รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัณโรค รักษาได้ (ตอนที่2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัณโรค รักษาได้ (ตอนที่2)

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : วัณโรค รักษาได้ (ตอนที่2)

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เหตุผลที่วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญนั้นมีหลายประการ ประการแรกคือ เชื้อวัณโรค “ซ่อนตัว” เก่ง  คนจำนวนมาก มีเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการ เราเรียกว่า “วัณโรคระยะแฝง” ซึ่งคนกลุ่มนี้จะไม่แพร่เชื้อและไม่รู้ตัวว่ามีเชื้อ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนแอลง เช่น อายุมากขึ้น ผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะขาดอาหาร โภชนาการไม่ดี สูบบุหรี่ หรือร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันตก เชื้อจะ “กำเริบ” ขึ้นมากลายเป็นวัณโรคระยะติดต่อทันที ประการที่สอง อาการเริ่มแรก “แยกยาก”วัณโรคมักไม่ได้ทำให้ป่วยหนักทันทีในวันแรก แต่อาการจะค่อยเป็นค่อยไป เช่น ไอเล็กน้อย มีไข้ต่ำๆ ตอนเย็น ซึ่งหลายคนมักคิดว่าเป็นแค่หวัดหรือภูมิแพ้ธรรมดา กว่าจะรู้ตัวและไปหาหมอ ก็อาจจะ แพร่เชื้อให้คนรอบข้างไปแล้วหลายคน ประการที่สามปัญหา “วัณโรคดื้อยา” คือความท้าทายที่น่ากลัวที่สุดในปัจจุบัน เกิดจากการที่ผู้ป่วยกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือกินยาไม่ครบตามที่หมอสั่ง พอเริ่มรู้สึกดีขึ้นก็มักจะหยุดยาเอง ทำให้เชื้อพัฒนาตัวเองจนยาทั่วไปที่รักษาใช้ไม่ได้ผล นั่นคือเชื้อดื้อยาซึ่งการรักษาวัณโรคดื้อยานั้นจะยากขึ้น และจะใช้เวลานานขึ้นเป็น 18-24 เดือน และมีโอกาสรักษาหายขาดน้อยลง ประการสุดท้าย สภาพสังคมและกลุ่มเสี่ยง วัณโรคชอบ “ที่อับ คนแออัด อากาศไม่ถ่ายเท” ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ยังมีการระบาดต่อเนื่อง

การเกิดวัณโรคมี 2 ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ คือ 

1. ปัจจัยด้านสุขภาพ หรือ “ความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง” เป็นปัจจัยภายในที่ทำให้ร่างกายสู้กับเชื้อไม่ไหว แม้จะเคยฉีดวัคซีนมาแล้ว เช่น คนที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเบาหวาน ที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ โรคไตเรื้อรัง และ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มนี้มีโอกาสที่เชื้อวัณโรคระยะแฝงจะกำเริบสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า คนที่อยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ หรือยารักษามะเร็ง) รวมถึงคนที่มีภาวะโภชนาการ การขาดสารอาหาร หรือมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 18.5 ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่ค่อยดี 

2. ปัจจัยด้านการสัมผัส หรือ “โอกาสในการรับเชื้อ” เช่น ผู้ใช้ชีวิตและหายใจในอากาศเดียวกับผู้ป่วยเป็นเวลานาน บุคลากรทางการแพทย์ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงจากการปฏิบัติงาน คนที่ทำงานหรืออาศัยในที่อับอากาศ ไม่ถ่ายเท เช่น เรือนจำ หรือชุมชนแออัด 

วัณโรคหายขาดได้ด้วยการใช้ยา การกินยาสูตรมาตรฐานติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ 6 เดือน จะทำให้ผู้ป่วยวัณโรคหายขาด และเมื่อผู้ป่วยกินยาครบ 14 วันแรก ก็จะไม่แพร่เชื้อวัณโรคให้แก่ผู้อื่นแล้ว ดังนั้น เมื่อมีอาการไอเรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีไข้ต่ำๆ บ่ายๆ เย็นๆ ทุกวัน เหงื่อออกตอนกลางคืน น้ำหนักลดมากทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ควรสงสัยวัณโรคไว้และรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยเร็ว ทั้งเพื่อสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างด้วยนั่นเอง 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปวดท้องเมนส์หนัก-มาเยอะผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน อาจเสี่ยง ‘เนื้องอกมดลูก’

ปวดท้องเมนส์หนัก-มาเยอะผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน อาจเสี่ยง ‘เนื้องอกมดลูก’

ปวดท้องเมนส์หนัก-มาเยอะผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน อาจเสี่ยง ‘เนื้องอกมดลูก’

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้หญิงหลายคนคงเคยปวดท้องเมนส์หนัก ๆ หรือประจำเดือนมาเยอะผิดปกติ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอาจเป็นสัญญาณของเนื้องอกมดลูก อันตรายที่หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนกระทบชีวิตประจำวัน ซึ่งหากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา ทำให้หลายคนกลัวว่าจะเจ็บหรือทิ้งแผลเป็นไว้บริเวณหน้าท้อง แต่เทคโนโลยีการรักษาในวันนี้ ทำให้ผู้หญิงมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น และการผ่าตัดยุคนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด โดยเฉพาะการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวชที่เรียกว่า V-NOTES ซึ่งช่วยให้ไม่มีแผลหน้าท้อง เจ็บน้อย และไม่ต้องพักฟื้นนาน

นพ. กษิติ เที่ยงธรรม แพทย์ผู้ชำนาญการด้านมะเร็งวิทยานรีเวช ศูนย์สูตินรีเวช โรงพยาบาบวิมุต ชวนมาเช็กสัญญาณเตือน “เนื้องอกมดลูก” ที่ไม่ควรละเลยก่อนอาการรุนแรง พร้อมแชร์แนวทางการรักษาในปัจจุบันเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะที่สุดสำหรับตัวเอง

ทำความรู้จัก “เนื้องอกมดลูก” ภัยใกล้ตัวของผู้หญิงวัยทำงาน

เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) คือภาวะที่เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกเจริญเติบโตผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนเนื้อ เกิดได้ทั้งด้านนอกผนังมดลูก อยู่ในเนื้อมดลูก หรืออยู่ในโพรงมดลูก มักพบในผู้หญิงช่วงอายุ 30-50 ปี หรือในวัยเจริญพันธุ์

ฮอร์โมน-พันธุกรรม สองปัจจัยกระตุ้น “เนื้องอกมดลูก”

แม้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนในการเกิดเนื้องอกมดลูก แต่มีปัจจัยกระตุ้นหลัก ๆ ได้แก่  ฮอร์โมนเพศหญิง ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่อาจไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ ซึ่งแพทย์พบว่าคนไข้ที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วง 50 ปีขึ้นไป ร่างกายจะไม่มีการผลิตฮอร์โมน ส่งผลให้ก้อนเนื้อจะมีแนวโน้มที่จะฝ่อหรือยุบตัวลงเล็กน้อย ต่อมาคือการส่งต่อโรคทางพันธุกรรม เพราะหากแม่ของเราเคยเป็นโรคนี้ เราก็อาจได้รับพันธุกรรมผิดปกติมาจนทำให้มีความเสี่ยงกว่าคนทั่วไป ส่วนปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ เช่น การกินเนื้อแดงและอาหารไขมันสูง หรือมีความเครียดสะสม นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และภาวะการขาดวิตามิน D เป็นปัจจัยที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงได้

ปวดท้องรุนแรง-ประจำเดือนมามาก สัญญาณเตือน “เนื้องอกมดลูก”

โดยปกติหากก้อนเนื้อมีขนาดเล็กอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่เมื่อก้อนเนื้อขยายใหญ่ขึ้นอาจทำให้เกิดความผิดปกติของประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นประจำเดือนมามาก มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือปวดท้องรุนแรง ซึ่งการเสียเลือดมากนาน ๆ จะนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย นอกจากนี้ หากก้อนเนื้อไปกดทับอวัยวะข้างเคียง อาจก่อให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก หรือท้องผูกร่วมด้วย ดังนั้นถ้าพบความผิดปกติเหล่านี้ อย่ารอช้า ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแผนรักษาทันที

V-NOTES ทางเลือกการรักษาเนื้องอกมดลูกไร้แผลหน้าท้อง

การตรวจวินิจฉัยเนื้องอกมดลูกจะใช้การตรวจภายในและอัลตราซาวด์เป็นหลัก โดยแพทย์จะพิจารณาการรักษาเป็นรายบุคคล หากคนไข้มีก้อนเนื้อขนาดเล็กและไม่มีอาการ อาจติดตามเป็นระยะหรือรักษาด้วยยาเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้เหมาะสมกับแต่ละราย ส่วนในกรณีที่มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่ และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิม

ที่ศูนย์สูตินรีเวช รพ.วิมุต มีทางเลือกทั้งการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง การผ่าตัดส่องกล้องแผลเดียวที่สะดือ และการผ่าตัดส่องกล้องนรีเวชแบบไร้แผล หรือ V-NOTES (Vaginal Natural Orifice Transluminal Endoscopic Surgery)

นพ.กษิติ เที่ยงธรรม อธิบายว่า  “V-NOTES เป็นการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางช่องคลอด ไม่มีแผลที่หน้าท้อง ช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวเร็ว กลับบ้านได้ไว ซึ่งหลังผ่าตัดอาจรู้สึกจุกหน่วงท้องน้อยคล้ายปวดประจำเดือน แต่จะหายภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม V-NOTES อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีพังผืดใกล้ลำไส้มาก หรือผู้ป่วยที่มีช่องคลอดแคบมาก และผู้ที่ต้องใช้การเย็บแผลที่ซับซ้อน”

แม้ภาวะเนื้องอกมดลูกจะเป็นโรคที่ป้องกันล่วงหน้าไม่ได้ แต่เราสามารถดูแลตัวเองไม่ให้โรครุนแรงได้ สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีเนื้องอกแล้ว ควรติดตามอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือนถึง 1 ปีตามที่แพทย์นัด และทุกคนควรตรวจสุขภาพสตรีประจำปี  ควบคู่กับการสังเกตอาการตัวเอง หากรู้สึกปวดท้องประจำเดือน เมนส์มามากผิดปกติ อย่ากลัวที่จะมาพบแพทย์ เพื่อจะได้รักษาได้ทันท่วงทีก่อนอันตราย สำหรับใครที่กังวลเรื่องการผ่าตัดรักษา ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย เจ็บน้อย และปลอดภัยขึ้นมาก โดยสามารถปรึกษาหรือข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์ เพื่อให้เจอการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง”

ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0066 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) ผ่านทาง Line @vimuttelemed หรือ ViMUT Application เพื่อรับคำแนะนำเบื้องต้นจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก รวมถึงติดตามผลหลังการรักษาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเดินทาง ซึ่งช่วยให้การดูแลต่อเนื่องในทุกขั้นตอน  

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ วีรกรรมของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ความรับผิดชอบคือคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่ในชีวิตประจำวัน แต่ยังหมายถึงการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เรื่องราวของ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือบทเรียนแห่งความรับผิดชอบที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย และถูกเล่าขานเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกแก่เยาวชนรุ่นหลัง

                  ในหน้าประวัติศาสตร์การสู้รบของไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรามักได้ยินเรื่องราวความกล้าหาญของทหารหาญที่ปกป้องอธิปไตย แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิดที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีเด็กชายในชุดลูกเสือคนหนึ่ง ได้ใช้เลือดและชีวิตของเขาปกป้องแผ่นดินเกิด

                  วันที่ 8-9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทยพร้อมกันหลายจุด รวมทั้งที่ อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อขยายอำนาจในสงครามมหาเอเชียบูรพา ทหารไทยต้องต่อสู้กับกำลังที่เหนือกว่า ทั้งจำนวนทหารและอาวุธ โดยกระสุนและเสบียงขาดแคลนอย่างหนัก

                  ในสถานการณ์คับขันนี้ ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย อายุ 16 ปี พร้อมกับเพื่อนลูกเสืออีกหลายคน ได้อาสาเข้าช่วยงานทหารอากาศไทย ที่กองบินน้อยที่ 5 ในการลำเลียงกระสุนปืนและอาหารฝ่าแนวรบไปให้ทหารที่เขาล้อมหมวก แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง แต่เขาก็ทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง

                  ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ลูกเสือตรีบุญยิ่งถูกปืนยิงทะลุลำคอแล้วเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2484 เขาเป็น เยาวชนผู้พลีชีพเพื่อชาติ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและความรับผิดชอบ โดยต่อมาได้รับพระราชทานยศทหารเป็นพันจ่าเอก เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร เป็นแรงบันดาลใจ และตัวอย่างให้ลูกเสือและเยาวชนไทยตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

                   เพื่อเป็นเกียรติแก่ความเสียสละ ได้มีการสร้าง อนุสรณ์สถานลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร ไว้ที่โรงเรียนประจวบวิทยาลัย และในวันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี จะมีการจัดงาน วันรำลึกสดุดีวีรชน โดยมีทั้งทหาร ตำรวจ ครู นักเรียน และประชาชนเข้าร่วมวางพวงมาลา เพื่อแสดงความเคารพและสืบสานความทรงจำถึงวีรกรรมของเขา

                   เรื่องราวของลูกเสือตรีบุญยิ่งสอนให้เรารู้ว่า ความรับผิดชอบ คือการทำหน้าที่แม้ในยามยากลำบาก ความเสียสละ คือการยอมพลีเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า และ ความกล้าหาญ คือการไม่หวั่นไหวต่ออันตรายเมื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง

                   ลูกเสือตรีบุญยิ่ง ศิริเสถียร คือแบบอย่างของลูกเสือและเยาวชนไทยด้านความรักชาติ ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า “เด็กลูกเสือไทยก็ช่วยชาติได้”

                   การกระทำของลูกเสือตรีบุญยิ่งเป็นการทำตามบุญกิริยา 10 เรื่องการเสียสละ (ปัตติทานมัย) เพราะได้อุทิศชีวิต สละชีพเพื่อชาติ ทำการขนกระสุนปืนให้ทหารสู้รบผู้รุกรานเพื่อปกป้องประเทศชาติจนเสียชีวิต

อาทร  จันทวิมล

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

Science Update : โลกร้อนกระทบตกปลาบนน้ำแข็ง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจากหน่วยงาน Wisconsin Initiative on Climate Change Impacts  และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐฯ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประเพณีการตกปลาบนน้ำแข็งของรัฐวิสคอนซิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หลังจากข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 1850 ชี้ให้เห็นว่าระยะเวลาที่ทะเลสาบในวิสคอนซินกลายเป็นน้ำแข็งลดลงกว่าหนึ่งเดือน โดยปัจจุบันเหลือค่าเฉลี่ยไม่ถึง 3 เดือน

สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้เกิดวงจรละลายและแข็งตัวใหม่ซ้ำๆ ส่งผลให้น้ำแข็งไม่มีความแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนัก ทำให้มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุตกน้ำมากขึ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นส่งผลเสียต่อปลาเมืองหนาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการตกปลาบนน้ำแข็ง เช่น วอลล์อาย, ปลาเทราต์ และปลาซิสโก ซึ่งอาจลดจำนวนลงอย่างมากภายในปี 2050

นักวิจัยเสนอแนวทางรับมือหลายมาตรการ เริ่มจากความพยายามรักษาประชากรปลาดั้งเดิมผ่านการปล่อยปลาเพิ่ม และการจำกัดปริมาณการจับ รวมถึงยอมรับการหายไปของปลาบางชนิดในทะเลสาบที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้ และปล่อยให้ปลาเมืองร้อนอย่าง ปลากะพงปากกว้าง (Largemouth Bass) หรือปลาบลูจิล (Bluegill) เข้ามาแทนที่ อีกทั้งวางแผนจัดการประมงเพื่อรองรับชนิดพันธุ์ปลาใหม่ๆ ที่จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคตเพื่อให้กิจกรรมการตกปลายังคงดำเนินต่อไป

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

Health News : สงครามอิหร่านกระทบสุขภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอด 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดวิกฤตที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและระบบนิเวศไปอีกนานหลายทศวรรษ

ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีคลังน้ำมันและโรงกลั่นในกรุงเตหะราน ทำให้เกิดเขม่าควันดำมหาศาลที่ผสมกับน้ำฝนและตกลงมาเป็น “ฝนสีดำ” ที่เป็นกรดและมีน้ำมันเจือปน ควันที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมันประกอบด้วยสารก่อมะเร็ง เช่น เบนซินและฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งส่งผลกระทบเฉียบพลันต่อระบบทางเดินหายใจและหัวใจ โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์ การระเบิดของอาวุธปล่อยโลหะหนัก สารเร่งเชื้อเพลิงขีปนาวุธที่ถูมิเป็นพิษสูง และวัตถุระเบิดที่ตกค้างลงสู่ดินและน้ำ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถสะสมในห่วงโซ่อาหารได้ ขณะที่การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านที่พุ่งเป้าโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำ (Desalination plants) คุกคามความมั่นคงด้านน้ำดื่มของประชาชนนับล้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

แม้จะยังไม่พบการรั่วไหลของรังสีในระดับสูงจากการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เช่น ที่โรงงานเมืองนาทานซ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทำลายโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจปล่อยสารเคมีอันตราย เช่น ยูเรเนียมเฮกซาฟลูออไรด์ ที่เป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ขณะที่การโจมตีโรงงานผลิตปุ๋ยหรือแอมโมเนียอาจปล่อยสารพิษที่แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญจาก Conflict and Environment Observatory (CEOBS) ระบุว่า หลังสงคราม การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมมักถูกลดความสำคัญลงเนื่องจากต้องใช้งบประมาณสูงและมีความจำเป็นด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ เร่งด่วนกว่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ สวนตาลลุงถนอมที่เพชรบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ราว 20 ปีมาแล้ว ณ ทุ่งนาในเขตตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองต้นตาล” มีชายชราคนหนึ่งชื่อว่า ลุงถนอม ภู่เงิน เป็นกำนัน ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างเข้มแข็ง

                    วันหนึ่งในยามบ่ายที่ลมพัดยอดตาลพริ้วไหว ลุงถนอมนั่งอยู่ที่คันนา ในมือถือตะกร้าใส่ “ลูกโหนด” หรือเมล็ดตาลที่งอกหน่ออ่อนๆ หลายสิบต้น ท่านขุดหลุมลึกลงไปในดินแล้วปลูกต้นตาลอย่างตั้งใจ

                    มีชายหนุ่มจากต่างถิ่นคนหนึ่ง ขับรถเก๋งผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดรถแล้วตะโกนถาม “ลุงครับ! ทำไมมาปลูกต้นตาลเอาตอนนี้? ลุงอายุมากแล้วนะ กว่าที่ต้นตาลจะโตพอจนทำน้ำตาลสด หรือกว่าจะมีลูกให้กินจาวตาล ต้องใช้เวลาเกือบร้อยปีไม่ใช่เหรอครับ?”

                    ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ แล้วพูดต่อ “ถึงตอนนั้น ลุงจะยังปีนขึ้นไปเก็บลูกตาลไหวหรือครับ?”

                    ลุงถนอมค่อยๆ วางหน่อต้นตาลในหลุม อย่างตั้งใจ จดจ่อ อดทนพยายาม เหมือนอย่างที่ได้ปลูกต้นตาลให้เมืองเพชรมาอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทุกวัน กว่า 20 ปี โดยไม่ต้องการชื่อเสียง และไม่มีใครขอร้องจ้างวาน  

                    ลุงถนอมเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่มีเมตตา ท่านชี้นิ้วไปยังทิวต้นตาลสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายอยู่ทั่วจังหวัดเพชรบุรี “ไอ้หนุ่มเอ๋ย… ต้นตาลกว่าสี่แสนต้น ที่เอ็งเห็นทั่วทั้งเมืองเพชร ที่ข้าใช้เคี่ยวเป็นน้ำตาลปึกขายส่งลูกเรียนจนจบ หรือที่เอ็งได้กินลูกตาลเชื่อม อร่อยๆ น่ะ ปู่ย่าตายายของข้าเป็นคนปลูกไว้เมื่อร้อยปีก่อนเกือบทั้งนั้น พวกท่านปลูกไว้ไม่ใช่ให้ตนเองใช้สอย… แต่เพื่อให้ลูกหลานและชาวเมืองเพชรได้มีอาชีพและมีกินในวันนี้ และวันนี้ข้าก็ปลูก… เพื่อให้ลูกหลานคนเมืองเพชรในวันหน้า ได้มีต้นตาลไว้เลี้ยงชีพต่อไปเหมือนที่ข้าเคยได้รับมา”

                    ชายหนุ่มได้ฟังก็รู้สึกซึ้งใจ เขาได้เห็นชัดถึงความอดทนที่ยิ่งใหญ่ของคนรุ่นก่อน ที่ไม่ได้หวังผลประโยชน์เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลัง

                    หลายปีผ่านไป ลุงถนอมจากไปตามกาลเวลา แต่หน่อตาลต้นเล็กๆ ในวันนั้น ได้เติบโตเป็นต้นตาลแข็งแกร่ง ยืนต้น ท้าแดดท้าลม อยู่ริมคันนา ที่สวนตาลกำนันถนอม ที่ลูกหลานของลุงถนอมได้ใช้ไม้พะองพาด แล้วปีนขึ้นไปปาดน้ำตาลสดที่หวานหอม มาขายเลี้ยงครอบครัวได้ทุกวัน

                    ทุกครั้งที่มองขึ้นไปที่ยอดตาล พวกเขาจะระลึกถึงความรักและความอดทนมุ่งมั่นของลุงถนอม และบรรพบุรุษชาวเมืองเพชรที่ส่งต่อมาผ่านต้นตาลนี้ด้วยความกตัญญูรู้คุณ

                    การกระทำของลุงถนอมในการปลูกต้นตาลมากมาย เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10  เรื่อง การแบ่งปัน อุทิศ แบ่งให้คนอื่น (ปัตติทานมัย) และตามกฎลูกเสือข้อ 3 กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น เพราะลุงถนอมไม่ได้ปลูกต้นตาลเอาไว้เพื่อใช้เอง แต่ปลูกไว้ให้ชาวเมืองเพชรและชาวไทยในอนาคตอีกร้อยปีได้มีน้ำตาลตโนดทำขนมหวานเมืองเพชรต่อไปอีกนานแสนนาน

                     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ผลงานที่ยิ่งใหญ่นั้น มักไม่ได้เกิดจากทางลัดหรือโชคชะตาเทวดาช่วย แต่เกิดจากการทำความดีเล็กๆ อย่างต่อเนื่อง  ตั้งใจ อดทน ไม่ยอมแพ้ และ ใช้สติปัญญา”

เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”

This document was created   by “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินจากสแกนดิเนเวียเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีผลงานของศิลปินภาคพื้นยุโรปด้วย ผลงานของศิลปินเยอรมันผู้หนึ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในมิวเซียมก็คือ Lucas Cranach the Elder เขาเกิดที่ Kronach ทางตอนเหนือของ Franconia เยอรมันในปี 1472 ประวัติของเขาค่อนข้างคลุมเครืออันเป็นผลมาจากการที่ในช่วงเวลานั้นการเก็บข้อมูลประวัติยังไม่ดีพอ จากข้อมูลที่ค้นพบบันทึกไว้ว่า เขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่ก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผลงานของเขาได้รับความสนใจจาก Duke Frederik ที่สามผู้ครองนคร Saxony จึงได้ตั้งเขาเข้ามาในราชสำนักโดยจ่ายค่าจ้าง 50 เหรียญต่อครึ่งปีในฐานะจิตรกรประจำตัวท่านดุ๊ก  

เขาแต่งงานกับ Barbara Brengbier และมีลูกที่เป็นศิลปิน 2 คนคือ Hans Cranach ซึ่งเสียชีวิตที่โบโลญญาในปี 1537 และ Lucas Cranach the Younger อีกทั้งยังมีลูกสาวอีก 3 คนโดยคนหนึ่งได้กลายเป็นญาติกับ Johann Wolfgang von Goethe เขาเป็นศิลปินที่มีความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยเยาว์ และได้รับงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตั้งแต่อายุน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานตกแต่งแท่นบูชา อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้วาดภาพเหมือนในอิริยาบถต่าง ๆ อาทิ ระหว่างล่าสัตว์ ภาพเขียนเกี่ยวกับกวางและหมูป่าของเขาทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ก่อนปี 1508 เขาก็มีโอกาสรังสรรค์งานทั้งในโบสถ์และปราสาทที่ Wittenberg แข่งกับ Albrecht Durer และ Hans Burgkmair แล้ว หลังปี 509 เขาได้รับเชิญให้เดินทางไปเนเธอร์แลนด์เพื่อรังสรรค์งานชิ้นหนึ่งเป็นรูปจักรพรรดิ Maximilian และเด็กชายคนหนึ่งซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้า ผลงานชิ้นนี้ได้ช่วยชีวิตเพื่อนของเขาไว้ในเวลาต่อมา

ตลอดชั่วอายุของการทำงานเป็นจิตรกรประจำราชสำนักซึ่งเป็นศูนย์กลางของนิกายโปแตสแตนท์ที่สนับสนุน Martin Luther นั้น เขาได้ใช้ความสามารถทางด้านศิลปะเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อใหม่ด้วยการรังสรรค์ภาพเหมือนของ Luther อีกทั้งยังแกะสลักไม้เพื่อแปลไบเบิ้ลเป็นภาษาเยอรมัน อีกทั้งยังเป็นคนขายยาเพียงคนเดียวของเมือง Wittenberg ซึ่งเปิดขายอยู่นับศตวรรษจวบจนกระทั่งถูกไฟไหม้ไปในปี 1871 นอกจากรังสรรค์ภาพเหมือนให้กับ Luther แล้ว พวกเขายังสนิทสนมกันมากขนาดที่ Cranach เป็นพ่ออุปถัมภ์ของลูกคนโตของ Luther ด้วย แม้ Frederick the Wise จะเสียชีวิตในปี 1525 แต่สถานะของ Cranach ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเขายังเป็นที่ชื่นชอบของ John Frederick I หลังจากที่ John Frederick I ถูกจับ เขาถูกจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้าเชิญมาที่ปราสาท Cranach ได้คุกเข่าลงทูลขอชีวิตของ John Frederick กับพระองค์ เขาเสียชีวิตวันที่ 16 ตุลาคม 1553 เมื่ออายุได้ 81 ปี คริสจักรลูเธอรันกำหนดให้รำลึกถึงเขาในวันที่ 6 เมษายนของทุกปีพร้อมกับ Durer

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของ Cranach หลายชิ้น อาทิ Venus and Cupid ภาพวีนัสเทพธิดาแห่งความรักของกรีกโบราณกับลูกชายคิวปิดที่แม้ปกคลุมร่างกายด้วยผ้าแต่ก็โปร่งใสราวกับเปลือยเปล่าสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่คุกรุ่นของความรักผ่านความเย้ายวนของร่างกายมากกว่าที่จะต้องการปกปิด The Ill-matched Couple ภาพชายชรากำลังจ่ายเงินให้กับหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นค่าบริการทางเพศนี้เป็นผลงานที่มักถูกรังสรรค์ซ้ำ ๆ ด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์ของยุโรปเหนือมักถูกตีความว่าเป็นความโง่เขลาแห่งตัณหา อายุที่มากขึ้นมักเกี่ยวข้องกับความมักมากในกามารมณ์ ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชายชราที่แสดงสีหน้าประจบประแจงและหญิงสาวที่แต่งกายยั่วยวน เน้นย้ำถึงความน่าสยดสยองของสถานการณ์ ตาชั่งในมือของเธอเป็นการอ้างอิงถึงวันพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งตามคัมภีร์ไบเบิล ทุกคนจะถูกตัดสินตามการกระทำของตน ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของเขาได้อย่างเด่นชัดนั่นคือ สตรีทุกคนจะมีใบหน้าที่ค่อนข้างกลม คางแหลม และที่สำคัญทำผมรวบตึงและมีหน้าผากที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติชนิดที่เห็นแล้วจำได้เลยว่าใครเป็นคนวาด

Christ and the Woman Taken in Adultery ภาพที่ Gustav Vasa สั่งทำขึ้นเพื่อจัดแสดงที่ประสาท Gripsholm นี้มาจากตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระเยซูกล่าวว่า ใครไม่เคยทำบาปก็โยนหินใส่นางได้เลยนี้มีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงการให้อภัยซึ่งถือเป็นธรรมะสูงสุดขององค์พระเยซู ในยุคนั้นการนอกใจหากถูกจับได้จะถูกลงโทษด้วยการปาหิน แต่ในความเห็นของพระเยซู มีเพียงคนที่ไม่เคยทำบาปเท่านั้นที่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่น เธอได้รับการยกโทษและได้รับการตักเตือนจากพระองค์ว่าไม่ให้ทำอีก The Feeding of the 5,000 ผลงานชิ้นนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งจากพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูได้มอบปลาและขนมปังให้กับสาวกเพื่อเลี้ยงคน 5,000 คนที่มาเฝ้าพระองค์อันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัศจรรย์ของพระเยซู ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของ Cranach ได้อย่างเด่นชัดสังเกตจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนในภาพล้วนมีความหมายและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง ปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐจีน ว่าด้วยนิยามความสำเร็จในการบริหารประเทศ (1)

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“หลอดไฟ” อาจไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนำไปเชื่อมโยงกับการบริหารประเทศ แต่ทว่าเมื่อเกือบ 4 ทศวรรษที่แล้ว สี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเมืองหนิงเต๋อ และกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของมณฑลฝูเจี้ยน ได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นว่า การทำให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน แม้แต่ของใช้พื้นฐานอย่างหลอดไฟและสบู่ ก็ถือเป็นตัวชี้วัดของการบริหารงานที่ดีได้เช่นกัน

คำกล่าวนี้เผยให้เห็นถึงหนึ่งคำถามที่ลึกซึ้งและเป็นสากล ว่าเราควรประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งจากผลกำไรทางเศรษฐกิจระยะสั้น โครงการที่มองเห็นได้ชัด รางวัลอันทรงเกียรติ หรือจากการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

สี จิ้นผิง ได้ให้คำตอบไว้ผ่านสิ่งที่เขานิยามว่าเป็น “ทัศนคติที่ถูกต้องในการสร้างผลงาน” ซึ่งถือเป็นแนวทางในการทำงานของบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมุ่งยึดถือความผาสุกของประชาชนเป็นที่ตั้ง และให้คุณค่ากับผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะยาว แม้ผลลัพธ์เหล่านั้นอาจยังไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่ก็ขับเคลื่อนด้วยการตัดสินใจอย่างรอบคอบและการลงมือปฏิบัติจริง

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งมี สี จิ้นผิง เป็นแกนกลาง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ทั่วทั้งพรรค เพื่อกระตุ้นเตือนสมาชิกพรรค โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับอำเภอและระดับผู้อำนวยการขึ้นไป ให้ปรับทัศนคติด้านการประเมินผลงานการบริหาร เพื่อจะได้สร้างผลงานที่ “ยืนระยะได้ทั้งในทางปฏิบัติ ในสายตาของประชาชน และผ่านบทพิสูจน์ของกาลเวลา”

โครงการรณรงค์ดังกล่าวซึ่งจะดำเนินไปจนถึงเดือนกรกฎาคม มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขทัศนคติที่ผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการประเมินผลงานการบริหารงาน ซึ่งมักเป็นบ่อเกิดของโครงการที่ทำเพื่อเอาหน้า ความเสี่ยงแอบแฝง ภาระอันหนักอึ้งที่ท้องถิ่นต้องแบกรับ ตลอดจนความไม่พอใจของภาคประชาชน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นความพยายามล่าสุดของ สี จิ้นผิง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ประธานาธิบดีจีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ในการที่จะยกระดับการบริหารจัดการและกำกับดูแลภายในพรรคให้มีความเข้มแข็ง โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการริเริ่มด้านการปรับปรุงระเบียบวินัยเมื่อปีที่ผ่านมา “ประสิทธิผลของการกำกับดูแลตนเองของพรรคที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือหลักประกันขั้นสูงสุดของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม” สี จิ้นผิง กล่าว

สีจิ้นผิงย้ำเตือนถึงสิ่งนี้อีกครั้ง ระหว่างการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยเขาได้เน้นย้ำถึงบทบาทความเป็นผู้นำและการสร้างความเข้มแข็งของพรรค ในการพัฒนา “เขตใหม่สยงอัน” เมืองสมัยใหม่ที่กำลังเติบโต และอยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเป็นต้นแบบของการพัฒนาคุณภาพสูง สียังเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ในสยงอันตระหนักถึงความรับผิดชอบ และทุ่มเทกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ดี

บรรดานักทฤษฎีของพรรคระบุว่า โครงการรณรงค์เพื่อการเรียนรู้ล่าสุดนี้ มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการพัฒนาทางการเมืองของพรรคและยกระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐในระดับต่างๆ เนื่องจากจีนได้ก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยหลักแล้วจึงขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ลงมือปฏิบัติงานด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการสร้างผลงาน ควบคู่ไปกับแนวทางการทำงานที่เรียบง่ายและใช้ได้จริงหรือไม่

เอดูอาร์โด เรกาลาโด นักวิจัยจากศูนย์วิจัยนโยบายระหว่างประเทศของคิวบา กล่าวว่าการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการประเมินผลงานในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักในกรอบการบริหารจัดการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยให้จีนพลิกโฉมรูปแบบการพัฒนาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคยิ่งขึ้น

ประชาชนต้องมาก่อน

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการรณรงค์นี้คือการกวาดล้างค่านิยมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานของตน มากกว่าผลประโยชน์และความเป็นอยู่ของประชาชน ในระหว่างการประชุมระดับสูง สี จิ้นผิง ได้กล่าวตำหนิการผลาญงบประมาณไปกับการทาสีภายนอกอาคารในพื้นที่ชนบทบางแห่งเพื่อสร้างภาพ ทั้งที่พื้นที่เหล่านั้นเพิ่งจะหลุดพ้นจากความยากจนมาได้ไม่นาน หรือบางแห่งยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้กับความจนอยู่ด้วยซ้ำ สีระบุว่า การใช้เงินฟุ่มเฟือยเพียงเพื่อทาสีกำแพงใหม่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องหรือปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเป็น “ความสูญเปล่าและเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน”

มีหลายโอกาสที่ สี จิ้นผิง เคยกล่าวตำหนิบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิกเฉยต่อการทำงาน ซึ่งมักทำตัวเป็น “คนดีที่ไม่ขัดแย้งกับใคร” และ “ไม้หลักปักเลน” โดยระบุว่าผู้ที่ขาดความทุ่มเทย่อมไม่สามารถสร้างความสำเร็จใดๆ ทั้งยังจะทำให้เกิดอุปสรรคต่อภารกิจที่สำคัญ

ในทางกลับกัน บุคคลต้นแบบด้านการบริหารราชการที่ดี ซึ่ง สี จิ้นผิง มักจะหยิบยกมากล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งคือ เจียวอวี้ลู่ เลขาธิการพรรคผู้สมถะ ประจำอำเภอหลานเข่า พื้นที่ชนบทเล็กๆ ในมณฑลเหอหนานทางตอนกลางของจีน ช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ที่ปัญหาจากพายุทราย อุทกภัย และปัญหาดินเค็มเป็นวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่อาศัยอยู่ที่นี่ต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง เจียวอวี้ลู่และเพื่อนร่วมงานทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการปลูกแนวป่าป้องกันลม เพื่อต่อสู้กับการรุกล้ำของพายุทรายและน้ำท่วม และได้ช่วยให้อำเภอหลานเข่าค่อยๆ ก้าวผ่านปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เผชิญมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม เจียวไม่มีโอกาสได้เห็นผลลัพธ์แห่งความพยายามเหล่านี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในวัย 42 ปี เมื่อปี 1964

สี จิ้นผิง รู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวของเจียวเป็นครั้งแรกในสมัยเป็นนักเรียนมัธยม เขากล่าวว่าจิตวิญญาณของเจียว ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ ตลอดจนความทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและการเสียสละตน เป็นเสมือนแสงสว่างนำทางตลอดเส้นทางการทำงานของตน ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้ามาจนถึงการเป็นผู้นำสูงสุดของจีน

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 ขณะปฏิบัติหน้าที่ในอำเภอเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน สี จิ้นผิง ได้ช่วยปรับลดโควตาการส่งมอบธัญพืชแก่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำให้อำเภอแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อำเภอที่ให้ผลผลิตสูง” หลังจากที่เขาได้ทราบข้อมูลว่าเกษตรกรบางส่วนในพื้นที่มีอาหารไม่เพียงพอสำหรับการบริโภค เขากล่าวว่า “อำเภอเจิ้งติ้งยอมละทิ้งชื่อเสียงในฐานะอำเภอต้นแบบระดับชาติด้านปริมาณผลผลิตธัญพืช ดีกว่าที่จะต้องแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน”

สำหรับ สี จิ้นผิง การบริหารงานราชการควรขับเคลื่อนจากความต้องการของประชาชน มากกว่าการสร้างภาพทางการเมือง เขาเคยกล่าวไว้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่รัฐหาใช่การแสวงหาตำแหน่งระดับสูง หากคือการทำงานให้สมกับความคาดหวังของประชาชน

จากประสบการณ์ตรงที่เคยสัมผัสความยากลำบากในชนบทเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น สี จิ้นผิง ได้ริเริ่มโครงการรณรงค์ระดับชาติเพื่อขจัดความยากจนขั้นรุนแรง หลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคในเดือนพฤศจิกายน 2012 ได้ไม่นาน เขาได้ระดมสรรพกำลังจากทุกองคาพยพของพรรคเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว จนจีนสามารถนำพาประชาชนในพื้นที่ชนบทเกือบ 100 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนสัมบูรณ์ (absolute poverty) ได้สำเร็จภายในเวลา 8 ปี

ด้วยมุมมองที่ว่าการบรรเทาความยากจนไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ความคาดหวังของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น สี จิ้นผิง จึงปรับทิศทางไปสู่วิสัยทัศน์ที่กว้างยิ่งขึ้น นั่นคือการมุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน และการสร้างประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ที่ยิ่งใหญ่ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้

ขณะดียวกัน สี จิ้นผิง ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับปรุงโครงสร้างเชิงสถาบันที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สีย้ำว่านอกเหนือจากการปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องแล้ว อีกสิ่งสำคัญคือการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบต่างๆ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจ พร้อมกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกและแต่งตั้งบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่รัฐกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบ ตามหลักการ “การแยกแยะ 3 ประการ” (Three distinctions) ที่ สี จิ้นผิง ได้เสนอ เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานผิดพลาดด้วยเจตนาดีที่จะปฏิรูป หรือเกิดจากการขาดประสบการณ์ จะต้องได้รับการปกป้อง และต้องถูกจัดให้อยู่คนละกลุ่มกับผู้ที่จงใจละเมิดวินัยและกฎหมาย หรือผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

(ติดตามต่อสัปดาห์หน้า)

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

Photo of the week : สวมบิกินี่เล่นสกี

Photo of the week : สวมบิกินี่เล่นสกี

Photo of the week : สวมบิกินี่เล่นสกี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แอบดูสาวๆ และหนุ่มๆ สวมชุดว่ายน้ำ บิกินี่ และกางเกงขาสั้น ขณะเล่นสกีที่สกีรีสอร์ตในรัฐโคโลราโดของสหรัฐฯ หลังจากคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุม ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นถึง 15-21 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 6-11 องศาเซลเซียส จนสภาพภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้จะยังมีหิมะปกคลุมอยู่บ้าง ขณะที่บรรยากาศที่รีสอร์ตเปลี่ยนไปเหมือนฉากในฤดูร้อน มีการตั้งกลุ่มเล่นวอลเลย์บอล สังสรรค์ นักท่องเที่ยวบางส่วนก็นอนอาบแดดบนเก้าอี้กระเช้าไฟฟ้า