สเปนเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงดับอย่างน้อย 12 ศพ สูญหายอีก 23 ราย คาดมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย

สเปนเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงดับอย่างน้อย 12 ศพ สูญหายอีก 23 ราย คาดมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย

11 ก.ค. 2569 08:28 น.

สเปนเผชิญไฟป่าครั้งรุนแรงดับอย่างน้อย 12 ศพ สูญหายอีก 23 ราย คาดมีชาวอังกฤษรวมอยู่ด้วย

เหตุไฟป่าครั้งรุนแรงในแคว้นอันดาลูเซีย ทางใต้ของประเทศสเปน มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 คน และยังมีผู้สูญหายอีก 23 คน นับเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของสเปนในรอบหลายปี 

ไฟป่าปะทุขึ้นในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา บริเวณใกล้เทือกเขา เซียร์รา เด ลอส ฟีลาบเรส ในจังหวัดอัลเมเรีย ก่อนลุกลามอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศร้อนจัด ลมแรง และพืชพรรณที่แห้งแล้ง ส่งผลให้ชุมชนชนบทและชุมชนชาวต่างชาติหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก 

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเสียชีวิตระหว่างพยายามหลบหนีไฟ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทางการได้ประกาศให้ประชาชน อยู่ภายในอาคาร เพื่อรอการช่วยเหลือ โดยบางคนขับรถหนีผ่านลำน้ำแห้งซึ่งกลายเป็นกับดักเมื่อไฟล้อมรอบ ขณะที่บางรายถูกพบเสียชีวิตภายในรถยนต์หรือระหว่างหลบหนีไฟ 

ทางการสเปนระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้เสียชีวิตบางส่วนจะเป็นชาวอังกฤษ หลังพบรถยนต์ที่มีพวงมาลัยขวาถูกไฟไหม้วอด และเชื่อว่ายังมีชาวต่างชาติอีกหลายคนอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย ซึ่งทำให้การพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสภาพร่างผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง 

ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 150 นาย พร้อมทหารอีก 220 นาย ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิง แต่การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความยากลำบากจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและอากาศร้อนจัด โดยไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่แล้วมากกว่า 3,200 เฮกตาร์ และมีประชาชนอย่างน้อย 600 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง หลายร้อยคนถูกส่งไปพักในศูนย์พักพิงชั่วคราว 

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนสาเหตุของเพลิงไหม้ โดยมีรายงานว่าต้นเพลิงอาจเกิดจากสายไฟฟ้าล้ม อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ให้บริการไฟฟ้ายังโต้แย้งข้อสันนิษฐานดังกล่าว และระบุว่าต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ 

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สเปนกำลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่สองของฤดูร้อน อุณหภูมิหลายพื้นที่แตะ 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ฝรั่งเศสก็เผชิญคลื่นความร้อนระลอกที่สามของปีเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้คลื่นความร้อนและไฟป่ามีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นในหลายประเทศของยุโรป.

ที่มา : AP

ระทึก! วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนฝูงนักวิ่ง เทศกาลวิ่งวัวกระทิงสเปน เจ็บ 9 คน

 ระทึก! วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนฝูงนักวิ่ง เทศกาลวิ่งวัวกระทิงสเปน เจ็บ 9 คน

11 ก.ค. 2569 08:18 น.

ระทึก! วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนฝูงนักวิ่ง เทศกาลวิ่งวัวกระทิงสเปน เจ็บ 9 คน

นักวิ่งระทึก วัวกระทิงลื่นล้มพุ่งชนนักวิ่ง ในงานเทศกาลวิ่งวัวกระทิง ซาน เฟอร์มิน ที่เมืองปัมโปลนา ประเทศสเปน ในวันที่ 4 ของเทศกาล ทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมล้มระเนระนาด สร้างความแตกตื่นชุลมุน

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า การวิ่งครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 2 นาที 32 วินาที ซึ่งช้ากว่าปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากมีนักวิ่งจำนวนมากขวางเส้นทางของฝูงวัว อย่างไรก็ตาม วัวทั้ง 6 ตัวสามารถวิ่งเข้าสู่สนามประลองได้ครบทุกตัว แม้จะเกิดเหตุลื่นล้มและชนแผงกั้นในช่วงโค้งอันตรายก็ตาม 

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนาวาร์ราระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 9 คน โดย 5 คนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกชน การล้ม และแรงกระแทก ขณะที่ไม่มีรายงานคนถูกเขาวัวขวิดในรอบนี้ 

ฝูงวัวที่ใช้วิ่งในวันที่ 4 เป็นวัวจากฟาร์ม Álvaro Núñez ซึ่งเข้าร่วมเทศกาลที่เมืองปัมโปลนาเป็นปีที่ 2 แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นวัวที่ค่อนข้างเชื่อง แต่ด้วยความเร็วและพละกำลัง ทำให้การวิ่งครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในรอบที่อันตรายที่สุดของปี โดยเฉพาะช่วงโค้งเข้าสู่ถนนเอสตาเฟตา ซึ่งเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากพื้นถนนหินโบราณลื่นและฝูงวัวต้องหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน 

เทศกาลซาน เฟร์มิน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีระหว่างวันที่ 6-14 กรกฎาคม โดยไฮไลต์สำคัญคือการปล่อยวัวกระทิง 6 ตัววิ่งผ่านถนนสายประวัติศาสตร์ระยะทางราว 875 เมตร ไปยังสนามประลองวัว ท่ามกลางนักวิ่งนับร้อยที่ร่วมท้าทายความเสี่ยง แม้กิจกรรมนี้จะดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลที่อันตรายที่สุดของสเปน โดยในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บหลายสิบคน และตลอดประวัติศาสตร์มีผู้เสียชีวิตจากการวิ่งวัวกระทิงแล้ว 16 คน.

ที่มา : AP

แฟนคลับ “พิตบูล” ทำลายสถิติโลก แต่งหัวล้านเลียนแบบศิลปิน ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

แฟนคลับ "พิตบูล" ทำลายสถิติโลก แต่งหัวล้านเลียนแบบศิลปิน ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

11 ก.ค. 2569 07:41 น.

แฟนคลับ “พิตบูล” ทำลายสถิติโลก แต่งหัวล้านเลียนแบบศิลปิน ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

แฟนเพลงของ “พิตบูล” พร้อมใจกันสวมหมวกหัวล้านสร้างสถิติกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ในฐานะการรวมตัวของผู้สวมหมวกหัวล้านมากที่สุด ก่อนคอนเสิร์ตที่ลอนดอน

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แฟนเพลงของ พิตบูล (Pitbull) หรือ มิสเตอร์ เวิลด์ไวด์ (Mr. Worldwide) ร่วมกันสร้างสถิติโลก กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ด้วยการแต่งตัวเลียนแบบศิลปินคนดัง โดยสวมหมวกหัวล้านเข้าร่วมงานในจำนวนมากที่สุด

โดยการสร้างสถิติโลกมีขึ้นก่อนการแสดงของพิตบูลในเทศกาลดนตรี BST Hyde Park ที่กรุงลอนดอน ของอังกฤษ  ทางเจ้าหน้าที่กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ด ใช้วิธีนับจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมที่สวมหมวกหัวล้านตามเกณฑ์อย่างถูกต้อง ทั้งการตรวจนับบริเวณทางเข้า การนับจำนวนในพื้นที่ และใช้โดรนบันทึกภาพจากมุมสูงเพื่อยืนยันผล โดยผู้เข้าร่วมทุกคนต้องสวมหมวกหัวล้านโดยเก็บผมจริงไว้ด้านในทั้งหมด จึงจะมีสิทธิ์ถูกนับรวมในสถิติ ซึ่งการนับอย่างเป็นทางการใช้เวลา 1 นาที

หลังได้รับการประกาศว่าทำลายสถิติโลก พิตบูลกล่าวว่า เขารู้สึกพูดไม่ออก พร้อมสัญญาว่าจะมอบการแสดงที่ดีที่สุดให้แฟนๆ เป็นการตอบแทน โดยการแต่งกายเลียนแบบพิตบูลกลายเป็นธรรมเนียมของแฟนเพลงในคอนเสิร์ตของเขามาตั้งแต่ปี 2564 

ทั้งนี้ พิตบูล หรือชื่อจริงคือ อาร์มาโด คริสเตียน เปเรซ เป็นศิลปินแร็ปเปอร์และนักแต่งเพลงชาวอเมริกันที่โด่งดังไปทั่วโลก เขาเป็นที่รู้จักจากเพลงฮิตแนวป๊อป ฮิปฮอป และแดนซ์ที่มักจะมีจังหวะสนุกสนานชวนเต้น.

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

11 ก.ค. 2569 07:24 น.

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พาเจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบตเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่ไฮโกรฟ เฮาส์ นับเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และ เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรส เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 ปี และพระธิดา เจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 ปี ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่พระตำหนักไฮโกรฟ พระตำหนักส่วนพระองค์ในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ประเทศอังกฤษ

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่า การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา และเป็น “โอกาสส่วนตัวของครอบครัว” โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปีที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้พบพระนัดดาทั้งสองพระองค์ด้วยพระองค์เอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนไม่ได้เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรพร้อมกันนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งทั้งคู่เดินทางมาร่วมพระราชพิธีพระบรมศพของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

โดยเจ้าชายแฮร์รีเดินทางกลับอังกฤษในสัปดาห์นี้เพื่อร่วมภารกิจหลายรายการ ขณะที่มีการยืนยันก่อนหน้านี้ว่า เมแกนและพระโอรส-พระธิดาจะไม่ร่วมกิจกรรมสาธารณะใดๆ ตลอดช่วงท้ายของการเยือน และไม่มีการเปิดเผยว่าครอบครัวพำนักอยู่ที่ใดระหว่างอยู่ในอังกฤษ

ทั้งนี้ การพบปะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นพัฒนาการสำคัญของความสัมพันธ์ภายในราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งตึงเครียดมาตั้งแต่เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนถอนตัวจากการปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง และย้ายไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ เมื่อปี 2563.

“คิม จองอึน” สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

"คิม จองอึน" สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

11 ก.ค. 2569 05:39 น.

“คิม จองอึน” สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

เกาหลีเหนือเตรียมขยายบทบาทและภารกิจของหน่วยข่าวกรอง พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการสืบข่าวและลาดตระเวนทางทหาร ท่ามกลางการจับตาว่ามุ่งเพิ่มการข่าวต่อเกาหลีใต้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นประธานการประชุมขยายคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ครั้งที่ 1 ของคณะกรรมาธิการชุดที่ 9 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีมติให้ขยายบทบาทและภารกิจของ สำนักข่าวกรองและลาดตระเวนทั่วไป เพื่อรับมือกับ ศัตรูที่อาจเป็นภัยคุกคาม

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางยกระดับความพร้อมรบและการพัฒนากองทัพประชาชนเกาหลี พร้อมเห็นชอบให้เพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวนและข่าวกรองทางทหารอย่างก้าวกระโดด  โดยมองว่าสำนักข่าวกรองและลาดตระเวนทั่วไปมีบทบาทสำคัญในการติดตามภัยคุกคามและรวบรวมข้อมูลข่าวกรองที่สำคัญ  

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือการปรับเปลี่ยนกำลังพลระดับสูงของกองทัพ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการรบ การเพิ่มศักยภาพกองกำลังนิวเคลียร์ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนแผนปรับปรุงฐานทัพให้มีความทันสมัย โดยนายคิมได้ลงนามในคำสั่งทางทหารสำคัญ 7 ฉบับ เพื่อผลักดันมตินี้

นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการข่าวต่อเกาหลีใต้ โดย ลิม อึลชอล นักวิชาการจากสถาบันตะวันออกไกล มหาวิทยาลัยคยองนัม ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจเพิ่มปฏิบัติการที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ การโจมตีทางไซเบอร์ การใช้โดรนลาดตระเวน และการสอดแนมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเกาหลีใต้.

ที่มา Yonhap

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

11 ก.ค. 2569 00:42 น.

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

ตำรวจกรุงโตเกียวสอบสวนผู้อำนวยการคลินิกในโอซากา หลังถูกกล่าวหาออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรับการปลูกถ่ายไตในกัมพูชา พร้อมรับค่าตอบแทนจากเครือข่ายนายหน้าค้าอวัยวะ

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ รายงานว่า ตำรวจนครบาลโตเกียวกำลังสอบสวน ผู้อำนวยการคลินิกแห่งหนึ่งในนครโอซากา หลังพบว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรับการปลูกถ่ายไตในประเทศกัมพูชา และได้รับค่าตอบแทนจากเครือข่ายนายหน้าจัดหาอวัยวะ ซึ่งมีสมาชิก 3 คนถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการปลูกถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่น

ผลการสอบสวนระบุว่า ชายวัยกว่า 70 ปีรายหนึ่ง จ่ายเงิน 12.36 ล้านเยน หรือราว 2.7 ล้านบาท เพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตในกัมพูชา โดยก่อนเดินทางผู้ป่วยถูกส่งมาตรวจเลือดที่คลินิกในโอซากา ก่อนที่แพทย์จะจัดทำหนังสือส่งตัวเป็นภาษาอังกฤษถึงศัลยแพทย์ในกัมพูชาผ่านเครือข่ายนายหน้า และได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินการ

ตำรวจยังพบว่า มีผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นอย่างน้อย 5 ราย เดินทางไปรับการปลูกถ่ายไตในกัมพูชาผ่านเครือข่ายนี้ ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 โดยหลังกลับญี่ปุ่น ผู้ป่วยบางรายประสบปัญหาไม่สามารถเข้ารับการติดตามอาการที่โรงพยาบาลได้ และบางคนมีอาการสุขภาพทรุดลงชั่วคราว ขณะนี้ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีของผู้ต้องหาและองค์กรที่เกี่ยวข้องให้อัยการดำเนินคดีต่อ ส่วนผู้อำนวยการคลินิกยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และอาจถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการปลูกถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่น

ทางด้านนายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าแพทย์ชาวจีนเป็นผู้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลพระเกตุมาลา ในกัมพูชา

ในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม นายหวังระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับโรงพยาบาลพระเกตุมาลาแล้ว

โดยยืนยันว่า “สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาได้ตรวจสอบกับโรงพยาบาลพระเกตุมาลา และได้รับการยืนยันว่า ไม่เคยมีแพทย์ชาวจีนคนใดเข้ามามีส่วนร่วมในการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลแห่งนี้”

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน “ไรอันแอร์” หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน "ไรอันแอร์" หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

10 ก.ค. 2569 21:53 น.

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน “ไรอันแอร์” หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

เที่ยวบินไรอันแอร์ จากกรีซไปเยอรมนีต้องบินกลับสนามบิน หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารชายวัย 60 ปีเกือบถูกดูดออกนอกเครื่อง โชคดีผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวไว้ได้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบิน ไรอันแอร์ (Ryanair) หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารชายรายหนึ่งเกือบถูกแรงอากาศดูดออกนอกเครื่องบิน แต่รอดมาได้เพราะผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวกลับเข้ามา

ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์เล่าวว่า ผู้โดยสารชายซึ่งเป็นชาวเซอร์เบีย อายุประมาณ 60 ปี ถูกแรงอากาศดูดจนศีรษะและช่วงไหล่ออกไปนอกหน้าต่างเป็นเวลาหลายนาที ก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะช่วยดึงกลับเข้ามาภายในห้องโดยสารได้สำเร็จ

สายการบินไรอันแอร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เที่ยวบินเมื่อเช้าวันศุกร์ ซึ่งเดินทางจากเมืองเทสซาโลนิกี ประเทศกรีซ มุ่งหน้าไปยังเมืองเมมมิงเงิน ประเทศเยอรมนี ต้องบินกลับไม่นานหลังทะยานขึ้น เนื่องจาก “หน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างทำการบิน”

สายการบินยืนยันว่า เครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย และผู้โดยสารทั้งหมดกลับเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยมีผู้โดยสาร 1 คนขอความช่วยเหลือทางการแพทย์หลังลงจอดที่สนามบินเมืองเทสซาโลนิกี ก่อนที่สายการบินจะจัดเครื่องบินลำใหม่พาผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดหมายในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

ผู้โดยสารหลายคนให้ข้อมูลกับสื่อในกรีซและเยอรมนีว่า หลังเครื่องบินโบอิ้ง 737 ทะยานขึ้นได้ไม่นาน ได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่หน้าต่างจะแตก หน้ากากออกซิเจนจะหล่นลงมาจากเพดาน และเกิดการสูญเสียความดันอากาศภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารบางรายเชื่อว่า หน้าต่างอาจได้รับความเสียยหายจากเศษชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่กระเด็นมากระแทก อย่างไรก็ตาม ไรอันแอร์ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้

โดยสารหญิงรายหนึ่งเล่าว่า ทุกคนรับรู้ทันทีว่าเกิดภาวะสูญเสียความดันอากาศ ผู้คนต่างกรีดร้อง และในช่วงแรกเธอคิดว่ามีคนเปิดประตูฉุกเฉินโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเห็นว่าผู้โดยสารชายคนหนึ่งมีศีรษะและหัวไหล่ถูกดูดออกไปนอกหน้าต่าง โชคดีที่เขายังคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ จึงไม่ถูกดูดออกจากเครื่องบิน

รายงานข่าวระบุว่า เครื่องบินลำนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 18 ปี และดำเนินการบินโดย มอลตา แอร์ (Malta Air) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของไรอันแอร์ ทางด้าน สำนักงานการบินไอร์แลนด์ ระบุว่า ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของกรีซและสำนักงานการบินพลเรือนของมอลตาในการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ต่อไป.

ที่มา BBC

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รัฐบาลปลื้ม!  ผลดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกรอบ 4 เดือน  พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านผ่าน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานเต็มสูบ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ล่าสุดพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 84.7 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

รายงานของ ส.อ.ท. ชี้ว่า ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นนี้มาจากผลของ 2 มาตรการหลักที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เข้ามาประคองค่าครองชีพ มีส่วนเพิ่มให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด กระทรวงการคลังรายงาย ยอดการใช้จ่ายรวม ณ 9 กรกฎาคม กว่า 64,546 หมื่นล้านบาท  ช่วยพยุงการขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจ SME ให้กลับมามีสภาพคล่อง

อีกมาตรการคือ Thailand Fastpass ที่สามารถเร่งรัดการลงทุนผ่านบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าดันการลงทุนจริงให้แตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ และได้กำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะให้แรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วย

“ตัวเลขดัชนีเชื่อมั่นที่พลิกกลับมาเป็นบวก คือเครื่องยืนยันว่านโยบายที่รัฐบาลทำมาตลอดไม่ใช่แค่คำพูด แต่เห็นผลจริงเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนและช่วยในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้  กรณีที่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนนี้เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท

ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเงินต้องเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดอย่างเคร่งครัด ผ่านโครงการที่ถึงมือประชาชน เช่นการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในรายละเอียด ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายต้องนำไปสู่การลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลทั้งเรื่องปากท้องระยะสั้นและวางรากฐานพลังงานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

‘รักชนก’ เปิด 4 กระทรวงไม่ส่งคำของบปี 70 แฉท้องถิ่นฟ้องถูกหั่นเงิน จี้ เปิดข้อมูลโปร่งใส ชวน จับตางบประมาณพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล ลั่นหากผู้มีอำนาจหากไม่ฟัง อีก 3 ปี เจอ ปชช.ลงโทษ

วันที่ 11 กรกฏาคม  2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดบรรยายถึงการศึกษาการจัดทำงบประมาณ ว่า ทำไมเราถึงต้องสนใจเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลกเราจะได้ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร่ จะได้รับการศึกษาแบบใด รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษางบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยคน คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ เราจะกำกับให้ใครได้สิทธิเสียสิทธิอะไรเกิดจากกฎหมาย และงบประมาณ 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไรต้องใช้ 3 อย่างคือ คน กฎ งบ และการที่เราต้องรู้เรื่องงบประมาณเพื่อจะได้รู้ว่าคนที่สัญญากับเราในช่วงเลือกตั้ง มีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่เขาพูดจริงๆหรือไม่ ทางนี้ก่อนจะมีเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะต้องมีคำของบประมาณก่อน ซึ่งจะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่จะได้รับที่จะได้รับการจัดสรรจริง โดยงบประมาณปี 2570 กมธ.ติดตามงบฯ ได้ทำหนังสือส่งไปทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่งกลับมาให้กรรมาธิการเหมือนต้องการจะฟ้องว่าสำนักงบประมาณตัดงบ แต่กระทรวงกลับหวงคำของบประมาณมาก เพราะไม่อยากให้เห็นว่าทำคำของบมาแบบไหน 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนขอเปิดชื่อกระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้กับกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก คือกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับกระทรวงที่ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาให้แล้วแต่ถอนกลับคือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า เมื่อไปดูรายละเอียดของคำของบประมาณเช่น เทศบาลนครหาดใหญ่พบว่า เจ็ทสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท แล้วยังมีคำของบประมาณห้องเรียนอัจฉริยะ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ใครพูดจริง เพราะจะเห็นว่าท้องถิ่นขอมาแต่รัฐบาลอาจจะอนุมัติงบกลางให้ เวลาจะดูว่ารัฐบาลมีความจริงใจพูดความจริงกับเราหรือไม่ ว่าใส่ใจก็ไปดูการตั้งงบประมาณ หรือตั้งโครงการอะไรในการดูแล จึงต้องตั้งคำถามว่าหลายเรื่องทำไมรัฐบาลถึงไม่ตั้งงบปกติในการแก้ไขปัญหา 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า หลายคนมักจะมองพวกเราที่เป็นสส.ด้วยความชื่นชมเป็นความหวัง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียง เช่น กรณีล่าสุดแนวคิดปรับเกณฑ์ ลูกใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี และตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่ถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็ต้อง พิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตา จนรัฐบาลต้องยอมขยับและมีการแก้ไขสัญญาจากงบประมาณเหมาจ่าย ให้ใช้ได้คุ้มค่ามากขึ้นเล็กน้อย แม้พรรคประชาชนอยากจะให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ตนหวังว่าผลของการวิพากษ์วิจารณ์น่าจะส่งผลให้สำนักงบประมาณ ตัดโครงการนี้ออกทั้งโครงการในปีหน้า จึงไม่อยากให้คิดว่าเมื่อเราด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดไปแล้วจะไม่มีอะไร หรือเขาไม่ฟังเรา ถ้าเราเป็นเสียงเดียวก็อาจจะถูกละเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มก่อน และร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้าหากเขาไม่ฟังเสียงของเรา

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ระบบงบประมาณที่เราอยากเห็น คือระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ต้นทางด้วยการเปิดเผยข้อมูล ให้สาธารณชนรับทราบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสด ในกรรมาธิการงบประมาณแล้วมีคนมาล้อว่าถ่ายทอดแล้วยังไง มีคนดู 5 คน 10 คน แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ประเด็นคือใครอยากดูต้องได้ดูเพราะคือภาษี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร 

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“JIC ไทย” สวนข้อหากัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกข่าวสารนิเทศ กล่าวหาว่าฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา จากการดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ดังกล่าว เป็นไปตามกรอบและแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่คงการวางกำลังทหารไว้ในที่ โดยการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อควบคุมสถานการณ์ รักษาความปลอดภัย และลดความตึงเครียด รวมถึงป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างกำลังของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นการรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ และไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ 

ประเทศไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาตามข่าวสารนิเทศดังกล่าวที่สรุปฝ่ายเดียวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายควรใช้กลไกทวิภาคีที่ได้ตกลงร่วมกันในการหารือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการนำเสนอข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวต่อสาธารณะหรือประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพถ้อยแถลงร่วมและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ หลีกเลี่ยงการบิดเบือนหรือตีความข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของการลดความตึงเครียดและความพยายามในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน