‘เฉลิมชัย’สั่งปศุสัตว์ แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี ป้องกันแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689100

'เฉลิมชัย'สั่งปศุสัตว์ แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี ป้องกันแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน

‘เฉลิมชัย’สั่งปศุสัตว์ แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี ป้องกันแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 20.16 น.

“เฉลิมชัย”สั่งการ”อลงกรณ”นำทีมกรมปศุสัตว์แก้ปัญหาลิงแสมพระนครคีรี เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคลิงสู่คน พร้อมฟื้นฟูการท่องเที่ยวการค้าธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนภายใต้เพชรบุรีโมเดล

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยวันนี้ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ตน นำทีมกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาประชากรลิงแสมเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วในชุมชนเมืองของหลายจังหวัด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคฝีดาษลิง และโรคอื่นๆ ที่ลิงเป็นพาหะสู่คน ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการและแผนงาน โดยจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่พระนครคีรี เป็นโครงการนำร่อง โดยตนจะนำทีมกรมปศุสัตว์ประชุมกับจังหวัดเพชรบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และทุกภาคีภาคส่วน ในช่วงเช้าวันที่ 1 พ.ย.นี้ ก่อนนำคณะลงพื้นที่เขาวังจากนั้นช่วงบ่ายจะไปประชุมและสำรวจพื้นที่สำหรับจัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาลิงแสมที่อำเภอแก่งกระจาน จะเน้นแนวทางสวัสดิภาพคนและสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) ตามมาตรฐานสากลในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้นำทีมเพชรบุรีโมเดลลงพื้นที่สำรวจปัญหาลิงแสมที่พระนครคีรี และสอบถามปัญหากับผู้ประกอบการร้านค้าและชุมชนรอบบริเวณเขาวัง รวมทั้งเจ้าอาวาสวัดมหาสมณารามราชวรวิหาร (วัดเขาวัง) พบว่าลิงแสมอาศัยอยู่ได้เพิ่มจํานวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะมีไม่น้อยกว่า 2,000 ตัว ถึง 3,000 ตัว ลงมาหาอาหารยังพื้นที่ด้านล่าง และสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่อยู่อาศัย และสถานประกอบการรอบบริเวณพระนครคีรี (เขาวัง) รวมทั้งนักทองเที่ยวส่งผลกระทบต่อการค้าการท่องเที่ยวจนซบเซานานนับสิบปี แม้จะมีความพยายามดำเนินการทำหมันลิง แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย ตรงข้ามกับมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งลิงแสมเป็นพาหะของโรคฝีดาษลิง โรคบาดทะยัก โรควัณโรค ซึ่งเป็นโรคระบาดตามพระราชบัญญัติโรคพิษ สุนัขบ้า พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 หากประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และนักท่องเที่ยวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถูกลิงแสมกัดทําร้าย ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิตได้

“คาดหวังว่าจะเป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาลิงแสมอย่างยั่งยืนด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม ในลักษณะการบูรณาการร่วมกันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ลิงเป็นพาหะสู่คน และยังช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน ธุรกิจการค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบพระนครคีรี (เขาวัง) รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูให้อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เขาวัง) กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้งหนึ่ง เราจะดำเนินการด้วยหลากหลายวิธีและให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน และมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare standard) ตั้งแต่ขั้นต้นถึงขั้นสุดท้ายในการลดประชากรลิง และเคลื่อนย้ายลิงแสมไปอยู่ในศูนย์ศึกษาลิงแสม หากสำเร็จ เพชรบุรีโมเดลจะเป็นต้นแบบตัวอย่างในการขยายผลไปยังพื้นที่เขาหลวง เขาตะเครา เขาย้อย จังหวัดอื่นๆ ต่อไป” นายอลงกรณ์ กล่าว

– 006

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’ เร่งถอดรหัสDNA ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/689016

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’  เร่งถอดรหัสDNA  ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’ เร่งถอดรหัสDNA ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประมงฝังชิพ‘ปลาบึก’ เร่งถอดรหัสDNA ปั้นสายพันธุ์คุณภาพ

กรมประมง เดินหน้าฝังไมโครชิพปลาบึกถอดรหัส DNA เล็งปั้นสายพันธุ์คุณภาพ พร้อมวางแนวทางศึกษาวิจัยเพาะขยายพันธุ์คงความหลากหลายก่อนสูญพันธุ์

กรมประมงจัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาบึกอิงหลักพันธุศาสตร์พร้อมติดเครื่องหมาย (ไมโครชิพ) จำนวน 100 ตัว ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำหรับเป็นฐานข้อมูลระบุพันธุกรรมป้องกันการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน พร้อมเดินหน้าสร้างปลาบึกสายพันธุ์คุณภาพเพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่สามารถปรับตัวได้ดีแม้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนวางแนวทางบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ที่เหมาะสมในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมอันจะนำไปสู่การต่อยอดด้านการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า “ปลาบึก” ถือเป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจัดเป็นปลาที่อยู่กลุ่มสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์” (CITES) ในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ในประเทศไทยพบการกระจายตัวอยู่ในแม่น้ำโขงตั้งแต่จังหวัดเชียงรายจนถึงจังหวัดอุบลราชธานี กรมประมงได้ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลาบึกจนประสบความสำเร็จด้วยวิธีผสมเทียมครั้งแรกของโลกเมื่อปีพ.ศ. 2526 ปัจจุบันกรมประมงสามารถเพาะขยายพันธ์ปลาบึก และได้นำลูกพันธุ์ปลาที่ได้กระจายให้กับหน่วยงานกรมประมงทั่วประเทศเพื่อพัฒนาต่อยอดการขยายพันธุ์ทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์เพื่อไม่ให้ปลาบึกสูญพันธุ์ไป

นอกจากนี้ กรมประมงได้ให้ความสำคัญกับการนำหลักพันธุศาสตร์มาวางแผนการผสมพันธุ์ทั้งในด้านจำนวนพ่อแม่พันธุ์ วิธีการผสม การนำปลารุ่นใหม่มาทดแทนพ่อแม่พันธุ์ปลาชุดเก่า ตลอดจนควบคุมกิจกรรมในโรงเพาะฟัก และควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดี หลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด เพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีอยู่ไว้ให้มากที่สุด โดยในปี 2565 ได้วางแนวทางเบื้องต้นในการบริหารจัดการปลาบึกเพื่อการอนุรักษ์ในแม่น้ำโขงและการเพาะขยายพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ดังนี้

1. วางแผนบริหารจัดการพันธุ์ปลาบึกให้เหมาะสมต่อการเพาะพันธุ์เพื่อการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และปลาบึกที่เหมาะสมต่อการปล่อยในถิ่นกำเนิดแม่น้ำโขง

2. มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกจังหวัดรวบรวมข้อมูลความหลากหลายของปลาบึกที่อยู่ในจังหวัดและรายงานให้ทราบถึงแหล่งที่มาทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ปลาบึก

3. มอบหมายให้กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด บูรณาการร่วมกันจัดทำโครงการวิจัยเกี่ยวกับปลาบึกเพื่อเสนอขอทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)

และล่าสุดเพื่อคงความหลากหลายทางพันธุกรรมของสายพันธุ์ ตลอดจนควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมปลาบึกกรมประมงได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลรหัสประจำตัวปลาพร้อมฝังไมโครชิพ เพื่อบันทึกเป็นฐานข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับตัวปลา อาทิ แหล่งที่มา เพศปลา รวมถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกับข้อมูลเครื่องหมายพันธุกรรมเพื่อระบุคู่ผสมที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำแผนการเพาะพันธุ์ปลาบึกให้คงความหลากหลายทางพันธุกรรมอย่างยั่งยืน

นายสง่า ลีสง่า ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝังไมโครชิพในครั้งนี้ กรมประมงได้ทำการฝังไมโครชิพในปลาบึกน้ำหนัก 10 – 60 กิโลกรัม จำนวน 100 ตัวที่นายเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดการทรัพยากรประมง ได้มอบให้กรมประมงไว้ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย ด้วยกระบอกฉีดพิเศษที่ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับร่างกายสัตว์น้ำเมื่อฝังไมโครชิพเข้าไปชั้นใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ พร้อมเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต อาทิ น้ำหนัก ความยาวลำตัวและรอบอก ตลอดจนเก็บตัวอย่างครีบปลาบึกเพื่อใช้สำหรับตรวจสอบข้อมูลด้านดีเอ็นเอในอนาคต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลทางพันธุกรรมก่อนกระจายไปยังหน่วยงานต่าง ๆ

รองอธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า การเพาะขยายพันธุ์ปลาบึก ความยากอยู่ที่การลำเลียงพ่อแม่พันธุ์ขึ้นมาศึกษาวิจัย โดยไม่ให้ได้รับความบอบช้ำ เนื่องจากเป็นปลาที่ตายง่ายมาก อีกทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยในธรรมชาติเสื่อมโทรมลงทำให้ประชากรปลาบึกไม่สามารถสืบพันธุ์และเจริญเติบโตได้ทันต่อความต้องการ ส่งผลให้จำนวนประชากรปลาบึกตามธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกรมประมงที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในอนุรักษ์ปลาบึกเพื่อคงไว้ในแม่น้ำโขงสืบไป

‘แม่น้ำมูล’ลดต่อเนื่อง! กรมชลฯจับมือหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688844

'แม่น้ำมูล'ลดต่อเนื่อง! กรมชลฯจับมือหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู

‘แม่น้ำมูล’ลดต่อเนื่อง! กรมชลฯจับมือหน่วยงาน เข้าช่วยเหลือฟื้นฟู

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 21.52 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (28 ต.ค.65) สถานการณ์น้ำที่สถานีวัดน้ำท่า M.7 บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ลดลงจากเมื่อวาน 16 เซนติเมตร และลดลงจากระดับน้ำสูงสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 (116.51 ม.รทก.) ประมาณ 1.41 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 4,390 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้ระดับในลำน้ำ ลำเซบาย ลำเซบก และ ลำโดใหญ่ มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย ทำให้บ้านเรือนประชาชนและเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมขังในบางเส้นทางเริ่มทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าสถานการณ์น้ำในแม่น้ำมูลจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2565 นี้

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่น้ำท่วม วางแผนสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ก่อนนำเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปช่วยฟื้นฟูพื้นที่ถูกน้ำท่วมให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้กลับเข้าที่พักอาศัยและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ในเบื้องต้นโครงการชลประทานอุบลราชธานี ได้ลงพื้นที่ไปมอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม ให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยใน อ.เดชอุดม อ.ดอนมดแดง อ.สว่างวีระวงศ์ และในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี พร้อมทั้งนำรถบรรทุกน้ำฉีดพ้นล้างทำความสะอาดในพื้นที่ที่ระดับน้ำลดลงแล้ว

– 006

‘ไบเออร์’เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688784

‘ไบเออร์’เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย

‘ไบเออร์’เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.58 น.

ไบเออร์เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสุพรรณบุรี ยกระดับเกษตรกรไทย เข้าถึงนวัตกรรมด้านการเกษตร

28 ตุลาคม 2565 บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร (Bayer Agri-Solution Research Center) อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มีเป้าหมายเพื่อนำนวัตกรรมด้านการเกษตรและเกษตรอัจฉริยะ (Digital Farming) พร้อมเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรไทย

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติจากสถานทูตเยอรมันประจำประเทศไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประภัตร กล่าวในพิธีเปิดศูนย์ฯ ว่าการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ในการทำเกษตรมากขึ้น และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และความมั่นคงของผลผลิต ดังนั้นการเปลี่ยนจากการทำเกษตรดั้งเดิมมาเป็นเกษตรยุคใหม่ที่นำเทคโนโลยีมาใช้จึงมีความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ เกษตรกรยุคใหม่จึงต้องรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งเมล็ดพันธุ์ ดิน น้ำ ปุ๋ย รวมถึงลดการใช้แรงงานคน ซึ่งนับวันแรงงานในภาคเกษตรจะหายากมากขึ้น ซึ่งแนวทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้เกษตรกรอยู่รอดอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความมั่นคงทางอาหารให้คนไทย

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้ออกกฎหมายที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนาในประเทศไทย ซึ่งเปิดโอกาสและกระตุ้นให้เกิดการศึกษาวิจัยเพื่อให้สอดรับกับความต้องการของเกษตรกรไทย เติมเต็มความรู้​ ตามทันเทคโนโลยี

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรไบเออร์ ที่อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี มุ่งเน้นงานวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรครอบคลุมข้าว ข้าวโพด รวมถึงผักชนิดต่างๆ ศูนย์ฯ ได้พัฒนาและส่งมอบคำแนะนำแบบบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเกี่ยวกับการดูแลพืชผล และการจัดการศัตรูพืช และ Artificial Intelligence (AI) (เอไอ ดิจิทัลสมองกล) เพื่อการวินิจฉัย และการทำการเกษตรแบบอัจฉริยะ ทั้งนี้ศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกร หน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน

มิสเตอร์เกออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย กล่าวว่า มีความยินดีกับทุกภาคส่วนในความร่วมมือทวิภาคี โดยพร้อมสนับสนุนนโยบายของประเทศไทยที่มีต่อการเกษตรแบบยั่งยืน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อนำมาปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เกิดการศึกษาวิจัยในอนาคต

ทางด้าน มิสเตอร์ศรีนาถ บาลา ผู้จัดการฝ่ายวิชาการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระดับภูมิภาค APAC (Regional APAC Head of Field Solution, Bayer Crop Science APAC) กล่าวว่า ไบเออร์ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมศักยภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยที่เกษตรกรจำเป็นต้องเข้าถึงนวัตกรรมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำการเกษตรได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันทางศูนย์ฯ ยังสนับสนุนให้การพัฒนาแนวทางการจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ

มิสเตอร์ศรีนาถ กล่าวเสริมว่า ศูนย์ฯ ยังมีส่วนในการดูแลความปลอดภัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมผ่านการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์ การพ่นสารเคมีอย่างถูกวิธีและปลอดภัย และความปลอดภัยของพืชอาหาร ศูนย์ฯ ยังมีการแนะนำนวัตกรรมการจัดการของเสีย (Phytobac Technology) ที่ช่วยในการบำบัดน้ำเสียจากฟาร์มเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์น้ำอย่างยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อม

นางสาว จินอา ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่าศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตร ได้รับการอนุมัติในการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยบริษัทฯ ได้มีการขยายการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว ข้าวโพด และผักชนิดต่างๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์การเกษตรของประเทศไทยเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร

ศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรในด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมที่เกี่ยวกับข้าว ข้าวโพด และพืชผัก สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การเกษตรของประเทศไทย ในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และเทคโนโลยีโดรน เพิ่มโอกาสให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมด้านการเกษตรและเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว รับมือกับปัญหาด้านการเกษตรทั้งการระบาดของโรคพืช ศัตรูพืช และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นส่วนสนับสนุนในการยกระดับพืชผลทางการเกษตรสู่ตลาดที่มีคุณภาพและมูลค่าเพิ่มขึ้น ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสในการจ้างงานและพัฒนาศักยภาพแก่ประชาชนในท้องถิ่น และเป็นศูนย์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

– 006

วช.หนุนวิจัย3Pปุ๋ยคอกอัดเม็ดสู่ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688626

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มอบหมายให้ นายเอนกบำรุงกิจ รอง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติเป็นประธานเปิดกิจกรรม “เปิดบ้านงานวิจัยและนวัตกรรม By NRCT ภายใต้ชื่อ NRCT TALK : ผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ครั้งที่ 4” ด้วยนวัตกรรม “3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์” ที่ศูนย์จัดการความรู้การวิจัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

นายเอนกกล่าวว่า ได้จัดประกวดผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษาประจำปี 2565 เพื่อสร้างและพัฒนาเยาวชนให้เป็นนักวิจัย/นักประดิษฐ์ที่มีคุณภาพและศักยภาพ โดยให้นิสิต นักศึกษาระดับอุดมศึกษา นำเสนอผลงานนวัตกรรมเผยแพร่สู่สาธารณชน การแข่งขันในเวทีระดับชาติและนานาชาติ สร้างเครือข่ายด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มีผลงานเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 155 ผลงาน จาก 33 สถาบัน โดยผลงาน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เป็นหนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร (ระดับปริญญาตรี) จากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ด้าน รศ.ดร.ดุสิต อธินุวัฒน์ อาจารย์ที่ปรึกษาของผลงานดังกล่าว เปิดเผยถึงการดำเนินงาน ว่าการเผาฟางและตอซังข้าว ก่อให้เกิดมลพิษปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของดินทั้งทางด้านกายภาพ เคมี ชีวภาพ เนื่องจากความร้อนจากการเผาฟางและตอซังข้าว จึงพัฒนาการผลิตปุ๋ยเม็ดรักษ์โลกด้วยนวัตกรรม 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ประกอบด้วย ฟางข้าวnanocellulose และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์3 สายพันธุ์ เติมธาตุอาหารเสริมประสิทธิภาพต่างๆ รวมอยู่ใน 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดผสมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ โดยมีการทดสอบประสิทธิภาพของ 3P ปุ๋ยคอกอัดเม็ดในพืชต่างๆ เช่น ทุเรียน ส้มโอ และพริก พบว่าพืชให้ผลผลิตในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

ไทยจับมือคาซัคสถาน พัฒนาในด้านวิชาการ ส่งเสริมสินค้าเกษตร รุกขยายตลาดการค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688631

ไทยจับมือคาซัคสถาน พัฒนาในด้านวิชาการ ส่งเสริมสินค้าเกษตร รุกขยายตลาดการค้า

ไทยจับมือคาซัคสถาน พัฒนาในด้านวิชาการ ส่งเสริมสินค้าเกษตร รุกขยายตลาดการค้า

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร่วมมือ : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับ นายอาร์มัน อิสเซตอฟเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย จัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการและการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายอาร์มันอิสเซตอฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และมีการจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทย-คาซัคสถาน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการพัฒนากิจกรรม/โครงการความร่วมมือด้านการเกษตรที่สำคัญ ส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรระดับเจ้าหน้าที่ นักวิจัยและเกษตรกร นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างกัน

ทั้งนี้ คาซัคสถาน มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 9 ของโลก เป็นประตูสู่ตะวันตก และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย มีประชากรมากถึง 880 ล้านคน และมีมูลค่าการค้ากับต่างประเทศประมาณ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 70 โดยคาซัคสถานให้ความสำคัญด้านการลงทุนภาคเกษตรเป็นลำดับแรก โดยในปี 2564 คาซัคสถานส่งออกสินค้าเกษตรมากกว่า 3.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ

“คาซัคสถานและประเทศแถบเอเชียกลาง เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพโดดเด่นและน่าสนใจ โดยฝ่ายคาซัคสถาน ยินดีสนับสนุนนักธุรกิจของไทย ไปลงทุนในคาซัคสถาน และกระชับความสัมพันธ์ด้านการค้าเพิ่มมากขึ้น โดยสินค้าที่มีศักยภาพของคาซัคสถาน ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมงน้ำจืด สำหรับสินค้าเกษตรของไทยที่ส่งออกไปคาซัคสถาน ได้แก่ ผลไม้เขตร้อน สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมง เป็นต้น ซึ่งการหารือจะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกันในอนาคต” ดร.เฉลิมชัยกล่าว

เกษตรฯเร่งมือช่วยเหลือ พื้นที่การเกษตรทั่วไทยหลังน้ำลด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688630

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รักษาการปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 4/2565 ร่วมกับหน่วยงานในสังกัด ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ว่าได้เตรียมเสนอโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติจากสถานการณ์ฝนตกชุกสะสมและพายุดีเปรสชั่น “โนรู” ตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งสิ้น 59 จังหวัดโดยขณะนี้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติ31 จังหวัด และยังประสบอุทกภัย 28 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและโอกาสในการสร้างรายได้ที่เกษตรกรควรจะได้รับ ทำให้กระแสเงินสดในมือของเกษตรกรลดลง ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ พร้อมทั้งเร่งปรับแผนการบริหารจัดการน้ำและการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและการเพาะปลูกตามแผนบริหารจัดการน้ำ

จากการสำรวจผลกระทบด้านการเกษตร ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 56 จังหวัด เกษตรกร 531,703 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 4,505,862 ไร่แบ่งเป็น ข้าว 2,991,705 ไร่ พืชไร่และพืชผัก1,473,553 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 40,604 ไร่สำรวจพบความเสียหายแล้ว เกษตรกร 75,874 รายพื้นที่ 730,327 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 556,677 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 170,077 ไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้นและอื่นๆ 3,573ไร่ คิดเป็นเงิน 1,097.16 ล้านบาทให้ความช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร 765 ราย พื้นที่ 3,350 ไร่ วงเงิน 5.81 ล้านบาท

ด้านประมง ได้รับผลกระทบ 42 จังหวัด เกษตรกรได้รับผลกระทบ 22,854 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ 26,116 ไร่ แบ่งเป็น บ่อปลา 25,750 ไร่ บ่อกุ้ง 366 ไร่ กระชง 11,172 ตร.ม. สำรวจพบความเสียหายแล้วเกษตรกร 537 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเสียหาย 521 ไร่ กระชัง 11 ตร.ม. คิดเป็นเงิน 2.93 ล้านบาท ให้ความช่วยเหลือแล้ว เกษตรกร156 ราย พื้นที่ 264 ไร่ วงเงิน 1.52 ล้านบาท และด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด เกษตรกร 21,625 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 1,337,182 ตัว แบ่งเป็น โค 52,412 ตัว กระบือ 15,378 ตัว สุกร 13,040 ตัว แพะ/แกะ 2,856 ตัวสัตว์ปีก 1,253,496 ตัว แปลงหญ้า 2,243 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

ทั้งนี้ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว โดยกรมชลประทาน ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ424 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 480 เครื่อง เครื่องจักรอื่นๆ 20 เครื่อง และกระสอบทราย 12,000 กระสอบกรมปศุสัตว์ ดำเนินการอพยพสัตว์ 20,391 ตัวแจกจ่ายหญ้าพระราชทาน 338.26 ตัน อาหาร TMR6.50 ตัน สร้างเสริมสุขภาพสัตว์ 1,002 ตัว รักษาสัตว์ 51 ตัว และสนับสนุนถุงยังชีพสัตว์ 601 ชุด และกรมประมง สนับสนุนเรือตรวจการ 57 ลำ รถยนต์ 50 คัน พร้อมกับเจ้าหน้าที่ 301 ราย

กรมชลฯรุดบรรเทาน้ำท่วม เข้าช่วยเหลือพื้นที่กรุงเก่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688628

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธนากร ตันติกุล ผอ.โครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำใน จ.พระนครศรีอยุธยา และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ โดยได้ติดตามสถานการณ์ถนนคันคลองติดประตูน้ำเจ้าเจ็ด ที่รับน้ำจากแม่น้ำน้อยและคลองเจ้าเจ็ด เกิดการกัดเซาะจนทำให้ถนนขาดเป็นขนาดความกว้าง 20 เมตร ซึ่งกรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินการซ่อมแซมจนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มีการใช้เข็มพืดเหล็กชีทไพล์ และบรรจุหินใหญ่ใส่กล่องลวดถัก เพื่อลดการไหลของน้ำไม่ให้แผ่ขยายวงกว้างออกไป ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง และส่งผลให้ระดับน้ำในคลองเจ้าเจ็ดคงที่ ทำให้ทุ่งรับน้ำเจ้าเจ็ดที่มีความจุ 350 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ปัจจุบันรับน้ำไปแล้ว 480 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 137 ของพื้นที่ ระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 0.80-0.90 เมตร ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมทำให้ระดับน้ำในทุ่งคง บริเวณ ต.รางจรเข้ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

ปศุสัตว์เฝ้าระวัง‘ไข้หวัดนก’ หลังเวียดนามพบชนิด A สายพันธุ์ H5 ในเด็ก 5 ขวบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688371

ปศุสัตว์เฝ้าระวัง‘ไข้หวัดนก’ หลังเวียดนามพบชนิด A สายพันธุ์ H5 ในเด็ก 5 ขวบ

ปศุสัตว์เฝ้าระวัง‘ไข้หวัดนก’ หลังเวียดนามพบชนิด A สายพันธุ์ H5 ในเด็ก 5 ขวบ

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 13.30 น.

ปศุสัตว์เฝ้าระวัง‘ไข้หวัดนก’ หลังเวียดนามพบชนิด A สายพันธุ์ H5 ในเด็ก 5 ขวบ

24 ตุลาคม 2565 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า มีรายงานข่าวจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2565 ว่ากระทรวงสาธารณสุขเวียดนามออกแถลงการณ์ยืนยันการตรวจพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิด A สายพันธุ์ H5 โดยผู้ป่วยเป็นเด็กหญิงวัย 5 ปี อาศัยอยู่ในจังหวัดฟู้เถาะ มีประวัติการรับประทานเนื้อไก่ และแสดงอาการประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤติ โดยเวียดนามมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกรวมอย่างน้อย 128 คน นับตั้งแต่ปี 2546 ทุกรายติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 เสียชีวิตรวม 64 ราย

“แม้ขณะนี้ประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา 14 ปี แต่กรมปศุสัตว์ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยได้สั่งการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์ปีกในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่นกอพยพ พื้นที่นกวางไข่ พื้นที่มีการเลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่น ฝูงเป็ดไล่ทุ่ง” นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ กล่าว

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ยังให้เข้มงวดตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ปีกภายในประเทศ ชะลอการนำเข้าสัตว์และซากสัตว์ปีกจากประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนก ส่วนสัตว์ปีกเลี้ยงในระบบฟาร์มให้เข้มงวดความปลอดภัยทางชีวภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เป็นต้น รณรงค์ทำความสะอาดและพ่นยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ได้แก่ พื้นที่นกอพยพอาศัยอยู่ พื้นที่ตามแนวชายแดน พื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีกหนาแน่นเป็นต้น ตลอดจนผลักดันระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เข้าระบบมาตรฐาน GAP หรือ GFM รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด  หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที  เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

-005

อ.ส.ค.ชูฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/688277

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงถือเป็นฟาร์มสาธิตเชิงธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ของ อ.ส.ค. ซึ่งมีแผนจะพัฒนาให้เป็น Smart Dairy Farm ใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการฟาร์ม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็นแหล่งฝึกภาคปฏิบัติและสร้างบุคลากรมืออาชีพด้านการเลี้ยงโคนม รวมทั้งเป็นฟาร์มสำหรับใช้ในการศึกษาพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการฟาร์มให้มีความสะดวกและเหมาะสมกับการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรยุคใหม่ ที่สอดสอดคล้องกับหลักการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) และถือเป็นฟาร์มสาธิตต้นแบบที่เปิดนำร่องเป็นฟาร์มแรกของประเทศไทย

ด้านนายพีระ ไชยรุตม์ ผู้ช่วย ผอ.อ.ส.ค. กล่าวว่า ปัจจุบันฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง มีแม่โครีดนม 120 ตัว มีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการจัดการฟาร์ม เช่น การเลี้ยงแบบขังในคอกและใช้อาหารผสมสำเร็จที่มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของโค ระบบการรีดนมที่มีการบันทึกปริมาณน้ำนมดิบรายตัวรายวัน มีระบบทำความสะอาด มีเป้าหมายให้มีการฝึกอบรมและศึกษาดูงานในฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมปีละไม่น้อยกว่า 680 คน และเพิ่มนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมกิจการไม่น้อยกว่า 10%

ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.กิตตว์ธรรศ์ จิตต์มนัส หัวหน้ากองงานฟาร์มฝ่ายวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงโคนม อ.ส.ค.กล่าวว่า ได้ตั้งดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของโครงการฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงไว้ 12 ด้าน นอกจากนี้ ยังได้วางเป้าหมายมีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมกิจการฟาร์มไม่น้อยกว่า ปีละ 60,000 คน ส่วนผลดำเนินการด้านอื่นก็ประสบความสำเร็จ อาทิ มีบุคลากรด้านกิจการโคนมเข้าฝึกอบรมและศึกษาดูงาน 932 ราย องค์ประกอบน้ำนมดิบสูงกว่ามาตรฐานการรับซื้อและมีรายได้จากการขายนมจนถึงปัจจุบัน