ไอซ์ รักชนก โดนอีกคดี! ศาลรับคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่น ปมแชร์โพสต์เบอร์รี่ฟินแลนด์ 36 ล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:56 น.

ไอซ์ รักชนก ตกเป็นจำเลยอีกคดี หลังศาลประทับฟ้องที่เสี่ยเฮ้ง”ฟ้องหมิ่นฯ ปมแชร์โพสต์ กินหัวคิวแรงงาน 36ล้านเก็บลูกเบอร์รี่ ที่ฟินแลนด์ ศาลนัดสอบ คำให้การ 5 ต.ค.นี้บ่าย

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษกศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่นรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณาฯ

กรณีที่น.ส.รักชนกแชร์โพสต์ของ น.ส.หทัยรัตน์ พหลทัพ (บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record) นำเสนอปมเจ้าหน้าที่และนักการเมืองไทยเรียกรับสินบนจากบริษัทจัดการแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า จำเลยใช้แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ก บัญชีชื่อรักชนก ศรีนอก มีผู้ติดตาม 1. 7 ล้านคน เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2569 จำเลยโพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊กบัญชีของจำเลยว่า”บ้าหน่า พี่เค้าคนดี ไอซ์ไม่เชื่อ คนชลบุรีก็ไม่เชื่อ” พร้อมกับแชร์ข้อความบัญชีเฟซ บุ๊ก ชื่อ Hathairat Phaholtap ว่า “สุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่ ส.ส.เขต 1 ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ถูก DSIกล่าวหาว่า รับสินบนจากบ.เบอร์รี่ฟินแลนด์มูลค่า 36 ล้าน อ่านต่อในคอมเมนต์” และพิมพ์ข้อความในช่องแสดงความคิดเห็นว่า “เปิดหลักฐานจากสำนวนดีเอสไอ คดีนักการเมืองรับสินบน 36ล้าน พร้อมบทสนทนาจากแชตไลน์ที่นายหน้านำเงินไปให้อดีต รมว.แรงงาน รวมสินบนกว่า 36 ล้านบาท ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กระทั่งมีการกล่าวหาอดีตนักการเมือง2 คน และอดีตข้าราชการระดับสูง กระทรวงแรงงาน 2คน เเละข้อความอื่นๆซึ่งลเวนเป็นเท็จ

โดยมีบุคคลทั่วไปเข้าไปแสดงความคิดเห็นต่อข้อความดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าโจทก์เป็นคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต อันมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อบุคคลที่สามว่าโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และดำรงตำแหน่ง รมว.เเรงงานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ รับสินบนและเรียกเก็บค่าหัวคิวจำนวน 36 ล้านบาท และกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งสำนวนให้ ป.ป.ช.ไต่สวนและดำเนินคดีกับโจทก์ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์มิได้เรียกหรือเรียกเก็บค่าหัวคิวจากแรงงาน และมิได้ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ป.ป.ช.ดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว อันเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการโฆษณา ทำให้บุคคลทั่วไปที่พบเห็นและอ่านข้อความดังกล่าวเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและรับสินบน คดโจทก์ฟ้อวมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 ให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันวันนัดสืบพยาน วันที่ 5 ต.ค.นี้เวลา 13.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีคดีที่ น.ส.รักชนก ถูก นายสุชาติ ฟ้องหลายคดี เช่น

1.กรณีกล่าวหาตึกsky 9 โดยศาลอาญารัชดา นัดสืบพยานโจทก์-จำเลย ช่วงเดือน พ.ย. 2569

2.กรณีโพสต์กล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง มีการไกล่เกลี่ยซึ่งนายสุชาติถอนฟ้อง

นอกจากนี้ยังมีคดีที่ สน.ทองหล่อ ที่นายสุชาติมิบิำนาจให้ทนายความแจ้งความดำนเนิคดี 2 คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีโพสต์กล่าวหานายสุชาติ ทุจริตรับสินบน กรณีตึก SKYY 9 และ ส่งคนงานไปเก็บผลไม้เบอรี่ที่ประเทศฟินแลนด์ รวมถึงคดีที่ น.ส.รักชนกโพสต์เเชร์ ผลโพล ภาคเอกชน กรธ. ที่ระบุว่า ผลตัวอย่างงานวิจัย กรมควบคุมมลพิษ ทุจริตอันดับ 1 พร้อมเขียนข้อความทำให้นายสุชาติฯได้รับความเสียหาย .

สุชาติ ชมกลิ่นไอซ์ รักชนก

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:44 น.

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำสังคมสงสัยใครได้รับประโยชน์หรือไม่ แนะ ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด หลังได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือเพียงราว 8 ปี 3 เดือน รวมคุมขังจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือนว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษมีปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายครั้งที่นักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือถูกจำคุกหลายสิบปี แต่ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปี และได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด นอกจากนี้ มักบังเอิญว่า บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการปล่อยตัวมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม หรือเคยเป็นนักการเมือง มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งสังคมกังขามาตลอดว่า มีการใช้ช่องโหว่เรื่องอายุ เรื่องสุขภาพ และพฤติกรรม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้ลดโทษโดยเร็วหรือไม่ รวมถึงกระบวนการกลั่นกรองที่มีปัญหา ไม่รอบคอบ จนหลายๆ ครั้ง หลายคนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกทั้งที่เพิ่งออกมา อย่างเหตุการณ์ฆาตกรรม 5 ศพ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเองก็ออกมายอมรับเองว่ามีความผิดพลาด รวมทั้งให้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า กรณีของเล่าต๋า แสนลี่ มีการพิจารณาชั้นนักโทษชั้นเยี่ยมประกอบกับการได้สิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษไวกว่าคดีทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า กรมราชทัณฑ์ขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษของคดีอุกฉกรรจ์ออกจากเกณฑ์อภัยโทษในคดีปกติ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพราะผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการค้ายารายใหญ่สามารถหลบหลีกการรับโทษจริง หรือได้รับโทษเพียงเล็กน้อยโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ และหากกระทำผิดซ้ำ ใครจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดจากการอภัยโทษในครั้งนี้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า กรมราชทัณฑ์อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอภัยโทษของนักโทษในคดีร้ายแรง และอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ มีการปล่อยตัวง่ายๆ แบบนี้ รวมทั้งในขั้นตอนที่มีการเสนอชื่อขออภัยโทษดังกล่าว มีการระบุว่า เป็นนักโทษชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันมา ทำให้สังคมสงสัยได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยในเรื่องดังกล่าวเพราะเครือข่ายยาเสพติดนั้น มีเงินมหาศาล แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีการยึดทรัพย์ แต่คำถามคือ ยึดทรัพย์แค่ไหน

นายสุรเดช กล่าวตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบครั้งใหญ่และโดยทันที ตนขอเสนอเรื่องต้องยกเว้นหรือกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีในส่วนของผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ไม่ให้สามารถได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลาที่ได้รับโทษจริงที่สั้นเกินไป นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในอดีตมากกว่า ไม่ใช่แต่เพียงพิจารณาแค่เพียงพฤติการณ์ของนักโทษว่า ไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดทางวินัยในเรือนจำเท่านั้น ที่สำคัญควรมีการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม

นายกพอใจเยือนออสเตรเลีย กวาดลงทุน วิน-วิน ชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯ 2.3 แสนล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนออสซีกวาดลงทุน “วิน-วิน” พอใจ 2 เด้งชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯในออสเตรเลีย 2.3 แสนล้านบาท ลั่นแรงงานยุคใหม่ขายฝีมือ ย้ำจุดยืนฟันเด็ดขาดแก๊งค้ายาข้ามชาติ นายกฯออสซี่ไม่ติดใจแอร์สาวขนยาเสพติด

รัฐบาลไทยกางผลงานชิ้นโบแดงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การยกระดับแรงงาน รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ นะหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Seevice ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว

โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย คือการขับเคลื่อนให้เกิด การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ “วิน-วิน” (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ไผู้ด้หารือกัอกับนายกรีฐมนตรอิสเตรเลียได้รับทราบปัญหาและมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี” ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพและสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น”

สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รฐีบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

อนุทิน ชาญวีรกูลออสเตรเลีย

กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ปมพิพาท วัดป่าอดุลยาราม เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาสัปดาห์หน้า

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:35 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น’ รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย เจาะปม ‘โฉนด-ปิดทางเข้าวัด-แอบอ้างเบื้องสูง’ เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ รองประธานกรรมาธิการฯ นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษากรรมาธิการฯ นายปัญญา ชวนบุญ นายสมศักดิ์ บุญประชม และนายกรณ์ มีดี กรรมาธิการฯ พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและคณะสงฆ์ เพื่อติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

การประชุมมี นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด นายอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และตำรวจ เข้าร่วมให้ข้อมูล ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต จึงมอบหมายทนายความและไวยาวัจกรวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการปิดทางเข้า-ออกวัด ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทราบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ตลอดจนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง และกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะปมโฉนดที่ดินวัด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ จะประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ถือว่าได้รับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และจะเร่งนำเรื่องกลับไปพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามกฎหมาย รวมถึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด ตลอดจนภาระภาษีจากการยกที่ดินถวายวัด โดยจะนำกรณี “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางป้องกันปัญหาในภาพรวม

จากนั้นช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากรองเจ้าอาวาส ก่อนรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และได้เดินทางไปยังวัดป่าแสงอรุณ เพื่อกราบสรีระพระพรหมวชิรดิลก ซึ่งละสังขาร เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

กมธ.ศาสนาวัดป่าอดุลยาราม

นายกฯ หนุน TH-AI Passport ยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า มั่นใจ ไชยชนก ชี้แจงเรื่องนี้ได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น.

“อนุทิน” หนุน “TH-AI Passport” ช่วยยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า ให้ดูจำนวนคนลงทะเบียน รัฐบาลเร่งอัพสกิล-รีสกิล แก้ปัญหา AI แย่งงาน มั่นใจ “ไชยชนก” ชี้แจงเรื่องนี้ได้หากถูกอภิปรายในสภา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สัมภาษณ์ ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรกแต่เป็นการต่อยอด และปรับปรุงมาจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้ได้นำมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้โครงการล่าช้าไปประมาณเดือนเศษ เนื่องจากมีการเจรจาขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน ที่ผ่านมานายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการปรับปรุงทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และท้ายที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ แม้ว่าจะล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ต่ออนาคตของแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายการ อัพสกิลและรีสกิล(Upskill-Reskill) เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

นายอนุทินยังได้ตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่าโครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยี AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานของไทยในอนาคต

นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องนี้คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเอง คือหากรัฐบาลไม่ทำเรื่องอัพสกิลและรีสกิลประชาชน สิ่งที่อดีตนายกฯกังวลก็จะเกิดขึ้นจริงโดยในปัจจุบันแรงงานไม่ได้หมายถึงผู้ใช้กำลังเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั่วไปที่ใช้ “แรงงานสมอง” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่นายทักษิณกังวล เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากที่สุดและลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่โลกใบนี้มีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา นายอนุทินกล่าวด้วยว่ารัฐบาลยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาหากมีการตั้งข้อสงสัยหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในเรื่องนี้ และมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายเรื่องนี้จริงนายไชยชนกจะสามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้

TH-AI Passportรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลไชยชนก

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย “ปธน.เซเลนสกี” เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย "ปธน.เซเลนสกี" เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

19 ส.ค. 2569 16:11 น.

อดีตรมว.กลาโหมยูเครน ท้าทาย “ปธน.เซเลนสกี” เรียกร้องจัดเลือกตั้งยามสงคราม

มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครนที่เพิ่งถูกปลด ออกมาเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งขึ้นในระหว่างที่ประเทศยังอยู่ในภาวะสงคราม ชี้ “ประชาธิปไตยไม่ควรถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” ขณะที่คำเรียกร้องดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดต่อประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

มิไคโล เฟโดรอฟ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมยูเครน เรียกร้องให้ประเทศจัดการเลือกตั้งแม้ยังอยู่ในภาวะสงคราม โดยระบุว่า ยูเครนจำเป็นต้องมีกลไกที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเป็นไปได้จริง” เพื่อฟื้นกระบวนการประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แม้สงครามกับรัสเซียจะยืดเยื้อ

เฟโดรอฟ วัย 35 ปี ซึ่งเพิ่งถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนกรกฎาคม เผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านยูทูบ โดยกล่าวว่า “ประชาธิปไตยไม่สามารถถูกจับเป็นตัวประกันโดยรัสเซีย” พร้อมย้ำว่า ยูเครนกำลังต่อสู้ “เพราะเราต้องการคงอยู่ในฐานะรัฐยุโรปที่เสรี”

นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งตามกฎหมายยูเครนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในช่วงที่กฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้

คำเรียกร้องของเฟโดรอฟถือเป็นความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศครั้งสำคัญต่อประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามที่บุคคลทางการเมืองระดับสูงของยูเครนออกมาเรียกร้องอย่างชัดเจนให้มีการเลือกตั้งระหว่างสงคราม

เฟโดรอฟไม่ได้เอ่ยชื่อเซเลนสกีโดยตรงในคลิป แต่กล่าวว่า ยูเครนกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงระบบด้านการบริหารประเทศ” พร้อมวิจารณ์ระบบการเมืองเดิมว่า “มักดำเนินไปตามกฎของตัวเอง ปกป้องตัวเอง และหวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง”

เขายังกล่าวถึงปัญหาการทุจริตในยูเครน โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนความพยายามในการทำสงคราม พร้อมเรียกร้องให้ประเทศสร้างระบบการเมืองที่ตอบสนองต่อประชาชนมากขึ้น

เฟโดรอฟเคยเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดของเซเลนสกี และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีภารกิจปฏิรูปกระทรวงครั้งใหญ่ แต่ถูกปลดอย่างไม่คาดคิดเพียง 6 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง

ก่อนหน้านั้น เฟโดรอฟดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลเป็นเวลานานถึง 6 ปี และเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ยูเครนเมื่อได้รับแต่งตั้งครั้งแรกในวัย 28 ปี เขาเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของคณะรัฐมนตรีชุดแรกของเซเลนสกีที่ยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่ผ่านมา

ในช่วงแรกของสงคราม เฟโดรอฟมีบทบาทสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสนามรบ เขาจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร “กองทัพไอทียูเครน” เพื่อดำเนินปฏิบัติการทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายของรัสเซีย และต่อมาเป็นผู้นำโครงการระดมทุน “กองทัพโดรน” ซึ่งช่วยจัดหาโดรนให้กองทัพยูเครน

เขายังนำแนวคิด “เกมมิฟิเคชัน” หรือการประยุกต์ระบบคะแนนและรางวัลแบบเกมมาใช้กับการทำสงคราม โดยออกแบบระบบให้หน่วยทหารยูเครนได้รับเครดิตจากการโจมตีเป้าหมายของรัสเซีย

เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม เฟโดรอฟยังคงเน้นการใช้โดรน เทคโนโลยีการรบขั้นสูง และการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ โดยเคยเรียกร้องให้ อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งสเปซเอ็กซ์ ยับยั้งไม่ให้รัสเซียใช้ระบบดาวเทียมสตาร์ลิงก์เพื่อสนับสนุนการโจมตีด้วยโดรน

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเฟโดรอฟกับ โอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนเชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การปลดเฟโดรอฟ

หลังเฟโดรอฟถูกปลด มีประชาชนหลายพันคนออกมาประท้วงเรียกร้องให้ซีร์สกีถูกปลดและให้เฟโดรอฟกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอีกครั้ง แม้ในเวลาต่อมาเซเลนสกีจะปลดซีร์สกีออกจากตำแหน่งด้วยเช่นกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากสาธารณชน

เฟโดรอฟได้รับข้อเสนอให้รับตำแหน่งอื่นในรัฐบาล รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีด้านนวัตกรรมทางทหาร แต่เขาระบุว่าจะกลับเข้าสู่รัฐบาลก็ต่อเมื่อได้กลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเท่านั้น

ก่อนเฟโดรอฟเผยแพร่คลิปเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมง เซเลนสกียืนยันว่า เขาได้ขอให้รัฐสภารับรอง เยฟเฮนี คห์มารา รัฐมนตรีกลาโหมรักษาการ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดลงมติในวันพุธ

เฟโดรอฟไม่ได้เปิดเผยว่าเขามีแผนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า หากมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เขามีโอกาสเอาชนะเซเลนสกีในการเลือกตั้งรอบสองได้อย่างสบาย ซึ่งยิ่งทำให้คำเรียกร้องของเขาถูกจับตามองในฐานะความท้าทายทางการเมืองโดยตรง

อย่างไรก็ตาม คำเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งในช่วงสงครามได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักวิจารณ์ชาวยูเครนบางส่วน รวมถึงผู้ที่เคยสนับสนุนให้เฟโดรอฟกลับมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหม โดยมีฝ่ายวิจารณ์มองว่า แม้แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่แข็งกร้าวที่สุดก็เข้าใจดีว่า การจัดการเลือกตั้งอย่างเสรีและปลอดภัยในช่วงสงครามเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้

วาระดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 5 ปีของเซเลนสกีสิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญยูเครน ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตราบใดที่กฎอัยการศึกยังคงมีผล ทำให้เซเลนสกียังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกฎหมาย

เมื่อปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่า รัฐบาลยูเครนกำลังใช้สงคราม เป็นเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดการเลือกตั้ง ขณะที่เซเลนสกีตอบว่า ยูเครนพร้อมจัดการเลือกตั้งภายใน 60-90 วัน หากพันธมิตรช่วยรับประกันความปลอดภัยให้กับกระบวนการเลือกตั้ง

แต่การจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและปลอดภัยจะเผชิญความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากยูเครนยังตกเป็นเป้าการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าคำพูดของทรัมป์สอดคล้องกับแนวทางการสื่อสารของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งพยายามตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเซเลนสกีในฐานะผู้นำยูเครน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มการโจมตีระยะไกลเข้าไปในดินแดนรัสเซีย โดยส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังสินค้าของ “ไวลด์เบอร์รี” (Wildberries) บริษัทค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

อันเดรย์ โวโรบียอฟ ผู้ว่าการภูมิภาคมอสโก ระบุว่า กรุงมอสโกเผชิญการโจมตีด้วยโดรนครั้งหนึ่งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมาเมื่อคืนวันที่ 15 ส.ค. โดยมีโดรนราว 600 ลำถูกส่งเข้าโจมตีพื้นที่ดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า การโจมตีของยูเครนทั่วรัสเซียในระลอกล่าสุดส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 9 คน และบาดเจ็บ 23 คน รวมถึงเด็ก 1 คน ขณะที่การโจมตีของรัสเซียระลอกล่าสุดต่อยูเครนในช่วงเช้าวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 คน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่การโจมตีตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายทวีความรุนแรงขึ้น การเรียกร้องของเฟโดรอฟให้ยูเครนกลับคืนสู่กระบวนการประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง จึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน และอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลเซเลนสกีกับฝ่ายการเมืองภายในประเทศในช่วงสงครามที่ยังไม่มีจุดสิ้นสุดในระยะใกล้.

ที่มา BBC / Reuters

ลูกสาว “เขม โสกา” แจงข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

 ลูกสาว "เขม โสกา" แจงข่าวรับตำแหน่ง "ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต"  ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

19 ส.ค. 2569 15:39 น.

ลูกสาว “เขม โสกา” แจงข่าวรับตำแหน่ง “ทูตพิเศษนายกฯ ฮุน มาเนต” ไม่เกี่ยวการเมืองพ่อ

“เขม มโนวิทยา” ลูกสาวของนายเขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา ซึ่งเคยรับโทษจำคุก 27 ปี ในข้อหากบฏ  ปกป้องการเข้ารับตำแหน่ง “ทูตพิเศษ” ประจำนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต หลังได้รับแต่งตั้งให้มีสถานะเทียบเท่ารัฐมนตรี โดยยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ “ไม่เกี่ยวข้องใดๆ” กับบิดาของเธอ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนการอ่อนแรงของฝ่ายค้าน และการลดบทบาททางการเมืองของบิดา

เขม มโนวิทยา บุตรสาวของ เขม โสกา อดีตแกนนำฝ่ายค้านกัมพูชา ออกมาปกป้องการเข้ารับตำแหน่งใหม่ในรัฐบาล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำเนินคดีและตัดสินจำคุกบิดาของเธอ 27 ปี ในข้อหากบฏ โดยยืนยันว่า บทบาทดังกล่าว “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบิดา ฝ่ายค้าน หรือพรรครัฐบาล” หลังได้รับการแต่งตั้งเป็น “ทูตพิเศษ” ของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา

พระราชกฤษฎีกาซึ่งลงพระปรมาภิไธยโดยสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ระบุว่า การแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นตามคำร้องขอของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต และทำให้เขม มโนวิทยา วัย 44 ปี มีตำแหน่งในระดับเทียบเท่ารัฐมนตรี แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนหลัง เขม โสกา ได้รับพระราชทานอภัยโทษในเดือนพฤษภาคม หลังจากก่อนหน้านี้ถูกศาลตัดสินจำคุก 27 ปีจากความผิดฐานกบฏ โดยเขม โสกา ปฏิเสธข้อกล่าวหา

เขม โสกา ถูกจับกุมในปี 2017 โดยถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับสหรัฐฯ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของ ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นบิดาของฮุน มาเนต ต่อมาพรรคกู้ชาติกัมพูชา หรือ CNRP ซึ่งเขม โสกาเป็นผู้นำ ถูกศาลสั่งยุบในปีเดียวกัน ส่งผลให้สมาชิกพรรคจำนวนมากต้องลี้ภัย ขณะที่บางส่วนถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกโดยไม่ปรากฏตัวในศาล

เขม มโนวิทยา ซึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรค CNRP กล่าวว่า ตำแหน่งใหม่ของเธอจะมุ่งเน้น กิจการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และการ “ปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา” หลังจากเธอกล่าวหาว่าพื้นที่ตามแนวชายแดนบางส่วนถูก “กองกำลังทหารไทยเข้ายึดครองอย่างผิดกฎหมาย”

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่า ชาวกัมพูชามากกว่า 20,000 คนยังคงพลัดถิ่นจากพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย หลังเกิดการปะทะทางทหารระหว่างสองประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา

ด้านฮุน มาเนต กล่าวว่า เขม มโนวิทยา จะเข้ามาช่วยงานด้านการทูตระหว่างประเทศ โดยยกประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ก่อนหน้านี้ ฮุน มาเนต ยังเผยแพร่ภาพถ่ายผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันศุกร์ ขณะยืนเคียงข้างเขม มโนวิทยา พร้อมเรียกเธอว่า “น้องสาว” และระบุว่า นักการเมืองคนรุ่นใหม่สามารถร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศ

การแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจาก ฮุน เซน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาและยังมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูง เผยแพร่ภาพขณะจับมือกับเขม โสกา ในการพบปะหารือที่มีเขม มโนวิทยาเข้าร่วมด้วย

เขม มโนวิทยา กล่าวว่า ความเห็นต่างทางการเมืองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ “ความรับผิดชอบต่อกัมพูชาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง” พร้อมขอให้สังคมมองข้ามเรื่องการเมือง และพิจารณาบทบาทของเธอจากลักษณะงานและการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การแต่งตั้งครั้งนี้อาจสะท้อนถึง การอ่อนแรงลงอีกขั้นของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา รวมถึงการลดบทบาททางการเมืองของเขม โสกา หลังรัฐบาลตระกูลฮุนครองอำนาจมายาวนาน

มู โสเจีย อดีตแกนนำระดับสูงของพรรค CNRP ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในสหรัฐฯ กล่าวว่า ตำแหน่งที่มอบให้เขม มโนวิทยา อาจเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ “รับมือกับการตรวจสอบจากนานาชาติ” และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลตอบสนองต่อข้อกังวลจากภายนอกประเทศ

เธอกล่าวว่า ชาติตะวันตก รวมถึงสหรัฐฯ เรียกร้องมาเป็นเวลานานให้เขม โสกา ได้รับการปล่อยตัวอย่างสมบูรณ์และได้รับสิทธิทางการเมืองกลับคืนมา พร้อมระบุว่า ครอบครัวเขมอาจเจรจาเพื่อแลกกับตำแหน่งในรัฐบาลและเสรีภาพของตนเอง แต่ผู้ที่ถูกเรียกว่า “นักโทษการเมือง” และสมาชิกฝ่ายค้านในท้องถิ่นที่ยังถูกจำคุก ไม่ได้รวมอยู่ในข้อตกลงดังกล่าว

ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนท้องถิ่น Licadho ประเมินว่า ปัจจุบันมีนักการเมืองฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองราว 50 คนถูกจำคุกในกัมพูชา จากข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะหรือการทำกิจกรรมทางการเมือง

การแต่งตั้งเขม มโนวิทยา จึงถูกจับตามองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญต่อการเมืองกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลฮุน มาเนตพยายามสร้างภาพลักษณ์การเปิดกว้างมากขึ้น ขณะที่ฮุน เซน ยังคงมีบทบาทสำคัญและอิทธิพลอย่างมากต่อทิศทางการเมืองของประเทศ.

ที่มา AFP / Reuters

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

19 ส.ค. 2569 14:44 น.

ตร.ไต้หวันรวบสาวไทย กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน (คลิป)

เจ้าหน้าที่ไต้หวันจับกุมหญิงชาวไทย ซึ่งเป็นโค้ชมวยไทยวัย 35 ปี หลังต้องสงสัยรับจ้างขนยาเสพติดจากขบวนการค้ายา โดยกลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 แคปซูลลงในช่องท้อง หลังเดินทางจากไทยมายังเมืองเกาสง เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าควบคุมตัวในโรงพยาบาลนานถึง 10 วัน จึงสามารถนำแคปซูลออกมาได้ทั้งหมด น้ำหนักรวม 289.1 กรัม มูลค่าตลาดมืดประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

หน่วยสืบสวนและป้องกันอาชญากรรมของหน่วยยามฝั่งไต้หวัน ประจำเมืองเกาสง ได้รับข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งระบุว่าอาจมีชาวต่างชาติใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดในสัมภาระหรือภายในร่างกาย เพื่อลักลอบนำยาเสพติดเข้าสู่ไต้หวัน

เจ้าหน้าที่จึงประสานความร่วมมือกับศุลกากรเกาสง ตำรวจการบิน หน่วยตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจ จัดตั้งทีมเฉพาะกิจติดตามผู้ต้องสงสัย ก่อนพบว่าผู้ต้องสงสัยเป็นหญิงชาวไทยวัย 35 ปี ซึ่งทำงานเป็นโค้ชมวยไทย และเตรียมเดินทางจากประเทศไทยมายังไต้หวันด้วยวิธีกลืนแคปซูลยาเสพติดเข้าไปในร่างกาย

เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดักรอและเข้าควบคุมตัวหญิงรายนี้ทันทีที่เดินทางถึงท่าอากาศยานเกาสงเสี่ยวกัง ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใต้การควบคุม เพื่อเข้ารับการตรวจอย่างละเอียด

ผลการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เผยให้เห็นวัตถุรูปทรงรีจำนวนมากอยู่ภายในช่องท้อง เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่าเป็นแคปซูลยาเสพติดที่ถูกกลืนเข้าไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นในสนามบิน

จากการตรวจสอบพบว่า แคปซูลทั้งหมดถูกห่อหุ้มหลายชั้นด้วยถุงยางอนามัยและพลาสติกหดร้อน เพื่อป้องกันไม่ให้สารเสพติดสัมผัสกับร่างกาย จากนั้นเจ้าหน้าที่ใช้กระบวนการทางการแพทย์เพื่อให้แคปซูลถูกขับออกจากร่างกายตามธรรมชาติ

เนื่องจากหญิงรายนี้เป็นโค้ชมวยไทยและมีร่างกายแข็งแรงจากการฝึกฝนอย่างหนัก เจ้าหน้าที่จึงเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยจัดกำลังเฝ้าควบคุมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการหลบหนี ขณะที่กระบวนการนำแคปซูลออกจากร่างกายต้องใช้เวลานานถึง 10 วัน

ในที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถเก็บแคปซูลต้องสงสัยได้ครบทั้ง 72 แคปซูล ก่อนตรวจพิสูจน์และยืนยันว่าเป็น เฮโรอีน ซึ่งจัดเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 ตามกฎหมายไต้หวัน มีน้ำหนักรวม 289.1 กรัม และมีมูลค่าในตลาดมืดประมาณ 3.6 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน 

เจ้าหน้าที่ระบุว่า การลักลอบขนยาเสพติดด้วยวิธีกลืนแคปซูลไว้ในร่างกายมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง หากบรรจุภัณฑ์เกิดการฉีกขาด หรือถูกกรดในกระเพาะกัดกร่อน ยาเสพติดอาจเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดพิษรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

คดีนี้ถูกดำเนินการตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามอันตรายจากยาเสพติดของไต้หวัน และส่งตัวผู้ต้องหาให้สำนักงานอัยการเกาสงดำเนินคดี โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่ศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตัวหญิงชาวไทยรายนี้ระหว่างดำเนินคดี

เจ้าหน้าที่เชื่อว่า หญิงรายนี้อาจได้รับการว่าจ้างจากขบวนการค้ายาเสพติดให้ทำหน้าที่ลำเลียงเฮโรอีนเข้าสู่ไต้หวัน และกำลังขยายผลเพื่อสืบหาผู้ว่าจ้างและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา  CTWANTEpoch Times

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก "ชัคกี้" วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

19 ส.ค. 2569 13:00 น.

ตำรวจสหรัฐฯ ล่าตัวชายปริศนาสวมหน้ากาก “ชัคกี้” วิ่งไล่กวด-ขู่ฆ่าคน คาดทำคอนเทนต์โซเชียล

ตำรวจเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ของสหรัฐฯ เร่งติดตามชายต้องสงสัยสวมหน้ากากตุ๊กตาฆาตกร “ชัคกี้” วิ่งไล่และข่มขู่ประชาชนหลายรายใกล้ศาลาว่าการเมือง โดยมีหญิงนักวิ่งรายหนึ่งถูกถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ก่อนวิ่งหนีจนได้รับบาดเจ็บที่ขา ตำรวจเตือนประชาชนอย่าเข้าใกล้ หากพบชายต้องสงสัยให้โทรแจ้ง 911 ทันที

ตำรวจฟิลาเดลเฟียเปิดเผยว่า กำลังเร่งติดตามชายต้องสงสัยที่สวมหน้ากากฮาโลวีนลักษณะคล้าย “ชัคกี้” ตัวละครตุ๊กตาฆาตกรจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Child’s Play หลังถูกกล่าวหาว่าวิ่งเข้าไปหาและข่มขู่ประชาชนอย่างน้อย 6 คน บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเมือง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา

เจสัน สมิธ ตำรวจฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณ 15 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 05.18 น. บริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนเชสต์นัต โดยชายต้องสงสัยวิ่งเข้าไปหาผู้คน พยายามทำให้ตกใจและยั่วยุ ขณะถือโทรศัพท์มือถือเปิดไฟ และดูเหมือนกำลังบันทึกภาพเหตุการณ์

ไม่กี่นาทีต่อมา ชายคนดังกล่าวเข้าไปที่ร้านดังกิ้นบนถนนเชสต์นัต แต่พนักงานปฏิเสธให้บริการเนื่องจากเขาสวมหน้ากาก ก่อนออกจากร้านและถูกกล้องวงจรปิดจับภาพขณะวิ่งเข้าหาผู้คนบริเวณมุมตะวันตกเฉียงใต้ของจัตุรัสเพนน์ ใกล้ศาลาว่าการเมือง

ตำรวจระบุว่า ชายต้องสงสัยยังไล่ชายคนหนึ่งบริเวณฝั่งตะวันตกของถนนสาย 15 ก่อนเข้าไปหาหญิงวัย 40 ปีที่กำลังวิ่งออกกำลังกายบริเวณถนนสาย 15 ตัดกับถนนมาร์เก็ต จากนั้นยืนขวางหน้าและถามว่า “พร้อมที่จะตายหรือยัง” ทำให้หญิงรายดังกล่าววิ่งหนีและหกล้มจนได้รับบาดเจ็บที่ขา

หลังจากนั้น ชายต้องสงสัยหลบหนีเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดินซับเออร์เบิน ซึ่งเป็นจุดที่พบเห็นครั้งสุดท้าย โดยตำรวจเผยแพร่ภาพถ่ายและภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อขอความช่วยเหลือจากประชาชนในการระบุตัว

ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุประมาณ 16-20 ปี สูงราว 173 เซนติเมตร สวมหน้ากากฮาโลวีนสีขาวลักษณะคล้ายตุ๊กตาเด็ก มีผมสีดำ พร้อมสะพายกระเป๋าเป้ลายตารางสีดำและน้ำเงิน ซึ่งเป็นจุดสังเกตสำคัญ

ลูอันดา มารินโญ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เธอพบชายสวมหน้ากากขณะนัดเพื่อนบริเวณถนนสาย 12 ตัดกับถนนเชสต์นัตเพื่อออกไปวิ่ง โดยชายคนดังกล่าวถามซ้ำ ๆ ว่า “อยากแข่งกับผมไหม ผมพนันได้เลยว่าผมวิ่งเร็วกว่าพวกคุณ” แต่เธอและเพื่อนไม่ได้ตอบโต้

มารินโญกล่าวว่า หลังเห็นภาพชายคนดังกล่าวเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เธอและเพื่อนรู้สึกหวาดกลัว และอาจต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือเวลาออกกำลังกาย พร้อมบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ความรู้สึกเหมือน “เกมประหลาดที่บิดเบี้ยว”

ตำรวจระบุว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายเพียงรายเดียวที่เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย โดยตำรวจขอให้ผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ติดต่อกรมตำรวจฟิลาเดลเฟีย และเตือนว่า หากพบชายต้องสงสัย อย่าเข้าไปเผชิญหน้าหรือเข้าใกล้ แต่ให้โทรแจ้ง 911 ทันที

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดวิตก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุรุนแรงอีกกรณีหนึ่งในพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์หลุยส์ เมื่อวัยรุ่นชายวัย 15 ปีถูกกล่าวหาว่าสวมชุดตัวตลกและใช้มีดแทงชายวัย 78 ปีเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทั้งสองกรณีไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่าเกี่ยวข้องกัน

ตำรวจฟิลาเดลเฟียยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า การกระทำของชายสวมหน้ากากในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับกระแสหรือการทำคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ โดยหน่วยข่าวกรองของตำรวจเข้าร่วมการสอบสวนด้วย ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอาจถูกตั้งข้อหาข่มขู่ก่อการร้าย ทำร้ายร่างกาย และความผิดอื่น ๆ หากสามารถระบุตัวและจับกุมได้.

ที่มา CBS / NBC

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

19 ส.ค. 2569 12:28 น.

บราซิลพบแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งปากแม่น้ำแอมะซอน ชี้เป็นพาสปอร์ตสู่อนาคตประเทศ

“เปโตรบราส” บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัฐบาลบราซิล ยืนยันการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบในบ่อสำรวจมอร์โฟ บริเวณเขตเส้นศูนย์สูตรใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน นอกชายฝั่งรัฐอามาปา ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ชี้การค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของประเทศ” ขณะที่ผู้บริหารระบุต้องใช้เวลาประเมินปริมาณสำรองที่แน่ชัด แต่เชื่อมั่นในศักยภาพมหาศาล

มักดา ชัมเบรียร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเปโตรบราส (Petrobras) ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า มีการตรวจพบแหล่งน้ำมันดิบคุณภาพสูงจากการเจาะสำรวจที่บ่อ “มอร์โฟ” (Morpho) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเขตนอกชายฝั่งขอบเส้นศูนย์สูตร ห่างจากชายฝั่งรัฐอามาปาประมาณ 180 กิโลเมตร บริเวณปากแม่น้ำแอมะซอน

“มีน้ำมันจริงและเราค้นพบมันแล้ว แม้ตอนนี้เรายังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่เรามองสิ่งที่เราพบด้วยความยึดมั่นและมองโลกในแง่ดีอย่างยิ่ง”

การเจาะสำรวจที่บ่อดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นลงภายใน 15 ถึง 20 วัน โดยเปโตรบราสมีแผนจะเจาะบ่อสำรวจเพิ่มอีก 3 บ่อในบริเวณใกล้เคียง และอีก 5 บ่อในพื้นที่ข้างเคียงเพื่อประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำมันอย่างละเอียด 

ทั้งนี้ บริเวณชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำแอมะซอน หรือที่เรียกว่า Equatorial Margin เชื่อว่ามีศักยภาพด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูง การประเมินเบื้องต้นระบุว่า แอ่งดังกล่าวอาจมีน้ำมันมากถึง 10,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 ล้านล้านเรียล หรือประมาณ 720,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความจำเป็นในการค้นหาแหล่งน้ำมันใหม่เกิดขึ้นเนื่องจากแหล่งน้ำมันใต้ชั้นเกลือ ซึ่งปัจจุบันป้อนผลผลิตน้ำมันดิบถึง 80% ของบราซิล คาดว่าจะพุ่งขึ้นแตะระดับการผลิตสูงสุด ในช่วงปี 2034 ถึง 2035 ทำให้บราซิลต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่มาทดแทน

ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ได้เดินทางไปเยือนเรือเจาะน้ำมันของเปโตรบราส และร่วมแถลงข่าวที่เทศบาลโอเอียโปกิ ในรัฐอามาปา โดยลูลาได้ชูขวดบรรจุน้ำมันดิบสีดำพร้อมเปรียบเทียบว่าการค้นพบครั้งนี้คือ “พาสปอร์ตสู่อนาคตของบราซิล” ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของรัฐอามาปา ไม่ให้เป็นเพียงผู้ส่งออกอาซาอิ และปลาตากแห้งเท่านั้น

ลูลากล่าวเน้นย้ำว่า “เมื่อผมพูดว่า ‘พาสปอร์ต’ ผมไม่ได้ปฏิเสธความมุ่งมั่นของผมในการต่อสู้เพื่อวันที่เราจะไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอีกต่อไป เพราะบราซิลจะยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานหมุนเวียน” 

ด้านนายอเล็กซานเดร ซิลเวรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเหมืองแร่และพลังงานของบราซิล ยกย่องการค้นพบครั้งนี้ว่ามีความสำคัญระดับประวัติศาสตร์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับอธิปไตยทางพลังงานของประเทศ

กระบวนการอนุมัติใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมสำหรับบ่อสำรวจมอร์โฟเต็มไปด้วยข้อถกเถียงอย่างหนัก โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานปกป้องสิ่งแวดล้อมของบราซิล (Ibama) เคยมีข้อเสนอแนะทางเทคนิคให้ระงับโครงการ เนื่องจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ชนพื้นเมือง และปัญหาจากน้ำมันรั่วไหล แต่ใบอนุญาตได้รับการอนุมัติในเดือนตุลาคม 2025 ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลลูลา ก่อนหน้าการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP30) ที่เมืองเบเลมเพียงไม่นาน

นักวิเคราะห์ทางการมองว่า การลงพื้นที่และประกาศข่าวดีทางการค้าของลูลาเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง เนื่องจากลูลากำลังเตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 4 ในช่วงปลายปี ซึ่งการเปิดประตูสู่การเป็นแหล่งน้ำมันระดับโลกแห่งใหม่ อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากผู้อยู่ในแถบภาคเหนือของประเทศที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของเขาได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระบุว่า แม้จะพบคราบน้ำมันแล้ว แต่ขั้นตอนการสำรวจเพื่อประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์และการเริ่มขุดเจาะจริงอาจต้องใช้เวลานานถึง 1 ทศวรรษ ขณะที่บริษัทเปโตรบราสซึ่งเพิ่งรายงานกำไรสุทธิไตรมาสล่าสุดสูงถึง 5.24 หมื่นล้านเรียล หรือพุ่งขึ้น 97% ยืนยันว่าได้ยื่นคำขออนุญาตจาก Ibama เพื่อขุดเจาะบ่อสำรวจเพิ่มเติมแล้ว และกำลังรอการพิจารณา.

ที่มา Folha de S.Paulo / The Associated Press