รัฐบาลตอบฝ่ายค้านแล้ว ภาคใต้ได้อะไรจากโครงการMissing Link

รัฐบาลตอบฝ่ายค้านแล้ว ภาคใต้ได้อะไรจากโครงการMissing Link

รัฐบาลตอบฝ่ายค้านแล้ว ภาคใต้ได้อะไรจากโครงการMissing Link

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

รัฐบาลตอบฝ่ายค้าน ภาคใต้ได้อะไรจากโครงการMissing Link เชื่อมรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนอง ประตูการค้าสู่ฝั่งอันดามัน เชื่อมจีน-สิงคโปร์

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อซักถามของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการปรับแนวทางจากโครงการแลนด์บริดจ์ มาสู่การเดินหน้าเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด หรือ Missing Link 
แล้วจะทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ลดลงไปหรือไม่

“รัฐบาลขอยืนยันว่า โครงการ Missing Link ในส่วนรถไฟชุมพร-ท่าเรือระนอง จะยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของทั้งประเทศ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในทุกภาคโดยเฉพาะภาคใต้ มากไปกว่านั้นการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ในด้านอื่นๆจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นโครงการที่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ”

การเติมเต็ม Missing Link เพื่อเชื่อมโครงข่ายคมนาคมที่ยังขาด จะดำเนินการทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือระนอง ขุดลอกร่องน้ำ พัฒนาพื้นที่หลังท่า เชื่อมต่อระบบถนน และก่อสร้างทางรถไฟช่วงชุมพร–ท่าเรือระนอง เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Ranong Gateway เข้ากับโครงข่ายรถไฟสายหลักของประเทศ รวมทั้งเส้นทางไทย–ลาว–จีน และมาเลเซีย–สิงคโปร์

นางสาวรัชดากล่าวว่า ท่าเรือระนอง เมื่อได้รับการยกระดับแล้ว ประโยชน์โดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ 1) เป็นการเปิดประตูการค้าฝั่งอันดามันสู่กลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา และ ศรีลังกา รวมถึงต่อยอดสู่ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ทำให้การขนส่งสินค้าส่งออกของไทยโดยเฉพาะจากภาคใต้สะดวกขึ้นมาก และ 2)เมื่อโครงข่ายเชื่อมต่อกันสมบูรณ์ จะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้า เพิ่มทางเลือกการส่งออกจากฝั่งอันดามัน และยกระดับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

ทั้งนี้ โครงการรถไฟชุมพร–ท่าเรือระนองมีการศึกษาและออกแบบแล้ว เหลือการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี จึงสะท้อนว่าเป็นโครงการที่มีผลการศึกษาและออกแบบรองรับ สามารถเดินหน้ากระบวนการพิจารณาขั้นต่อไปได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์แล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าพัฒนาภาคใต้ในด้านการท่องเที่ยว การแปรรูปสินค้าเกษตร การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาคอื่น ตามกรอบแผนพัฒนาภาคของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

“รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอจากทุกฝ่าย โดยการตัดสินใจลงทุนตั้งอยู่บนหลักความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศ การเติมเต็ม Missing Link ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของทั้งประเทศ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม และรัฐบาลจะดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่ภาคใต้ผ่านโครงการต่างๆ มากไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดรับกับข้อเสนอของภาคเอกชนในเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่ต้องการให้เร่งแก้จุดติดขัดของระบบขนส่งและใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพ” นางสาวรัชดา กล่าว

‘เป๋า iLaw’ ผุดไอเดียจ่าย 2 เท่า ดึงผู้สมัคร สว.ย้ายข้าง ‘หงอกเจียม’ ตอก ‘ไม่ฉลาด’ พยานหิวเงินไม่น่าเชื่อถือ

'เป๋า iLaw' ผุดไอเดียจ่าย 2 เท่า ดึงผู้สมัคร สว.ย้ายข้าง 'หงอกเจียม' ตอก 'ไม่ฉลาด' พยานหิวเงินไม่น่าเชื่อถือ

‘เป๋า iLaw’ ผุดไอเดียจ่าย 2 เท่า ดึงผู้สมัคร สว.ย้ายข้าง ‘หงอกเจียม’ ตอก ‘ไม่ฉลาด’ พยานหิวเงินไม่น่าเชื่อถือ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้โพสต์ เสนอความคิดว่าจะระดมเงินเพื่อจ่ายให้กับอดีตผู้สมัคร สว. ที่จะกลับข้างมาเป็นพยานว่ามีฮั้วเลือก สว. 2 เท่าของจำนวนที่เคยได้รับจากการโหวตเลือกสว.ที่ผ่านมา

ปรากฎว่า  นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันลี้ภัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส  ได้โพสต์แสดงความเห็นโดยระบุว่า “ยิ่งชีพ พร้อมจ่าย 2 เท่า ดึงพยานมาให้ข้อมูล”

ไม่ฉลาดครับ พยานที่”ให้ข้อมูล”เพราะ”จ่าย 2 เท่า” อาจเป็นเพราะอยากได้เงินก็ได้ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีใครเขาทำกันครับ 

ผู้สื่อข่าวรายว่าก่อนหน้านั้น นายยิ่งชีพ ได้โพสต์ข้อความว่า ในขบวนการโกงเลือกส.ว. ต้องมีคนเกี่ยวข้องด้วยหลายพันคน บางคนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่ถูกจ้างเพื่อไปสมัครและไปโหวต อาจเรียกพวกเขาว่าพวก Voter หรือพวกไปส่งนาย ในจำนวนนี้มีทั้ง

1) ที่หัวใจภักดีทำงานรับใช้อย่างเข้มแข็ง 
2) มีทั้งคนที่ไม่ได้คิดอะไร ทำๆไปตามที่ได้รับจ้าง 
3) มีทั้งคนที่รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ถูกต้อง และรู้สึกผิดในใจอยู่ 

เท่าที่ทราบมาค่าตอบแทนของคนที่ต้องไปโหวต ราคาไม่เท่ากัน เช่น ใครที่ไปรอบแรกอย่างเดียวแล้วกลับบ้านก็อาจจะราคาถูกหน่อย ประมาณ 6000 ถึง 10,000 ไม่รวมค่าสมัคร 2500 ใครที่เข้ารอบประเทศก็อาจจะแพงหน่อย เช่น หนึ่งแสน ภาษาของพวกเขาตอนช่วงนั้นในขบวนการเรียกว่า “หนึ่งขีด” บางคนได้รับข้อเสนอห้าขีด บางคนได้รับข้อเสนอหนึ่งกิโล แต่สุดท้ายก็โดนเบี้ยวได้ประมาณคนละหนึ่งขีด 

คนกลุ่มที่สามหลายคนได้ไปให้การไว้ในคดีแล้วและได้เปิดตัวต่อสาธารณะแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีมีคนอีกมากที่ไม่ได้เปิดและยังไม่กล้า ถ้าท่านยังรู้สึกผิดแต่ท่านไม่กล้าออกหน้าเอง ขอให้ท่านทราบว่าส่งข้อมูลและพยานหลักฐานมาให้เราได้เสมอ เดี๋ยวเราหาวิธีเปิดให้ เอาแบบไม่ต้องมาถึงตัวท่านก็ได้ 

คนกลุ่มที่สอง น่าจะพอซื้อได้ด้วยเงิน ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ผมก็เลยกำลังมีไอเดียว่า อยากจะลองประกาศเชิญชวนคนกลุ่มนี้ ถ้าใครย้ายข้างมาอยู่ข้างความถูกต้อง กล้าเอาข้อมูลที่เกิดขึ้นมาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการโอนเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถ้าข้อมูลใหม่พอและมีคุณค่ามากพอ ก็พร้อมจะจ่ายค่าตอบแทนให้สักสองเท่าของที่เคยรับมา ถ้าเราทำแบบนี้และมีคนช่วยกันแชร์มากพอคนโกงมันคงไปตามข่มขู่ปิดปากไม่หมดหรอก

อันนี้เป็นหลักฐานมาที่ได้มาโดยไม่ได้สวยงาม ต้องกลั่นกรองละเอียดหลายชั้นว่าเชื่อได้แค่ไหน ซึ่งหลักฐานก็ไม่จำเป็นต้องยื่นศาล ถ้ามันเห็นชัดเจนพอ ก็เอามาเปิดเผยให้ผู้คนตาสว่างมากขึ้นก็คุ้มแล้ว อันนี้ยังเป็นไอเดียอยู่ และเห็นพี่น้องถามมาเยอะว่าอยากบริจาคช่วยค่าเดินทางผมไปต่อสู้คดี ก็เลยแวะมาถามว่ามีคนมีเงินคนไหนอยากเห็นข้อมูลใหม่ๆ จากพยานไหมครับ ช่วยกันจ่ายไหมครับ เผื่อมีคนพร้อมจ่ายเยอะจะได้ข้อมูลมากมายมหาศาลเลยทีเดียว

จริงๆข้อมูลที่มีอยู่แล้วและกำลังรอวันเปิดก็มีอยู่อีกมาก ทำทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่พอดีมีไอเดียโครงการนี้ ก็เลยลงมาโยนไว้ก่อน อันนี้ยังไม่เริ่มนะครับ ระดมความคิดเห็นก่อน ใครคิดยังไงกับไอเดียนี้บอกได้ ถ้าตกผลึกดีดีแล้ว พร้อมแล้วจะประกาศทางการบนเพจอีกทีครับ

ตรวจสอบฟรี! ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น

ตรวจสอบฟรี! ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น

ตรวจสอบฟรี! ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

รัฐบาลเดินหน้าช่วยผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กรณีจนจริง แต่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท ล่าสุดมีผู้ยื่นตรวจสอบแล้วกว่า 700 ราย  ย้ำตรวจสอบฟรี ณ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.69 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  เดินหน้าช่วยเหลือประชาชนตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กรณีเป็นผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้น/หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท รวมถึงนิติบุคคล ซึ่งจากการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 9,314,253 ราย พบเป็นผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นและหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน/บริษัท จำนวน 122,324 ราย และมีชื่อในนิติบุคคล จำนวน 139,804 นิติบุคคล ซึ่งบางรายเข้าไปมีชื่อมากกว่า 1 นิติบุคคล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ได้เปิดให้ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เข้ามาตรวจสอบการเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคล ปรากฏว่ามีผู้มาขอตรวจสอบสิทธิ์แล้วกว่า 700 ราย ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูล และข้อเท็จจริงส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อประกอบการพิจารณาและประกาศผลในการทบทวนสิทธิ์ของประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ต่อไป  สำหรับผู้ที่จนจริง แต่ถูกนำชื่อไปใช้ หรือนำไปแอบอ้าง เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการ หรือหุ้นส่วน สามารถมายื่นตรวจสอบ และยื่นอุทธรณ์ต่อกระทรวงการคลังได้ เพื่อให้ยังคงได้รับสิทธิ์ต่อไป ซึ่งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเต็มที่ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

สำหรับประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ กรณีมีรายชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน/บริษัท และมีความประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูล สามารถยื่นคำขอตรวจสอบได้ ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการตรวจสอบแทนได้  โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และโทรศัพท์หมายเลข 0 2547 4376

ซัดปล่อยข่าวแตกแยก อนุทินเดือด

ซัดปล่อยข่าวแตกแยก  อนุทินเดือด

ซัดปล่อยข่าวแตกแยก อนุทินเดือด

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซัดปล่อยข่าวแตกแยก อนุทินเดือด เรื่องภายในอย่าเสี้ยม กกต.ส่อยืดคดีฮั้วสว.

“อนุทิน”เดือดจัดซัดคนปล่อยข่าวแตกแยกชี้เป็นเรื่องภายในบ้านยืนยันไม่มีปัญหาอะไรต้องเคลียร์ แขวะสื่อต้องเป็นนักข่าวที่มีคุณภาพอย่าถามเสี้ยม ขณะที่‘พิพัฒน์’แจงปมโชว์ภาพ 2น.1พ.ช่วยลดคำครหา สยบพวกชอบปั่นข่าว ด้านดีเอสไอโต้เกียร์ว่างคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. เดินหน้าสอบสวนเก็บหลักฐานเพิมเติมตามคำสั่งอัยการ รอดูบอร์ด กกต.ชี้ขาดสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ สะพัดส่อยืดออกไปอีกหนึ่งเดือน

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีได้โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวบรรยากาศเป็นอย่างไร มีการเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่

หนูซัดคนปล่อยข่าวแตกแยก

โดยนายอนุทิน ได้หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า เดี๋ยวช่วยมาเทรนด์ตนหน่อย เวลาตั้งคำถามให้มันแตกแยกกันแบบนี้ ทำไมต้องเคลียร์ใจ บอกให้ตนทราบหน่อย ว่าทำไมจะต้องเคลียร์ใจ

ก่อนถามสื่อมวลชนว่า “คุณอยู่ในบ้านผมหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะฝากอะไรถึงคนที่ออกมาปล่อยข่าวไม่ดีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ฝาก

ตำหนิสื่อ-ชี้เป็นเรื่องภายในบ้าน

พร้อมย้ำว่า เป็นเรื่องของบ้านตน สมมุติถ้ามีปัญหาจริงๆ ตนก็เคลียร์ในบ้านของตนแค่นั้นเอง ซึ่งมันไม่เคยมี เพราะถ้ามันมี คงไม่ได้คบหากันมานานขนาดนี้ เราอยู่ด้วยความเป็นพี่เป็นน้อง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน นักข่าวต้องไม่มาถามแบบนี้ บางทีมาถาม ตนกำลังคิดอย่างอื่นอยู่ แล้วเผลอไปตอบ พวกคุณก็ไปพาดหัว เมื่อวานตอบอย่างก็ไปพาดหัวกันอีกอย่าง มันไม่ดีหรอก เราต้องเป็นนักข่าวที่มีคุณภาพ และเป็นมืออาชีพ

แปลกตรงไหนเมียเนวินโพสต์แรง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวินโพสต์ข้อความแปลกๆ นายอนุทิน กล่าวว่า “แปลกๆ อย่างไร เมื่อวานนี้เบาแล้ว พี่ต่ายผมโอโห แปลกตรงไหน”

ผู้สื่อข่าวอธิบายต่อว่าเป็นการโพสต์ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” นายอนุทิน จึงย้อนถามกลับว่า แล้วพูดผิดหรือไม่ คนที่ไม่ควรคบ คนที่ไม่จริงใจต่อกัน คนที่โกหกหลอกลวงพี่น้องประชาชน เอาความเท็จมาออกสื่อสาธารณะ หิวแสงไม่มีข้อมูล ไม่มีอาชีพแล้วมาทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวการเมืองทั้งหลาย คนเหล่านี้ไปให้ความเชื่อถือได้อย่างไร หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย ดูกิจการแต่ละคน ปิดไปทีละเจ้าสองเจ้า แล้วจะไปเชื่อถือคนพวกนี้ ตนคิดว่านักข่าวต้องวิเคราะห์ การศึกษาช่วยอย่างหนึ่งคือทำให้เราวิเคราะห์ได้

‘พิพัฒน์’แจงโชว์ภาพลดคำครหา

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภท.กล่าวถึงกรณีการพบกันของ 2 น. กับ 1 พ. เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า จริงๆ เรื่องนี้ไม่ต้องถามก็ได้

เมื่อถามว่า บรรยากาศการพูดคุยกับ นายอนุทิน และนายเนวิน เป็นอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า บอกแล้วว่า พวกเราไม่มีอะไร เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ตนให้ข่าวไปแล้วว่า เรามีการพูดคุยกันทุกสัปดาห์ และตอนที่พบกันนายกฯ ก็ถ่ายรูป เป็นเรื่องปกติ ก็ดี จะได้ลดคำครหา ไม่เช่นนั้นสื่อก็ปั่นกันไปเรื่อย ตนก็ไม่ทราบว่าข่าวนี้มาจากไหน เป็นข่าวที่ปล่อยออกมาโดยหาตัวตนไม่ได้

มีผู้ไม่หวังดีสร้างความแตกแยก

ผู้สื่อข่าวถามว่า การพบกันได้มีการพูดคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ข่าวความขัดแย้งของทั้งสามคนหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่มี เราก็ประชุมกันทุกสัปดาห์ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีความจริงเลย เราคุยกันเป็นปกติทุกสัปดาห์

เมื่อถามว่า นายเนวินได้พูดถึงข่าวดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายเนวินไม่ได้สนใจข่าวพวกนี้เลย นายเนวินก็เป็นคนการเมือง เข้าใจดีว่า เรื่องของการที่จะมีผู้ไม่หวังดีมาสร้างความแตกแยกเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก เพราะฉะนั้น ไม่มีอะไร

บอกยังไม่เห็นโพสต์ภรรยาเนวิน

เมื่อถามอีกว่า อย่างนี้จะต้องไปพูดคุยกันบ่อยๆ หรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดข่าวแบบนี้ นายพิพัฒน์ ย้ำว่า เราพบกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ในการที่จะเจอหน้ากัน แต่ถ้าทางโทรศัพท์เราคุยกันเกือบทุกวัน มีอะไรก็โทรศัพท์ไถ่ถามกัน

เมื่อถามว่า หลังจากเผยแพร่ภาพทั้งสามคน นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยานายเนวิน ได้โพสต์ข้อความในลักษณะที่ว่า ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง มองว่าจะเชื่อมโยงกันหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ยังไม่เห็นโพสต์ดังกล่าวเลย ตนก็ไม่เข้าใจ และยังไม่เห็นข้อความด้วยว่าเป็นอย่างไร

คบกันมา10-20ปีไม่มีแตกแยก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงวันนี้พูดได้หรือไม่ว่า 2 น. กับ 1 พ. จะไม่มีวันแยกจากกัน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เราก็เป็นมาอย่างนี้อยู่แล้ว และเราไม่ใช่พึ่งคบกันเมื่อ 1 – 2 ปีนี้ น่าจะคบกันมาถึง 10 – 20 ปีแล้ว พวกเราก็คบหากันอย่างนี้ เรามาด้วยกัน เพราะฉะนั้น ก็ไม่ควรจะมีอะไรจะมาทำให้มันเกิดความไม่เข้าใจ มีอะไรก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พวกเราต้องมีเหตุผลในการที่ต้องมาพูดคุยกัน

‘ทรงศักดิ์’แจ้งความยิ่งชีพไอลอว์

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตกเป็น 1 ใน 9 รายชื่อที่ถูก นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดข้อมูล เชื่อมโยงกระบวนการคดีฮั้วสว.ว่าขณะนี้ให้ทนายความและฝ่ายกฎหมายถอดคำพูดที่นายยิ่งชีพนำเสนอ ซึ่งมีส่วนหนึ่งเข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท และจะให้ทนายความไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ โดยจะไปดำเนินการที่ จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาบ้านของตน

‘สว.’โต้ถูกหาขาดคุณสมบัติ

นายสมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ กล่าวถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหานายสมพานและนางแดง กองมา สว.จังหวัดอำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติการเป็น สว.กลุ่ม 10 โดยระบุว่า เป็นเรื่องเก่ามากกว่า 2 ปี ที่ตนและนางแดงเคยถูกร้อง กกต. และ กกต.ได้ตีตกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากตนมีคุณสมบัติครบถ้วน

“หากนายยิ่งชีพไม่เชื่อ ให้ไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 249/2567 ที่ได้มีคำสั่งยกคำร้องนางแดงที่กล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติ โดยจากหลักฐานและคำวินิจฉัยชี้ชัดว่า นางแดง มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา”นายสมพาน กล่าว

เช่นเดียวกับ คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่17/2568 ได้มีคำสั่งยกคำร้องตน กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งจากพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่าสิบปี

ซัดยิ่งชีพชี้นำโดยไม่สุจริต

นายสมพาน กล่าวอีกว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย ต้องรู้หรือควรจะรู้ว่า กกต.คำวินิจฉัยจบไปแล้ว และต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี อีกอย่างคือเหตุใดถึงตีความสว.กลุ่ม 10 คือ “กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฏหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน” ว่าหมายถึง “กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าเอสเอ็มอี” หรือนายยิ่งชีพควรเคารพคำวินิจฉัย กกต. และไม่ควรจะเปิดประเด็นให้สังคมสับสน สงสัยอย่างมีนัยยะแอบแฝง อันอาจเป็นการแสดงความคิดเห็นชี้นำโดยไม่สุจริต

เตรียมแจ้งจับทำให้เสียหาย

ทั้งนี้ ตนและนางแดง ได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ เนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองโดย กกต. ไปแล้ว ก็ยังจะหยิบมาเปิดประเด็น สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยตนคงอาศัยช่องทางการแจ้งความผ่านตำรวจเพราะไม่มีเงินบริจาคช่วยสู้คดีเหมือนกับกลุ่ม iLawอย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเอาใจช่วยสำหรับการเดินทางมาสู้คดีที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ควรอย่าหาคดีเพิ่ม เพราะทราบว่าต้องเดินสายอีกหลายจังหวัด

เรียนจบกฎหมายไม่กลั่นกรอง

”นายยิ่งชีพเป็นถึงผู้นำจิตวิญญาณของการเมืองบางกลุ่มและเรียนจบกฎหมาย ไม่นึกว่าจะขาดการกลั่นกรองข้อมูล เลยเถิดไปถึงการดูถูกอาชีพคนอื่นทั้งที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย จึงไม่รู้ว่ามีทีมงานแนะนำการทำคอนเทนต์ด้อยคุณภาพแบบนี้เพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนหรือไม่ ถ้าเป็นทีมงานแนะนำจริง ต้องไล่ออก เพราะทำให้เสียชื่อเสียงไปถึง NGO ต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่มไอลอว์ซึ่งนายยิ่งชีพก็ออกมายอมรับเองแล้วว่ารับเงินต่างชาติจริง“ นายสมพาน กล่าว

DSIลุยสอบ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

ขณะเดียวกันรายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ผอ.โครง การอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสว.มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. รายงานว่าตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.)และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่าง ๆ

แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.มีมากกว่า8

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม

ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม

รอกกต.ชี้ขาด229ผู้ถูกกล่าวหา

นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต. ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

ข่าวแจ้งอีกว่า การดำเนินการของ กกต. และดีเอสไอเป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต. พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย

โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้

ยันลุยสอบ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.

อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้วเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน

สิงหาฯปิดไม่ลง-กกต.ส่อยืดอีก1เดือน

ขณะที่ แหล่งข่าวจากกกต.ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรม

การสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายในส.ค.นี้ หรือราว ๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น

รัฐบาลเชิญชวนอุทธรณ์บัตรคนจน

ทางด้านความความคืบหน้าการทบทวนสิทธิผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน นั้น ล่าสุดน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ตรวจสอบผลโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 แล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ และเห็นว่าข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบคุณสมบัติไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ให้ใช้สิทธิขอทบทวนผลการพิจารณาภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569

“รัฐบาลไม่ต้องการให้ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องรับเพียงฝ่ายเดียว การทบทวนสิทธิจึงเป็นทั้งช่องทางให้ตรวจสอบสิทธิ และเป็นโอกาสให้เจ้าของข้อมูลได้ทราบว่าชื่อหรือทรัพย์สินของตนปรากฏอยู่ในระบบอย่างไร หากพบสิ่งผิดปกติจะได้เร่งแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบและแก้ไข ก่อนปัญหาจะขยายตัวและส่งผลกระทบในด้านอื่นตามมา” นางสาวลลิดา กล่าว

ตั้งศูนย์One Stop Service76จังหวัด

พร้อมระบุว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระทรวงมหาดไทยได้สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Service ระดับจังหวัดและอำเภอ ครอบคลุม 76 จังหวัด และ 878 อำเภอ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ขอทบทวนสิทธิและผู้ที่ต้องยืนยันตัวตน พร้อมรับเรื่องและประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดภาระประชาชน

อย่างไรก็ดี ในบางกรณีประชาชนอาจต้องยื่นหลักฐานหรือดำเนินการเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานเจ้าของข้อมูลรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ผู้ที่ประสงค์ขอทบทวนสิทธิต้องยื่นคำขอภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และหากต้องแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2569 โดยผู้ที่ผ่านเกณฑ์โครงการปี 2569 ทั้งผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่การประกาศผลครั้งแรกและผู้ที่ผ่านเกณฑ์ภายหลังการทบทวน จะเริ่มใช้สิทธิพร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

อุทธรณ์แล้วรอยืนยันคุณสมบัติ

ทั้งนี้ การยื่นขอทบทวนหรือการแก้ไขข้อมูลไม่ถือว่าได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ ผลการพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการตรวจสอบคุณสมบัติและข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ พ.ศ. 2569 ที่ welfare.mof.go.th หรือช่องทางทางการของกระทรวงการคลัง เพื่อป้องกันความสับสนจากข้อมูลเก่าและข่าวปลอม

ผอ.ข่าวกรองลั่น เลื่อนคุยสันติสุข จนกว่าได้คำตอบ เหตุลอบกัด5ทพ.

ผอ.ข่าวกรองลั่น  เลื่อนคุยสันติสุข  จนกว่าได้คำตอบ  เหตุลอบกัด5ทพ.

ผอ.ข่าวกรองลั่น เลื่อนคุยสันติสุข จนกว่าได้คำตอบ เหตุลอบกัด5ทพ.

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผอ.ข่าวกรองฯ ลั่นเลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่าง จากกันยายนนี้ ออกไปโดยไม่มีกำหนด จนกว่าจะได้รับคำตอบปมก่อเหตุรุนแรงใน จ.นราธิวาส เผยมาเลเซีย เปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก ยันไม่หนักใจรับตำแหน่งหัวหน้าคณะเจรจาฯ แต่ช่วงแรกอาจจะตึงๆ กันหน่อย

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม นายฐนัตถ์  สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุขฯ หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ว่าการเจรจาเริ่มต้นกันมาดีแล้ว แต่อยู่ๆ ก็เกิดเหตุขึ้น และอยู่ๆ ก็มีการออกแถลงการณ์ในระหว่างที่เราส่งฝ่ายเทคนิคเข้าไปพูดคุย มันก็แปลกๆ แล้ว แต่เข้าใจว่าเขายังสับสนว่าจะเอาอย่างไรกับเราดี เพราะเรามาใหม่ และเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงที่ จ.นราธิวาสขึ้น การเจรจาในเดือนกันยายนนี้ คงไม่เกิดขึ้น และตนฝากคำถามไปว่าให้ตอบตนก่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตัดสินใจก่อเหตุทำไม แล้วค่อยมาคุยกันต่อ เพราะฉะนั้นเดือนกันยายนนี้ จะไม่มีการพูดคุยแล้ว ซึ่งเดิมได้นัดกันไว้ล่วงหน้าผ่านผู้อำนวยความสะดวกของมาเลเซียว่าเดือนกันยายน น่าจะได้พูดคุยแบบเป็นทางการ

“เมื่อเกิดเหตุอย่างที่เราเห็นกันอยู่ มันรุนแรงเกินกว่าที่เราจะรับได้ คุยกันอยู่ดีๆ แล้วมาก่อเหตุแบบนี้ ผมเข้าใจแหละว่านักรบอาจจะมองว่าเขาต้องการที่จะก่อเหตุตามสัญชาตญาณของเขา แต่ตอนนี้เราคุยกันอยู่ เราเริ่มคุยกันแล้ว เมื่อมาก่อเหตุก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่”นายฐนัตถ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกลุ่มผู้เห็นต่างได้ตอบกลับคำถามมาแล้วหรือไม่นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ยัง เพราะตนเพิ่งส่งคำถามไป เมื่อถามว่ามีการประสานไปยังประเทศมาเลเซียหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการประสานกับมาเลเซีย และได้ข่าวมาว่ามาเลเซียจะเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก เพราะตอนนี้มันเป็นสุญญากาศและเรารอทางมาเลเซียว่าเขาจะทำอะไร หลังจากที่เรายกคณะไปคุยที่มาเลเซีย

เมื่อถามย้ำว่า หากกลุ่มผู้เห็นต่างยังไม่ตอบอะไรมา จะต้องรอกันไปแบบนี้ใช่หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า จริงๆ เราสามารถส่งสัญญาณไปได้ หรือส่งคำถามผ่านผู้แทน ผ่านคนกลาง หรือช่องทางที่พอจะมีอยู่ไปได้ว่าตอนนี้เราคิดอะไร และเรารอว่าเขาจะตอบกลับมาหรือไม่

ต่อข้อถามว่า การที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย โดยเฉพาะทหาร มีท่าทีแข็งกร้าว จะเป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่เป็น เพราะต่างคนก็ต่างมีแนวทางปฏิบัติของตัวเอง แต่ที่สำคัญคือฝ่ายเราต้องเดินไปด้วยกัน เดินไปทางเดียวกัน เราไม่จำเป็นว่าจะต้องมาแยกทางกัน ทหารก็ดำเนินกลยุทธ์ของทหารไป เราก็ต้องมีการดำเนินกลยุทธ์ของเราเหมือนกัน แต่ของเราจะเป็นแนวทางสันติ คือการส่งคำถามไปก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่าในทางการข่าวมีข้อมูลเรื่องการก่อเหตุครั้งนี้หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า มันแปลกๆ แต่ในทางการข่าว เราจะใช้การต่อภาพจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะไม่เอาเหตุการณ์ไปใส่สมมุติฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันแปลกๆ ถ้าเราศึกษา ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในลักษณะแบบนี้ เวลาก่อเหตุจะมีกล้องซีซีทีวีจับภาพได้ และมีการโชว์ตัวของผู้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นแบบนี้มานานแล้วที่ จ.นราธิวาส

เมื่อถามว่า ต้นเดือนสิงหาคมนี้ จะมีวันสำคัญของกลุ่มผู้เห็นต่าง ทางการข่าวได้เฝ้าระวังว่าจะมีการก่อเหตุหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า เราไม่เคยนับเรื่องวันสำคัญ เพราะนับวันสำคัญคงมีทั้งปี แต่เรามองว่าถ้าเราหย่อนเมื่อไหร่เขาก็จะมีโอกาสเมื่อนั้น เขาอาจจะจับตาดูอยู่ว่าเราจะหย่อนยานหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องนี้หรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า นายกฯส่งสัญญาณเสมอว่าการพูดคุยเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่การพูดคุยคือการแก้ไขปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น ไม่ใช่ว่าพอเกิดเหตุแล้วจะไปเจรจาทันที ซึ่งการเจรจาต้องมีระยะของมันเมื่อถามว่าการมารับตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯคนใหม่ รู้สึกหนักใจหรือไม่ นายฐนัตถ์ กล่าวว่า ไม่หนักใจ เชื่อมั่นว่า เราไปต่อกันได้ แม้ว่าอาจจะตึงๆ กันหน่อย แต่คงจะผ่อนปรนกันว่าจะมีการลดระดับมาพูดคุยกันอย่างไร ซึ่งฝ่ายที่ปฏิบัติการก็ประสานงานกันอยู่ เขายังต่อสายกันอยู่ได้

ตรวจโกงสอบจบแล้ว ฟัน5,925คน สั่งถอนบรรจุทั้งหมด

ตรวจโกงสอบจบแล้ว  ฟัน5,925คน  สั่งถอนบรรจุทั้งหมด

ตรวจโกงสอบจบแล้ว ฟัน5,925คน สั่งถอนบรรจุทั้งหมด

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตรวจโกงสอบจบแล้ว ฟัน5,925คน สั่งถอนบรรจุทั้งหมด อีก11,030รายเฮไปต่อ เล็งขึ้นแบล็กลิสต์มศว นายกฯลุยกู้ศรัทธามท.

“อนุทิน”เรียกประชุมผู้บริหารมหาดไทย ปลุกวิญญาณใช้วิกฤตสร้างศรัทธาประชาชน หลังเจอมรสุมโกงสอบท้องถิ่นจนน่วมและเน่าไปทั้งคลองหลอด ชี้ต้องเอาหญ้ากาฝากออกก่อนกลืนหญ้าดีหมด เดินหน้าแอ๊กชั่น 8 อุ่นเครื่องเพิกถอน 3 พันราย ด้าน“เซมเบ้”เผยคืบแก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น แอ๊กชั่น 8-9-10 มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน ส่วนคนที่สุจริตบรรจุไปแล้ว11,030 คน ไร้ปัญหา สัปดาห์หน้าถก“กสถ.”สรุปวิธีปฏิบัติผู้สอบ 3 กลุ่ม รับมีหารือ“กฤษฎีกา-กรมบัญชีกลาง-อสส.”ขึ้นแบล็คลิสต์”มศว”

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้ากระทรวงมหาดไทย เพื่อพบปะ หารือกับคณะผู้บริหารกระทรวงฯ โดยได้ออกตัวก่อนที่จะสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ขอให้ถามเรื่องดีๆ ถามเรื่องที่เป็นมงคล มีข่าวดีๆ ให้คนไทย ก่อนกล่าวต่อว่า วันนี้ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยได้รวมตัวกัน ลงนามถวายพระพรในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งอยู่ใกล้กับกระทรวงมหาดไทย จึงได้มีการเชิญหารือแบบไม่เป็นทางการ ไม่ได้มีวาระอะไร ซึ่งตนต้องจัดเวลา ในการเข้ามากระทรวงมหาดไทย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 วัน ถึงแม้ว่าจะทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล หรือข้างนอก ก็ต้องหาเวลามาพบปะกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เพื่อทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ในการให้บริการประชาชน

ยืนยันไม่ได้หย่อนยาน

เมื่อถามว่า เป็นเพราะที่ผ่านมามีการหย่อนยาน หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้หย่อนยาน แต่เราต้องการให้ทุกอย่างเดินตามกลไกของตัวเอง ยืนยันว่าตัวระบบไม่ได้หย่อนยานแน่นอน และตัวระเบียบก็ไม่ได้หย่อนยานเช่นกัน แต่คนใช้ระเบียบและระบบมีความไม่สุจริต เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่คน เพราะตอนที่เราตั้งคนเหล่านั้นขึ้นมา เค้าดูแล้วว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต ต้องดูว่าทำไมถึงเกิดเหตุเหล่านี้ขึ้นได้ ซึ่งต้องมาแก้ไข

เมื่อถามว่า การเข้ากระทรวง สัปดาห์ละ 2 วัน จะเป็นการเข้ามาขันน็อตเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือเรื่องมาเฟียในพื้นที่ต่างๆ หรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่า เรื่องมาเฟียแปลว่าอะไร ผู้สื่อข่าวจึงได้ยกตัวอย่างเรื่องการปราบมาเฟียในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต นายอนุทิน จึงกล่าวว่า เรื่องมาเฟียเป็นเรื่องชาวบ้านทั่วไปที่ทำตัวเป็นผู้มีบารมี มีอิทธิพล เราจึงลงไปแก้ไข มันคนละเรื่องกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องร่วมกับทางจังหวัด ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง

เปิดยุทธการแอคชั่นที่ 8

เมื่อถามว่า ปัญหาต่างๆ จะกระทบต่อความศรัทธา และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเชื่อว่าหากมีปัญหา คนที่คิดทุจริตซึ่งเราไปห้ามจิตใจเขาไม่ได้ เมื่อมันเกิดเหตุขึ้นมาเพียงแค่ 2 สัปดาห์กว่าๆ ก็จับโกงได้เกือบหมดแล้ว และคณะกรรมการที่ได้รับมอบอำนาจให้ไปดำเนินการ ก็ประกาศเพิกถอนรายชื่อ คนที่ทุจริตแล้ว ด้วยกลไกของรัฐบาลที่เรามีทั้งหมด ทำให้เราสามารถหาจุดที่ทำผิดได้ แล้วเรื่องนี้ไม่มีประสิทธิภาพตรงไหน หาได้ครบหมดเลย เดี๋ยวจะมีมาต่อเรื่อยๆ โดยเมื่อวานนี้ (27 ก.ค.) มี 7 แอคชั่นแล้ว โดยวันนี้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาอาการอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่น หรือสถ. ก็บอกว่าวันนี้แอคชั่นที่ 8 มาแล้ว ส่วนรายละเอียดเป็นอย่างไรให้ถามเจ้าตัว รวมไปถึงจะมีแอ็คชั่นที่ 9 – 10 ด้วย ซึ่งทุกอย่างจะถูกตีแผ่ออกมา

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนได้พบกับ นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช.โดยท่านได้บอกว่าในส่วนของ ป.ป.ช.ท่านมาเป็นประธานในคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งนานๆ เราจะได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้สักที ตนยิ่งมีความสบายใจและดีใจไปใหญ่ ว่าเรื่องนี้จะไม่มีทางเป็นมวยล้มต้มคนดู ขนาดประธาน ป.ป.ช.ยังใส่ใจลงมาดูคดีด้วยตัวเอง ตนในฐานะรัฐบาล ก็มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยจะได้ทำหนังสือรายงานมายังตนภายใน 2 – 3 วันนี้ ซึ่งทุกอย่างจะมาบรรจบกัน และจะเห็นกระบวนการอันชั่วร้ายนี้ทั้งหมด

โกงสอบอยู่ในคุกแล้ว3คน

เมื่อถามว่า เห็นรายงานของนายปกรณ์ พบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินคดีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในคุก 3 คนแล้วนะ ประกันตัวก็ไม่ได้ ออกหมายเรียกแล้วไม่รู้ตั้งกี่คน และยังไม่นับไปถึงผู้ที่ร่วมกระทำผิด เจ้าของกระดาษคำตอบที่คะแนนในกระดาษกับในประกาศไม่ตรงกัน รวมถึงตัวคนประกาศผล คนที่ดำเนินการ ตนว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน และหากถามตนก็คิดว่าการทำงานมีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถรวบรวมวงจรนี้มาได้ในระยะเวลาที่รวดเร็ว และยังขยายผลไปถึงเส้นเงิน การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มีหลายหน่วยงานที่ร่วมกันดูและสุดท้ายแม่น้ำเหล่านี้ก็จะมาบรรจบกัน หวังว่าผลทุกอย่างจะตรงกัน ซึ่งเป็นการถ่วงดุลทำให้ทุกสายต้องทำงานด้วยความแม่นยำ มีความจริงจัง ไม่เห็นแก่หน้าอินทร์ หน้าพรหมที่ไหน และเมื่อทุกอย่างมาบรรจบกันก็เป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือได้

เรียกประชุมฝ่ายบริหารมท.

เวลา 11.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทินเรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมต่างๆ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า

นายอนุทิน กล่าวว่า ขอมอบนโยบาย และให้ทุกท่านปฏิบัติมาด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนโยบายปราบปรามอาชญากรรม ยาเสพติด สถานบันเทิง สถานบริการ เรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องนอมินี ที่ดินต่างๆ มากมาย ซึ่งทุกท่านก็ทำได้เป็นอย่างดี และขอฝากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ดูแลความเรียบร้อยในจังหวัดของตนให้ดี

“ผมเข้ามากระทรวงนี้ ต้องเรียนว่าผมไม่เคยเกลียดใครสักคน ผมชอบทุกคน มีความสุขที่ได้พบกับทุกคน เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องขอจริง ๆ สิ่งที่ผมมีโอกาสโชคดีมากๆ คือต้องไปพักร้อนอยู่ 3 เดือน ยิ่งเห็นอะไรที่ผมว่าท่านคิดได้ สไตล์การทำงานเป็นอย่างไร ผมรู้หมด ต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ พอจะเข้าเดือน ส.ค. ตนจะกดปุ่มรีเซต และขอให้ทุกท่านได้ทำงาน ปั้นผลงานอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงผลงานต่าง ๆ ออกมา”

ต้องเอางานเป็นที่ตั้ง

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ได้กลับมาเราไม่ได้ติดค้างใคร ต้องเอางานเป็นหลัก วันนี้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นมา ควบ รมว.มหาดไทย ขอให้ทุกท่านใช้โอกาสนี้ทำความเจริญมาให้ประชาชน อยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และหากอยากทำอะไรเพื่อให้บริการประชาชนมีศักยภาพสูงสุด บอกมาเลย

อีกทั้ง รมช.มหาดไทย ก็เป็นทีมเดียวกัน จึงไม่มีโอกาสไหนที่จะดีกว่านี้ และพวกนี้ไม่ใช่ลูกเทพ คนที่ผ่านการเลือกตั้งในเขต เป็น สส.เขต ทุกคนผ่านตรงนี้มาหมด ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ไม่ใช่ว่าเป็นสมัยแรก ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองชัดเจน มีความแข็งแรงในพื้นที่ของตัวเอง คนเหล่านี้ต่างหากคือคนที่ตนเห็นว่าเข้าใจชีวิตชาวบ้าน และเหมาะสมกับกระทรวงมหาดไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนจะขับเคลื่อนองค์กรนี้ไปให้ได้ดี และให้เกิดความเนื้อเชื่อใจต่อกัน จะประคับประคองกระทรวงนี้ให้ผ่านพ้น แม้ปัญหาจะเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น 2 สัปดาห์นี้ ตนต้องใช้วิญญาณนักปลุกระดมเก่า ปลุกวิญญาณคนกระทรวงนี้เข้ามาจัดการ เพราะเรื่องนี้ร้ายแรงเสียจนมีหน่วยงานอื่นรับเป็นเจ้าภาพอีกเพียบ รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นี่เรียกว่าสามัคคีกฐิน ความสามัคคีของทุกคน และสุดท้ายแม่น้ำทั้ง 5-6 สายมารวมกันจัดการ

เอาหญ้ากาฝากออกไปให้หมด

“ขอความร่วมมือทุกท่าน ถ้าทำได้เร็วความศรัทธาของประชาชนจะคืนมา อย่าให้หญ้ากาฝากเกิดขึ้น เพราะจะกลืนหญ้าดีหมด หากปล่อยพวกนี้เข้ามาเรื่อยๆ คนดีๆ จะอยู่ไม่ได้ อย่าทำให้กระทรวงมหาดไทยเป็น “กระทรวงมหาไถ” ไม่มีการปกป้องใครที่ทำผิด และผมจะรีเซตกระทรวงมหาดไทยใหม่ ยืนยันว่าผมไม่พกความแค้น และการทำงานสามารถชี้แจงอธิบายได้หมด ไม่มีเรื่องส่วนตัว” นายอนุทิน กล่าว

แอคชั่น 8-9-10กำลังตามมา

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยความคืบหน้า เกี่ยวกับการจัดการปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ในแอ็คชั่นที่ 8 ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงว่า จากสิ่งที่ทุกคนรอคอยโดยเฉพาะผู้สอบและญาติในการสอบ 279,949 คน ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 และในภาคใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากผู้สมัครทั้งประเทศ 400,000 คน และมาสอบจริงเกือบ 280,000 คน ซึ่งจาก ประกาศและบรรจุไป 55,193 คน

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในบัญชีดังภายหลังพบว่ามีความผิดปกติ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการสอบที่ควรเป็น นำไปสู่การยกเลิกผลสอบบัญชีดังกล่าวและนำบัญชีการสอบที่ถูกต้องมาใช้ ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีการตรวจกระดาษคำตอบใหม่ ซึ่งหลังจากที่ตำรวจและ ป.ป.ช.เข้าไปจับกุมและตรวจสอบ บริษัทคู่สัญญากับ มศว ยืนยันตรงกันว่าตรวจกระดาษคำตอบตั้งแต่วันนั้น คะแนนขึ้นมาวันเดียวกัน ซึ่งมีตัวเลขดิจิตอลซิกเนเจอร์ ระบุเอาไว้ แต่การประชุม กสถ.ที่รับรอง มีการนำบัญชีอื่นมาใช้ในการรับรอง จำนวน 55,193 คน ส่งไปบรรจุตามที่ต่างๆ แต่หลังจากเหตุการณ์ทุจริตปรากฏนำบัญชีที่ถูกต้องที่มีแล้วนำมาใช้เลย หลังตรวจสอบแล้วมีอยู่ 50,064 คน มีผู้สอบด้วยสุจริต 49,268 คน การแก้ไขคะแนน 5,925 คน และในจำนวนนี้มีจำนวนสอบไม่ผ่านเลยเพื่อแก้ให้ผ่าน 5,129 คน และมีคนที่สอบผ่าน แต่ไม่รู้จะแก้คะแนนด้วยเหตุใดอัพแรงกิ้ง 790 คน บัญชีทั้งหมดจะถูกประกาศโดยบัญชีใหม่ที่ไม่ได้มีการตรวจใหม่ เป็นบัญชีเดิมแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ขณะนี้ประธาน กสถ.ได้ลงนามแล้ว ใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 17 – 27 กรกฎาคม เป็นเวลา 10 วัน เพราะ สถ.ใช้คนตรวจสอบควบคู่กับเครื่องอีกรอบนึง เพื่อลดความผิดพลาดให้ถูกต้องมากที่สุด อาจจะช้าแต่ทำให้ไม่หยุด

สัปดาห์หน้าประชุมกสถ.

นายนิรัตน์ กล่าวว่า หลังจากนี้แอ็คชั่นที่ 9 จะเรียกประชุม กสถ.อีกครั้ง ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผู้สอบแต่ละกลุ่ม หรือกลุ่มที่สอบได้อยู่แล้วแล้วบัญชีที่ประกาศใหม่ไม่ได้กระทบกระเทือนจะทำอย่างไร กลุ่มที่สองกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากคะแนนต่ำ ซึ่งไม่ควรได้บรรจุบรรจุไปแล้ว 5,000 กว่ากว่าคน จะมีวิธีแจ้งไปยัง ก. แต่ละจังหวัด และกลุ่มที่สาม ที่สอบผ่านอยู่แล้วแต่ที่มีการแก้คะแนนทั้งทั้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะล่าช้าแต่ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ถูกต้องแล้ว

นายนิรัตน์ ยังกล่าวเกี่ยวกับแนวคิดจากประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในการขึ้นแบล็คลิสต์ มศว เหตุทำงานไม่เสร็จว่า มีการคุยเรื่องนี้อยู่ เนื่องจากเกิดความเสียหายในวงกว้าง และกระทบกับคนหมู่มาก โดยกำลังหารือสำนักงานกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง สำนักงานอัยการสูงสุด ว่าดำเนินการอย่างไรให้ถูกกฎหมายและเป็นไปตามเป้าหมายพร้อมทั้งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มที่หนึ่งที่มีคะแนนสอบผ่าน หลังประกาศใหม่ คะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงรับราชการตามปกติ เพราะเป็นกลุ่มที่มีคะแนนมากอยู่แล้วจำนวนกว่า 10,000 คน ต้องยอมรับว่ามีการจัดแล้งกิ้งใหม่ทำให้ลำดับผลการสอบอาจเปลี่ยนแปลง 11,030 คน ซึ่งมาด้วยความสามารถล้วนๆ สถานะไม่เปลี่ยนรับราชการต่อได้ เพราะไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไร

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่บรรจุไปแล้วก่อนหน้านี้ 14,988 คน รวมทั้งหมดที่บรรจุไป รวมจำนวนผู้สอบเองและมีการตกแต่งบัญชี แต่จากจำนวนกว่า 5,000 คน ที่คะแนนไม่ถึงตามมาตรฐาน ก็จะหลุดจากการบรรจุข้าราชการเลย หรือหมายถึงการเลือกจ้าง ซึ่งมีผู้สอบไม่ผ่านเลยจำนวน 5,129 คน บรรจุไปแล้วกวาด 3,000 คน ที่จะต้องถูกเพิกถอน

ยืนยันเพิกถอนพวกคะแนนไม่ถึง

นายนิรัตน์ กล่าวถึงความคืบหน้าในแอ็คชั่นที่ 10 หลัง กสถ.กำหนดวิธีปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่สอบทั้ง 3 กลุ่ม จะนำเข้าสู่ ก.กลาง เพื่อรับทราบบัญชีเก่าบัญชีใหม่ และเห็นชอบกับวิธีปฏิบัติหลังจากหลังจากที่นำบัญชีใหม่มาใช้แล้ว ต่อไปจะแจ้งไปยัง ก. จังหวัดต่างๆ พร้อมบัญชีรายชื่อจังหวัดนั้นๆ เท่านั้น ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง โดยแจ้งไปยัง อปท.-เทศบาล-อบต.แต่ละแห่ง ว่าจะดำเนินการแต่ละคนด้วยเหตุผลในข้อกฎหมายแตกต่างกันไป

นายกฯ-ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกฯ-ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายกฯ-ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.36 น.

นายกรัฐมนตรีและภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (28 กรกฎาคม 2569) เวลา 20.00 น. ณ เวทีใหญ่ ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ คณะรัฐมนตรีพร้อมคู่สมรส เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมในพิธี

เมื่อนายกรัฐมนตรี และภริยา เดินทางถึงบริเวณพิธีท้องสนามหลวง ขึ้นสู่เวที นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ทำวันทยหัตถ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้ววางพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน นายกรัฐมนตรีถวายธูปเทียนแพ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ก่อนจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล และกล่าวนำถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ความว่า 

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในนามคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งที่มาชุมนุมพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ และที่อยู่ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ มีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้น ที่ได้มาพร้อมกัน ถวายพระพรชัยมงคล แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการอภิบาลบำรุงอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ พระราชดำริและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งปวง ล้วนบังเกิดคุณูปการอันไพศาล เกื้อกูลให้แผ่นดินไทยสมบูรณ์พูนสุข เจริญรุ่งเรืองวัฒนา และอาณาประชาราษฎร์ ดำรงอยู่ด้วยความผาสุกร่มเย็น

ด้วยพระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรอันกว้างไกล ทรงสร้างความเจริญวัฒนาในทุกมิติ ทรงเกื้อหนุนในทุกสรรพกิจให้ดำเนินควบคู่กับการพิทักษ์รักษามรดกของชาติ และทรัพยากรของแผ่นดิน เพื่อให้ราชอาณาจักรไทย ดำเนินก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทันต่อความผันแปรของโลกยุคใหม่ ธำรงไว้ซึ่งดุลยภาพของความเจริญก้าวหน้า และความยั่งยืนของชาติบ้านเมือง

คราใดที่ราษฎรประสบเหตุเภทภัย หรือความทุกข์ยากด้วยประการใด เมื่อนั้นพระมหากรุณาธิคุณก็แผ่ไปถึงโดยพลัน ทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานความช่วยเหลือ ตลอดจนทรงรับผู้ประสบภัยต่าง ๆ ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อบรรเทาทุกข์ และให้ราษฎรได้มีความหวัง มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

พระมหากรุณาธิคุณ และพระบารมีที่แผ่ไพศาล ปกเกล้าปกกระหม่อม ทั่วทุกถิ่นฐาน ดุจดั่งแสงประทีปที่สว่างไสวในค่ำคืนนี้ ยังความร่มเย็นเป็นสุข และความอุ่นใจ ให้บังเกิดแก่ปวงชนชาวไทยโดยถ้วนหน้า ก่อเกิดเป็นพลังแห่งความจงรักภักดี ที่จักน้อมนำพสกนิกรทั้งปวง ให้พร้อมใจกัน สืบสานพระราชปณิธาน และธำรงรักษาความวัฒนาสถาพรแห่งชาติบ้านเมืองให้ยั่งยืนสืบไป

ในโอกาสอันเป็นศุภมงคลยิ่งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขอพลานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดล ให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงเจริญพร้อมด้วยจตุรพิธพรพิพัฒน์สวัสดิมงคล มีพระราชประสงค์ จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสฤษดิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา พระบรมเดชานุภาพและพระบารมีเกริกไกรแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบนิรันดร์

จากนั้น ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี นายกรัฐมนตรีและภริยา รับมอบโคมเทียนและร่วมร้องเพลงสดุดีจอมราชา ต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีนำกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

SEC Watch ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.18 น.

เครือข่าย SEC Watch ร่อนแถลงการณ์ ประกาศชุมนุม 4 ส.ค.นี้ หลัง อนุทิน เบี้ยวข้อตกลงแลนด์บริดจ์-แผนแม่บทพัฒนาภาคใต้

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงแถลงการณ์เครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch ฉบับที่2 เรื่อง ประกาศชุมนุมจากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เบี้ยวบันทึกข้อตกลง โดยมีเนื้อหา ระบุว่า “ตามที่มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีกับเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch จำนวน3ข้อ คือ การยกเลิก พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ การยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ การตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

บัดนี้ข้อเรียกร้องทั้ง3ประการที่ลงนามร่วมกันกลับไม่ได้รับการปฏิบัติจากฝ่ายรัฐบาลดังนี้

1.การเบี้ยวข้อตกลงเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าสามารถนำโครงการแลนด์บริดจ์กลับคืนมาได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งการกล่าวเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งระบุว่า การดำรงอยู่หรือสิ้นสุดโครงการให้ขึ้นอยู่กับมติของกรรมการชุดรองนายกเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศและกรรมการชุดการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนภาคใต้ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความต้องการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี การสื่อสารเช่นนี้เท่ากับว่าบันทึกข้อตกลงนั้นไร้ความหมายสำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล

2.การเบี้ยวข้อตกลงว่าด้วยการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ โดยบันทึกข้อตกลงข้อที่3ระบุให้รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทภาพรวมการพัฒนาภาคใต้เพื่อสร้างทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้องนับตั้งแต่การลงนามในบันทึกข้อตกลงในวันที่30มิถุนายน 2569 จนกระทั่งถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ1เดือนยังไม่มีการดำเนินการใดที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

เมื่อข้อตกลง2ข้อถูกเบี้ยวโดยรัฐบาลจึงเป็นไปได้ว่าข้อตกลงข้อที่1เรื่อง พ.ร.บ.SEC จะถูกเบี้ยวจากรัฐบาลได้เช่นกัน เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่าถึงแม้จะมีบันทึกข้อตกลงอย่างเป็นทางการแต่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยยังกล้าเบี้ยวข้อตกลงที่ลงนามร่วมกับประชาชน ที่ผ่านมานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ นายพิพัฒฯ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี จากพรรคเดียวกันพูดไม่ตรงกันและแนวโน้มเช่นนี้จะทำให้ข้อเสนอของประชาชนถูกทิ้งร้างอย่างแน่นอน

เครือข่ายSEC Watch ขอสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า การพัฒนาโครงสร้างการคมนาคมขนส่งจะต้องเกิดขึ้นจากการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาพรวมก่อน จึงจะสามารถตอบคำถามได้ว่า การก่อสร้างเส้นทางขนส่งในรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจภาพรวมของภาคใต้ แต่หากรัฐบาลยังใช้วิธีคิดแบบเดิมนั่นคืออยากสร้างตรงไหนก็เร่งดำเนินการโดยไม่ต้องจัดทำแผนภาพรวม ไม่ต้องตอบคำถามว่าการก่อสร้างเส้นทางขนส่งจะก่อเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประชาชนในภาคใต้อย่างไร แนวทางการทำงานเช่นนี้จะก่อให้เกิดความผิดพลาดเช่นเดิม กรณีโครงการแลนด์บริดจ์จึงควรเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะสำนึกว่า การจัดทำโครงการใดต้องเกิดขึ้นจากข้อเท็จริงไม่ใช่ความต้องการทางการเมือง

ถึงเวลาที่การผลิตโครงการในการพัฒนาภาคใต้ต้องเกิดขึ้นจากการจัดทำแผนที่สอดคล้องกับข้อมูลข้อเท็จจริงและศักยภาพของพื้นที่ ฉะนั้นการเกิดขึ้นของโครงการคมนาคมขนส่งในภาคใต้ต้องมาจากแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ในภาพรวม เพื่อให้เส้นทางคมนาคมขนส่งที่จะเกิดขึ้นเป็นประโยชน์กับคนภาคใต้อย่างแท้จริง

เครือข่าย SEC Watch จึงขอให้รัฐบาลกลับมาเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิบัติคือนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับบันทึกข้อตกลงข้อที่2และสั่งการให้ทุกหน่วยดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงในการยุติโครงการแลนด์บริดจ์ที่ลงนามกันไว้และนายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ตามที่ตกลงร่วมกัน

เมื่อประชาชนถูกหักหลังจึงไม่มีทางเลือกอื่นเครือข่าย SEC Watch จึงขอประกาศการชุมนุมเพื่อทวงบันทึกข้อตกลงที่ลงนามกันไว้แล้ว โดยขอประกาศการชุมนุมในวันที่4สิงหาคม2569 เป็นต้นไป ณ.ทำเนียบรัฐบาล
ด้วยจิตคารวะ”

พริษฐ์ แฉต่อ! โกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ ตอบ 3 คำถาม

พริษฐ์ แฉต่อ! โกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ ตอบ 3 คำถาม

พริษฐ์ แฉต่อ! โกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ ตอบ 3 คำถาม

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.12 น.

พริษฐ์ เปิดหลักฐานคดีโกง สว. จากหนองบัวลำภู ปรากฏเส้นเงินจาก สว. สรชาติ ที่ถูกโอนผ่านเลขาฯไปให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน พร้อมตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สว. สรชาติ กับรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ที่ยังรอคำตอบที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า “เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว. จากหนองบัวลำภู : เส้นเงินจาก สว. สรชาติ ที่ถูกโอนไปให้ผู้สมัคร สว. อีก 7 คน & ความสัมพันธ์ระหว่าง สว. สรชาติ กับรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ที่ยังรอคำตอบที่ชัดเจน

เราย้ำมาตลอด ว่าขบวนการโกง สว. ที่กำลังถูกกล่าวหานั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัครเพื่อแลกคะแนนกันอย่างเป็นระบบ แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมในการ “จ้าง” คนมาลงสมัคร เพื่อให้มาลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร “ตัวจริง” ที่ทางขบวนการได้ล็อกตัวไว้ผ่านโพยใบสั่ง

แน่นอนว่าหลักฐานสำคัญที่สุดที่จะบ่งชี้ถึงพฤติกรรมดังกล่าวคือ “เส้นทางการเงิน” แต่ทุกท่านทราบดีว่าเส้นทางการเงินเป็นหลักฐานที่เราเห็นถึงร่องรอยได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากการจ้างส่วนใหญ่มักทำผ่านเงินสด (ตามที่พยานบุคคลจากนครศรีธรรมราช ภูเก็ต และจังหวัดอื่นๆเคยให้การตรงกัน)

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ทางเราได้รับหลักฐานเส้นทางการเงินจากอย่างน้อย 2 จังหวัด

[ หลักฐานเส้นทางการเงิน 1 : สุราษฎร์ธานี (เชื่อมโยงกับ สุบิน ศักดา ผู้ช่วย สส.) ]

เมื่อวันก่อน ทาง iLaw ได้เปิดหลักฐานเส้นทางการเงินของนายสุบิน ศักดา ซึ่งคาดว่าเป็นทีมงานของ สส. พิชัย ชมภูพล (สส. สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย) โดยมีหลักฐานการโอนเงินจาก นายสุบิน ไปสู่ผู้สมัคร สว. ทั้งหมด 10 คน (ยอดรวม 32,000 บาท) ในช่วงวันที่ 15-16 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วง 0-1 วันก่อนการเลือก สว. ระดับจังหวัด (https://shorturl.at/WNzVG)

[ หลักฐานเส้นทางการเงิน 2 : หนองบัวลำภู (เชื่อมโยงกับ สว. สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม) ]

เส้นเงินอีกส่วนที่ผมได้เปิดบนเวทีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งปัจจุบันเป็น สว. หนองบัวลำภู จากกลุ่ม 13 โดยได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มในการเลือกระดับประเทศ

หากจำได้ บนเวทีวิปฝ่ายค้านครั้งแรกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พยานบุคคลจากหนองบัวลำภู (สนั่นชัย) ได้เล่าว่าตนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการจัดตั้ง-จ้างคนมาลงสมัคร สว. นำโดยนายสรชาติ และได้เล่าว่ามีบางช่วงที่ตนได้ยินนายสรชาติ โทรไปรายงานรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี (ณ ตอนนั้น เป็น รมช. มหาดไทย) เกี่ยวกับรายชื่อผู้สมัคร สว. ที่ถูกดึงมาอยู่ในขบวนการ

หลักฐานเส้นทางการเงินที่ถูกเปิดนี้ สอดรับกับข้อกล่าวหาของพยานบุคคลดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:

1. การโอนเงินจาก “สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม” ไปสู่ “ภัณนิภา ผาสุข” (พยานหลายคนแจ้งตรงกันว่าเป็นเลขา สว. สรชาติ) ยอดรวมทั้งหมด 553,600 บาท (ยอดรวม 51,300 บาท จากธนาคาร A + ยอดรวม 502,300 บาท จากธนาคาร B)

2. การโอนเงินจาก “ภัณนิภา ผาสุข” (เลขา สว. สรชาติ) ไปสู่ ผู้สมัคร สว. หนองบัวลำภู 7 คน ยอดรวมทั้งหมด 105,000 บาท ในช่วง พ.ค.-ส.ค. 2567 ดังต่อไปนี้:
– 1. ธัญญรัตน์ สุวรรณพรหม (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 9  อ.ศรีบุญเรือง) – 6 ยอด รวมกัน 36,000 บาท
– 2. สุมาลัย ทรงแสงฤทธิ์ (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 14  อ.ศรีบุญเรือง) – 2 ยอด รวมกัน 3,000 บาท
– 3. สนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 17  อ.ศรีบุญเรือง) – 1 ยอด รวมกัน 1,000 บาท
– 4. ปิยลักษณ์ ศิลาแดง (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 13  อ.ศรีบุญเรือง) – 3 ยอด รวมกัน 15,000 บาท
– 5. สมภาร สุขอ้วน (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 19  อ.สุวรรณคูหา) – 2 ยอด รวมกัน 40,000 บาท
– 6. สมศักดิ์ บุญดี (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 6  อ.ศรีบุญเรือง) – 5 ยอด รวมกัน 5,000 บาท
– 7. สัมฤทธิ์ กองอ้น (ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 2  อ.สุวรรณคูหา) – 1 ยอด รวมกัน 5,000 บาท

ยอดโอนส่วนใหญ่ (95,000 บาท) เกิดขึ้นช่วง พ.ค.-มิ.ย. 2567 ก่อนการเลือกระดับอำเภอและจังหวัด โดยยอดโอนที่เกิดขึ้นในช่วง ส.ค. 2567 หรือหลังการเลือก สว. เสร็จแล้ว (10,000 บาท) สอดรับกับคำบอกเล่าของพยานบุคคลบนเวที (สนั่นชัย) ที่บอกว่าตอนตนได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้ช่วย สว. ตนต้องโอนเงินเดือนบางส่วนกลับให้ “ภัณนิภา ผาสุข” เพื่อไปกระจายต่อให้อดีตผู้สมัคร สว. คนอื่นในขบวนการ

แม้ล่าสุด ทาง สว. สรชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าว (https://www.bbc.com/thai/articles/c5y6085rlr6o) แต่ผมเห็นว่าคำชี้แจงของ สว. สรชาติ ยังมีจุดที่ยังไม่ชัดเจน:

1. สว. สรชาติ ให้สัมภาษณ์ว่าคุณภัณนิภาเคยเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ตนตอนตนลงสมัคร สส. ในปี 2566 แต่คุณภัณนิภาไม่ได้มาร่วมงานกับตนในการเลือก สว. และตนไม่รับรู้ถึงการโอนเงินจากคุณภัณนิภาไปถึงผู้สมัคร สว. คนอื่น

ตอบ: จากข้อมูลที่ปรากฎ ณ เวลานี้ ผมเห็นว่าคำชี้แจงดังกล่าวยังมีจุดที่น่าสงสัย เพราะ:
– 1. หากคุณภัณนิภาเป็นเพียงอดีตผู้ช่วยหาเสียง สส. ในปี 2566 จริง เหตุใดจึงมีหลักฐานการโอนเงินรวมกันเป็นหลักแสนบาท จากคุณสรชาติ ไปที่คุณภัณนิภา (ซึ่งคุณสรชาติยังไม่เคยปฏิเสธหรือชี้แจงเส้นเงินดังกล่าว ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง 2 คน)
– 2. พยานบุคคลหลายคนพูดตรงกัน ว่าเคยเห็นคุณภัณนิภาติดตามและทำหน้าที่เป็นเสมือนเลขาฯให้กับคุณสรชาติในช่วงของการเลือก สว.
– 3. พยานบุคคล (สนั่นชัย) แจ้งว่าเคยได้รับการประสานงานจากคุณภัณนิภาหลังจากการเลือก สว. เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งการประสานเรื่องการแต่งตั้งคุณสนั่นชัยเป็นผู้ช่วย สว. สรชาติ และการประสานเรื่องการให้คุณสนั่นชัยโอนบางส่วนของเงินเดือนผู้ช่วย สว. ที่ได้รับจากสภา กลับไปที่คุณภัณนิภา

2. สว. สรชาติ ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า “เป็นเพื่อนท่านทรงศักดิ์ ทองศรี” แต่ยืนยันว่าไม่เคยคุยกันเรื่องการเลือก สว. – อย่างไรก็ตาม สว. สรชาติ ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมไว้อย่างน่าสนใจว่า “ผมไม่เคยคุย[กับคุณทรงศักดิ์]เรื่องฮั้วเลย ผมไม่ได้อยู่ในสารบบเขาตั้งแต่ต้น… อาจเพราะเรารู้มาก เขาก็อาจจะมองว่าควบคุมยากหรือเปล่า”

ตอบ: จากข้อมูลที่ปรากฎ ณ เวลานี้ ผมเห็นว่าคำชี้แจงดังกล่าวยังมีข้อพิรุธที่ต้องสืบต่อ เพราะ:
– 1. สว. สรชาติถูกรับเลือกให้เป็น สว. กลุ่ม 13 โดยได้คะแนนสูงสุดในกลุ่ม (66 คะแนน) – ในเมื่อกลุ่มดังกล่าวมีการกระจายตัวของคะแนนที่คล้ายกับกลุ่มอื่นๆ (คะแนนอันดับ 1-6 เกาะกลุ่มกัน และห่างจากอันดับ 7 อย่างมีนัยสำคัญ) จึงยังยากที่จะเชื่อว่าคุณสรชาติไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่ถูกกล่าวหา ในการเลือกระดับประเทศ
– 2. สว. สรชาติ ยังไม่ได้ชี้แจงให้ชัดว่า “สารบบ” ของคุณทรงศักดิ์ ที่คุณสรชาติอ้างว่าไม่ได้เข้าไปอยู่ “ตั้งแต่ต้น” นั้น หมายถึงอะไร? เป็นไปได้หรือไม่ ว่าความหมายที่แท้จริงคือคุณสรชาติ ไม่ได้ร่วมกับขบวนการ “ตั้งแต่ต้น” ในระดับอำเภอหรือจังหวัด แต่ได้เริ่มไปร่วมกับขบวนการดังกล่าวในขั้นตอนการเลือกระดับประเทศ จึงทำให้คุณสรชาติได้รับเลือกด้วยคะแนนสูดสุดในกลุ่มในการเลือกระดับประเทศ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผมต้องย้ำว่า ณ ปัจจุบัน เรายังไม่ได้เห็นการชี้แจงจากคุณทรงศักดิ์ในคำถามที่ฝ่ายค้านได้ตั้งไว้เมื่อวันก่อนว่า:

ในช่วงการเลือก สว. (พ.ค.-มิ.ย. 67):
– 1. ท่านรู้จักนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม แล้วหรือไม่?
– 2. หากรู้จัก ท่านได้โทรติดต่อพูดคุยกันหรือไม่?
– 3. หากคุยกัน ท่านได้คุยกันเรื่อง สว. หรือไม่?

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยืนยันเดินหน้าสอบสวน รวบรวมหลักฐาน แจงจะพิจารณาคำสั่งฟ้องคดีอาญา ต้องรอดูผลวินิจฉัยชี้ขาดคดี 229 ผู้ถูกกล่าวหา ของบอร์ด กกต.ก่อน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษสั่งให้รวมสำนวน DSI กับสำนวนคดีฮั้ว สว.ของ กกต. แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ อาจมีผู้ต้องหามากกว่า 8 คนล็อตแรกที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ ขณะที่แหล่งข่าว กกต.เปรยบอร์ด กกต.อาจยืดเวลามีมติคดีออกไปอีก 1 เดือน ราว ก.ย.69

28 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า iLaw ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่างๆ

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม

นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต.ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า การดำเนินการของ กกต.และดีเอสไอ เป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต.พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย

“โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่นๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต.ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เช่นกัน”

ขณะที่ แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายใน ส.ค.นี้ หรือราวๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น