ONE SECOND แบรนด์ชุดกีฬาผสานไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก

ONE SECOND แบรนด์ชุดกีฬาผสานไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก

ONE SECOND แบรนด์ชุดกีฬาผสานไลฟ์สไตล์ สัญชาติไทย เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรก

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ONE SECOND (วัน เซคันด์) แบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ Athleisure สัญชาติไทย ที่ก่อตั้งโดย วินไธย ดุษฎีสุรพจน์ และ “ปุ้น” ปัณณศา ดีไซเนอร์สาวเก่งแห่งแบรนด์ IRADA เปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกอย่างเป็นทางการ ที่ชั้น 3 ธนิยะพลาซ่า โดยมีเหล่าคนรุ่นใหม่สุดแอคทีฟที่มีไลฟ์สไตล์แบบ On-the-Move มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Seamless Possibilities” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์การทำงานและการออกกำลังกายไว้ในหนึ่งเดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ครบจบในชุดเดียว”   

แบรนด์ ONE SECOND ถือกำเนิดขึ้นจากไลฟ์สไตล์ส่วนตัวของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ที่มองหาเสื้อผ้าที่สามารถตอบโจทย์กิจกรรมที่หลากหลายในแต่ละวัน ตั้งแต่การทำงานในตอนเช้า ไปจนถึงการซ้อมกอล์ฟ และออกกำลังกายในตอนเย็น โดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนชุด

วินไธย ดุษฎีสุรพจน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ONE SECOND เผยว่า “One Second เกิดจากการที่ผมเป็นคนที่มีกิจกรรมหลากหลายในแต่ละวัน จึงอยากทำเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ดีไซน์ไม่ต้องหวือหวา โดยมีรูปทรงที่ออกแบบมาให้เหมาะกับรูปร่างคนเอเชีย รวมทั้งมีคุณสมบัติสำหรับออกกำลังกายได้ด้วย และเราสามารถเปลี่ยนกิจกรรมได้ใน 1 วินาที แค่เปลี่ยนรองเท้า ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ที่ “ครบจบในชุดเดียว” ทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตแบบ on-the-move ที่ต้องแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา และมองหาความคุ้มค่าในดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ใส่ได้ในหลายโอกาส เราตั้งใจให้ ONE SECOND เป็นแบรนด์ที่พรีเมียมเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพราะต้องการเสนอทางเลือกที่แตกต่างให้กับลูกค้า  เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่เสื้อผ้ากีฬา แต่คือไลฟ์สไตล์ที่มีความ multipurpose เช่นเดียวกับแบรนด์ของเราที่ออกแบบขึ้นมาสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แบบเดียวกัน”

หัวใจสำคัญของ ONE SECOND คือปรัชญา “3Fs” Fabric (นวัตกรรมเนื้อผ้า), Function (การใช้งานที่หลากหลาย) และ Fitting (การออกแบบที่เหมาะกับสรีระ) โดยชูไฮไลท์นวัตกรรมเนื้อผ้าที่ไม่เหมือนใคร  โดย กางเกง (ขาสั้นและขายาว)  ใช้นวัตกรรมผ้าที่ “น้ำซึมช้า” ทำให้ไม่เปียกง่ายเมื่อเหงื่ออกมาก  ทั้งยังระบายอากาศได้ดีเยี่ยม แห้งเร็ว และยืดหยุ่นสูง

เสื้อโปโล Waffle  โดดเด่นด้วยความนุ่ม เบา สบาย และดีไซน์เรียบหรู สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆ วัน

บรรยากาศภายในงานเปิดตัว เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น ท่ามกลางแขกที่มา ร่วมงานจากหลากหลายวงการ อาทิ อรรถรส ลิปตพัลลภ, ธัชพัทธ์ เบ็ญจศิริวรรณ, พีรวิทย์ ศรีธัญรัตน์ และ กฤชภร หอมบุญญาศักดิ์ พร้อมร่วมเพลิดเพลินกับกิจกรรมไฮไลท์มากมายที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ ของแบรนด์ ทั้ง Putting Green Corner ให้ได้ทดสอบวงสวิง, Golf Simulator จาก Inno Simulator รวมทั้งสนุกไปกับเสียงเพลงสุดชิลจาก DJ Norita  และฟินไปกับเครื่องดื่มจาก BEANS bkk

นอกจากนี้ เพื่อฉลองการเปิดตัว ONE SECOND มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ส่วนลด 30% สำหรับกางเกงทุกรุ่น (ยกเว้นรุ่นใหม่) และส่วนลด 10-15% สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2568 ติดตามข้อมูลข่าวสารของแบรนด์ ONE SECOND ได้ที่ Instagram: 1nd.official Facebook: 1nd.official

8 ปี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จาก ‘พลังแห่งการให้’ สู่ศูนย์การแพทย์แห่งนวัตกรรม

8 ปี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จาก ‘พลังแห่งการให้’ สู่ศูนย์การแพทย์แห่งนวัตกรรม

8 ปี สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จาก ‘พลังแห่งการให้’ สู่ศูนย์การแพทย์แห่งนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากอดีตที่ประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกต้องเดินทางไกลเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อเข้ารับการรักษา โดยต้องแลกกับเวลา ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงระหว่างรอคอยการดูแล ความท้าทายนี้จึงจุดประกายให้เกิดการก่อตั้ง “สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์” ในปี พ.ศ. 2560 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่เปรียบเสมือน ‘ที่พึ่งด้านสาธารณสุข’ ของประชาชนในภาคตะวันออก และยังเป็น “พื้นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดี” มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้สามารถเข้าถึงระบบการแพทย์ชั้นนำได้อย่างทั่วถึง โดยมี “สายธารน้ำใจของผู้ให้” ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้วิสัยทัศน์แห่งการดูแลสุขภาพเพื่อปวงชน และอัตลักษณ์ของรามาธิบดีสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการวิจัยในภูมิภาค

รศ. นพ. ชนเมธ เตชะแสนศิริ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ กล่าวว่า “เดิมทีโรงพยาบาลรามาธิบดีบนถนนพระราม 6 เป็นศูนย์กลางการรักษาที่สำคัญของประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมาอย่างยาวนาน แต่ด้วยพื้นที่เพียง 40 ไร่ และข้อจำกัดด้านยุทธศาสตร์ ประกอบกับภาระโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเกิดเป็นความมุ่งมั่นในการพัฒนาและก่อสร้าง สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โดยตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในฐานะ ‘ที่พึ่งทางด้านสาธารณสุข’ อย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สถาบันฯ มีบทบาทสำคัญในฐานะด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วยและสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศ

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จะยังคงเดินหน้าพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ผลักดันงานวิจัย และสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และการวิจัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้อัตลักษณ์รามาธิบดี ที่ผสานความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนให้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมแม้จะอยู่ห่างไกล สถาบันฯ จึงมุ่งขยายบทบาทสู่การกระจายองค์ความรู้ นวัตกรรม และบริการทางการแพทย์ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงการดูแลสุขภาพที่ได้มาตรฐานอย่างเสมอภาคและทั่วถึง ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่หรือพื้นที่ห่างไกล” รศ. นพ.ชนเมธ กล่าว

ปัจจุบัน สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 319 ไร่ รองรับผู้ป่วยนอกกว่า 341,000 ราย ผู้ป่วยฉุกเฉิน 16,462 ราย และผู้ป่วยใน 10,813 รายในปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘4E’ ได้แก่ Education, Environment, Energy Saving และ Excellence Living เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควบคู่กับการเป็นพื้นที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์รามาธิบดี ที่เพียบพร้อมไปด้วยองค์ความรู้ในการรับมือต่อโรคอุบัติใหม่ และจิตวิญญานแห่งการเป็นแพทย์เพื่อประชาชนสู่ระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต โดยสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลก ทั้ง JCI ในปี 2019 และ 2023 ครอบคลุมทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษา รวมถึงมาตรฐาน HA ในปี 2021 และ HA Re-accreditation แบบ 4 ปี ในปี 2025 ซึ่งถือเป็นรายแรกของประเทศ ตอกย้ำคุณภาพและความมุ่งมั่นของสถาบันฯ ในการยกระดับระบบสุขภาพไทย พร้อมผลักดันอัตลักษณ์ของรามาธิบดีสู่การเป็นศูนย์การแพทย์และการวิจัยชั้นนำระดับภูมิภาค” เพื่อสะท้อนศักยภาพของสถาบันฯ

ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดผ่าน 3 พื้นที่แห่งนวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ 1.อาคารกายวิภาคคลินิก 2.ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริง รามาธิบดี 3.งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ

อาคารกายวิภาคคลินิก: “อาจารย์ใหญ่” ผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ของแพทย์รุ่นใหม่และองค์ความรู้แห่งอนาคต

อ. ดร. เบญริตา จิตอารี อาจารย์พรีคลินิก โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี กล่าวว่า “ช่วงพรีคลินิกคือรากฐานสำคัญของการสร้างแพทย์ที่มีทั้งความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเชิงปฏิบัติ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในอนาคต ‘อาคารกายวิภาคคลินิก’ จึงทำหน้าที่เป็นหัวใจของการเรียนรู้ โดยเฉพาะการใช้ร่างอาจารย์ใหญ่และ ‘ร่างซอฟต์’ หรือ Soft Cadaver ที่ยังคงสภาพเนื้อเยื่อให้ยังคงนุ่ม และสามารถยืดหยุ่นได้ใกล้เคียงที่สุดกับสภาพจริง ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญในการฝึกทักษะแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขา รวมถึงหัตถการที่ต้องการความละเอียดสูง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมรากฐานการเรียนรู้ให้แข็งแรง แต่ยังต่อยอดสู่การวิจัยนวัตกรรมการรักษาในอนาคตอีกด้วย

 ปัจจุบัน สถาบันฯ ได้รับบริจาคร่างกายจากผู้มีจิตศรัทธาเฉลี่ยปีละประมาณ 150 ร่าง แบ่งเป็นร่างซอฟต์ราว 100 ร่าง และร่างสำหรับการเรียนกายวิภาคศาสตร์กว่า 50 ร่าง ซึ่งสถาบันฯ นำมาจัดสรรเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและงานวิจัยได้อย่างครอบคลุมและเพียงพอ ทั้งนี้ สถาบันฯ ยังคงเปิดรับบริจาคร่างกายในปีต่อ ๆ ไป เพื่อร่วมต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์และพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านร่วมเป็น ‘ผู้ให้’ ผ่านการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา”

อาคารกายวิภาคคลินิกยังโดดเด่นด้วย นวัตกรรมการเรียนรู้ครบวงจร ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น VR สำหรับศึกษากายวิภาคสามมิติ หรือ Anatomage Table เพื่อการสำรวจโครงสร้างร่างกายเชิงลึก และ ห้องผ่าตัดจำลอง (Hybrid OR) สำหรับฝึกหัตถการขั้นซับซ้อนเสมือนจริง รวมถึง ระบบ Live Teaching และ Remote Learning ที่ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันยังเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ผ่านความร่วมมือกับ ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวการแพทย์ (Biomedical Engineering) เปิดโอกาสให้แพทย์ วิศวกร และนักวิจัย ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ป่วยไทยอย่างแท้จริง อาคารแห่งนี้จึงไม่เพียงพัฒนาทักษะทางคลินิก แต่ยังบ่มเพาะ แพทย์รุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งร่างกาย เทคโนโลยี และหัวใจของการดูแลมนุษย์ พร้อมนำองค์ความรู้ไปยกระดับระบบสุขภาพไทยอย่างทั่วถึง

ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริง รามาธิบดี: พื้นที่ติดอาวุธแพทย์รุ่นใหม่

            อ. นพ. ณัฐดนัย มั่นเกษตรกิจ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (RASME) กล่าวว่า “ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (RASME) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติจาก Society for Simulation in Healthcare (SSH) คือหลักฐานของความมุ่งมั่นถึงคุณภาพในการผลิต ‘แพทย์ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรู้ทฤษฎี แต่ต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงได้’ ที่นี่จึงเปรียบเสมือน ‘สนามซ้อมก่อนลงสนามจริง’ ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์การจำลองที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด และฝึกฝนกับทำงานร่วมกันแบบสหวิชาชีพ โดยนักศึกษาแพทย์จะได้ฝึกฝนกับหุ่นจำลองที่ตอบสนองเหมือนมนุษย์ ทั้งสัญญาณชีพและอาการทางคลินิก การฝึกฝนในสภาพแวดล้อมเสมือนจริงนี้จะช่วยพัฒนาแพทย์รุ่นใหม่ให้มีทักษะ วิสัยทัศน์ และความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภายใต้ข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้แพทย์รุ่นใหม่พร้อมรับมือทุกความเร่งด่วนของปัญหาสุขภาพ และผลักดันการแพทย์ไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ศูนย์การเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เสมือนจริงรามาธิบดี (RASME) เป็นพื้นที่การเรียนรู้ยุคใหม่ที่รวมห้องปฏิบัติการทางคลินิกหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ห้องฉุกเฉิน ห้องตรวจผู้ป่วยนอก วอร์ดผู้ป่วยใน ไปจนถึงห้องปฏิบัติการขั้นสูงอย่างห้องผ่าตัดและห้องคลอด หนึ่งในความโดดเด่นคือหุ่นยนต์ขั้นสูงที่สามารถจำลองเหตุการณ์ได้ตั้งแต่เคสการทำคลอดปกติจนถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะไหล่ติด ทารกคลอดท่าก้น  หรือสถานการณ์ที่ต้องผ่าคลอด พร้อมสัญญาณชีพและการตอบสนองที่สมจริง ขณะเดียวกัน หุ่นจำลองประเภทอื่นยังรองรับการฝึกภาวะอุบัติเหตุ เลือดออก หรือหัวใจหยุดเต้น ทุกการฝึกอยู่ภายใต้ระบบควบคุมและสังเกตการณ์แบบเรียลไทม์ ช่วยให้อาจารย์วิเคราะห์และทบทวนเหตุการณ์ร่วมกับผู้เรียนได้อย่างละเอียด ส่งเสริมให้แพทย์รุ่นใหม่เข้าใจทั้งจุดแข็งและจุดที่ต้องพัฒนา ต่อยอดทักษะจากประสบการณ์เสมือนจริง และพร้อมรับมือความท้าทายของระบบสาธารณสุขไทยในทุกบริบท

งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ: “ต้นน้ำของมาตรฐานการรักษา”

โสภาสิณี จิตรจุลรัตนมณี หัวหน้างานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ กล่าวว่า “เบื้องหลังการรักษาที่ปลอดภัยเริ่มต้นจาก ‘งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ’ ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่สะท้อนมาตรฐานระดับสากลของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ เราเป็นโรงพยาบาลแรกของของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่นำเทคโนโลยีการกำจัดเชื้อแบบอัตโนมัติมาใช้ ทำให้กระบวนการฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์ทุกชิ้นมีความแม่นยำ ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนหลังได้แบบเรียลไทม์ ด้วยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนนี้จึงทำให้งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อได้รับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติมากมาย อาทิ รางวัล Award Certification Center of Excellence, Quality Improvement Program จาก WHO Collaborating Centre for Infectious Disease Epidemiology and Control และรางวัล Center of Excellence Award จาก Asia Pacific Society of Infection Control ซึ่งตอกย้ำว่า ‘คุณภาพและความปลอดภัย’ คือหัวใจของโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์อย่างแท้จริง”

งานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อก่อตั้งภายใต้แนวคิด 3P ได้แก่ ความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient) ความปลอดภัยของบุคลากร (Personnel) และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (People) ครอบคลุมตั้งแต่ระบบล้างทำความสะอาดเครื่องมือผ่าตัดและอุปกรณ์การแพทย์ทุกชิ้น การตรวจสอบ บรรจุหีบห่อ และทำลายเชื้อตามมาตรฐานสากล ตลอดจนระบบจัดเก็บและติดตามอุปกรณ์ด้วย QR Code / Barcode ที่ใช้กับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้สามารถตรวจสอบประวัติการทำปราศจากเชื้อได้ 100% เรียกคืนได้อย่างรวดเร็วหากพบข้อสงสัย เพื่อเข้าสู่กระบวนการฆ่าเชื้อแบบพิเศษทันที นอกจากนี้ หน่วยงานยังมีเครื่องล้างอุปกรณ์และเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อระบบ Auto-Load ที่รับ–ส่งอุปกรณ์เข้า–ออกโดยอัตโนมัติ ช่วยลดการสัมผัสความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ

อีกด้านหนึ่งงานเวชภัณฑ์ปลอดเชื้อยังสะท้อนความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Green Campus ทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีกำจัดเชื้อที่ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต ระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และน้ำยาฆ่าเชื้อที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ไม่เพียงเป็น “ต้นน้ำของมาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัย” แต่ยังเป็นต้นแบบของระบบสาธารณสุขยุคใหม่ ที่ผสานนวัตกรรม ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดี กล่าวว่า “สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คือผลลัพธ์อันงดงามจากสายธารน้ำใจของผู้ให้ทั่วประเทศ ที่ร่วมหล่อเลี้ยงให้เกิดพื้นที่ด้านการรักษา การศึกษา และการวิจัยอันสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน เงินบริจาคทุกบาทไม่ได้หยุดเพียงแค่การก่อสร้างอาคารหรือจัดหาเครื่องมือแพทย์ แต่เป็นโอกาสในการเข้าถึงการรักษา เทคโนโลยีทางการแพทย์ และองค์ความรู้ใหม่ ที่ส่งต่อถึงผู้ป่วยและปวงชนอย่างต่อเนื่อง พลังของการให้แม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อให้เกิดคลื่นแห่งความหวังแก่ผู้ป่วยนับไม่ถ้วน สะท้อนความหมายของ “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” ที่การให้ของผู้บริจาคทุกท่านในวันนี้ ยังเป็นพลังที่ขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยให้ก้าวหน้า เกื้อกูลผู้คน และสานต่อคุณค่าที่งดงามต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น”

ผู้ที่สนใจร่วมบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ สามารถติดต่อได้ที่อาคารกายวิภาคทางคลินิก สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ หรือผู้ที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์รุ่นใหม่ และการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ รวมถึงช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ สามารถร่วมบริจาคสมทบทุนได้ที่ มูลนิธิรามาธิบดีฯ http://www.ramafoundation.or.th

คุณแหน : 25 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 25 พฤศจิกายน 2568

คุณแหน : 25 พฤศจิกายน 2568

วันอังคาร ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

●● สำนักพระราชวังมอบหมายให้ ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว. สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่องพระบรมมหาราชวัง เป็นหนังสือเล่มใหญ่หนาประมาณ 400 หน้า มีภาพถ่ายประกอบสวยงามมาก หนังสือดังกล่าวมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันที่สุด โดยจะออกจำหน่ายเผยแพร่ในเร็ววันนี้…โปรดติดตามชม

●● สัปดาห์ที่แล้วเขียน เรื่องเครือข่ายอันแน่นแฟ้นของโอลด์บอย (OB.) “WEST POINT” ของ พล.อ.ฮุน มาเนต ใน WHITE HOUSE ตามที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเกริ่นให้ฟัง แฟนคลับเราถามรายละเอียดเบื้องหลังว่ามันเวิร์กยังไงถึงเป็นประโยชน์ได้ ก่อนอื่นต้องทำ ความเข้าใจก่อนว่า WEST POINT คือโรงเรียนนายร้อยเก่าแก่ที่มีอิทธิพลที่สุดในสหรัฐฯ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ OB. มีความสามารถสูงหลายด้าน, ได้รับมอบหมายหน้าที่ใน WHITE HOUSE ใกล้ชิดกับทีมงานประธานาธิบดีและตัวทรัมป์เอง ที่เหนือชั้นไปกว่านั้นบรรดา OB. ยังพบความสำเร็จไปเป็นประธานาธิบดี, รมต., และ สว.ในประเทศต่างๆ รอบโลก ความสัมพันธ์ของ OB. แนบแน่นระดับเป็น “ฟราเทอร์นิตี้” พวกเขากินนอนด้วยกัน-เรียนตำราเดียวกัน-ซ้อมรบด้วยกัน-ร่วมสนามรบนานหลายปี เนตเวิร์ก OB. ที่อยู่นอกประเทศก็จะใช้สหรัฐฯเป็นฐานติดต่อประสานงาน อาทิ หลายปีก่อนฟิลิปปินส์มีประธานาธิบดีชื่อ พล.อ.ฟิเดล รามอสเป็นโอลด์บอย WEST POINT และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับท่าน บิ๊กเสือ” พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ผู้นำทหารฝ่ายไทย ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค สองเพื่อนรักสามารถยกหูโทรปรึกษางานได้ใกล้ชิด…ท้ายนี้มีข้อเท็จจริงที่อยากเผยให้ทราบ

1) ในสมัยก่อนกัมพูชาเป็นประเทศเล็กสหรัฐฯไม่ได้ให้ความสนใจ ฝ่ายไทยช่วยสนับสนุนผลักดันให้ฮุน มาเนต เข้าเรียน WEST POINT ได้

2) ตามที่มีข่าวแพร่ว่าฮุน มาเนต พยายามเอาใจ ทรัมป์เพื่อจะขอ QUOTA ให้เขมรเข้า WEST POINT…สถาบันดังกล่าวไม่มีระบบ “QUOTA” แต่จะเป็นระบบ “SPOIL” ตามทิศทางการเมืองระหว่างประเทศ !

●● ก่อนจะซื้อฝูงนี้ได้ถกเถียงกันแทบแย่ ทั้งฝ่ายเห็นด้วย, ไม่เห็นด้วยและไม่แน่ใจ เพราะยังไม่มีใครใช้ พูดถึงเมื่อครั้งอดีต ผบ.ทอ. พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล มีดำริจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่เป็นยี่ห้อ GRIPEN (JAS-39) ของประเทศสวีเดน ซึ่งนับเป็นปฏิบัติการกลับตาลปัตร เพราะแต่ไหนแต่ไรนักบินไทยคุ้นเคยเฉพาะเครื่องบินขับไล่ตระกูล “F” ของสหรัฐฯ ถึงวันนี้ชาวไทยคงจะสบายใจได้ว่า ทอ. ซื้อได้ของดีราคายุติธรรม จากปฏิบัติการรบไทย-กัมพูชา เมื่อ 24-28 ก.ค. ที่ผ่านมา GRIPEN ไทยแผดเสียงกัมปนาทยิงอาวุธเบาเข้าสู่จุดยุทธศาสตร์กระจายจนเขมรต้องแจ้นไปร้องเรียนยูเอ็น. ซึ่งก็เป็นเครดิตของทางสวีเดนด้วย ทำให้ในขณะนี้มีถึง 4 ประเทศขอซื้อกริพเพนด่วนเข้าประจำการ ประกอบด้วย ไทยแลนด์, โปแลนด์, บราซิล สำหรับรายยูเครนนั้น ประเทศเดียวขอจองซื้อ 150 ลำ! (เงินทุนส่วนใหญ่จะมาจากทรัพย์สินของประเทศรัสเซียที่ถูกเครือ NATO ยึดไว้)

●●งานสวดพระอภิธรรมศพ อำนวย จรรยา สามี อ.ระเบียบ แห่งรร.วัดสุทธิวราราม จัดคืนนี้(25 พ.ย.)เป็นคืนสุดท้าย ที่ศาลา 5 วัดเสมียนนารี และประชุมเพลิง วันที่ 26 พ.ย. 15.00 น

●● ข่าวมหาอุทกภัยภาคใต้ ฝนตกหนักไม่มีเว้นวรรคยังความเดือดร้อนให้ประชาชนชาวใต้หลายแสนครัวเรือน ในหลายจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีทั้งอาสาสมัครและหน่วยงานรัฐและเอกชนเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน…

●● เดือดร้อนกันมาก เห็นจะเป็น ประชาชนที่อยู่ในเขตห่างไกล น้ำท่วมสูงเลยหัวกว่า 2 เมตร จนต้องหนีน้ำขึ้นไปรอรับความช่วยเหลืออยู่บนหลังคาบ้าน ส่วนในเขตเศรษฐกิจ ที่หาดใหญ่น้ำท่วมมากที่สุดในรอบ 25 ปี ทราบมาว่า รศ.ยุรฉัตร บุญสนิท กับ เปิ้ล น้องสาวก็ประสบภัยอยู่ที่หาดใหญ่

●● ส่วน ดาราหนุ่ม เคน-ภูภูมิ ก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยในครั้งนี้ เมื่อ ร้านเคนภูปัง ที่โน่น ถูกน้ำท่วมสูงแบบมาจู่โจมมาแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว…ขอเป็นกำลังใจให้ชาวใต้ทุกคนค่ะ !!

บารอนเนส

ซีพีอาสาเคียงข้างภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือครอบคลุม 10 จังหวัด

ซีพีอาสาเคียงข้างภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือครอบคลุม 10 จังหวัด

ซีพีอาสาเคียงข้างภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือครอบคลุม 10 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 16.32 น.

ซีพีอาสา ร้อยเรียงใจช่วยน้ำท่วมภาคใต้ ตั้งศูนย์ช่วยเหลือครอบคลุม 10 จังหวัด ระดมทุกบริษัทในเครือเข้าช่วยทันที ซีพีเอฟ ส่งทีมเคลื่อนที่เร็วสนับสนุนวัตถุดิบสดให้ครัวสนามพระราชทาน–ครัวกลางคู่ค้า ซีพีเอ็กซ์ตร้า แม็คโคร–โลตัส เติมไข่ไก่และวัตถุดิบช่วยนิสิต–ชุมชน ทรู คอร์ปอเรชั่น มอบเน็ตฟรี แถมขยายวันใช้งาน พร้อมเสริมสัญญาณมือถือ–เน็ตบ้านทุกจุดเสี่ยง เครือซีพีร่วมส่งพลังใจให้พี่น้องภาคใต้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้โดยเร็ว

นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุด ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้หลายพื้นที่ภาคใต้ประสบอุทกภัยรุนแรง เครือซีพี ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ครอบคลุม 10 จังหวัด ได้แก่ สงขลา, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ปัตตานี, นราธิวาส, ตรัง, สตูล และกระบี่ และระดมพลัง “ซีพีอาสา” จากทุกบริษัทในเครือทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคราชการ มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้อย่างเร่งด่วน ภายใต้นโยบายของ 3 ประธานเครือซีพี ได้แก่ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานบริหารคณะผู้บริหาร ที่เน้นย้ำให้ทุกบริษัทในเครือ “ทำเพื่อประเทศและประชาชนก่อน” ตามค่านิยม 3 ประโยชน์ อันเป็นรากฐานการดำเนินธุรกิจขององค์กร ทั้งนี้ บริษัทในเครือนำโดย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ เป็นกำลังหลักในการสนับสนุนวัตถุดิบอาหารสด เช่น เนื้อไก่ ไข่ไก่ เนื้อหมู รวมถึงน้ำดื่ม แก่ครัวสนามพระราชทาน ครัวกลางของคู่ค้า รวมถึงศูนย์อพยพ และมูลนิธิต่างๆ ซีพีเอ็กซ์ตร้า–แม็คโคร–โลตัส ส่งวัตถุดิบประกอบอาหารช่วยนิสิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และชุมชนรอบสาขา ด้านทรูฯมอบเน็ตฟรี–ขยายวันใช้งาน เพื่อให้ประชาชนสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง”

ในการนี้ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ ซีพีเอฟ ได้ส่งทีมเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ สนับสนุนวัตถุดิบสดให้ครัวสนามพระราชทาน–ครัวกลางคู่ค้า โดยจิตอาสา ซีพีเอฟ ลงพื้นที่ทันทีหลังเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และจะนะ สนับสนุนวัตถุดิบอาหารสดให้ครัวสนามและครัวกลาง เพื่อทำอาหารร้อนแจกจ่ายผู้ประสบภัย ได้แก่ ครัวสนามพระราชทาน – มณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) สนับสนุนเนื้อไก่สดและไข่ไก่ พร้อมเตรียมเนื้อหมูและน้ำดื่ม ทยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสนับสนุนครัวกลางคู่ค้า “อะฮลัมไก่อบโอ่งจะนะ” โดยมอบเนื้อไก่สด และไข่ไก่ เพื่อทำอาหารกล่องแจกจ่ายชุมชนใน อ.จะนะ จ.สงขลา  ทั้งนี้ ทีมเคลื่อนที่เร็วของ ซีพีเอฟ ประสานงานภาครัฐ–ภาคประชาสังคม เพื่อเข้าช่วยเหลือทุกจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ซีพีเอ็กซ์ตร้า–แม็คโคร–โลตัส ส่งวัตถุดิบประกอบอาหารช่วยนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่ประสบเหตุน้ำท่วมหนักจนร้านค้ารอบมหาวิทยาลัยปิดทั้งหมด ทำให้นิสิตและบุคลากรไม่สามารถออกไปซื้ออาหารได้ ซีพีเอ็กซ์ตร้าจึงได้เร่งส่งมอบไข่ไก่และเครื่องปรุงรส เพื่อทำอาหารกล่องแจกจ่ายแก่นิสิต–บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนี้ ทีมซีพีเอ็กซ์ตร้าได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชนรอบสาขาแม็คโครและโลตัสในพื้นที่ประสบภัย อาทิ แม็คโครนครศรีธรรมราช แม็คโครทุ่งสง และ โลตัส จะนะ เป็นต้น โดยร่วมกับผู้นำชุมชนจัดส่ง น้ำดื่ม–ของใช้จำเป็น ให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที

ในส่วนของ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนสำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ยังคงติดต่อสื่อสารได้อย่างไม่สะดุด มอบเน็ตฟรีและขยายวันใช้งานทั้งลูกค้าแบบเติมเงินและรายเดือน และเร่งเสริมสัญญาณมือถือ–อินเทอร์เน็ตบ้านในทุกจุดเสี่ยงน้ำท่วม และได้จัดทีมวิศวกรลงพื้นที่ อ.ทุ่งสง และจุดสำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรวจสอบสถานีฐาน เส้นทางสายไฟเบอร์ และซ่อมบำรุงโครงข่ายสื่อสารตามแผนฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสารได้ต่อเนื่อง เสริมกำลังด้วยรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (COW) เพิ่มการเฝ้าระวังโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยกู้ภัยและภาครัฐในพื้นที่น้ำท่วม

นอกจากนี้ ซีพีอาสายังผนึกกำลังร่วมกับ กรมประมง จังหวัดสงขลา เตรียมเดำเนินการเปิด “โรงครัวฮาลาล” เพื่อประกอบอาหารพร้อมรับประทาน โดยตั้งโรงครัว ณ ศูนย์ NICA เก้าเส้ง กรมประมง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพี่น้องในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และทั่วถึงที่สุด

ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ภาคใต้ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน เครือซีพี บริษัทในเครือ และซีพีอาสาทุกคนพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟู และส่งต่อพลังใจให้ทุกพื้นที่ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน

สมาคมคณะกงสุลฯ มอบสิ่งของให้กองทัพภาคที่ 1 ส่งกำลังใจสู่ทหารชายแดนไทย–กัมพูชา

สมาคมคณะกงสุลฯ มอบสิ่งของให้กองทัพภาคที่ 1 ส่งกำลังใจสู่ทหารชายแดนไทย–กัมพูชา

สมาคมคณะกงสุลฯ มอบสิ่งของให้กองทัพภาคที่ 1 ส่งกำลังใจสู่ทหารชายแดนไทย–กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ดร.ชุมพล พรประภา กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ ประเทศฟิจิ และประธานสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) มอบสิ่งของเครื่องบริโภครวมมูลค่า 109,000 บาท แก่กองทัพภาคที่ 1 โดยมี พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้รับมอบ โดยมีนาย จักร จามิกรณ์ กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ นิคารากัว และเลขาธิการสมาคมฯ เป็นตัวแทนสมาคมกงสุลฯ ส่งมอบพร้อมด้วยผู้แทนกงสุลฯ จากประเทศต่างๆ อาทิ ภัทรา พุฒิพรรณพงศ์ กงสุลใหญ่ฯ สโลวาเนีย นภา จามิกรณ์  กงสุลฯอุซเบกิสถาน นิธิวัชร์ เรืองฉัตรศรีกุล กงสุลฯมองโกเลีย ณัฐพล ประคุณศึกษาพันธ์ กงสุลฯ เปรู ขอนแก่น กรนันท์ สุคนธ์ฤทธิกร กงสุลฯเบลารุส และ วินิตา จามิกรณ์ กงสุลฯติมอร์-เลสเต ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1

สำหรับการมอบสิ่งของในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมส่งกำลังใจให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละในการปกป้องอธิปไตยบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 1 จะส่งต่อสิ่งของแก่กองกำลังบูรพา เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ทหารในพื้นที่ปฏิบัติการต่อไป

-(016)

ซัมซุงประกันชีวิต เดินหน้าปลูกป่าชายเลนถาวร สานต่อโครงการ Green Global Project…We love Thailand ครั้งที่ 14

ซัมซุงประกันชีวิต เดินหน้าปลูกป่าชายเลนถาวร สานต่อโครงการ Green Global Project…We love Thailand ครั้งที่ 14

ซัมซุงประกันชีวิต เดินหน้าปลูกป่าชายเลนถาวร สานต่อโครงการ Green Global Project…We love Thailand ครั้งที่ 14

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.20 น.

บริษัท ซัมซุง ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ซัมซุงประกันชีวิต ประเทศเกาหลี จัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนถาวรในโครง การ “Green Global Project…We love Thailand” ครั้งที่ 14 ณ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 6 จังหวัดเพชรบุรี โดยมีพนักงานจิตอา สาจากทั้งสองประเทศกว่า 50 คนร่วมปลูกต้นโกงกางกว่า 1,500 ต้น ในพื้นที่รวมกว่า 2 ไร่

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานจากทั้งฝั่งเกาหลีและฝั่งไทย ที่ร่วมกันทำกิจกรรมอย่างมุ่งมั่นตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกคนช่วยกันลงปลูกต้นโกงกางด้วยพลังและความตั้งใจ พร้อมบรรยากาศที่สนุกสนาน เป็นกันเอง และมีส่วนร่วมตลอดทั้งวัน นับเป็นพลังบวกที่ช่วยขับเคลื่อนโครงการให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง

ซัมซุงประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวด ล้อมและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน ผ่านกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลนและรักษาพื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยให้กลับมาสมบูรณ์

โอกาสนี้ มิสเตอร์ ฮยองจุน คิม หัวหน้าส่วนงานวัฒนธรรมองค์กร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ซัมซุงประกันชีวิต ประเทศเกาหลี ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ กล่าวว่า “แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่เป็นวันที่มีความหมายมากครับ ทุกคนตั้งใจทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และบรรยา กาศก็เป็นกันเองมาก สภาพอากาศในวันนี้ก็เป็นใจมากไม่มีแดดเลย ผมรู้สึกประทับใจกับความร่วมมือของทีมไทยและทีมเกาหลี และอยากให้พนักงานจากเกาหลีได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกในปีหน้า”

ตลอด 13 ครั้งที่ผ่านมา โครงการนี้ได้ปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลนไปแล้วกว่า 13,100 ต้น ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเสริมความแข็งแรงให้ชายฝั่งทะเล ครั้งที่ 14 นี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เกิดจากพลังจิตอาสาของพนักงานทั้งสองประเทศในการสานต่อพันธกิจด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ซัมซุงประกันชีวิตเชื่อมั่นว่า การดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องจะมีส่วนสำคัญในการช่วยอนุรักษ์ป่าชายเลนของไทยสร้างประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบ และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมต่อไป

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถ้าไม่อยากป่วยหนัก ดูแลความดัน (โลหิต) ด้วยนะ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถ้าไม่อยากป่วยหนัก ดูแลความดัน (โลหิต) ด้วยนะ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ถ้าไม่อยากป่วยหนัก ดูแลความดัน (โลหิต) ด้วยนะ

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.42 น.


โรคความดันโลหิตสูงอาจเป็นฆาตกรเงียบของมนุษย์ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการเตือนใด ๆ แต่ในขณะเดียวกัน แรงดันเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญภายในร่างกายได้อย่างช้า ๆ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ควบคุม โรคนี้จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น โรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และไตวายเรื้อรัง

การที่เราเข้าใจเกี่ยวกับโรค และการใช้ยาลดความดันโลหิตอย่างถูกต้องจึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตัวเอง

ความดันโลหิต คือแรงดันที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจสูบฉีดและคลายตัว โดยค่าความดันจะมีค่าบนซึ่งเป็นค่าแรงดันขณะหัวใจบีบตัว และค่าล่างซึ่งเป็นแรงดันขณะหัวใจคลายตัว ภาวะความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นเมื่อค่าความดันสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

สาเหตุของความดันโลหิตสูงแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ พบในผู้ป่วยส่วนใหญ่ มากกว่า 90 % ไม่สามารถระบุสาเหตุเฉพาะเจาะจงได้ แต่เชื่อว่าเกิดจากความซับซ้อนของปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่กระตุ้นให้เกิดความผิดปกติ กับอีกชนิดคือความดันโลหิตสูงชนิดทราบสาเหตุ ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10 % โดยเกิดจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายที่ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งหากรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุได้ ความดันโลหิตก็จะกลับมาเป็นปกติ ตัวอย่างโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคไตเรื้อรัง หลอดเลือดแดงที่ไตตีบ เนื้องอกที่ต่อมหมวกไต โรคต่อมไทรอยด์บางชนิด และภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

แต่ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูงชนิดใดก็มีปัจจัยอื่น ๆ ที่เป็นตัวเร่งที่ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงและควบคุมได้ยาก ได้แก่ อายุที่เพิ่มสูงขึ้นตามวัย ทำให้หลอดเลือดจะเริ่มแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีพ่อแม่หรือญาติสายตรงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป เพศชายมักมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ในเพศหญิงจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในวัยหลังหมดประจำเดือน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกิดจากพฤติกรรม ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกิน ซึ่งทำให้หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือดเลี้ยงทั่วร่างกาย การกินเค็ม หรือโซเดียมสูงทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้ในหลอดเลือดมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรเลือดและแรงดันสูงขึ้น การดื่มแอลกอฮอล์หนักเป็นประจำจะทำลายหัวใจและเพิ่มความดันโลหิต การสูบบุหรี่ซึ่งสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและทำให้หลอดเลือดหดตัว แล้วยังทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ส่วนคนที่ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียดเรื้อรัง ก็เสี่ยงมาก ซึ่งหากมีความเครียดสะสมเป็นเวลานานจะนำไปสู่ความดันโลหิตสูงแบบถาวร ส่วนโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน และ ไขมันในเลือดสูง ทำให้มีความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูงร่วมด้วย เนื่องจากโรคเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเสียหายของหลอดเลือด

ดังนั้น เมื่อได้รับการวินิจฉัยเป็นความดันโลหิตสูง นอกจากการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้อย่างเคร่งครัดต่อเนื่องแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงก็จำเป็น จึงต้องลดการสูบบุหรี่ เลิกเหล้า ลดน้ำหนัก คุมอาหารเค็ม รักษาโรคเรื้อรังอื่น และออกกำลังกายให้เหมาะสม ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตอยู่ในค่าเป้าหมายได้ดี

สำหรับยาที่ใช้รักษาเพื่อลดความดันโลหิตมีหลากหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มมีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน เพื่อมุ่งเป้าไปที่การลดแรงดันในหลอดเลือดและปกป้องอวัยวะสำคัญ ซึ่งการใช้ยาทุกชนิดนี้ต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น ห้ามผู้ป่วยหยุดยาเองโดยเด็ดขาด เพราะการหยุดยาโดยไม่มีการควบคุมทางการแพทย์ อาจทำให้ความดันดีดกลับสูงขึ้นอย่างรุนแรง แล้วนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอันตราย เช่น หลอดเลือดสมองแตกฉับพลัน แต่หากเกิดอาการข้างเคียงใด ๆ จากการใช้ยาต้องรีบปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเพื่อปรับยาให้เหมาะสมที่สุด แต่ยังต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและมีวินัยในการควบคุมอาหารและพฤติกรรมควบคู่กันไป เพื่อให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จัดงาน ‘The Wattana Experience’ ถ่ายทอดแนวคิดการศึกษายุคใหม่ สร้างรากฐานเยาวชนสู่พลเมืองโลก

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จัดงาน ‘The Wattana Experience’  ถ่ายทอดแนวคิดการศึกษายุคใหม่ สร้างรากฐานเยาวชนสู่พลเมืองโลก

โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จัดงาน ‘The Wattana Experience’ ถ่ายทอดแนวคิดการศึกษายุคใหม่ สร้างรากฐานเยาวชนสู่พลเมืองโลก

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะ “การศึกษาพื้นฐานที่ดี” คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงของเด็กทุกคน โรงเรียนจึงไม่ใช่เพียงสถานที่ให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการหล่อหลอมทักษะชีวิต คุณธรรม และคุณภาพความเป็นมนุษย์ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย จึงได้จัดงาน “The Wattana Experience” ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดบ้านต้อนรับและสัมผัส “ประสบการณ์แห่งความสุขและคุณภาพแบบวัฒนา” รับฟังแนวคิดการจัดการศึกษายุคใหม่ที่ผสมผสานความเป็นเลิศทางวิชาการ ความเป็นสากล และนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อสร้างรากฐานแห่งความสุขและความสำเร็จให้กับเยาวชนไทย ดำเนินรายการโดย ลอร่า- ศศิธร วัฒนกุล พิธีกรชื่อดัง และ นางสาวชัชมน โอสถานุเคราะห์ นักเรียนชั้น ม.6

พิธีเปิดงานเริ่มด้วยการอธิษฐานเปิดงานโดย ศาสนาจารย์ ดร.ศึกษา เทพอารีย์ ประธานคณะกรรมการบริหารโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย การแสดงเริ่มด้วยเพลงสรรเสริญพระเจ้าจากคณะนักร้องประสานเสียง Wattana Little Angels ซึ่งคณะนักร้องประสานเสียงโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้รับการส่งเสริมพัฒนาไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ โดย Wattana Children’s Chorus และ Wattana Girls’ Chorus ได้สร้างชื่อเสียงคว้ารางวัลมาแล้วหลายเวที ทั้ง 2 เหรียญทองจากการแข่งขัน Slovakia Cantat 2025, 1 เหรียญทอง จากการแข่งขัน The 14th  World Peace Choral Festival ที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย,  2 เหรียญทองและรางวัลChampion of Category ที่ฮ่องกง และสาธารณรัฐประชาชนจีน, ได้รับ 3 รางวัล Gold Award, Best Conducting Award และ Best Piano Accompaniment & Artistic Direction Award จากเวที 11th ASEAN International Choral Festival และ 2 รางวัลล่าสุดจากการแข่งขัน 2nd  Thailand International Choral Festival ได้แก่ Gold Medal and Winner of Category ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนา “Soft Power” ของเยาวชนไทยในเวทีโลก

อาจารย์ลานทิพย์ ทวาทศิน ผู้จัดการโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย กล่าวว่า “โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เป็นโรงเรียนสตรีประจำและโรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของประเทศไทย ผู้บุกเบิกด้านการศึกษาปฐมวัยมายาวนาน เรามุ่งพัฒนาเด็กเล็กสู่การเป็นพลเมืองสามภาษา (Trilingual) และ Global Citizen ที่มีคุณภาพ ด้วยแนวทางการเรียนรู้ที่เน้นความพร้อมและความเข้าใจ ไม่เร่งรัด และสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย ตามหลักคิด ‘ไม่เร่ง ก็เก่งได้ และเก่งหลากหลายได้ที่วัฒนา’ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษาที่เราเชื่อมั่นมาโดยตลอด”

นอกจากนี้ ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นเหมือนบ้าน (Homey situation) โดยคุณครูทำหน้าที่เสมือนพี่เลี้ยง หรือแม่คนที่สอง ดูแลตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น การพาเข้าห้องน้ำ ไปจนถึงการโอบกอดปลอบเมื่อเด็กร้องไห้ เพื่อให้เด็ก ๆ รู้สึกปลอดภัย พร้อมเปิดใจเรียนรู้ในโลกสามภาษา เด็กจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Immersive Program ทั้งการร้องเพลง เกม และการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ซึ่งทำให้เด็กจำนวนมากเติบโตเป็นเด็กสามภาษาได้ตั้งแต่วัยอนุบาล”

ดร.สุภลักษณ์ ไชยสถาน ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวว่า “ในด้านวิชาการ โรงเรียนได้รับการรับรองให้เปิดสอนหลักสูตร Cambridge Primary อย่างเป็นทางการ จาก Cambridge Assessment International Education (CAIE) โดยให้ความสำคัญกับ Academic Power ที่เกิดจาก “Top Teacher” และ “Bilingual Teacher” ทั้งอังกฤษและจีตครูชาวต่างชาติประจำชั้น 1 คนต่อห้องตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยม จะสอนภาษาอังกฤษในทุกวัน ผ่านกิจกรรมอย่าง phonics การเล่านิทาน และการสนทนา ขณะที่ครูไทยทำงานร่วมอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้นักเรียนปรับตัวได้ง่ายและเรียนรู้อย่างมั่นใจ

โรงเรียนวัฒนาได้ดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีความภาคภูมิใจที่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพของสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ และผ่านการประเมิน Best Practice (แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ) มากถึง 9 เรื่อง ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการศึกษา ทั้งในด้านการเรียนการสอน การดูแลนักเรียน และการส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน Microsoft Showcase School แห่งปี ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญที่สะ ท้อนถึงการพัฒนาห้องเรียนให้ก้าวทันยุคดิจิทัล โดยในปีนี้มีเพียง 2 โรงเรียนในประเทศไทยเท่านั้นที่ได้รับคัดเลือก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้าง “ห้องเรียนแห่งอนาคต” และพัฒนาทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน ทั้งด้านการคิดเชิงนวัตกรรม การสื่อสาร และการทำงานร่วมกัน”

ภายในงานยังมีการแสดงความสามารถของนักเรียนที่สะท้อนแนวทาง “ไม่เร่งก็เก่งได้ และเก่งหลากหลายได้ที่วัฒนา” ผ่านกิจกรรมบูรณาการหลากหลาย ได้แก่ การพูดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษหัวข้อ Its okayIm always here for you.” จากนักเรียนชั้นอนุบาล การแสดง Science Show และการแสดง Botball Robotics ที่โชว์ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อย่างชาญฉลาด จากนักเรียนระดับประถม สะท้อนให้เห็นว่า นักเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต ผ่านบรรยากาศการเรียนรู้ที่อบอุ่น เป็นมิตร และไม่เร่งรัด สมกับแนวทางที่โรงเรียนยึดมั่นมาโดยตลอด ร่วมด้วยเสียงสะท้อนจากตัวแทนนักเรียนประจำระดับมัธยม ดีกรีนักกีฬาว่ายน้ำระดับชาติและยังเก่งด้านวิชาการด้วยเกรดเฉลี่ย 3.9 ชนะโครงการระดับนานาชาติ ที่มาแชร์ประสบการณ์ว่าการอยู่ประจำทำให้ชีวิตง่ายขึ้น มีเวลามากขึ้น พัฒนาการเรียนได้มากขึ้น

อีกทั้ง ยังได้รับเกียรติจากศิษย์เก่าคนดังของโรงเรียน ได้แก่ เฟย์–พรปวีณ์ นีระสิงห์ และ ฟาง–ธนันต์ธรญ์ นีระสิงห์ รวมถึงนักร้องนักแสดงที่เป็นผู้ปกครอง น็อตโตะ–พิมพ์ปวีณ์ พวงธนะสารธัชพล ชุมดวง (ตูน AF), โจ๊กเกอร์- ณศิวัชร์ นพภิรมย์ไชย มาร่วมพูดคุยและแบ่งปันประสบการณ์ที่อบอุ่นจากรั้ววัฒนา  ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดเตรียม “เมนูไฮไลต์วัฒนา” ที่ทั้งอร่อย สะอาด และมีเอกลักษณ์เฉพาะของโรงเรียน พร้อมบรรยากาศอบอุ่นที่จำลองบรรยากาศการรับประทานอาหารแบบพี่ดูแลน้องของนักเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ด้วยรากฐานที่มั่นคงและวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยยังคงเดินหน้าสร้าง “ประสบการณ์คุณภาพแห่งชีวิตการเรียนรู้” เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณธรรมและศักยภาพ พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นใจสำหรับผู้ปกครองที่สนใจ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เปิดให้เข้าเยี่ยมชม โดยสอบถามเพิ่มเติม Line Official : wattana_official โทร: 0-2254-7991 – 6 ต่อ 216, 306 (ห้องทะเบียน)

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน ‘Kraam International Symposium 2025’

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานและร่วมรับฟังการบรรยายงานวิชาการ Kraam International Symposium 2025 ภายใต้แนวคิด “HANDS ACROSS CULTURE” ณ EM TOWER ชั้น 14 ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์  โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหาร และข้าราชการ เฝ้าฯ รับเสด็จและร่วมงาน

ในการนี้ เสด็จไปทอดพระเนตรการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย และผ้าย้อมคราม อันเป็นผลสำเร็จจากการขับเคลื่อนตามพระดำริ ทั้งดอนกอยโมเดล วิชชาลัยชุมชน เส้นใยสร้างสรรค์ Carbon Footprint OTOP Premium ผ้าชาติพันธุ์ และงานจักสาน อาทิ กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ กลุ่ม Detail อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา และศูนย์การเรียนรู้ขวัญตา วิชชาลัยทอผ้าหนองบัวลำภู อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู พร้อมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการ Global Forum on Arts & Craftsmanship Hands Across Culture Kraam International symposium 2025 และพระราชทานพระวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กราบทูลถวายรายงาน

ในโอกาสนี้ ทรงร่วมรับฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกใน 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ Witness of Luxury Crafts โดย Béatrice Quette ภัณฑารักษ์จาก Musée des Arts Décoratifs (MAD), Paris  นำเสนอบทบาทของ MAD ในการเก็บรักษาศิลปวัตถุไทยชั้นสูง อาทิ เครื่องเบญจรงค์ สิ่งทอ และฉลองพระองค์ ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการส่งต่อรสนิยมร่วมสมัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อวงการศิลปะและงานตกแต่งของโลก

Weaving Gold: The Past and Future of a Thai Craft โดย Dr. Louis Copplestone ภัณฑารักษ์จาก Victoria and Albert Museum (V&A), London ถ่ายทอดคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของงานเครื่องทองไทย โดยเฉพาะในด้านเครื่องประดับและงานโลหะร่วมสมัยที่พัฒนาจากภูมิปัญญาโบราณ

 The Reinvention of Japanese Indigo Dyeing โดย Kenta Watanabe ผู้ก่อตั้ง Watanabe’s Co., Ltd., Japan ถ่ายทอดการฟื้นฟูกระบวนการย้อมครามแบบดั้งเดิม ภายใต้แนวคิด “Seed – to – Dye” และการพัฒนาเฉดสีครามมากกว่า 27 เฉด จนได้รับการขนานนามว่า “Watanabe’s Blue”

งาน Kraam International Symposium 2025 งานวิชาการระดับโลกจัดขึ้นโดย กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ระหว่างวันที่ 19–22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาช่างทอผ้าไทยเข้ากับมุมมองสากลผ่านแนวคิด ”HANDS ACROSS CULTURE“ เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าครามไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลก ตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยเนื้อหาการเสวนาวิชาการเจาะลึกทั้งในมิติประวัติศาสตร์และการต่อยอดสู่อนาคต อีกทั้ง ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านคราม การย้อมสีธรรมชาติ งานคราฟต์ และศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยรวมผู้เชี่ยวชาญ ภัณฑารักษ์ นักออกแบบ และช่างฝีมือจากนานาประเทศ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

‘ญาญ่า-อุรัสยา’ เปิดมุมมอง Seafood from Norway เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นอร์เวย์ ครบ 120 ปี

‘ญาญ่า-อุรัสยา’  เปิดมุมมอง Seafood from Norway   เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นอร์เวย์ ครบ 120 ปี

‘ญาญ่า-อุรัสยา’ เปิดมุมมอง Seafood from Norway เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นอร์เวย์ ครบ 120 ปี

วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2568 นอร์เวย์คว้าตำแหน่งผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุดในโลก เดินหน้าส่งต่ออาหารทะเลคุณภาพสูงสู่ 150 ตลาดทั่วโลก หรือเทียบเท่ากับ 38 ล้านมื้อต่อวัน สำหรับประเทศไทย ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–นอร์เวย์ครบ 120 ปี มาพร้อมกับการจัดเทศกาล Seafood from Norway Festival 2025 ครั้งแรกในไทย และประสบการณ์อาหารทะเลสุดประทับใจที่ถ่ายทอดผ่าน ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ พรีเซนเตอร์ของ Seafood from Norway ประเทศไทย

ความนิยมของอาหารทะเลนอร์เวย์ในไทย โดยเฉพาะแซลมอน เติบโตอย่างมากจากกระแสร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีมากกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก Project Japan ที่ชาวนอร์เวย์เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปแนะนำแซลมอนสดให้เชฟญี่ปุ่นใช้ทำซูชิและซาชิมิเมื่อ 40 ปีก่อน ในวันนี้ การเดินทางของ Seafood from Norway ได้มาไกลกว่านั้นมาก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาพจำของอาหารญี่ปุ่นอีกต่อไป คนไทยคุ้นเคยกับแหล่งที่มาของแซลมอนนอร์เวย์ ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะจากน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของนอร์เวย์กันมาขึ้น แถมยังสนุกกับการจับคู่เมนูอาหารทะเลนอร์เวย์ในสไตล์ไทยๆ มากขึ้นด้วย แซลมอนกลายเป็นเมนูโปรดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งทำกินเองและออกไปกินนอกบ้าน โดยเฉพาะจากกระแส ‘Salmon Saturday…เสาร์สุดฟิน ชวนกินแซลมอน’ ที่ชวนให้คนไทยอิ่มอร่อยกับแซลมอนในวันเสาร์กับครอบครัวและคนพิเศษ

ตัวแทนหัวใจของความสัมพันธ์ไทย–นอร์เวย์คือ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ ผู้ทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ของ Seafood from Norway ประเทศไทย ด้วยพื้นเพที่ผสมผสานสองวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ชีวิตครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นของเธอ ทำให้ทั้งสองวัฒนธรรมถูกให้ความสำคัญและมีการเฉลิมฉลองร่วมกันอยู่เสมอ พร้อมสร้างช่วงเวลาน่าจดจำบนโต๊ะอาหารในทุกมื้อ

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ เล่าว่า “สิ่งที่ญ่ารักมากอย่างหนึ่งเกี่ยวกับรากเหง้าของตัวเอง คือวัฒนธรรมอาหารที่สามารถดึงทุกคนให้มารวมกันได้ และครัวที่เปรียบเสมือนหัวใจของบ้าน ครอบครัวเราจะกินข้าวพร้อมหน้ากันเสมอ ทำอาหารด้วยเมนูจากอาหารทะเลนอร์เวย์หลากหลายแบบ บางวันก็ผสมกับอาหารสไตล์ไทยๆ ด้วย เมนูที่ทำให้คิดถึงบ้านและช่วงวัยเด็กทันทีคือแซลมอนอบ (Baked Salmon) ที่คุณพ่อทำได้อร่อยมากๆ ถ้าที่บ้านมีเตาอบ แค่นำแซลมอนใส่ในฟอยล์ วางเลมอนสามชิ้นด้านบน แล้วโรยผักชีลาวไว้ข้าง ๆ ง่ายมากและอร่อยสุดๆ

ทุกวันนี้ญ่าเจอคนเยอะมากจากการทำงาน แต่ช่วงเวลาที่ได้สานสัมพันธ์และพูดคุยกันอย่างมีความหมายจริง ๆ กลับเป็นเวลาที่ได้กินข้าวด้วยกัน ได้นั่งลงที่โต๊ะแล้วแบ่งปันของอร่อยกัน นั่นแหละคือช่วงที่บทสนทนาและความผูกพันจริงๆ เริ่มขึ้นค่ะ” ญาญ่า-อุรัสยา เล่าเพิ่มเติม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ญาญ่า-อุรัสยา ได้ร่วมเดินทางกับ Seafood from Norway ตั้งแต่การไปสัมผัสผู้คนและธรรมชาติของนอร์เวย์ผ่านแคมเปญ The Story from the North ไปจนถึงการพาอาหารทะเลนอร์เวย์มาเข้าครัวคนไทยในแคมเปญ ‘Norwegian Thai Taste วัตถุดิบอันล้ำค่า…สู่อาหารไทย 4 ภาค’ อิทธิพลของเธอช่วยเปิดมุมมองให้คนไทยได้รู้จัก Seafood from Norway ในมิติที่กว้างกว่าแค่วัตถุดิบในการทำอาหาร

จากน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของนอร์เวย์ผสานกับความเชี่ยวชาญและแนวทางการทำงานอย่างยั่งยืน ทำให้นอร์เวย์สามารถผลิตอาหารทะเลคุณภาพระดับโลก ตลอดหลายชั่วอายุคนที่ชาวนอร์เวย์จับ เลี้ยง และแปรรูปอาหารทะเล ด้วยความเข้าใจในระบบนิเวศของท้องทะเลอย่างลึกซึ้ง และมุ่งมั่นในการทำงานทุกขั้นตอนอย่างยั่งยืน คงไว้ซึ่งประเพณีควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบรับความต้องการอาหารทะเลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เทศกาล Seafood from Norway Festival 2025 ในไทย ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของธรรมชาติ ผู้คน และอนาคตร่วมกันเหล่านี้ ผ่านประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟป๊อปอัพที่ใหญ่ที่สุดครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมห้าโซนกิจกรรม เมนูพิเศษจากเชฟ และบูธจากพาร์ทเนอร์ มาในบรรยากาศที่ได้แรงบันดาลใจจากหมู่บ้านที่นอร์เวย์ ยกมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ งานนี้ช่วยให้ผู้ร่วมงานเข้าใจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของนอร์เวย์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงกับผู้บริโภคชาวไทยผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย เหมือนช่วงเวลาที่ทุกคนล้อมวงรอบโต๊ะอาหารร่วมกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Seafood from Norway สามารถติดตามได้ที่ Instagram Seafood from Norway Thailand หรือทางเว็บไซต์