อมารี โอโซ่ และชามา ชวนออกเดินทางไปค้นพบมาเลเซียผ่าน George Town Festival 2026 และ Hari Merdeka ตั้งแต่เสน่ห์เมืองเก่าปีนัง พลังของกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงจังหวะชีวิตสบายๆ ในยะโฮร์ บาห์รู

อมารี โอโซ่ และชามา ชวนออกเดินทางไปค้นพบมาเลเซียผ่าน George Town Festival 2026 และ Hari Merdeka ตั้งแต่เสน่ห์เมืองเก่าปีนัง พลังของกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงจังหวะชีวิตสบายๆ ในยะโฮร์ บาห์รู

อมารี โอโซ่ และชามา ชวนออกเดินทางไปค้นพบมาเลเซียผ่าน George Town Festival 2026 และ Hari Merdeka ตั้งแต่เสน่ห์เมืองเก่าปีนัง พลังของกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงจังหวะชีวิตสบายๆ ในยะโฮร์ บาห์รู

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

เมื่อพูดถึงมาเลเซีย หลายคนอาจนึกถึงตึกแฝดเปโตรนาส แหล่งช้อปปิ้งในกัวลาลัมเปอร์ หรือทริปสั้นๆ ที่เดินทางจากประเทศไทยได้อย่างสะดวก แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น มาเลเซียยังมีอีกหลายมุมให้ค้นพบ ทั้งเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ศิลปะและวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิต อาหารหลากหลายรสชาติ และบรรยากาศเฉพาะตัวของแต่ละจุดหมาย ตั้งแต่เสน่ห์ของจอร์จทาวน์ในปีนัง ความคึกคักของกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงจังหวะชีวิตที่ ผ่อนคลายของยะโฮร์ บาห์รู

สำหรับนักเดินทางในวันนี้ จุดหมายปลายทางไม่ได้มีเพียงสถานที่ที่ต้องไปให้ถึง แต่คือช่วงเวลาที่ได้สัมผัสและจดจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมงานศิลปะในเมืองเก่า ลองรสชาติอาหารท้องถิ่น ฟังเสียงดนตรีท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาล หรือใช้เวลาพักผ่อนในแบบที่เป็นตัวเอง นี่คือเสน่ห์ของ Festival Tourism หรือการเดินทางที่มีเทศกาลเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ที่ชวนให้เราได้เห็นอีกด้านของเมือง ผ่านผู้คน วัฒนธรรม และการเฉลิมฉลองในช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งทำให้การเดินทางครั้งหนึ่ง กลายเป็นเรื่องราวที่มากกว่าการไปเยือนสถานที่ใหม่

ในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ประเทศมาเลเซียจะมีสองช่วงเวลาสำคัญที่น่าสนใจสำหรับการวางแผน เดินทาง ได้แก่ George Town Festival 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–9 สิงหาคม 2569 ณ เมืองจอร์จทาวน์ รัฐปีนัง และการเฉลิมฉลอง Hari Merdeka หรือวันชาติมาเลเซีย ครบรอบ 69 ปี ที่จะนำบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ สีสันทางวัฒนธรรม และกิจกรรมการเฉลิมฉลอง มาสู่หลายเมืองทั่วประเทศ

แต่เสน่ห์ของการเดินทางไม่ได้จบลงเมื่อเทศกาลสิ้นสุดลง เพราะความประทับใจยังเกิดขึ้นได้ ตลอดทั้งทริป ตั้งแต่การออกไปเดินสำรวจเมือง ค้นพบมุมใหม่ๆ ลองสัมผัสรสชาติอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงช่วงเวลาสงบหลังจบวันแห่งการผจญภัย การเลือกที่พักจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ ที่ช่วยกำหนดความรู้สึกและประสบการณ์ของการเดินทาง เพราะที่พักไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่สำหรับเติมพลัง ใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญ และเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสจุดหมาย นั้นอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเอง

ด้วยความเข้าใจว่าการเดินทางของแต่ละคนมีจังหวะและความต้องการที่แตกต่างกัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จึงมีแบรนด์ที่หลากหลายเพื่อรองรับประสบการณ์การเข้าพักในรูปแบบต่างๆ ผ่าน อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) และชามา (Shama) เพื่อรองรับทุกความต้องการตั้งแต่ ผู้ที่อยากออกไปค้นพบเมืองอย่างเต็มที่ ผู้ที่มองหาช่วงเวลาพักผ่อนที่สะดวกสบาย ตลอดจนถึงผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในจุดหมายปลายทางนั้นยาวนานขึ้น
จุดหมายแรกสำหรับนักเดินทางที่อยากเริ่มต้นค้นพบเสน่ห์ของมาเลเซียผ่านศิลปะและวัฒนธรรม คือ ปีนัง เมืองที่ผสมผสานเรื่องราวของอดีตและความสร้างสรรค์ร่วมสมัยไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วง George Town Festival 2026 ที่จอร์จทาวน์จะเต็มไปด้วยงานศิลปะ การแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองมรดกโลกในอีกมุมหนึ่ง

สำหรับนักเดินทางที่อยากใช้เวลาใกล้ชิดกับสีสันของจอร์จทาวน์ และออกไปค้นพบเมืองด้วยตัวเอง โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้ทุกช่วงเวลา ของทริปเป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยทำเลใกล้เขตเมืองเก่ามรดกโลกของยูเนสโก ผู้เข้าพักสามารถ ออกไปเดินชมสตรีทอาร์ต ลองร้านอาหารท้องถิ่น หรือค้นพบมุมเล็กๆ ของเมืองได้อย่างสะดวก พร้อมคำแนะนำจากทีม OZO Connector ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ของพื้นที่ ก่อนกลับมาเติมพลังที่ห้องอาหาร EAT และพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตามแนวคิด Quality Sleep เพื่อพร้อมออกไปสัมผัสเมืองอีกครั้งในวันถัดไป

ขณะที่ อมารี สไปซ์ ปีนัง (Amari SPICE Penang) สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์อมารีผ่านการบริการแบบไทยร่วมสมัย ผสานเข้ากับบรรยากาศและเสน่ห์ของจุดหมายปลายทาง พร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักในรูปแบบ full-service hotel สำหรับนักเดินทางที่มองหาทั้งความสะดวกสบาย การพักผ่อน และความคล่องตัวในการเดินทาง ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อโดยตรงกับ SPICE Convention Centre และ SPICE Arena ซึ่งเป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ระดับนานาชาติ หลังจากใช้เวลาทั้งวันกับงานเทศกาลหรือการสำรวจเมือง ผู้เข้าพักสามารถกลับมารีชาร์จที่ บรีซ สปา (Breeze Spa) หรือใช้เวลาร่วมกันผ่านมื้ออาหารที่ อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) ในบรรยากาศสบาย ๆ สไตล์สตรีทฟู้ดมาร์เก็ต

เมื่อเข้าสู่ช่วง Hari Merdeka กัวลาลัมเปอร์จะเผยอีกหนึ่งมุมของมาเลเซียผ่านบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะใจกลางเมืองที่ผสมผสานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจังหวะชีวิตแบบมหานครเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งแลนด์มาร์กสำคัญ รวมถึงพื้นที่จัดกิจกรรม และย่านต่างๆ ที่ร่วมสะท้อนสีสันของเมืองในช่วงเวลาพิเศษ

สำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสพลังของเมืองหลวง อมารี กัวลาลัมเปอร์ (Amari Kuala Lumpur) ตั้งอยู่ใจกลาง KL Eco City และเชื่อมต่อกับระบบรถไฟสายหลักโดยตรง ช่วยให้การออกไปค้นพบกัวลาลัมเปอร์เป็เรื่องสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปชมบรรยากาศการเฉลิมฉลอง จุดหมายสำคัญของเมือง หรือย่านที่เต็มไปด้วยสีสัน ก่อนกลับมาพักผ่อนในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมสัมผัสประสบการณ์อาหาร เครื่องดื่ม และการบริการในแบบอมารี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะยากจะลืมเลือน

อีกด้านหนึ่งของมาเลเซียที่น่าค้นหาไม่แพ้กันคือ ยะโฮร์ บาห์รู เมืองที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากผสมผสานช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเข้ากับการพักผ่อนแบบสบาย ๆ ทั้งการช้อปปิ้ง กิจกรรมสำหรับครอบครัว และการเดินทางต่อไปยังจุดหมายใกล้เคียง

อมารี ยะโฮร์ บาห์รู (Amari Johor Bahru) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนน Jalan Wong Ah Fook ท่ามกลางแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และสีสันของวิถีชีวิตในเมือง เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากออกไปสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่น ก่อนกลับมาพักผ่อนในห้องพักที่โปร่งสบาย และเติมพลังที่ บรีซ สปา (Breeze Spa)

สำหรับครอบครัว หรือผู้ที่ต้องการใช้เวลาในจุดหมายปลายทางนานขึ้น ชามา ซัวซานา ยะโฮร์ บาห์รู (Shama Suasana Johor Bahru) ถ่ายทอดแนวคิด The Joy of Living ผ่านประสบการณ์การพักในรูปแบบเซอร์วิส อพารต์เมนต์ ที่ให้อิสระในการใช้ชีวิตได้ตามจังหวะของตัวเอง ด้วยพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้มีความรู้สึกเสมือนบ้าน พร้อมห้องขนาดกว้าง พื้นที่นั่งเล่น และส่วนครัวครบครัน ช่วยให้ผู้เข้าพักยังคงใช้ชีวิตได้ในแบบที่คุ้นเคย ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ หรือใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญได้อย่างเต็มที่ แม้จะอยู่ในจุดหมายปลายทางใหม่ ทั้งยังมอบความเป็นส่วนตัว ความยืดหยุ่น และความสะดวกสบายสำหรับการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังตั้งอยู่เหนือ Zenith Mall ทำให้การออกไปท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง หรือสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นเป็นเรื่องง่าย

ขณะที่ โอโซ่ เมดินี มาเลเซีย (OZO Medini Malaysia) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่ต้องการเติมความสนุกให้กับการเดินทาง ด้วยทำเลในย่านเมดินี ใกล้กับ LEGOLAND Malaysia Resort และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสิงคโปร์ได้อย่างสะดวก ที่นี่จึงเหมาะสำหรับทริปที่ผสมผสานทั้งการพักผ่อน กิจกรรมสำหรับทุกวัย และการออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ไว้ในการเดินทางครั้งเดียว
มากกว่าการเป็นจุดหมายปลายทางใกล้ประเทศไทยที่เดินทางได้อย่างสะดวก มาเลเซียยังเป็นประเทศที่สามารถกลับไปค้นพบมุมใหม่ได้ในหลากหลายช่วงเวลา ตั้งแต่งานศิลปะในเมืองเก่า การเฉลิมฉลองวันชาติ อาหารท้องถิ่น คาเฟ่ และย่านช้อปปิ้ง ไปจนถึงช่วงเวลาสบายๆ หลังจบวันแห่งการสำรวจ และนี่คือเสน่ห์ของ Festival Tourism ที่ทำให้เทศกาลไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลในการออกเดินทาง แต่เป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยผู้คน เรื่องราว วัฒนธรรม และช่วงเวลาที่น่าจดจำ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งการเดินทาง ที่รอให้นักเดินทางได้ออกไปค้นพบในแบบของตัวเอง

เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป พร้อมเดินหน้าส่งต่อแนวคิด “More of What You Love”  ผ่านการบริการภายใต้แบรนด์โรงแรม ร้านอาหาร บาร์ และสปา ในเครือ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ของการออกเดินทางที่น่าจดจำและตอบสนองความต้องการของนักเดินทางได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเดินทางในรูปแบบใด 

“วุ้นเส้นต้นสน” คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 กว่า 6 ทศวรรษแห่งความไว้วางใจสู่แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ

“วุ้นเส้นต้นสน” คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 กว่า 6 ทศวรรษแห่งความไว้วางใจสู่แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ

“วุ้นเส้นต้นสน” คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 กว่า 6 ทศวรรษแห่งความไว้วางใจสู่แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.47 น.

บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน ได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ ต่อเนื่องปีที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตอกย้ำถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ตลอด 64 ปีที่ผ่านมา โดยมีคีย์ซัคเซสคือ คุณภาพที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร เป็นวุ้นเส้นคุณภาพระดับพรีเมียมที่ผลิตจากถั่วเขียวชั้นเลิศ 100% ทำให้ได้วุ้นเส้นที่มีความเหนียวนุ่ม ปรุงอาหารได้หลากหลายประเภท อร่อยถูกใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ บวกกับการสื่อสารที่โดนใจผู้บริโภค ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย มีประโยชน์ และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้จริง ส่งผลให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน พิสูจน์ได้จากการได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ในครั้งนี้ 

นางพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน เปิดเผยว่า “วุ้นเส้นต้นสน” ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนานกว่า 65 ปี คีย์ซัคเซส คือ คุณภาพที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครและความสำคัญกับคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิตไปจนถึงสินค้าที่ถึงมือผู้บริโภค เพื่อส่งมอบ “คุณค่า” ให้ผู้บริโภค นั่นคือ “ความมั่นใจในทุกมื้ออาหาร” เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าทุกครั้งที่เลือกแบรนด์ต้นสน จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสามารถนำไปสร้างสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลาย 

ทั้งนี้ จากการได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า แบรนด์ต้นสนยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นแรงผลักดันให้บริษัทฯ พัฒนาต่อไป เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งคุณภาพ ความสะดวก และความสบายใจในการบริโภคไปพร้อมกัน โดยเชื่อว่าการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงไม่ใช่แค่การสร้างการรับรู้ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านคุณภาพที่สม่ำเสมอ ความจริงใจ และการปรับตัวให้ทันความต้องการของผู้บริโภค เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึง เชื่อมั่น และพร้อมเลือกใช้ซ้ำท่ามกลางตัวเลือกในตลาดที่มีอย่างมากมาย  

ทั้งนี้ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงกับทางเลือกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถือเป็นความท้าทายของการเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว โดยกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ต้นสน นอกจากการรักษามาตรฐานเดิมให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโคและรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้ในระยะยาว 

“วันนี้เป้าหมายของต้นสน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตวุ้นเส้นและอาหาร แต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่ช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่าย อร่อย และสร้างความสุขในทุกวัน พร้อมยึดมั่นในการรักษาคุณภาพ ความจริงใจ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” นางพรรณา กล่าว 

จากพฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาแบรนด์ต้นสนได้มีการปรับตัวทั้งในมิติของสินค้าและการสื่อสาร โดยพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปมากขึ้น เช่น การเปิดตัว “วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป” ภายใต้แบรนด์ “ต้นสน อีทซี่” ที่มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่ยังคงคุณภาพที่ดี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเติบโตของแบรนด์ต้นสน โดยขยายบทบาทจากการเป็น “วุ้นเส้นที่อยู่ในครัวไทย” ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมากขึ้น ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย มีประโยชน์ และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยที่ผ่านมาได้ขยายการสื่อสารผ่าน Digital Platform มากขึ้น โดยนำข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อสามารถพัฒนาคอนเทนต์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสื่อสารได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ต้นสนสามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้งยังช่วยให้แบรนด์ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย และมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม 

นางพรรณา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคในอนาคตจะไม่ได้มองหาเพียงสินค้าที่มีคุณภาพ แต่จะคาดหวังแบรนด์ที่เข้าใจวิถีชีวิตพวกเขามากขึ้น และสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสะดวก สุขภาพ ความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง ทำให้ทิศทางของบริษัทฯ จากนี้ จะเดินหน้าพัฒนาทั้งนวัตกรรมสินค้าและ Lifestyle Solution เพื่อให้แบรนด์ต้นสนสามารถอยู่ในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต และสร้างคุณภาพได้มากกว่าการเป็นเพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร  

“ต้นสน ขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทย และอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลกที่มอบความไว้วางใจและสนับสนุนเรามาโดยตลอด การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของแบรนด์ แต่เป็นกำลังใจสำคัญของทีมงานทุกคนในการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ต้นสนจะยังคงรักษาความจริงใจ คุณภาพ และความเชื่อมั่นที่ทุกคนมอบให้ เพื่ออยู่เคียงข้างครัวไทยและเติบโตไปในครัวโลกพร้อมกับผู้บริโภคในทุกยุคสมัย” นางพรรณา กล่าวทิ้งท้าย 

31 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

31 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

31 ปี วันคล้ายวันสวรรคต “สมเด็จย่า” มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดกิจกรรมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “สมเด็จย่า” ครบรอบ 31 ปี วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี ผ่านการจัดกิจกรรมปลูกป่าเสริมฟื้นฟูระบบนิเวศดอยตุง นิทรรศการประจำปี “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล และพิธีถวายพานขันดอกสักการะ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมสืบสานพระราชปณิธาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการฟื้นฟูผืนป่า การดูแลระบบนิเวศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นแนวทางสำคัญที่มูลนิธิฯ ยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ณ จังหวัดเชียงราย 

พิธีถวายพานขันดอกสักการะ จัดโดย จังหวัดเชียงราย ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

เริ่มต้นด้วยกิจกรรมภายใต้ “โครงการฟื้นฟูและปรับสภาพป่า (ปลูกป่าเสริม) สืบสานพระราชดำริ พลิกฟื้นคืนป่าธรรมชาติดั้งเดิม” โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมกับหน่วยงานราชการและราษฎรในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่นกว่า 20 ชนิด จำนวน 2,000 ต้น บนพื้นที่ 50 ไร่ ฟื้นฟูป่าที่ได้รับความเสียหายจากไฟป่าและปรากฏการณ์ “ไผ่ตายขุย” เมื่อปี 2567 พร้อมเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน ณ บริเวณหมู่บ้านแม่เปิน ตำบลแม่ฟ้าหลวง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นำโดย ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำคณะหน่วยงานราชการและราษฎร 
ในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่น

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า พระราชปณิธาน “ฉันจะปลูกป่าบนดอยตุง” ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลของสมเด็จย่า ทรงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูป่ามาตั้งแต่กว่า 50 ปีก่อน ขณะที่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง จนการฟื้นฟูธรรมชาติกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งดำเนินการ

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำคณะหน่วยงานราชการและราษฎร 
ในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่น

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำคณะหน่วยงานราชการและราษฎร 
ในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่น

คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา กรรมการ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ นำคณะหน่วยงานราชการและราษฎร 
ในพื้นที่ ปลูกกล้าไม้ท้องถิ่น


กิจกรรมครั้งนี้ได้นำถุงเพาะกล้าที่ผลิตจากแป้งมันสำปะหลังและสามารถย่อยสลายในดินได้ภายใน 4 สัปดาห์มาใช้ เพื่อลดขยะพลาสติกและป้องกันรากกล้าไม้จากการบอบช้ำระหว่างปลูก พร้อมนำซากไผ่แห้งมาแปรรูปเป็นไบโอชาร์สำหรับปรับปรุงดินและลดเชื้อเพลิงสะสมในป่า โดยคาดว่าการปลูกป่าครั้งนี้จะช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 35 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

อ.นคร พงษ์น้อย, คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา, ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ร่วมชมนิทรรศการ

ในเวลาต่อมา อาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการอุทยานศิลปะวัฒธรรมแม่ฟ้าหลวง จัดนิทรรศการประจำปีภายใต้ชื่อ “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง” รวบรวมผลงานโดดเด่นของศิลปินชาวกะเหรี่ยงจากทั่วประเทศ โดยมี ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม กรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา, ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล และ ภาวนา เนียมลอย ร่วมงาน โดยนิทรรศการจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่และสืบสานศิลปะวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 19 กรฎาคม 2569 เป็นต้นไป ทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00–16.30 น. ณ หอแก้ว อุทยานศิลปะวัฒธรรมแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียราย

ิลปินชนเผ่ากะเหรี่ยงที่มาร่วมแสดงในงาน

ขณะเดียวกัน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ วัดพระแก้ว อำเภอเมืองเชียงราย และปิดท้ายกิจกรรมด้วยพิธีถวายพานขันดอกสักการะ ซึ่งจังหวัดเชียราย ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จัดขึ้น ณ อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง (ไร่แม่ฟ้าหลวง) อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า โดยมี นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวเชียงรายเข้าร่วมพิธี

บรรยากาศภายในงานนิทรรศการประจำปี “งานศิลปะชนเผ่ากะเหรี่ยง”

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

แพทย์เตือน เล่นมือถือ ดูซีรีส์ทั้งวัน เสี่ยงกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การใช้สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลานานได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการก้มศีรษะเพื่อมองหน้าจอหรือการนั่งดูจอเป็นเวลานานอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ และอาจสัมพันธ์กับการเกิดภาวะ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในบางกรณี

นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล

นพ. เอกพล ลาภอำนวยผล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เข้ารับการประเมินอาการปวดคอเรื้อรังมีประวัติการใช้สมาร์ตโฟนหรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในแต่ละวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน

ภาวะกระดูกคอเสื่อม คืออะไร

Cervical Spondylosis คือภาวะความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ หมอนรองกระดูกสันหลัง ข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ เอ็นและเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง โดยทั่วไปภาวะนี้มักพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากโครงสร้างของกระดูกสันหลังเกิดการเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพทย์พบว่าภาวะดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ในคนอายุน้อยมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย (Early-onset Cervical Spondylosis) โดยมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การก้มคอเป็นเวลานาน การใช้สมาร์ตโฟนหรือคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง ท่าทางการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม การใช้กล้ามเนื้อคอและบ่าซ้ ๆ โดยไม่ได้พัก

เมื่อหมอนรองกระดูกหรือข้อต่อกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อม อาจทำให้เกิดอาการปวดคอ การเคลื่อนไหวลดลง และในบางกรณีอาจมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ

ทำไม “ก้มเล่นมือถือ” ถึงทำร้ายกระดูกคอ?

ขณะก้มศีรษะลงเพื่อมองมือถือ น้ำหนักศีรษะที่ปกติประมาณ 4–5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงกดบนกระดูกคอเป็น 20–27 กิโลกรัม เมื่อก้มคอลงมากยิ่งก้มค้างไว้นานเท่าไร หมอนรองกระดูกถูกกดทับมากขึ้น กล้ามเนื้อคอและบ่าทำงานหนักผิดปกติ แนวกระดูกคอเสียสมดุล พฤติกรรมนี้ถูกเรียกว่า Text Neck Syndrome เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ในคนอายุน้อย

พฤติกรรมการใช้หน้าจอที่อาจเพิ่มความเสี่ยง

นอกจากการใช้มือถือแล้ว การดูซีรีส์หรือทำงานหน้าจอเป็นเวลานานในท่าทางที่ไม่เหมาะสมอาจเพิ่มภาระต่อกระดูกสันหลังส่วนคอได้เช่นกัน ตัวอย่างพฤติกรรมที่พบได้บ่อย ได้แก่ นั่งเอนหลังโดยคอพับ นั่งก้มคอบนโซฟาเป็นเวลานาน ดูจอที่อยู่ต่ำกว่าระดับสายตา นั่งทำงานหน้าจอหลายชั่วโมงโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ

เมื่อกล้ามเนื้อคอทำงานต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก อาจทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อ ความตึงของข้อต่อ และเพิ่มภาระต่อโครงสร้างกระดูกสันหลัง

อาการกระดูกคอเสื่อม

อาการของภาวะกระดูกคอเสื่อมอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับระดับของการเสื่อมและโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบ อาการที่พบได้ เช่น ปวดคอ บ่า หรือไหล่ คอแข็งหรือเคลื่อนไหวได้จำกัด ปวดร้าวจากคอลงไปที่สะบักหรือแขน ชาหรืออ่อนแรงที่แขน มือ หรือปลายนิ้ว ปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ

ในบางกรณีที่มีการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลัง อาจทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรง ชา หรือการทรงตัวผิดปกติ ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์

แนวทางการประเมิน

  • การประเมินผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอมักเริ่มจาก การซักประวัติและประเมินพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน
  • การตรวจร่างกายระบบกระดูกและระบบประสาท การตรวจภาพทางการแพทย์ เช่น X-ray หรือ MRI ในกรณีที่จำเป็น

กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย รักษาได้หรือไม่?

หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย สามารถดูแลรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ในหลายกรณี เช่น กายภาพบำบัดเฉพาะทาง ปรับท่าทางการใช้งานในชีวิตประจำวัน บริหารกล้ามเนื้อคอและหลัง ใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ (ตามดุลยพินิจแพทย์)

แต่หากปล่อยไว้นานจนเกิดการกดทับเส้นประสาทรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดซึ่งปัจจุบันแพทย์จะใช้เทคนิคผ่าตัดแบบแผลเล็ก(Minimally Invasive Spine Surgery)  ขนาดประมาณ 3 เซ็นติเมตร ทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน และกลับไปใช้ชีวิตตามปกติเร็วขึ้น

วิธีป้องกันกระดูกคอเสื่อม

การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงของ กระดูกคอเสื่อมก่อนวัย ได้ เช่น ยกมือถือให้อยู่ระดับสายตา ไม่ก้มคอ พักสายตาและเปลี่ยนท่าทุก 20–30 นาที จัดจอให้อยู่ในระดับพอดีขณะดูซีรีส์หรือทำงาน บริหารกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการนั่งหรือก้มคอนานต่อเนื่องหลายชั่วโมง

เมื่อใดควรพบแพทย์

  • ควรพิจารณาเข้ารับการตรวจจากแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้ ปวดคอเรื้อรังต่อเนื่อง ปวดร้าวลงแขนหรือสะบัก
  • ชาหรืออ่อนแรงที่แขนหรือมือ อาการปวดคอร่วมกับการเคลื่อนไหวลำบาก ทั้งนี้ การประเมินโดยแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลังสามารถช่วยระบุสาเหตุของอาการและวางแผนรักษาที่เหมาะสมได้

ภัยเงียบ ‘หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท’ รักษาไม่ตรงจุดเสี่ยงพิการ

ภัยเงียบ ‘หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท’ รักษาไม่ตรงจุดเสี่ยงพิการ

ภัยเงียบ ‘หมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท’ รักษาไม่ตรงจุดเสี่ยงพิการ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังเผย หากมีอาการปวดคอ ร่วมกับอาการปวดร้าวลงแขน อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เร่งพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัย รักษาช้า ไม่ตรงจุด เสี่ยงพิการถาวร

นายแพทย์ ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า โรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เป็นโรคที่เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกระดับคอมีการเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งปกติ และทำให้เกิดการกดเบียดเส้นประสาท หมอนรองกระดูกคอมีโอกาสเสื่อมก่อนวัยได้ จากการใช้งานคอหนักๆ ทั้งการก้มเงยแบบสุดๆ หรือการโยกคอแรงๆ หรือการก้มหน้าทำงานในยุคปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นการใช้งานหมอนรองกระดูกคออย่างหนักทั้งสิ้น

นายแพทย์ ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ 

หากคุณรู้สึกตึงๆ ที่หลังคอ ปวดหัวบริเวณท้ายทอย ปวดที่บริเวณสะบักร้าวลงแขน ชาที่นิ้วมือ หรือปวดเหมือนไฟฟ้าช็อต มืออ่อนแรงติดกระดุมไม่ได้ ทานยามานานเกินกว่า 1 เดือน แล้วไม่หาย นี่คือสัญญาณเสี่ยงของโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท หากปล่อยให้เกิดการกดทับไว้นานเท่าไหร่ จะทำให้เกิดอาการชาและอ่อนแรงของแขนและเสียการทรงตัวได้ ทางที่ดีควรรีบพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และประเมินหาแนวทางรักษา

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท เกิดจากอุบัติเหตุการกระแทกรุนแรง หรือ  เกิดจากการเดิน ยืน นั่ง ที่ผิดท่า หรือการเล่นกีฬาผิดวิธี การนั่งทำงานหรือก้มหน้าเป็นเวลานาน ซึ่งการก้มเงยศีรษะ หัน หรือ บิดคออย่างรวดเร็วรุนแรง จะทำให้เกิดแรงกดไปยังหมอนรองกระดูกคอมากขึ้น ทำให้หมอนรองกระดูกคอต้องรับน้ำหนักมาก และเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย

สำหรับการวินิจฉัย หากอาการไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยานานกว่า 1 เดือน แพทย์จะตรวจร่างกาย ตรวจคอและระบบประสาทส่วนคอ ร่วมกับการวินิจฉัยเพิ่มเติม โดยการทำ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อหาสาเหตุที่แท้แพทย์จะตรวจระบบประสาทส่วนคอด้วยการทำ X-ray ร่วมกับการทำ MRI เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

แนวทางการรักษาโรคหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท ปัจจุบันมีเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัยและช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1.อาการไม่รุนแรงมาก อันดับแรกหากมีอาการปวดให้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ถ้าปรับแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะใช้ยาแก้ปวด ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดที่เหมาะสม อาการอาจจะดีขึ้นตามลำดับภายในไม่กี่สัปดาห์

2.ผู้ป่วยที่มีข้อบงชี้ในการรักษาด้วยการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ เรื้อรัง หรือ ปวดต้นคอท้ายทอย มานาน รักษาแล้วอาการปวดยังไม่ดีขึ้น ปวดร้าวลงแขน ชาหรืออ่อนแรง ที่มือและแขน ที่เกิดจากการกดทับเส้นประสาท หรือ ไขสันหลังส่วนคอ

การผ่าตัดมีหลายวิธี แต่วิธีใหม่แบบ Minimally lnvasive Spine Surgery หรือ MIS Spine คือ แพทย์จะทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนคอทางด้านหลัง ด้วยเทคนิค PSCD (Percutaneous Stenoscopic Cervical Decompression) เพื่อขยายช่องกระดูกสันหลังส่วนคอ และทำการนำกล้องเอ็นโดสโคป ที่มีความละเอียดสูงเข้าไปในช่องว่างภายในกระดูกคอเพื่อนำหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออกมา และขยายโพรงเส้นประสาทที่แคบให้กว้างขึ้น ลดการกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท หลังจากได้รับการรักษาเรียบร้อยแล้วผู้ป่วย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำหลังการผ่าตัด ของแพทย์เพื่อการหายอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดหมอนกระดูกสันหลังส่วนคอ ด้วยเทคนิคแบบ PSCD ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ ดังนั้นจึงต้องใช้ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางควบคู่ในการรักษาผู้ป่วยทำให้ไม่เป็นที่แพร่หลาย และจะพบได้ที่โรงพยาบาลเฉพาะทางที่รักษาโรคกระดูกสันหลังโดยเฉพาะ ทั้งนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร. 02 034 0808

คุณแหน : 21 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 21 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 21 กรกฎาคม 2569

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ให้ดำรงตำแหน่ง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” (สมัยที่ 2)ตั้งแต่ 25 ก.ค.69 เป็นต้นไป…
  • ขอแสดงความยินดีแด่ ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช เนื่องในโอกาสได้รับการสรรหาจาก สภามหาวิทยาลัยมหิดล ให้ดำรงตำแหน่ง “คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” ตั้งแต่ 1 ต.ค.69…
  • มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ กำหนดจัดงานบำเพ็ญกุศลทอดผ้าป่าสามัคคีประจำปี 2569 เพื่อนำรายได้มาจัดสร้าง พระคัมภีร์ “ฉบับภูมิพโลภิกชุ” วันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค.13.30 น.ณ ศาลาการเปรียญ วัดสระเกศฯ โดยมี สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงาน ในการนี้ ฐิระวัตร กุลละวณิชย์ รองประธานกรรมการ และ ระพินทร์ จารุดุล กรรมการผู้จัดการมูลนิธิฯ ขอเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา ร่วมงานบำเพ็ญกุศลดังกล่าว…
  • ขอแสดงความยินดีกับ ท่านกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในโอกาสที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม “รางวัลราชมงคลสรรเสริญ ด้านศิลปะ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2569” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี…
  • ขอแสดงความเสียใจกับ อานุสรา จิตต์มิตรภาพ ในการจากไปของสามี เศวต สันตานนท์ พิธีบำเพ็ญกุศลจัดไปเรียบร้อยแล้ว ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา…
  • งานคอนเสิร์ตของ โต๋ – ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ที่ ไบเทค บางนา เมื่อเร็วๆนี้ ผู้ได้รับแผ่นทองแท้ มูลค่า 1 สลึง ได้แก่ ผู้ชมคอนเสิร์ตที่มีอายุมากที่สุด 93 ปี คือ ไขศรี เกษมสันต์ฯ …งานฯนี้ แฟนพันธ์ุแท้คนสำคัญ ดร. เพชรดา อ้อชัยภูมิ ไม่พลาด ด้วยจองบัตรล่วงหน้ามานาน…
  • โบราณว่า “คำพูดคำจามีค่ายิ่งกว่าทอง” ที่จะนำเสนอต่อไปนี้ บารอนเนส อยากเน้นให้นักฟุตบอลซุปเปอร์สตาร์ไทยโปรดรับรู้ และถ้าปฏิบัติได้ด้วยจะมีค่ามาก… การแข่งขัน World Cup นัดสำคัญที่ตรึงคนทั้งโลกระหว่าง ฝรั่งเศส VS. โมร็อกโก ผลปรากฏว่าฝรั่งเศสเล่นได้ดีสุดๆ จนทีมคู่แข่งไม่สามารถต้านได้ โดยเฉพาะ เอ็ม บัปเป้ ยิงขยี้โมร็อกโกได้จากทุกมุม หลังจากการแข่งขัน ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ ผู้จัดการทีมคนดังของฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กลุ่มสื่อมวลชน ตอนหนึ่งนักข่าวถามว่าผู้คนเขาอยากรู้ว่าในทีมฝรั่งเศสชุดนี้มีบรรดาซุปเปอร์สตาร์เต็มแพ็ค ทำไมพวกเขาจึงยอมสงบเสงี่ยมอยู่ในวินัยกับท่าน ทีนี้คำตอบ “อ๋อ เขาไม่ได้เกรงใจผมอย่างที่พวกคุณคิด, เด็กชุดนี้เป็นคนดีเขารักฝรั่งเศสมาก เขาจึงมาด้วยความมุ่งมั่นเพื่อจะคว้าถ้วย World Cup เขาไม่ได้มาเพื่อหวังได้ รางวัลบัลลงดอร์ (รางวัลปัจเจกนักบอลยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก)…สรุป ในที่สุดแล้ว ทีมที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 คือ ทีมชาติสเปน ที่สามารถชนะ ทีมชาติอาร์เจนตินา…ส่วนอันดับ 3 คือ ทีมชาติอังกฤษ และอันดับ 4 คือ ทีมชาติฝรั่งเศส…
  • ออกว่างานราชการตั้งแต่เช้าตรู่วันเสาร์ 7 โมงเช้า จะมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนใดตื่นตัวถึงขนาดนี้ เจ้าของสโลแกน “ทำงาน-ทำงาน” ที่หลังรับตำแหน่ง ผู้ว่า กทม. แล้วเดินหน้ารักษาคำพูด วันเสาร์ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นัด ผศ.ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เพื่อมาตรวจงานและปรึกษาข้อราชการเกี่ยวกับพื้นที่ประสบภัยบริเวณวงเวียนใหญ่ ธนบุรี… เรื่องมาตรวจงานตั้งแต่ไก่โห่ก็เรื่องหนึ่ง แต่คณะ กทม. มารอรับปรากฏว่าผู้ว่าฯ ก็มาตามนัดแต่ “วิ่ง” มา เพราะปกติท่านวิ่งเอ็กเซอร์ไซส์ทุกเช้า เลยถือโอกาส “ทูอินวัน” ออกวิ่งจากบ้านซอยทองหล่อมาถึงที่หมายวงเวียนใหญ่ตามเวลา แต่นั่นหมายถึงระยะทาง 14 กม. นะคะ !!…

บารอนเนส

The Xperience World เกาะสมุย x Kai UKAS จัดแฟชั่นโชว์ Pre Songkran แบบเล่นน้ำก่อนใคร

The Xperience World เกาะสมุย x Kai UKAS จัดแฟชั่นโชว์ Pre Songkran แบบเล่นน้ำก่อนใคร

The Xperience World เกาะสมุย x Kai UKAS จัดแฟชั่นโชว์ Pre Songkran แบบเล่นน้ำก่อนใคร

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

อะไรก็เกิดขึ้นได้เมื่อสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศิลปะที่ไม่เหมือนใครมา X กับดีไซเนอร์เสื้อผ้าที่สร้างงานศิลปะและสไตล์ที่ไม่มีใครเหมือน มาจัดงานแฟชั่นโชว์ที่ทำให้โลกต้องจดจำความงดงามของสถานที่ที่เปรียบเสมือน World destination จุดเช็คอินระดับโลกที่ใครๆก็ต้องมาอย่างเกาะสมุย

ในวันงาน ถ้าใครห่มสไบใส่ยีนส์จะได้เข้าฟรีไม่ต้องเสียค่าเข้า ปกติค่าบัตรเข้าชมสถานที่จะราคา 1,500.-บาท คนท้องถิ่นราคา 500.-บาท เริ่มจากมีการเล่นสาดน้ำสงกรานต์ทั้งวัน มีอาหาร-เครื่องดื่มทั้งไทยและต่างประเทศให้ชิม, Sound healing, Foam Party, การแสดงการร่ายรำแบบไทยโดยนักเรียนจากโรงเรียนเกาะสมุย และตามมาด้วยแฟชั่นโชว์สุด Exclusive ที่ฝ่ายการตลาดมากฝีมืออย่างคุณจันทรภัสสร กิตติณัฐตระกูล (Jill Yallop) ที่ได้ติดต่อดีไซเนอร์มือรางวัลระดับโลกมาสร้างสีสรรค์ในงานอย่าง “ไก่อูกัส” ที่กำลังมาแรงกับผลงานการออกแบบชุดให้กับ DJ.ชื่อดังในงาน Tomorrowland ที่เบลเยี่ยมในเดือนมิถุนายนนี้และปลายปีนี้ที่ Tomorrowland เมืองไทย รวมถึงผลงานการออกแบบลายผ้าให้กับ ททท.ภาคตะวันออกทั้งหมด 9 จังหวัดของ นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร เป็นผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยเน้นกลยุทธ์ “สีสันตะวันออก” ให้มาโชว์แฟชั่นลายผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละถิ่นที่เกาะสมุยในงานนี้

ไก่อูกัส ได้บินตรงจากกรุงเทพเพื่อมาทำโชว์นี้ให้โดยเฉพาะ เสื้อผ้าดับความร้อนระอุด้วยสีสันอันสดใสของเกลียวคลื่นสีขาวและสีฟ้า+ครามไล่สีสดใสแห่งท้องทะเลสมุย ท้าทายออร่าความร้อนของแสงแดดในวันสงกรานต์

ปิดท้ายเวลาประมาณ 22.00 น. ก่อนแยกย้ายฝ่ายการตลาดได้นำเอาเค๊กวัดเกิดมาเซอร์ไพรส่วันเกิดย้อนหลังให้กับดีไซเนอร์ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน สถานที่สวยงามอลังการจนชาวต่างชาติที่มาเที่ยวบนเกาะต้องยกนิ้วให้ว่าเป็นเหมือน Disney land เมืองไทยสระว่ายน้ำรูปหัวใจ Heart shape เป็น Iconic ที่สะดุดตา เข้ากับลายผ้าของเกาะสมุยในงาน Pre Songkran

ภายในงานมี นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอเกาะสมุย น.ส.ณิชฐารัศม์ วาณิชย์เจริญ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานเกาะสมุย สวท. เกาะสมุย และแขกผู้มีเกียรติอีกหลายท่าน ส่วนคุณ John Charles Bentley Suart: Creator (เจ้าของ-ผู้ออกแบบ) และภรรยา Ekaterina Pigareva [คุณเคท] ได้เดินทักทายและถ่ายรูปกับแขกแบบกันเอง

สำหรับ TheXperience World เป็นสถานที่มีประติมากรรมรูปปั้น และงานศิลปะอันงดงามมากมาย รวมถึงรูปปั้นที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของหญิง-ชายซึ่งเป็นตัวเจ้าของเองและภรรยาที่โดดเด่นตั้งตระหง่านอยู่ใกล้กับสระว่ายน้ำรูปหัวใจ ซึ่งตอนกลางวันจะเหมือนปูนปั้นธรรมดา แต่พอกลางคืนใช้แสงสีสาดใส่จนเหมือนรูปปั้นดูมีชีวิต เอาเป็นว่าแค่ห้องน้ำก็เหมือนเข้าไปในสวนดอกไม้อันงดงามในเทพนิยายที่สวยงามเกินความจริงไปมาก ภายในเนื้อที่กว่า 120 ไร่ ยังมี Sky walk ที่อยู่บนเขาสูงและสามารถมองเห็นวิวความสวยงามของศิลปกรรมทั้งหมดที่ตั้งอยู่ภายใน The Xperience World แบบทุกมุม ณ ตอนนี้สถานที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาเยือน

Take Toys เปิดตัว “ตุ๊ตา” คาแรกเตอร์ใหม่ พร้อมเนรมิต “เทสทอยส์ ฟาร์มาซี” กลางทรงวาด

Take Toys เปิดตัว “ตุ๊ตา” คาแรกเตอร์ใหม่  พร้อมเนรมิต “เทสทอยส์ ฟาร์มาซี” กลางทรงวาด

Take Toys เปิดตัว “ตุ๊ตา” คาแรกเตอร์ใหม่ พร้อมเนรมิต “เทสทอยส์ ฟาร์มาซี” กลางทรงวาด

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด (Take Toys®) ผู้พัฒนาแบรนด์ตุ๊กตาไทยและผู้ถือลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลก เดินหน้าต่อยอดกระแส Kidult Economy ด้วยการเปิดตัวคาแรกเตอร์ออริจินัลใหม่ล่าสุด “ตุ๊ตา” (Tuta) เด็กสาวจากดาว TT195 ที่มาใช้ชีวิตเป็นวัยรุ่น Gen Z บนโลกมนุษย์ ผ่านแคมเปญ “ตุ๊ตา วัยรุ่นเทสทอย in Songwat” พร้อมเปิดตัวป๊อปอัพ เทสทอยส์ ฟาร์มาซี (Taste Toys Pharmacy) ภายใต้แนวคิด “ร้านขายยาทางใจ” ณ ย่านทรงวาด ชวนทุกคนมาสัมผัสความสุขและพลังบวกผ่านคาแรกเตอร์ งานดีไซน์ และกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีทีมนักแสดงจากซีรีส์ Shades นำโดย มุก–วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ร่วมสร้างสีสันภายในงาน

คุณอักษร จันทรโรจน์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด เผยถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์ “ตุ๊ตา” คาเรกเตอร์สัญชาติไทยแท้ว่า จากประสบการณ์ในการบริหารคาเรกเตอร์ชื่อดังระดับโลกมานานถึง 6 ปี ทำให้เราอยากเห็นคาเรกเตอร์สัญชาติไทยเป็นที่ชื่นชอบในระดับโลก เหมือนอย่าง ม่อนชิชิ (Monchhichi),  แคร์แบร์ (Care Bears), เทเลทับบีส์ (Teletubbies) รวมถึงคาเรกเตอร์การ์ตูนขวัญใจเด็กๆ และผู้ใหญ่ตลอดกาลจากดิสนีย์ ทีมงานนักออกแบบสร้างสรรค์ของ เทค ทอยส์ ได้ระดมสมองในการออกแบบคาเรกเตอร์สัญชาติไทยแท้โดยใช้เวลากว่า 1 ปีในการพัฒนาคาเรกเตอร์นี้ ให้มีความสมบูรณ์แบบจนได้น้อง “ตุ๊ตา” ตัวนี้ออกมานำเสนอคนรักอาร์ททอยส์ 

ในการเปิดตัวน้อง “ตุ๊ตา” โดยเลือกสถานที่เป็น “ย่านทรงวาด”  คุณอักษร จันทรโรจน์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เทค ทอยส์ จำกัด บอกว่า เพราะย่านทรงวาด เป็นย่านที่กำลังได้รับความสนใจจากชาว Gen Z และนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่ยังมีลมหายใจ ท่ามกลางอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ แต่ยังมีร้านค้า ร้านอาหารดั่งเดิมเปิดให้บริการ แต่ก็มีร้านรวงใหม่ๆ เกิดขึ้นมา  เป็นการหลอมหลวมที่ทำให้ทรงวาดยังคงมีมนต์เสน่ห์ที่เชิญชวนให้ทุกคนอยากมาสัมผัสทรงวาด เช่นเดียกับน้อง “ตุ๊ตา” ที่อยากจะเรียนรู้ไลฟ์สไตล์ของ Gen Z จึงเลือกมาที่ย่านทรงวาดเป็นแห่งแรก

“เราเห็นว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองหาสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมองหาสิ่งเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างรอยยิ้มและเติมความสุขในแต่ละวัน ‘ตุ๊ตา’ จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะสร้างคาแรกเตอร์ที่ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงได้ และเป็นตัวแทนของมุมมองและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตและใช้ชีวิตไปพร้อมกับทุกคน”

ในการเปิดตัว “ตุ๊ตา” ครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านแคมเปญ “ตุ๊ตา วัยรุ่นเทสทอย in Songwat” บริษัทฯ จึงได้เนรมิตป๊อปอัพ “เทสทอยส์ ฟาร์มาซี (Taste Toys Pharmacy) ภายใต้แนวคิด “ร้านขายยาทางใจ” เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถแวะเข้ามาใช้เวลา และสัมผัสเรื่องราวของ ‘ตุ๊ตา’ เป็นเหมือนที่พักใจจากความวุ่นวาย โดยเลือกย่านทรงวาดซึ่งมีเอกลักษณ์และเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเราอยากให้ผู้คนได้สัมผัสทั้งคาแรกเตอร์และบรรยากาศของย่านไปพร้อมกันโดย เทสทอยส์ ฟาร์มาซี ณ ย่านทรงวาดจะเปิดให้บริการเป็นเวลา 3  เดือน

การเปิดตัวครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ร่วมส่งเสริมการจัดกิจกรรม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผลักดันแบรนด์ไทย และเปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์ต่อยอดเป็นกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ และแรงบันดาลใจให้กับคอมมูนิตี้คนรัก Art Toy

นอกจากนี้ Take Toys ยังจับมือกับ Lost in Songwat, กู่หลงเปา และหวานใจ ร่วมนำเสนอเมนูพิเศษและกิจกรรมภายใต้คอนเซ็ปต์ “ตุ๊ตา” เพื่อชวนทุกคนมาสัมผัสความน่ารักของคาแรกเตอร์ไปพร้อมกับบรรยากาศและเสน่ห์ของย่านทรงวาด ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook และ Instagram: taketoys.th

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์”

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกาชาดคอนเสิร์ต ครั้งที่ 52 ปีพุทธศักราช 2569  “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” จัดโดย กองทัพเรือ ร่วมกับ สภากาชาดไทย บรรเลงโดยวงดุริยางค์ราชนาวี เพื่อพัฒนาการดนตรีคลาสสิกของไทยให้เทียบเท่าอารยประเทศ และหารายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย  เมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.30 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธาน และทอดพระเนตรการแสดงกาชาดคอนเสิร์ตครั้งที่ 52 “STILL ON MY MIND ธ สถิต ในดวงใจนิรันดร์” โดยมี พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมคณะกรรมการจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต เฝ้าฯ รับเสด็จ

พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานความสำคัญว่า ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระวรกาย โดยตั้งพระราชหฤทัย และพระราชปณิธานเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พสกนิกรไทยทุกคน กองทัพเรือจึงร่วมกับสภากาชาดจัดการแสดงกาชาดคอนเสิร์ต มาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดยในปีนี้ตั้งใจจัดเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน โดยผ่านบทเพลงต่าง ๆ อาทิ เพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และบทเพลงคลาสสิก โดยคีตกวีชื่อก้องโลก เพื่อถ่ายทอดความรัก ความจงรักภักดี และความผูกพันอันมั่นคงที่พสกนิกรไทยถ่ายแด่พระแม่ของแผ่นดินตราบนิจนิรันดร์

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

การแสดงรำลึกถึงพระราชเสาวนีย์อันทรงคุณค่า และร่วมน้อมรำลึกถึงพระปรีชาในด้านดนตรี ขอสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย

กองทัพเรือน้อมนำพระราชเสาวนีย์มาเป็นหลักในการเรียงร้อยบทเพลงในคอนเสิร์ตครั้งนี้ และรำลึกตลอดเวลาว่าพระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ให้วงดุริยางค์แห่งราชนาวีบรรเลงเพลงคลาสสิก เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนไทยได้รับฟัง และเพื่อพัฒนามาตรฐานการบรรเลงดนตรีให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ จากพระราชเสาวนีย์ดังกล่าวจึงเป็นหลักชัยสำคัญที่กำหนดทิศทางให้กองทัพเรือมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการบรรเลงดนตรีคลาสสิกมาโดยตลอด

เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเงิน โดยเสด็จพระราชกุศล สมทบทุนสภากาชาดไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สนทนากับ เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย

การแสดงครั้งนี้ กองดุริยางค์แห่งราชนาวีประพันธ์บทเพลงใหม่ คือ Eternal Light of Grace แสงสิรินิรันดร์ เพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระแม่แห่งแผ่นดิน และในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยการนำการแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอน พระรามข้ามสมุทร มาร่วมแสดงด้วย โดยผสมผสานศิลปะการแสดงโขน ซึ่งเป็นศิลปะชั้นสูงของไทยเข้ากับการบรรเลงบทเพลงไทยโดยวงค์ดุริยางค์แห่งราชนาวีร่วมกับวงดนตรีไทย เพื่อสืบสานมรดกวัฒนธรรมของไทยไว้ให้อยู่ยืนยาว

ฐาปน-ปภัชญา สิริวัฒนภักดี ร่วมสนับสนุนการจัดคอนเสิร์ตสมทบทุนสภากาชาดไทย โดยมี ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ และ จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รอง ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทยรับมอบ

พล.ร.อ. ธันยกร เสนาลักษณ์ ราชองครักษ์ และภริยา

ผู้อำนวยการดนตรีและผู้อำนวยเพลงในการบรรเลงครั้งนี้คือ นาวาเอก ชุมพล วาราชนนท์ และผู้อำนวยเพลงอีกรายคือ ว่าที่นาวาโท สายันห์ จันทร์มุนี ส่วนหัวหน้าวงคือ ว่าที่เรือตรี บดินทร์ ภูฆัง สำหรับศิลปินรับเชิญซึ่งเป็นนักร้องชื่อดัง ได้แก่  ชัชชัย สุขาวดี, กิตตินันท์ ชินสำราญ, พีระพัฒน์ เถรว่อง, ปรางทิพย์ แถลง, หนึ่งธิดา โสภณ และ ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน 

อดีตสามผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์, พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย และ พล.ร.อ. เชิงชาย ชมเชิงแพทย์

สาระกิต-ปรานี ชุติกุล และ ทพญ.พิมสวาท วัฒนศิริโรจน์

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ม.ร.ว.จิยากร อาภากร เสสะเวช,กอบกุล อาภากร ณ อยุธยา และ จุฑามาศ-ม.ร.ว.รุจยารักษ์ อาภากร

ผู้ควบคุมกำกับการแสดงโขนรามเกียรติ์คือ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต ส่วนนักแสดงโขนมาจากสำนักสำนักการสังคีต

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

ภูริภัทร เขียวบริบูรณ์ และ ม.ร.ว. จิยากร เสสะเวช อาภากร

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ - รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ – รศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

ผบ.ทร. พล.ร.อ.ไพโรจน์-อารียา เฟื่องจันทร์, ขรรค์ ประจวบเหมาะ ผอ.สนง.จัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยสมาชิกราชสกุลอาภากร ร่วมด้วย ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร และเฉลิมชัย ยอดมาลัย

วงดุริยางค์ราชนาวี

วงดุริยางค์ราชนาวี

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “พระรามข้ามสมุทร”

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

ชัชชัย สุขาวดี หรือ หรั่ง ร็อคเคสตร้า

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

กิตตินันท์ ชินสำราญ และธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน

ปรางทิพย์ แถลง

ปรางทิพย์ แถลง

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

นักร้องวงดุริยางค์ราชนาวี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ท ภักดี แสง-ชูโต เชิญช่อดอกไม้พระราชทานไปมอบแก่ศิลปิน ผู้อำนวยเพลง หัวหน้าวงดนตรี และผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026  ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

สมาคมเอทีโอดีฯ จัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ IDF 2026 ดันเชียงใหม่สู่ศูนย์กลางศิลปะการแสดงระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

สมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ จัดการแข่งขัน International Dance Festival (IDF 2026) ระหว่างวันที่ 11–12 กรกฎาคม 2569 ณ โรงละครแห่งชาติ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ การจัดงานครั้งนี้นำโดย ดร. หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช นายกสมาคมเอทีโอดีเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ร่วมกับเครือข่ายด้านการพัฒนาเยาวชน การศึกษา และวัฒนธรรม ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม ออสเตรเลี่ยน ทีชเช่อร์สออฟ ด๊านซ์ซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล  สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เคนเบอร์ จีโอเทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด และไหตี่เลา ประเทศไทย ร่วมผลักดันการจัดเทศกาลแข่งขันเต้นนานาชาติ เพื่อแสดงศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีโลก

การแข่งขันมีผู้เข้าร่วมจาก 8 ประเทศ รวม 203 รายการ จาก 40 สถาบัน ครอบคลุมการแสดงหลากหลายประเภท อาทิ บัลเลต์ ระบำแจ๊ส ระบำร่วมสมัย ระบำประจำชาติร่วมสมัย และฮิปฮอป 

ภายในงานมีการมอบ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุด จาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายฮาราดะ มาซารุ กงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่  ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นางกรวรรณ สุ่มมาตร์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และ ดร.วิไลวรรณ วรรณโชติผาเวช ประธานคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ร่วมมอบรางวัล

สำหรับผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมสูงสุดจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ เด็กหญิง ชนิสรา ธรณธรรม โดยมี ดร. ยุพิน บัวคอม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบรางวัล 

ผู้ได้รับถ้วยรางวัลคะแนนรวมระบำประจำชาติร่วมสมัยสูงสุด จาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้แก่ นางสาว ธนาภรณ์ วีรเดช  โดยมี นางกรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบรางวัล

นอกจากการแข่งขัน เยาวชนยังได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ ได้แก่ ครูออมมิ ณัฐนรี พิพิธสุขสันต์ นักบัลเลต์ระดับแนวหน้าของไทย ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในวงการนาฏศิลป์โลก ครูเจน อดิเทพ บัวน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบำร่วมสมัยระดับนานาชาติ และ ครูอาร์ต อัศกร ศิริสุจริตธรรม นักออกแบบท่าเต้นและผู้กำกับการแสดงผู้มีประสบการณ์ในวงการเต้นระดับนานาชาติ อีกด้วย 

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการใช้ศิลปะการเต้นเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ วินัย ความกล้าแสดงออก และทักษะสู่เวทีสากล พร้อมทั้งส่งเสริมให้จังหวัดเชียงใหม่ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะการแสดงและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนานาชาติ ซึ่งบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดงานเป็นอย่างดียิ่ง