กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

18 ธ.ค. 2568 09:01 น.

กรุงนิวเดลีคุมเข้ม จำกัดรถยนต์–ลดคนเข้าออฟฟิศ หวังสกัดวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรง

กรุงนิวเดลีของอินเดีย ออกมาตรการเข้มรับมือปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ทวีความรุนแรง ห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน

ทางการกรุงนิวเดลีของอินเดีย ออกมาตรการคุมเข้มเมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่นพิษ PM2.5 ที่ทวีความรุนแรง โดยประกาศห้ามรถยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานควบคุมการปล่อยมลพิษครั้งล่าสุดเข้าพื้นที่ พร้อมจำกัดการเข้าออฟฟิศของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน

โดยดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index – AQI) ในเขตกรุงนิวเดลี ซึ่งมีประชากรราว 30 ล้านคน อยู่ในระดับรุนแรงมาก (Severe) ต่อเนื่องหลายวัน และหลายครั้งพุ่งเกินระดับ 450 ทั้งที่ระดับที่อยู่ในเกณฑ์ดีควรต่ำกว่า 50 เท่านั้น สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากหมอกควันบางๆ ในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ทัศนวิสัยลดลง กระทบการเดินทางของเที่ยวบินและรถไฟ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ คณะกรรมาธิการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ ตัดสินใจบังคับใช้ แผนรับมือมลพิษขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของ Graded Response Action Plan (GRAP) ครอบคลุมกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา

โดยมาตรการดังกล่าวรวมถึงห้ามรถบรรทุกดีเซลรุ่นเก่าเข้าพื้นที่เมือง, ระงับงานก่อสร้างทุกประเภท รวมถึงโครงการภาครัฐ, ใช้ระบบการเรียนแบบผสม เพื่อลดการเดินทาง

นายกาปิล มิชรา รัฐมนตรีในรัฐบาลท้องถิ่นกรุงนิวเดลี แถลงว่าตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป สำนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะทำงานแบบเข้าออฟฟิศเพียง 50% ส่วนที่เหลือให้ทำงานจากที่บ้าน เพื่อลดการปล่อยมลพิษจากการเดินทาง

นอกจากนี้ รัฐบาลจะจ่ายเงินชดเชย 10,000 รูปี ให้แก่แรงงานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวัน ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งหยุดงานก่อสร้าง

ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ทางการกรุงนิวเดลีได้เริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมรถยนต์อย่างเข้มงวด โดยห้ามรถที่ไม่ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษล่าสุดวิ่งบนท้องถนนในเมือง

ด้านนายมันจินเดอร์ สิงห์ เซอร์ซา รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมกรุงเดลี กล่าวว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการแก้ปัญหาอากาศเป็นพิษ โดยรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะทำให้อากาศในเดลีสะอาดขึ้น และจะดำเนินมาตรการที่เข้มงวดอย่างต่อเนื่องในช่วงวันข้างหน้า

ทั้งนี้ มลพิษทางอากาศในกรุงเดลีถือเป็นปัญหาซ้ำซากในช่วงฤดูหนาวของทุกปี เมื่ออากาศเย็นและหนาแน่นกักเก็บมลพิษจากรถยนต์ ไซต์ก่อสร้าง และการเผาพื้นที่เกษตรในรัฐใกล้เคียง ส่งผลให้ระดับฝุ่นพิษพุ่งสูงติดอันดับรุนแรงที่สุดในโลก และสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจของประชาชน

พื้นที่ที่มีประชากรกว่า 30 ล้านคนแห่งนี้ มักถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบ โดยค่าดัชนีคุณภาพอากาศแตะระดับกว่า 450 เป็นประจำ ขณะที่ระดับ AQI ต่ำกว่า 50 เท่านั้นที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์อากาศดี.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มลพิษทางอากาศ

ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

18 ธ.ค. 2568 08:16 น.

ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

ทหารกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส อ้างว่าเครื่องบินรบของไทยใช้แก๊สพิษโจมตี จนทำให้ตัวเองหายใจไม่ออกและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้านไทยย้ำชัดไม่เคยใช้อาวุธเคมีในการโจมตี

นายกุน ยง ทหารกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ส ขณะนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีภรรยานั่งอยู่ข้าง ๆ ฃโดยกล่าวอ้างว่าเขามีอาการหายใจติดขัด เหมือนกำลังจะขาดอากาศหายใจ ภายหลังเครื่องบินของไทยปฏิบัติการบินโจมตีในพื้นที่

โดยรอยเตอร์สรายงานว่าในโรงพยาบาลในจังหวัดบันเตียเมียนเจย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ทหารและตำรวจหลายรายต่างอ้างว่า พวกเขาประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจ หลังจากเครื่องบินของไทยโปรยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของเหลวมีพิษ

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวอ้างเกือบทุกวันว่า กองทัพไทยใช้แก๊สพิษ ในการสู้รบ โดยล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา ระบุว่ามีการใช้สารดังกล่าวในหมู่บ้านที่นายกุน ยง ประจำการอยู่ด้วย

ในแถลงการณ์ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า การใช้แก๊ส รวมถึงยุทธวิธีอื่น ๆ ลักษณะนี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงไม่ได้ระบุว่าเป็นแก๊สชนิดใด ไม่ได้นำเสนอหลักฐานประกอบ และไม่ได้ระบุว่าได้ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่ ขณะที่โฆษกของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลกัมพูชาไม่รับสายโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สที่พยายามติดต่อเพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม ทางสำนักข่าวรอยเตอร์สจึงระบุว่า ไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กองทัพอากาศไทย ไม่เคยใช้หรือมีการใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใด และระบุว่ารายงานที่กล่าวอ้างเช่นนั้นเป็นข่าวปลอม ที่มีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติการทางทหารของไทย

“หากเป็นอาวุธเคมีจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงไม่ได้มีเพียงอาการหายใจติดขัด แต่คงเสียชีวิตไปแล้ว” เขากล่าว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชาตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน และทำให้ประชาชนในทั้งสองประเทศต้องอพยพมากกว่า 500,000 คน ถือเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดระหว่างสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบหลายทศวรรษ

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

18 ธ.ค. 2568 05:32 น.

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติการแต่งตั้งนาย จาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน เป็นผู้อำนวยการใหญ่ของนาซาคนใหม่แล้ว หลังจากการเสนอชื่อยืดเยื้อมานานเกือบปี

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 วุฒิสภาสหรัฐฯ อนุมัติการแต่งตั้งนาย จาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ ปิดฉากการเสนอชื่ออันยุ่งเหยิง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อของเขาเป็น ผอ. ก่อนจะถอนชื่อ แล้วเสนอชื่อใหม่อีกครั้ง

ไอแซกแมน วัย 42 ปี เป็นนักบินเครื่องบินเจ็ตสมัครเล่นผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศที่ไม่ใช่ระดับมืออาชีพคนแรกที่ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศ (Spacewalk) และเขายังเป็นผู้อำนวยการนาซาคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งโดยมาจากภาคเอกชนโดยตรง

หลายฝ่ายมองว่า การดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซาของไอแซกแมนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว จะถูกตัดสินด้วยบททดสอบสำคัญหนึ่งเดียวคือ สหรัฐฯ จะสามารถส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีนหรือไม่

ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ สร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเปิดทางให้กับการขุดเจาะทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งสำคัญสำหรับการเดินทางต่อไปยังดาวอังคารในอนาคต

อนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสียงท่วมท้น 67 ต่อ 30 เสียง เพื่อยืนยันการแต่งตั้งนายไอแซกแมนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา โดยเขาจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก ชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่เป็นรักษาการผู้อำนวยการนาซามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

เดิมทีนายทรัมป์ประกาศความตั้งใจที่จะเสนอชื่อไอแซกแมนเมื่อเดือนธันวาคม 2567 แต่เขาได้ถอนการเสนอชื่อในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความขัดแย้งกับนาย อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของนายไอแซกแมน โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ในอดีตอย่างถี่ถ้วน

นายมัสก์ หนึ่งในผู้บริจาคทางการเมืองรายใหญ่ที่สุดของทรัมป์และประธานบริหารของ SpaceX เคยปรากฏตัวในห้องทำงานรูปไข่เคียงข้างทรัมป์อยู่เป็นประจำ แต่ทั้งคู่ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน นายทรัมป์เสนอชื่อนายไอแซกแมนใหม่อีกครั้ง โดยในระหว่างการพิจารณาเพื่อรับรองตำแหน่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายไอแซกแมนกล่าวว่าเขาพร้อมรับภารกิจของทรัมป์ในการทำเหมืองบนดวงจันทร์ ในขณะที่นานาชาติต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นผิวดวงจันทร์

“นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับการรีรอ แต่เป็นเวลาสำหรับการลงมือทำ เพราะหากเราตามหลัง หรือหากเราทำผิดพลาด เราอาจไม่สามารถไล่ตามได้ทันอีกเลย และผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจบนโลกใบนี้ได้” ไอแซกแมนกล่าวต่อสมาชิกวุฒิสภา

ทั้งนี้ นายไอแซกแมนมองว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น คือกุญแจสำคัญในการชิงชัยในศึกชิงอวกาศ

แต่การเปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของเขาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนายมัสก์ได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไอแซกแมนได้กล่าวชื่นชมการมอบสัญญาจ้างรายใหญ่ให้กับบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ Amazon ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์

เขายังเสนอด้วยว่านาซาควรเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาให้มากขึ้น โดยวางบทบาทให้หน่วยงานนี้เป็น “ตัวทวีคูณศักยภาพทางวิทยาศาสตร์” และว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หากเราใกล้จะบรรลุบางสิ่งที่พิเศษสุด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ครอบครัว ร็อบ ไรเนอร์ เปิดใจครั้งแรกหลังเหตุฆาตกรรม ลูกชายถูกจับกุม

ครอบครัว ร็อบ ไรเนอร์ เปิดใจครั้งแรกหลังเหตุฆาตกรรม ลูกชายถูกจับกุม

18 ธ.ค. 2568 04:35 น.

ครอบครัว ร็อบ ไรเนอร์ เปิดใจครั้งแรกหลังเหตุฆาตกรรม ลูกชายถูกจับกุม

ครอบครัวของ ร็อบ ไรเนอร์ ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังรายนี้และภรรยา ขณะที่ นิก ลูกชายขึ้นศาลครั้งแรกแล้ว

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 เหล่าทายาทของนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดระดับตำนานผู้ล่วงลับ ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก เกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นกับนายไรเนอร์กับภรรยา และเรื่องที่นาย นิก ไรเนอร์ ลูกคนกลางของทั้งคู่ถูกจับกุมตัวในข้อหาฆาตกรรมบิดาและมารดาของตัวเอง

ทั้งนี้ ร่างของสามีภรรยาไรเนอร์ถูกพบเสียชีวิตเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (14 ธ.ค.) ภายในบ้านพักของพวกเขาในลอสแอนเจลิส ขณะที่นิก ไรเนอร์ ถูกควบคุมตัวในคืนที่เกิดเหตุ และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมเมื่อวันอังคาร (16 ธ.ค.)

“ความสูญเสียที่น่าสยดสยองและสะเทือนใจจากการจากไปของ ร็อบ และ มิเชล ไรเนอร์ พ่อแม่ของเรา เป็นสิ่งที่ไม่มีใครควรต้องประสบพบเจอ” เจค กับ โรมี ไรเนอร์ ลูกชายคนโตกับลูกสาวของร็อบ ไรเนอร์ ระบุในแถลงการณ์ “พวกท่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พ่อแม่ แต่ยังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเราด้วย”

“พวกเราขอขอบคุณสำหรับคำไว้อาลัย ความเมตตา และกำลังใจที่หลั่งไหลเข้ามา ซึ่งเราได้รับไม่เพียงแค่จากครอบครัวและมิตรสหายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนจากทุกสาขาอาชีพด้วย”

พวกเขายังขอให้สังคมให้ความเป็นส่วนตัวและความเคารพต่อครอบครัวของพวกเขา พร้อมทั้งขอให้ คาดเดาเรื่องต่างๆ ด้วยความเห็นอกเห็นใจและอยู่บนหลักความเป็นมนุษย์ “และขอให้ทุกคนจดจำพ่อแม่ของเราในฐานะผู้ที่ใช้ชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยมและมอบความรักให้กับผู้อื่นเสมอมา” โดยไม่ได้กล่าวถึงข้อกล่าวหาที่มีต่อนิกผู้เป็นพี่ชายโดยตรง

นิก ไรเนอร์ วัย 32 ปี ได้ปรากฏตัวต่อศาลเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ และได้สละสิทธิ์ในการให้การ (ว่ารับสารภาพหรือปฏิเสธ) ต่อข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 จำนวน 2 กระทงที่เขาถูกฟ้องร้อง

ในการพิจารณาคดีดังกล่าว อัยการและทีมทนายความฝ่ายจำเลยของนายไรเนอร์เห็นพ้องให้เลื่อนการ ฟ้องให้การ (Arraignment) ออกไปจนถึงวันที่ 7 มกราคม ซึ่งจะเป็นวันที่เขามีโอกาสเข้าให้การต่อศาลอีกครั้ง และจนกว่าจะถึงวันนั้น นิกจะถูกควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถาน ทวิน ทาวเวอร์ ในลอสแอนเจลิส

อัยการระบุว่า หากนิกให้การปฏิเสธและถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ขอทัณฑ์บน หรืออาจได้รับโทษประหารชีวิต ซึ่งทางอัยการระบุว่าในขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะมีการเรียกร้องให้นิกมีโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เวเนซุเอลาลั่น ยังส่งออกน้ำมันปกติ แม้ทรัมป์ประกาศปิดกั้น

เวเนซุเอลาลั่น ยังส่งออกน้ำมันปกติ แม้ทรัมป์ประกาศปิดกั้น

18 ธ.ค. 2568 04:03 น.

เวเนซุเอลาลั่น ยังส่งออกน้ำมันปกติ แม้ทรัมป์ประกาศปิดกั้น

ทางการเวเนซุเอลายืนยัน ยังสามารถส่งออกน้ำมันได้เป็นปกติ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศปิดล้อมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 เวเนซุเอลายังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ โดยยืนกรานว่าการส่งออกน้ำมันดิบของพวกเขา ไม่ได้รับผลกระทบจากการประกาศปิดล้อมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มแรงกดดันทั้งทางทหารและเศรษฐกิจต่อรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร

เวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก ไม่แยแสต่อคำขู่ว่าจะได้รับความยากลำบากที่เพิ่มมากขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินงานต่างๆ ยังคงเป็นไปตามปกติ

“ปฏิบัติการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์พลอยได้ยังคงดำเนินไปอย่างปกติ เรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการของ PDVSA ยังคงเดินเรือด้วยความปลอดภัยอย่างเต็มที่” บริษัทน้ำมันแห่งชาติเวเนซุเอลา (PDVSA) ระบุในแถลงการณ์

นายทรัมป์กล่าวเมื่อวันอังคารว่าเขากำลังบังคับใช้ การปิดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จและสมบูรณ์ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทุกลำที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังพูดถึงการวางกำลังทหารสหรัฐฯ อย่างหนาแน่นในทะเลแคริบเบียน ซึ่งรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย พร้อมเตือนว่า เวเนซุเอลาถูกโอบล้อมอย่างสมบูรณ์โดยกองเรือรบ (Armada) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการจัดตั้งขึ้นในประวัติศาสตร์ของอเมริกาใต้

ข่าวการปิดล้อมดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นในการซื้อขายช่วงเช้าวันพุธที่กรุงลอนดอน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ ได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรลำหนึ่งใกล้ชายฝั่งเวเนซุเอลา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยกระดับความเคลื่อนไหวทางทหารในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยยิงเรือที่อ้างว่าขนยาเสพติดไปนับสิบลำ จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก อ้างว่าเป็นปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวโจมตีเวเนซุเอลาอย่างชัดเจนว่าเป็นองค์กรก่อการร้ายข้ามชาติ

ฝ่ายรัฐบาลเวเนซุเอลาเชื่อว่า ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดดังกล่าวเป็นเพียงฉากบังหน้าเพื่อพยายามโค่นล้มอำนาจของนายมาดูโร ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมา และเพื่อเข้ายึดครองทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา

โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณกำกวมมาตลอดว่าจะเข้าแทรกแซงในเวเนซุเอลาหรือไม่ แต่เขากล่าวว่าเขาเชื่อว่าเวลาในอำนาจของนายมาดูโรนั้น “ใกล้จะหมดลงแล้ว”

อนึ่ง เศรษฐกิจที่บอบช้ำของเวเนซุเอลาต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กองทัพของเวเนซุเอลาซึ่งให้การสนับสนุนนายมาดูโร ผู้นำฝ่ายซ้ายจัด กล่าวว่าพวกเขา “ไม่เกรงกลัว” ต่อการข่มขู่ของนายทรัมป์

“เราขอบอกกับรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีของพวกเขาว่า เราไม่เกรงกลัวต่อคำขู่ที่หยาบคายและจองหองของพวกเขา” นายวลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวในงานซึ่งเต็มไปด้วยผู้บัญชาการระดับสูงที่ย้ำคำสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อมาดูโรมาโดยตลอด

ทางด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักสำหรับน้ำมันของเวเนซุเอลา กล่าวปกป้องรัฐบาลมาดูโรระหว่างการต่อสายโทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ต่อกรณีที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “การข่มเหง” ของสหรัฐฯ

“จีนคัดค้านการข่มเหงฝ่ายเดียวในทุกรูปแบบ และสนับสนุนทุกประเทศในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเวเนซุเอลา “มีสิทธิ์ที่จะพัฒนาความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับประเทศอื่นๆ อย่างเป็นอิสระ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

18 ธ.ค. 2568 00:43 น.

จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเดินทางเยือนกัมพูชากับไทยอีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้ เพื่อหาทางลดความตึงเครียด และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายฟื้นฟูสันติภาพกลับคืนมา

เมื่อคืนวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ประกาศว่า ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางเยือนประเทศกัมพูชากับไทยอีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้ (18 ธ.ค.) เพื่อดำเนินการเจรจาทางการทูตแบบไปกลับ (shuttle diplomacy) เพื่อส่งเสริมการลดความตึงเครียด และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายฟื้นฟูสันติภาพกลับคืนมา

“ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและมิตรของกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศในปัจจุบัน โดยได้พยายามไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทอย่างแข็งขันด้วยวิธีการของตนเพื่อช่วยคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์”

“ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว” แถลงการณ์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook / ChineseEmbassyinBangkok

แอฟริกาใต้ช็อก ดีเจคนดังโดนยิงดับ กลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก

แอฟริกาใต้ช็อก ดีเจคนดังโดนยิงดับ กลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก

17 ธ.ค. 2568 23:51 น.

แอฟริกาใต้ช็อก ดีเจคนดังโดนยิงดับ กลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก

ดีเจชื่อดังชาวแอฟริกาใต้ถูกยิงดับกลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก โดยที่ตำรวจยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ และยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใดได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย วอร์ริก สต็อก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ดีเจ วอร์รัส” ดีเจวิทยุและดีเจคลับชื่อดังชาวแอฟริกาใต้ถูกยิงเสียชีวิตในย่านใจกลางเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันอังคารที่ผ่านมา (16 ธ.ค. 2568) ตอกย้ำปัญหาอาชญากรรมที่ฝังรากลึกในแอฟริกาใต้

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัย 3 คนเดินตรงเข้าหาดีเจชื่อดังวัย 40 ปีรายนี้ซึ่งยืนอยู่นอกอาคาร “แซมเบซี เฮาส์” (Zambesi House) ใกล้กับตึก “คาร์ลตัน เซ็นเตอร์” (Carlton Centre) ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเปิดฉากยิงปืนใส่เขา แล้วพากันวิ่งหนีไป โดยจนถึงตอนนี้ ตำรวจยังไม่ทราบแรงจูงใจในการก่อเหตุ และยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใดได้

ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า ชายคนหนึ่งซึ่งไว้ผมทรงเดรดล็อก และแต่งกายด้วยชุดที่ดูเหมือนเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัยเปิดฉากยิงใส่สต็อกก่อนจะหลบหนีไป ขณะที่ดีเจหนุ่มพยายามวิ่งหนีหลังจากถูกยิง ก่อนจะล้มลงที่ฝั่งตรงข้ามของถนน

ตำรวจบอกอีกว่า สต็อกมีอาวุธปืนติดตัวอยู่แต่ไม่ได้ถูกใช้งาน และไม่มีทรัพย์สินใดๆ ถูกขโมยไปในระหว่างการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งตำรวจพบหลักฐานสำคัญอย่างปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ และเรียกร้องให้พยานที่เห็นเหตุการณ์และประชาชนที่อาจพบเห็นผู้ต้องสงสัยเข้ามาให้ข้อมูล

สถานีโทรทัศน์ SABC ของรัฐบาลแอฟริกาใต้รายงานว่า สต็อกใช้เวลาหลายชั่วโมงที่อาคารดังกล่าวเพื่อควบคุมดูแลการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยภายในพื้นที่ โดยอาคารแห่งนี้กำลังมีข้อพิพาทเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลปริศนาเข้าบุกรุกครอบครอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มือกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหา 59 กระทง รวมฆาตกรรม

มือกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหา 59 กระทง รวมฆาตกรรม

17 ธ.ค. 2568 22:17 น.

มือกราดยิงหาดบอนได ถูกตั้งข้อหา 59 กระทง รวมฆาตกรรม

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า มือปืนคนเดียวที่รอดชีวิตในเหตุกราดยิงหาดบอนไดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหามากถึง 59 กระทง ซึ่งรวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง

เมื่อวันพุธที่ 17 ธ.ค. 2568 ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเปิดเผยว่า นายนาวีด อัคราม หนึ่งในผู้ก่อเหตุกราดยิงงานเทศกาลของชาวยิวที่หาดบอนได ในนครซิดนีย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ถูกตั้งข้อหารวมทั้งสิ้น 59 กระทง รวมถึงข้อหาฆาตกรรม 15 กระทง และข้อหาก่อการร้าย 1 กระทง

นายอัคราม วัย 24 ปี ถูกตำรวจยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างก่อเหตุ ขณะที่นายซาจิด อัคราม พ่อของเขา วัย 50 ปี ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม

เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยเป้าหมายของการโจมตีคือกลุ่มชุมชนชาวยิวในออสเตรเลีย ที่กำลังจัดงานเฉลิมฉลองคืนแรกของเทศกาลฮานุกกะห์ (Hanukkah) นับเป็นเหตุกราดยิงครั้งที่รุนแรงที่สุดของออสเตรเลียนับตั้งแต่ปี 2539

นอกจากนั้น นายอัครามยังถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสโดยเจตนาฆ่าอีก 40 กระทง รวมถึงข้อหาแสดงสัญลักษณ์ขององค์กรก่อการร้ายต้องห้ามต่อสาธารณะอีก 1 กระทงด้วย

ศาลท้องถิ่นแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า นายอัครามได้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีนัดแรกจากเตียงในโรงพยาบาล และศาลได้สั่งเลื่อนการพิจารณาคดีออกไปจนถึงเดือนเมษายน ปี 2569

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ นายมัล แลนยอน ผู้บัญชาการตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ กล่าวว่าเจ้าหน้าที่กำลังรอให้ฤทธิ์ยาบรรเทาลงก่อนที่จะเริ่มสอบปากคำนายอัครามอย่างเป็นทางการ “เพื่อความยุติธรรมต่อตัวเขาเอง เราจำเป็นต้องให้เขามีสติรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในขณะนี้”

ตามข้อมูลล่าสุด ณ เย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น ยังคงมีผู้บาดเจ็บ 17 รายที่กำลังรับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วซิดนีย์ โดยมี 1 รายอยู่ในอาการวิกฤต และอีก 4 รายอาการวิกฤตแต่ทรงตัว

ตำรวจออสเตรเลียยืนยันว่า เหตุกราดยิงครั้งนี้เป็นการก่อการร้าย โดยนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ระบุว่าการกระทำดังกล่าวดูเหมือนจะมี “แรงจูงใจจากอุดมการณ์ของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส)”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีข้อมูลปรากฏว่าสองพ่อลูกคู่นี้ได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเดือนพฤศจิกายน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์เปิดเผยกับ BBC ว่า ทั้งคู่พำนักอยู่ในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 28 พฤศจิกายน โดยโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระบุว่า จุดหมายปลายทางสุดท้ายของพวกเขาคือเมืองดาเวา (Davao) ทางตอนใต้ของประเทศ

เจ้าหน้าที่ชายแดนในกรุงมะนิลาให้ข้อมูลกับ BBC ว่า นายนาวีด อัคราม เดินทางเข้าฟิลิปปินส์โดยใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย ในขณะที่นายซาจิด ผู้เป็นบิดา ใช้หนังสือเดินทางอินเดีย

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจากรัฐเตลังคานาของอินเดีย ระบุว่า นายซาจิด มีพื้นเพเดิมมาจากเมืองไฮเดอราบัด ทางตอนใต้ของอินเดีย แต่ที่ผ่านมาเขามีการติดต่อกับครอบครัวที่นั่น “เพียงเล็กน้อย” เท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

17 ธ.ค. 2568 11:53 น.

ทรัมป์สั่งแบน เพิ่มอีก 7 ชาติรวมปาเลสไตน์ ห้ามเข้าสหรัฐฯ ไทยยังไม่โดน

ทรัมป์ เดินหน้าขยายมาตรการห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น ล่าสุดสั่ง แบนพลเมืองจากอีก 7 ประเทศ รวมถึงปาเลสไตน์ รวมประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางพุ่งขึ้นเกือบ 40 ประเทศ ลาวโดนด้วยแต่ไทยยังรอด

ประเทศที่ถูกสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบรอบใหม่นี้ ประกอบด้วย ลาว, ซีเรีย, บูร์กินาฟาโซ, มาลี, ไนเจอร์, เซียร์ราลีโอน และซูดานใต้ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่อยู่ในรายชื่อประเทศที่ถูกแบน

ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อป้องกันชาวต่างชาติที่มีแนวโน้มเป็นภัยต่อชาวอเมริกัน รวมถึงผู้ที่อาจบ่อนทำลายหรือทำให้วัฒนธรรม รัฐบาล สถาบัน และหลักการก่อตั้งประเทศของสหรัฐฯ ไม่มั่นคง

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนจุดยืนแข็งกร้าวด้านผู้อพยพของทรัมป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เขาใช้หาเสียงมาโดยตลอด และเกิดขึ้นท่ามกลางการเร่ง กวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายและผลักดันการเนรเทศครั้งใหญ่

การแบนชาวซีเรียมีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทหารสหรัฐฯ 2 นายและพลเรือน 1 คนเสียชีวิตในซีเรีย โดยทางการซีเรียระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่กำลังจะถูกปลดออกเนื่องจากแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา

ขณะที่ผู้ถือพาสปอร์ตขององค์การปาเลสไตน์ ถูกจำกัดการเดินทางเข้าสหรัฐฯ มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้อย่างไม่เป็นทางการ และครั้งนี้ถูกยกระดับเป็น คำสั่งชัดเจน ท่ามกลางท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ที่ยืนอยู่ข้างอิสราเอล และต่อต้านการรับรองรัฐปาเลสไตน์ของชาติตะวันตกหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศสและอังกฤษ

จะสังเกตได้ว่า ประเทศที่ถูกแบนรอบใหม่จำนวนมากเป็นประเทศยากจนในแอฟริกา ทั้งในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลาง ขณะที่สหรัฐฯ ยังออกมาตรการ จำกัดการเดินทางบางส่วน กับประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกา, ไอวอรีโคสต์ และเซเนกัล รวมถึง แคนาดาและเม็กซิโก

ประเทศอื่นที่ถูกจำกัดการเดินทางบางส่วนยังรวมถึงหลายประเทศในแอฟริกาและแคริบเบียน เช่นแองโกลา, แอนติกาและบาร์บูดา, เบนิน, โดมินิกา, กาบอง, แกมเบีย, มาลาวี, มอริเตเนีย, แทนซาเนีย, แซมเบีย และซิมบับเวรวมถึงประเทศหมู่เกาะอย่าง ตองกา

น่าสนใจว่า แองโกลา เซเนกัล และแซมเบีย ล้วนเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในแอฟริกา และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน เคยยกย่องประเทศเหล่านี้ว่าเป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยในภูมิภาค

การขยายคำสั่งแบนครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลทรัมป์ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า เลือกปฏิบัติต่อประเทศยากจนและประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ไม่ใช่คนผิวขาว และสะท้อนท่าทีต่อต้านผู้อพยพที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแม้ทำเนียบขาวจะยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ แต่หลายฝ่ายเตือนว่า มาตรการนี้อาจยิ่งทำให้สหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวบนเวทีโลก และสร้างแรงกดดันทางการทูตในระยะยาวได้.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทรัมป์

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

17 ธ.ค. 2568 11:22 น.

โลกเสี่ยงสูญเสียธารน้ำแข็งปีละ 4,000 แห่ง นำไปสู่การอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

งานวิจัยใหม่สร้างความกังวลให้กับนักอนุรักษ์และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เมื่อพบว่าธารน้ำแข็งหายไปในแต่ละปี อาจเพิ่มเป็น 2,000–4,000 แห่ง ภายในกลางศตวรรษนี้ หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change ระบุชัดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเร่งให้ธารน้ำแข็งละลายในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษย์ โดยนักวิจัยอธิบายว่า หากโลกสามารถจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายความตกลงปารีส จะยังรักษาธารน้ำแข็งได้ราว 50% ของจำนวนทั้งหมดในปัจจุบัน

แต่ในสถานการณ์เลวร้าย หากโลกร้อนขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ธารน้ำแข็งเกือบทั้งหมดจะหายไป เหลือเพียงราว 18,000 แห่งทั่วโลก

โดยตัวเลขจากการศึกษาพบว่าโลกสูญเสียน้ำแข็งจากธารน้ำแข็งบนภูเขามากกว่า 7 ล้านล้านตัน ตั้งแต่ปี 2000 ขณะที่ในปี 2023 ปีเดียว มีการสูญเสียธารน้ำแข็งกว่า 600,000 ล้านตัน โดยธารน้ำแข็งละลายเร็วที่สุดในอลาสกา และยุโรปตอนกลาง เช่น เทือกเขาแอลป์ ขณะที่มวลน้ำแข็งจากแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก ลดลงมากกว่ายุคปี 1990 ถึง 4 เท่า

โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การหายไปของธารน้ำแข็งจะกระทบต่อแหล่งน้ำจืดของประชากรหลายร้อยล้านคน และทำให้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่ความเสี่ยงน้ำท่วมพื้นที่ชายฝั่ง และอาจต้องอพยพประชากรครั้งใหญ่ในอนาคต

ขณะเดียวกันธารน้ำแข็งยังทำหน้าที่เป็นแคปซูลเวลาทางสภาพภูมิอากาศ ที่เก็บข้อมูลโลกย้อนหลังหลายพันปี ตั้งแต่ปริมาณฝน การปะทุของภูเขาไฟ ไปจนถึงยุคอุตสาหกรรม ซึ่งหากธารน้ำแข็งละลายจนปนเปื้อน ข้อมูลเหล่านี้อาจสูญหายไปตลอดกาล ดังนั้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน คือกุญแจสำคัญในการชะลอการสูญเสียธารน้ำแข็ง และรักษาสมดุลของโลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นต่อไป.

ที่มา : AP 

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ธารน้ำแข็ง