ความจริงที่ไม่ถูกพูดถึงของข้อตกลงปารีสใน COP21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 พ.ย. 2559 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/782991

 

COP22 กำลังจะเริ่มขึ้น โลกกำลังก้าวเข้าสู่พรมแดนใหม่ ที่ไร้คาร์บอนไดออกไซด์ยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจต่อข้อตกลง COP21 ที่เพิ่งเริ่มมีผลเมื่อ 4 พ.ย. 2559 ที่ผ่านมา นับว่ามีความสำคัญต่อการก้าวต่อไปขอคนไทย โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจกของไทยหรือไม่?

“Paris Agreement” หรือ “ข้อตกลงปารีส” ที่เกิดขึ้นในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP21) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี 2558 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศทั่วโลกบรรลุข้อตกลงทางสภาวะอากาศ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นข้อตกลงประวัติศาสตร์

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า Paris Agreement มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 4 พ.ย. 2559 ภายหลังจากที่ประเทศสมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มากกว่า 55 ประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยะ 55 ได้ให้สัตยาบันรับรองข้อตกลงดังกล่าว และประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ลงสัตยาบันในข้อตกลงปารีส เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 2559 ที่ผ่านมา


สำหรับหัวใจหลักที่เป็นที่รับรู้ร่วมกันในวงกว้างของข้อตกลงปารีส คือ นานาประเทศจะต้องร่วมมือกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส และพยายามควบคุมให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ หรือปี 2643 (2100) เมื่อเทียบกับปี 2423 (1880) โดยในปัจจุบันอุณหภูมิโลกได้เพิ่มขึ้นมาแล้วราว 0.7-0.8 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดของข้อตกลงปารีสนั้นประกอบไปด้วยมาตราต่างๆ ถึง 29 มาตรา ซึ่งอาจไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงประเด็นสำคัญ และเป็นที่ถกเถียงในประเทศไทย อันเกิดมาจากข้อตกลงปารีส เพื่อสร้างความชัดเจน และคลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่ 1 ระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ (BAU) ไม่ได้สูงเกินจริง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ประเทศไทยเองได้แสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก หรือ INDCs (Intended Nationally Determined Contributions) เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดผลกระทบอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศให้กับทาง UNFCCC ตั้งแต่ในการประชุม COP21 ซึ่งในเอกสารที่ส่งไประบุชัดเจนว่า ประเทศไทยจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 ในปี 2573 (2030) เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในการดำเนินงานตามปกติ (BAU)

สำหรับระดับการปล่อยในการดำเนินงานปกติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า BAU หากจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีที่ไม่มีมาตรการใดๆ เลยในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่ง BAU ของประเทศไทยนั้นใช้ ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2007 (PDP 2007)’ เป็นตัวตั้งในการคำนวณ เนื่องจากใน PDP 2007 ไม่มีการคำนึงถึงเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจกในแผน ซึ่งแน่นอนว่า BAU ไม่ได้เกิดจากการตั้งตัวเลขขึ้นมาให้สูงเกินจริง

จากการคำนวณ BAU ในปี 2030 ประเทศไทยในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งตาม INDC ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 หมายความว่า ไทยจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 445 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งแต่ละประเทศมีการแสดงเจตนารมณ์ลดก๊าซเรือนกระจกแตกต่างกันไปตาม

1. มาตราที่ 2 ข้อ 2 ในข้อตกลงปารีสระบุว่า ความตกลงนี้จะดำเนินการ โดยสะท้อนถึงความเป็นธรรม และหลักความรับผิดชอบในระดับที่แตกต่าง โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของแต่ละภาคี ตามสถานการณ์ของประเทศที่แตกต่างกัน


2. มาตราที่ 4 ข้อ 15 ที่ระบุว่า ในการปฏิบัติตามความตกลงนี้ ภาคีต้องคำนึงถึงข้อกังวลของภาคีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบสูงสุดจากผลกระทบของมาตรการการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประเทศกำลังพัฒนา


3. มาตราที่ 7 ข้อ 10 ที่ระบุว่า ภาคีจะต้องจัดทำกระบวนการจัดทำแผนการปรับตัวและการนำไปสู่การปฏิวัติ รวมทั้งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพแผน นโยบายและการมีส่วนร่วมที่เกี่ยวข้อง (ตามความเหมาะสม) และควรจัดส่งข้อมูลดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระต่อประเทศกำลังพัฒนา


หรือกล่าวโดยสรุป คือ มาตรการในการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางสังคม สภาพความเป็นจริง และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งแตกต่างกัน
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับข้อตกลงปารีส ได้ที่
 http://unfccc.int/files/essential_background/convention/application/pdf/english_paris_agreement.pdf

ประเด็นที่ 2 โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้า ลดก๊าซเรือนกระจกของไทย

ในการแสดงเจตจำนงในการลดก๊าซเรือนกระจก ในการประชุม COP21 เมื่อปีที่แล้ว ในเอกสารได้แสดงชัดเจนว่า ‘แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า 2015 (PDP 2015)’ เป็นหนึ่งในแผนที่อยู่ในการแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหมายความว่า มาตรการในการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นต้องเดินตาม PDP2015 ที่เราได้สัญญาไปแล้ว


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ INDC ของไทย ได้ที่
 http://www4.unfccc.int/ndcregistry/PublishedDocuments/Thailand%20First/Thailand_INDC.pdf

ประเด็นที่ 3 การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% ไม่ได้ถูกพูดถึงใน COP21

ในการประชุม COP21 บรรดาองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างตั้งข้อเรียกร้องให้โลกเดินหน้าสู่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน 100% อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถเป็นไปได้ จึงไม่ได้ปรากฏประเด็นนี้ไว้ในข้อสรุป โดยจะมีการหยิบยกประเด็นเรื่องพลังงานหมุนเวียน 100% มาพูดคุยใหม่อีกครั้ง หลังปี 2050

ข้อตกลงปารีสมีการบังคับใช้ในต้นเดือน พ.ย. ซึ่งจะเป็นช่วงเดียวกันกับที่มีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 22 (COP22) ที่เมืองมาราเกซ ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมครั้งนี้น่าจะเป็นการเจรจาที่เข้มข้นอีกครั้งหนึ่งในการเดินหน้าการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประเมินว่าจะเน้นหนักไปในเรื่องเงื่อนไขของประเทศกำลังพัฒนา ในการนำเงินกองทุนจำนวน 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มาใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Credit : www.egat.co.th

 

Thailand gave the world Bangkok Rules on women’s jail care. Time now for more law reform at home

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30296770

 

Kittipong Photo from http://www.tijthailand.org
October 04, 2016 01:00
By Wasamon Audjarint
The Sunday Nation

นภ พรชำนิ ร่วมคนไทยซานฟรานซิสโก น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ต.ค. 2559 09:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/755222

 


นภ พรชำนิ ร่วมกับคนไทยในซานฟรานซิสโก ร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

นักร้องดัง “นภ พรชำนิ” พร้อมคนไทยในซานฟรานซิสโก  สหรัฐอเมริกา ร่วมขับร้องเพลง สรรเสริญพระบารมี แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

วันที่ 15 ตุลาคม 2559 นักร้องหนุ่ม นภ พรชำนิ พร้อมด้วยคนไทยที่อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รวมตัวกัน ณ City Hall ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมจุดเทียนและเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ

โดยเฟซบุ๊ก Boom Wanvisa ได้โพสต์ว่า “ไม่ว่าพวกเราชาวไทยจะอยู่ที่ใดบนโลกนี้ เราต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงผู้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นที่รักในดวงใจของเราทุกคน แม้นเราจะไม่สามารถกลับไปกราบสักการะพระบรมศพได้ถึงที่เมืองไทย พวกเราขอน้อมอาเศียรวาทก้มกราบพ่อหลวงด้วยดวงใจอันแหลกสลายจากแดนไกล ปวงพสกนิกรชาวไทยในซานฟรานซิสโก ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์”

 

‘บิ๊กฉัตร’สั่งกรมชลระบายน้ำลงทะเล ย้ำชดเชยความเสียหายเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/237403

วันอังคาร ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559, 18.07 น.

27 ก.ย. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่านายกรัฐมนตรี  เป็นห่วงประชาชนประสบอุทกภัย ได้ย้ำทุกหน่วยงานร่วมกันช่วยเหลือโดยเร็วซึ่งให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการร่วมกันกับ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงทรัพย์ฯ และคสช. โดยในเขตชลประทาน กรมชลประทาน เฝ้าระวังปริมาณอย่างใกล้ชิดช่วงปลายสัปดาห์นี้ มีฝนตกมาก ดำเนินการตามแผนที่วางไว้เร่งระบายน้ำลงทะเลโดยเร็ว ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลน้ำท่วมกทม.เพราะขณะนี้ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ระดับ 1,700ลบ.ม.ต่อวินาที โดยระดับน้ำ 3 พันลบ.ม.ต่อวินาที จึงมีปัญหาต่อกทม.
ทั้งนี้กรมชลฯก็ไม่ประมาทและไม่ให้กระทบกทม. โดยมีการบริหารจัดการเอาน้ำเก็บไว้แก้มลิง พื้นที่ภาคเหนือด้วย ส่วนเกินระบายลงทะเลเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดระดับน้ำพื้นที่ท่วมขังด้วย แต่ส่วนพื้นที่เกษตรที่เสียหาย นายกฯ ย้ำว่าจะต้องชดเชยความเสียหายให้เกษตรกรโดยเร็ว และให้กระทรวงเกษตรฯไปดูงบช่วยเหลือเพิ่มเติม ตนได้มอบหมายให้อธิบดีกรมชลฯไปดูช่วยเติมได้แค่ไหนในพื้นที่เกษตร สำหรับการผันน้ำเข้าทุ่ง ต้องดูความจำเป็น ที่บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงมากต้องลดภาระ ตัดยอดน้ำลงทุ่ง แต่ต้องพิจารณาระมัดระวังความเสียหายกับพื้นที่เกษตรด้วย

รายงานพิเศษ : ‘มันฝรั่ง’ปลูกได้ที่ภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/236269

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

มันฝรั่ง (Solanum tuberosum L.) พืชที่มีศักยภาพอีกชนิดหนึ่งติดอันดับที่ 4 ของโลกรองจากข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด แม้มันฝรั่งจะไม่ได้เป็นพืชอาหารหลักของประเทศไทย แต่มีความสำคัญในด้านเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายพันล้านบาทที่สามารถสร้างรายได้สูงให้กับเกษตรกรโดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคอีสาน

นายกิติพร เจริญสุข ผู้อำนวยการกลุ่มบริการวิชาการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสกลนคร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มันฝรั่งเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ มีการปลูกมันฝรั่งเป็นอาชีพหลักกว่า 10,000 ครัวเรือน โดยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15,000-25,000 บาทต่อไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1,270 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากพื้นที่ทางภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยส่งผลให้มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งคิดเป็นสัดส่วน 94.91% มีเพียง 5.09% ที่มีการขยายผลมาปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดหนองคาย สกลนคร เลย และนครพนม

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการปลูกมันฝรั่งมานานนับ 10 ปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ โดยในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมันฝรั่งรวม 43,819 ไร่ ให้ผลผลิต 129,710 ตันและจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าในปี 2558 มีการนำเข้ามันฝรั่งเพื่อใช้ในการแปรรูปสูงถึง 52,349.672 ตันต่อปีคิดเป็นมูลค่ากว่า 786.628 ล้านบาท และยังมีการนำเข้ามันฝรั่งสดเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็นประจำทุกปี

จากปัญหาปริมาณมันฝรั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ กรมวิชาการเกษตรจึงได้ดำเนินกิจกรรมการ
ขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ โดยการส่งเสริมให้มีการปลูก
มันฝรั่งพันธุ์โรงงานในบางจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพิ่มมากขึ้น เน้นให้ใช้หัวพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตรทดแทนหัวพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากผลทดสอบพันธุ์ของกรมวิชาการเกษตร มีการให้ผลผลิตได้ดีกว่าพันธุ์ของต่างประเทศ ทั้งด้านการเจริญเติบโต และให้ผลผลผลิตสูงขึ้นกว่า 10% ปริมาณแป้งสูง อายุเก็บเกี่ยวนานขึ้น 10-20 วัน อีกทั้งลักษณะพื้นที่ปลูกมันฝรั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน มีลักษณะเป็นดินทรายถึงร่วนปนทราย เหมาะแก่การเจริญเติบโต และมีการเว้นระยะช่วงเวลาของการปลูก คือนิยมปลูกเป็นพืชหลังนา ทำให้การสะสมของโรคและแมลงศัตรูมันฝรั่งน้อยเมื่อเทียบกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ทั้งนี้ต้องปลูก
ในช่วงที่เหมาะสม คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม ที่เป็นช่วง
ฤดูหนาวจึงส่งผลให้มันฝรั่งเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย ที่สำคัญเกษตรกร
ต้องมีแหล่งน้ำสำรองสำหรับการให้น้ำตลอดอายุของการปลูก เพราะมันฝรั่งต้องการน้ำเฉลี่ยประมาณ 6-8 มม.ต่อวัน

ผลจากการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านแปลงทดสอบ 14 แปลง ที่ จังหวัดสกลนคร 12 แปลง และนครพนม 2 แปลง พบว่าการใช้พันธุ์มันฝรั่งคุณภาพของกรมวิชาการเกษตรสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้เฉลี่ยจาก 2.9 ตันต่อไร่ เพิ่มเป็น 3.6 ตันต่อไร่ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 6,905 บาทต่อไร่

นายกิติพรกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกษตรกรให้การตอบรับในเรื่องของคุณภาพของหัวมันฝรั่งของกรมวิชาการเกษตรเป็นอย่างดี อีกทั้งทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการ 3 บริษัทหลัก ที่เป็นผู้รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร ต่างก็ต้องการให้กรมวิชาการเกษตรส่งเสริมให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตเพื่อป้อนเข้าสู่
กระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการนำเข้ามันฝรั่งจากต่างประเทศ ฉะนั้น ตนมองว่าการขยายผลการผลิตมันฝรั่งในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการต่อเนื่องคือการปรับเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถช่วยลดต้นทุน เนื่องจากต้นทุนการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรในปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมีที่ใช้กันอยู่ที่เฉลี่ย 5 กระสอบต่อไร่ รวมถึงค่าจ้างแรงงานเก็บเกี่ยว รวมแล้วต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3.5 ตันต่อไร่ ขายผลผลิตได้กิโลกรัมละ 12 บาท จึงเหลือกำไรสุทธิประมาณ 10,000 บาทต่อไร่ ซึ่งแผนงานในปี 2560 ก็จะมุ่งเน้นเรื่องเทคโนโลยีการผลิตมันฝรั่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยตั้งเป้าลดต้นทุนลงอย่างน้อย 20%

“มันฝรั่งจึงถือเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในพื้นที่ภาคอีสานอีก
ชนิดหนึ่งที่น่าจับตามอง เพราะสามารถปลูกเป็นพืชหลังนาสร้างรายได้ดี
ตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการปลูกพืชทดแทนนาข้าว และที่สำคัญยังเป็นพืชที่อยู่ในระบบสัญญาข้อตกลงการผลิต หรือ
คอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับบริษัทเอกชน 3 บริษัทใหญ่ ที่ให้การสนับสนุนและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ที่เรียกว่ามีเท่าไรก็รับซื้อหมดเพราะยังไม่เพียงพอต่อการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมแปรรูปมันฝรั่งทอดกรอบในประเทศไทย” นายกิติพร กล่าวย้ำ

อุตุฯเตือนเกือบทุกภาคฝนตกหนัก ‘กทม.-ปริมณฑล’ฟ้าคะนอง70%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/238092

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 08.00 น.

2 ต.ค.59 ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักได้ในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากบริเวณจังหวัด ตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนมากในช่วงบ่ายถึงค่ำ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมแปรปรวน ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

จัดระเบียบจ่าย‘เบี้ยคนชรา’ ‘ข้อมูล-ตัวชี้วัด’พร้อมหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/217152

วันอังคาร ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“สูงวัยไปอย่างมีความสุข” ความปรารถนาสูงสุดสำหรับ “คนวัยเกษียณ” ด้านหนึ่งคือเรื่องของ “สุขภาพ” ที่ยังแข็งแรงไม่มีโรคภัยรุมเร้า กับอีกด้านคือ “มีรายได้พอยังชีพ” พอดูแลตนเองได้ไม่เป็นภาระลูกหลานมากนัก ซึ่งเรื่องของรายได้นั้นถือว่าสำคัญมากในปัจจุบัน ที่อะไรๆ ก็ต้อง “ใช้เงินซื้อหามา” ไม่เว้นแม้แต่ “ปัจจัย 4” ฉะนั้นการที่ “เงินในมือหายไป” จึงถือเป็นข้อกังวลใหญ่ เพราะกระทบต่อ “ความมั่นคง” ในช่วงชีวิตที่เหลือ

เฉกเช่นเหตุการณ์ไม่นานมานี้ กรณีที่ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อ 13 พ.ค. 2559 ว่ากระทรวงการคลังมีแนวคิด “จัดระเบียบการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ”โดยในอนาคตอาจจะ “งดจ่าย” ให้กับผู้สูงอายุที่ “รายได้มากกว่า 9,000 บาทต่อเดือน หรือมีทรัพย์สินมากกว่า 3 ล้านบาท” เพราะต้องการให้การใช้จ่ายเงินส่วนนี้เป็นไปถึงมือเฉพาะ “คนที่ควรได้” เท่านั้น และคาดว่ารัฐจะประหยัดงบประมาณไปได้ราว 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จากที่ต้องจ่าย 6-7 หมื่นล้านบาทตลอดทุกปีที่ผ่านมา

ทว่าเมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป เสียงวิพากษ์วิจารณ์ “ไม่เห็นด้วย” ก็ตามมาทันที 17 พ.ค. 2559 มีการรวมตัวของเครือข่ายประชาชน เรียกร้องให้กระทรวงการคลังยกเลิกแนวคิดดังกล่าว เพราะจะทำให้ประชาชนโดยเฉพาะ “ผู้มีรายได้น้อย” เดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากไม่เชื่อว่ากระบวนการ “ค้นหาคนจน” จะทำได้อย่าง “โปร่งใส” ไร้ข้อครหา

นายสมชาย กระจ่างแสง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครั้งประเทศไทยยังใช้ระบบ “สังคมสงเคราะห์” ซึ่งพบว่าเกิดความ “แตกแยก” ของคนในชุมชน เพราะต่างคนต่างก็มองว่าคนนี้สมควรได้ คนนั้นไม่สมควรได้ จนทะเลาะเบาะแว้งกัน

“การไปหาคนจนมันคือการถอยหลังเข้าคลอง ครั้งหนึ่งเราเคยทำแบบนี้ ใครเจ็บป่วยไม่มีเงินและไม่อยากตาย ก็ให้ไปขอสังคมสงเคราะห์ แล้วเราก็ต้องไปหาว่าใครบ้างที่จะให้บัตรสงเคราะห์แก่เขา เอาไปฝากกับผู้นำชุมชน แล้วก็จะเกิดเรื่องแบบฉันจนจริงแกไม่จน ชุมชนก็จะมีปัญหากัน นอกจากนี้ ยังใช้งบประมาณค่อนข้างสูงด้วย” ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าว

ขณะที่ในมุมของนักวิชาการ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้สัมภาษณ์กับ “สกู๊ปแนวหน้า” ระบุว่า เข้าใจข้อกังวลของกระทรวงการคลัง เพราะ 1.จำนวนผู้สูงอายุในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ 2.อัตราเงินเฟ้อมีการขยายตัว ดังนั้น ในอนาคตการใช้จ่ายงบประมาณเบี้ยยังชีพนี้จึงมีแต่จะมากขึ้น หาก “เศรษฐกิจดี” ก็ดีไป แต่ถ้า “เศรษฐกิจแย่” เมื่อนั้นรัฐต้องแบกรับภาระหนักมาก

นักวิชาการจาก TDRI รายนี้ กล่าวว่า หากมองในเชิงหลักการ แนวคิดดังกล่าวถือว่าดีเพราะเป็นการ “ช่วยเหลืออย่างตรงจุด” กับคนที่ต้องช่วยจริงๆ แต่ในทางปฏิบัติก็สุ่มเสี่ยงต่อการ “เลือกปฏิบัติ” คนที่อยู่ใกล้ชิดผู้นำชุมชนได้รับเงินนี้ทั้งที่ฐานะดีดูแลตนเองได้ แต่คนที่เดือดร้อนลำบากกลับไม่ได้เพราะไม่ได้สนิทสนมด้วย

“สมัยก่อนมันเป็นระบบโควตา หมู่บ้านหนึ่งก็ได้ 6 คน 8 คน หรือบางหมู่บ้านอาจจะได้เยอะหน่อย แต่ก็ไม่ได้ได้ทุกคน มันก็จะมีภาพอย่างที่ว่า คือเลือกที่รักมักที่ชัง ผมเคยเจอกับตัวเองนะสมัยลงพื้นที่ ไปเจอคนแก่เท้าบวมเป็นเบาหวาน ไม่มีลูกหลานดูแล แต่ก็ไม่ได้เงินนี้ ส่วนคนที่ได้คือคนที่ไม่ลำบากเท่านี้” ดร.สมชัย ระบุ

แนวคิดการอุดหนุนช่วยเหลือผู้สูงอายุควรเป็นเช่นไร?..ประเด็นนี้ ดร.สมชัย แบ่งแนวทางเป็น 2 ระยะ โดย ระยะสั้น ให้คิดแบบ “กลับหัว” จากเดิมที่คิดแต่จะหาคนจนเพื่อให้การช่วยเหลือ ก็ให้มองกลับกันด้วยการ “หาคนรวย” หรือคนที่พึ่งพาตนเองได้แทน เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายให้คนกลุ่มนี้ อันเป็นการลดภาระงบประมาณได้เช่นกัน

“แทนที่จะไปตามหาคนจนให้เจอ ไปตามหาคนรวยให้เจอดีกว่า เพราะมีน้อยกว่า อาจจะหาไม่ง่ายเสียทีเดียวแต่ก็หาง่ายกว่า เช่น ไปดูฐานข้อมูลของผู้เสียภาษี คนที่อยู่ในประกันสังคม คนที่เสียภาษี ข้าราชการ อะไรเหล่านี้ คือคนพวกนี้มันค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ลำบากไม่จนแล้ว แล้วยังได้สิทธิ์อื่นอยู่แล้วด้วย ตัดพวกนี้ออกไปก่อนแล้วให้พวกที่เหลือ คือพวกนี้รวยแน่ๆ ดังนั้น งบประมาณก็ประหยัดได้ 20-30 เปอร์เซ็นต์แล้ว” นักวิชาการจาก TDRI รายนี้ กล่าว

ขณะที่ ระยะยาว ดร.สมชัยมองว่า ต้องมีการจัดทำ “ฐานข้อมูลส่วนบุคคลเชื่อมต่อกัน” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต้องมีกฎหมายรองรับ เช่น ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผู้ใดที่ไปขอรับเงินอุดหนุนคนยากจนจากรัฐ จะถูกตรวจสอบประวัติการใช้จ่าย อาทิ มีการจับจ่ายซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยไม่สมฐานะในเวลาเมื่อเร็วๆ นี้หรือไม่? เป็นต้น

ทั้งนี้จะคล้ายกับการตรวจสอบของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้ความช่วยเหลือคนยากจน โดยมีเกณฑ์ชี้วัด เช่น มีรถยนต์เป็นชื่อตนเองหรือไม่? หรือมีเงินเหลือพอปล่อยให้คนอื่นกู้ยืมหรือไม่? แบบนี้ก็จะไม่เข้าข่ายคนจน อย่างไรก็ตาม ดังนั้น หากจะมีกฎหมายออกมา ต้องระบุให้ชัดว่า 1.หน่วยงานใดบ้างที่เข้าถึงข้อมูลได้และเข้าถึงได้เพียงใด? กับ 2.การใช้ข้อมูลต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น

“เกณฑ์ของ พม. ที่ไปดูต่อ เช่น เขามีรถไหม? รถเป็นชื่อเขาไหม? คือต้องเป็นรถใหญ่หน่อยอย่างรถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ อะไรพวกนี้ อย่างจักรยานไม่นับ ถ้าเขาเป็นเจ้าของรถก็คือไม่ได้สิทธิ์ทันที หรือมีบ้านหลังใหญ่โต เป็นเจ้าแม่เงินกู้ คือถ้ามีเงินเหลือให้เขากู้ก็คงไม่จนแน่นอน ก็เอาชุมชนมาช่วยด้วย เอาสิ่งที่ตามองเห็นได้ หรือดูสภาพบ้านเรือนว่าเป็นยังไง? ถ้าดูแล้วแย่มากก็เข้าข่าย คือมันก็มีเรื่องที่พอจะดูได้ หรือเรื่องของบิ๊กเดต้า (Big Data-ฐานข้อมูลบุคคลขนาดใหญ่) ผมเคยไปดูงานที่แอฟริกาใต้ เขาเอาฐานข้อมูลหลายๆ อย่างมาพบกัน

ฐานข้อมูลที่น่าสนใจมาก เช่น การจับจ่ายใช้สอย เขาไปขอข้อมูลจากดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (Department Store-ห้างสรรพสินค้า) พอมีคนมาขอรับความช่วยเหลือ ปรากฏพอไปดูข้อมูล พบว่าเพิ่งไปซื้อตู้เย็นใหญ่ๆ ทีวีจอใหญ่ๆ อะไรแบบนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็รู้เลยว่าคนนี้ไม่จนแน่ๆ ผมอยากให้ข้อมูลพวกนี้บางหน่วยงานเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช่ทุกหน่วยงาน รวมถึงต้องมีกฎหมายชัดเจนว่าข้อมูลนี้ต้องใช้เพื่อประโยชน์ในการรับสวัสดิการของประชาชนเท่านั้น เพราะถึงเราจะเสียความเป็นส่วนตัวไป แต่สิ่งที่เสียไปมันเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ” ดร.สมชัย กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก กระทรวงสาธารณสุข ที่เปิดเผยเมื่อเดือน มี.ค. 2557 ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรสูงวัย หรืออายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 9.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 14.5 จากประชากรไทยทั้งประเทศจำนวน 64.5 ล้านคน และคาดว่าในปี 2568 ไทยจะมีประชากรสูงวัยเพิ่มเป็น 14.4 ล้านคน

ขณะที่ข้อมูลเด็กเกิดใหม่ซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือน มี.ค. 2558 พบว่ามีเด็กเกิดใหม่ลดลงจากปีละ 8 แสนคน เหลือปีละ 6 แสนคน จึงกระทบต่อโครงสร้างแรงงานของประเทศ ซึ่งรวมถึงรายได้งบประมาณของรัฐผ่านการจัดเก็บภาษีด้วย อย่างไรก็ตาม การพิจารณาแนวทางสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะที่มีรายได้น้อยใช้ชีวิตที่เหลือในบั้นปลายอย่างยากลำบาก

เพราะคนวัยนี้ “สังขารไม่อำนวย” ที่จะไป “ทำงานหนัก” เลี้ยงชีพเช่นวัยหนุ่มสาวได้อีก!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

ทีโอทีดึงเอกชนพัฒนาที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/712555

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารทีโอที มีความเห็นพ้องร่วมกัน ให้นำที่ดินของทีโอที ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้องค์กร และให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการขาดทุน ซึ่งปีนี้ทีโอทีคาดว่าจะขาดทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ได้กำหนดให้เอกชนที่ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สามารถเข้ามาสอบถามรายละเอียด เสนอแนวทางพัฒนาที่ดิน และผลประโยชน์ต่อแทนที่ทีโอทีจะได้รับ จนถึงวันที่ 30 ก.ย.นี้

สำหรับอาคารและที่ดินที่ไม่มีการใช้งานในต่างจังหวัด 10 แห่ง ได้แก่ 1.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดขอนแก่น 2.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดยโสธร 3.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดนครสวรรค์ 4.ที่ดินชุมสายโทรศัพท์อำเภอแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 5.ที่ดินส่วนบริการลูกค้าจังหวัดภูเก็ต 6.ที่ดินชุมสายกะตะ จังหวัดภูเก็ต 7.ที่ดินชุมสายกะรน จังหวัดภูเก็ต 8.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดปราจีนฯ 9.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดแม่ฮ่องสอน 10.ที่ดินโทรศัพท์จังหวัดจันทบุรี นอกจากนี้ยังมีที่ดินและอาคารของทีโอทีในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เช่น สถาบันวิชาการทีโอที งามวงศ์วาน และชุมสายสายเพลินจิต เป็นต้น จะดำเนินการในลำดับต่อไป

อย่างไรก็ตาม วิธีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแนวทางของบอร์ดและผู้บริหาร มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายเห็นด้วยมองว่าดีกว่าที่จะปล่อยให้ว่างเปล่าไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องบริหารจัดการให้ดี และต้องไม่เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่ดินของตัวเองไม่อยู่แต่ไปเช่าเอกชนอยู่ ส่วนไม่เห็นด้วยมองว่า แม้จะเป็นแนวทางหนึ่งในการหารายได้ แต่ไม่ควรจะมุ่งเน้นการดำเนินการมากกว่าธุรกิจหลักของทีโอที เพราะทุกวันนี้บอร์ดและผู้บริหารไม่ได้จริงจังที่จะสร้างรายได้จากการให้บริการโทรคมนาคมทั้งๆที่มีคลื่นความถี่ 2,300 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 2,100 เมกะเฮิรตซ์ และมีทรัพย์สินโครงข่ายเป็นของตัวเอง ทั้งที่ลงทุนเองและรับโอนจากสัญญาสัมปทาน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการใช้ประโยชน์จากทั้งคลื่นและโครงข่ายที่ได้รับมอบ.

 

รัฐตั้งทีมไล่ล่าธุรกิจสีเทา! สัปดาห์หน้ารูดม่านคดี “เก๋-ม่านฟ้า” ระดมทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/710965

 

หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐประสานมือ ตั้งทีมไล่ล่าธุรกิจสีเทา ภัยการเงิน ฉ้อฉลฉ้อโกงประชาชน ผนึกกำลังร่วมตรวจสอบการกระทำผิดที่ซับซ้อนแยบยล คาบเกี่ยวกฎหมายการเงินหลายฉบับ ขณะที่เตรียมรูดม่านปิดฉากคดีม่านฟ้า–เก๋ เลเดอเรอร์ กรณีชักชวนประชาชนระดมทุนผ่านโซเชียล ให้ผลตอบแทนสูง-ไร้เสี่ยง ต้นสัปดาห์หน้า

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ภายในต้นสัปดาห์หน้า สำนักงาน ก.ล.ต. จะสรุปและเปิดเผยผลการตรวจสอบกรณี น.ส.อรปภัตร จันทรสาขา หรือที่รู้จักกันในสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ไฮโซม่านฟ้า” และ น.ส.กันยกร ศุภการค้าเจริญ หรือ “เก๋ เลเดอเรอร์” กรณีประกาศเชิญชวนผ่านทางไอจี หรือโซเชียลมีเดีย ให้คนนำเงินมาร่วมลงทุนในธุรกิจสบู่หรือครีมของตนเอง โดยให้ผลตอบแทนสูงและการันตีว่าไม่มีความเสี่ยง หลังจาก ก.ล.ต.ได้เปิดโอกาสให้ทั้ง 2 คนได้เข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงถึงการทำธุรกรรมดังกล่าวแล้ว โดย “เก๋ เลเดอเรอร์” ได้เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเองที่สำนักงาน ก.ล.ต. ขณะที่ “ไฮโซม่านฟ้า” ส่งเอกสารชี้แจงเข้ามา

“ก.ล.ต.จะเปิดเผยข้อสรุปทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการของทั้ง 2 กรณีนี้นั้น เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ก.ล.ต.หรือไม่อย่างไร รวมทั้งบทลงโทษกรณีที่ได้กระทำความผิด นอกจากนี้ จะมีการส่งต่อข้อมูลให้หน่วยงานอื่น เพื่อให้เข้าไปตรวจ สอบเพิ่มเติม กรณีที่พบพฤติกรรมหรือมีข้อมูลว่ามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายอื่น สำหรับข้อกฎหมายหรือประเด็นการพิจารณาของ ก.ล.ต.นั้น มีประเด็นที่ชัดเจนคือการระดมทุนต่อประชาชนทั่วไปโดยไม่ได้รับอนุญาต”

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้อาจมีการส่งต่อให้ สศค.พิจารณาต่อไปว่าเข้าข่ายกระทำความผิดตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืม อันเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือไม่ ซึ่งจะต้องมีกระบวนการพิสูจน์ต่อไป

นายสมชายยังเปิดเผยผลการประชุมหารือร่วมกับหลายหน่วยงานทางราชการ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพากร และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการหารือกันเพื่อยกระดับการตรวจสอบและการปราบปรามธุรกิจต่างๆที่มีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการระดมเงินทุนจากประชาชน ไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ที่อาจเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งถือเป็นภัยการเงินที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนแยบยล ทำให้มีความคาบเกี่ยวกับกฎหมายการเงินและการฉ้อโกงหลายฉบับ ซึ่งมีหลาย หน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล

ทั้งนี้ ผลจากการที่ได้หารือกับหน่วยงานตรวจ สอบภาครัฐทั้งหมดแล้ว ได้มีข้อสรุปร่วมกันว่า นับจากนี้เป็นต้นไปกระบวนการตรวจสอบกรณีเหล่านี้ จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมช่วยกันดูว่า จะดำเนินการในส่วนของกฎหมายที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจบังคับใช้ได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ว่า ให้ ก.ล.ต. หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งกล่าวโทษต่อกรณีนั้นๆเสร็จ ก็จบกันไป แต่หน่วยงานรัฐอื่นๆ ก็จะมาช่วยพิจารณาต่อด้วยว่า มีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดที่หน่วยงานไหนต้องรับไปตรวจสอบต่อหรือไม่ โดยจะมีการประสานงานหรือทำงานเป็นทีมกันมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีกรณีการระดมทุนหลากหลายรูปแบบที่มีลักษณะเป็น “ธุรกิจสีเทา” เช่น การลงทุนไม้กฤษณา ระดมทุนเพื่อให้ลงทุนในสถาบันสอนพิเศษ การระดมเงินทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยกล่าวอ้างว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามอัตราที่กำหนด พร้อมทั้งคุ้มครองเงินต้น 100% หรือการระดม ทุนไปซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สุดท้ายกลายเป็นการฉ้อโกงประชาชน หรือเป็นแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวไอจีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศระดมทุนของ “ไฮโซม่านฟ้า” และ “เก๋ เลเดอเรอร์” พบว่า ไอจีของไฮโซม่านฟ้าได้ลบข้อความประกาศเชิญชวนระดมทุนทิ้งทั้งหมด ตั้งแต่มีข่าวออกสื่อและหน่วยงานรัฐได้ออกมาเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเรียกระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยไม่มีความเสี่ยง ว่าอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน จนในที่สุดสำนักงาน ก.ล.ต.ได้ทำหนังสือให้ทั้ง 2 คนเข้ามาชี้แจง แต่ไอจีของ “เก๋ เลเดอเรอร์” กลับยังคงมีการเชิญชวนให้คนมาลงทุนต่อเนื่อง แต่ได้เปลี่ยนถ้อยคำที่ใช้ในการเชิญชวนจากเดิมระบุว่า ให้นำเงินมาฝากลงหุ้น โดยให้ผลตอบแทนขั้นต่ำ 5,000 บาท จากเงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน โดยจะจ่ายผลตอบแทนและเงินลงทุนคืนทุกเดือน โดยไม่มีความเสี่ยงและไม่เคยมีการระบุว่า เงินที่ได้มาจะนำไปลงทุนในธุรกิจอะไร ทั้งนี้ “เก๋ เลเดอเรอร์” ได้เปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำในการเชิญชวนว่า เชิญร่วมลงทุนและจำหน่ายเครื่องสำอางเลเดอเรอร์ กับ “เก๋ เลเดอเรอร์” และยังมีระบุคำเตือนในตอนท้ายด้วยว่า “ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน” จากเดิมที่ระบุมาตลอดว่าไร้ความเสี่ยงใดๆทั้งสิ้น.

 

นิวเคลียร์ มหาอาวุธล้างเผ่าพันธุ์ เปลี่ยนคนกลายเป็นอมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 ก.ย. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732855

 

ผมว่า มนุษย์เรานี่แปลก! ….

สิ่งที่มนุษยชาติทุกชีวิต บนโลกสีน้ำเงินใบนี้ หวาดกลัวที่สุด ก็คือ การสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ!

แต่ทว่า สิ่งที่เป็นสาเหตุสำคัญที่จะนำไปสู่ การสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุที่ว่าได้นั้น…. เรากลับไปพะวักพะวง เพียงแต่ โลกจะถูกพุ่งชน เฉกเช่น เมื่อครั้ง ไดโนเสาร์ สิ้นเผ่าพันธ์ุ เมื่อ 65 ล้านปีก่อน

ทั้งๆ ที่ ปัจจุบัน…มนุษยชาติ มีอาวุธร้ายแรงที่มีอำนาจทำลายล้างสูง คือ อาวุธนิวเคลียร์ ที่ไม่ได้แตกต่างจากไฟบรรลัยกัลป์ ซึ่งสามารถแผดเผาทุกสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ให้มอดไหม้ได้….ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ

และทุกวันนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์เรา มีอาวุธที่ว่านี้ ซึ่งสร้างขึ้นจากน้ำมือมนุษย์เอง มีมากมายเกินพอ ที่จะลบทุกสิ่งทุกอย่างที่ มนุษย์สร้างขึ้นไว้บนพื้นพิภพนี้!


นางาซากิ โดนระเบิดปรมาณูถล่ม!! จนซากแทบไม่เหลือ สภาพความเสียหายของเมืองฮิโรชิมา ภายหลังถูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของสหรัฐฯ ฤทธิ์ระเบิดมหาประลัยทั้ง 2 ลูก คร่าชีวิตผู้คนรวมราว 210,000 คน

เอาเถอะ …หาก ถึงวันนั้นแล้ว ยังมีมนุษยชาติเหลือรอดชีวิตอยู่ได้ ไม่สูญสิ้นเผ่าพันธ์ุไปดั่งเช่นไดโนเสาร์ มนุษย์ที่เหลืออยู่ ก็จะกลายพันธุ์ เป็นมนุษย์ที่จะไม่เหลือคราบไคลของมนุษย์เหลืออยู่ และเป็นได้เพียง อมนุษย์ (UNHUMAN) เท่านั้น

สิ่งที่อยากตั้งคำถาม ในเรื่องนี้ คือ….พวกเราในฐานะมนุษย์โลก ได้สำเหนียก หรือ สำนึก กันแล้วหรือยัง?….

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของชาติไทย ขาประจำที่ นายฮกหลง แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ นึกถึงทุกครั้ง เมื่อต้องทำสกู๊ปชิ้นใดที่เกี่ยวข้องกับงานวิทยาศาสตร์ หล่นความเห็นที่น่าสนใจนี้ ตั้งคำถามกับ นายฮกหลง และแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เพื่อให้ทุกๆ ท่าน ที่ได้อ่านสกู๊ปชิ้นนี้ ลองไปขบคิดและแชร์ความคิดเห็นของตัวเอง ลงในแฟนเพจไทยรัฐออนไลน์ ในเรื่องนี้กันดูนะครับ เพราะ……

“สงครามโลกครั้งที่ 3 หากมันจะเกิดขึ้น จะต้องเป็นสงครามนิวเคลียร์อย่างแน่นอน”


รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของประเทศไทย

ฉะนั้น เราไปทำความรู้จักกันก่อนว่า ไอ้เจ้าสิ่งที่อาจทำให้มนุษยชาติสูญสิ้นเผ่าพันธ์ุ หรือ กลายเป็นอมนุษย์ นี้ มันคืออะไร?

อ.ชัยวัฒน์ ยกมือขึ้นทาบคาง ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนเลกเชอร์ให้นายฮกหลง ฟังว่า…

อาวุธนิวเคลียร์ คือ อาวุธที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปัจจุบัน อาวุธที่มนุษย์มีอยู่ทั้งหมด แยกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1.อาวุธนิวเคลียร์ 2.อาวุธตามรูปแบบ หรือ ที่ไม่ใช่แบบนิวเคลียร์

โดยแบบแรกนี้ เกิดจาก ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือแบบ นิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear Fission) และแบบ นิวเคลียร์ ฟิวชัน (Nuclear Fusion)

โดยแบบ ฟิชชัน จะอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ ของการแตกตัวของธาตุหนัก เช่น ยูเรเนียม แล้วก็จะเกิดการสูญหายไปของมวลสาร ของสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นพลังงาน ตามสูตรสมการของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ E =mc2 ซึ่งโดยทั่วไป เราจะเรียกว่า อะตอมมิคบอมบ์ (Atomic bomb) หรือ ภาษาไทย เรียกว่า ระเบิดปรมาณู

ส่วน ฟิวชัน หรือ ระเบิดไฮโดนเจน จะมีอานุภาพรุนแรงกว่า โดยเป็นระเบิดที่เลียนแบบปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์ ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ แบบ ฟิชชัน ที่เป็นการแตกตัวของธาตุที่หนัก แต่ ฟิวชัน คือการรวมตัวของธาตุที่เบา เช่น ไฮโดรเจน มารวมกันเป็น ฮีเลียม ในกระบวนการจะมีมวลสารส่วนหนึ่งหายไป และกลายไปเป็นพลังงาน ตามสมการ E =mc2


ภาพถ่ายของกองทัพสหรัฐฯ ควันรูปดอกเห็ดยักษ์ของลูกระเบิดปรมาณูลูกแรก ที่ทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ของญี่ปุ่น

สหรัฐฯ หย่อนระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนครนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 9 ส.ค. ปี 1945

ด้านสาเหตุที่ ทำให้ระเบิด แบบ ฟิวชัน มีอานุภาพรุนแรงกว่า ก็เพราะกระบวนการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิง มันให้พลังงานสูงมาก เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นเกิดยาก เมื่อเกิดยาก ก็มีการเปลี่ยนแปลงของมวลสารไปเป็นพลังงานที่สูง นั่นเอง

นอกจากนี้ มีระเบิดอีกแบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้ไม่ถูกพูดถึงกันแล้ว เพราะมันได้กลายเป็น ระเบิดที่น่ารังเกียจ (Dirty nuclear bomb) นั่นก็คือ ระเบิดนิวตรอน โดยเจ้าระเบิดนี้ จะมีลักษณะแปลก คือ ไม่ใช่ ฟิชชัน เต็มตัว และไม่ใช่ ฟิวชัน เต็มตัว แต่ที่เป็นประเด็นก็เพราะ อันตรายของมันไม่ได้เกิดจากอำนาจของการระเบิด แต่เกิดจากการที่ว่า มันมีเป็นระเบิดที่ทำให้เกิดกัมมันตภาพรังสีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รังสีนิวตรอนจำนวนมาก ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เช่น เมื่อยิงใส่รถถัง รถถังจะไม่เป็นอะไร แต่กัมมันตภาพรังสี จะทะลุรถถัง ถ้าระเบิดใส่เมืองบ้านเมือง จะไม่พัง แต่ กัมมันตภาพรังสี จะเกิดขึ้นอย่างมากมาย และที่สำคัญ มันเป็นระเบิด ที่ผลิตง่ายกว่า ระเบิดฟิชชัน และ ระเบิดฟิวชัน มากเสียด้วย

แต่ก็นับเป็นโชคดีของชาวโลก ที่ไอ้เจ้าระเบิดที่น่ารังเกียจชนิดนี้ ถูกประชาคมโลกรุมประณาม จนทำให้ประเทศที่มีสะสมไว้ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ฝรั่งเศส อังกฤษ รับปากยินยอมที่จะไม่สะสมเจ้าระเบิดสุดแสนน่ารังเกียจชนิดเพิ่มเติม

แต่การรับปากที่ว่านี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นแต่เพียงหน้าฉากเท่านั้น ส่วนความจริงเบื้องหลังเป็นอย่างไร ไม่มีใครให้คำตอบที่ชัดเจนลงไปได้

ปัจจุบันมีกี่ประเทศ ที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง!

กูรูด้านวิทยาศาสตร์ ของ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เอ่ยปากตอบ นายฮกหลง ว่า …

ปัจจุบัน แบ่งได้ย่อยๆ แบบนี้ กลุ่มแรก เรียกว่าเป็นประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ที่ยอมรับและอยู่ภายใต้สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิด นิวเคลียร์บางส่วน มีอยู่ทั้งสิ้น 5 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย

กลุ่มที่ 2 คือ ประเทศยอมรับว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง แต่ปฏิเสธที่จะลงนามในสนธิสัญญาใดๆ เลยก็คือ อินเดีย ปากีสถาน และแน่นอน เกาหลีเหนือ!

กลุ่มที่ 3 คือ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง แต่ไม่ยอมรับเป็นทางการ ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆ ในโลก ก็ทราบดีว่า ได้ครอบครองอาวุธชนิดนี้อยู่ นั่นก็คือ อิสราเอล

ส่วนประเทศที่เคยมี แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ก็เช่น ประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เช่น ยูเครน ที่ในอดีตเคยมีถึง 5,000 ลูก คาซักสถาน 1,400 ลูก เบลาลุส 87 ลูก

และอีกประเทศหนึ่ง น่าสนใจและถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของชาวโลก นั่นก็คือ แอฟริกาใต้ ซึ่งเคยมีระเบิดนิวเคลียร์ มากถึง 6 ลูก แต่สุดท้ายก็ยอมรับและเลิกภารกิจทั้งหมดในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ตามที่ องค์การสหประชาชาติร้องขอ

ส่วนประเทศที่เคยพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะมีไว้ในครอบครอง ก็ เช่น อิรัก และ อิหร่าน


เกิดแผ่นดินไหวจากการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือเมื่อ 9 ก.ย. ที่ผ่านมา

ตัวเลขการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

อ.ชัยวัฒน์ ใช้น้ำเสียงที่แสดงออกถึงความวิตกกังวลอย่างมาก ในการตอบคำถามนี้ ของ นายฮกหลง!

จากข้อมูลล่าสุด ประเทศที่มีไว้ในครอบครองมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก คือ รัสเซีย ครับ! โดยมีหัวรบที่พร้อมใช้งานได้เลย ประมาณ 1,800 หัวรบ ส่วนแบบที่พร้อมจะประกอบเป็นหัวรบนิวเคลียร์ มีทั้งสิ้น 7,300 หัวรบ

อันดับ 2 สหรัฐอเมริกา มีหัวรบที่พร้อมใช้งานทันที 1,750 หัวรบ ส่วนแบบประกอบเป็นหัวรบ มี 6,970 หัวรบ

อับดับ 3 ฝรั่งเศส มีหัวรบที่พร้อมใช้งาน 290 หัวรบ แบบประกอบเป็นหัวรบ มี 300 หัวรบ

อับดับ 4 อังกฤษ มีหัวรบพร้อมใช้งาน 150 หัวรบ แบบประกอบเป็นหัวรบ มี 215 หัวรบ

อับดับ 5 จีน แม้จะยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน แต่คาดว่า จะมีแบบที่พร้อมจะประกอบเป็นหัวรบ มี 250 หัวรบ

ส่วน อินเดีย มีแบบพร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 120 หัวรบ ปากีสถาน มีแบบพร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 130 หัวรบ
เกาหลีเหนือ ยังไม่ทราบข้อมูล แต่คาดการณ์ว่า น่าจะมีส่วนที่พร้อมที่จะทดลอง หรือ ประกอบ ประมาณ 10 หัวรบ ภายในปี ค.ศ.2016 นี้

ขณะที่ อิสราเอล ถึงแม้จะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล แต่ชาวโลกคาดว่า น่าจะมีแบบที่พร้อมประกอบเป็นหัวรบ ประมาณ 60 ถึง 400 หัวรบเลยทีเดียว!

ข้ออ้าง สำหรับการสะสมอาวุธมหาประลัยไว้ในครอบครอง

ส่วนใหญ่อ้างเหมือนๆ กันหมด! ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวแบบมีอารมณ์ เมื่อเราคุยกันมาถึงจุดนี้!

“มีเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้รุกราน”


รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

สร้างยากมากแค่ไหน อาวุธนิวเคลียร์

“สำหรับในปัจจุบัน การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แทบทุกประเทศรู้วิธีการสร้างกันหมดแล้ว หากต้องการที่จะสร้างจริงๆ ก็ทำได้ ขึ้นอยู่เพียงว่า ต้องการระดับความรุนแรงขนาดไหน และจะสร้างแบบไหน ให้ระเบิดตรงไหน เท่านั้น!” คำตอบนี้ ของ อ.ชัยวัฒน์ เล่นเอา นายฮกหลง ถึงกับอึ้ง!

แต่ที่ยังพอทำให้อุ่นใจได้เล็กน้อย คือ ประโยคถัดมา ของ อ.ชัยวัฒน์ ที่ว่า .. “แต่รู้วิธีแล้ว มันก็ไม่ใช่ว่า จะเอามาทำกันง่ายๆ ที่มันยากเพราะอันตรายมันก็มากตามไปด้วย แถมเชื้อเพลิงที่จะนำมาใช้ ก็ต้องเป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เช่น ยูเรเนียม หรือ พลูโตเนียม และที่ยากไปกว่านั้นคือ การออกแบบกลไลอันซับซ้อนในการจุดระเบิด ว่าจะจุดอย่างไร ใช้แบบไหน อำนาจในการทำลายล้างเท่าไร แล้วจะใช้ระเบิดอย่างไร? ซึ่งเรื่องแบบนี้ ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ใหม่ๆ เช่น เกาหลีเหนือ ยังทำไม่ได้ นอกจากนี้ จะต้องมีนักวิทยาศาตร์ ที่เก่งสุดยอดมากๆ ร่วมในการทำงานด้วย”


คิม จอง อึน เตรียมทดสอบหัวรบ “นิวเคลียร์”

ทดลองระเบิดนิวเคลียร์แต่ละครั้ง มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือ มีกัมมันตภาพรังสี รั่วไหล หรือไม่?

“มีผลกระทบแน่นอนครับ อยู่ที่ว่าจะน้อยหรือมาก”….น้ำเสียงหนักแน่น ของ ยอดนักวิทยาศาสตร์ไทย คือคำตอบ!

หากทดลองใน อากาศ บนดิน ใต้น้ำ โดยเฉพาะในอากาศ กัมมันตภาพรังสี อาจจะถึงขนาดแพร่กระจายไปได้ทั่วโลก แต่หากเปลี่ยนไปทดลองใต้ดิน ก็อาจจะมีผลกระทบน้อยที่สุด แต่แม้ว่าจะน้อยและไม่มีผลต่อสภาพแวดล้อมด้านบน แต่สภาพแวดล้อมใต้ดิน ก็อาจเปลี่ยนแปลงไป เช่น สภาพดินจะเปลี่ยน เพราะดินจะร้อนขึ้น มีโคลนมีโพรงใต้ดิน และทำให้เกิดแผ่นดินไหว!

“ฉะนั้น ผมถึงได้บอกว่า ยิ่งทดลองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่ากลัวเท่านั้น” อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าวอย่างกังวลอีกครั้ง

นายฮกหลง รู้ไหม?….เมื่อกว่า 65 ล้านปีที่แล้ว ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไม่ได้สูญพันธุ์ทันที จากแรงระเบิดของดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก…แต่ที่ทำให้มันสูญพันธุ์จริง ๆ คือ ไอ้เจ้า “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ซึ่งเป็นผลที่ตามมาต่างหาก! อ.ชัยวัฒน์ ตั้งปุจฉา ให้นายฮกหลง ใคร่รู้

“ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ก็คือ หลังเกิดระเบิดรุนแรง ฝุ่นผงจำนวนมากมายมหาศาลเหลือคณานับ ได้คลุ้งขึ้นมาจากพื้นดินไปในอากาศ แล้วแผ่ปกคลุมไปทั่วโลก ยาวนานหลายเดือน โลกทั้งโลกจะตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด สิ่งที่ตามมาคือ…. สิ่งมีชีวิตบนโลก โดยเฉพาะพวกพืช ที่ต้องการแสงแดดเพื่อการมีชีวิต เมื่อมันสังเคราะห์แสงไม่ได้ มันก็ค่อยๆ ตายลง จากนั้น จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไดโนเสาร์ชนิดกินพืช ไม่มีอาหารกินมันก็ตายก่อน พวกกินเนื้อ ที่อยู่ช่วงบนของห่วงโซ่อาหาร ก็ค่อยทยอยตายลงตามลำดับ เพราะความอดตายในที่สุด


นับเป็นความสำเร็จล่าสุดของทางการโสมแดงในโครงการพัฒนาขีปนาวุธและนิวเคลียร์

เฉกเช่นเดียวกับ….หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นในโลกเมื่อไหร่…. สภาพของโลกสีน้ำเงินใบนี้ ก็คงจะเกิดสิ่งที่ไม่ต่างจากเหตุการณ์ ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธ์ุ แน่นอน

และ ณ ปัจจุบันนี้ เอาง่ายๆ แค่ว่า หากอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ในครอบครองของสหรัฐอเมริกา เพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ไประเบิดตามจุดต่างๆ ทั่วโลก เพียงเท่านั้น ก็เกินพอแล้ว ที่จะทำให้เกิด สภาพฤดูหนาวนิวเคลียร์ ที่ว่า!

โดยในทันทีที่ระเบิด คนครึ่งโลกจะตายทันที จากแรงระเบิดอำนาจทำลายล้างมหาศาล แต่คนที่ตายทันทีเหล่านั้น จะถือได้ว่าเป็นผู้โชคดี…ที่ได้ตายไปก่อน

เพราะคนที่อยู่ต่อ จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ภายใต้โลกที่มืดมิดไม่รู้วันรู้คืน ความอดอยาก โรคระบาด และที่น่าสยดสยองมากที่สุด ก็คือ กัมมันตภาพรังสี ที่จะยังคงอยู่ อีกยาวนานเป็นร้อยๆ ปี จะทำให้มนุษย์กลุ่มที่เหลือรอด กลายพันธ์ุ ไปเป็น อมนุษย์ รูปแบบใหม่ คือ มีลักษณะพิกลพิการ เป็น มนุษย์ประหลาดไม่เหมือนดั่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่คงไม่ถึงขนาด มีหลายแขน หลายขา หลายตา แบบนั้น อ.ชัยวัฒน์ ทิ้งท้ายประโยคเอาไว้อย่างน่าขนลุก


สถานที่ยิงจรวดส่งดาวเทียม โซแฮ ของเกาหลีเหนือ

กัมมันตภาพรังสี มีผลอย่างไรต่อ มนุษยชาติ อย่างไร?

ร่างกายมนุษย์เรา นั้น บอบบางมาก หากรับกัมมันตภาพรังสีจำนวนมากๆ เข้าไป เซลล์ในร่างกายเราจะเสื่อมลง แต่ที่น่ากลัวจริงๆ คือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายไม่ปกติ! หากใครนึกภาพไม่ออก ขอยกตัวอย่าง เหตุการณ์ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1945 แต่ผู้ที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี หรือ ที่เราเรียกกันว่าเป็น “ลูกหลานจากระเบิดนิวเคลียร์” ก็ยังได้รับผลกระทบตราบมาจนทุกวันนี้ โดยมีทั้ง พิการ มีอายุสั้น เด็กที่คลอดออกมาไม่ปกติ นั่นเป็นเพราะ พันธุกรรมเสียหาย ทำให้การสืบเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่นกลายพันธ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากมนุษย์แล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ได้รับกัมมันตภาพรังสี ก็มีผลแบบเดียวกันด้วย!

วิธีการสกัดกั้นภัยร้ายล้างโลก ด้วยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเองคือ…..?

ปัจจุบันโลกของเรา พยายามหาทางสกัดกั้นการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ ในระดับหนึ่ง เห็นได้จากการมี สนธิสัญญาการห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ 2 ฉบับ คือ 1.สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์บางส่วน และ 2.สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ ซึ่ง 5 ประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ ยอมลงสัตยาบัน ใน สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์บางส่วน ขณะที่ สนธิสัญญาห้ามทดลองระเบิดนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ นั้น ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกา และจีน จะยังไม่ลงนาม ในขณะที่ อินเดีย เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รวมทั้ง อิสราเอล ไม่ยินยอมลงสัตยาบัน ในทั้ง 2 สนธิสัญญา

“ส่วนตัวผม มองว่า สถานการณ์การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในโลก เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุด เมื่อเทียบกับการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ เพราะปัญหาก็คือ ประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น มีอาวุธนิวเคลียร์ เอาไว้มากมายเกินพอ ที่จะทำให้โลกวิบัติ!

ฉะนั้น ในอนาคตนับจากนี้ เป็นต้นไป คำถามที่สำคัญมนุษยชาติ ก็คือ เราจะหาทางคลี่คลายความตรึงเครียดเหล่านั้น ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มนุษย์ต้องสูญเผ่าพันธ์ุ หรือ ต้องแปรเปลี่ยนไปเป็นอมนุษย์ ในวันที่สงครามนิวเคลียร์ เดินทางมาถึง?” จอมนักวิทยาศาสตร์ ขอทิ้งคำถามถึงแฟนไทยรัฐออนไลน์ ช่วยกันแสดงความคิดเห็น

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจ รายงาน


    • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ