‘TNLX’ ผนึกองค์การสหประชาชาติปลุกพลังอาสา ส่งต่อระลอกคลื่นน้ำใจ ขับเคลื่อน “A Ripple of Kindness” ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

'TNLX' ผนึกองค์การสหประชาชาติปลุกพลังอาสา ส่งต่อระลอกคลื่นน้ำใจ ขับเคลื่อน “A Ripple of Kindness” ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

‘TNLX’ ผนึกองค์การสหประชาชาติปลุกพลังอาสา ส่งต่อระลอกคลื่นน้ำใจ ขับเคลื่อน “A Ripple of Kindness” ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

เครือสหพัฒน์ โดยบริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด (TNLX) หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนังชั้นนำของประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พ.ม.) กระทรวงการต่างประเทศ และโครงการอาสาสมัครแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Volunteers – Asia and the Pacific หรือ UNV Asia – Pacific) องค์การระหว่างประเทศภายใต้สำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย และองค์กรภาคีเครือข่ายงานอาสาสมัคร ร่วมกันยกระดับวันอาสาสมัครสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Every Contribution Counts” ผ่านกิจกรรมไฮไลต์ “A Ripple of Kindness” ระดมพลังอาสาสมัครภาคธุรกิจร่วมส่งต่อสิ่งของจำเป็นเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเครือสหพัฒน์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับคุณธรรม เพื่อร่วมสร้างระลอกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกสู่สังคมที่ยั่งยืน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย จึงได้ให้การสนับสนุนกิจกรรม “A Ripple of Kindness กิจกรรมการให้และส่งต่อสิ่งของจำเป็นเพื่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย”  โดยรวมพลังความร่วมมือจากชมรมบริหารทรัพยากรบุคคลเครือสหพัฒน์ และบริษัทในเครือฯ ในการระดมทรัพยากรและกำลังคนเพื่อจัดเตรียมและส่งต่อสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปยังศูนย์อาสาสมัครและศูนย์พักพิงมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ณ พื้นที่จัดกิจกรรมสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร

พิธีเปิดกิจกรรม ได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานพันธมิตร สุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, เชษฐพันธ์ มากสัมพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และ Ms. Niamh Collier-Smith, UN Resident Coordinator ad interim and UNDP Resident Representative in Thailand และเครือข่ายอาสาสมัคร รวมถึงคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทในเครือสหพัฒน์ นำโดย อุไรรัตน์ วัฒนาสงวนศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด และ ดร.พรอนงค์ มีภูมิรู้ ประธานชมรมบริหารทรัพยากรบุคคลเครือสหพัฒน์ นำคณะดำเนินงานร่วมกิจกรรมเพื่อร่วมกันตอกย้ำว่า “ทุกการให้” คือพลังที่สามารถสสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จของกิจกรรมนี้ ได้รับการสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยในกิจกรรมครั้งนี้จากบริษัทในเครือสหพัฒน์ที่ต่างมีบทบาทในการสนับสนุนการให้และส่งต่อสิ่งของจำเป็นเพื่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน อาทิ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสแอนด์เจ อินเตอร์เนชั่นนแนล เอนเตอร์ไพร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท คิวพี (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอช แอนด์ บี อินเตอร์เท็กซ์ จำกัด, บริษัท ราชาอูชิโน จำกัด, บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด  

ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์การสหประชาชาติ และเครือสหพัฒน์ในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอบทบาทของงานอาสาสมัครที่หลากหลาย โดยเฉพาะการส่งเสริม “อาสาสมัครภาคธุรกิจ” (Corporate Volunteer) ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรในองค์กรได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงแนวคิดที่ว่า “ทุกการให้มีความหมาย” เพื่อส่งเสริมให้พนักงานได้ตระหนักถึงทุกการลงมือทำที่จะช่วยสร้างคุณค่าได้อย่างมหาศาล

การรวมพลังในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ แต่เป็นภาพสะท้อนที่เป็นเครื่องยืนยันถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของเครือสหพัฒน์และ TNLX ที่เป็นภาคธุรกิจต้นแบบที่ยึดถือคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อเติบโตเคียงคู่สังคมไทยด้วยหัวใจแห่งธรรมาภิบาล  พร้อมยืนหยัดเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สร้างสรรค์คุณค่าเพื่อสังคม พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือในการบรรเทาทุกข์และสร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ รวมถึงเดินหน้าส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านโครงการตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง “ระลอกคลื่นแห่งความดี” ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืนได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ 

ชัย โสภณพนิช รับโล่รางวัล พ่อตัวอย่าง กทม.เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

ชัย โสภณพนิช  รับโล่รางวัล พ่อตัวอย่าง กทม.เขตสาทร  จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

ชัย โสภณพนิช รับโล่รางวัล พ่อตัวอย่าง กทม.เขตสาทร จากการเป็นผู้นำครอบครัวและองค์กร รวมถึงทำคุณประโยชน์ต่อสังคมรอบด้าน

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ “พ่อตัวอย่างกรุงเทพมหานคร” จากสำนักงานเขตสาทร ในโอกาสนี้ ลสา โสภณพนิช ผู้อำนวยการใหญ่ เป็นผู้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะบุตรของชัย โสภณพนิช โดยมี ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานมอบโล่รางวัล จากงานเชิดชูเกียรติ “วันพ่อ” ประจำปี 2568 จัดโดยสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ณ โรงแรมปรินซ์พาเลส กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568

โดย ชัย โสภณพนิช เป็นหนึ่งในพ่อตัวอย่างจาก 50 เขตของกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมสถาบันครอบครัว ด้วยการเป็นผู้นำครอบครัวที่ดูแลและอบรมสั่งสอนบุตรได้เป็นอย่างดี เป็นผู้นำในการดำเนินธุรกิจองค์กรด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ส่งเสริมให้ บมจ.กรุงเทพประกันภัย เป็นธุรกิจประกันวินาศภัยที่เติบโตแข็งแกร่ง อีกทั้งเป็นผู้มีจิตเมตตาด้วยการมีส่วนร่วมให้ผู้คนในสังคมได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการริเริ่มและดำเนินนโยบายรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ทีทีบี สานต่อพลังอาสาสมัคร มุ่งเปลี่ยนชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์จับต้องได้จริง พร้อมจุดประกายสังคมแห่งการแบ่งปัน

ทีทีบี สานต่อพลังอาสาสมัคร มุ่งเปลี่ยนชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน  สร้างผลลัพธ์จับต้องได้จริง พร้อมจุดประกายสังคมแห่งการแบ่งปัน

ทีทีบี สานต่อพลังอาสาสมัคร มุ่งเปลี่ยนชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน สร้างผลลัพธ์จับต้องได้จริง พร้อมจุดประกายสังคมแห่งการแบ่งปัน

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.51 น.

เดินหน้าสานต่อพลังอาสาสมัคร ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี จัดกิจกรรม ttb Volunteer Recognition Day  กิจกรรมที่ทำให้พนักงานตระหนักรู้ว่า องค์กรให้ความสำคัญกับผู้ที่เสียสละมาร่วมทำงานอาสาสมัคร และถือเป็นการขอบคุณอาสาสมัครทีทีบีที่ร่วมกันสร้างความสุข ส่งต่อการให้ โดยนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีไปช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ถือเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจทั้งของตัวเองและองค์กร ทั้งนี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา มีอาสาสมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คน มีจำนวนโครงการทั้งสิ้น 20 โครงการ

ตัวอย่างของโครงการที่โดดเด่นสามารถตอบโจทย์และพัฒนาชุมชนเพื่อให้คนในชุมชนดำเนินการต่อไปได้อย่างยั่งยืน  โครงการ “WasteWise”  โครงการ “ลวดกำมะหยี่แฟนซีสานฝัน” และ โครงการ “ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน”

จัดการปัญหาขยะเปียกอย่างยั่งยืน ด้วยองค์ความรู้

นายธนอัครวุฒิ หน่อจำปา อาสาสมัครทีทีบี ทีม Talent C.A.C.3 จากโครงการ “WasteWise” ที่เข้าช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างองค์ความรู้ให้กับเยาวชนในชุมชน เล่าว่า โครงการ WasteWise ได้เข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาขยะในชุมชนตลาดหัวตะเข้ โดยส่งมอบองค์ความรู้เรื่องการจัดการขยะให้กับชุมชน เยาวชน และโรงเรียนเชิดเจิมศิลป์ ด้วยการจัดทำสื่อการเรียนรู้ บอร์ดเกมต่าง ๆ เพื่อให้ชุมชน และเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจ พร้อมมอบถังหมักปุ๋ยอินทรีย์แบบไร้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทนทาน ดูแลง่าย เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน

ปี 2568 เป็นปีแรกที่ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครทีทีบี สัมผัสได้ถึงความสุขของการเป็นผู้ให้อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลา 3 เดือนทุ่มเทให้กับการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่ และเมื่อถึงวันส่งมอบโครงการได้เจอรอยยิ้มของชุมชนก็หายเหนื่อย โดยเฉพาะพลังงานและความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ ช่วยเติมพลังใจให้ทีมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ยังได้รับแรงบันดาลใจและทักษะการทำงาน ทั้งทักษะความเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกันกับหลาย ๆ ฝ่าย ที่ต้องกำหนดเป้าหมายร่วมกัน พาทีมเดินไปทิศทางเดียวกัน มีการกระจายงานอย่างเหมาะสม เพื่อให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

“โครงการนี้เป็นพื้นที่ของการทำงานร่วมกัน ทั้งทีมของเราที่มาจากหลากหลายสายงาน องค์กร NGO และชุมชนในพื้นที่ ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะการประสานงาน ซึ่งการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะกับตัวแทนชุมชนและคุณครูที่มีช่วงวัยที่แตกต่าง โดยเราเน้นรับฟังเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการและเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของคนในชุมชน พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชน แม้จะมีความท้าทายและปัญหาที่ต้องแก้ในหลายเรื่อง แต่ทั้งหมดถือเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า ทำให้ทีมเราได้เรียนรู้มากมาย ขอบคุณทีทีบีที่ส่งเสริมให้พนักงานได้มีโอกาสทำสิ่งดีๆ สร้างประโยชน์ให้กับสังคม เรามีความสุขที่ได้เป็นผู้ให้ และผลลัพธ์ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนได้อย่างชัดเจน” นายธนอัครวุฒิ กล่าว

ต่อยอดลวดกำมะหยี่แฟนตาซีสานฝัน สร้างอาชีพ

อีกเสียงสะท้อนจาก นายสรยุทธ รื่นเริง อาสาสมัครทีทีบี ทีมธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ เขตสระบุรี จากโครงการ “ลวดกำมะหยี่แฟนซีสานฝัน” เล่าให้ฟังว่า ทีมเลือกที่จะสนับสนุนโรงเรียนโดยมุ่งเน้นการส่งเสริมวิชาชีพให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ซึ่งส่วนใหญ่มีข้อจำกัดทางด้านการเงิน ต้องการเพิ่มทักษะและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับน้อง ๆ ผ่านการต่อยอดผลิตภัณฑ์ลวดกำมะหยี่ที่โรงเรียนทำอยู่แล้ว ซึ่งทีมอาสาสมัครได้เข้าไปช่วยยกระดับทักษะ โดยจัดหาผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี สอนเทคนิคการจัดดอกไม้ สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่ทันสมัยและตอบโจทย์ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มมูลค่าด้วยการสร้างแบรนด์ ออกแบบโลโก้ จัดทำสติกเกอร์และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ให้ นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงห้องกิจกรรมให้พร้อมใช้งานและทันสมัยขึ้น จัดซื้ออุปกรณ์จำเป็น รวมถึงสอนการตลาดออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายด้วย

“ผลสำเร็จที่ชัดเจน คือ นักเรียนในกลุ่มกิจกรรมมีความรู้และต่อยอดชิ้นงานได้มากขึ้น และมียอดขายเพิ่มขึ้นจากทั้งช่องทางออนไลน์และการไปออกร้านในสถานที่ต่าง ๆ  ขณะเดียวกันจำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการลวดกำมะหยี่ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 คน จากเดิม 15-30 คน ซึ่งสิ่งที่อาสาสมัครทีทีบีได้รับกลับมามีค่ามากกว่าความสำเร็จของโครงการ คือ ประสบการณ์ใหม่ ๆ และการได้เห็นรอยยิ้มของน้อง ๆ ถือเป็นแรงใจสำคัญที่สุด นอกจากนี้ การได้เห็นคนที่มีข้อจำกัด แต่ยังคงพยายามต่อสู้ พัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ Mindset ของทีมอาสาสมัครเปลี่ยนไป และเกิดแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง รวมถึงการทำประโยชน์ต่อสังคม” นายสรยุทธ กล่าว

ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรยั่งยืน แก้ปัญหาปากท้องและสร้างอาชีพ

ปิดท้ายที่ นายชาติชาย สมุดความ อาสาสมัครทีทีบี ทีมธุรกิจสาขา เขตพิษณุโลก จากโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน” เล่าว่า ทางทีมได้เข้าไปช่วยเหลือและแก้ปัญหาสำคัญของโรงเรียนบ้านปลักแรด ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน โดยใช้แนวทางการสอนวิชาชีพและสร้างทักษะติดตัวให้กับเด็ก ๆ ผ่านการเรียนรู้ด้านการเกษตร ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาสอนวิธีการดูแลอย่างถูกต้อง พร้อมสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ โรงเพาะเห็ด และบ่อเลี้ยงกบ รวมถึงแปลงผักสวนครัว เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้นี้ไปขยายผลที่บ้านได้ในอนาคต อีกทั้งใช้ความเชี่ยวชาญติดอาวุธความรู้ทางการเงินสอนเรื่องการเงินพื้นฐานให้กับนักเรียน

“ในช่วงเริ่มแรกมีความท้าทายเรื่องความร่วมมือและการสื่อสารอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ปกครองและคุณครูเข้าใจว่าเป็นการบริจาคแล้วจบไป แต่เจตนารมณ์ของโครงการ คือ เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องการความร่วมมืออย่างยั่งยืน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นถือว่าน่าพอใจมาก นักเรียนมีความสุขกับการใช้เวลาว่างมาดูแลแปลงเกษตร และเกิดความผูกพันกับสิ่งที่สร้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ทีมอาสาสมัครก็มีความสุขจากการได้เห็นน้อง ๆ ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้เพาะเห็ดนางฟ้าและออกดอกเพื่อเก็บผลผลิตเป็นครั้งแรก สามารถนำมาทำอาหารกลางวันได้จริง ทำให้ทุกคนมีความสุขกับรอยยิ้มของเด็ก ๆ เหล่านี้ นับได้ว่าคุ้มค่ากับสิ่งที่เราทำ”  นายชาติชาย กล่าว

อย่างไรก็ตาม โครงการศูนย์การเรียนรู้การเกษตรอย่างยั่งยืน จึงไม่เพียงช่วยเติมเต็มอาหารกลางวันในเบื้องต้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เด็กๆ มีทางเดินไปต่อ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต ซึ่งทีมอาสาสมัครทีทีบียังคงมุ่งมั่นที่จะติดตามผล พร้อมสานต่อโครงการต่อไปเพื่อสร้างความยั่งยืน ทั้งนี้ ในฐานะพนักงานทีทีบีรู้สึกภาคภูมิใจที่ทำงานอยู่ในองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ไฟ-ฟ้า โดย ทีทีบี มุ่งมั่นและตั้งใจเดินหน้าจุดประกายเยาวชนและชุมชน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ติดตามกิจกรรมดี ๆ ต่อได้ที่ https://www.ttbfoundation.org

บริติช เคานซิล จัดงาน Alumni UK Talks and Networking เปิดมุมมอง ‘ทักษะแห่งอนาคต’ และ ‘คุณลักษณะของผู้นำยุคใหม่’

บริติช เคานซิล จัดงาน Alumni UK Talks and Networking  เปิดมุมมอง ‘ทักษะแห่งอนาคต’ และ ‘คุณลักษณะของผู้นำยุคใหม่’

บริติช เคานซิล จัดงาน Alumni UK Talks and Networking เปิดมุมมอง ‘ทักษะแห่งอนาคต’ และ ‘คุณลักษณะของผู้นำยุคใหม่’

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.48 น.

บริติช เคานซิล (British Council) จัดงาน Alumni UK Talks and Networking สำหรับศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร เปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับฟังมุมมองเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา เกี่ยวกับทิศทางโลกการทำงานและทักษะที่จำเป็นในอนาคต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

แดนนี่ ไวท์เฮด (Danny Whitehead) ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า “เครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรก่อให้เกิดสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น สร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ โดยมีกลุ่มนักเรียนนักศึกษามากความสามารถที่ไปศึกษาต่อสหราชอาณาจักรช่วยบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยในขณะไปศึกษาต่อ และหลังเรียนจบก็กลับมาทำงานเป็นผู้นำในสาขางานต่างๆ ต่อไป ในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ไทยและสหราชอาณาจักรร่วมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศ เครือข่ายศิษย์เก่าจะช่วยส่งเสริมให้ความสัมพันธ์อันยืนนานนี้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง ผมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กิจกรรมที่บริติช เคานซิลจัดขึ้นในวันนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ศิษย์เก่าได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และยังเป็นการแลกเปลี่ยน ข้อมูล ความรู้ จากสาขางานที่แต่ละคนเชี่ยวชาญ รวมถึงเป็นการขยายเครือข่ายความร่วมมือในการทำงานอีกด้วย”

การเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นการพูดคุยเชิงลึกในประเด็น ทักษะแห่งอนาคต และ คุณลักษณะของผู้นำยุคใหม่ ที่ต้องพร้อมรับมือกับบริบทการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง เปิดโอกาสให้ศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้แนวโน้มสำคัญ และสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรม โดยหัวข้อการเสวนาครอบคลุมตั้งแต่ ทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการและทักษะที่เริ่มล้าสมัย ทิศทางของตลาดแรงงานและภาคธุรกิจในปี 2569 และในปีต่อ ๆ ไป คุณสมบัติของผู้นำในอนาคต การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการทำงานในสังคมยุคใหม่ ไปจนถึงความท้าทายร่วมสมัยในการทำงาน อาทิ ประเด็นด้านความเท่าเทียมในองค์กร และการดูแลสุขภาวะทางจิตใจของพนักงาน

ร่วมเสวนาโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ อาทิ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ศิษย์เก่า University of Oxford, ดร.มัตถกา คงขาว หัวหน้าทีมวิจัยนาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์และสัตวแพทย์ นาโนเทค สวทช. หนึ่งในสี่นักวิจัยสตรีไทยที่ได้รับทุนโครงการ “เพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” ประจำปี 2568 โดยลอรีอัล ประเทศไทย และศิษย์เก่า Imperial College London, ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงพฤติกรรมและจิตวิทยาอาชญากร อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศิษย์เก่า University of Portsmouth, มยุรี เลิศชูเกียรติ ผู้จัดการอาวุโสด้านกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด, ภิญญาภา สมพงษ์ หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัท ทีดับเบิ้ลยูแอลเอส จำกัด (TWLS) และประธานหอการค้าอังกฤษ – ไทย (BCCT) ศิษย์เก่า Durham University โดยมี  พิภู พุ่มแก้วกล้า ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดัง ศิษย์เก่า Bournemouth University ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ

ทั้งงนี้ ในช่วงเสวนาสามารถสรุปเนื้อหาที่ทั้ง 5 วิทยากรได้พูดถึงทักษะแห่งอนาคตไว้ว่า สิ่งที่ทุกคนหนีไม่พ้นคือการเป็น AI Enabler การใช้ AI และดิจิทัลเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพการทำงาน และการมี Soft Skills ไม่ว่าคุณจะจบมาสาขาใด ในโลกการทำงานยุคใหม่จำเป็นต้องมี multi-skill เพื่อนำองค์ความรู้ที่มีมาผสานกับทักษะด้าน AI และดิจิทัลให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพราะแม้ traditional economy จะเติบโตช้าลง แต่ digital economy และ green economy ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน องค์กรในอนาคตจะเต็มไปด้วยคนหลากหลายเจเนเรชัน ผู้ที่เติบโตและทำงานอย่างมีความสุขได้คือคนที่ “อ่านคนเป็น เข้าใจมนุษย์” มีความยืดหยุ่น ปรับตัวเก่ง และทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซึ่งทั้งหมดนี้คือ soft skill ของมนุษย์ที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้

งาน Alumni UK Talks and Networking ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของบริติช เคานซิล ในการเป็นศูนย์กลางของการเชื่อมโยงเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรให้เข้มแข็ง พร้อมสนับสนุนให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และก้าวทันโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมั่นใจ

สำหรับศิษย์เก่าสหราชอาณาจักรที่สนใจติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของบริติช เคานซิลหรือสนใจเข้าร่วมในเครือข่ายศิษย์เก่าสหราชอาณาจักร สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และสมัครเข้าร่วม Alumni UK Network ได้ที่ https://www.britishcouncil.org/study-work-abroad/alumni-uk

ALLWELL ตอกย้ำอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทยห่างไกล NCDs”

ALLWELL ตอกย้ำอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทยห่างไกล NCDs”

ALLWELL ตอกย้ำอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล ร่วมขับเคลื่อนนโยบาย “คนไทยห่างไกล NCDs”

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.36 น.

ALLWELL ได้รับการไว้วางใจให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน “โครงการจัดหาระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล พร้อมเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในชุมชน” ซึ่งเป็นโครงการระดับประเทศที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการเสริมศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้สามารถทำงานเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์สุขภาพที่ได้มาตรฐาน สำหรับใช้ตรวจคัดกรองสุขภาพประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ เบื้องต้น

รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันนโยบายสำคัญด้านสาธารณสุข “คนไทยห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)” เพื่อรับมือปัญหาสุขภาพที่กำลังทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกชุมชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอ้วน ฯลฯ  ซึ่งมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และจำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง หนึ่งในแนวทางสำคัญของรัฐบาล คือการเสริมศักยภาพให้กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนในระดับพื้นที่ โดยจัดสรรอุปกรณ์การแพทย์ที่มีมาตรฐาน สำหรับการตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น เพื่อให้อสม. สามารถติดตามภาวะสุขภาพของคนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในโอกาสนี้ บริษัท ออลล์เวล ไลฟ์ จำกัด ภายใต้แบรนด์ ALLWELL ได้รับการคัดเลือกสินค้าเครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล ALLWELL ให้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการสำคัญนี้ สำหรับบรรจุใน “กระเป๋า อสม. เยี่ยมบ้าน” เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองข้อมูลสุขภาพพื้นฐานสำคัญอย่างค่าน้ำหนักและองค์ประกอบร่างกาย ซึ่งถือเป็นข้อมูลหลักในการประเมินความเสี่ยงโรค NCDs และช่วยให้ อสม. ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์สุขภาพที่เชื่อถือมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่าสินค้าสุขภาพของ  ALLWELL นั้นมีมาตรฐานและคุณภาพในระดับที่องค์กรสาธารณะสุขระดับประเทศเลือกใช้อย่างแท้จริง

ALLWELL เชื่อมั่นว่าโครงการนี้คือก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคชุมชน และภาคเอกชน ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมที่ประชาชนมีความรู้เท่าทันสุขภาพ และสามารถป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ด้วยการดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธี

ในฐานะผู้ประกอบการด้านอุปกรณ์สุขภาพ ALLWELL ขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมสนับสนุนกิจกรรมและโครงการด้านสาธารณสุขในทุกมิติ พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพคุณภาพสูง ที่ช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ นำพาประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

เปิดกล่อง‘ข้าวกะเพราซีพีแรม’ ใน 7-Eleven” จากงานวิจัยสายพันธุ์ ‘กะเพราป่า’ สู่การพัฒนาความมั่นคง-ความยั่งยืนทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

เปิดกล่อง‘ข้าวกะเพราซีพีแรม’ ใน 7-Eleven” จากงานวิจัยสายพันธุ์ ‘กะเพราป่า’  สู่การพัฒนาความมั่นคง-ความยั่งยืนทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

เปิดกล่อง‘ข้าวกะเพราซีพีแรม’ ใน 7-Eleven” จากงานวิจัยสายพันธุ์ ‘กะเพราป่า’ สู่การพัฒนาความมั่นคง-ความยั่งยืนทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่วิถีชีวิตคนไทยต่างมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบทำให้อาหารพร้อมรับประทานเป็นที่นิยมมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มนิยมบริโภคเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยที่ในใจคนไทยยังคงโปรดปรานรสชาติเมนูอาหารในบ้านที่คุ้นเคยอยู่เสมอ ซีพีแรม ผู้นำอุสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน จึงตอบโจทย์ความต้องการนี้ด้วยเมนูยอดฮิตที่แทบทุกคนต้องเคยลิ้มลองกันมาแล้ว นั่นก็คือ “ข้าวกะเพราถาดสีแดง ใน 7-Eleven” ที่ยังคงความอร่อยจัดจ้าน หอมกลิ่นใบกะเพรา พร้อมรสเผ็ดซ่า อันเป็นเอกลักษณ์ของซีพีแรมซึ่งวันนี้เราจะมาไขความลับความอร่อยของข้าวกะเพราซีพีแรม พร้อมเจาะลึกแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมากกว่าการสร้างสรรค์รสชาติ แต่คือความมั่นคง-ความยั่งยืนทางอาหารที่แท้จริง

ปัจจุบัน เมนูข้าวกะเพราของซีพีแรม มีกำลังการผลิตรวม 5.6 ล้านถาดต่อวัน และใช้ใบกะเพราสดวันละมากกว่า 1.36 ตัน (เฉพาะใบ) โดยเมนูกะเพรายอดนิยม 3 อันดับแรกคือ ข้าวกะเพราไก่คั่ว ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว และข้าวกะเพราหมู ซีพีแรม ให้ความสำคัญกับใบกะเพราอย่างมากซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลัก เพราะเป็นวัตถุดิบหลักที่เป็นกุญแจสำคัญต่อรสชาติ แต่ถึงแม้กะเพราจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว และให้ผลผลิตตลอดปี แต่ก็ยังเจอกับปัญหาหลายอย่างอาทิ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการเติบโต การกำจัดศัตรูพืชให้สอดคล้องตามมาตรฐาน GAP วิธีการเก็บเกี่ยว และการใช้ทรัพยากรน้ำและดิน เป็นต้น

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ของซีพีแรมจึงถือกำเนิดขึ้น โดยมุ่งพัฒนาระบบเพาะปลูกตามมาตรฐาน GAP เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างรายได้มั่นคง และเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร ในส่วนของกะเพรา ซีพีแรมได้ศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์ “กะเพราป่า” ที่มีรสชาติเผ็ดร้อน กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่แตกต่างจากกะเพราทั่วไป ซึ่งเมื่อนำมาปรุงอาหารก็จะให้กลิ่นที่หอมชวนรับประทานและรสชาติเข้มข้นเป็นพิเศษ จนกระทั่งในปัจจุบัน ซีพีแรมได้จดสิทธิบัตรสายพันธุ์กะเพราที่พัฒนาเองแล้วถึง 4 สายพันธุ์

นายกอบชัย คงทวี ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด (ลำพูน) กล่าวว่า “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิตถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สอดคล้องกับแนวคิด Food 3S ของเรา ได้แก่ Food Safety ความปลอดภัยทางอาหาร ที่ต้องควบคุมคุณภาพวัตถุดิบอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ต้นทาง จวบจนถึงปลายทางของกระบวนการผลิต Food Security ความมั่นคงทางอาหารด้วยการวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรให้มีวัตถุดิบเพียงพอและต่อเนื่อง และ Food Sustainability ความยั่งยืนทางอาหารที่ส่งเสริมการจัดการเกษตรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง จากการขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ได้รับความรู้และทักษะการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตครัวเรือนได้ในภาพรวม”

ซีพีแรม ขับเคลื่อนฝึกอบรม ส่งเสริม และเสริมสร้างความรู้แก่เกษตรกรครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมดิน การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม และมอบสายพันธุ์กะเพราป่าที่พัฒนาขึ้น พร้อมตรวจสอบคุณภาพและให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กะเพราจากโครงการฯ มีคุณภาพสูง สะอาด ปลอดสารพิษ และผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP 100% นอกจากนี้ ยังให้ความรู้การเก็บเกี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การใช้ทรัพยากรดินและน้ำมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น

นางสาวจามจุรี แก้วใสย ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “เราพัฒนาสายพันธุ์กะเพราป่าโดยคัดเลือกตามเกณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องความต้านทานสภาพอากาศแปรปรวน ความโตไวและให้ผลผลิตเร็ว คุณภาพใบที่มีกลิ่นหอมและรสเผ็ดเข้มข้น รวมถึงความทนต่อโรคและแมลงเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรในโครงการ ซีพีแรมยังส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก จัดส่งเมล็ดพันธุ์ การตัดแต่งกิ่ง การคัดแยกผลผลิต ไปจนถึงการออกแบบโรงเรือนที่เหมาะสม พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เช่น ระบบเซนเซอร์ควบคุมน้ำอัตโนมัติและระบบบันทึกข้อมูลออนไลน์ เพื่อติดตามและควบคุมผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดการลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดการปลอดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กล่าวได้ว่าช่วยปูพื้นฐานการเกษตรที่ยั่งยืนแก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม”

 “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” ยังให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าวัตถุดิบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่คือการสร้างความยั่งยืนทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเกษตรกรได้เรียนรู้วิธีการปลูกกะเพราอย่างเป็นระบบและเทคนิคการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพ จึงทำงานง่าย ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือมั่นใจว่าผลผลิตสะอาดปลอดภัย มีตลาดรับซื้อแน่นอน มีการรับประกันราคา และได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง

นายภานุวัฒน์ วิชัยรัตน์ หรือ “ลุงหนุ่ย” ผู้ริเริ่มกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกะเพรายั่งยืน จังหวัดลำพูน และเกษตรกรต้นแบบ กล่าวด้วยความภูมิใจว่า “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิตในลำพูน ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วม 22 ครัวเรือนทุกบ้านสามารถสร้างผลผลิตได้มากขึ้นและมีรายได้ที่มั่นคง นอกจากนี้ ซีพีแรมยังดูแลเกษตรกรแบบองค์รวม เพราะนอกจากการปลูกและเก็บเกี่ยว ยังจ้างให้ช่วยเด็ดใบกะเพรา ทำให้ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำได้ทั้งเด็กเล็กและคนสูงอายุ ทำให้ครอบครัวอบอุ่น ลูกหลานไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ทำให้พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร เพราะผลผลิตจากไร่ของเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ผู้คนบริโภคทุกวัน ทำให้รู้สึกว่าอาชีพเกษตรกรมีคุณค่าและเป็นส่วนสำคัญของประเทศ อยากให้เกษตรกรคนอื่น ๆ เข้ามาร่วมเรียนรู้กับโครงการฯ เพื่อให้ชุมชนเติบโตไปพร้อมกันและสุขภาพดีขึ้นจากการไม่ต้องใช้สารเคมีในแปลงเพาะปลูกของเรา”

ซีพีแรม ยังคงขยายผล “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” สู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความยั่งยืนทางอาหาร ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เปี่ยมโภชนาการ และมีรสชาติอร่อยในราคาที่เข้าถึงง่าย ข้าวกะเพราของซีพีแรมทุกถาดจึงไม่ได้เป็นเพียงอาหารอร่อย แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทุกมื้ออาหารเป็นมากกว่าความอิ่มท้อง แต่คือการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่เกษตรกรและสังคมไทย

‘โคเวย์’ นำขบวนจิตอาสาปลูกป่า ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’

‘โคเวย์’ นำขบวนจิตอาสาปลูกป่า ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’

‘โคเวย์’ นำขบวนจิตอาสาปลูกป่า ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โคเวย์ (COWAY) แบรนด์เครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศ จากประเทศเกาหลีใต้ นำโดยคณะผู้บริหารและพนักงานจิตอาสารวมกว่า 180 คน จัดกิจกรรมเพื่อสังคม “แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู” ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก (บางปู) สมุทรปราการ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ผ่านกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในธรรมชาติเพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ตั้งแต่ต้นทาง ฟื้นฟูแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ พร้อมบูรณะจุดชมวิวเพื่อร่วมขับเคลื่อนชุมชนในทุกมิติอย่างยั่งยืน

มร. คิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โคเวย์ ประเทศไทย

มร. คิ รยง ชอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โคเวย์ ประเทศไทย กล่าวว่า “โคเวย์เชื่อว่าคุณภาพชีวิตที่ดีต้องเริ่มจากสิ่งแวดล้อมที่ดี เราจึงพัฒนานวัตกรรมเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศควบคู่กับความรับผิดชอบต่อโลกที่เข้มงวด พร้อมมาตรการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ในส่วนของ กิจกรรม ‘แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู’ ครั้งนี้คืออีกหนึ่งกิจกรรมระดับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของโคเวย์ ผ่านการนำพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ป่าที่กำลังเสื่อมโทรม เพื่อให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง นำไปสู่การสร้างจิตสำนึกรักษ์โลกและการเยียวยาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการลงมือปลูกต้นป่าด้วยตัวเองทั้งในป่าชายเลนและพื้นที่บนบก ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำของประเทศไทยตั้งแต่ต้นทางได้อย่างยั่งยืน”

พื้นที่ป่าชายเลนบางปู ถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศสำคัญของประเทศ โดยเป็นเสมือนปราการธรรมชาติปกป้องชายฝั่งและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำของอ่าวไทย ปัจจุบัน พื้นที่ป่าบางส่วนกำลังเผชิญกับความเสื่อมโทรมและพื้นที่สีเขียวลดลงอย่างต่อเนื่อง โคเวย์ ประเทศไทย จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนและทรัพยากรน้ำของเมืองไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนในระยะยาว

กิจกรรม “แต้มสี เติมป่า คืนชีวาให้บางปู” โคเวย์ ประเทศไทย ได้นำเหล่าพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่ฟื้นฟูธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรมการปลูกป่าบนบกจำนวน 200 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอน พร้อมปลูกป่าชายเลนอีก 100 ต้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนสมดุลให้แหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาชุมชน โคเวย์ยังได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อการซ่อมแซมประตูชัยทางเข้าจุดชมวิวมูลค่า 100,000 บาท เพื่อใช้ในการบูรณะเพิ่มความปลอดภัยและปรับปรุงภูมิทัศน์ให้พร้อมต้อนรับประชาชนได้อย่างเหมาะสม พร้อมนำพนักงานจิตอาสาช่วยทาสีประตูชัย เพิ่มความโดดเด่นสวยงามให้กลายเป็นจุดเช็กอินใหม่สำหรับผู้มาเยือน

กิจกรรมเพื่อสังคมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโคเวย์ ประเทศไทย ในการร่วมดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจังเพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่ดีแก่สังคม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมความสามัคคีและความภาคภูมิใจในองค์กร ผ่านการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยโคเวย์ยังคงเดินหน้าอนุรักษ์และส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรน้ำ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้บริโภคในเมืองไทยอย่างยั่งยืน

Royal Thai เปิดตัวความร่วมมือทางศิลปะกับศิลปินระดับโลก ที่ The Met

Royal Thai เปิดตัวความร่วมมือทางศิลปะกับศิลปินระดับโลก ที่ The Met

Royal Thai เปิดตัวความร่วมมือทางศิลปะกับศิลปินระดับโลก ที่ The Met

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Royal Thai ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมพรมทอ Axminster และพรมทอมือ (Hand-tufted) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านความคิดสร้างสรรค์ครั้งสำคัญร่วมกับ Manoela Grigorova ศิลปินผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์เจ้าของสตูดิโอ Mojo + Muse เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการผสานมรดกงานฝีมืออันประณีตของแบรนด์ Royal Thai เข้ากับศิลปะร่วมสมัยชั้นสูง ความร่วมมือสุดพิเศษนี้ได้มีการเปิดตัวรอบพิเศษ (Soft Launch) ภายในงานกาล่าครั้งยิ่งใหญ่ “Destination Indulgence: An Evening at The Met” ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ The Metropolitan Museum of Art (The Met) ควบคู่ไปกับงาน Boutique Design New York (BDNY) 2025

การหลอมรวมระหว่างงานฝีมือและศิลปะร่วมสมัย (A Fusion of Art and Loom)

Manoela Grigorova หรือที่รู้จักในนาม Mojo + Muse ได้นำมุมมองทางศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์มาสร้างนิยามใหม่ให้กับโลกแห่งวัสดุปูพื้น โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติผ่านเลนส์กล้องจุลทรรศน์ พร้อมมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุอัปไซเคิล เพื่อสร้างสรรค์ผลงานในแนวทาง “Colourful Escapism” หรือโลกแห่งสีสันที่มอบความรู้สึกผ่อนคลาย

Royal Thai ได้ร่วมกับ Manoela พัฒนาคอลเลกชันพิเศษ (Bespoke) ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของพรมแบบเดิม โดยการถ่ายทอดเทคนิคการปักผ้าและสื่อผสม (Mixed Media) อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ ผ่านเทคโนโลยีการทอและปักพรมขั้นสูงของ Royal Thai เปลี่ยนพื้นผิวให้กลายเป็นผืนผ้าใบสำหรับการเล่าเรื่องราวที่สร้างประสบการณ์เสมือนจริง (Immersive Storytelling)

ประสบการณ์ความร่วมมือที่เหนือระดับ ณ The Met

การประกาศความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของงานกาล่า ซึ่งมีผู้นำและผู้มีอำนาจตัดสินใจในอุตสาหกรรม Hospitality ระดับโลกเข้าร่วมกว่า 550 คนเข้าร่วม

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Manoela เข้าสู่ครอบครัว Royal Thai ความเชี่ยวชาญทางศิลปะของเธอคือส่วนผสมที่ลงตัวสำหรับทิศทางสร้างสรรค์ใหม่ของเรา ซึ่งเห็นได้ชัดจากการติดตั้งงานศิลปะลอยตัว (Custom Installations) ที่ The Met ซึ่งวัสดุที่ให้ผิวสัมผัสโดดเด่นและสีสันที่สดใสได้ช่วยปลุกเร้าอารมณ์และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” Gina di Roma รองประธานบริหารฝ่ายขายและการดำเนินงาน (EVP of Sales & Operations) แห่ง Royal Thai Americas กล่าว

นอกจากนี้ แขกผู้ร่วมงานยังได้รับชม พรีวิวปรัชญาการออกแบบผ่าน “พรมแดง” (Bespoke Red Carpet) ที่สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ไหลลื่นกลมกลืนระหว่างความผ่อนคลายกับความสง่างาม โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายดอกไม้  สะท้อนถึงขีดความสามารถในการผลิตตามคำสั่งพิเศษ และจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ Manoela จะร่วมขับเคลื่อนในบทบาทใหม่นี้

ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี Royal Thai คือผู้ผลิตพรมและวัสดุปูพื้นชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ในการนำงานฝีมือไทยระดับตำนานมาสู่เวทีโลก ด้วยชื่อเสียงด้านงานฝีมือที่ผสานความประณีตและคุณภาพ บริษัทได้ร่วมงานกับแบรนด์โรงแรมชั้นนำและศิลปินระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจ และยังคงเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนงานออกแบบระดับนานาชาติ เช่น Gold Key Awards และ BDNY เป็นต้น

องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือทหารกล้าผู้เสียสละ

องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือทหารกล้าผู้เสียสละ

องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทยฯ พระราชทานเงินช่วยเหลือทหารกล้าผู้เสียสละ

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย วีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบเงินพระราชทานช่วยเหลือแก่กำลังพลทหาร จำนวน 11 นาย ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568

การมอบเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ เป็นไปตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ทรงมีพระเมตตาห่วงใย และไม่ทอดทิ้งผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่กำลังพลและครอบครัว ให้ตระหนักว่าความเสียสละและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ ได้รับการดูแล เอาใจใส่ และระลึกถึงอย่างสูงสุด

โอกาสนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ได้กล่าวแสดงความห่วงใย พร้อมให้กำลังใจกำลังพลทุกนาย และขอบคุณในความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยและความสงบสุขของประเทศชาติ พร้อมอวยพรให้ทุกนายมีสุขภาพแข็งแรง ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจโดยเร็ว และมีกำลังใจเข้มแข็งในการก้าวเดินต่อไป

บรรยากาศการมอบเงินช่วยเหลือเป็นไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้งใจ สะท้อนถึงพลังแห่งพระเมตตา ความห่วงใย และกำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศ ที่พร้อมยืนเคียงข้างและส่งแรงใจให้แก่ทหารกล้าผู้เสียสละ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างไม่ย่อท้อ

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

หน้าหนาว แต่แดดแรง ระวัง ‘มะเร็งผิวหนัง’ โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

วันอังคาร ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มะเร็งผิวหนัง เป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ชีวิตกลางแจ้งหรือได้รับแสงแดดจัดโดยไม่ป้องกัน รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดและแหล่งอื่นๆ เช่น เตียงอาบแดด (tanning bed) ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ แม้จะเป็นแสงแดดในช่วงหน้าหนาวก็ตาม

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล 

นายแพทย์ศิวัตม์ เสรีโรดม ศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล อธิบายว่า ชนิดของมะเร็งผิวหนังที่พบบ่อย ได้แก่ Basal Cell Carcinoma (BCC): โตช้า มักไม่แพร่กระจาย แต่หากปล่อยไว้สามารถทำลายเนื้อเยื่อรอบ ๆ ได้ Squamous Cell Carcinoma (SCC): โตเร็วกว่าชนิด BCC และมีโอกาสแพร่กระจาย Melanoma: เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากตรวจพบในระยะลุกลาม

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งผิวหนัง
ผู้ที่มีผิวขาว ผิวไหม้ง่าย มีไฝหรือปานจำนวนมาก รวมถึงผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ล้วนอยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะหากต้องสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน

การตรวจพบระยะเริ่มต้นสำคัญที่สุด
มะเร็งผิวหนัง มักไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก อาจดูเหมือนเพียงรอยแผลที่ไม่หายหรือไฝที่มีลักษณะเปลี่ยนไป การตรวจพบและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสหายขาด ลดการสูญเสียผิวหนัง และหลีกเลี่ยงการลุกลามไปสู่อวัยวะอื่น

Mohs Surgery เทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนัง
หนึ่งในเทคนิคการรักษามะเร็งผิวหนังที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกคือ Mohs Micrographic Surgery ซึ่งผสมผสานการผ่าตัดและการตรวจชิ้นเนื้อแบบเรียลไทม์ ศัลยแพทย์จะตัดชั้นเนื้อเยื่อที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งออกทีละชั้น และตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ทันที หากยังพบเซลล์มะเร็ง จะตัดเฉพาะบริเวณที่มีเซลล์ผิดปกติเพิ่มจนแน่ใจว่ากำจัดได้หมด วิธีนี้จึงสามารถรักษาเนื้อเยื่อปกติไว้ได้มากที่สุด

จุดเด่นของ Mohs Surgery

ให้อัตราการหายสูงถึงกว่า 99% ในมะเร็งผิวหนังบางชนิด ลดการสูญเสียเนื้อเยื่อที่ไม่จำเป็น เหมาะกับตำแหน่งที่ต้องคงความสวยงาม เช่น ใบหน้า รอบตา หรือริมฝีปาก ใช้ได้ดีในกรณีที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือมีขอบเขตไม่ชัดเจน

มะเร็งผิวหนังแม้ดูเหมือนโรคที่ไกลตัว แต่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่กลางแดดเป็นประจำ หากพบรอยโรคที่ไม่หายหรือไฝที่เปลี่ยนแปลงไป ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการตรวจพบเร็วและรักษาอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผลการรักษาดีที่สุด