หนองไหลเรื้อรังใกล้ทวารหนัก อาจเป็นฝีคัณฑสูตร รู้ทันก่อนเป็นซ้ำ

หนองไหลเรื้อรังใกล้ทวารหนัก อาจเป็นฝีคัณฑสูตร รู้ทันก่อนเป็นซ้ำ

หนองไหลเรื้อรังใกล้ทวารหนัก อาจเป็นฝีคัณฑสูตร รู้ทันก่อนเป็นซ้ำ

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาการปวดบริเวณทวารหนัก มีหนองไหล หรือแผลเรื้อรังที่ไม่หาย อาจเป็นสัญญาณของ “ฝีคัณฑสูตร” (Anal Fistula) ซึ่งเป็นภาวะติดเชื้อเรื้อรังที่พบได้บริเวณทวารหนัก แม้ผู้ป่วยหลายรายจะคิดว่าเป็นเพียงฝีธรรมดา แต่แท้จริงแล้วโรคนี้ไม่สามารถหายเองได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาการอาจกลับมาเป็นซ้ำและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว

                พันโทหญิงแพทย์หญิงจรรยวรรธน์ สร้างสมวงษ์ ศัลยศาสตร์แพทย์ชำนาญการด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ฝีคัณฑสูตรมักเกิดจากการอุดตันและการติดเชื้อของต่อมผลิตเมือกบริเวณขอบทวารหนัก (Anal gland) เมื่อเกิดการอักเสบจนกลายเป็นฝีภายใน และปล่อยทิ้งไว้นาน ฝีอาจแตกออกจนเกิดเป็นช่องทางเชื่อมระหว่างทวารหนักกับผิวหนังรอบนอก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวด หนองไหล หรือแผลเรื้อรังที่สร้างความรำคาญและความไม่สบายตัวอย่างต่อเนื่อง

                อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ความเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก โดยเฉพาะขณะนั่งหรือขณะขับถ่าย มีเลือดหรือหนองไหล คัน บวมแดง หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ในบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย หากพบว่ามีแผลเรื้อรัง ปวดซ้ำ หรือมีหนองไหลอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เนื่องจากการรักษาที่ตรงจุดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นมีความสำคัญต่อการลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

                ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดฝีคัณฑสูตร ได้แก่ การติดเชื้อที่ต่อมบริเวณทวารหนัก ประวัติเคยเป็นฝีหนองรอบทวาร โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Crohn’s disease ภาวะเบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้การอักเสบเกิดขึ้นได้ง่ายและหายช้ากว่าปกติ

                ระยะเวลาการหายของฝีคัณฑสูตรไม่สามารถกำหนดได้ตายตัว เนื่องจากขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเส้นทางฝี วิธีการรักษา และการดูแลหลังการรักษาของผู้ป่วย โดยเป้าหมายสำคัญของการรักษาคือการกำจัดช่องทางติดเชื้อ ลดโอกาสการเกิดซ้ำ และรักษาการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักให้ได้มากที่สุด

                ปัจจุบัน แนวทางการรักษาได้พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในเทคนิคที่นำมาใช้คือ FiLaC (Fistula Laser Closure) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อรักษาฝีคัณฑสูตรโดยเฉพาะ หลักการทำงานคือการใช้เลเซอร์พลังงานสูงผ่านเส้นใยที่ยืดหยุ่น เพื่อเข้าไปปิดช่องทางฝีจากภายใน ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง และลดผลกระทบต่อกล้ามเนื้อหูรูด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการควบคุมการขับถ่าย ผู้ป่วยบางรายอาจฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

                หลังการรักษา การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม เช่น การแช่น้ำอุ่น การรักษาความสะอาด การรับประทานอาหารที่มีกากใย และการหลีกเลี่ยงการเบ่งขณะขับถ่าย มีส่วนช่วยให้แผลฟื้นตัวได้ดี

                หากมีอาการปวด บวม มีหนอง หรือแผลบริเวณทวารหนักที่ไม่หาย ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แม่น้ำคงคากับภูเขาหิมาลัย

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันนี้ ณ จุดที่สูงที่สุดของโลก บนพื้นที่อันหนาวเหน็บ ของประเทศเนปาล มีภูเขามหึมาตั้งตระหง่านอยู่ มีนามว่า “หิมาลัย” ที่ทะนงตนว่า “ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะยิ่งใหญ่และมั่นคงไปกว่าข้า”

                    ท่ามกลางแสงแดดที่กระทบยอดเขา หิมะขาวโพลนเริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ แล้วรวมตัวกันเป็นลำธารสายเล็ก ซึ่งจะไหลไปยังแม่น้ำสำคัญของประเทศอินเดียชื่อ “คงคา”

                    เมื่อขุนเขาหิมาลัยเห็นสายน้ำสายเล็กๆ กำลังจะไหลลงสู่เบื้องล่าง จึงเอ่ยทักด้วยเสียงดังกัมปนาทว่า “เจ้าหยดน้ำกระจ้อยร่อย! เจ้าจะไปไหน? ดูสิว่าข้านั้นยิ่งใหญ่เพียงใด ข้าขวางกั้นเมฆ และบดบังแสงอาทิตย์ได้ แต่เจ้านั้นอ่อนแอและนุ่มนิ่มเหลือเกิน ใครขวางทางก็ต้องหลบ เจ้าไม่ละอายหรือที่ต้อง’ยอม’ ให้สิ่งอื่นอยู่เสมอ?”

                    สายน้ำคงคาไม่ได้โกรธเคือง เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนและตอบกลับด้วยความสุภาพว่า “ท่านขุนเขาหิมาลัยผู้ยิ่งใหญ่ ท่านแข็งแกร่งและมั่นคงนัก แต่ข้ามีจุดหมายคือไหลไปสู่มหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ข้านั้นไม่ได้อ่อนแอ… เพียงแค่ ‘อ่อนน้อม’ เพื่อให้การเดินทางของข้าราบรื่นเท่านั้นเอง”

                    ตลอดเส้นทางอันยาวไกล ขุนเขาหิมาลัย จงใจวางอุปสรรคเพื่อทดสอบความอ่อนน้อมของสายน้ำ:

                    โขดหินยักษ์: ขุนเขาหิมาลัยใช้หินผาใหญ่ที่ไม่มีวันขยับขวางทางไว้ แต่แทนที่สายน้ำคงคาจะพุ่งชนให้ตัวบาดเจ็บแตกสลาย เธอเลือกที่จะ “ไหลอ้อม”ก้อนหิน ไปอย่างช้าๆ เธอให้เกียรติหินที่อยู่มาก่อน ไม่ดึงดันเอาชนะ เพียงเพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรี

                    ทางต่างระดับ: ขุนเขาหิมาลัยสร้างเหวลึก หวังให้คงคาหวาดกลัว แต่เธอกลับ “ยอมลดตัวลงต่ำ” เปลี่ยนตัวเองเป็นน้ำตกที่สง่างาม ยิ่งเธอยอมลดตัวลงต่ำเท่าไหร่ พลังที่ส่งเธอไปข้างหน้าก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

                    ช่องแคบ: เมื่อต้องผ่านถ้ำที่มืดมิคและแคบชัน คงคาไม่บ่นด่าโชคชะตา แต่เลือก “บีบตัวให้เล็ก” ถ่อมตัวลง จนไหลลอดผ่านช่องว่างที่แคบที่สุด ออกมาได้สำเร็จ

                    เวลาผ่านไปหลายล้านปี… ขุนเขาหิมาลัยที่เคยทะนงตน กลับเริ่มสึกกร่อนเพราะถูกลมฝนและสายน้ำกัดเซาะ และสุดท้ายหินที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องยอมจำนนต่อแรงซึมลึกของน้ำที่ต่อเนื่อง “น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน”

                    “สายน้ำคงคา” ยิ่งอ่อนน้อม อ่อนโยน ยิ่งไหลลงสู่ที่ต่ำ คงคากลับได้รับน้ำจากลำธารสายอื่นๆ มารวมตัวกัน จนกลายเป็นแม่น้ำยิ่งใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนนับล้าน และสุดท้ายก็ได้หลอมรวมกับมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ตามความปรารถนา

                    1. อ่อนน้อมแต่ไม่โอนอ่อน: เหมือนน้ำที่ดูนุ่มนวลแต่มีพลังเจาะทะลุหินแข็งได้ด้วยความเพียร

                    2. ยิ่งต่ำยิ่งใหญ่: น้ำที่ไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ กลับกลายเป็นที่รวมของสายน้ำทั่วสารทิศ คนที่ถ่อมตนย่อมได้รับเมตตาและความช่วยเหลือจากผู้อื่น

                    3. ชนะโดยไม่ต้องรบ: การรู้จักหลบเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น (การไหลอ้อม) คือวิถีของผู้มีปัญญาที่มุ่งเน้นที่ “เป้าหมาย” มากกว่า “ความหยิ่งยะโสโอหัง”

                    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า:  “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” หรือ”อปจายนมัย” ในธรรมะที่ชื่อบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการของพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการใช้ปัญญาแห่งการทำความดี

อาทร  จันทวิมล

สกู๊ปพิเศษ : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จับมือกองทุนสื่อฯ ปั้นสื่อเกษตรสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่เด็ก

สกู๊ปพิเศษ : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จับมือกองทุนสื่อฯ ปั้นสื่อเกษตรสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่เด็ก

สกู๊ปพิเศษ : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จับมือกองทุนสื่อฯ ปั้นสื่อเกษตรสร้างสรรค์ สร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาแก่เด็ก

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้านการเกษตร เศรษฐกิจพอเพียง และภูมิปัญญาไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงานร่วมลงนามและเป็นสักขีพยานในพิธี

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวถึงกรอบความร่วมมือว่า การลงนามในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เข้ากับการพัฒนาสื่อคุณภาพที่เหมาะสมกับบริบทสังคมไทยในยุคดิจิทัล มุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และเกิดประโยชน์ต่อเด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ด้านการเกษตรตามแนวพระราชดำริ สู่การพัฒนาเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ เข้าถึงง่าย และเรามุ่งหวังให้พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และเป็นต้นทางของสื่อการเรียนรู้ที่ปลอดภัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

ด้าน ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสื่อที่ส่งเสริมคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม ความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ในครั้งนี้ จะช่วยขยายผลการเรียนรู้ด้านความมั่นคงทางอาหาร การพึ่งพาตนเอง และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านรูปแบบสื่อที่ทันสมัยและเหมาะสมกับผู้รับสารในทุกกลุ่มเป้าหมาย ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการประสานพลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐและองค์กรด้านสื่อ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณธรรม คุณภาพ และความยั่งยืน

ทั้งนี้ หลังเสร็จพิธีลงนามได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่พิพิธภัณฑ์และฐานการเรียนรู้ของ พกฉ. เพื่อหารือแนวทางการพัฒนากิจกรรมและสื่อสร้างสรรค์ในอนาคต บันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี และมุ่งเพื่อพัฒนาและผลิตสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ด้านการเกษตร การจัดกิจกรรมอบรมและส่งเสริมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของทั้งสองหน่วยงาน ที่พร้อมวางรากฐานระบบสื่อสร้างสรรค์ด้านการเกษตรของประเทศ ที่จะหล่อหลอมเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างมีภูมิคุ้มกันทางปัญญา บนพื้นฐานศาสตร์พระราชาและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

คุยกัน 7 วันหน : ทั่วโลกเพิ่งตื่นรู้ พาเหรดแบนเด็กเข้าถึงสื่อออนไลน์

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในช่วงที่ผ่านมา กำลังเกิดกระแสการออกกฎหมายระดับโลกที่เข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพื่อจำกัดการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน เริ่มจากผู้นำเทรนด์อย่างออสเตรเลีย ที่ได้บังคับใช้กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี มีบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นประเทศแรกของโลก ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 โดยกำหนดข้อบังคับที่เด็ดขาด ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok, Instagram, X และ Snapchat อย่างไม่มีข้อยกเว้น แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่เด็กที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็ไม่สามารถใช้งานได้ พร้อมบทลงโทษบริษัทเทคโนโลยี แพลตฟอร์มที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีระบบคัดกรองอายุที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ อาจถูกปรับเป็นเงินมหาศาล สูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 1,100 ล้านบาท) กฎหมายมุ่งเน้นไปที่ความรับผิดชอบของบริษัทเทคโนโลยี โดยไม่มีบทลงโทษสำหรับเด็กหรือผู้ปกครอง

ความเคลื่อนไหวของออสเตรเลีย ส่งผลให้หลายประเทศในยุโรปเริ่มขยับตัวเดินตามรอยออสเตรเลียด้วยมาตรการที่แตกต่างกันไป เช่น

  • สเปน ประกาศแผนเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่จะสั่งห้ามเด็กต่ำกว่า 16 ปี เข้าถึงโซเชียลมีเดีย พร้อมบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวด
  • ฝรั่งเศส สมาชิกสมัชชาแห่งชาติได้อนุมัติกฎหมายในเดือนมกราคม 2026 ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ใช้โซเชียลมีเดีย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองสำหรับเด็กอายุ 13-15 ปี นอกจากนี้ ยังมีการทดลองนโยบาย “พักเบรกดิจิทัล” (Digital Pause) ด้วยการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนสำหรับนักเรียนอายุต่ำกว่า 15 ปี และกำลังผลักดันกฎหมาย Digital Majority เพื่อให้เด็กต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองหากอายุต่ำกว่า 15 ปี
  • นอร์เวย์ อยู่ระหว่างการร่างกฎหมายเพื่อกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการใช้โซเชียลมีเดียที่ 15 ปี เพื่อคุ้มครองเด็กจากอัลกอริทึมที่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร
  • สหราชอาณาจักร บังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Act) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 กำหนดให้แพลตฟอร์มต้องใช้ระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันเด็กเข้าถึงเนื้อหาอันตรายและสื่อลามก และกำลังมีการถกเถียงเรื่องการแบนสมาร์ทโฟนสำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปีเช่นกัน
  • สหภาพยุโรป หรืออียู รัฐสภายุโรปได้มีมติในเดือนพฤศจิกายน 2025 เรียกร้องให้กำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าถึงโซเชียลมีเดียที่ 16 ปี

ทั่วทั้งภูมิภาคส่วนประเทศในเอเชีย ก็เริ่มเดินหน้าดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายนี้เช่นกัน

  • มาเลเซีย เป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่ขยับตัวอย่างชัดเจน โดยประกาศกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Bill) ที่กำหนดแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปี ในปี 2026 ซึ่งควบคู่ไปกับการบังคับให้แพลตฟอร์มต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (Licensing Framework) หากมีผู้ใช้เกิน 8 ล้านคนในประเทศ
  • อินเดีย ที่ปรึกษาเศรษฐกิจให้ความเห็นที่สะท้อนความกังวลเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) และสุขภาพจิตของประชากรวัยแรงงานในอนาคต จากผลกระทบของการใช้สื่อออนไลน์โดยขาดการควบคุม โดยรัฐกัวกำลังเป็นโมเดลนำร่องที่พยายามใช้กฎหมายแบบเดียวกับ eSafety Commissioner ของออสเตรเลีย
  • จีน ใช้มาตรการที่เรียกว่า Minor Mode ที่เข้มงวดที่สุด โดยบังคับระดับตัวเครื่อง (Device-level) ให้ตัดการทำงานอัตโนมัติ เช่น เด็กอายุ 8-16 ปี เล่นได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และห้ามเข้าใช้งานในช่วงเวลา 22.00 – 06.00 น. ตามแนวทางของ Cyberspace Administration of China (CAC)

ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Literacy)

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สาเหตุที่รัฐบาลทั่วโลกไม่อาจปล่อยเกียร์ว่างต่อปัญหานี้ได้อีกต่อไป สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสุขภาพจิตในเด็ก ข้อมูลในปี 2025-2026 ชี้ชัดว่า อัลกอริทึมที่ออกแบบมาเพื่อ “ดึงดูดความสนใจ” กำลังทำลายสมาธิและสร้างภาวะซึมเศร้าในเยาวชนอย่างรุนแรง รวมถึงปัญหารการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ รัฐบาลมองว่า นี่คือ “การทดลองที่ควบคุมไม่ได้กับสมองเด็ก” จึงเป็นที่มาของการออกกฎหมายแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีในออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน ยุคนี้ถูกมองว่ายุคแห่งความจริงที่ถูกบิดเบือนจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพราะเมื่อ AI สามารถสร้างวิดีโอเลียนแบบคนดังได้แนบเนียน 100% ความฉลาดทางดิจิทัลแบบเดิม (Digital Literacy) ซึ่งหมายถึงความตระหนักรู้ ใช้งานสื่อออนไลน์อย่างรู้ลึกเท่าทัน สร้างสรรค์ผลงานและคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ ไม่สร้างข่าวปลอม รวมถึงมีความเข้าใจเรื่อง Cybersecurity การตั้งค่าความเป็นส่วนตัว และการรักษาจิตใจไม่ให้เสพติดอัลกอริทึม นั้นไม่เพียงพอเสียแล้ว รัฐบาลต้องเข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันการปั่นป่วนในการเลือกตั้งและความมั่นคงของชาติ

ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลปล่อยให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ดูแลและควบคุมกันเอง ผลลัพธ์คือปัญหาข่าวปลอม คลิป AI ที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออก และการล่วงละเมิดเด็กกลับพุ่งสูงขึ้น ในปี 2026 นี้ เราจึงเห็นกระแสของการที่รัฐบาลเข้ามากำหนดกฎเกณฑ์เองด้วยไม้แข็งมากขึ้นทั่วโลก

เสียงสะท้อนและความท้าทาย

แน่นอนว่า บริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎและคำสั่งของรัฐบาลประเทศต่างๆ แต่ก็ไม่วายโต้แย้งว่า กฎหมายเหล่านี้อาจละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะต้องมีการสแกนใบหน้าหรือใช้ข้อมูลรัฐเพื่อยืนยันอายุ และอาจทำให้เด็กหนีไปใช้เว็บมืดหรือเว็บใต้ดินที่อันตรายกว่าเดิม เพราะไม่มีการควบคุมเนื้อหาใดๆ เช่นเดียวกับกลุ่มสิทธิเด็กบางกลุ่ม มองว่าการแบนไม่ใช่ทางออก แต่ควรเน้นการให้ความรู้และการบังคับให้แพลตฟอร์มปรับปรุงการออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็กแทน

ขณะที่บทความใน The Economist มองแบบโต้แย้งว่า ความพยายามของรัฐบาลในเรื่องนี้ยังมีน้ำหนักไม่มากพอ และผลลัพธ์ที่ปรากฎหลังจากนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่แสดงให้เห็นเพียงความสัมพันธ์เล็กน้อยระหว่างเวลาที่ใช้งานสื่อออนไลน์กับปัญหาสุขภาพจิต และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากการรายงานด้วยตนเอง (Self-report) ซึ่งมักไม่แม่นยำ การที่ภาครัฐสั่งแบนแบบเหมาเข่ง อาจทำให้เด็กหันไปใช้แพลตฟอร์มที่อันตรายกว่าเดิมหรือหาทางเลี่ยงกฎหมาย ทำให้ผู้ใหญ่สอดส่องดูแลได้ยากขึ้น นอกจากนี้ โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำคัญสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่ม LGBTQ+ หรือเด็กที่เข้าสังคมยาก ให้ได้พบปะพูดคุยและหาความรู้ แทนที่จะออกกฎควบคุม รัฐบาลควรบังคับให้แพลตฟอร์มปรับเปลี่ยนฟีเจอร์ที่ทำให้เสพติด เช่น การไถหน้าจอแบบไม่มีที่สิ้นสุด (Endless Scrolling) หรือบังคับให้ใช้บัญชีใช้งานสำหรับเด็ก (Teen Accounts) ที่มีระบบป้องกันสูงขึ้น และเน้นไปที่การระบุอายุผู้เข้าใช้งานที่แม่นยำเพื่อติดตั้งการป้องกันให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

แต่ภาพรวมปี 2026 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกอินเทอร์เน็ตสำหรับเด็กและเยาวชน จากยุคที่ปล่อยให้ใช้งานได้อย่างอิสระ สู่ยุคที่รัฐบาลเข้ามากำกับดูแลใกล้ชิด เพื่อปกป้องคนรุ่นใหม่จากภัยเงียบของหน้าจอ

แล้วประเทศไทยของเราล่ะ ขยับตัวเรื่องนี้ได้แล้วหรือยัง ?

โดย ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : คิดถึงพระพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : คิดถึงพระพันปีหลวง

ตะลอนเที่ยว : คิดถึงพระพันปีหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้วตั้งแต่ 24 ตุลาคม 2568 แต่คนไทยจำนวนมากยังคงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่านตราบจนทุกวันนี้

รอยแย้มพระโอษฐ์ รอยพระสรวล รอยพระบาทที่ยาตราไปทั่วทุกหนแห่งบนพระราชอาณาจักรไทย พระราชจริยาวัตรที่แสนงดงาม รวมถึงพระเมตตาคุณอันมหาศาลของสมเด็จพระพันปีหลวงยังตราตรึงในความทรงจำของพสกนิกรไทยเสมอมา

เพราะฉะนั้น การที่กล่าวว่าคนไทยจำนวนมากไม่เคยลืมเลือนพระองค์ท่าน จึงเป็นความจริงอย่างที่สุด ดังดูได้จากการที่พสกนิกรจำนวนมหาศาลยังคงหลั่งไหลไปกราบถวายบังคมพระบรมศพของพระองค์ท่าน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทตลอดเวลาที่เปิดให้เข้ากราบถวายบังคม และยังคงมีงานนิทรรศการต่าง ๆ นานามากมายทั่วทั้งแผ่นดินที่ชาวประชาตั้งใจจัดทำขึ้นเพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายราชสดุดี และถวายความอาลัยรักแด่พระองค์ท่าน

นิทรรศการศิลปะ “น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ แห่งสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” คืออีกงานหนึ่งที่พสกนิกรตั้งใจน้อมเกล้าฯ ถวายความอาลัยรักแด่พระแม่เจ้าแห่งแผ่นดินไทย โดยเป็นนิทรรศการที่รวบรวมผลงานที่แสนวิจิตรจากใจของเหล่าจิตรกร และปฏิมากร จำนวนกว่า 20 ราย โดยจัดการแสดง ณ Art Jewel สยามพารากอน ชั้น ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ถึง 25 มีนาคม 2569

เหล่าศิลปินที่พร้อมใจกันร่วมจัดงานนี้ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง และศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร ทั้งสามนี้คือศิลปินแห่งชาติ และยังมีบรรดาศิลปินชั้นนำของไทย คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณญาณวิทย์ กุญแจทอง ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ รองศาสตราจารย์นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ผู้ช่วยศาสตราจารย์อภิชาติ ผลประเสริฐ สนั่น รัตนะ สมภพ บุตราช เริงศักดิ์ บุณยวาณิชย์กุล สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ สมเกียรติ เสียงวังเวง เชาวฤทธิ์ เตยขาว นพแก้ว ประยูรเมธา พ.ต.อ. ชัยวัฒน์ บูรณะ จักรี คงแก้ว อิทธิพล พัฒรชนม์ สุริยา นามวงษ์ ธัฐบดินทร์ บญเนื่อง ชุมพล พรหมจรรย์ และฐิตาภา รัตนะ

แนวคิดหลักของผลงาน ศ. (เกียรติคุณ) ปรีชา ได้แก่ พระเจ้าอยู่หัวคือน้ำ ฉันคือป่า อันแสดงถึงความสัมพันธ์ของการทรงงานเพื่อพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง ส่วนแนวคิดหลักของผลงาน ศ. (เกียรติคุณ) ถาวร คือ กราบ/สักการะ ที่ตั้งใจบ่งบอกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทำให้แผ่นดินไทย และคนไทยมีความสมบูรณ์พูนสุขมาจวบจนปัจจุบัน โดยพระมหากรุณาธิคุณนั้นยังตราตรึงในใจของพสกนิกรไทยตราบฟ้าดินสลาย

ในวันเปิดนิทรรศการนั้น มีบรรดาแขกเหรือไปร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนจิตรลดา ท่านผู้หญิงกอบกุล อุบลเดชประชารักษ์ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จิรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์ ดลชัย บุณยะรัตเวช ครีเอทีฟชื่อดังในวงการโฆษณาระดับสากล 

ขอเชิญชมนิทรรศการ และเชิญซื้อหางานศิลปะชิ้นเยี่ยมยอดเพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติล้ำค่าของคุณ โดยรายได้จะนำเข้าสมทบทุนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Art in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Danish Art คือ ทัศนศิลป์ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นในเดนมาร์กโดยศิลปินชาวเดนมาร์กหรือเดนนิสซึ่งย้อนกลับไปได้ถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช อย่างไรก็ดี ศิลปะในช่วงเวลานั้นกลับถูกเรียกขานว่าเป็น Nordic Art of Scandinavia มากกว่า ยุคที่เริ่มเป็นงานศิลปะของเดนมาร์กจริง ๆ เริ่มต้นขึ้นในยุคทองแดง แล้วถูกขนานนามว่าเป็นศิลปะของไวกิ้งในเวลาต่อมา ผลงานจิตรกรรมที่พบก็คือเป็นภาพปูนเปียกในโบสถ์เป็นส่วนใหญ่  การปฏิรูปศิลปะของเดนมาร์กเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ราชสำนัก และคหบดีมีความต้องการผลงานที่เกี่ยวข้องกับภาพเหมือนมากขึ้นซึ่งพวกเขามักนำเข้ามาจากศิลปินต่างชาติ เพื่อตอบสนองต่อตลาดในประเทศศิลปินเดนนิสที่ทำงานนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 18 จึงไปเข้ารับการศึกษาศิลปะร่วมสมัยในต่างประเทศ อาทิ เยอรมัน เนเธอร์แลนด์

เมื่อศิลปินท้องถิ่นเรียนจบจากต่างประเทศมากขึ้น ร่วมกับการส่งเสริมอย่างจริงจังจากราชสำนัก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น ณ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 จนถึงกับถูกขนานนามว่า Danish Golden Age รูปแบบของงานจิตรกรรมโดยเฉพาะงานทิวทัศน์มักเขียนถึงแสงเหนือที่นุ่มนวลแต่ก็ให้ความตัดกันของสีที่ชัดเจนซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความเป็นจริงมากกว่าความพยายามที่จะทำให้สวยแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ศิลปินยังเริ่มรังสรรค์ภาพเหมือนแบบกลุ่มคนโดยอาศัยบรรยากาศพื้นบ้านที่อยู่ท่ามกลางเฟอร์นิเจอร์พื้น ๆ ที่ตกแต่งรอบตัว อาทิ ภาพกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวของศิลปิน แม้เดนมาร์กจะมิได้เป็นศูนย์กลางในการผลิตผลงานศิลปะเฉกเช่นยุโรปกลาง และมิได้ส่งออกศิลปะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ศิลปะเดนมาร์กก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง อีกทั้งผลงานที่หลงเหลือไม่ว่าจะเป้นงานเขียนในโบสถ์หรือวังก็ยังมีอิทธิพลต่อยุโรปเหนือทั้งหมด

ในช่วงปลายของยุค Golden Age แนวความคิดที่เน้นความเป็นเนื้อเดียวกันของวัฒนธรรมได้หันเหไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น ถึงกระนั้นก็ตามศิลปินเดนนิสท้องถิ่นส่วนหนึ่งยังคงยินดีที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับความสุขของชีวิตประจำวันของชาวบ้านที่ยังคงทำการเกษตรและตกปลาอันเป็นการเน้นย้ำถึงความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง โหยหาอดีต อีกทั้งยังต้องการรักษาบรรยากาศเก่า ๆ ที่กำลังเลือนหายไป ตัวอย่างงานที่จัดแสดงใน National Museum Stockholm อาทิ A Danish Coast ของ Johan Thomas Lundbye ผลงานชิ้นนี้ศิลปินต้องการเน้นย้ำถึงความรักธรรมชาติที่นับวันจะถูกทำลายไปจากการนำพาประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมผ่านการรังสรรค์ให้เห็นการกัดเซาะของหน้าผาเป็นวงกว้างท่ามกลางชาวบ้านที่ยังใช้ชีวิตอย่างวิถีชนบท

A Roman Scribe Reading a Letter to a Young Woman โดย Ernst Meyer ภาพเจ้าหน้าที่รัฐกำลังอ่านและเขียนจดหมายให้กับกลุ่มที่อ่านหนังสือไม่ออก อาทิ หญิงที่ละทิ้งบ้านเกิดอุ้มลูกมาทำมาหากินในโรม โดยมีฉากหลังเป็นภาพคนตัดผม เป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตจริงในช่วงปี 1829 จริง ๆ La Gensola in Rome โดย Ditlev Blunck ภาพเหมือนกลุ่มศิลปินเดนนิสที่รวมตัวกันในโรมในปี 1836 ที่เป็นภาพสะท้อนชีวิตประจำวันในช่วงเวลานั้นนี้ประกอบด้วยครอบครัวชาวอิตาลีทางด้านซ้ายและชาวเดนนิสทางด้านขวาโดยมีรูปปั้น Thorvaldsen ตรงปลายโต๊ะ ผลงานชิ้นนี้ศิลปินรังสรรค์ไว้เป็นที่ระลึกในการเดินทางไปยังโรมของเขา   Boys Bathing and Playing โดย Constantin Hansen ผลงานที่สะท้อนความต้องการของศิลปินที่จะคงไว้ซึ่งอดีตที่สูญหาย ผลงานชิ้นนี้สามารถเรียกคืนวันคืนเก่า ๆ ที่เสมือนสวรรค์บนดินของชาวบ้านที่ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย เชื่องช้า สงบสุขและสนุกสนานแตกต่างจากยุคสมัยอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

Science Update : พบ ‘ฟอสซิลส่งยิ้ม’ ที่อังกฤษ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คริสเตียน คลาร์ก หญิงชาวอังกฤษ วัย 64 ปี พบซากฟอสซิลที่ดูเหมือนกำลังส่งยิ้ม บนเกาะ โฮลี ไอแลนด์ (Holy Island)  ในเทศมณฑลนอร์ทัมเบอร์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ระหว่างเดินเล่นในวัน Boxing Day ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์บอกว่า ฟอสซิลส่งยิ้มนี้เป็นซากของพลับพลึงทะเล (Crinoid) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลโบราณ ส่วนที่พบคือส่วนของลำต้นที่เรียกว่า columnal ซึ่งประกอบด้วยแผ่นเล็กๆ (ossicles) หลายแผ่นเชื่อมต่อกัน คาดว่ามีอายุประมาณ 350 ล้านปี มาจากยุคคาร์บอนิเฟอรัส (Carboniferous) ในชั้นหิน Alston formation

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันวิจัยทางธรณีวิทยาของอังกฤษ (British Geological Survey – BGS) อธิบายว่า ลำต้นของซากของพลับพลึงทะเลถูกแยกออกตามยาวและโค้งงอ จนดูเหมือนรูปปากที่มีฟันปลอม และว่าฟอสซิลพลับพลึงทะเลเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในพื้นที่แถบนี้ และมักถูกเรียกว่า ‘ลูกปัดเซนต์คัธเบิร์ต’ (St Cuthbert’s beads)ตามตำนานท้องถิ่นที่เชื่อว่านักบุญเป็นผู้สร้างขึ้นมา

แม้จะมีผู้ติดต่อขอซื้อฟอสซิลชิ้นนี้ด้วยราคาสูง แต่ คริสเตียน คลาร์ก ตั้งใจที่จะเก็บมันไว้เองเพราะมันสร้างรอยยิ้มและความประหลาดใจให้กับผู้ที่พบเห็น

Photo of the week : อำลาสาธุคุณ ‘เจสซี แจ็คสัน’ ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

Photo of the week : อำลาสาธุคุณ 'เจสซี แจ็คสัน' ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

Photo of the week : อำลาสาธุคุณ ‘เจสซี แจ็คสัน’ ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพของสาธุคุณ เจสซี แจ็คสัน ตำนานนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกัน ซึ่งถึงแก่กรรมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยวัย 84 ปี เขาไม่ใช่แค่นักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหวังสำหรับคนผิวสีและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในอเมริกา เจสซี แจ็คสัน เคยลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 1984 และ 1988 แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่แจ็คสันก็ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองอเมริกาไปตลอดกาล เพราะเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า คนผิวดำสามารถเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งสูงสุดของประเทศได้อย่างสมศักดิ์ศรี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รัฐมนตรีขี้โมโหกับรถไถ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  ที่หมู่บ้านชายป่าลึกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงบ่ายที่ฝนเพิ่งหยุดตก รัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่ง นั่งหน้าเคร่งเครียดอยู่บนเบาะหลังของรถเบนซ์คันหรู ขณะที่เขากำลังมุ่งหน้าไปยังงานหาเสียงเลือกตั้งครั้งสำคัญที่จะตัดสินตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดต่อไป ด้วยความ “โมโห” เพราะเสียเวลาเดินทางล่าช้ามามากแล้ว

                  เมื่อรถมาถึงถนนดินลูกรัง ใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้าน รถเบนซ์ต้องหยุดกะทันหัน เพราะมี ชาวนาคนหนึ่ง กำลังขับรถไถนาเดินตามจอดขวางทางกลางถนนอยู่ เนื่องจากเขากำลังเลี้ยวเข้าทุ่งนา ซึ่งมีก้อนหินใหญ่หล่นขวางทางเข้าพอดี

                   รัฐมนตรีเปิดประตูรถออกมา หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ “นี่ลุงชาวนา! จอดรถกลางถนนทำไมที่ตรงนี้? รู้ไหมว่าฉันเป็นรัฐมนตรี ที่มีอำนาจสั่งย้ายนายอำเภอของลุงได้ หลีกไปเดี๋ยวนี้!”

                   ชาวนาดับเครื่องรถไถแล้วยกมือไหว้ “ขออภัยครับท่าน หินก้อนใหญ่มันหล่นจากภูเขา ขวางทางเลี้ยวพอดี ถ้าไม่ลากเอาก้อนหินออก รถของท่านก็ผ่านไปไม่ได้ รอผมใช้โซ่คล้องลากหินนี่ประเดี๋ยวเดียวครับ”

                   “ฉันไม่รอ! เสียเวลา!” รัฐมนตรีตะคอก แล้วสั่งคนขับรถ”ขับเบียดลงไหล่ทางไปเลย!”

                   คนขับรถพยายามทัดทานว่าไหล่ทางนั้นเป็นดินอ่อนตัวเพราะฝนเพิ่งตก แต่รัฐมนตรีขี้โมโหไม่ฟังเสียง “ฉันบอกให้ไปก็ไปสิ!”

                   “ครืด… แซ่ด!” ทันทีที่ล้อรถเบนซ์ หมุนลงบนไหล่ทาง รถหรูราคาหลายล้านก็เสียหลัก จมลงไปในหล่มโคลนลึกทันที ล้อหลังหมุนฟรีจนโคลนกระเด็นขึ้นมาเปื้อนเสื้อของรัฐมนตรี ที่ยืนสั่งการอยู่ข้างรถจนเลอะเทอะดูไม่ได้

                  รัฐมนตรีพยายามลงไปช่วยเข็นรถ แต่ยิ่งทำให้โคลนดีดใส่หน้า เขาติดอยู่ในหล่มทั้งคนทั้งรถ อำนาจสั่งการมากมายที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้รถเคลื่อนที่ได้เลย

                  ชาวนา ไม่ได้พูดซ้ำเติมแม้แต่คำเดียว เขาลงจากรถไถอย่างช้าๆ หยิบโซ่เหล็กเส้นหนามาคล้องที่คานหน้ารถเบนซ์ แล้วนำมาต่อเข้ากับท้ายรถไถนาของเขา

                  รัฐมนตรีมองด้วยสายตาดูแคลน “รถไถเก่าๆ คันเล็กนิดเดียวของแกเนี่ยนะ จะลากรถเบนซ์ราคาแพงของฉันไหวหรือ?”

                  ชาวนาไม่ตอบ แต่ค่อยๆ สตาร์ทเครื่องรถไถอย่างชำนาญ เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม พลังจากเครื่องจักรการเกษตรที่ดูต้อยต่ำในสายตารัฐมนตรีค่อยๆ ฉุดลากรถเบนซ์คันงามขึ้นมาจากหล่มโคลนได้อย่างง่ายดาย            

                  เมื่อรถยนต์หรูขึ้นมายังที่ปลอดภัย ชาวนาก็กล่าวอย่างนอบน้อมว่า  “ท่านครับ ถึงรถจะดี มีราคาแพงเท่าไร ก็มีบางถนนหนทางที่ขับไปไม่ได้ และแรงของคนคนเดียวก็เปลี่ยนโลกไม่ได้เหมือนกัน บางครั้ง ‘รถไถ’ ที่ท่านมองว่าไร้ค่า อาจเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ท่านไปถึงจุดหมายได้ในยามลำบากนะครับ”

                  รัฐมนตรีขี้โมโหที่มอมแมมไปด้วยโคลน ยืนเงียบกริบ ความโกรธหายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและความสำนึก เขาหยิบเงินออกมาจะส่งให้ชาวนาเพื่อเป็นค่าตอบแทน แต่ชาวนาโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดว่า “เก็บเงินของท่านไว้เถอะครับ วันหลังถ้าเห็นใครอยู่ในภาวะยากลำบาก ก็ช่วยเขาเหมือนที่ผมช่วยท่านก็พอ”

                รัฐมนตรีขึ้นรถเบนซ์กลับไปพร้อมกับบทเรียนราคาแพงว่า “ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่รถที่ขับ แต่อยู่ที่ความถ่อมตัวและการเห็นคุณค่าของคนทุกคน”

                รัฐมนตรีในนิทานเรื่องนี้ เป็นคนที่หยิ่งยโส โอหัง ไม่รู้จักถ่อมตัว (ไม่มี อปจายนมัย) คุยโวว่าสั่งย้ายนายอำเภอได้ ดูแคลนชาวนาว่าต้อยต่ำ และดูถูกรถไถเก่าๆว่าไม่มีทางช่วยรถหรูราคาแพงของตนได้ ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง แต่ชาวนามีความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)  ถึงแม้จะถูกสบประมาทก็ยังนำรถไถมาช่วยดึงรถเบนซ์นองรัฐมนตรีขึ้นจากหล่มโคลน

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ยามรุ่งเรืองอาจมองเห็นคนอื่นไร้ค่า แต่ยามหมดท่า… สิ่งคิดว่าไร้ค่าอาจช่วยชีวิตเราได้”

อาทร จันทวิมล

เริ่มแล้วเทศกาล ‘ชมพูพันธุ์ทิพย์’ บาน! ที่มก.กำแพงแสน ‘รุกขมรดกคู่แผ่นดิน’

เริ่มแล้วเทศกาล ‘ชมพูพันธุ์ทิพย์’ บาน! ที่มก.กำแพงแสน ‘รุกขมรดกคู่แผ่นดิน’

เริ่มแล้วเทศกาล ‘ชมพูพันธุ์ทิพย์’ บาน! ที่มก.กำแพงแสน ‘รุกขมรดกคู่แผ่นดิน’

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปรากฏการณ์ถนนสายสีชมพูของประเทศเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดบ้านต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่สวยงามที่สุดแห่งปี ในพิธีเปิด “เทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์ ประจำปี 2569” ณ ถนนวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ท่ามกลางความงดงามของดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ที่พร้อมใจกันบานสะพรั่งเป็นอุโมงค์ดอกไม้ธรรมชาติระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร โดย ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ภายในงาน ผู้ร่วมงานยังได้รับฟังจุดเริ่มต้นของตำนานถนนสายนี้จาก นายมานิจ สุขีวงศ์ ผู้ปลูกและดูแลรักษาต้นชมพูพันธุ์ทิพย์มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ร่วมกับ ผศ.ธีรนาฎ กาลปักษ์ จากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน ที่มาให้ความรู้เชิงวิชาการและการจัดการต้นไม้เหล่านี้จนกลายเป็น “รุกขมรดกของแผ่นดิน”

ย้อนรอยตำนาน “จากสิงคโปร์สู่กำแพงแสน”

นายมานิจ สุขีวงศ์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าประทับใจ โดยย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2520 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ (รองอธิการบดีวิทยาเขตกำแพงแสนคนแรก) มีนโยบายปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นแนวกันลมและสร้างความร่มรื่น โดยได้รับมอบเมล็ดพันธุ์จาก ศ.ระพี สาคริก อธิการบดีในขณะนั้น ซึ่งนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศสิงคโปร์ จนเติบโตเป็นอุโมงค์สีชมพูที่ขึ้นทะเบียนเป็น “รุกขมรดกของแผ่นดิน” เมื่อปี 2562

ด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม เผยถึงเบื้องหลังประวัติศาสตร์เชิงยุทธศาสตร์ของการปลูกต้นไม้ในพื้นที่แห่งนี้ว่า การบานสะพรั่งของชมพูพันธุ์ทิพย์ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือวิสัยทัศน์ในการออกแบบนิเวศวิทยามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 ก่อนที่จะมีการเริ่มเรียนการสอนที่วิทยาเขตกำแพงแสนด้วยซ้ำ ในเวลานั้นเราต้องการไม้ที่มีอัตราการเติบโตเร็ว มีทรงพุ่มที่สามารถทำหน้าที่เป็นแนวกันลม และสร้างร่มเงาเพื่อลดอุณหภูมิในพื้นที่ ซึ่งชมพูพันธุ์ทิพย์จากสิงคโปร์ตอบโจทย์ทั้งด้านความทนทานต่อสภาพอากาศและการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีจำกัด นี่คือบทเรียนสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องการส่งต่อถึงสังคมว่า การปลูกต้นไม้ต้องเริ่มจากวัตถุประสงค์การใช้สอยและต้องสมดุลทางด้านนิเวศวิทยาเพื่อให้ต้นไม้เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นปราการทางธรรมชาติที่ยั่งยืน และเป็นต้นแบบการจัดการเมืองสีเขียวให้กับหน่วยงานระดับท้องถิ่นและระดับชาติต่อไป

ปัจจุบัน มก.กำแพงแสน มีต้นชมพูพันธุ์ทิพย์รวมทั้งสิ้น 1,258 ต้น กระจายอยู่ตามแลนด์มาร์คสำคัญให้นักท่องเที่ยวได้ตามรอย ได้แก่ แลนด์มาร์คหลัก ถนนสายวัฒนา เสถียรสวัสดิ์ (ถนนสาย 1) จำนวน 580 ต้น , จุดชมวิวทางน้ำ สระพระพิรุณ 98 ต้น และถนนดินขอบบ่อ 6 อีก 236 ต้น , พื้นที่ผ่อนคลาย สวน 100 ปี (77 ต้น), พื้นที่หน้าสวนปรง (90 ต้น), บ่อ 6 (165 ต้น) และสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (12 ต้น)

นอกจากการชมดอกไม้ ที่ มก.กำแพงแสน ยังมีจุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ อุโมงค์ยูคาลิปตัส เส้นทางสีเขียวขจีที่ทอดยาวกว่า 1.4 กิโลเมตร ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นและมุมถ่ายภาพสุดชิค , ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมเกษตร พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมล้ำสมัยและผลิตภัณฑ์พรีเมียม สินค้าทางการเกษตร จาก THE PREMIUM @ KU KPS ที่สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการเกษตรของมหาวิทยาลัย

นักท่องเที่ยวสามารถเข้าสัมผัสความโรแมนติกของเทศกาลชมพูพันธุ์ทิพย์ได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 มีนาคม 2569 พร้อมขอความร่วมมือช่วยกันรักษาความสะอาดและไม่โน้มกิ่งถ่ายภาพหรือเด็ดดอกไม้ เพื่อส่งต่อความประทับใจนี้ให้แก่ผู้อื่นต่อไป