แทบลืมมองหน้า เจนนี่ รัชนก ปล่อยภาพเซ็ตใหม่เสิร์ฟลุคแซ่บสะกดสายตา

แทบลืมมองหน้า เจนนี่ รัชนก ปล่อยภาพเซ็ตใหม่เสิร์ฟลุคแซ่บสะกดสายตา

แทบลืมมองหน้า เจนนี่ รัชนก ปล่อยภาพเซ็ตใหม่เสิร์ฟลุคแซ่บสะกดสายตา

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.13 น.

31 พฤษภาคม 2569 ทำเอาโซเชียลฮือฮาอีกครั้ง สำหรับนักร้องและอินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดัง “เจนนี่ รัชนก” ที่ล่าสุดออกมาเผยภาพเซ็ตใหม่ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว บอกเลยว่าลุคนี้ทั้งสวย ทั้งแซ่บ และเปล่งประกายออร่าคุณแม่ลูกสองแบบเต็มพิกัด จนแฟนคลับหลายคนอดเข้ามาคอมเมนต์แซวไม่ได้

       โดย เจนนี่ ได้โพสต์ภาพพร้อมแคปชั่นว่า “ในส่วนของค่ำคืนนี้ #เลขนี้ได้หมดถ้าสดชื่น” งานนี้คอมเมนต์ชื่นชมหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ สวยมากแม่, สวย เก่ง รวยยยย, เริ่ดดดดส์, สวยมาก

       นอกจากนี้ ยังมีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยเข้ามาแซวคุณแม่คนสวยแบบขำๆ ว่า ลุคนี้สวยฉ่ำจนเหมือนเป็นสัญญาณว่าลูกคนที่สามอาจต้องมาแล้ว

ขอบคุณภาพจาก : @janey_suwannaket

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์ให้ปลัดมหาดไทย เชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร เนื่องในวันวิสาขบูชา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

31 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 19.03 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์พระราชทาน เพื่อเชิญไปสักการะต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ประจำจังหวัด 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569

ด้วย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นต้นกล้าที่นำเมล็ดพันธุ์มาจากต้นพระศรีมหาโพธิ์เมืองพุทธคยาเจดีย์ สาธารณรัฐอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แก่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามว่า “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร” ซึ่งมีความหมายว่า “พระศรีมหาโพธิ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพานพุ่มประดิษฐ์พระราชทาน เพื่อเชิญไปถวายเป็นพุทธบูชาต้นศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร ที่พระราชทานให้จังหวัดต่างๆ เชิญไปปลูกในพื้นที่ ณ วัด ศาสนสถาน สวนสาธารณะ ศาลากลาง และสถานที่ต่างๆ ที่จังหวัดได้กำหนด ด้วยทรงมีความเลื่อมใส พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติพระองค์ตามหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พสกนิกรและพุทธศาสนิกชนทุกหมู่เหล่าได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นที่เคารพสักการะ และเพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสวันวิสาขบูชา ประจำปี 2569

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

ยิ่งนาน...ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก ดี้ นิติพงษ์ แต่งเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมชนมพรรษา 3 มิ.ย.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.30 น.

ยิ่งนาน…ยิ่งรัก นิติพงษ์ ห่อนาค ถ่ายทอดความจงรักภักดี ผ่านบทเพลงเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระราชินีฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  3 มิถุนายน

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2569 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงรุ่นใหญ่ ได้โพสต์บทเพลง ยิ่งนาน…ยิ่งรัก เพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ วันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 ซึ่งขับร้องโดยศิลปิน ใหม่ เจริญปุระ คำร้อง/ทำนอง: นิติพงษ์ ห่อนาค เรียบเรียงเสียงประสาน: เทียนชัย เกียรติปรุงเวช บันทึกเสียงที่: ห้องบันทึกเสียงโพลาร์แบร์”

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้’ นวัตกรรมล่าสุดจากคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเรียนกายวิภาคสำหรับนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ต้องอาศัยการจดจำกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ผ่านร่างสุนัขอาจารย์ใหญ่ แต่นิสิตมักพบปัญหาร่างอาจารย์ใหญ่ชำรุดเสียหายไปเรื่อยๆ เนื้อเยื่อแข็งตัวทำให้งอขยายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้คุณภาพร่างไม่สม่ำเสมอ รวมทั้งการขาดแคลนร่างสุนัขจริง ทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนการสอน

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เชื้อศิริ จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ พร้อมด้วยนายภักดี สุถนอม นางจันทิมา อินทรปัญญา บุคลากรในภาควิชาฯ และนายกฤตยชญ์ เชื้อศิริ นิสิตคณะนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้คิดค้นผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เพื่อแก้ปัญหาในการเรียนกายวิภาค ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประเทศไทยด้วยการคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “7th International Exhibition, INVENTCOR 2026” ณ ประเทศโรมาเนีย มาได้ถึง 5 รางวัล ได้แก่ 1.INVENTCOR 2026 Gold Medal Award (INVENTCOR 2026) , 2.INVENTCOR 2026 Best Category Award (Veterinary Medicine – Category G) – certificate & trophy , 3.Special Award จาก World Invention Intellectual Property Associations (WIIPA) – certificate & medal , 4.Special Award by Haller Pro Inventio Foundation, Poland – certificate & medal ประเทศโปแลนด์ และ 5.Special Award by National University of Science and Technology POLITEHNICA Bucharest, Romania – certificate only ประเทศโรมาเนีย

การที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง และรางวัลยอดเยี่ยมที่สุดในสาขา Best Category Award: Veterinary Medicine เป็นสิ่งยืนยันการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดในสาขาสัตวแพทย์

ผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้เป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอนกายวิภาคในนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ระบบการทำงานเป็นแบบคู่ (Dual-Model) ประกอบด้วย หุ่นแบบ A (LED Topography) เป็นหุ่นสุนัขพันธุ์ชิวาวาขนาดเท่าตัวจริง ติดตั้งไฟ LED 43 จุด ตลอดตัวด้านซ้าย ผู้เรียนสามารถกดปุ่มชื่อกล้ามเนื้อภาษาอังกฤษเพื่อให้ไฟสว่างตามตำแหน่งจริง โดยแยกสีตามหน้าที่ทางสรีรวิทยาอย่างชัดเจน สีแดงเป็นกลุ่มงอทั้งหมด 27 จุด สีดำเป็นกลุ่มเหยียดทั้งหมด 11 จุด และสีเขียวเป็นกลุ่มหุบหรือกางทั้งหมด 5 จุด พร้อมระบบเสียงบรรยาย MP3 เสมือนมีอาจารย์ช่วยสอนอยู่ข้างๆ , หุ่นแบบ B (Biomechanical Simulation) เป็นการจำลองกลไกการเคลื่อนที่อัตโนมัติของรยางค์ขาหน้าและขาหลังของสุนัขพันธุ์ไทย หุ่นสามารถจำลององศาการงอเหยียดได้แม่นยำตามหลักกายวิภาค เช่น ข้อศอกที่ 36-166 องศา และข้อเข่าที่ 41-162 องศา ช่วยให้นิสิตเห็นภาพการทำงานของกล้ามเนื้อในขณะสุนัขเคลื่อนไหวจริง ซึ่งร่างอาจารย์ใหญ่ทำไม่ได้

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา อธิบายว่า หุ่นแบบ A จำลองมาจากชิวาวาซึ่งเป็นสุนัขขนาดเล็กมีสรีระสวยงาม ชัดเจน เคลื่อนย้ายได้สะดวก ส่วนหุ่นขาหน้าและขาหลังแบบ B จำลองจากสุนัขพันธุ์ไทยแสดงการงอและเหยียดของข้อต่อต่าง ๆ ได้ตามองศามาตรฐานจริง ได้แก่ ข้อสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า รวมถึงส่วนขาหน้าที่แสดงการทำงานของหัวไหล่ ข้อศอก และข้อมือ

“หุ่นถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 2568 เราได้ทุนสนับสนุนจากโครงการวิจัยของคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ และนำมาใช้กับนิสิตคณะสัตวแพทย์ จุฬาฯ ปี 1 ในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Anatomy 1) พบว่าคะแนนความรู้ของนิสิตหลังใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 93% ความพิเศษ คือ เรานำวัสดุเหลือใช้คือฝาขวดพลาสติกและโฟมมาใช้ในการสร้างหุ่น โดยมีตัวประสานคือเรซิน การประยุกต์ใช้ยางพาราเพื่อให้ข้อต่อต่าง ๆ ขยับงอเหยียดได้ และห่อหุ้มด้วยผ้าชนิดพิเศษเพื่อให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการลดการนำเข้าสื่อการสอนจากต่างประเทศ” ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวและว่า ปัจจุบันผลงานนวัตกรรมหุ่นกายวิภาคของกล้ามเนื้อสุนัขแบบโต้ตอบได้นี้ยังได้รับความสนใจและผู้วิจัยมีแผนนำไปใช้อบรมตามศูนย์ฝึกสุนัขอีกด้วย ผศ.สพ.ญ.ภาวนา เล่าว่า “อาจารย์พบปัญหาเวลาไปสอนการอบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการกู้ชีพที่ศูนย์ฝึกสุนัขแล้วพบว่าปัญหาที่พบบ่อยมักเกิดจากเรื่องกล้ามเนื้อและข้อเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่สำคัญคือการที่สัตวแพทย์ไม่สามารถสื่อสารกับเจ้าของสุนัขได้อย่างเข้าใจเวลาพบปัญหาได้เพราะมองไม่เห็นภาพร่วมกัน ส่วนใหญ่สุนัขมีปัญหาเรื่องการงอเหยียดได้ไม่เต็มที่ ร่วมกับสุนัขมีความเจ็บปวด ไม่สามารถมองเห็นได้ว่าเกิดขึ้นตรงไหน แต่หุ่นสามารถบอกได้เลยว่าตรงไหนมีปัญหา อนาคตอาจารย์ได้รับเชิญให้นำหุ่นไปใช้กับกลุ่มสุนัขกู้ภัย (K9 USAR Thailand) เพื่อช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อจากการฝึกหนัก และการออกพื้นที่จริง เวลาครูฝึกนำไปบำบัดเสริมสร้างร่างกายจะได้ทำอย่างถูกต้องมากขึ้น

ผศ.สพ.ญ.ภาวนา กล่าวถึงแผนงานในอนาคตว่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มีแผนพัฒนาหุ่นเพื่อการเรียนการสอนให้สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์โดยร่วมกับบริษัทเอกชนภายนอก โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงการบ่มเพาะในการเปิดเป็นบริษัทใช้ชื่อว่า CU Vet Best Model ซึ่งจะเป็น Spin-off ภายใต้การดูแลของ CU Vet Enterprise นอกจากหุ่นสุนัขแล้ว ยังเตรียมขยายผลสู่การสร้างหุ่นจำลองกล้ามเนื้อในแมวและหุ่นกู้ชีพแมวต่อไปในอนาคต

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

‘เพราะได้รับ จึงพร้อมส่งต่อ’ มูลนิธิโตโยต้าฯ ปล่อย มินิซีรีส์ 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องจริงของผู้รับทุนการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เดินหน้าสานต่อภารกิจการสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Toyota Giving ขับเคลื่อนไทยให้ยั่งยืน” โดยได้เปิดตัว มินิซีรีส์ จำนวน 5 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวจากชีวิตจริงของผู้ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เพื่อสะท้อนพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” และต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อสิ่งดีงามกลับคืนสู่สังคม

มินิซีรีส์ 5 ตอนนี้ นำเสนอเรื่องราวของผู้ได้รับทุนการศึกษาในหลากหลายเส้นทางชีวิต ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเดียวกันสอดคล้องกับพันธกิจของโตโยต้า ที่เชื่อว่า “การให้” ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อโอกาสถูกมอบให้ แต่สามารถขยายผลต่อเนื่องเป็นพลังในการพัฒนาสังคมในระยะยาว โดยเรื่องราวทั้ง 5 ตอนประกอบด้วย EP.1 “ส่งต่อ ปัญญา สร้างคนให้ยั่งยืน” อ.ทพ.ณัฐพล ถินสถิตย์ (หมอต้อม) หัวหน้าสาขาวิชาสุขภาพช่องปากครอบครัวและชุมชน สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เรื่องราวของผู้ที่เคยเผชิญความกังวลเมื่อสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ แต่ไม่แน่ใจว่าครอบครัวจะสามารถส่งเสียให้เรียนจนจบได้หรือไม่ โอกาสจากทุนการศึกษาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ทำให้เขาสามารถสานต่อความฝันจนเติบโตเป็นทันตแพทย์และอาจารย์ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคนรุ่นต่อไป

EP.2 ส่งต่อ กำลังใจ ให้คนที่ตั้งใจ น.ส.ธนัชญา แสงคุรัง (น้องหวาย) นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 เรื่องราวของนักเรียนทุนที่เติบโตจากครอบครัวที่ทำงานหนักเพื่อส่งลูกเรียน ความพยายามและกำลังใจจากคนรอบข้าง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เธอมุ่งมั่นกับการศึกษา และตั้งใจส่งต่อกำลังใจให้กับผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกัน

EP.3 ส่งต่อ โอกาส เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน นายธนากร ยืนยง (แบท) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพธิ์ไทรวิทยา นักเรียนทุนมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย พ.ศ.2569 ชีวิตของนักเรียนที่เติบโตท่ามกลางวิถีชนบท ช่วยครอบครัวทำงานตั้งแต่เล็ก ทั้งงานบ้าน งานเกษตร และงานรับจ้างต่างๆสำหรับเขา “โอกาส” หมายถึงการได้พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และการศึกษาคือหนทางสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคง

EP.4 ส่งต่อ ความเชื่อ ในพลังของการศึกษา พ.ต.ต. ภูมินันต์ โคตร์ประทุม (สารวัตรนนท์) แรงบันดาลใจจากคำสอนของแม่ที่ปลูกฝังให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เพื่อให้ชีวิตมีโอกาสที่ดีกว่าเดิม ความเชื่อในพลังของการศึกษาได้ผลักดันให้เขามุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และพร้อมส่งต่อความเชื่อนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป

และ EP.5 ส่งต่อ จินตนาการ คืนความงาม สู่ชุมชน วิริยะ วงเวียน (แป๊ปซี่) นักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยขอนแก่น นักศึกษาศิลปกรรมศาสตร์ผู้ใช้ความสามารถด้านศิลปะสร้างคุณค่าให้กับสังคม เงินทุนการศึกษากลายเป็นแรงผลักดันให้เขาได้พัฒนางานศิลปะของตนเอง พร้อมนำทักษะและจินตนาการไปทำกิจกรรมจิตอาสา สร้างสรรค์งานศิลป์ให้กับชุมชนและโรงเรียน

มินิซีรีส์ ทั้ง 5 ตอนจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของผลลัพธ์จากการสนับสนุนด้านการศึกษา ที่ไม่เพียงเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับทุน แต่ยังขยายเป็นพลังในการ “ส่งต่อ” คุณค่า ความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสกลับคืนสู่สังคม สอดคล้องกับแนวคิดของ “Toyota Giving” ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งการให้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

สามารถติดตาม Mini Series ทั้ง 5 ตอน ผ่านช่องทาง Facebook : Toyota Motor Thailand: https://web.facebook.com/toyotamotor.th  , Toyota Happiness Club: https://web.facebook.com/ToyotaCSR , YouTube : Toyota Motor Thailand: https://www.youtube.com/@toyotathailand  , TikTok : Toyota Motor Thailand: https://www.tiktok.com/@toyotamotorth  , Toyota Happiness Club: https://www.tiktok.com/@toyotahappinessclub

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

เปิดยุทธศาสตร์ ‘จีนยุคใหม่’ ถอดรหัส ‘แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15’ ผ่านเวที วทจ. รุ่น 8

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “จีน” ยังคงเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ทั่วโลกจับตา ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งมีความแน่นแฟ้นยาวนานกว่า 50 ปี ก็กำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ได้จำกัดเพียงด้านเศรษฐกิจ หากแต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของมิตรภาพและความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

สถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เปิดแนวรุกเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สีเขียวและดิจิทัล รับมือโลกเปลี่ยนผ่าน จัดงานสัมมนาวิชาการ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8” ภายใต้หัวข้อ “ไทย–จีน พลวัตใหม่ของการค้าและการลงทุนในโลกที่เปลี่ยนแปลง” เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองเชิงนโยบาย และทิศทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้าใจด้านโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนในอนาคต

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ จาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยระบุว่า “แผนพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้าของจีน มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย และจะนำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ สำหรับความร่วมมือจีน–ไทย ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ทั้งสองประเทศควรใช้เสถียรภาพและความสัมพันธ์อันยาวนานร่วมกันรับมือกับความไม่แน่นอนจากภายนอก เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน”

นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติควรติดตามและทำความเข้าใจทิศทางนโยบายของจีนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจีนกำลังเร่งขยายการเปิดกว้างในภาคบริการ เทคโนโลยีดิจิทัล การค้าสีเขียว (ESG) และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน รวมถึงการเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตล่วงหน้า เช่น อากาศยาน เทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ และเทคโนโลยี 6G พร้อมส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไฮเทคของจีนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตลอดจนร่วมมือกันเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและพลังงานสีเขียว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ปัจจุบันบริษัทจีนได้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในไทย ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค

อีกทั้งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 นี้ ยังเปิดโอกาสอย่างไร้ขีดจำกัดให้ผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีน ซึ่งมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรรายได้ปานกลางกว่า 400 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจีนกำลังกระตุ้นการบริโภคครั้งใหญ่ภายในปี 2027 โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ตลาดเครื่องสำอาง เสื้อผ้าอัจฉริยะ และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสดีที่ไทยจะส่งออกสินค้าคุณภาพสูงเข้าสู่ตลาดจีนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น งานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE) หรืองานกวางโจวแฟร์ โดยจีนพร้อมต้อนรับประเทศไทยในการคว้าโอกาสทางธุรกิจนี้ในฐานะคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ด้าน นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน กล่าวว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีน เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน และยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี

“ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเสมือนญาติมิตร เห็นได้จากความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งระดับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และระดับประชาชน การจัดสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมอง และมองเห็นทิศทางใหม่ของความร่วมมือไทย–จีนในอนาคต” นายอรัญกล่าว

งานสัมมนาครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีวิชาการในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ “หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.)” ในการบ่มเพาะบุคลากรและเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังหลักของประเทศ พร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมมิตรภาพ ขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-จีน ให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

คุรุสภาประกาศรายชื่อ 2,490 ครูอาวุโสปี68 เชิดชูปูชนียบุคคลแห่งแผ่นดิน

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.07 น.

“คุรุสภา” เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 2568 จำนวน 2,490 คน พร้อมเปิดให้ผู้ประสงค์เข้าเฝ้าฯ รับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ตอบแบบสำรวจข้อมูลออนไลน์ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

31 พ.ค.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภาร่วมกับมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ที่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2568 และยื่นแบบขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติครูอาวุโส ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ประจำปี 2568 รวมทั้งสิ้น 2,490 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 30 คน คนละ 20,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจอันทรงคุณค่ายิ่งแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการพัฒนาการศึกษาไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า เพื่อให้การเตรียมการนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอให้ครูอาวุโส ประจำปี 2568 ทุกท่าน เข้าตอบแบบสำรวจข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ที่ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/confirmin68.php ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อใช้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูลนำครูอาวุโสเข้าเฝ้าฯ และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน

“ครูอาวุโสทุกท่านล้วนเป็นผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ เป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะ อดทน และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ ได้อุทิศชีวิตเพื่อสร้างคน สร้างปัญญา และสร้างอนาคตของชาติ จนเป็นที่เคารพศรัทธาของศิษย์และสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะปูชนียบุคคลของแผ่นดิน”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส นับเป็นภารกิจสำคัญของคุรุสภาในการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้เกษียณอายุราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ เสียสละและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าของวิชาชีพครู และตระหนักถึงคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่ครูได้สร้างไว้แก่ประเทศชาติตลอดมา โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุ มีระยะเวลาปฏิบัติงานรวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติการทำงานดี มีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม ส่วนการพิจารณาเงินช่วยเหลือ จะคำนึงถึงฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สิน ตามหลักเกณฑ์ของมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คุรุสภา และมูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ จะแจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ในการนำครูอาวุโส ประจำปี 2568 เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ให้ทราบในโอกาสต่อไป โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2568 ได้ทางเว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทรศัพท์ 0 2280 4333

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

'ซาบีดา' เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

‘ซาบีดา’ เปิดงานบุญสลากภัตวัดตากฟ้า ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น เฉลิมพระเกียรติฯ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รมว.วธ. “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานประเพณี “บุญสลากภัต วัดตากฟ้า” ครั้งที่ 31 ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.15 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธาน เปิดงาน “ประเพณีบุญสลากภัต วัดตากฟ้า พระอารามหลวง อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ ปีที่ 31 ประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยมีพระเทพปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตากฟ้า เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม วัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ นายอำเภอตากฟ้า หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ วัดตากฟ้า พระอารามหลวง จังหวัดนครสวรรค์

ภายในงานมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ไฮไลต์สำคัญคือ ขบวนแห่สลากภัตสุดอลังการจำนวน 33 ขบวน ซึ่งนับเป็นขบวนแห่ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย โดยเป็นการร้อยรวมใจของชาวบ้านจากทุกตำบล นอกจากนี้ยังมีพิธีห่มผ้าพระมหาเจดีย์บูชาพระคุณพ่อ พิธีถวายสำรับสลากภัตแด่พระภิกษุสามเณร พิธีหล่อพระ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นจากเครือข่ายวัฒนธรรม อาทิ การแสดงรำรอบพระมหาเจดีย์ รำสลากภัต รำสิริมังคลา การแสดงดีดไห และมหกรรมกลองยาว รวมถึงการสาธิตอาหารไทยพื้นถิ่นและตลาดสินค้าวัฒนธรรมชุมชน

งานประเพณีบุญสลากภัต ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าที่ชาวอำเภอตากฟ้าสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 31 สะท้อนถึงพลังแห่งความศรัทธาต่อหลวงพ่อตากฟ้า ตลอดจนความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

การจัดงานในปีนี้มีความพิเศษยิ่งขึ้น เนื่องจากจัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิพระชนมพรรษา ครบ 48 พรรษา

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

มัลลิกา ผุดไอเดียใช้ AI-เรดาร์ X-Band Radar แก้น้ำท่วมให้คนกรุง คาดการณ์ล่วงหน้า สั่งการอัตโนมัติ

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.16 น.

มัลลิกา เปิดแผนปฏิบัติการแก้น้ำท่วมท่วมโดย AI + เรดาร์ X-Band Radar เปลี่ยนจาก รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้ เป็น คาดการณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 เวลา 13.00 น. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครหมายเลข 14 ลงพื้นที่หน้าสถานีช่อง 9 อสมท ซอยทวีมิตร หลังเซ็นทรัล พระราม 9 ติดตามนโยบาย “เรด้าร์น้ำท่วม เตือนภัยล่วงหน้าปลอดภัยทุกชีวิต 

โดยใช้ข้อมูลฝน น้ำ คลอง ถนน การจราจร และเครื่องสูบน้ำ เชื่อมเข้าระบบ AI กลางแบบ Real-Time ทั้งเมือง ใช้โมเดล “AI Flood Command Center Bangkok ที่รวมข้อมูล เรดาร์ CCTV เซ็นเซอร์ โดรน เครื่องสูบน้ำ การจราจร ประชาชนแจ้งเหตุบนจอเดียว AI จะสร้าง Bangkok Flood Map แบบ Real-Time จำทำให้เห็นทันทีว่า เขตใดกำลังเสี่ยง ถนนใดกำลังท่วมจุดใดต้องเร่งสูบน้ำ จุดใดต้องส่งเจ้าหน้าที่พื้นที่นำร่องระยะเร่งด่วน 12 เดือน เขตดินแดง เขตห้วยขวาง เขตจตุจักรเขตลาดพร้าว เขตวัฒนา เขตบางเขนเขตสายไหม เขตหลักสี่ เขตบางนา เขตประเวศ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีประวัติน้ำท่วมซ้ำซากและมีความหนาแน่นทางเศรษฐกิจสูง  

โดยมีเป้าหมาย รู้ก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมงรู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาทีลดจุดน้ำท่วมซ้ำซาก 50% ลดเวลาระบายน้ำหลังฝนหยุด 60%เชื่อม AI Traffic + AI Flood + AI CCTV เป็นระบบเดียว นี่คือแนวคิด “AI-X Band Smart Flood Bangkok” ที่สามารถพัฒนาเป็นนโยบายเรือธงของผู้ว่าฯ กทม.โดยใช้ AI เป็นสมองกลาง และ X-Band Radar เป็นดวงตาของเมืองในการเฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง  

ขั้นที่ 1 ติดตั้งโครงข่ายเรดาร์ AI ครอบคลุมกรุงเทพ หัวใจสำคัญคือ X-Band Radar

ขั้นที่ 2 ติดตั้ง AI Water Sensor ทั้งเมือง ติดตั้งเซ็นเซอร์กว่า 3,000-5,000 จุด จุดสำคัญ ปากท่อ คลองหลัก อุโมงค์ระบายน้ำสถานีสูบน้ำ ทางลอด ถนนเสี่ยงน้ำท่วมAI จะรู้ทันที Real-Time  ขั้นที่ 3 สร้าง Digital Twin กรุงเทพมหานคร AI จำลองกรุงเทพทั้งเมืองเป็นเมืองเสมือน

ขั้นที่ 4 AI คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า AI วิเคราะห์ข้อมูลจาก Flood Risk Score รู้ระดับ ปลอดภัย เฝ้าระวัง เสี่ยงสูง และวิกฤต จะรู้ล่วงหน้า 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง   

ขั้นที่ 5 ระบบสั่งการเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ ปัจจุบันหลายจุดยังใช้คนตัดสินใจ แต่ระบบใหม่ AI จะสั่งงานอัตโนมัติ เช่น เปิดเครื่องสูบน้ำ ปิดประตูน้ำเปิดประตูน้ำ เร่งระบายน้ำ ก่อนน้ำท่วมจริง ทำให้ลดเวลาตัดสินใจได้อย่างมาก 

ขั้นที่ 6 AI ตรวจจับท่ออุดตันใช้ CCTV AI Drone AI และ Robot Inspection ตรวจจับขยะอุดท่อ ไขมันอุดตัน สิ่งกีดขวางคลอง พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่อัตโนมัติ ก่อนเกิดน้ำท่วม

ขั้นที่ 7 ใช้ AI บริหารจราจรช่วงน้ำท่วมเชื่อมกับระบบ AI Traffic เมื่อ AI พบว่าถนนกำลังจะท่วม ระบบจะเปลี่ยนไฟจราจร ปรับเส้นทาง แจ้ง Google Mapsแจ้งรถเมล์ แจ้งรถฉุกเฉินทันที ทำให้รถไม่ติดซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม

ขั้นที่ 8 แจ้งเตือนประชาชนแบบเฉพาะพื้นที่ Line OA, Bangkok App, SMS, ป้ายอัจฉริยะ

ขั้นที่ 9 AI Drone รับมือเหตุฉุกเฉิน โดรนบินอัตโนมัติ ตรวจระดับน้ำจุดอุดตัน ผู้ติดค้างสายไฟเสี่ยงอันตราย ส่งภาพเข้าศูนย์บัญชาการทันที ลดเวลาสำรวจจากหลายชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที ขั้นที่ 10 ศูนย์บัญชาการน้ำกรุงเทพ AI-X BAND

นางมัลลิกา กล่าวว่า ดังนั้นการแจ้งเตือนสำคัญมาก และขณะเดียวกันการตรวจพิกัดตัวอย่างในวันนี้ก็จะเป็นโมเดลตัวอย่างหนึ่งที่จะสามารถให้เห็นแผนปฏิบัติการว่าจะสามารถทำได้จริงอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเราจะบรรลุเป้าหมายโดยการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพหวังผลได้ 

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

สงครามเปลี่ยนระเบียบโลก ไทยพร้อมหรือยัง

วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.06 น.

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนภาคประชาชน อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ได้เผยแพร่บทความ เรื่อง ช่องแคบฮอร์มุซ: สงครามอำนาจเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่  ไทย…พร้อมรับมือหรือยัง โดยมีเนื้อหาว่า  “โลกเปลี่ยนแปลงเสมอ ไทยพร้อมรับมืออย่างไร”

นักข่าวมองข่าว นักการเมืองมองคะแนนนิยม นักลงทุนมองตลาด แต่นักยุทธศาสตร์มองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นก่อนที่คนส่วนใหญ่จะมองเห็น และสิ่งที่ผมเห็นจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือสัญญาณเตือนว่า ระเบียบโลกที่เราคุ้นเคยมานานหลายสิบปีกำลังถูกท้าทายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

คนไทยจำนวนมากกำลังคิดว่า ข่าวสงครามในตะวันออกกลางเป็นเพียงข่าวต่างประเทศ เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ…ทุกครั้งที่ประเทศมหาอำนาจขยับหมากบนกระดานโลก ราคาทองคำขยับ ราคาน้ำมันขยับ ตลาดหุ้นขยับ ค่าเงินบาทขยับ เศรษฐกิจไทยขยับ ความมั่นคงของไทยขยับ และอนาคตของลูกหลานไทยก็ขยับตาม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอิหร่าน สหรัฐอเมริกา หรืออิสราเอล แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เติมน้ำมันรถ ทุกคนที่ทำธุรกิจ ทุกคนที่ส่งออกสินค้า ที่ลงทุนและทุกคนที่กำลังวางอนาคตของครอบครัวอยู่บนแผ่นดินไทย

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ใครจะชนะ หรือใครจะแพ้ แต่คือ ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งโลกเปลี่ยนเร็วกว่าความสามารถในการปรับตัวของเรา ประเทศไทยพร้อมหรือยัง หากวันหนึ่งสงครามไม่ได้เริ่มจากเสียงปืน แต่เริ่มจากพลังงาน การเงิน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก เพราะเมื่อมหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก คนไทยทุกคนต้องช่วยกันตอบให้ได้ว่า เราจะเป็นเพียงผู้รับผลกระทบหรือจะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยตัวเราเอง

เมื่อเช้านี้ ผมเห็นข่าวความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิหร่าน และโอมาน บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลายคนมองเห็นเพียงการโต้ตอบทางการทูต บางคนมองเห็นเพียงการขู่คว่ำบาตร บางคนมองเห็นเพียงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ แต่ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นมากกว่านั้น เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของ “การเปลี่ยนระเบียบโลก”

ตลอดช่วงเวลาที่ผมเคยมีโอกาสศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านยุทธศาสตร์ การประเมินสถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ (Net Assessment) ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยง กับผู้เชี่ยวชาญจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานใกล้ชิดกับวงการความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา เพนตากอน กระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกาและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับการปลูกฝังอยู่เสมอ คือ

“อย่ามองเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่จงมองการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง”

วันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา แต่คือการแข่งขันเพื่อกำหนดกติกาของโลกในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่วนสำคัญของโลก เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกตั้งแต่เอเชีย ยุโรป ไปจนถึงอเมริกา

หากเกิดความไม่แน่นอนในพื้นที่นี้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตะวันออกกลาง แต่จะสะเทือนไปถึงราคาพลังงาน ค่าขนส่ง การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดการเงิน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั่วโลก

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ วิธีการต่อสู้ของมหาอำนาจในปัจจุบันเพราะสงครามยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากเสียงปืนเสมอไป แต่เริ่มต้นจากการเงิน การค้า พลังงาน ไซเบอร์ ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง สหรัฐอเมริกากำลังใช้อิทธิพลของระบบการเงินโลกและมาตรการคว่ำบาตรเพื่อรักษาระเบียบโลกเดิม

ขณะที่อิหร่านกำลังพยายามสร้างพื้นที่ต่อรองใหม่ผ่านการทูต การสื่อสาร และการสร้างแนวร่วมระหว่างประเทศ นี่คือการแข่งขันของอำนาจที่ลึกกว่าข่าวรายวัน และนี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ประเทศไทยไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ

เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเปราะบาง ความกังวล ความไม่เชื่อมั่น ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความยากต่อการคาดการณ์ ในโลกเช่นนี้ ประเทศที่รอให้วิกฤตเกิดก่อนแล้วจึงค่อยแก้ไข จะต้องจ่ายต้นทุนสูงกว่าประเทศที่เตรียมพร้อมล่วงหน้าเสมอ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครจะชนะระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน” แต่คือ “ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร” และ “ประเทศไทยเตรียมตัวรับมือแล้วหรือยัง” ผมมองว่า ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ

หนึ่ง ยกระดับการประเมินความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติแบบเรียลไทม์

สอง เสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งเพียงไม่กี่เส้นทาง

สาม ยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางไซเบอร์ โดยเฉพาะด้านพลังงาน การเงิน การสื่อสาร และการคมนาคม

สี่ พัฒนาขีดความสามารถด้านข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์และการวางแผนตามสถานการณ์สมมติในทุกระดับ

ห้า สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ร่วมกัน

ผมกังวลว่า ในขณะที่โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความมั่นคงไซเบอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์

ประเทศไทยยังสูญเสียพลังงานจำนวนมากไปกับความขัดแย้งภายใน นักการเมืองบางคนยังคิดถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ข้าราชการบางส่วนยังติดอยู่กับวิธีทำงานแบบเดิม นักเคลื่อนไหวบางกลุ่มยังมุ่งเอาชนะกันทางความคิดมากกว่าการร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ

ทั้งที่โลกภายนอกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

ผมไม่ได้กังวลว่าไทยจะเลือกข้างผิด แต่กังวลว่าไทยจะปรับตัวไม่ทัน เพราะในศตวรรษที่ 21

ประเทศไทยไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดทรัพยากร แต่พ่ายแพ้เพราะอ่านเกมไม่ออก

ไม่ได้พ่ายแพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่พ่ายแพ้เพราะยังไม่สามารถดึงศักยภาพของคนเก่งทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อเป้าหมายของชาติได้อย่างเต็มที่และไม่ได้พ่ายแพ้เพราะศัตรูแข็งแกร่งกว่าแต่พ่ายแพ้เพราะยังทะเลาะกันเอง ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ โลกไม่ได้รอประเทศไทย และมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา

วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นเวลาที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันทำให้ประเทศแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระเบียบโลกใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อนาคตของประเทศไทยจะถูกกำหนดโดยความสามารถในการปรับตัวของคนไทย ไม่ใช่โดยความขัดแย้งของมหาอำนาจเพียงอย่างเดียว

และในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นวันนี้ คำกล่าวเชิงยุทธศาสตร์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ว่า “ผมสั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน” อาจไม่ใช่เพียงคำพูดของผู้นำ แต่ควรเป็นวิธีคิดของทั้งประเทศ เพราะประเทศที่ช้ากว่าเหตุการณ์ ย่อมกลายเป็นประเทศที่ถูกเหตุการณ์กำหนดอนาคตเสมอ

ผมฝากถึงทุกภาคส่วนของประเทศไทยช่วยกันพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้

ถึงผู้มีอำนาจ…จงกล้าปฏิรูประบบ ก่อนที่วิกฤตจะมาปฏิรูปท่าน

ถึงข้าราชการ…จงทำงานเร็วกว่าปัญหา ไม่ใช่เร็วกว่ากำหนดวาระการประชุม

ถึงภาคธุรกิจ…จงเตรียมพร้อมรับความผันผวนของโลก มากกว่ารอให้โลกมากระทบธุรกิจของท่าน

ถึงนักวิชาการ…จงผลิตความรู้ที่ช่วยประเทศอยู่รอด ไม่ใช่เพียงเพื่อการตีพิมพ์วารสารงานวิจัย

ถึงนักเคลื่อนไหว…จงเปลี่ยนพลังแห่งการคัดค้าน ให้เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์อนาคตของชาติ

ถึงสื่อมวลชน…ขอให้เป็นมากกว่าผู้รายงานข่าว และจงเป็นผู้ช่วยให้สังคมมองเห็นความจริงที่อยู่หลังข่าว

และถึงคนไทยทุกคน…จงอย่าปล่อยให้ความเกลียดชังทางการเมือง ความแตกแยกทางความคิดหรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า มาบดบังผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว

เพราะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนระเบียบใหม่ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีหน่วยงานใดรอดได้ด้วยตัวหน่วยงานเดียว และไม่มีรัฐบาลใดปกป้องประเทศได้ หากประชาชนไม่ลุกขึ้นมาช่วยกัน

โลกไม่ได้รอประเทศไทยและมหาอำนาจก็ไม่ได้หยุดแข่งขันเพื่อรอเรา วันนี้จึงไม่ใช่เวลาของการถามว่า “ใครถูก ใครผิด” แต่เป็นเวลาของการถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยแข็งแรงพอที่จะยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีในระเบียบโลกใหม่”

เพราะสภาวะปัจจุบันและอนาคตของประเทศไทยจะไม่ถูกกำหนดที่วอชิงตัน ดีซี จะไม่ถูกกำหนดที่เตหะราน จะไม่ถูกกำหนดที่กรุงปักกิ่งหรือมอสโก และจะไม่ถูกกำหนดที่เมืองหลวงของมหาอำนาจใด แต่จะถูกกำหนดโดยการตัดสินใจของคนไทยและต้องปราศจากอัลกอลิทึมต่างชาติที่กำลังถอดรหัสชุดความคิดของคนไทยอยู่ตอนนี้

“มหาอำนาจกำลังต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของโลก แต่คำถามสำคัญคือ คนไทยพร้อมหรือยังที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทยด้วยพลังอำนาจแห่งชาติ (National Power) ของตนเอง”

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา แอดไลน์ id: @police.policy