการปรับกำหนดวันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎรให้เร็วขึ้น จากเดิมวันพุธที่ 1 ถึง วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 เป็นวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน ถึงวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยขั้นตอนและกิจกรรมอื่นยังคงเดิม ซึ่งการปรับเปลี่ยนช่วงเวลาดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบต่อกรอบระยะเวลาตามที่บทบัญญัติของกฎหมายกำหนดไว้ และไม่ส่งผลต่อช่วงเวลาการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   4. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับแผนการบริหารการคลังและงบประมาณในระยะปานกลาง ซึ่งรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนรายได้ การปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและการจัดสรรงบชำระหนี้ให้สอดคล้องกับขนาดของมูลหนี้และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังที่เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและรายจ่ายที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถรับทราบและให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร

2. เรื่อง การโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ ดังนี้

                   (1) เห็นชอบผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.06 ล้านบาท

                   (2) เห็นชอบการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 (เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณและมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง) เพื่อให้รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 (เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562) และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 (เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น) เพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 ใช้ระยะเวลา 3 วัน

                   (3) มอบหมายให้ สงป. นำผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ใช้จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้วไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำงบประมาณดังกล่าวมาส่งคืน

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 นั้น

                   สำนักงบประมาณนำเสนอ ดังนี้

                   1. หน่วยรับงบประมาณ ได้ส่งรายละเอียดการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลให้สำนักงบประมาณ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 และสำนักงบประมาณได้พิจารณาดำเนินการตามหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยรายการที่นำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีดังนี้

                             1) รายจ่ายประจำในทุกงบรายจ่ายที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายและไม่มีข้อผูกพันหรือสามารถชะลอข้อผูกพันได้ ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา การฝึกอบรมการประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศ (รวมถึงการศึกษาดูงานในต่างประเทศที่อยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม) และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ รวมทั้งรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาตามมาตรการลดการใช้พลังงานภาครัฐ และ/หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด หรือบางส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                             2) รายจ่ายลงทุนในทุกงบรายจ่าย ได้แก่ รายการปีเดียวที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 โดยงบประมาณรายจ่ายของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดสำนักงบประมาณจะพิจารณาเป็นกรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ในการสร้างงาน  สร้างรายได้ของประชาชนในพื้นที่ด้วย รายการผูกพันข้ามปีงบประมาณ ตามมาตรา 41 และ 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคา ประกาศเชิญชวน หรือจัดหาผู้รับจ้างได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งหน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นว่าหมดความจำเป็นในการดำเนินการ และต้องการยกเลิกการดำเนินการ หรือสามารถชะลอการดำเนินการได้ ตลอดจนรายการและงบประมาณที่หน่วยรับงบประมาณพิจารณาแล้วเห็นว่าสามารถชะลอการดำเนินการได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการ หรือไม่สามารถเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จะทำให้รายการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณในปีแรกต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งมีผลให้ต้องได้รับการยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่กำหนดให้รายจ่ายลงทุนที่จะขออนุมัติผูกพันข้ามปีมาทุกรายการต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้น ๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

                             3) หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานของศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอัยการ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนและทุนหมุนเวียน ซึ่งยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ที่พิจารณาเห็นว่ารายการที่ได้รับงบประมาณไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของการตั้งงบประมาณ หรือมีเงินรายได้/เงินรายได้สะสมคงเหลือเพียงพอต่อการดำเนินภารกิจของหน่วยงานทดแทนเงินงบประมาณที่ได้รับ โดยใช้หลักเกณฑ์และแนวทางตามข้อ 1) และ 2) โดยอนุโลม

                   2. สรุปผลการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท มีสาระสำคัญ ดังนี้

                             2.1 งบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ (Function) จำนวน 9,039.7949 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 632.9942 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 8,406.8007 ล้านบาท โดยกรณีหน่วยงานของรัฐสภา และองค์การมหาชน สำนักงบประมาณได้พิจารณานำงบประมาณมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….. ในจำนวนเท่ากับข้อเสนอของหน่วยงานดังกล่าว

                             2.2 งบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) จำนวน 1,288.2702 ล้านบาทประกอบด้วย รายจ่ายประจำ จำนวน 50.1370 ล้านบาท และรายจ่ายลงทุน จำนวน 1,238.1332 ล้านบาท

                             2.3 งบประมาณรายจ่ายที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. จำนวน 10,328.0651 ล้านบาท นำไปตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหา ฟื้นฟู และบรรเทาผลกระทบจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ปัญหาความมั่นคงชายแดน ความผันผวนของตลาดการเงิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหาภัยพิบัติ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีงบประมาณ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนอื่น ๆ

                   3. กรณีการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. มีผลให้เป้าหมายหรือตัวชี้วัดแผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ลดลงในสาระสำคัญ ให้หน่วยรับงบประมาณเสนอขอปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป

                   4. กรณีงบประมาณรายจ่ายตามข้อเสนอวงเงินของหน่วยรับงบประมาณที่นำมาพิจารณา จัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เป็นงบประมาณรายจ่ายที่สำนักงบประมาณอนุมัติเงินจัดสรรไปยังหน่วยรับงบประมาณแล้ว แต่หน่วยรับงบประมาณยังมิได้เบิกจ่ายเงินจากคลังเพื่อให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณามอบหมายให้สำนักงบประมาณประสานหน่วยรับงบประมาณดำเนินการนำเงินจัดสรรที่ผ่านการพิจารณาตามข้อ 2 มาส่งคืนในระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (New Government Fiscal Management Information System : New GFMIS) ที่หน่วยรับงบประมาณส่วนกลาง โดยสำนักงบประมาณจะประสานกรมบัญชีกลางในการดำเนินการลดยอดเงินจัดสรร ระหว่างวันที่ 16-19 มิถุนายน 2569 เพื่อประมวลข้อมูลการจัดสรรคืนและนำไปจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ต่อไป

                   5. การยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้

                             5.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 เรื่อง ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง กรณีรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่นำมาจัดทำร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. ให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินในปีแรก เป็นจำนวนต่ำกว่าร้อยละ 15 ของวงเงินรายจ่ายส่วนที่เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งสิ้นของรายจ่ายลงทุนนั้นๆ โดยไม่รวมวงเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด

                             5.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ในส่วนของคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมคำแนะนำของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย เรื่อง การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อเพิ่มระยะเวลาขั้นต่ำในการรับฟังความคิดเห็น โดยให้มีการรับฟังความคิดเห็นการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นระยะเวลา 3 วัน

                   6. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นชอบและมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น การใช้จ่ายวงเงินดังกล่าวจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า ความจำเป็นและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์และเงื่อนไขทางการเงินการคลังของประเทศ ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีสามารถให้ความเห็นชอบและมอบหมายได้ตามที่เห็นสมควร

เศรษฐกิจ-สังคม

3. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) มีกำหนดแผนงานโครงการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2574) กรอบวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. เนื่องจากสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ลุ่มน้ำของอำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองมีความลาดชันค่อนข้างมาก เมื่อเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำจะหลากลงสู่ลำห้วยต่างๆ อย่างรวดเร็วทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม ด้านท้ายน้ำ ประกอบกับหากเกิดสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจะส่งผลต่อการระบายน้ำในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ คลองทับมา ซึ่งเป็นคลองสายหลักมีความสามารถในการระบายน้ำได้ไม่เพียงพอ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน และพื้นที่เขตเศรษฐกิจของจังหวัดระยอง ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ กษ. โดยกรมชลประทานดำเนินโครงการคลองระบายน้ำคลองทับมา – คลองกะแมง อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง (โครงการคลองระบายน้ำฯ) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยโครงการคลองระบายน้ำฯ เป็นการดำเนินการก่อสร้าง ดังนี้

                             (1) ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ เพื่อตัดยอดน้ำและผันน้ำส่วนเกินจากคลองทับมาไปยังคลองกะแมง โดยมีความยาวประมาณ 3.015 กิโลเมตร (3,000 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำประมาณ 90 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง

                             (2) ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพคลองกะแมง เพื่อรองรับการระบายน้ำที่เพิ่มขึ้น และระบายลงสู่คลองใหญ่ต่อไป โดยปรับปรุงคลองกะแมงให้เป็นคลองระบายน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กแบบกำแพงตั้ง ความยาวประมาณ 6.118 กิโลเมตร (6,118 เมตร) มีความสามารถในการระบายน้ำตั้งแต่ 40-150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมอาคารบังคับน้ำ และถนนสัญจรข้างคลองตลอดแนวคลอง

                             (3) ก่อสร้างอาคารบังคับน้ำตามแนวคลอง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำหลากและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ แบบบานตรง ขนาด 6 x 6 เมตร จำนวน 4 ช่อง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 ชุด ความสามารถระบายน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งสูบระบายน้ำลงสู่คลองใหญ่

                             (4) งานอาคารชลประทานอื่น ๆ ตามความจำเป็น โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 -2574) และใช้วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 4,400 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 3,300 ล้านบาท และค่าที่ดิน 1,100 ล้านบาท) ซึ่งได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นแล้ว ไม่มีผู้คัดค้านการดำเนินโครงการ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาอุทกภัยและป้องพื้นที่น้ำท่วมได้ 7,113 ไร่ ในพื้นที่อำเภอบ้านค่ายและอำเภอเมืองระยอง

                   2. คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) มีมติเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำฯ โดยให้หน่วยงานดำเนินการ เช่น เร่งรัดกระบวนการขออนุญาตใช้พื้นที่ก่อสร้างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเร่งรัดดำเนินการจัดหาที่ดิน โดยดำเนินการเจรจาปรองดองก่อนออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน วางแผนและกำหนดมาตรการบริหารความเสี่ยงรองรับสถานการณ์อุทกภัยล่วงหน้า ในระหว่างที่โครงการยังไม่แล้วเสร็จเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง เป็นต้น รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เห็นควรอนุมัติในหลักการ/ไม่ขัดข้อง/เห็นด้วยตามที่ กษ. เสนอโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นเพิ่มเติม เช่น

                             2.1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการคลองระบายน้ำ สงป. ขอให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความสามารถในการใช้จ่ายและการก่อหนี้ผูกพันภายในปีงบประมาณ เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

                             2.2 สทนช. ขอให้กรมชลประทานดำเนินการตามมติ กนช. ข้างต้นให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ

                             2.3 สกพอ. เห็นควรให้พิจารณาจัดทำแนวทาง วิธีการหรือมาตรการในการเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งหรือช่วงที่ขาดแคลนน้ำ

4. เรื่อง ขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลน สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ ดังนี้

                   1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (เรื่อง รายงานการศึกษาสถานภาพปัจจุบันของป่าไม้ชายเลนและปะการังของประเทศ)

                   2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน)

                   3. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543 (เรื่อง มติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ครั้งที่ 3/2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่ป่าชายเลน) เพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี รวมเนื้อที่ 8-2-17.6 ไร่ สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ของกรมทางหลวงชนบท (ทช.) (โครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตาฯ) ก่อนดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้

                   สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบทพิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับการจัดสรรแล้ว หรือพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณจากโครงการ/รายการ ที่ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วและมีงบประมาณเหลือจ่าย และ/หรือรายการ ที่หมดความจำเป็น และ/หรือรายการที่คาดว่าจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในปีงบประมาณ แล้วแต่กรณีมาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน หากไม่เพียงพอขอให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงคมนาคม (คค.) จะดำเนินการก่อสร้างโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ตำบลเกาะกลาง – ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ (โครงการฯ) เพื่อบรรเทาปริมาณการจราจรของถนนทางหลวงและอำนวยความสะดวกในการคมนาคมขนส่งของประชาชนจากเกาะลันตาไปยังจังหวัดกระบี่ โดยกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (รายงาน EIA) พบว่า แนวเส้นทางก่อสร้างของโครงการฯ จะตัดผ่านพื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี บริเวณคอสะพานฝั่งเกาะลันตาน้อย จำนวน 8-2-17.6 ไร่ (โครงการฯ มีความยาว 2,527 เมตร คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 47-2-21.25 ไร่) คค. จึงจำเป็นต้องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนในครั้งนี้ รวม 3 มติ ได้แก่ (1) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 (2) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2543 และ (3) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2543

                   2. สำนักงบประมาณเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณายกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวตามที่ คค. เสนอ สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นสำหรับการดำเนินการดังกล่าว เห็นสมควรให้ คค. (ทช.) พิจารณาใช้จ่ายจากงบประมาณ หากไม่เพียงพอขอให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป ส่วนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรัฐมนตรีสามารถพิจารณายกเว้นมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร โดยอาจกำหนดมาตรการต่าง ๆ ให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการเพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาป่าชายเลนด้วยก็ได้ และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเห็นควรให้ความเห็นชอบการขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีตามที่ คค. เสนอ และเห็นควรมอบหมายให้ ทช. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงาน EIA อย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสาน ทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดให้มีการเผยแพร่รายงานผลการปลูกและบำรุงป่าชายเลนทดแทนต่อสาธารณชน

5. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1

                    คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ วงเงิน 96 ล้านบาท (ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง วงเงิน 2,054 ล้านบาท ตามที่ กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. กระทรวงพลังงานขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 1 (โครงการ SEZ ระยะที่ 1) ซึ่งเป็นโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในระยะยาวเพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร และรองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ภายในวงเงิน 2,150 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์จากต่างประเทศ จำนวน 96 ล้านบาท และ (2) ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ในประเทศและก่อสร้าง จำนวน 2,054 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 4 ปี และคาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2572 โดยขอบเขตการดำเนินโครงการมีรายละเอียด สรุปได้ ดังนี้

                             เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอแม่สอด จังหวัดจาก

                             1.ก่อสร้างสายส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) ตาก 2 – แม่สอด จำนวน 2 วงจร ระยะทางประมาณ 81.90 กิโลเมตร (ใช้เขตระบบโครงข่ายไฟฟ้าใหม่)

                             2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ตาก 2

                             3. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) แม่สอด

                             4. จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อก่อสร้างขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) แม่สอด ในอนาคต
 

                             เขตเศรษฐกิจพิเศษ อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                             1.ตัดสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม – มุกดาหาร วงจรเดี่ยวลงที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 พร้อมปรับปรุงอุปกรณ์ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงที่เกี่ยวข้อง

                             2. ขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร 2 สำหรับสายส่ง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มาจากสถานีไฟฟ้าแรงสูงธาตุพนม จำนวน 1 วงจร และไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร จำนวน 1 วงจร

                             3. งานปรับปรุงระบบควบคุมและป้องกันที่สถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) ธาตุพนม และสถานีไฟฟ้าแรงสูง 115 กิโลโวลต์ (115 kV) มุกดาหาร

                   2. พน. แจ้งว่า การดำเนินโครงการ SEZ ระยะที่ 1 จะก่อให้เกิดประโยชน์ ดังนี้

                             1) เสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าในระยะยาวด้วยระบบส่ง 230 กิโลโวลต์ (230 kV) รวมทั้งการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้า 115 กิโลโวลต์ (115 kV) เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                             2) รองรับนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนบริเวณพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร  

                             3) รองรับการจ่ายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้านบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และอำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร

                   ทั้งนี้ พน. แจ้งว่า กระทรวงการคลัง (กค.) [สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.)] สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดย
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) [ในคราวประชุมครั้งที่ 58/2563 (ครั้งที่ 701) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563] ไม่ขัดข้อง/เห็นชอบให้ กฟผ. ดำเนินการโครงการ SEZ ระยะที่ 1 วงเงินลงทุนรวม 2,150 ล้านบาท

6. เรื่อง ขอความเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ปี 2569

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 ตามมติ นบขพ. ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบให้ปรับระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อไม่ให้กระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่จะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งต่อมากระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ออกประกาศ พณ. เรื่อง การนำเข้าข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงภายใต้ AFTA สำหรับปี 2569 พ.ศ. 2568 โดยกำหนดช่วงระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไป ต้องนำเข้าระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 แต่โดยที่ข้อเท็จจริงของฤดูการผลิตปี 2569 ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม คิดเป็นปริมาณ 4.04 ล้านตัน (ร้อยละ 80.69 ของปริมาณผลผลิตทั้งประเทศรวม 5.01 ล้านตัน) ประกอบกับประเทศไทยได้บังคับใช้มาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จึงเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงและไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ อีกทั้งสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง และสมาคมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ของประเทศไทยได้ขอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้ AFTA ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันและการดำเนินการที่ผ่านมา ดังนั้นคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 จึงได้มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลานำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กรณีผู้นำเข้าทั่วไปภายใต้ AFTA ปี 2569 เดิมระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน 2569 เป็นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 สิงหาคม 2569 และมอบฝ่ายเลขานุการ นบขพ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ เพื่อที่กรมการค้าต่างประเทศ (พณ.) จะดำเนินการออกกฎระเบียบในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ต่างประเทศ

7. เรื่อง การจัดทำหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอดังนี้

                   1. เห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าวในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขออนุมัติให้ กต. พิจารณาและดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีก

                   2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนดังกล่าว

                    สาระสำคัญ

                   กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (เมียนมา) ว่าด้วยการถือครองในกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารเพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่าย (ร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ) โดยมีสาระสำคัญสรุปว่า ตั้งแต่ปี 2491 (ค.ศ.1948) หากรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ และ/หรือจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดิน ซึ่งใช้เป็นที่ทำการหรือที่พำนักของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง รัฐบาลนั้นย่อมมีสิทธิในการซื้อและจำหน่ายอาคาร และ/หรือแปลงที่ดินดังกล่าว โดยตั้งอยู่บนหลักประติบัติต่างตอบแทน และจะได้รับการยกเว้นภาษี อากร ค่าธรรมเนียมทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหรือจำหน่ายอาคารและแปลงที่ดินดังกล่าวจากรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ หนังสือแลกเปลี่ยนฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนาม

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

รับมือความท้าทายโลก! นายกฯโชว์วิสัยทัศน์ วางทิศทางใหม่อาเซียน-รัสเซีย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.09 น.

นายกฯ เสนอ 3Rs Regionalism Resilience Relevance ในเวทีอาเซียน-รัสเซีย วางทิศทางความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย รับมือความท้าทายโลก สร้างความมั่นคงและโอกาสแห่งอนาคตเพื่อประชาชน

18 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคาซาน ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ ห้อง Plenary Session Hall 1 อาคาร Pavilion A2 ศูนย์การประชุมนานาชาติคาซาน (Kazan Expo International Exhibition Center) เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (เต็มคณะ) ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยมี นายวลาดิมีร์ ปูติน (H.E. Mr. Vladimir Putin) ประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย และนายแฟร์ดีนันด์ โรมูอัลเดซ มาร์โคส จูเนียร์ (H.E. Mr. Ferdinand Romualdez Marcos Jr.) ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เป็นประธานการประชุมร่วมกัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีปูติน และรัฐบาลสาธารณรัฐตาตาร์สถาน สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมแสดงความซาบซึ้งต่อผู้นำประเทศต่างๆ ที่ได้แสดงความเสียใจต่อประเทศไทยจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนถึงมิตรไมตรีและการสนับสนุนจากทุกฝ่ายในเวลาเช่นนี้

การประชุมฯ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการทบทวนและยกระดับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายในโลกยุคปัจจุบัน และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนของทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประชาคมโลก พร้อมแสดงความยินดีต่อความพยายามทางการทูตในการแสวงหาข้อตกลงสันติภาพ และหวังว่าจะช่วยส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด ความไร้เสถียรภาพในภูมิภาคหนึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อการค้า ความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว ไทยเชื่อว่าความมั่นคงต้องอาศัยการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมีส่วนช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคง ผ่านการรักษาช่องทางการเจรจา การสร้างความเชื่อมั่น และการขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอให้ความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย มุ่งเน้น 3 ประเด็นสำคัญ (3Rs) ได้แก่

1) Regionalism การเสริมสร้างบทบาทของอาเซียน โดยเน้นย้ำว่าอาเซียนควรยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนอาเซียน-รัสเซีย อาเซียนมีบทบาทในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคมาโดยตลอด ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง กลไกที่อาเซียนเป็นแกนกลางยังคงมีความสำคัญในการเป็นเวทีสำหรับการเจรจา สร้างความเชื่อมั่น ความร่วมมือเชิงปฏิบัติ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกันได้ร่วมขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ พร้อมชื่นชมบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของรัสเซียในการมีส่วนร่วมกับกลไกต่างๆ ที่อาเซียนเป็นแกนกลาง และการสนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง

2) Resilience การเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือความท้าทาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย โดยปัจจุบันความยืดหยุ่นได้รวมถึงการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ล้วนส่งผลกระทบข้ามพรมแดนและไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างอาเซียนและรัสเซียควรมุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถร่วมกันในการคาดการณ์ความเสี่ยง ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

ทั้งนี้ ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ เห็นศักยภาพในการขยายความร่วมมือกับรัสเซียด้านห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย นวัตกรรมการเกษตร และการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบอาหาร รวมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน เทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

3) Relevance การตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นตัวกำหนดคุณค่าที่แท้จริงของความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายควรมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และร่วมกันรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน อาทิ การหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และกระแสเงินผิดกฎหมายข้ามพรมแดน โดยไทยสนับสนุนการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาศักยภาพ การบังคับใช้กฎหมาย และความมั่นคงทางดิจิทัล เพื่อยกระดับการคุ้มครองประชาชนและระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การเตรียมความพร้อมให้สังคมสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสแห่งอนาคตมีความสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต โดยสนับสนุนให้อาเซียนและรัสเซียขยายความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล AI เทคโนโลยีใหม่ๆ และการศึกษา ตลอดจนส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ การเสริมพลังเยาวชน และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อสร้างโอกาสใหม่สำหรับคนรุ่นต่อไป

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา อาเซียนและรัสเซียได้ร่วมกันพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงความยินดีที่ได้ร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนรับรองปฏิญญาคาซานและเอกสารผลลัพธ์การประชุม ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมืออาเซียน-รัสเซีย ในระยะต่อไป โดยยืนยันความพร้อมของไทยในการร่วมสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็ง มีความยืดหยุ่น และมีส่วนส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของภูมิภาคและประชาคมโลกสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้รับรองและรับทราบเอกสารผลลัพธ์การประชุมฯ จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่

(1) ปฏิญญาคาซาน ค.ศ.2026 “อาเซียน-รัสเซีย : เอกภาพในความหลากหลาย – 35 ปี ร่วมกัน” ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ ความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางชีวภาพ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน พลังงาน อาหาร การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์

(2) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือด้านพลังงาน มุ่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การรับมือวิกฤตพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาค

(3) แถลงการณ์ร่วมอาเซียน-รัสเซียว่าด้วยความร่วมมือทางวัฒนธรรม ที่มุ่งส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนทางศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี และการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านวัฒนธรรม

และ (4) แผนดำเนินการที่ครอบคลุมเพื่อปฏิบัติตามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-รัสเซีย ค.ศ.2026-2030 ซึ่งกำหนดกรอบความร่วมมือใน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าและการลงทุน ความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร การคมนาคม การเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติ การย้ายถิ่นฐาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ