งามดุจนางในวรรณคดี เกรซ กาญจน์เกล้า แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ

งามดุจนางในวรรณคดี เกรซ กาญจน์เกล้า แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ

งามดุจนางในวรรณคดี เกรซ กาญจน์เกล้า แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.22 น.

“เกรซ กาญจน์เกล้า” สะกดทุกสายตา แปลงโฉมนางสงกรานต์สุดอลังการ งามสง่าราวหลุดจากวรรณคดี

เรียกเสียงฮือฮาในโลกโซเชียลได้อย่างล้นหลาม สำหรับนักแสดงสาว เกรซ กาญจน์เกล้า ที่ล่าสุดจัดเต็มแปลงโฉมเป็นนางสงกรานต์ ในลุคไทยประยุกต์สุดวิจิตร ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทยได้อย่างงดงามตราตรึงใจ

แฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างต่อเนื่อง หลายเสียงยกให้เป็นหนึ่งในลุคนางสงกรานต์ที่โดดเด่นและตราตรึงที่สุดของปีนี้

ปังทุกองศา! ปู ไปรยา สวมบิกินีควบมอเตอร์ไซค์ เช็กอินที่ภูเก็ต

ปังทุกองศา! ปู ไปรยา สวมบิกินีควบมอเตอร์ไซค์ เช็กอินที่ภูเก็ต

ปังทุกองศา! ปู ไปรยา สวมบิกินีควบมอเตอร์ไซค์ เช็กอินที่ภูเก็ต

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.19 น.

15 เมษายน 2569 กลายเป็นกระแสไวรัลร้อนแรงบนโลกออนไลน์ทันที เมื่อซุปตาร์สาวโกอินเตอร์ “ปู ไปรยา” ปล่อยภาพเซตใหม่ระหว่างพักผ่อนที่จังหวัดภูเก็ต 

โดยในภาพดังกล่าว ปู ไปรยา มาในลุคสุดแซ่บด้วยบิกินีตัวจิ๋ว แมตช์กับผ้าโสร่ง นั่งโพสต์ท่าบนรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจ ท่ามกลางบรรยากาศเกาะภูเก็ตที่ร้อนแรงไม่แพ้ลุคของเธอ พร้อมกับแคปชั่นว่า “Loving island life” ทำเอาแฟนคลับและคนในวงการบันเทิงต่างเข้ามากดไลก์และแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม

ภาพจากอินสตาแกรม @prayalundberg

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1  กระหึ่มโลก

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ไทยอันดับ1 กระหึ่มโลก นักท่องเที่ยวแห่ฉลอง คาดเงินสะพัด3หมื่นล้าน 5วันอันตรายตาย191ศพ เผยคดีขับเร็วครองแชมป์

ททท.ปลื้มสงกรานต์ไทย’69 คึกคักทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวไทย-เทศตอบรับร่วมงานท่วมท้น คาดสร้างรายได้มากกว่า 30,350 ล้านบาท เช่นเดียวกับวธ.เผยสงกรานต์ ดันประเทศไทยขึ้นอันดับ 1 โลกเดือนเมษายน ขณะที่ศปถ.สรุปอุบัติเหตุ 5 วันอันตราย ช่วงสงกรานต์ ยอดเสียชีวิตพุ่ง 191 ราย กทม.ยอดสะสมสูงสุด ส่วนอุบัติเหตุเกิด 951 ครั้ง สาเหตุขับรถเร็วครองแชมป์ ด้านกรมคุมประพฤติเผยสถิติเมาขับสงกรานต์ 5 วัน ยังพุ่ง 3,726 คดี

เมื่อวันที่ 15 เมษายน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ.รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 14 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์“ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

สงกรานต์วันที่5ดับ30-เจ็บ202

ปรากฎว่า เกิดอุบัติเหตุ 192 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 202 คน ผู้เสียชีวิต 30 ราย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 38.54 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 28.13 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.88 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 77.08 บนถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 30.73 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ เวลา 15.01-18.00 น. ร้อยละ 23.96 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.71 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ แพร่ (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ แพร่ (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ปทุมธานี (3 ราย)

สะสม5วันอุบัติเหตุ951ครั้งตาย191-เจ็บ911

“สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมช่วง 5 วันของการรณรงค์คือ ระหว่างวันที่ 10 – 14 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุรวม 951 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 911 คน ผู้เสียชีวิต รวม 191 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ แพร่ (45 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ แพร่ (47 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (16 ราย)”รมว.ยุติธรรมกล่าว

ศปถ.ปรับแผนรับมือคนเดินทางกลับ

และว่า วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มทยอยเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ตามภูมิภาค และบางส่วนยังอยู่ท่องเที่ยวต่อในพื้นที่ ทำให้ถนนหลายสายมีปริมาณค่อนข้างมากและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ศปถ. จึงประสานจังหวัดให้ปรับแผนสร้างความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง อาสาสมัคร และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการจราจรและอำนวยความสะดวกการเดินทาง เพื่อเตรียมรองรับการเดินทางกลับของประชาชน โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการการจราจร มิให้เกิดปัญหาติดขัดคับคั่งในทางสายหลักและถนนที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง

ย้ำเข้มมาตรการ10ข้อหาหลัก

ส่วนถนนที่มีการจราจรหนาแน่นให้เร่งระบายรถ เปิดช่องทางพิเศษ ปิดจุดกลับรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้สอดคล้องกับช่วงเวลาการเดินทางของประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาตั้งจุดตรวจ และจุดบริการในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการหลับในและการขับรถชนท้าย อีกทั้ง ให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเข้มงวดการเรียกตรวจยานพาหนะในเส้นทางเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะเส้นทางตรงระยะทางไกล ซึ่งผู้ขับขี่มักใช้ความเร็วสูง อีกทั้ง ประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ป้องกันอุบัติเหตุจากการง่วงแล้วขับ นอกจากนี้ ศปถ. ยังกำชับพื้นที่บังคับใช้กฎหมายตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทั้งการคุมเข้มพื้นที่เล่นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มข้นของ “ด่านชุมชน” และ “ด่านครอบครัว” เพื่อป้องปรามและตักเตือนผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้วยมาตรการ “ดื่มแล้วขับ จับจริง” ซึ่งจะดำเนินคดีเด็ดขาดและส่งเข้ากระบวนการคุมประพฤติ

เพิ่มเที่ยวรถ-คุมเข้มความปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการ ศปถ. เปิดเผยว่า ศปถ.สั่งทุกจังหวัดให้เตรียมเที่ยวการขนส่งโดยสารสาธารณะ ทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศให้เพียงพอ พร้อมคุมเข้มความปลอดภัย โดยให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจความพร้อมรถและพนักงานขับรถตาม Checklist ที่สถานีขนส่ง จุด Checking Point และจุดพักรถ โดยพนักงานต้องมีใบอนุญาตถูกต้อง แอลกอฮอล์เป็นศูนย์ และชั่วโมงขับรถไม่เกินกฎหมายกำหนด ส่วนรถโดยสารต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบ ที่สำคัญพนักงานและผู้ให้บริการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้ยาที่มีฤทธิ์กดประสาทเด็ดขาดเพื่อป้องกันการหลับใน และห้ามใช้ความเร็วเกินกำหนด จอดรับส่งตรงป้าย หากพบผู้ฝ่าฝืนจะลงโทษตามกฎหมายทันที เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางของประชาชนทุกรูปแบบ และขอให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทประเมินความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนขับรถ และตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทางกลับ หากอ่อนเพลียหรือง่วงห้ามฝืนขับเด็ดขาด ควรจอดพักรถทุก 1 – 2 ชั่วโมงตามจุดบริการหรือสถานีบริการน้ำมัน

เมาขับสงกรานต์5วันพุ่ง3,726คดี

ด้านร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติเปิดเผยว่า กรมคุมประพฤติดำเนินมาตรการเข้มข้นภายใต้แนวคิดขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุและคุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน โดยกรมคุมประพฤตินำผู้ถูกคุมความประพฤติร่วมทำกิจกรรมบริการสังคม สนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ในจุดบริการประชาชน 18 จุดต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 357 ราย รวมถึงจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้กฎหมายจราจรและโทษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วม 24 ราย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง

ทั้งนี้ ในส่วนสถิติคดีคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติวันที่ 14 เมษายน 2569 มี 667 คดี เนื่องจากศาลปิดทำการหลายพื้นที่ แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 650 คดี คิดเป็นร้อยละ 97.5 และคดีขับเสพ 17 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.5 ขณะที่สถิติคดีสะสมช่วง 5 วัน ระหว่างวันที่ 10-14 เมษายน 2569 มี 3,961 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 3,726 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.07 คดีขับเสพ 230 คดี คิดเป็นร้อยละ 5.8 คดีขับรถประมาท 4 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1 และคดีขับซิ่ง 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.03 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 651 คดี สมุทรปราการ 317 คดี และนนทบุรี 266 คดี

คนแห่กลับรถแน่นสูงสุด6.3แสนคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ว่า ตลอดทั้งวันมีประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพต่อเนื่อง โดยรถยนต์หนาแน่นช่วงถนนสายเอเชีย จ.อ่างทองชลอตัว ช่วงคอสะพาน ทางร่วมทางแยก สลับหยุดนิ่งเป็นระยะ ใช้ความเร็วได้ที่ 30-40 กม./ชม. เจ้าหน้าที่แนะนำใช้ทางเลี่ยงการจรจรช่วงเทศกาล ใช้เส้นทางผ่านถนนอ่างทอง-อยุธยา สายใน ผ่านเข้าสู่แยกกำนันดิเรก จังหวัดอยุธยา มุ่งสู่เส้นทางแยกวรเชษฐ์ เพื่อเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่ ซึ่งช่วงเย็น-ค่ำ มีปริมาณรถยนต์สะสมเพิ่มจำนวนมากขึ้น

ตำรวจทางหลวง คาดปริมาณรถยนต์บนถนนสายหลักมุ่งหน้ากลับเข้ากรุงเทพฯ สูงสุดวันนี้ 6.3 แสนคัน เตรียมเปิดช่องทางพิเศษ ระบายรถสายอีสาน-เหนือ รองรับการจราจรติดขัด

สงกรานต์สร้างรายได้กว่า3หมื่นล.

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ทั่วประเทศว่า เป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์ท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

“ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นพลังของเสน่ห์ไทยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ในการร่วมกันยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์” ผู้ว่าฯททท.กล่าว

ททท.ปลื้มสงกรานต์คึกคักทั่วไทย

และว่า ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนร่วมจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นหลายพื้นที่ ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย อย่างที่จ.พระนครศรีอยุธยา ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” เช่นเดียวกับ บรรยากาศที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคึกคักไม่แพ้กัน หลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดามีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้วันที่ 10–12 เมษายน มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท

นทท.ครึ่งล้านแห่เข้าไทยเล่นสาดน้ำ

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดงานสงกรานต์พื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ททท. จัดทั้งสองงาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11-13 เมษายน 2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ได้สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

“ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวไทยเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ที่ผ่านมา สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ประมาณ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่ามีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5,963,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8

สงกรานต์ดันไทยขึ้นอันดับ1โลก

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกล้นหลาม โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลกในเดือนเมษายน 2569 จาก Big 7 Travel สื่อท่องเที่ยวออนไลน์ระดับโลกจากสหราชอาณาจักร สะท้อนให้เห็นถึงพลัง“สงกรานต์ไทย” มรดกทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยที่โลกสัมผัสได้จริง คาดการณ์ว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่น้อยกว่า 6.5 ล้านคน และก่อให้เกิด เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท ในปีนี้ได้เห็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนการเติบโตของ Soft Power ไทยในระดับโลกชัดเจน โดย Nike แบรนด์กีฬาระดับโลก เปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike Dunk Low “Som Tum” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเมนูอาหารไทยอย่าง “ส้มตำ” ถ่ายทอดผ่านการออกแบบที่ผสมผสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

รัสเซีย-ไทย ฉลองสานสัมพันธ์ 130 ปี ‘ปาตรูเชฟ’ พบ ‘สุริยะ’ รุกขยายส่งออกสินค้าเกษตร-ปุ๋ยเคมี

ไทย-รัสเซีย

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์อัปเดตความคืบหน้าเรื่องการหารือกับนายสุรียะ จึงรุ่งเรืองกิจ ด้านการเกษตรระหว่างรัสเซียและไทย ดังนี้

“ดมิทรีปาตรูเชฟ กล่าวว่า รัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น 

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้พบหารือกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย

นายดมิทรี ปาตรูเชฟ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหพันธรัฐรัสเซียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 130 ปี ในปีหน้านี้ ผมหวังว่าเราจะรักษาการติดต่อกันทั้งทางด้านการเมือง การค้า และเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ต่อไป ผมเชื่อว่าการที่เราได้มาพบกันในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีระหว่างกัน 

รองนายกรัฐมนตรีฯ ของรัสเซียได้ตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าการค้าขายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารระหว่างรัสเซีย-ไทย ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา และเขาได้แสดงความมั่นใจว่ารัสเซียพร้อมที่จะส่งออกสินค้าไปยังตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ในการหารือครั้งนี้ได้มีประเด็นเรื่องการจัดหาปุ๋ยเคมีไปยังประเทศไทยอีกด้วย”

ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย
ไทย-รัสเซีย

ขอขอบคุณข้อมูลเเละรูปภาพจากทางเพจเฟสบุ๊ค สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

นายกฯ ร่วมประชุม AZEC ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

15 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น.ที่ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของ นางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุม

โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ปีนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

ในระยะสั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพจากผลกระทบของราคาพลังงานโลก

ในระยะยาว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้นและแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดย นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

พริษฐ์ ชี้แพร่และภาคเหนือ กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งพลังงาน-เศรษฐกิจ-ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.14 น.

15 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ วิกฤตซ้อนวิกฤต ของ จังหวัดแพร่ และภาคเหนือ : วิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ และวิกฤตฝุ่น ที่จะยังไม่หมดไปหลังเทศกาลสงกรานต์ ]

เมื่อวาน ผมได้ไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์และรับฟังปัญหาประชาชนที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับ Supachot Chaiyasat – ศุภโชติ ไชยสัจ (สส. บัญชีรายชื่อ) และ พิมไจ – ลักษณารีย์ ดวงตาดำ (สส. แพร่ เขต 3)

แม้ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันอย่างสนุกสนาน แต่ก็เข้าใจดีถึงความกังวลของประชาชนต่อ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่พี่น้องภาคเหนือกำลังเผชิญ และจะไม่หมดไปพร้อมกับเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตที่หนึ่ง คือเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่เริ่มลุกลามไปเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ

จากเสียงของประชาชนที่แพร่ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลพอสมควรต่อการตัดสินใจเดินทางในช่วงสงกรานต์ (พื้นที่อื่นเป็นเช่นไร แชร์กันเข้ามาได้ครับ)

– เจ้าหน้าที่ที่จุดบริการประชาชน-ด่านตรวจสภาพรถ ใน อ.ลอง ให้ข้อมูลว่า 2-3 วันที่ผ่านมา สถิติการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ลดลงเหลือ 1/4 หรือ 1/3 เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

– ตรงนี้สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของประชาชนที่งานประเพณีและจากตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนในวงเสวนา ที่เล่าว่าจำนวนคนที่เดินทางกลับมาที่บ้านที่แพร่ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

(- อย่างไรก็ตาม งานใหญ่ของจังหวัดแพร่จะจัดขึ้นวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งคงทำให้เราเห็นข้อมูลของจังหวัดได้เพิ่มเติม)

ทางพรรคประชาชน เราจะทำหน้าที่ต่อไปในการตรวจสอบและเสนอแนะรัฐบาล เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักขึ้นหลังสงกรานต์

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันแพง” เราจะตรวจสอบรัฐบาลต่อไปเกี่ยวกับแนวทางในการปรับโครงสร้างราคา รวมถึงกระทุ้งให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยากลุ่มเปราะบางต่างๆ ให้ครอบคลุมและได้สัดส่วนกับปัญหากว่ามาตรการที่เคาะออกมาในการประชุม ครม. 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

– ในส่วนของปัญหา “น้ำมันขาด” เรายังคงวางใจไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันที่ค้างอยู่ระหว่างขนส่งออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อนสงครามแทบไม่เหลือแล้ว รวมถึงสถานการณ์สงครามที่ยังคงพลิกไปพลิกมาได้ทุกวัน – รัฐจึงมีความจำเป็นต้องจริงจังมากขึ้นกับการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน

– นอกจากเรื่องน้ำมันแล้ว ยังคงมีอีกหลายปัญหาที่ตามมา (เช่น เรื่อง ปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าโดยทั่วไป) ที่รัฐจำเป็นต้องนำหน้าปัญหาให้ได้

วิกฤตที่สอง คือเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่กระทบต่อสุขภาพประชาชน

นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งที่ประชาชนจับตาดูคือความชัดเจนจากรัฐบาลเรื่องท่าทีต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาจากชุดที่แล้ว

– รัฐบาลเหลือเวลาตามกรอบกฎหมายอีกแค่ประมาณ 1 เดือน (ก่อน 12 พ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะมีมติยืนยัน ให้รัฐสภาพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ต่อหรือไม่

– แม้ สส. จากหลายพรรค ได้ทวงถามรัฐบาลในประเด็นนี้ตลอดการอภิปรายคำแถลงนโยบายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เรากลับยังไม่ได้ยินคำตอบจาก นายกฯ หรือเห็นความชัดเจนจาก ครม. ชัดๆ นอกเหนือจากการมอบหมายให้ รมต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวนและเสนอความเห็นต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เม.ย.

อย่างที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในการอภิปรายนโยบายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ในเมื่อตอนนี้เรามีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศแล้ว พวกเราพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำหน้าที่เป็น “เงา” ที่คอยติดตาม เฝ้าดู และตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เรากำลังเสี่ยงจะเผชิญกับสภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัว + เงินเฟ้อสูง) ที่กระทบพี่น้องประชาชนทุกคน

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

นายกฯเข้าทำเนียบฯ ร่วมประชุม AZEC ผ่านระบบออนไลน์จากบนตึกไทยคู่ฟ้า

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.57 น.

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.54 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล

โดยเวลา 13.00 น. นายกฯจะเข้าร่วมการประชุมประชาคมเอเชียเพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ห้องโดมทอง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

‘รองเลขาพรรคประชาชาติ’เผย‘อนุทิน’เปลี่ยนกำหนดการลงใต้ ไป บ้านพัก ’วันนอร์‘ที่จ.ยะลา แทน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คาดกังวลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามคดีกราดยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในวันที่ 17 เม.ย. ว่า จากข้อมูลล่าสุดนั้น นายอนุทิน จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ที่เกิดเหตุ คือบ้านพักของนายกมลศักดิ์  ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  แต่ยืนยันว่าจะไปบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่อ.เมือง จ.ยะลา และให้นายกมลศักดิ์เข้าไปพบ ทั้งนี้ เหตุที่นายกฯ เปลี่ยนสถานที่พบปะ ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคดีใหญ่ ลอบยิง สส. ซึ่งกลับมาจากการโหวตให้นายอนุทิน ได้เป็นนายกฯ  และสส.พรรคประชาชาติ ทั้ง 5 เสียงได้โหวตให้

“ประเด็นที่นายกฯ เปลี่ยนแผนกระทันหัน อาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะเมื่อใดที่ผู้ใหญ่ลงพื้นที่ มีกำหนดการล่วงหน้า ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จะรายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีความไม่ปลอดภัยในตารางเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และน้อยใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ เพราะผมทราบว่าชาวบ้านรอดูว่านายกฯ จะมาดูที่เกิดเหตุ มาให้กำลังใจ หรือไม่ เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้ตัดสินใจว่าไม่ได้เข้าไปพื้นที่ ส่งสัญญาณได้ว่า แม้แต่ผู้นำสูงสุดของความเป็นรัฐ ไม่มั่นใจพื้นที่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการก่อเหตุระหว่างลงพื้นที่ หรือไม่ เป็นสัญญาณด้านลบ” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวต่อว่า โดยเบื้องต้นตั้งแต่แรกที่มีหมายลงพื้นที่ นายกฯ ตั้งใจมาเยี่ยมนายกมลศักดิ์  เนื่องจากเป็นคนที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายวันมูหะมัดนอร์ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติด้วย ส่วนตัวของตนที่อยู่ในพื้นที่มองว่ามีเหตุผลเดียวที่นายกฯ ไม่เข้าพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ ความปลอดภัยในพื้นที่ และความมั่นคงร้องขอ

การปรากฎหลักฐานว่า ทั้งคนลงมือ ยานพาหนะ ล้วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ปฏิกิริยาด้านลบที่ไม่เคยเจอเป็น 10 ปี เพราะคนที่เข้ามาปรับทีละนิด แก้ให้จบภายในวันเดียวไม่ได้ แต่มีความพยายามเป็น 30-40 ปี แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับไป 10 ปีที่ผ่านมา และมีคำให้สัมภาษณ์ของ แม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหน้าที่ที่รับมอบหมายโดยตรงมาจากนายกฯ ฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.  ซึ่งคำสัมภาษณ์ในฐานะแม่ทัพ ผมขอตำหนิตรงๆ เพราะเป็นคำพูดที่เป็นสัญญาณภาพลบ”รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ  กล่าวและว่า สามเสาหลัก เสาด้านสังคม คือ กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง มองว่าทำไมต้องให้สัมภาษณ์แบบนี้ ส่วนเสาด้านการศึกษา คือ กลุ่มโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ดูสัดส่วนของพี่น้อง 3 จังหวัดมี 80% ที่อยู่ในโรงเรียนสอนศาสนา ท่านพูดพาดพิงว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ เสาของสายผู้นำศาสนา คือ ปอเนาะ ท่านบอกว่าเป็นศูนย์บ่มเพาะการสื่อสารแบบนี้อันตราย คือ ผลักไปเป็นคนมวลชนของฝั่งตรงข้าม

นายอับดุลเราะมัน กล่าวตอบคำถามที่ว่า คิดว่าการลอบยิงครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือส่วนตัว ว่า ผสมผสานกัน คือ สมประโยชน์กัน  ตนยืนยันตามคำพูดของ ผบ.ฉก.นราธิวาส และแม่ทัพภาค4 และในมุมของนายกมลศักดิ์ หรือ พรรคประชาชาติ ไม่ต้องการให้คนไม่ผิดต้องมารับโทษ เราต้องการคนผิด แต่หลักฐานที่ปรากฎ คือ ใช้รถของ กอ.รมน. จริง และใช้คนที่เป็นอดีตทหารจริง และยืมจากทหารใน กอ.รมน. ซึ่งยังในราชการและไม่ยืมครั้งเดียว ตามคำให้การของคนที่จับตัวได้ อยืนยันว่ายืมมาแล้วหลายครั้ง และจะลงมือแล้วหลายครั้ง

“เมื่อลงมือไม่ได้ จึงนำรถไปคืน และยืมใหม่ใช้วิธีนี้ จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้อย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญที่ นายกมลศักดิ์จะมอบให้นายกฯ  คือ ปรากฎในคำพูดของ  3 คนที่อยู่บนรถในคืนวันที่ก่อเหตุ หลังจากที่ยิงแล้ว ได้โทรศัพท์หากบุคคลๆ คนหนึ่ง และได้คำพูดหนึ่งขึ้นมา แม้เขาไม่บอกว่าโทรศัพท์หาใคร แต่เชื่อว่ามีคนจ้างวานแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะแจ้งให้นายกฯ และจะได้ตามความคืบหน้าต่อไป” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง “หยุดใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนและบิดเบือนข้อเท็จจริง” ดังนี้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้าย นางสาวฐปณีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ “คำถาม” ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง “เรื่องเล่า” เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.47 น.

“ปลัด มท.”กำชับ”ผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง” เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น ดูแลประชาชนเดินทางกลับไปทำงานหลังหยุดสงกรานต์

15 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศเมื่อเวลา 05.00 น.วันนี้ พบว่า ห้วงวันที่ 16 – 20 เม.ย.69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ซึ่งจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคตะวันออก ด้านตะวันออกของภาคกลาง และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด และค่า “ฝุ่นละออง” ในระยะนี้ ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เนื่องจากความหนาแน่นของจุดความร้อนบริเวณภาคเหนือและบริเวณใกล้เคียงมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การรับมือสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นในห้วงวันที่ 16 – 20 เม.ย.69 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตนจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ร่วมกับหน่วยงานของกรมอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ในขณะเดียวกันให้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งส่วนกลางประจำภูมิภาค ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำการตรวจตราความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า สิ่งก่อสร้าง ไม้ยืนต้นตามถนน และสถานที่สาธารณะต่างๆ หากพบว่าไม่ปลอดภัย ให้ปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย บุคลากรและทรัพยากรต่างๆ พร้อมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT)” ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง และให้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ แจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นต่อเนื่องตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งการประกาศปิดป่า การประกาศห้ามเผา การจับกุมผู้กระทำผิด และรณรงค์สร้างความรับรู้เข้าใจการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการทุกด้าน ทั้งภาคพื้นดิน และนำอากาศยานดับไฟป่า ทำฝนหลวง เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด

“ในวันนี้ ยังอยู่ในช่วง 7 วันอันตรายห้วงสงกรานต์ 2569 และเป็นวันหยุดต่อเนื่องวันสุดท้ายของส่วนราชการและภาคเอกชนหลายหน่วยงาน จึงทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดที่จะต้องกลับไปทำงาน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย โดยการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ได้จัดจุดบริการประชาชน และด่านชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถแวะพักหรือติดต่อสอบถามเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมให้ความช่วยเหลือ ควบคู่การรณรงค์มาตรการที่สำคัญ คือ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้เพียงพอ และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด” ขณะที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันมีเพียงพอกับประชาชนทุกเส้นทาง โดยประชาชนสามารถขอรับความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุสาธารณภัยทุกประเภทได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สแตนบายและประสานงานพร้อมออกปฏิบัติการทันที 24 ชั่วโมง”