บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              ลิงจ๋อ เป็นลูกลิง อยู่ที่ศาลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก วันหนึ่งมีเด็กนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนเก้าอี้ ลิงจ๋อจึงเก็บมาโยนเล่นกับเพื่อน เพราะเปิดโทรศัพท์ไม่เป็น    ต่อมาลิงจ๋อซึ่งชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้นำโทรศัพท์เครื่องนั้นไปให้ครูนกฮูก ให้ครูช่วยสอนวิธีเปิดวิธีใช้ให้หน่อย จะได้เอาไปเล่นเกม และ หาข้อมูลข่าวสาร เพื่อจะได้เป็นลิงที่ทันสมัย

            ครูนกฮูก บอกว่าโทรศัพท์มือถือมีสองระบบ คือ ระบบไอโฟน (Iphone)ของบริษัทแอปเปิล และระบบไม่ใช่ไอโฟน(แอนดรอยด์ Android) ซึ่งเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อต่างๆ เช่น ออปโป้ (Oppo) วิโว่ (Vivo)  เสี่ยวมี่ (Xiaomi) ซัมซุง (Samsung)

              ครูนกฮูกบอกว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ สามารถต่อพ่วงกับ คอมพิวเตอร์ นาฬิกา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ ได้ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอได้ สามารถใช้คำสั่งเสียง หรือ ใช้เสียงพูดถามเรื่องต่างๆ แปลภาษา   เปิดแผนที่ และทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ ซึ่งบางอย่างครูก็ตามไม่ทัน

                   ครูนกฮูกเตือนลิงจ๋อให้ระวัง โจรมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวมากับโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต โดยคนร้ายอาจโทร หรือส่ง อีเมล์ โฆษณา มาหลอกลวงให้จ่ายเงิน ลงทุนที่ได้กำไรสูง ให้เปิดบัญชีม้า หรือทำสิ่งที่ไม่สุจริต ดังนั้นจึงไม่ควรรับโทรศัพท์หรือเปิดอินเทอร์เน็ต จากเบอร์โทรศัพท์หรือเว็ปไซด์ที่ไม่รู้จักเชื่อถือได้ 

                     ครูนกฮูกสอนให้ลิงจ๋อเปิดเครื่องโทรศัพท์ แล้วใช้โปรแกรมกูเกิลค้นหาข้อมูล ต่างๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

           1. การเปิดเครื่องโทรศัพท์ ให้กดปุ่มเปิด/ปิดค้างไว้ (ส่วนใหญ่อยู่ด้านข้างหรือด้านบนของเครื่อง) จนกว่าหน้าจอจะสว่างขึ้น รอสักครู่ เครื่องจะเริ่มทำงาน

            2. การปลดล็อกหน้าจอ ให้ลากนิ้วบนหน้าจอ ปัดขึ้นจากด้านล่างของหน้าจอ หรือป้อนเลขรหัส ที่ตั้งไว้

            3. หน้าจอหลัก จะแสดงรูปสัญลักษณ์ แสดง ห้องของชุดข้อมูลต่างๆ  คล้ายช่องโทรทัศน์ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกว่าจะเปิดดูโทรทัศน์ช่องไหน แต่ละห้องจะมีรูปสัญญลักษณ์ประจำกลุ่ม (แอป หรือ แอพพลิเคชั่น Application) เช่น รูปภาพ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ กูเกิล ยูทูป จีเมล์ ไลน์ 

ห้องแอปต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ

            4. การใช้ ห้อง (แอป App) กูเกิล Google ห้องกูเกิล เป็นของบริษัทกูเกิลมีห้องย่อยหลายห้อง เช่น ห้องแปลภาษา (กูเกิลทรานสเลท Google Translate) ห้องแผนที่ (กูเกิลแมพ Google Map) ห้องอ่านรูป (กูเกิลเลนส์ GoogleLens) แต่ละห้องมีวิธีการใช้ไม่เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ให้ลองเปิดดู แล้วถามคนที่เคยใช้

ห้องแอปกูเกิลมีห้องย่อยหลายห้อง

การค้นหาข้อมูล: ใช้นิ้วกดที่รูปช่อง Google (รูปตัวอักษร “G”) แล้ว พิมพ์คำที่ต้องการค้นหาในช่องค้นหา * กดปุ่ม “ค้นหา”
การใช้แผนที่ (Google Maps): เปิดช่อง Maps (รูปแผนที่) แล้วพิมพ์สถานที่ที่ต้องการไปในช่องค้นหา * กดปุ่ม “ค้นหา” เครื่องจะแสดงเส้นทางที่จะไปยังจุดหมาย โดยให้เลือกได้ว่าจะเดินทางไปด้วยยานพาหนะอะไร เช่นรถยนต์ส่วนตัว จักรยาน หรือเดินเท้า  
การแปลภาษา (Google Translate): เปิดแอปพลิเคชัน Translate เลือกภาษาที่ต้องการแปล แล้ว พิมพ์หรือพูดคำที่ต้องการแปล
การสั่งอาหารออนไลน์: ติดตั้งแอปสั่งอาหาร เช่น แกร็ป GrabFood, ไลน์แมน LINE MAN * ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ แล้ว เลือกอาหารที่ต้องการ ระบุที่อยู่จัดส่ง ชำระเงิน

ข้อแนะนำ

หากไม่เข้าใจส่วนใด ให้สอบถามจากคนรอบข้างที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็น
ลองเล่นและทดลองใช้แอปต่างๆ เพื่อทำความคุ้นเคย
อย่ากลัวที่จะกดผิด เพราะสามารถแก้ไขได้เสมอ

อาทร  จันทวิมล

อย่ามองข้าม ฝุ่นพิษพุ่งสูง ยิ่งขนาดเล็ก ยิ่งอันตราย ดูแลก่อนป่วย

อย่ามองข้าม ฝุ่นพิษพุ่งสูง ยิ่งขนาดเล็ก ยิ่งอันตราย ดูแลก่อนป่วย

อย่ามองข้าม ฝุ่นพิษพุ่งสูง ยิ่งขนาดเล็ก ยิ่งอันตราย ดูแลก่อนป่วย

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในฤดูฝุ่น ทุกเช้าวิถีคนเมืองต้องเปิดแอปพลิเคชันเช็ค “ค่าฝุ่นในอากาศ” ถึงแม้ฝุ่นนอกบ้านเราจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่รู้ไหม พื้นที่ในบ้านหรืออาคารสำนักงานยิ่งสำคัญ แถมเสี่ยงมลพิษทางอากาศมากกว่าเดิม ทั้งกลิ่นสีและสารระเหยจากการซ่อมบ้าน กลิ่น/ควันจากการทำอาหาร ไอระเหยจากน้ำหอมปรับอากาศต่างๆ หรือฝุ่น เชื้อราที่สะสมจากเฟอร์นิเจอร์ พรม หรือระบบ
ปรับอากาศ นี่คือภัยเงียบที่เราอาจไม่เคยนึกถึง แต่ส่งผลกับร่างกายอย่างมาก

ข้อมูลคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2567 จาก สำนักข่าว Thai PBS ระบุว่า ตลอดทั้งปี คนกรุงเทพฯ มีวันที่อากาศ “ดีจริง ๆ” เพียง 43 วันเท่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงหน้าฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ถือว่าเป็นช่วงที่หายใจได้
สบายใจที่สุด นอกนั้นอยู่ในกลุ่มคุณภาพอากาศระดับปานกลาง แต่เราต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ หรือช่วงที่ความกดอากาศต่ำมาก ๆ ซึ่งค่าฝุ่นพิษพุ่งสูงจนแตะระดับ 165 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามลพิษทางอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รองศาสตราจารย์ ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า “เรื่องคุณภาพอากาศเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ควรมองข้าม ไม่ใช่มีเพียง PM2.5 เท่านั้น มลพิษจำนวนมากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยิ่งมีขนาดเล็กก็ยิ่งอันตราย เข้าสู่ร่างกายได้ลึก ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งอาการภูมิแพ้ หอบหืด ไปจนถึง
โรคเรื้อรังต่าง ๆ แม้ว่าเราจะควบคุมคุณภาพอากาศภายนอกได้ไม่มากนัก ทั้งเรื่องของสภาพอากาศ ต้นตอของมลพิษต่าง ๆ แต่เราสามารถเริ่มต้นดูแล ควบคุมคุณภาพอากาศภายในบ้านของเราได้ทันทีและเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราใช้เวลามากกว่า 90%
อยู่ภายในอาคาร

ดังนั้น การใช้เครื่องกรองอากาศที่มีมาตรฐาน กรองอนุภาคได้ขนาดเล็ก และเชื่อถือได้มีมาตรฐานรับรองจะเพิ่มคุณภาพอากาศลดความเสี่ยง ควรใช้เครื่องกรองอากาศในอาคารโดยเฉพาะห้องนอนและห้องนั่งเล่น ควรตรวจสอบการระบายอากาศและลดการใช้ผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ  ให้เลือกเครื่องกรองอากาศที่มีค่า CADR หรือ อัตราการส่งอากาศบริสุทธิ์ให้เหมาะสมกับขนาดของห้อง ที่สิ่งสำคัญควรเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศตามรอบที่กำหนด เพื่อให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพตามค่า CADR และเหมาะสมกับขนาดพื้นที่ที่ใช้งาน ก็จะช่วยให้เราหายใจได้อย่างมั่นใจ ได้รับอากาศสะอาดในทุกวันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

“แอมเวย์” ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพอากาศภายในบ้าน และมุ่งสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีให้กับทุกคน นำเสนอเครื่องกรองอากาศ แอทโมสเฟียร์ สกาย และ แอทโมสเฟียร์ มินิ มาพร้อมเทคโนโลยีแผ่นกรองอากาศคุณภาพสูงที่สามารถกรองได้เล็กที่สุดถึง 0.0024 ไมครอน (ทดสอบโดยห้องทดลองอิสระตามมาตรฐาน EN1822 European HEPA ผลทดสอบแบบ Single Pass Efficiency)  ด้วยระบบแผ่นกรองอากาศ 3 ชั้นที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกรองมลพิษในอากาศที่มีขนาดเล็กมากๆ กรองสิ่งปนเปื้อนในอากาศได้ถึงมากถึง 330 ชนิด (ทดสอบโดยห้องทดลองอิสระด้วยวิธีการประเมินด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์)  เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ไรฝุ่น ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ และสารก่อภูมิแพ้ รวมถึง สามารถลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นสัตว์เลี้ยง และกลิ่นจากการประกอบอาหาร นอกจากนี้ ยังได้การรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับสากลจากสถาบันชั้นนำ อาทิ Allergy UK, AHAM, ECARF, Energy Star รวมทั้งเครื่องหมาย มอก. ของไทย พร้อมการรับประกันความพึงพอใจ 90 วัน เพื่อความมั่นใจของผู้ใช้งานทุกคน

การใส่ใจคุณภาพอากาศภายในอาคารเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อดูแลสุขภาพของคนในครอบครัว ช่วยลดความเสี่ยงจากมลพิษที่มองไม่เห็นและส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก 2569 รายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก

สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก 2569 รายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก

สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก 2569 รายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“3 กุมภาพันธ์ ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ชวนร่วมส่งน้ำใจ รำลึกถึงวีรกรรม ความเสียสละของทหารผ่านศึกทุกเหล่าทุกสมรภูมิและทุกพื้นที่ ด้วยการช่วยอุดหนุนซื้อดอกป๊อปปี้ของมูลนิธิฯ เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ซึ่งจะมีสายจำหน่ายต่างๆ ออกไปจำหน่ายทั่วไปในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีอาสาสมัครหลากหลายสาขาอาชีพรวมน้ำใจเพื่อเชิญชวนให้กลัดดอกป๊อปปี้บนปกหรือกระเป๋าเสื้อ ใน “สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569

คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวว่า “สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานเนื่องในวันทหารผ่านศึกผ่านศึก” เวียนมาบรรจบอีกปี  ระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2565 โดยมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ดำเนินการในการจัดจำหน่ายดอกป๊อปปี้เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกทีเสียชีวิตหรือพิการรวมถึงได้ให้การสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกในด้านต่างๆมาโดยตลอด

“ดอกป๊อปปี้ ดอกละ 20 บาท เป็นงานฝีมือของครอบครัวทหารผ่านศึก เป็นงานฝีมือจากเหล่าแม่บ้านครอบครัวของทหารผ่านศึก การทำดอกป๊อปปี้นี้กลายเป็นเหมือนงานอดิเรกและอาชีพเสริมไปในตัว เพราะมีค่าแรงจากมูลนิธิที่จ่ายให้อย่างยุติธรรม และยังมีอาสาสมัครที่มาร่วมกันดอกไม้ที่สำนักงานมูลนิธิ ทั้งเป็นการพบปะสังสรรค์และได้ทำประโยชน์แก่สังคม นอกเหนือไปจากสวัสดิการที่ทางมูลนิธิฯ จัดให้เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้ทุเลาจากความขาดแคลนที่เกิดจากความสูญเสียรายได้ของหัวหน้าครอบครัว และดอกป๊อปปี้เหล่านั้นได้นำมาขายทุกปี ตั้งแต่ปี พ.ศ 2512 ที่ผ่านมา รายได้จากการขายดอกป๊อปปี้และผลิตภัณฑ์อื่นของมูลนิธิฯ รวมทั้งการบริจาคของผู้มีจิตกุศล เป็นความช่วยเหลือของประชาชนโดยทั่วไป ที่รับรู้และเห็นใจในความเสียสละของทหารหาญ ที่ทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติแทนพวกเรา” คุณหญิงแสงเดือน กล่าว

นันทวัน เฆมใหญ่ สุวรรณปิยะศิริ ประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กล่าวเสริมว่า “สัปดาห์ดอกป๊อปปี้บานวันทหารผ่านศึก” ปีนี้ มูลนิธิฯ ได้รับความกรุณาจาก พลเอก บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) นายทหารราชองครักษ์พิเศษ และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก มาช่วยประชาสัมพันธ์เชิญชวนซื้อดอกป๊อปปี้ในปีนี้  นอกจากดอกป๊อปปี้ที่จะจำหน่ายในราคาดอกละ 20 บาทแล้ว  ทางมูลนิธิฯ ได้นำมาจัดเป็นกระเช้าดอกป๊อปปี้ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ แก้วน้ำ ร่ม พัด ผ้าพันคอซาติน และพิเศษสุดผลงานการออกแบบลายดอกป๊อปปี้บนเสื้อและกระเป๋าจาก 3 ศิลปิน ได้แก่ มัดหมี่ นพเก้า ไกรตระกูล, ดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ และครูปาน สมนึก คลังนอก โดยรายได้จากการจำหน่ายดอกป๊อปปี้จะนำไปช่วยเหลือครอบครัวทหาร ตำรวจ พลเรือนและอาสาสมัคร ที่อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติต่อไป

ยี่สิบบาทซื้อดอกป๊อปปี้ช่วยอะไรได้บ้าง?

มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  จำหน่ายดอกป๊อปปี้ในราคา 20 บาท งานฝีมือรูปแบบต่างๆ และผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิฯ  รายได้จากการจำหน่ายนำไปช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย สร้างงานสร้างอาชีพ ช่วยสมทบเงินและสิ่งของจำเป็นให้กับทหารชายแดนและครอบครัวทหารที่เสียชีวิต ช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ มอบทุนการศึกษาแก่บุตรธิดาทหารผ่านศึก สร้างและสนับสนุนการสร้างโรงเรียน ศุนย์เด็กเล็กในนิคมทหารผ่านศึก

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อดอกป๊อปปี้และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ที่ มูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โทร.02-2453303 และ 092-7502642 ช่องทางออนไลน์ตามลิ้งค์นี้ https://shop.line.me/@poppythailand  เฟ้สบุ้ค : มูลนิธิสงเคราะห์ทหารผ่านศึก,  อินสตราแกรม : popythailand2511 หรือติดต่อผ่านไอดีไลน์: @poppythailand นอกจากนั้น ยังสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชีมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก เลขที่บัญชี 029-2-71777-6

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

Science Update : นักบินอวกาศชื่อดังของนาซาวางมือ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ซูนิ วิลเลียมส์ (Suni Williams) นักบินอวกาศชื่อดังขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ได้ประกาศเกษียณอายุอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2025 หลังจากปฏิบัติหน้าที่มานานกว่า 27 ปี โดยนาซาได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเรื่องนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 ม.ค.)

ภารกิจสุดท้ายของวิลเลียมส์ คือการทดสอบยาน โบอิ้ง สตาร์ไลเนอร์ ซึ่งเดิมกำหนดไว้เพียง 8 วัน แต่เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคของตัวยาน ทำให้เธอต้องติดค้างอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาตินานถึง 286 วัน หรือกว่า 9 เดือน เธอและ บุตช์ วิลมอร์ นักบินอวกาศคู่หู เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยด้วยยาน SpaceX Crew Dragon เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2025 หลังจากที่นาซาตัดสินใจว่า ยานสตาร์ไลเนอร์ไม่ปลอดภัยพอที่จะใช้ขนส่งมนุษย์กลับโลก

ซูนิ วิลเลียมส์ เกษียณอายุในฐานะผู้ครองสถิตินักบินอวกาศหญิงที่มีเวลาปฏิบัติภารกิจนอกตัวยาน (Spacewalk) นานที่สุด 62 ชั่วโมง 6 นาที และมีเวลาสะสมในอวกาศรวมสูงถึง 608 วัน มากเป็นอันดับสองในบรรดานักบินอวกาศของนาซา โดยตลอดการปฏิบัติภารกิจ 3 ครั้ง วิลเลียมส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสถานีอวกาศนานาชาติถึงสองครั้ง และมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้กับโครงการ Artemis ที่จะส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

สกู๊ปพิเศษ : หนุนคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน ปิดจุดเสี่ยงสำคัญด้วยแอปฯ ‘Thai Consular’

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน ท่ามกลางแนวโน้มแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2568 พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมแล้วทั้งสิ้น 64,855 คน โดยเร่งปิดจุดเสี่ยงสำคัญที่แรงงานอาจเผชิญ ทั้งการถูกหลอกลวง การทำงานผิดกฎหมาย การละเมิดสิทธิแรงงาน และการเข้าถึงความช่วยเหลือที่ล่าช้า ผ่านการผลักดันแอปพลิเคชัน “Thai Consular” ควบคู่การลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตาม แจ้งเตือนภัย และประสานความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที หนุนแรงงานไทยได้รับความคุ้มครองอย่างครอบคลุมในทุกพื้นที่ทั่วโลก

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความต้องการในการพึ่งพาแรงงานจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นกลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศ โดยจากสถิติแรงงานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ของกรมการจัดหางาน ในช่วง 11 เดือนของปี 2568 (มกราคม – พฤศจิกายน) พบว่า มีแรงงานไทยเดินทางไปทำงานต่างประเทศรวมทั้งสิ้น 64,855 คน โดยตลาดหลักยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง มีจำนวนแรงงานเดินทางไปทำงานรวมสูงสุดถึง 34,062 คน รองลงมาคือกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง 20,214 คน กลุ่มประเทศยุโรป 7,082 คน และกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ 2,264 คน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจำนวนแรงงานเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงต่างๆ ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าปัญหาหลักๆที่แรงงานไทยในต่างประเทศมีโอกาสเผชิญความเสี่ยง ได้แก่  1.ตกเป็นเหยื่อสัญญาหลอกลวง งานไม่ตรงปก เพราะการเดินทางด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวจะทำให้อยู่ในสภาพไร้การคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานของประเทศปลายทาง 2.ค่าจ้างไม่เป็นไปตามที่ตกลง หรือถูกยึดเอกสารสำคัญ จากนายจ้างบางรายที่ใช้ช่องโหว่จากสถานะที่ไม่ถูกต้องกดดันแรงงาน เช่น ไม่จ่ายค่าจ้าง ยึดพาสปอร์ต หรือบังคับให้ทำงานเกินชั่วโมงที่กำหนด 3.สภาพการทำงานเสี่ยงอันตราย ไม่มีประกันสุขภาพ แรงงานจำนวนมากต้องทำงานหนักเกินมาตรฐาน หรือทำงานในสภาพเสี่ยง โดยไม่มีหลักประกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย 4.การถูกจับกุม – ส่งกลับ เนื่องจากวีซ่าไม่ถูกต้องหรือหมดอายุ และ 5.ไม่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ซึ่งแรงงานที่ไม่ได้ลงทะเบียนหรือไม่ได้ใช้ระบบที่รัฐรับรอง มักไม่มีข้อมูลในฐานข้อมูล ทำให้การช่วยเหลือจากสถานทูตหรือสถานกงสุลทำได้ยากและล่าช้าในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เหตุจลาจล อุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามกรมการกงสุลสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยในต่างประเทศ ด้วยการผลักดันให้ “Thai Consular” เป็นแอปฯ สามัญสำหรับกลุ่มแรงงานที่กำลังจะเดินทางไปทำงานในต่างแดน รวมถึงการลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศผ่านแอปฯ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าผู้เดินทางอยู่ในประเทศหรือเมืองใด สามารถแจ้งเตือนภัยเฉพาะพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ประสานความช่วยเหลือได้ตรงจุด และติดตามได้รวดเร็วกว่าการรอข้อมูลความช่วยเหลือจากโซเชียลมีเดีย โดยข้อมูลจากการลงทะเบียนในระบบ เป็นข้อมูลที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันทีในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ กรมการกงสุลยังเร่งสร้างเครือข่ายแรงงานไทยในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือในพื้นที่จริง ช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจต่อสิทธิ ความเสี่ยง และช่องทางขอความช่วยเหลือในต่างแดน รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการติดตามเพื่อนแรงงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือขาดการติดต่อ เพื่อให้การช่วยเหลือทำได้เร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น

“การดูแลแรงงานไทยให้ปลอดภัย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือเชิงนโยบายและการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ กรมการกงสุล จึงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน และบริษัทจัดหางาน ผ่านการขับเคลื่อนข้อมูลเชิงรุกเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียว และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและเท่าทันความเสี่ยง ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดส่งแรงงาน การเตรียมความพร้อมก่อนเดินทาง ไปจนถึงการคุ้มครองในภาวะวิกฤตหรือการช่วยเหลือให้กลับประเทศอย่างปลอดภัย โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดนให้เทียบเท่าสากล และทำให้แรงงานไทยทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากประเทศไทยจนถึงวันที่กลับบ้าน”

ทั้งนี้ กรมการกงสุลขอเชิญชวนแรงงานไทยที่มีแผนจะเดินทางไปทำงานต่างประเทศร่วม “ลงทะเบียนคนไทยในต่างประเทศ” ผ่าน “แอปพลิเคชัน Thai Consular” ที่ดาวน์โหลดติดเครื่องตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง คือความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของคนไทยในต่างประเทศ เพราะข้อมูลที่กรอกไว้จะเป็นเข็มทิศสำคัญในยามเกิดเหตุไม่คาดคิดจะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถให้การช่วยเหลือแรงงานไทยได้ทันที เพราะ “แอปพลิเคชัน Thai Consular” พร้อมให้บริการกับคนไทยแล้วทั่วทุกมุมโลก ดาวน์โหลดได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ ทั้งระบบ IOS และ Android

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีช่างซ่อมรถชื่อดังนามว่า “เจ๋ง”  ที่ได้รับฉายาว่า “ช่างเทวดา” ด้วยฝีมือซ่อมรถที่เฉียบขาดราวกับมีเวทมนตร์ ไม่ว่ารถยี่ห้อไหน รุ่นไหน เสียอาการหนักแค่ไหน เจ๋งก็สามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม

              แต่วันหนึ่ง เจ๋งก็ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อลูกค้าเอารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดมาให้เขาซ่อม เพราะถุงลมนิรภัย เกิดทำงานพองลมขึ้นมาเองโดยไม่มีอุบัติเหตุ เจ๋งงัดเอาความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เรียนและสั่งสมมาใช้ แต่ก็ไม่เป็นผล ซ้ำร้ายยังทำให้ระบบอื่นๆ ของรถเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก

               เจ๋งรู้สึกหวั่นไหว เขาเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง และตระหนักว่าเทคโนโลยีได้ก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าที่เขาจะตามทัน ความคิดที่จะวางมือเลิกซ่อมรถยนต์ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเจ๋งก็ตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เขาไปเข้าเรียนระยะสั้นที่วิทยาลัยสารพัดช่าง เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถยนต์ และเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ของช่างซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมอาชีพ     

             จากการพูดคุยกับช่างคนอื่นๆ เจ๋งจึงได้รู้ว่าปัญหาถุงลมทำงานเองนั้นเกิดขึ้นกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่บางรุ่นเท่านั้น เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งมอบให้วิศวกรของบริษัทค้นหาปัญหาอย่างลึก แล้วพบความผิดพลาดในการออกแบบ และการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชิ้นหลังจากใช้งานไปได้สักปี ทำให้บริษัทต้องเรียกคืนรถยนต์รุ่นดังกล่าวทั่วโลกกว่าแสนคันไปเปลี่ยนถุงลมรุ่นใหม่ เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไป บริษัทรถยนต์ดังกล่าว เกือบจะต้องปิดกิจการเพราะความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ขายรถไม่ออก

            นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง การยึดติดกับความรู้เดิมๆ อาจทำให้เราก้าวไม่ทัน ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

อาทร  จันทวิมล

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

เที่ยวไทยมุมใหม่! ททท. ชวนเปิดแผนที่ Hidden Destinations

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลาดในประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญ “LIVE HERE” Stay a little longer, Live a little deeper อยู่ต่ออีกนิด.. ใช้ชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าเดิม มุ่งเฟ้นหาแหล่งท่องเที่ยวที่ซ่อนอยู่ (Hidden Destinations) และเรื่องราวที่ยังไม่ถูกเล่า (New Story) จากทั่วประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่ามากกว่าปริมาณ หรือ Value Over Volume เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่ประสบการณ์ที่มีความหมายและทรงคุณค่าอย่างยั่งยืน

จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ พบว่าในปี 2569 นักเดินทางเริ่มมองหา “ประสบการณ์ที่ลึกกว่า” มากกว่า การเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยม โดยให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอยู่กับพื้นที่จริง และการค้นหาจุดหมายที่ยังไม่พลุกพล่าน เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวหันมาให้คุณค่ากับพื้นที่ที่เงียบสงบ ยังไม่ถูกค้นพบ และสามารถถ่ายทอดตัวตนผ่านการเดินทางได้อย่างแท้จริง จึงทำให้ Lesser-Known Destination ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายทางเลือก แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็น “Unseen Destination ที่สร้าง Unforgettable Experience” ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง การใช้เวลาในพื้นที่ยาวนานขึ้น และการสร้างความผูกพันกับจุดหมายปลายทางอย่างมีความหมาย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโครงการ LIVE HERE ที่ชวนให้ทุกคน “อยู่ต่ออีกนิด และใช้ชีวิตให้ลึกซึ้งกว่าเดิม”

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า “แผนการตลาดในประเทศปี 2569  มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ที่เน้นดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยมีแผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปใน 5 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1.การฟื้นฟูจิตใจและให้รางวัลชีวิต 2.การหนีความวุ่นวายสู่ความสงบ 3.การทำคอนเทนต์ เช็กอิน ลิ้มรสอาหารท้องถิ่น 4.การแสวงหาประสบการณ์ทางกาย ใจและอารมณ์ และ 5.การท่องเที่ยวหรูหราเชิงอนุรักษ์ เป้าหมายหลักของเราคือทำให้คนไทย สร้างความสุขได้ทันทีที่ออกเดินทาง โดยโครงการ LIVE HERE จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านการสร้างสรรค์เส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่เน้นคุณภาพและคุณค่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวซ้ำ แต่ยังเป็นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง”

ไฮไลต์สำคัญของโครงการคือ แคมเปญประกวดเฟ้นหา 10 เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวใหม่ “THAILAND UNTOLD” เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แต่ยังไม่เคยปรากฏในรีวิวมาก่อน โดย ททท. จะนำเส้นทางเหล่านี้มาต่อยอดให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ทรงพลัง ช่วยสร้างความโดดเด่นและเพิ่มความหลากหลายให้กับแผนที่ท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ จึงขอเชิญชวน Local Creators และ Local Photographers หรือผู้ที่สนใจทั่วประเทศไทยที่มีความหลงใหลในพื้นที่ท้องถิ่น มาร่วมถ่ายทอดมุมมองใหม่ผ่านภาพถ่ายและเรื่องราวในแคมเปญ THAILAND UNTOLD โดยเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. – 25 ก.พ. 2569  ผู้ชนะ 10 เส้นทาง จะได้รับเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 350,000 บาท พร้อมโอกาสในการเผยแพร่ผลงานผ่านสื่อเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสมัครได้ที่ Facebook Page: LIVE HERE   หรือ Line OA: @LiveHere

ททท. มุ่งหวังว่า โครงการ LIVE HERE จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้เวลาเดินทางอย่างมีคุณค่า สร้างความผูกพันระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน และร่วมกันต่อยอด “Hidden Destinations” ของไทยให้กลายเป็นจุดหมายที่สร้างความหมายและความภาคภูมิใจให้กับประเทศในระยะยาว

Photo of the week : สเปนเศร้าอุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่

Photo of the week : สเปนเศร้าอุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่

Photo of the week : สเปนเศร้าอุบัติเหตุรถไฟครั้งใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้คนทั่วสเปนยังคงอยู่ในความเศร้าโศกในสัปดาห์นี้ หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศ เมื่อรถไฟความเร็วสูง จากเมืองมาลากาไปยังกรุงมาดริด พุ่งหลุดออกจากรางและไปพาดขวางรางรถไฟที่อยู่คู่กัน ทำให้รถไฟอีกขบวนซึ่งแล่นสวนมา บนเส้นทางจากกรุงมาดริดไปยังเมืองอูเอลบาพุ่งชนเต็มแรง จนขบวนรถไฟดังกล่าวตกรางไปด้วย ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยูอย่างน้อย 42 ราย บาดเจ็บอีก 122 คน ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟครั้งร้ายแรงที่สุดของสเปนในรอบ 13 ปี และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบรางที่สเปนภาคภูมิใจอย่างมาก

(ภาพ 1-8)

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

Health News : เล่นเกมมากกระทบนอนหลับ-เสี่ยงโรคอ้วน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การศึกษาใหม่ที่นำโดยมหาวิทยาลัยเคอร์ตินของออสเตรเลีย และเผยแพร่ในวารสารนิวทรีชัน (Nutrition) ได้ทำการสำรวจนักศึกษา 317 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 20 ปี จากมหาวิทยาลัย 5 แห่งทั่วออสเตรเลีย โดยผู้เข้าร่วมถูกแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเล่นเกมน้อย (0-5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) กลุ่มเล่นเกมปานกลาง (5-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และกลุ่มเล่นเกมมาก (เกินกว่า 10 ชั่วโมงขึ้นไป) นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ที่เล่นเกมน้อยและปานกลางมีรายงานผลลัพธ์สุขภาพคล้ายคลึงกัน แต่กลุ่มผู้ที่เล่นเกมเกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์กลับมีผลลัพธ์สุขภาพย่ำแย่กว่า

ศาสตราจารย์ มาริโอ เซียร์โว จากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่พฤติกรรมการเล่นเกมมากเกินไป มากกว่าตัวเกมเอง โดยกลุ่มนักศึกษาที่เล่นเกมไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีรูปแบบการบริโภคอาหาร การนอนหลับ และน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างคล้ายกันทั้งหมด ทว่าความแตกต่างนั้นจะเริ่มปรากฎให้เห็นได้ชัดเมื่อเล่นเกมเกิน 10 ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมทุกกลุ่มมีรายงานคุณภาพการนอนหลับโดยรวมค่อนข้างแย่ แต่ชั่วโมงการเล่นเกมที่เพิ่มขึ้นยังเชื่อมโยงกับการรบกวนการนอนหลับอีกด้วย

ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ว่าการปรับพฤติกรรมสู่กิจวัตรที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การจำกัดการเล่นเกมจนถึงช่วงดึก และการเลือกรับประทานอาหารว่างที่มีประโยชน์ อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

แหวกฟ้าหาฝัน : Gustav III and The Museum of Antiquities

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบของเก่าที่เดินทางมาสต็อกโฮมในหน้าร้อนจะมีโอกาสพิเศษกว่าฤดูอื่น ไม่เพียงวันจะยาวแล้ว ยังมีมิวเซียมบางแห่งที่เปิดเฉพาะช่วงนี้ด้วย นั่นคือ Gustav III and The Museum of Antiquities มิวเซียมซึ่งอยู่ในส่วนของ Royal Palace Stockholm นี้เปิดระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึงกันยายนเท่านั้น  นักท่องเที่ยวที่มีเวลามากอาจแวะเยือนได้ เพราะใช้เวลาไม่มากค่าใช้จ่ายจะรวมอยู่ในค่าเข้า Royal Palace อยู่แล้ว มิวเซียมแห่งนี้ถือกำเนิดมาจากการที่ พระเจ้า Gustav III มีความสนใจในเรื่องของโบราณตั้งแต่สมัยที่มีภูเขาไฟระเบิด ร่วมกับการที่พระองค์ได้พบกับพระสันตะปาปาและได้มีดำริร่วมกันที่จะเปิดมิวเซียมทางด้านศิลปะแห่งแรกของยุโรป ย้อนไป 79 ปีก่อนคริสต์กาล เมื่อภูเขาไฟ Vesuvius ทางตอนใต้ของอิตาลีประทุขึ้น หลายเมืองได้ถูกถมลงภายใต้ลาวา และเถ้าถ่าน เมืองใหญ่อย่าง Pompeii ได้ขุดค้นพบขึ้นในปี 1748 ของที่ค้นพบครั้งนั้นได้เปิดหูเปิดตาชาวโลกขึ้นมากมาย  

ในช่วงเวลานั้นศิลปะแบบ Rococo กำลังรุ่งเรือง แต่ก็มีศิลปินหลายกลุ่มที่เริ่มเบื่อหน่ายสไตล์การตกแต่งจากเปลือกหอยอันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปะแบบ Rococo จนนำไปสู่ศิลปะแบบ Neoclassicism ในช่วงนั้นพระเจ้ากุสตาฟที่สามแห่งสวีเดนซึ่งสนใจในศิลปะได้เดินทางลงใต้สู่กรุงโรมเพื่อตามล่าหางานศิลปะโดยเฉพาะงานประติมากรรมต่าง ๆ เมื่อพระองค์เสด็จถึงวาติกันในวันปีใหม่ปี 1784 พระองค์ได้เชยชมงานประติมากรรมใน Museo Pio Clementino โดยมีสันตะปาปา Pius VI เป็นไกด์ส่วนตัวยังผลให้พระองค์ซื้อสมบัติเก่า ๆ มากมายมาไว้สะสม ในการเยือนครั้งนั้นพระองค์ได้ให้ Benigne Gagneraux ศิลปินประจำราชสำนักรังสรรค์งานจิตรกรรมการเยือนและพบปะสันตะปาปาไว้เป็นที่ระลึกด้วยอีกต่างหาก

ข่าวความต้องการสะสมวัตถุโบราณของพระองค์กระฉ่อนไปทั่วอิตาลียังผลให้นักขุดของเก่าทั้งหลายพยายามขวนขวายหาสิ่งที่พระองค์อยากได้ นั่นคือ รูปปั้น Apollo และรูปปั้นผู้หญิงแบบต่าง ๆ มานำเสนอ แม้รูปปั้นหลายชิ้นไม่สมประกอบ แต่ก็ถูกซ่อมแซมแก้ไขเพื่อให้พระองค์พึงพอใจและนำไปตั้งโชว์ที่พระราชวังใน Haga ได้ เมื่อตัวแทนขายสะสมของได้จำนวนหนึ่งซึ่งไม่เพียงมีงานประติมากรรม ยังมีแจกันจำนวนมากด้วย พวกเขาก็ส่งของไปทางเรือเพื่อให้พระองค์นำไปตั้งแสดงที่ Royal Palace Stockholm

สามสัปดาห์หลังจากที่พระเจ้ากุสตาฟที่สามเสด็จสวรรคตในวันที่ 29 มีนาคม 1792 หลังการถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าในงานรื่นเริงสวมหน้ากาก รัฐบาลตัดสินใจจัดตั้งมิวเซียมขึ้นเพื่ออุทิศให้กับวัตถุโบราณที่พระองค์สะสมไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ผู้ซึ่งพยายามรักษาสมบัติเก่าเหล่านี้มาตลอดชีวิต รัฐบาลได้แต่งตั้งให้ Carl Fredrik Fredenheim ซึ่งเป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ในการได้มาจากแหล่งขุดค้นที่โรมและสะสมวัตถุโบราณเหล่านี้เป็นภัณฑารักษ์มิวเซียมคนแรก ส่วนของอาคารที่เลือกก็เป็นตำแหน่งปีกตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวังซึ่งเป็นที่จัดแสดงวัตถุโบราณเหล่านี้ในปัจจุบัน

เมื่อรัฐบาลเลือกปีกหนึ่งของพระราชวังเป็นมิวเซียมที่พร้อมใช้งาน เพียงแค่ 2 ปีหลังการสวรรคต มิวเซียมแห่งแรกของยุโรปที่มีชื่อว่า The Royal Museum ก็สามารถเปิดทำการได้  ต้นทศวรรษที่ 1800 มิวเซียมได้ทำการปรับปรุงอัตลักษณ์ใหม่ด้วยการเพิ่มงานประติมากรรมที่มีความทันสมัยมากขึ้นเข้าไปด้วย อีกทั้งยังซื้อของสะสมเพิ่มขึ้นมาก หลังทศวรรษที่ 1840 มิวเซียมได้ทำการจัดแสดงผลงานจิตรกรรมเพิ่มขึ้น และได้ทาสีใหม่ทดแทน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนมิวเซียมแห่งนี้จะได้มีโอกาสชื่นชมงานประติมากรรมแนวกรีกที่มีความหลากหลายและได้สัมผัสบรรยากาศกรีกโบราณไปอย่างเต็ม ๆ เสมือนหนึ่งกำลังอยู่ในกรีซเลยทีเดียว