Bangkok’s Festivals ครั้งที่ 27 เปิดโชว์แรก ‘มหาภารตะ’ สุดตระการตา

Bangkok’s Festivals ครั้งที่ 27 เปิดโชว์แรก ‘มหาภารตะ’ สุดตระการตา

Bangkok’s Festivals ครั้งที่ 27 เปิดโชว์แรก ‘มหาภารตะ’ สุดตระการตา

วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดฉากเทศกาล Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music  ด้วยการแสดง “มหาภารตะ” มหากาพย์อินเดียกว่า 5,000 ปี ในสไตล์ร่วมสมัย  อย่างงดงามตรการตา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความชื่นชมในศักยภาพของการแสดงร่วมสมัย จากนักแสดงระดับโลกที่ส่งตรงมาจากประเทศอินเดีย โดยมีเหล่าคนดังและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย อาทิ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล, สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกวุฒิสภา, พิไลพรรณ สมบัติศิริ, ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ และนายกสมาคมบัลเลต์, มาซาโตะ โอตากะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยพร้อมภริยา  ร่วมด้วย ณพ ณรงค์เดช ควงคู่ภรรยาสุดสวย พอฤทัย ณรงค์เดช  ที่แต่งกายมาในชุดอินเดียสีสันสดใส และต้อ-มารุต สาโรวาท ผู้กำกับการแสดงชื่อดังและประชาชนทั่วไป เข้าชมการแสดงคับคั่ง ตอกย้ำถึงศักยภาพของเทศกาล Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music ที่เลือกเฟ้นโชว์ระดับโลกเข้ามาจัดแสดงในประเทศไทย

การแสดงครั้งนี้นำมหากาพย์อินเดียอายุกว่า 5,000 ปี มาถ่ายทอดใหม่ในสไตล์วัฒนธรรมป็อป ผสมผสานลีลาการเต้น ดนตรีร่วมสมัย บทสวดมนต์โบราณ ฉากแอคชันสุดอลังการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยชุบชีวิตเรื่องราวสงคราม 18 วันระหว่างฝ่าย “ธรรมะ” และ “อธรรม” ให้กลับมามีพลังและเข้าถึงผู้ชมยุคใหม่ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยมีนักแสดง นักเต้น และนักดนตรีมากฝีมือกว่า 50 ชีวิต มาร่วมถ่ายทอดอารมณ์ ความรัก ความแค้น และความยิ่งใหญ่ พร้อมจัดเต็มทั้งฉากและเครื่องแต่งกายสุดวิจิตรที่สะท้อนวัฒนธรรมอินเดียโบราณ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ พาผู้ชมดื่มด่ำไปกับประสบการณ์สุดสมจริง เสมือนหลุดเข้าไปในมหากาพย์แห่งโลกยุคโบราณ

นอกจากการแสดงมหาภารตะแล้ว เทศกาลในปีนี้ยังอัดแน่นไปด้วย 14 การแสดงระดับโลกจากศิลปินกว่า 10 ประเทศที่ผู้ชมไม่ควรพลาด ได้แก่ Plácido Domingo ตำนานโอเปราระดับโลก เจ้าของ 12 รางวัลแกรมมี่ หนึ่งใน The Three Tenors ที่ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์จะขึ้นเวทีประเทศไทย ร่วมกับโซปราโนดาวรุ่ง Monica Conesa และวาทยกรหญิงผู้ทรงอิทธิพลจากอิตาลี Beatrice Venezi ที่จะมาสร้างปรากฏการณ์เสียงร้องอันทรงพลังสะกดทุกสายตา

A Dream of Red Mansions บัลเลต์จีนร่วมสมัยจาก National Ballet of China ถ่ายทอดวรรณกรรมคลาสสิกจีนอันอมตะผ่านนักเต้นกว่า 80 ชีวิต และโปรดักชันสุดวิจิตรอลังการ ทั้งฉาก แสง และเครื่องแต่งกายจากปักกิ่ง เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรัก ความฝัน และบทเรียนชีวิตที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง Samara Opera & Ballet Theatre จากรัสเซีย พร้อมเสิร์ฟ 4 การแสดงยิ่งใหญ่ Tosca, Aida, The Nutcracker และ Three Masks of the King พร้อมโปรดักชันสุดอลังการ ออร์เคสตร้าสดเต็มวง นักแสดงมากฝีมือ รวมทั้งฉากและเครื่องแต่งกายสุดตระการตา

Pixel การแสดงจากฝรั่งเศสที่รวม สตรีทแดนซ์ ฮิปฮอป และการเต้นร่วมสมัย เข้ากับเทคโนโลยีแสง สี และเอฟเฟกต์สุดล้ำ สอดประสานอย่างเป็นจังหวะไปกับการเคลื่อนไหวของนักเต้นแบบเรียลไทม์ สร้างลูกเล่นสุดแปลกตาเหมือนเนรมิตเวทีให้มีชีวิต Cuba Vibra การแสดงที่ร้อนแรง เร้าใจ และเปี่ยมชีวิตชีวา ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งคิวบาผ่านทุกจังหวะการเคลื่อนไหว สุดยอดการแสดงจาก Lizt Alfonso Dance Cuba (LADC) รวมถึงโชว์พิเศษจากหลากหลายคณะนานาชาติ อาทิ Nocturna ฟลาเมงโกร่วมสมัยจากสเปน, NINA โชว์เต้นที่เล่าเรื่องราวของหญิงสาวผู้กล้าหาญ, บทเพลงจาก Prague Philharmonia ออร์เคสตราชั้นนำของยุโรป และ Energy ∞ Infinite การแสดงเครื่องกระทบจังหวะสุดเก๋ที่รวมเครื่องดนตรีจากทั่วโลกมาไว้ที่เดียว

เทศกาล Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music จะจัดต่อเนื่องแบบเต็มอิ่มจุใจ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ตุลาคม 2568 นำเสนอการแสดงระดับโลกหลากหลายแขนง ทั้งโอเปรา บัลเลต์ ดนตรีคลาสสิก ละครเวที และการแสดงร่วมสมัย รวม 17 รอบการแสดง จาก 10 ประเทศทั่วโลก ผู้ชมสามารถจับจองที่นั่งเพื่อสัมผัสประสบการณ์การแสดงระดับโลกสุดหายาก ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บัตรมีจำหน่ายที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา และ http://www.thaiticketmajor.com/bangkokfestivals ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokfestivals.com

อดีตแอร์โฮสเตส ‘น้องนานะ นาตาลี สุกีอุระ’ คว้ามงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’

อดีตแอร์โฮสเตส ‘น้องนานะ นาตาลี สุกีอุระ’  คว้ามงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’

อดีตแอร์โฮสเตส ‘น้องนานะ นาตาลี สุกีอุระ’ คว้ามงกุฎ ‘นางสาวถิ่นไทยงาม 2568’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.48 น.

14 กันยายน 2568 กองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม 2568 นำโดย สินีนารถ เองตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม ได้จัดการประกวดรอบตัดสิน ณ โรงแรม เอส พาร์ค (ESC Park) รังสิต โดยสาวงามที่ชนะใจคณะกรรมการ คือ หมายเลข 17 นางสาว นาตาลี สุกีอุระ (น้องนานะ) อายุ 24 ปี สาวงามจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้ามงกุฎพร้อมกับเงินสดและของรางวัล รวมกว่า 1.5 ล้านบาท  เมื่อคืนวันเสาร์ที่  13 กันยายน 2568

เวที “นางสาวถิ่นไทยงาม” ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการนางงามไทยมาอย่างยาวนานถึง 75 ปี นับเป็นเวทีระดับประเทศเวทีแรกที่พร้อมนำเสนอและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยรูปแบบการประกวดในปีนี้ที่เรียบหรู สง่างาม ทันสมัย แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทยไว้เช่นเดิม

การประกวดรอบตัดสินมีเหล่าดาราคนดังที่มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง นำโดยสุดยอดนักแสดงหญิงมากฝีมือ ธัญญ่า-ธัญญาเรศ เองตระกูล,  นักแสดงและผู้จัดละครไฟแรง หนิง-ปณิตา พัฒาหิรัญ ที่ให้เกียรติมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน พร้อมด้วย แอนนา เสืองามเอี่ยม – มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2565, โชตินภา แก้วจรูญ – นางสาวไทย 2568, สุชานุช ธรรมวงศ์ – นักแสดง ช่อง 7HD ที่มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน โดยมี อรรณพ กิตติคุณ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

เริ่มการประกวดด้วยการแสดงเปิดตัว 25 สาวงามในชุดว่ายน้ำย้อนยุคที่ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยอย่างปราณีต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของเวทีการประกวดนี้ จากนั้นจึงประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้ายซึ่งปรากฏโฉมในชุดว่ายน้ำสากล ตามด้วยการประกวดในชุดธีม “เสน่ห์ผ้าไทย” โดยบริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด  ตามด้วการนอวดโฉมอย่างสง่างามในชุดราตรีเพื่อให้คณะกรรมการอีกครั้ง ภายใต้บทเพลงอมตะ Only You ซึ่งขับกล่อมโดยศิลปินระดับตำนาน The Platters ซึ่งบินตรงมาจากสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้นเป็นการประกาศผลรางวัลพิเศษ : รางวัล QUEEN OF SALES By Tel2tell tv shopping ได้แก่  หมายเลข 4 นางสาว พริธนิญา สริณศิญาพร  รางวัล TIP ICONIC STAR ได้แก่ หมายเลข 8 นางสาว ปาณิศา สุทธิสว่าง ตามด้วยการประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 5 คนก่อนเข้าสู่ช่วงตอบคำถามเป็นลำดับ  จากนั้นเป็นการเปิดตัว แพทย์หญิงศิรดา โล บลูโย่ – นางสาวถิ่นไทยงาม 2566  ที่มาอำลาตำแหน่งบนเวที

ต่อด้วยการเดิน Final Walk ของทั้ง 5 สาวงามด้วยบทเพลง “ถิ่นไทยงาม” อันเป็นบทเพลงอมตะและเป็นเอกลักษณ์ของเวทีการประกวด และประกาศผลการตัดสิน เริ่มจากรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (ได้รับตำแหน่งเท่ากันทั้ง 3 คน) ได้แก่ หมายเลข 2 นางสาว จารุปิยา บริบาลบุรีภัณฑ์ (น้องโณนี่) อายุ 25 ปี สาวงามจากกรุงเทพมหานคร, หมายเลข 12 นางสาว มาลัยกะ คาร (น้องมาลัย) อายุ 21 ปี สาวงามจากเชียงราย และ หมายเลข 15 นางสาว จิรัชยา สุขอินต๊ะ (น้องจุ๊กจิ๊ก) อายุ 27 ปี สาวงามจากพะเยา ได้รับรางวัล เงินสดมูลค่า 100,000 บาท พร้อมสายสะพาย และมาถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยคือการประกาศรางวัลชนะเลิศ ผู้ครองมงกุฎ “นางสาวถิ่นไทยงาม 2568″ ตกเป็นของหมายเลข 17 นางสาว นาตาลี สุกีอุระ (น้องนานะ) อายุ 24 ปี สาวงามจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน สายการบิน Gulf Air  จะได้รับรางวัล เงินสด 500,000 บาท มงกุฎเพชร มูลค่า 300,000 บาท พร้อมสายสะพาย และของรางวัลอีกมากมาย 

สำหรับรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ หมายเลข 3 นางสาว อัญชิศฐา สุขสงค์ (น้องบุษ) อายุ 20 ปี สาวนครศรีธรรมราช จากรั้วมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร รับรางวัลเงินสดมูลค่า 200,000 บาท พร้อมสายสะพาย.

012

คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

คุยกัน 7 วันหน : ลอบสังหาร ‘ชาร์ลี เคิร์ก’ ตอกย้ำความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.15 น.

ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวสายอนุรักษ์นิยม วัย 31 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์  ทรัมป์  ถูกมือปืนลอบยิงเสียชีวิต ขณะเข้าร่วมกิจกรรมถามตอบกับกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ในเมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ ช่วงหลังเที่ยงของวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น (10 ก.ย.)

เคิร์กเสียชีวิตระหว่างเปิดเวทีแลกเปลี่ยนทัศนะกับเหล่านักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ภายใต้สโลแกน The American Comeback และ Prove Me Wrong ซึ่งเป็นเวทีที่เขาให้นักศึกษาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมถามถึงประเด็นที่สนใจ และดีเบตกับเขา โดยในระหว่างที่กำลังถกกับนักศึกษาในประเด็นเรื่อง ‘ความรุนแรงจากอาวุธปืน’ จากฝีมือของมือปืนที่เป็นกลุ่มคนข้ามเพศ หรือทรานส์เจนเดอร์ ในเหตุกราดยิงและสังหารหมู่ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเคิร์กบอกว่า เขารับรู้ แต่ในระหว่างที่เคิร์กถามกลับว่า นับรวมความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรด้วยหรือไม่นั้น…มือปืนซึ่งซ่อนตัวอยู่บนหลังคาอาคารที่ห่างออกไปราว 180-200 หลา ได้ลั่นกระสุนจากอาวุธปืนไรเฟิลอัตโนมัติเข้าใส่ลำคอของเคิร์กอย่างแม่นยำ เลือดแดงฉานไหลทะลักขณะที่เจ้าตัวใช้มืดจับแผลถูกยิงก่อนล้มลงกับพื้น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของผู้เห็นเหตุการณ์ที่วิ่งหนีแตกตื่น ก่อนที่เคิร์กจะไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

คลิปเหตุลอบสังหารครั้งนี้ มีผู้สามารถบันทึกไว้ได้ชัดเจน ขณะที่จนถึงตอนที่กำลังเขียนต้นฉบับนี้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่เอฟบีไอก็ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้

ชาร์ลี เคิร์ก คือใคร ?

ชื่อของ ชาร์ลี เคิร์ก อาจไม่คุ้นหูคนไทยส่วนใหญ่ แต่เขามีชื่อเสียงอย่างมากในสหรัฐฯ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรสายอนุรักษ์นิยมไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Turning Point USA ซึ่งในช่วงก่อตั้ง เคิร์กมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น และตั้งแต่นั้นมาเขาก็เริ่มมีบทบาทเป็นนักเคลื่อนไหวเยาวชนและเข้าสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีผู้ติดตามในแพลตฟอร์ม X มากถึง 5.5 ล้านคน และเขายังเป็นคนที่มักถูกอธิบายว่าเป็นหน้าเป็นตาของขบวนการ “Make America Great Again” ด้วย โดยที่ทรัมป์มักจะชื่นชมเคิร์ก ว่าเขาเป็นผู้ดึงโหวตเตอร์รุ่นใหม่ ๆ ให้หันมาสนับสนุนทรัมป์ในช่วงแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว อีกทั้งยังเป็นพิธีกรรายการพอดแคสต์และรายการวิทยุชื่อดัง ชื่อ The Charlie Kirk Show  นอกจากนี้ ยังปรากฎตัวในฐานะแขกรับเชิญและพิธีร่วมทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ เคิร์กยังเป็นเพื่อนสนิทลูกชายคนโตของประธานาธิบดีทรัมป์อีกด้วย

การปรากฏตัวของเคิร์กที่มหาวิทยาลัยในรัฐยูทาห์ ถือเป็นครั้งแรกในกิจกรรม American Comeback Tour ทั้งหมด 15 กิจกรรม ที่มีแผนจัดขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ บ่อยครั้งที่เขาใช้กิจกรรมลักษณะนี้ ที่มักมีฝูงชนนักศึกษาเข้ารับฟังเป็นจำนวนมากเพื่อเชิญผู้รับฟังร่วมดีเบตกับเขา

ที่ผ่านมา เคิร์กมักแสดงความเห็นและจุดยืนในประเด็นต่างๆ ที่มีความอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง หลายครั้งทำให้สายเสรีนิยมไม่พอใจอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการครอบครองอาวุธปืน ที่เจ้าตัวปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการควบคุมอาวุธปืน และย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องสิทธิ์การครอบครองอาวุธปืนตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 2 ของสหรัฐฯ เขามักจะตอบสนองต่อเหตุกราดยิงด้วยการเบี่ยงไปที่ประเด็นเรื่องปัญหาสุขภาพจิต หรือการเสื่อมถอยทางวัฒนธรรในภาพรวม มากกว่าที่จะจำกัดการครอบครองปืน นอกจากนี้ เคิร์กยังต่อต้านการทำแท้งอย่างถึงที่สุด รวมถึงต่อต้านกลุ่ม LGBTQ+ อย่างชัดเจน คัดค้านสิทธิ์และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ LGBTQ+ อีกทั้งยังโจมตีสถานศึกษาที่สอนเนื้อหาครอบคลุมความหลากหลายทางเพศ

เราเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก

เหตุลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก ที่รัฐยูทาห์ สะท้อนว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ระยะอันตรายครั้งใหม่ของความรุนแรงทางการเมือง แม้ยังไม่ทราบแรงจูงใจ แต่หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ท่ามกลางเหตุลอบสังหารและโจมตีนักการเมืองอเมริกันที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงที่ผ่านมา จนเรื่องนี้กลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ หรือ New Normal ในสังคมอเมริกันไปแล้ว เพราะเมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ก็เพิ่งรอดตายจากความพยายามลอบสังหารถึง 2 ครั้ง หนึ่งในนั้นเป็นการลอบยิงระหว่างปราศรัยหาเสียงในรัฐเพนน์ซิลเวเนีย และกระสุนพุ่งเฉียดใบหูจนเลือดอาบ ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็มีนักการเมืองทั้งฝั่งรีพับลิกันและเดโมแครต ล้วนตกเป็นเป้าโจมตีและลอบทำร้ายหลายต่อหลายราย ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยทั้งหวาดกลัวและหมดหวังกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนดูเหมือนการเมืองและสังคมอเมริกันกำลังถอยหลังลงคลอง ย้อนไปยุคทศวรรษ 1960-1970 ที่การสังหารบุคคลสำคัญทางการเมืองเกิดขึ้นเป็นว่าเล่น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองและสังคมอเมริกันเผชิญกับการแบ่งขั้วรุนแรง และการใช้วาทกรรมสาดโคลนโจมตีฝ่ายตรงข้าม จนแทบจะไม่เหลือพื้นที่สำหรับความเข้าใจร่วมกันได้ เห็นได้จากหลังเหตุลอบสังหารเคิร์ก แม้นักการเมืองทุกฝ่ายทั้งเดโมแครตและรีพับลิกัน จะออกมาประสานเสียงประณามเหตุการณ์นี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันลดอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองลง แต่ก็ยังแอบแฝงไปด้วยวาทกรรมของการกล่าวหาและโจมตีฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ที่บอกว่า เหตุการณ์นี้เป็นผลมาจากฝ่ายซ้ายที่ทำให้เกิดความรุนแรง ส่วนนักการเมืองฝ่ายขวาจากรีพับลิกันหลายคน ถึงกับเรียกร้องให้มีการแก้แค้นและตอบโต้ สะท้อนว่าการลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก น่าจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งและแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเลวร้ายลง และอาจเกิดความรุนแรงตามมาอีก

ขณะเดียวกัน บางฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่า ตัวตนและสิ่งที่เคิร์กแสดงออกมาโดยตลอด เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาตกเป็นเป้าสังหาร จากการแสดงความเห็นเผ็ดร้อน ตรงไปตรงมาจนดูเหมือนก้าวร้าวในหลายประเด็นขัดแย้ง ทั้งเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาอิสลาม ผู้อพยพ และความหลากหลายทางเพศ แม้จะไม่มีใครบอกว่าการลอบสังหารเขาเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แต่หลายคนชี้ว่า วาทกรรมของเคิร์กที่แสดงออกมามีส่วนทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมยิ่งคุกร่นมากขึ้น เข้าทำนองที่ว่า “พูดแบบนี้ก็สมควรโดนแล้ว”

การลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก จึงไม่ใช่เป็นเพียงคดีอาชญากรรมที่อุกอาจและเป็นโศกนาฏกรรมน่าเศร้าของการเมืองและสังคมอเมริกัน แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นชัดเจนถึงวิกฤตการเมืองในสหรัฐฯ ที่ความขัดแย้งและการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายฝังรากหยั่งลึก เต็มไปด้วยวาทกรรมสาดโคลนให้ร้ายฝ่ายตรงข้าม อันจะมีแต่ยิ่งบ่มเพาะความรุนแรง เกิดการตอบโต้ และยิ่งทำให้วงจรการนองเลือดทางการเมืองเลวร้ายลง ในสังคมที่เริ่มยอมรับความจริงจากอีกฝ่ายไม่ได้ และไม่ว่าใครก็มีอาวุธปืนในมือทั้งสิ้น

ดาโน โทนาลี

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

Photo of the week : ภาพเด็ดประจำสัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ม็อบ ‘ขวางทุกอย่าง’ ในฝรั่งเศส

สัปดาห์ที่ผ่านมา ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงทั้งในกรุงปารีส และอีกหลายเมืองทั่วประเทศ ด้วยการกีดขวางการสัญจร เผาถังขยะ และปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ตามที่ประกาศจะ ‘ขวางทุกอย่าง’ (Block Everything) เพื่อแสดงความโกรธแค้นนักการเมืองและแผนการตัดลดงบประมาณ ท่ามกลางวิกฤตการเมืองในประเทศ หลังจากสมาชิกสมัชชาแห่งชาติลงมติปลดนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ประธานาธิบดี เอมมานูเอล มาครง ต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เข้ามารับตำแหน่งเป็นคนที่ 5 ในช่วงเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยลดความปั่นป่วนในประเทศลงได้

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : เดินตลาด Hotorgshallen ราชินีแห่งทะเลบอลติก Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบยุโรป และไปเที่ยวภาคพื้นยุโรปรวมทั้งเกาะต่าง ๆ มาหลายแห่งแล้ว สถานที่หนึ่งที่แนะนำอีกแห่งก็คือ Stockholm ราชินีแห่งทะเลบอลติก ทั้งนี้เพราะ Norse Atlantic Airways เพิ่งจะมาเปิดบินตรงระหว่างกรุงเทพกับสต็อกโฮมด้วยค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาถูกกว่าตั๋วจากกรุงเทพไปโตเกียวของสายการบินไทยเสียอีก เมื่อมีสายการบินใหม่บินหลายเมืองในกลุ่มสแกนดิเนเวียมาทำตลาดในไทยจึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้สัมผัสประเทศในกลุ่มนี้

ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียประกอบด้วย สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ทั้งสี่ประเทศล้วนเป็นประเทศมั่งคั่ง แต่มีภูมิอากาศที่หนาวเย็นมาก ชาวสแกนดิเนเวียจึงนิยมหลบหนาวมาเที่ยวประเทศไทย ในอดีต สายการบินที่บินตรงระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศนี้มี SAS, TG, FinnAir แต่ปัจจุบันเพิ่ม Norse Atlantic Airways ที่มีราคาเป็นมิตรมากจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งชาวสแกนและชาวไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันมากยิ่งขึ้น การเลือกเดินทางไป Stockholm เป็นที่แรกของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียก็เพราะเมืองหลวงของสวีเดนเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดใน 4 ประเทศ อีกทั้งยังเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมอีกด้วย

เมืองที่ถูกกล่าวขวัญถึงครั้งแรกในปี 1252 นี้มีความหมายว่าเป็นหมู่เกาะที่เต็มไปด้วยไม้ซุง นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าเมืองนี้ถูกก่อตั้งโดย Birger Jarl เพื่อปกป้องสวีเดนจากการรุนราน เมื่อเมืองเติบโตขึ้นจากการค้าขายในทะเลบอลติกจนมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และมีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง สต็อกโฮมก็เริ่มถูกรุกรานโดยพระเจ้าคริสเตียนที่สองแห่งเดนมาร์กในปี 1520 จนเกิดการสังหารหมู่ที่เรียกว่า Stockholm Bloodbath อย่างไรก็ดีเมื่อพระเจ้ากุสตาฟวาซา ได้เถลิงอำนาจในปี 1523 ประเทศก็กลับมามีความมั่นคงและมั่งคั่งขึ้นจวบจนคริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนกลายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของยุโรป เมื่อประเทศมั่งคั่ง พระนางคริสติน่า ราชินีของสวีเดนก็ได้ให้การสนับสนุนทางด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมากจนดึงดูดนักคิดนักเขียนจากหลายประเทศให้ย้ายมาอยู่สต็อกโฮม

คริสต์ศตวรรษที่ 17 สวีเดนเริ่มกลายเป็นมหาอำนาจส่งผลให้เมืองสต็อกโฮมใหญ่โตขึ้นและมีประชากรเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า จักรพรรดิเลยมีดำริให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นเพื่อกันอริราชศัตรู แต่เมื่อ TreKronor Castle ถูกไฟไหม้ พระราชวังสต็อกโฮมก็ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นจักรวรรดิสวีเดน และยกเลิกกำแพงเพื่อให้การขยายอาณาเขตเมืองเป็นไปได้ง่ายขึ้น โชคร้ายเริ่มมาเยือนเมื่อกาฬโรคระบาดในปี 1710 ส่งผลให้ประชากร 20,000 คนหรือกว่า 36% เสียชีวิตจนทำให้เมืองหยุดชงัก และเศรษฐกิจเสื่อมถอย เมืองเริ่มเติบโตอีกครั้งในสมัยพระเจ้ากุสตาฟที่สามหรือยุค Enlightenment นโยบายเศรษฐกิจของพระองค์ทำให้ประเทศก้าวหน้า อีกทั้งการชนะสงครามกับรัสเซียส่งเสริมให้ชื่อเสียงประเทศขจรขจาย ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศมีอย่างต่อเนื่องจนถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ส่งผลให้เกิดการตั้งสถาบันทางด้านเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยมากมาย สต็อกโฮมกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยและมีความหลากหลายมากปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ส่งผลให้อาคารโบราณหลายแห่งถูกทำลายลงแล้วสร้างใหม่มีความทันสมัย อุตสาหกรรมหนักก็เปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคและบริการ

นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเมืองสต็อกโฮมจากสนามบินทำได้ไม่ยากเพราะมีรถ Express ถึงกลางเมืองเลย สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวสายกินก็คือ Hotorgshallen ตลาดในร่มกลางเมือง ตลาดที่ถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในทศวรรษที่ 1880 และได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีพื้นที่มากขึ้นในปี 1953 นี้เป็นตลาดที่มีชั้นใต้ดินขายสินค้าที่มีความหลากหลายทั้งของพื้นเมืองและนานาชาติ นักท่องเที่ยวไม่เพียงจะได้สัมผัสตลาดที่สะอาด ทันสมัย สวยงาม และอุดมไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารปรุงสุกนานาชนิด แต่ยังจะมีโอกาสรับประทานอาหารในร้านเล็ก ๆ ที่มีอาหารพื้นเมืองและนานาชาติในสนนราคาที่ไม่สูงมากนักเทียบกับราคาในร้านอาหารอีกต่างหากด้วย

Networking Reception บางกอกเจมส์ครั้งที่ 72 สุดยิ่งใหญ่ โชว์อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาชาวโลก

Networking Reception บางกอกเจมส์ครั้งที่ 72 สุดยิ่งใหญ่ โชว์อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาชาวโลก

Networking Reception บางกอกเจมส์ครั้งที่ 72 สุดยิ่งใหญ่ โชว์อัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สายตาชาวโลก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ผู้จัดงานหลักร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ(องค์การมหาชน) (GIT) ผู้ร่วมจัดงาน ได้จัดกิจกรรม Networking Reception ในงานแสดงสินค้า “Bangkok Gems and Jewelry Fair” ครั้งที่ 72  เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ณ ห้องเพลนารี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนักธุรกิจในอุต สาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยและทั่วโลกเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

กิจกรรม Networking Reception นับว่าเป็นไฮไลท์สำคัญของงานบางกอกเจมส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสพบปะ พูดคุยและเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อจากทั่วโลก อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายทางการค้าท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ พร้อมชมเครื่องประดับระดับมาสเตอร์พีซจากผู้แสดงสินค้าที่คัดสรรมาจัดกแสดงในงานนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำว่างานบางกอกเจมส์เป็นศูนย์กลางในการเสริมสร้างเครือข่ายการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญอีกด้วย

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

Science Update : พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐฯ หรือนาซา แถลงว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาได้ใช้เวลากว่า 1 ปีตรวจสอบข้อมูลจากหินที่มีลักษณะคล้ายลายเสือดาว ซึ่งยานสำรวจดาวอังคาร ‘เพอร์เซเวียแรนซ์’ ได้สำรวจเมื่อปี 2567 บริเวณแหล่ง Bright Angel ในหลุมอุกกาบาตเจซีโร ตะกอนก้นทะเลสาบบนดาวอังคาร พบว่าอาจมีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจุลชีพโบราณ หรือสัญญาณสเปกตรัม ที่สอดคล้องกับสารอินทรีย์ในชั้นหินโคลน (mudstone) ที่บริเวณแหล่ง Bright Angel ซึ่งรวมถึงสัญญาณรามาน จี แบนด์ (Raman G band) หรือสัญญาณแสงที่สื่อถึงการมีอยู่ของสารอินทรีย์ในหิน ซึ่งในโลกมักเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก

นอกจากนี้ การตรวจพบแร่วิเวียนไนต์ (vivianite) หรือฟอสเฟตของเหล็ก และเกรย์ไกต์ (greigite) หรือซัลไฟด์ของเหล็ก บ่งชี้ถึงปฏิกิริยาเคมีระหว่างโคลนที่มีเหล็กสูงกับสารอินทรีย์ หลังจากการทับถมของตะกอนในทะเลสาบโบราณ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ในชั้นตะกอนบนโลก แร่เหล่านี้มักเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเผาผลาญของจุลชีพที่ย่อยสลายสารอินทรีย์และสร้างแร่เหล่านี้ขึ้นมาถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอบคำถามว่า มนุษยชาติอยู่เพียงลำพังในจักรวาลหรือไม่ เนื่องจากพื้นผิวหินที่มีลวดลายแปลกตาเหล่านี้ ได้รับความสนใจตั้งแต่แรกเห็นเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว และทำให้เกิดการตรวจสอบว่ามีสาเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตหรือไม่

อย่างไรก็ดี นาซาย้ำว่า การค้นพบดังกล่าวเป็นแค่ผลลัพธ์เบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต (abiotic) ก็สามารถสร้างผลลัพธ์คล้ายกันได้ จึงไม่สามารถตัดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้อย่างสิ้นเชิงโดยอาศัยข้อมูลจากยานสำรวจเพียงอย่างเดียว

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

Health News : เท็กซัสผ่าน กม.เอาผิด ‘ผู้ผลิต-ขาย-ส่งยาทำแท้ง’

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภานิติบัญญัติรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ ซึ่งมีพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก อนุมัติร่างกฎหมายที่จะอนุญาตให้ประชาชนฟ้องร้องบุคคลที่ผลิต จัดจำหน่าย จัดส่งทางไปรษณีย์ หรือให้บริการยาทำแท้งเข้าหรือออกจากรัฐเท็กซัส เตรียมส่งร่างกฎหมายให้ เกร็ก แอ็บบอตต์ ผู้ว่าการรัฐจากพรรครีพับลิกันซึ่งคัดค้านเรื่องการทำแท้งลงนาม ก่อนจะมีผลบังคับใช้ในเดือนธันวาคม และจะทำให้รัฐเท็กซัสเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่ปราบปรามวิธีการทำแท้งที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศ

ร่างกฎหมายฉบับนี้อนุญาตให้ประชาชนทั่วไปฟ้องร้องผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายยาทำแท้งได้ โจทก์ที่ชนะคดีจะได้รับค่าเสียหายอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.23 ล้านบาท) หากโจทก์ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับทารกในครรภ์ พวกเขาจะมีสิทธิ์ได้รับเงินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น และจะต้องบริจาคเงินที่เหลือให้กับองค์กรการกุศลที่พวกเขาเลือก ส่วนผู้หญิงที่ใช้ยาทำแท้งจะไม่ถูกฟ้องร้องตามร่างกฎหมายนี้ เช่นเดียวกับผู้หญิงที่ใช้ยาหลังการแท้งบุตรเอง

แคโรล อัลวาราโด วุฒิสมาชิกรัฐจากพรรคเดโมแครต ซึ่งลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ได้ออกมาโจมตีสภานิติบัญญัติ ว่าได้ทำให้ชาวเท็กซัสกลายเป็นนักล่าเงินรางวัล และว่าส่วนที่โหดร้ายที่สุดของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการลงโทษที่เจตนา

รัฐเท็กซัสมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการทำแท้งที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ และห้ามการทำแท้งเกือบทั้งหมดแล้ว ด้านนักวิเคราะห์ในท้องถิ่นกล่าวว่าร่างกฎหมายข้างต้นมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการท้าทายทางกฎหมายจากกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิการทำแท้งอย่างแน่นอน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ บ้านหนองจาน ฐานที่มั่นเขมรแดงตอนแตกทัพ

วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสมรภูมิสำคัญในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชา เป็นที่พักพิงของผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล รวมถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา เช่น KPNLF และกลุ่มเขมรเสรี ทั้งยังเป็นฐานทัพ ศูนย์บัญชาการและจุดพักพิงสำหรับนักรบเขมรแดงที่ใช้ปฏิบัติการตามแนวชายแดนอีกด้วย

จุดเริ่มต้นของวิกฤต

แต่ก่อนนี้ ชาวบ้านหนองจานส่วนหนึ่งเป็นพวกโจรและผู้ค้าของเถื่อนชายแดนไทย กัมพูชา  หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง พ.ศ.2518 และก่อตั้งกัมพูชาประชาธิปไตย พระนโรดม สีหนุถูกกักตัวในบ้านพักรับรอง กลุ่มผู้สนับสนุนพระองค์ถูกกีดกันออกจากอำนาจหรือถูกกวาดล้าง หลังจากที่เขมรแดงถูกกลุ่มเฮงสัมริน ฮุนเซน ที่มีกองทัพเวียดนามหนุนหลังโค่นล้มเมื่อต้นปี พ.ศ. 2522 พระนโรดม สีหนุทรงลี้ภัยออกจากกัมพูชา จนกระทั่งช่วงปี พ.ศ.2522-2523 มีกลุ่มมูลินากา (Moulinaka  Mouvement de Liberation National du Kampuchea) ที่เป็นชาวกัมพูชาสนับสนุนพรรคฟุนซินเปคของเจ้านโรดม สีหนุนำโดย กง ซีเลียห์ อดีตนายทหารเรือ และพันเอกเนม โสภณ เข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านหนองจาน ต่อมาในปี พ.ศ.2522 เมื่อเวียดนาม และเฮงสัมริน ฮุนเซน เข้ายึดครองกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากที่ต่อต้านเวียดนาม และกลุ่มเขมรแดงที่พ่ายศึก จึงได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย องค์กรนานาชาติ เช่น UNHCR และ ICRC รวมถึงรัฐบาลไทย ได้ร่วมกันจัดตั้งค่ายอพยพขึ้นที่บ้านหนองจานและโนนหมากมุ่น

การสู้รบที่บ้านหนองจาน

ค่ายผู้ลี้ภัยหนองจานไม่ได้เป็นเพียงที่พักพิง แต่ยังเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเฮงสัมรินของกัมพูชาที่สนับสนุนโดยเวียดนาม โดยเฉพาะแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากนานาชาติ ทั้งอาวุธและเงินทุนเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามและสหภาพโซเวียต ทำให้ค่ายแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากทหารเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

พ.ศ.2520 พวกเวียดนามบุกโจมตีหมู่บ้านคนไทยชายแดน บริเวณบ้านสันรอชงัน บ้านแสง และบ้านโนนหมากมุ่น อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว มีการฆ่าเผาบ้านเรือนและฐาน ตชด.212 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า ร้อยคน พ.ท.ประจักษ์ สว่างจิตร ได้นำทหารต่อสู้และบุกเข้าไปถึงกรุงปอยเปต

การโจมตีครั้งสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2523 เมื่อทหารเวียดนามและเขมรเฮงสัมรินบุกโจมตีค่ายหนองจานเพื่อบังคับให้ผู้ลี้ภัยกลับประเทศและสังหารผู้ที่ขัดขืน แต่ทหารไทยได้เข้ายึดพื้นที่กลับคืนมาได้

ในช่วงปี พ.ศ.2523-2527 บ้านหนองจานถูกทหารเวียดนามโจมตีบ่อยครั้งทั้งทางบกและทางอากาศ   การต่อสู้ครั้งสำคัญเกิดเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2527 ทำให้ค่ายถูกทำลายและต้องถูกทิ้งร้างในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ผู้ลี้ภัยกว่า 30,000 คนต้องอพยพไปยังค่ายอื่นๆ เช่น เขาอีด่าง และพื้นที่อพยพที่ 2 (ไซต์ 2)

ความช่วยเหลือจากนานาชาติและบทบาทของกลุ่มต่อต้าน

วิกฤตผู้ลี้ภัยในครั้งนี้สะท้อนภาพสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาและนานาชาติให้ความช่วยเหลืออย่างมหาศาล เพื่อสนับสนุนกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เข้ายึดครองกัมพูชา ขณะที่เขมรแดงซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีนก็เป็นอีกกลุ่มที่ประกาศต่อต้านรัฐบาลใหม่นี้ ทำให้ในที่สุดแล้ว กลุ่มต่อต้านต่าง ๆ รวมถึง กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร (KPNLF) และ กองทัพเจ้าสีหนุ ได้รวมตัวกันต่อสู้กับกองกำลังเวียดนาม แม้ว่ากลุ่มที่ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์นี้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร แต่ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งที่ยืดเยื้อตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดย  สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก ICRC (Muller, Yannick) , ชุมชนคนสุรินทร์

ติวเข้มผู้ประกอบการปทุมฯ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้า พร้อมแข่งขันทุกสนาม

ติวเข้มผู้ประกอบการปทุมฯ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้า พร้อมแข่งขันทุกสนาม

ติวเข้มผู้ประกอบการปทุมฯ เสริมเทคนิค เพิ่มทักษะการค้า พร้อมแข่งขันทุกสนาม

วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.42 น.

จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดดิจิทัล คัดเลือกผู้ประกอบการ ทั้งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร นวัตกรรม และบริการของจังหวัดกว่า 100 ราย เข้าคอร์สติวเข้มความรู้ด้านการตลาดยุคดิจิทัล หวังพัฒนาทักษะทางการตลาดออนไลน์ เพิ่มโอกาสในการแข่งขันและขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ

นายองครักษ์  ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดดิจิทัล ภายใต้โครงการส่งเสริมการตลาด สินค้าอุตสาหกรรม เกษตร และธุรกิจบริการ กิจกรรม : ยกระดับเพิ่มขีดความสามารถทางการตลาดสินค้าศักยภาพจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจัดโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ในวันที่ 9 และ 11 กันยายน 2568 ณ โรงแรมทินิดี จ.ปทุมธานี ว่าจังหวัดปทุมธานีเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีศักยภาพ ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรมที่หลากหลายและมีอัตลักษณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพภาพทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการด้านการตลาดยุคใหม่ หรือตลาดดิจิทัล ให้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนช่องทางการตลาดของตนเอง ขยายตลาดสินค้าให้แพร่หลายในวงที่กว้างขึ้นได้ การจัดกิจกรรมฝึกอบรมทั้ง 2 ครั้งนี้ ได้คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพรวมกว่า 100 ราย เข้ามารับการถ่ายทอดความรู้ และรับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดในธุรกิจได้

“การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งการอบรมด้านการตลาดในวันนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการของเรามีความรู้ความเข้าใจในกลไกตลาด สามารถสร้างตัวตน สร้างแบรนด์ หรือสร้างเรื่องราวให้กับสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารและขยายตลาดได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดด้วย”

ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงวัตถุประสงค์และความคาดหวังในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า “สำนักงานพาณิชย์จังหวัดฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวของผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้จึงมุ่งเน้นการให้ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาดยุคดิจิทัล การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์  การตัดคลิปวิดิโอบนมือถือด้วย CAPCUT การสร้างคอนเทนท์ด้วยเทคโนโลยี AI และเทคนิคการไลฟ์สดให้ปังแบบมืออาชีพ ซึ่งเราคาดหวังว่าผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจะได้รับความรู้และแรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ โดยการอบรมครั้งนี้จะสร้างเสริมทักษะ ด้านการตลาดสมัยใหม่ การตลาดออนไลน์ ให้กับผู้ประกอบการไมใน้อยกว่า 100 ราย

การจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการตลาดในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจังหวัดปทุมธานีและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการสินค้าศักยภาพและนวัตกรรมของจังหวัดปทุมธานี ให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการยกระดับสินค้าศักยภาพของจังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้างต่อไป

-(016)