นทท.สะพรึง แห่ชมปรากฎการณ์ธรรมชาติชายหาดสีเลือดในอิหร่าน

นทท.สะพรึง แห่ชมปรากฎการณ์ธรรมชาติชายหาดสีเลือดในอิหร่าน

19 ธ.ค. 2568 09:45 น.

นทท.สะพรึง แห่ชมปรากฎการณ์ธรรมชาติชายหาดสีเลือดในอิหร่าน

โลกออนไลน์สะพรึงกันอีกรอบ หลังฝนที่ตกลงมาในสัปดาห์นี้ เปลี่ยนแนวชายฝั่งของชายหาดชื่อดัง เรดบีช ให้กลายเป็นสีเลือด โดยน้ำฝนพัดพาดินสีแดงเข้มไหลสู่ทะเล จนผืนน้ำบริเวณชายฝั่งกลายเป็นสีแดงเข้ม

ชายหาด เรดบีช บนเกาะฮอร์มุซแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่อง ทรายและหน้าผาสีแดงสดอยู่แล้ว เนื่องจากดินมีปริมาณ เหล็กออกไซด์ สูงผิดปกติ แต่เมื่อฝนเริ่มตกตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา กระแสน้ำได้พัดพาดินสีแดงจำนวนมากลงสู่ทะเล สร้างภาพสวยงามด้วยสีตัดกันระหว่าง น้ำทะเลสีน้ำเงินของอ่าวเปอร์เซีย กับกระแสดินแดงฉานที่ไหลบ่าลงมา

ภาพดังกล่าวแพร่สะพัดอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยว ช่างภาพ และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก ซึ่งถ้าใครได้เห็นเป็นครั้งแรกต่างก็ตั้งคำถามว่า นี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติจริง หรือฉากจากภาพยนตร์ไซไฟ

นอกจากความน่าตื่นตาทางสายตาแล้ว ดินสีแดงของเกาะฮอร์มุซ ซึ่งชาวท้องถิ่นเรียกว่า “เกลัก” (Gelak) ยังมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยถูกส่งออกในปริมาณจำกัด เพื่อนำไปใช้ผลิต เครื่องสำอาง เม็ดสี และผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมบางชนิดด้วย

เกาะฮอร์มุซตั้งอยู่ใน ช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน ห่างจากกรุงเตหะรานราว 1,080 กิโลเมตร โดยปกติเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ฝนตกค่อนข้างน้อย และมักเกิดขึ้นเฉพาะช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น

ทุกครั้งที่ฝนตก เกาะแห่งนี้จะเผยโฉมธรรมชาติสุดแปลกตา จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่หลงใหล ภูมิประเทศประหลาดและสีสันเหนือจริง ราวกับอยู่นอกโลก.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน

บังกลาเทศประท้วงเดือด บุกผาสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง

บังกลาเทศประท้วงเดือด บุกผาสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง

19 ธ.ค. 2568 09:19 น.

บังกลาเทศประท้วงเดือด บุกผาสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง

สถานการณ์การเมืองบังกลาเทศตึงเครียดหนัก ผู้ประท้วงบุกสำนักงานหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง จุดไฟเผาอาคาร หลังนักกิจกรรมขบวนการลุกฮือปี 2567 เสียชีวิตจากเหตุถูกยิง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุประท้วงรุนแรงในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปยังสำนักงานของหนังสือพิมพ์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ หนังสือพิมพ์ภาษาท้องถิ่น “Prothom Alo” และหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ “Daily Star” หลังมีรายงานข่าวการเสียชีวิตของนายชารีฟ ออสมาน ฮาดี นักกิจกรรมทางการเมืองคนสำคัญจากเหตุถูกยิง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้ประท้วงได้จุดไฟเผาอาคาร ในขณะที่ทหารและกองกำลังรักษาชายแดนถูกส่งมาประจำการโดยรอบ แต่ยังไม่เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที 

โดยนายฮาดี ซึ่งเป็นโฆษกกลุ่มวัฒนธรรม “Inqilab Moncho”  เป็นนักวิจารณ์รัฐบาลอินเดียและอดีตนายกรัฐมนตรี เชค ฮาซินา อย่างรุนแรง และมีแผนลงสมัครรับเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครอิสระในการเลือกตั้งทั่วไปที่รัฐบาลเฉพาะกาลประกาศจะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ แต่ล่าสุดเขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในสิงคโปร์ เมื่อคืนวันพฤหัสบดี ที่ผ่านมา หลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุถูกคนร้ายยิงขณะนั่งรถสามล้อกลางกรุงธากา เมื่อสัปดาห์ก่อน  โดยคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบและยิงก่อนหลบหนี

ทางด้านนายมูฮัมหมัด ยูนุส ผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล  แถลงให้คำมั่นว่าจะนำตัวผู้ก่อเหตุยิงฮาดีมาลงโทษตามกฎหมาย พร้อมประกาศให้วันเสาร์เป็นวันไว้อาลัยทั่วประเทศ และเรียกร้องให้ประชาชนยับยั้งความรุนแรง ท่ามกลางความกังวลว่าความตึงเครียดทางการเมืองอาจลุกลามบานปลายอีกครั้ง.

ที่มา BBC 

ตำรวจชี้ตัวผู้ต้องสงสัยกราดยิงม.บราวน์ เร่งสอบเอี่ยวคดีฆ่าอาจารย์ MIT ด้วยหรือไม่

ตำรวจชี้ตัวผู้ต้องสงสัยกราดยิงม.บราวน์ เร่งสอบเอี่ยวคดีฆ่าอาจารย์ MIT ด้วยหรือไม่

19 ธ.ค. 2568 09:12 น.

ตำรวจชี้ตัวผู้ต้องสงสัยกราดยิงม.บราวน์ เร่งสอบเอี่ยวคดีฆ่าอาจารย์ MIT ด้วยหรือไม่

ตำรวจสหรัฐฯ ระบุตัวผู้ต้องสงสัยเหตุกราดยิงสะเทือนขวัญที่ ม.บราวน์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว พร้อมเดินหน้าสอบว่าเชื่อมโยงกับคดีสังหารศาสตราจารย์ของMIT ในสองวันถัดมาด้วยหรือไม่

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดการสอบสวนเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยก่อเหตุกราดยิงภายในมหาวิทยาลัยบราวน์ได้แล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยกำลังเดินหน้าสอบสวนถึงความเป็นไปได้ ว่าคนร้ายอาจจะเกี่ยวข้องกับคดีสังหารศาสตราจารย์ของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT ที่เกิดขึ้น 2 วันถัดมาด้วยหรือไม่

โดยเหตุกราดยิงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ภายในอาคารเรียนของมหาวิทยาลัยบราวน์ เมืองพรอวิเดนซ์ รัฐโรดไอแลนด์ ส่งผลให้มีนักศึกษาเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอย่างน้อย 8 ราย ทำให้เมืองหลวงของรัฐตกอยู่ในความหวาดผวา และนำไปสู่การล่าตัวผู้ก่อเหตุครั้งใหญ่

และเพียงสองวันหลังเหตุกราดยิง ศาสตราจารย์ นูโน ลูเรย์โร วัย 47 ปี อาจารย์ประจำภาควิชานิวเคลียร์ ฟิสิกส์ และศูนย์วิจัยพลาสมาและฟิวชันของ MIT ถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้านพักที่เมืองบรูคลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม

เมืองบรูคลินอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยบราวน์ราว 79 กิโลเมตร ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ของความเชื่อมโยงระหว่างสองคดี แม้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ FBI จะระบุว่ายังไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าทั้งสองเหตุการณ์เกี่ยวข้องกัน

ตำรวจเมืองพรอวิเดนซ์ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยในคดีกราดยิงมหาวิทยาลัยบราวน์หลบหนีออกจากที่เกิดเหตุด้วยการเดินเท้าเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยใกล้เคียง ทำให้การติดตามตัวต้องพึ่งพาภาพจากกล้องวงจรปิดตามบ้านเรือนประชาชนเป็นหลัก เนื่องจากอาคารเรียนและพื้นที่รอบข้างแทบไม่มีกล้องเฝ้าระวัง

เจ้าหน้าที่ได้เผยแพร่ภาพและวิดีโอของชายสวมหน้ากากซึ่งเชื่อว่าเป็นมือปืน โดยอ้างอิงจากคำให้การของผู้รอดชีวิต ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นชายคนดังกล่าวเดินอยู่ในละแวกใกล้มหาวิทยาลัย ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ รวมถึงช่วงเวลาที่รถตำรวจมาถึงพร้อมสัญญาณไฟฉุกเฉิน

ขณะที่นายกเทศมนตรีเมืองพรอวิเดนซ์ เบรตต์ สมายลีย์ กล่าวว่า ชาวเมืองและนักศึกษาต่างเริ่มรู้สึก กระวนกระวายและกดดัน เมื่อการล่าตัวผู้ต้องสงสัยยืดเยื้อมาหลายวันโดยยังไม่มีการจับกุม

นอกจากนี้ตำรวจยังเผยแพร่ภาพชายอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ โดยระบุว่าเป็นพยานสำคัญที่อาจมีข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เคยประกาศว่ามีผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวแล้ว แต่ภายหลังได้ปล่อยตัวออกมา หลังพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุกราดยิง.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายการเข้าถึงกัญชา เพิ่มขอบเขตการวิจัย

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายการเข้าถึงกัญชา เพิ่มขอบเขตการวิจัย

19 ธ.ค. 2568 06:12 น.

ทรัมป์ลงนามคำสั่ง ขยายการเข้าถึงกัญชา เพิ่มขอบเขตการวิจัย

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร ขยายการเข้าถึงกัญชา ปรับเป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 เพิ่มขอบเขตการศึกษาวิจัยประโยชน์ของกัญชา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงกัญชา ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่หลายฝ่ายคาดการณ์มานานแล้ว และนี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในนโยบายยาเสพติดของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

คำสั่งดังกล่าวสั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปรับประเภทกัญชาจาก “ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1” (Schedule I) มาเป็น “ยาเสพติดประเภทที่ 3” (Schedule III) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับยาไทเลนอลที่มีส่วนผสมของโคเดอีน

ถึงแม้ว่า กัญชาจะยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมายในระดับรัฐบาลกลาง แต่การจัดประเภทให้เป็นยาเสพติดประเภทที่ 3 จะช่วยให้สามารถขยายขอบเขตการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ที่กัญชาอาจจะมีได้มากขึ้น

แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายคนออกมาเตือนเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยบางส่วนให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้การใช้กัญชากลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคม

สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) ระบุว่า ยาเสพติดประเภทที่ 3 (ซึ่งรวมถึงเคตามีนและสเตียรอยด์ด้วย) มีความเสี่ยงต่อ “การเสพติดทางร่างกายและจิตใจในระดับปานกลางถึงต่ำ” เท่านั้น

ในระหว่างพิธีลงนาม ณ ห้องทำงานรูปไข่เมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวว่ามีผู้คนมากมายที่ “อ้อนวอน” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับ “ความเจ็บปวดอย่างรุนแรง” จากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ รวมถึง “ความเจ็บปวดที่รักษาไม่หาย” ทั้ง โรคมะเร็ง โรคลมชัก และกลุ่มทหารผ่านศึกที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่

นายทรัมป์เปรียบเทียบกัญชากับยาแก้ปวดที่จ่ายตามใบสั่งแพทย์ ซึ่งมีการนำมาใช้ในทางที่ถูกต้อง “แต่ก็สามารถก่อให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้เช่นกัน”

การจัดประเภทใหม่นี้ยังมีผลผูกพันทางภาษีต่อสถานจำหน่ายกัญชาที่ได้รับอนุญาตจากรัฐ เนื่องจากกฎระเบียบในปัจจุบันสั่งห้ามไม่ให้ร้านค้าเหล่านี้หักลดหย่อนภาษีบางรายการหากพวกเขาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มประเภทที่ 1

นอกจากการปรับเปลี่ยนประเภทกัญชาแล้ว ทรัมป์ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวประสานงานกับรัฐสภาเพื่ออนุญาตให้ชาวอเมริกันบางกลุ่มสามารถเข้าถึงสารแคนนาบิไดออล หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ CBD ได้

เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขยังได้รับมอบหมายให้พัฒนา “วิธีการและรูปแบบ” เพื่อตรวจสอบคุณประโยชน์และความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการใช้ CBD ในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่บางคนมองว่า คำสั่งนี้เป็น “การดำเนินการที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและศึกษาวิจัย” กัญชาและ CBD ได้ดียิ่งขึ้น

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ได้อนุมัติให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ และเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด (24 รัฐ) ได้อนุญาตให้มีการใช้เพื่อสันทนาการอย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 มาตลอด ซึ่งหมายความว่าเป็นสารที่ไม่มีการยอมรับให้นำมาใช้ทางการแพทย์ และมีโอกาสสูงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลภายใต้การนำของโจ ไบเดน ได้เคยเสนอให้มีการปรับประเภทในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และในเดือนเมษายน 2567 สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) ก็ได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ แต่กลับประสบปัญหาล่าช้าจากขั้นตอนทางปกครองและประเด็นทางกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สส.เดโมแครต เผยภาพจากกรุ “เอปสตีน” ลอตใหม่ รวมภาพ บิล เกตส์

สส.เดโมแครต เผยภาพจากกรุ “เอปสตีน” ลอตใหม่ รวมภาพ บิล เกตส์

19 ธ.ค. 2568 05:30 น.

สส.เดโมแครต เผยภาพจากกรุ “เอปสตีน” ลอตใหม่ รวมภาพ บิล เกตส์

เดโมแครตแพร่ภาพจากกรุของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ลอตใหม่ มีภาพคนดังหลายคน รวมถึง บิล เกตส์ กับอดีตที่ปรึกษาของนายทรัมป์ และข้อความว่า “จะส่งผู้หญิงไปให้” ซึ่งยังไม่รู้ว่าใครคือผู้รับ-ผู้ส่ง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. 2568 สมาชิกพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ภาพถ่ายจากทรัพย์สินของนาย เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงิน ผู้ถูกตัดสินความผิดคดีทางเพศเพิ่มเติมอีก 68 ภาพ โดยบางภาพมีการเซนเซอร์ข้อมูลบางส่วน และปิดบังใบหน้าของคนที่อาจเป็นผู้เสียหาย

ภาพดังกล่าวรวมถึงภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ขณะยืนอยู่ร่วมกับผู้หญิงที่ใบหน้าถูกพรางไว้จำนวน 2 ภาพ โดยยังไม่แน่ชัดว่าผู้หญิงในภาพเป็นใคร หรือเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แต่ก่อนหน้านี้เกตส์เคยกล่าวว่าเขาได้ทำ “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” ที่ไปใช้เวลาร่วมกับเอปสตีน

บิล เกตส์ กับผู้หญิงปริศนา
บิล เกตส์ กับผู้หญิงปริศนา

เกตส์เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า ทั้งคู่เคย “รับประทานอาหารค่ำร่วมกันหลายครั้ง” เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการการกุศล แต่โครงการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริง และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ได้สิ้นสุดลง

นอกจากนั้นยังมีภาพของ โนม ชอมสกี นักภาษาศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งแสดงให้เห็นเขานั่งอยู่บนเครื่องบินลำหนึ่งและดูเหมือนกำลังคุยกับนายเอปสตีน

ศาสตราจารย์และปัญญาชนสาธารณะวัย 97 ปีผู้นี้ เคยมีชื่อปรากฏในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเอปสตีนมาก่อน รวมถึงเอกสารโต้ตอบเกี่ยวกับเรื่องทางวิชาการหรือเรื่องส่วนตัว

ชอมสกีเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว วอลล์สตรีทเจอร์นัล ว่า เอปสตีนเคยช่วยเขาในการโอนย้ายเงินระหว่างบัญชีของเขาเอง ซึ่งการทำธุรกรรมดังกล่าวไม่มี “เงินของเอปสตีนแม้แต่เซนต์เดียว” เข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ชอมสกียังได้กล่าวถึงเอปสตีนว่า “ผมรู้จักเขา และเราก็พบกันเป็นครั้งคราว”

โนม ชอมสกี กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน
โนม ชอมสกี กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน

ภาพหลายใบยังแสดงให้เห็นนาย สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ โดยจากสถานที่และเสื้อผ้าที่ปรากฏในภาพบ่งชี้ว่า ภาพเหล่านี้อาจถูกถ่ายในช่วงเวลาเดียวกับภาพที่เผยแพร่ไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เพียงแต่เป็นภาพจากคนละมุมกล้อง

อย่างไรก็ตาม การที่บุคคลปรากฏอยู่ในภาพถ่ายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้ว่ามีการกระทำความผิดใดๆ และบุคคลจำนวนมากที่ปรากฏในภาพต่างก็ได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใดๆ ในกรณีของเอปสตีน

นอกจากภาพบุคคลแล้ว ยังมีภาพถ่ายแสดงให้เห็นหนังสือเดินทาง และภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์ (screenshot) ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อความต่อเนื่องในแอปพลิเคชัน WhatsApp จากผู้ส่งที่ไม่ระบุตัวตน

ข้อความหนึ่งอ้างถึง “เพื่อนแมวมอง” ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งเรียกเงินจำนวน 1,000 ดอลลาร์ต่อเด็กสาวหนึ่งคน ข้อความถัดมาของผู้ส่งคนเดียวกันระบุว่า “ฉันจะส่งสาวๆ (girls) ไปให้คุณเดี๋ยวนี้” และตามด้วยอีกข้อความที่เขียนว่า “บางทีอาจจะมีใครบางคนที่เหมาะกับ J นะ?”

ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าข้อความเหล่านี้ถูกส่งมาจากโทรศัพท์ของใคร ใครเป็นผู้รับ หรือบุคคลที่ชื่อ “J” คือใคร

การสนทนาระหว่างบุคคลปริศนา
การสนทนาระหว่างบุคคลปริศนา

ในชุดข้อความดังกล่าวยังมีการระบุรายละเอียดส่วนบุคคล ทั้งชื่อ ส่วนสูง สัดส่วน และน้ำหนัก ซึ่งทั้งหมดถูกเซนเซอร์ไว้ โดยข้อความระบุว่าบุคคลนี้กำลังจะเดินทางมาจากเมืองหนึ่งในประเทศรัสเซีย

อนึ่ง ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ถูกนำออกมาเผยแพร่ในวันนี้ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่า “เอกสารเอปสตีน” (Epstein files) ซึ่งรัฐสภาได้บังคับให้กระทรวงยุติธรรมเปิดเผยต่อสาธารณะภายในวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมนี้

สมาชิกพรรคเดโมแครตระบุว่า พวกเขานำภาพถ่ายเหล่านี้จากทรัพย์สินของเอปสตีนออกมาเผยแพร่เพื่อความโปร่งใส โดยที่ภาพเหล่านี้ ไม่ได้มีข้อมูลบริบทอื่นประกอบเพิ่มเติม ในขณะที่สมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวหาฝ่ายเดโมแครตว่า “คัดเลือกเฉพาะบางรูปภาพ และจงใจเซนเซอร์ข้อมูลแบบเจาะจงเป้าหมาย”

เอปสตีนกับผู้หญิงปริศนา
เอปสตีนกับผู้หญิงปริศนา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เครื่องบินเล็กตกขณะลงจอดที่นอร์ทแคโรไลนา ดับยกลำ 6 ศพ

เครื่องบินเล็กตกขณะลงจอดที่นอร์ทแคโรไลนา ดับยกลำ 6 ศพ

19 ธ.ค. 2568 03:52 น.

เครื่องบินเล็กตกขณะลงจอดที่นอร์ทแคโรไลนา ดับยกลำ 6 ศพ

เครื่องบินเล็กตกในนอร์ทแคโรไลนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายราย โดยสมาชิกสภาสหรัฐฯ ยืนยันว่า รวมถึงนาย เกร็ก บิฟเฟิล อดีตนักแข่งรถแนสคาร์กับครอบครัวของเขาด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินเล็กรุ่น เซสนา ซี550 (Cessna C550) ซึ่งมีผู้โดยสารทั้งหมด 6 คน ตกขณะลงจอดที่สนามบินภูมิภาค สเตตส์วิลล์ (Statesville) รัฐนอร์ทแคโรไลนา เมื่อเวลาประมาณ 10.20 น. วันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่น

ดาร์เรน แคมป์เบลล์ นายอำเภอเขตไอเดรลล์ เคาน์ตี ยืนยันกับสำนักข่าว Associated Press ว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้จริง แต่ยังปฏิเสธที่จะระบุจำนวนตัวเลขที่แน่นอน แต่สำนักข่าว CNN รายงานอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า ทั้ง 6 คนบนเครื่องซึ่งประกอบด้วย นักบิน 1 คน กับผู้โดยสาร 5 คน เสียชีวิตทั้งหมด

ส่วนสถานีโทรทัศน์ WBTV รายงานว่า ข้อมูลการจดทะเบียนของเครื่องบินระบุว่าเครื่องบินลำนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับ เกร็ก บิฟเฟิล อดีตนักแข่งรถแนสคาร์ (NASCAR) ผู้เกษียณอายุแล้ว

นายริชาร์ด ฮัดสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า เกร็ก บิฟเฟิล พร้อมด้วยภรรยาและบุตรอีกสองคน เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

ข่าวระบุว่า เครื่องเล็กลำนี้ขึ้นบินจากรันเวย์เมื่อเวลาประมาณ 10:06 น. ตามเวลาท้องถิ่น และลอยตัวอยู่ในอากาศได้เพียงชั่วครู่ก่อนจะพยายามลงจอดและประสบอุบัติเหตุตก บริเวณสุดปลายรันเวย์ฝั่งตะวันออก โดยทางเจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุการตกแต่อย่างใด

จอห์น เฟอร์กูสัน ผู้อำนวยการสนามบินสเตตส์วิลล์ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า สนามบินสเตตส์วิลล์จะยังคงปิดทำการจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการเก็บกวาดเศษซากปรักหักพังออกจากรันเวย์

ด้านคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) ซึ่งเป็นผู้นำในการสืบสวนระบุว่า กำลังส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้ามาสืบสวนอุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนี้ โดยคาดว่าทีมงานจะเดินทางถึงที่เกิดเหตุภายในคืนวันพฤหัสบดีตามเวลาสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc , cnn , NYpost

ไฟไหม้ซาวน่าญี่ปุ่น สามีภรรยาติดในห้อง เสียชีวิตสลด

ไฟไหม้ซาวน่าญี่ปุ่น สามีภรรยาติดในห้อง เสียชีวิตสลด

19 ธ.ค. 2568 00:58 น.

ไฟไหม้ซาวน่าญี่ปุ่น สามีภรรยาติดในห้อง เสียชีวิตสลด

(ภาพประกอบข่าว)

สามีภรรยาคู่หนึ่งในญี่ปุ่น ติดอยู่ในห้องซาวน่าที่เกิดไฟลุกไหม้และไม่สามารถออกมาได้ สุดท้ายทั้งคู่เสียชีวิต ขณะเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า กลอนประตูหลุดอยู่บนพื้น และสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉินก็ไม่ทำงาน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สามีภรรยาคู่หนึ่งเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในห้องซาวน่าส่วนตัวที่เกิดเพลิงไหม้ในเขตอากาซากะ ของกรุงโตเกียว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ธ.ค.) โดยตำรวจกำลังเร่งสืบสวนว่า ลูกบิดประตูที่ชำรุดเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ติดอยู่ภายในห้องของสถานบริการ “ซาวน่า ไทเกอร์” (Sauna Tiger) หรือไม่

สื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่นระบุว่าผู้เสียชีวิตคือนาง โยโกะ มัตสึดะ ช่างทำเล็บอายุ 37 ปี และนาย มาซานาริ สามีวัย 36 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของร้านเสริมสวย

หน่วยดับเพลิงได้รับแจ้งเหตุเมื่อเวลาประมาณ 12:25 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น เมื่อสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ของอาคารดังขึ้น โดยพนักงานสอบสวนให้ข้อมูลกับสื่อญี่ปุ่นว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไปถึงก็พบว่าลูกบิดประตูห้องซาวน่าตกอยู่ที่พื้นแล้ว

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็พบร่างของสามีภรรยาคู่นี้นอนล้มทับกันอยู่บนพื้น โดยศีรษะอยู่ใกล้กับประตู ซึ่งทั้งคู่ถูกเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา

ตำรวจระบุด้วยว่า พบผ้าขนหนูที่มีรอยไหม้อยู่ภายในห้องซาวน่า ซึ่งบ่งชี้ว่าสาเหตุของเพลิงไหม้อาจเกิดจากการที่ผ้าขนหนูไปสัมผัสกับหินร้อนในเตาซาวน่า

ภายในห้องซาวน่ามีสัญญาณเตือนฉุกเฉินติดตั้งไว้ที่ผนังเพื่อให้พนักงานทราบหากต้องการความช่วยเหลือ แต่พนักงานสอบสวนพบว่ามันถูกปิดใช้งานอยู่ อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า ฝาครอบสัญญาณเตือนถูกถอดออก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคู่สามีภรรยาน่าจะพยายามกดปุ่มเพื่อขอความช่วยเหลือแล้ว

นอกจากนี้ สื่อท้องถิ่นรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเจ้าหน้าที่สอบปากคำพนักงานเกี่ยวกับระบบเตือนภัยดังกล่าว พนักงานอ้างว่าระบบนี้ไม่ได้ถูกเปิดใช้งานมาตั้งแต่ช่วงปี 2566

ศูนย์สาธารณสุขเขตมินาโตะให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ว่าสถานบริการซาวน่าแห่งนี้เปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 และได้รับการตรวจสอบครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2566 ซึ่งในขณะนั้นไม่พบข้อบกพร่องร้ายแรงในส่วนของอุปกรณ์

หลังเกิดเหตุ ซาวน่า ไทเกอร์ ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิต โดยยืนยันว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “อย่างจริงจังที่สุด” และกำลังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ โดยพวกเขาจะปิดทำการชั่วคราว และคืนเงินให้กับลูกค้าที่จองไว้ล่วงหน้าทั้งหมด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายพร้อมลดตึงเครียด-หยุดยิง

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายพร้อมลดตึงเครียด-หยุดยิง

18 ธ.ค. 2568 22:55 น.

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายพร้อมลดตึงเครียด-หยุดยิง

นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนเผย คุยกับรัฐมนตรีไทยกับกัมพูชาแล้ว และทั้งสองฝ่ายแสดงความเต็มใจที่จะลดความตึงเครียด และบังคับใช้การหยุดยิง

เมื่อ 18 ธ.ค. 2568 นายกั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของตนเองว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ต่อสายโทรศัพท์พูดคุยแยกกันกับ นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยแล้ว

นายหวัง อี้ ระบุว่า ทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต่างแสดงความเต็มใจที่จะลดระดับความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนบอกอีกว่า ในประเด็นชายแดนกัมพูชา-ไทยนั้น จีนสนับสนุนการเจรจาอย่างสันติมาโดยตลอด และยังคงรักษาจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลาง พร้อมทั้งสนับสนุนความพยายามในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน (ASEAN)

กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียเดินทางไปยังกัมพูชาและไทยเพื่อดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” (Shuttle Diplomacy) โดยจีนจะยังคงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและใช้ความพยายามอย่างสร้างสรรค์เพื่อเกื้อหนุนให้เกิดการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

สภาบราซิลผ่านกฎหมาย ลดโทษจำคุก อดีต ปธน.โบลโซนาโร

สภาบราซิลผ่านกฎหมาย ลดโทษจำคุก อดีต ปธน.โบลโซนาโร

18 ธ.ค. 2568 22:21 น.

สภาบราซิลผ่านกฎหมาย ลดโทษจำคุก อดีต ปธน.โบลโซนาโร

รัฐสภาบราซิลผ่านร่างกฎหมายลดโทษจำคุกของอดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร แล้ว เหลือเพียงให้ประธานาธิบดี ลูลา ดา ซิลวา ลงนามบังคับใช้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ธ.ค. 2568 รัฐสภาของประเทศบราซิลลงมติผ่านร่างกฎหมายเพื่อลดโทษจำคุกของนายชาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีผู้ถูกตัดสินจำคุกนานถึง 27 ปี ในข้อหาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารเพื่อพลิกผลการเลือกตั้งปี 2565 แล้ว

ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการรับรองจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาเมื่อช่วงดึกของวันพุธที่ผ่านมา (17 ธ.ค.) และขณะนี้ร่างกฎหมายถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ซึ่งมีเวลา 15 วันทำงาน เพื่อเลือกว่าจะลงนามบังคับใช้หรือใช้สิทธิยับยั้ง (Veto)

อย่างไรก็ตาม นายลูลา ดา ซิลวา ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของแผนการลอบสังหาร อันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรัฐประหารดังกล่าว ส่งสัญญาณแล้วว่า เขาจะยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่การตัดสินใจของเขาอาจถูกรัฐสภาซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมตีกลับและยกเลิกในภายหลังได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดการณ์ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยลดระยะเวลาการจำคุกของนายโบลโซนาโร ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ขั้นต่ำที่ 6 ปี ให้เหลือเพียง 2 ปีเศษเท่านั้น ไม่รวมกลไกการลดหย่อนโทษอื่นๆ เช่น ความประพฤติดี หรือการอ่านหนังสือที่ทางการยอมรับ

ขณะนี้นายโบลโซนาโร อดีตผู้นำขวาจัดของบราซิล กำลังรับโทษจำคุกอยู่ในห้องขังพิเศษ ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในกรุงบราซีเลีย โดยทีมทนายความของเขากำลังขออนุมัติจากศาลฎีกาเพื่อให้เขาได้เข้ารับการผ่าตัดไส้เลื่อน

แม้ว่าข้อกฎหมายนี้จะยังห่างไกลจาก “การนิรโทษกรรมทั้งหมด” ตามที่โบลโซนาโรและบุตรชายเรียกร้องมาโดยตลอด แต่การที่ร่างกฎหมายนี้ผ่านการอนุมัติก็เป็นสิ่งที่ครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีต่างร่วมยินดี

นายฟลาวิโอ โบลโซนาโร บุตรชายผู้เป็นวุฒิสมาชิกของบราซิล และเป็นตัวเลือกที่จะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับนายลูลา ดา ซิลวา ในการเลือกตั้งปี 2569 โพสต์ข้อความว่า “มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเสียทีเดียว… แต่มันคือสิ่งที่เป็นไปได้ในขณะนี้”

ร่างกฎหมายฉบับนี้จะลดระยะเวลาจำคุกโดยใช้วิธีรวมโทษจากความผิดสองกระทงที่แตกต่างกัน เช่น “ความพยายามก่อรัฐประหาร” และ “การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยความรุนแรง” ทว่าให้นับเฉพาะโทษจากกระทงความผิดที่มีบทลงโทษสูงสุดเพียงกระทงเดียวเท่านั้น

ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อโบลโซนาโรเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนสนิททั้งหมดของเขา เช่น นายทหารระดับสูงที่ถูกตัดสินความผิดฐานพยายามก่อรัฐประหารในบราซิลเป็นครั้งแรก ตลอดจนคนอื่นๆ อีกหลายร้อยคนที่ร่วมกันบุกรุกทำลายทรัพย์สินในกรุงบราซีเลียเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2566

ด้วยเหตุนี้ การอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นความถดถอยครั้งสำคัญสำหรับกลุ่มคนที่เคยร่วมยินดีกับการพิพากษาลงโทษ ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณของความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยในบราซิล ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดระบุว่า ชาวบราซิลส่วนใหญ่คัดค้านการลดหย่อนโทษในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

ไทม์ไลน์เลือกตั้ง 69 เช็กวันใช้สิทธิ-ประกาศผล

ไทม์ไลน์เลือกตั้ง 69 เช็กวันใช้สิทธิ-ประกาศผล

18 ธ.ค. 2568 17:51 น.

ไทม์ไลน์เลือกตั้ง 69 เช็กวันใช้สิทธิ-ประกาศผล

เปิดไทม์ไลน์เลือกตั้ง 2569 เช็กวันใช้สิทธิล่วงหน้าทั้งในและนอกเขตเลือกตั้ง ก่อนเข้าคูหาเลือก สส.ในพื้นที่วันที่ 8 ก.พ. 2569 พร้อมลุ้นวันที่ กกต. ประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ประกาศวันในการจัดการเลือกตั้ง และกำหนดวันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้

20 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69

ลงทะเบียน ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า

27-31 ธ.ค. 68

รับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต

28-31 ธ.ค. 68

– ส่งรายชื่อ ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ

– แจ้งรายชื่อ แคนดิเดต นายกฯ

1 ก.พ. 69

– วันลงคะแนน เลือกตั้งล่วงหน้า ในเขต / นอกเขตเลือกตั้ง

– วันลงคะแนน ณ ที่เลือกตั้ง สำหรับคนพิการ ทุพพลภาพ ผู้สูงอายุ

1-7 ก.พ. 69

แจ้งเหตุ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

8 ก.พ. 69

วันเลือกตั้ง สส.

9-15 ก.พ. 69

แจ้งเหตุ ไม่ไปใช้สิทธิหลังเลือกตั้ง

9 เม.ย. 69

วันสุดท้าย กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง

ข้อมูล กกต.