ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

14 ส.ค. 2569 08:35 น.

ฝนถล่มญี่ปุ่นครั้งประวัติการณ์ ดับ 4 น้ำท่วมหนัก-รถไฟหยุด 7,000 คนติดค้างสนามบินนาริตะ

เกิดฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่จังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนและเส้นทางรถไฟหลายสายถูกตัดขาด บ้านเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 13 สิงหาคม ส่งผลให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ประกาศคำเตือนฝนตกหนักระดับสูงสุดในพื้นที่ชิบะเป็นครั้งแรก ขณะที่บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมในช่วง 24 ชั่วโมงมากกว่า 360 มิลลิเมตร ส่งผลให้ถนนและทางรถไฟถูกน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน หนึ่งในนั้นพบว่าเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถที่ถูกน้ำท่วม ขณะที่มีการส่งกำลังทหารเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนภารกิจกู้ภัย โดยสถานการณ์ฝนตกหนักถูกระบุว่าอยู่ในระดับรุนแรงผิดปกติ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสภาพอากาศที่รุนแรงของญี่ปุ่น

ผลกระทบยังลุกลามถึง สนามบินนาริตะ หนึ่งในศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยมีผู้โดยสารประมาณ 7,000 คนติดค้างอยู่ภายในสนามบินตลอดคืน หลังถนนและรถไฟที่เชื่อมต่อกับสนามบินหยุดให้บริการจำนวนมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่สนามบินแจกน้ำ อาหาร และถุงนอนให้กับผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางออกจากสนามบินได้

แม้เที่ยวบินส่วนใหญ่ยังมีกำหนดให้บริการตามปกติในวันที่ 14 สิงหาคม แต่สายการบิน Japan Airlines เตือนว่าอาจมีเที่ยวบินล่าช้า ขณะที่ถนนสายหลักหลายเส้นทางในจังหวัดชิบะ รวมถึงเส้นทางเชื่อมสนามบินนาริตะกับกรุงโตเกียว ยังคงปิดการจราจร ทำให้เกิดการจราจรติดขัดอย่างหนักบนเส้นทางเลี่ยง

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนหลายร้อยคนติดค้างอยู่ที่สถานีรถไฟชิบะ หลังการให้บริการรถไฟหลายสายถูกระงับ ขณะที่พื้นที่ประสบภัยบางแห่งมีรถยนต์จมอยู่ในน้ำจนเกือบมิดหลังคา และประชาชนจำนวนหนึ่งต้องอพยพไปพักตามศูนย์พักพิง

ทางการญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่มอย่างใกล้ชิด หลังสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเตือนว่า ฝนที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อนในหลายพื้นที่ของชิบะ

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมของมนุษย์มีส่วนทำให้สภาพอากาศสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ยาวนานขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น.

ที่มา :channelnewsasia

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

14 ส.ค. 2569 08:23 น.

ระทึกกลางทะเล! เรือท่องเที่ยวตุรกีไฟไหม้ นักท่องเที่ยว 115 คนกระโดดหนีลงน้ำ

เรือนักท่องเที่ยว เกิดไฟลุกไหม้กลางทะเล นอกชายฝั่งของตุรกี ทำให้ผู้โดยสารแตกตื่นตกใจกระโดดลงทะเลเพื่อหนีเปลวเพลิง เจ้าหน้าที่ยามฝั่งสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ทั้งหมด ขณะที่เรือเสียหายทั้งลำ

เกิดเหตุระทึกบนเรือท่องเที่ยว “Toys Boat”  นอกชายฝั่งเมืองเฟทิเย จังหวัดมูกลา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 หลังเกิดไฟไหม้ขึ้นบนเรือระหว่างพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมอ่าว ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 115 คน ต้องสวมเสื้อชูชีพและกระโดดลงทะเลเพื่อหนีเปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยมีเด็กอยู่ในกลุ่มผู้โดยสารด้วย

ภาพจากเหตุการณ์เผยให้เห็นเปลวไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง พร้อมกลุ่มควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากเรือ ขณะที่ผู้โดยสารทยอยกระโดดลงน้ำ โดยหน่วยยามฝั่งตุรกี เรือที่อยู่ใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่กู้ภัยทางทะเลเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ

เบื้องต้น หน่วยยามฝั่งระบุว่าสามารถช่วยเหลือคนจากเรือได้ 107 คน ขณะที่หน่วยงานด้านการเดินเรือของตุรกีระบุในเวลาต่อมาว่า ผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 115 คนได้รับการอพยพขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยทั้งหมด

รายงานระบุว่า มีผู้โดยสารอย่างน้อย 11 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังได้รับผลกระทบจากการสูดควันไฟ แต่ไม่มีผู้ใดอาการสาหัส ขณะที่เด็กบางส่วนได้รับการตรวจร่างกายเพื่อความปลอดภัย

มีรายงานว่าเปลวเพลิงได้สร้างความเสียหายให้เรืออย่างหนักจนแทบถูกเผาทั้งลำ และมีรายงานว่าเรือเริ่มจมหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

ทั้งนี้ เมืองเฟทิเยเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งยอดนิยมของตุรกี โดยเฉพาะกิจกรรมล่องเรือชมอ่าวและชายฝั่ง หรือที่เรียกว่า “Blue Tour” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงฤดูท่องเที่ยว.

ที่มา : Turkiyetoday

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

14 ส.ค. 2569 06:47 น.

สวีเดนลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาอยู่ที่ 14 ปี เปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้

รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือเพียง 14 ปี เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดถูกจำคุกได้ หวังยกระดับการปราบปรามอาชญากรรม แก๊งค้ายา โดยกฎหมายจะมีผล 10 ก.ย.นี้ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 รัฐสภาสวีเดนลงมติลดอายุขั้นต่ำในการรับผิดทางอาญาจาก 15 ปี เหลือ 14 ปี โดยผลการลงมติพบว่า สมาชิกสภา 281 คนเห็นชอบให้ลดอายุรับผิดทางอาญาเหลือ 14 ปี ขณะที่ 66 คนไม่เห็นด้วย เพื่อเปิดทางให้เด็กที่กระทำความผิดสามารถถูกจำคุกได้ตั้งแต่อายุน้อยลง

การลงมติครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางรัฐบาลฝ่ายขวาที่เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปและประกาศเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรม หลังประเทศเผชิญปัญหาความขัดแย้งระหว่างแก๊งอาชญากรรมมานานกว่าทศวรรษ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลสวีเดนต้องการลดอายุรับผิดทางอาญาลงเหลือ 13 ปี แต่ต้องถอนข้อเสนอนี้ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากข้อเสนอนี้ถูกคัดค้านจากองค์กรและหน่วยงานส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมให้ความเห็นถึง 126 แห่ง รวมถึงตำรวจและหน่วยงานราชทัณฑ์ ซึ่งมองว่าอายุ 13 ปีต่ำเกินไป 

นอกจากลดอายุรับผิดทางอาญาแล้ว รัฐสภายังลงมติลดสิทธิในการได้รับการลดโทษจำคุกสำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน โดยภายใต้กฎหมายใหม่ เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอาจถูกจำคุกเป็นเวลาสูงสุดถึง 18 ปี ซึ่งกฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กันยายน 2569  

ที่มา Euro News

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

14 ส.ค. 2569 05:17 น.

ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีโดรน สูงสุด 100% อ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หวังลดการพึ่งพานำเข้าจากต่างชาติ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศเก็บภาษีนำเข้าโดรนและชิ้นส่วนสูงสุด 100% โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง หลังสหรัฐฯ พึ่งพาโดรนจากต่างประเทศมากเกินไป กระทบทั้งพันธมิตรสำคัญหลายประเทศ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Unmanned Aircraft Systems – UAS) และชิ้นส่วนโดรนจากต่างประเทศ โดยกำหนดอัตราภาษีสูงสุด 100% สำหรับโดรนบางประเภทที่มีขนาดหรือขีดความสามารถซึ่งสหรัฐฯ มองว่ามีความอ่อนไหวต่อความมั่นคงแห่งชาติ

ทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการใหม่กำหนดภาษีนำเข้าแบบคิดตามมูลค่า (ad valorem) 100% สำหรับโดรนที่เข้าข่ายประเภทอ่อนไหวด้านความมั่นคง ขณะที่โดรนที่มีขนาดเล็กกว่าจะถูกเก็บภาษี 25% และสำหรับโดรนและชิ้นส่วนจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ลิกเตนสไตน์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 15% ส่วนสินค้าประเภทโดรนจากสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษี 10%

โดยทำเนียบขาวระบุว่า ภาษีสำหรับโดรนและสินค้าที่อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวจะเริ่มมีผลภายใน 21 วัน หลังประธานาธิบดีลงนาม ขณะที่ชิ้นส่วนโดรนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอ่อนไหวเป็นพิเศษ จะเริ่มถูกเก็บภาษีหลังการลงนาม 180 วัน ในส่วนผลิตภัณฑ์ที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ อนุมัติให้ได้รับการยกเว้นจากบัญชี “Covered List” ของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ ภายใน 20 วันหลังการลงนาม จะเริ่มถูกเรียกเก็บภาษีหลังจากนั้น 180 วัน

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้มีขึ้นหลังจากนายฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ตรวจสอบผลกระทบจากการนำเข้าโดรน และพบว่าสหรัฐฯ พึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง และสหรัฐฯ พึ่งพาแหล่งผลิตจากต่างประเทศมากเกินไป ทั้งในส่วนของตัวโดรนและชิ้นส่วน ขณะที่ผู้ผลิตภายในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ การตรวจสอบยังพบว่าโดรนและชิ้นส่วนจากหน่วยงานหรือผู้ผลิตต่างชาติบางรายอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มการปกป้องอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศ

ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการค้าของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและต่างประเทศของสหรัฐฯ แม้ก่อนหน้านี้นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์จะเผชิญความท้าทายทางกฎหมายและเสียงวิจารณ์จากนักวิเคราะห์บางส่วน.

ที่มา Reuters

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

14 ส.ค. 2569 04:34 น.

รถไฟโดยสารตกรางทางใต้ของอังกฤษ บาดเจ็บ 11 ราย สาหัส 2 คน

เกิดเหตุรถไฟโดยสารบรรทุกผู้โดยสารราว 150 คน ตกรางใกล้สถานีลูอิส ทางตอนใต้ของอังกฤษ ตู้รถไฟ 3 ตู้พลิกตะแคง มีผู้บาดเจ็บ 11 ราย ในจำนวนนี้อาการสาหัส 2 คน เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนสาเหตุ

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุรถไฟโดยสารตกรางใกล้สถานีรถไฟลูอิส ในเขตอีสต์ซัสเซกซ์ ทางตอนใต้ของอังกฤษ ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางใต้ประมาณ 72 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 11 คนราย ในจำนวนนี้ 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายหน่วยระดมกำลังเข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร

นายเอียน ดรัมมอนด์-สมิธ ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจขนส่งอังกฤษ ระบุว่า รถไฟของบริษัทเซาเทิร์น เรล (Southern Rail) ขบวนนี้เดินทางจากสถานีวิกตอเรียในกรุงลอนดอนไปยังเมืองอีสต์บอร์น ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารประมาณ 150 คน โดยตู้รถไฟ 3 ตู้ตกรางและพลิกตะแคง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนติดอยู่ภายใน พร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่ประกาศให้เหตุการณ์เป็นเหตุฉุกเฉินร้ายแรง และระดมกำลังหน่วยกู้ภัยจำนวนมากเข้าพื้นที่ โดยสามารถอพยพผู้โดยสารทั้งหมดออกจากขบวนรถไฟได้อย่างปลอดภัย

ทางด้านหน่วยสอบสวนอุบัติเหตุทางรถไฟของสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุให้รถไฟตกราง ขณะที่สภาพอากาศร้อนจัดอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยในวันเกิดเหตุ อุณหภูมิในบางพื้นที่ทางตอนใต้ของอังกฤษพุ่งสูงถึง 35 องศาเซลเซียส และก่อนหน้านี้มีการยกเลิกเที่ยวรถไฟบางขบวน รวมถึงจำกัดความเร็วการเดินรถ เนื่องจากคลื่นความร้อน อย่างไรก็ตาม ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเริ่มรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบสาเหตุของอุบัติเหตุ 

ขณะที่ นางไฮดี อเล็กซานเดอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอังกฤษ แสดงความกังวลอย่างมากต่อรายงานเหตุรถไฟตกราง พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินที่เข้าช่วยเหลือผู้โดยสาร และระบุว่ารัฐบาลกำลังเร่งประสานงานกับภาคส่วนรถไฟและหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เหตุรถไฟตกรางครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟร้ายแรงครั้งที่ 2 ของอังกฤษในช่วง 2 เดือน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รถไฟโดยสาร 2 ขบวนชนกันในพื้นที่ใกล้เมืองเบดฟอร์ด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย.

ที่มา CNN

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

14 ส.ค. 2569 00:10 น.

ระเบิดรุนแรงท่าเรือรอตเตอร์ดัม ดับ 1 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตำรวจเร่งสอบเหตุ

เกิดเหตุระเบิดที่ท่าเรือรอตเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บหลายคน เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบสาเหตุ เบื้องต้นคาดอาจเป็นอุบัติเหตุจากการทำงาน

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ตำรวจเมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณท่าเรือรอตเตอร์ดัม ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายคนโดยเหตุระเบิดเกิดขึ้นช่วงสายวันพฤหัสบดี ภายในพื้นที่อุตสาหกรรมของท่าเรือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นและสถานีขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทกันวอร์ เอเนอร์จี (Gunvor Energy) หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งพื้นที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบหาสาเหตุของการระเบิด

โฆษกตำรวจรอตเตอร์ดัม ระบุว่า เบื้องต้นเหตุระเบดมีลักษณะคล้ายอุบัติเหตุจากการทำงาน แต่ยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัด ด้านสถานีโทรทัศน์เอ็นโอเอส (NOS) ของเนเธอร์แลนด์ รายงานว่า ก่อนเกิดเหตุมีทีมช่างซ่อมบำรุงกำลังทำงานอยู่บริเวณท่อส่วนหนึ่งของโรงกลั่น จึงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าการทำงานดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดหรือไม่

ขณะเดียวกัน หน่วยประสานงานฉุกเฉินของเมืองรอตเตอร์ดัมรายงานว่า เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ในพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของท่าเรือ และพบหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดเพลิงไหม้โดยยังไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้บริษัทหลายแห่งต้องหยุดการดำเนินงานและอพยพพนักงานออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย.

ที่มา BBC 

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

13 ส.ค. 2569 22:43 น.

ญี่ปุ่นอ่วม ฝนถล่มหนักหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก น้ำท่วม-ดินถล่มรุนแรง เตือนภัยระดับสูงสุด

ญี่ปุ่นประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังฝนตกหนักในจังหวัดชิบะ และอีกหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก ทำให้น้ำท่วมและเสี่ยงดินถล่ม มีคำสั่งอพยพประชาชนกว่า 1 แสนครัวเรือน 

วันที่ 13 สิงหาคม 2569 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด สำหรับภัยดินถล่มในเมืองชิบะ และเมืองอิจิฮาระ ในจังหวัดชิบะ พร้อมออกคำเตือนระดับเดียวกันสำหรับฝนตกหนักในหลายพื้นที่ หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมและดินถล่มรุนแรง

คำเตือนฝนตกหนักครอบคลุมหลายเมืองในจังหวัดชิบะ โดยปริมาณฝนในหลายพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างเมืองชิบะ วัดปริมาณฝนได้มากกว่า 107 มิลลิเมตร ขณะที่เมืองยาชิโยะ มีฝนตกถึง 115 มิลลิเมตร ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่าได้เกิดภัยพิบัติรุนแรงจากน้ำท่วมและแม่น้ำเอ่อล้นตลิ่งแล้ว พร้อมเตือนประชาชนให้ดำเนินการเพื่อความปลอดภัยในทันที เนื่องจากสถานการณ์อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

เจ้าหน้าที่เตือนว่า ฝนครั้งนี้มีความรุนแรงในระดับที่ประชาชนไม่เคยประสบมาก่อน ทางการท้องถิ่นในเมืองและพื้นที่มากกว่า 10 แห่งได้ออกคำสั่งอพยพระดับสูงสุด พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอย่ารอจนสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ให้รีบเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ปลอดภัยหรือจุดที่อยู่สูงกว่าโดยเร็ว   

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นยังตรวจพบกลุ่มเมฆฝนตกหนักก่อตัวเหนือพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และทางใต้ของจังหวัดชิบะ พร้อมเตือนว่าอาจประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับ 5 สำหรับฝนตกหนักในพื้นที่อื่นเพิ่มเติม จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเร่งหาทางป้องกันตัวเองก่อนที่คำเตือนจะถูกประกาศ

ทั้งนี้ ระบบเตือนภัยของญี่ปุ่นกำหนด ระดับ 5 เป็นระดับสูงสุด หมายถึงภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นหรือใกล้จะเกิดขึ้น และประชาชนควรดำเนินการเพื่อรักษาชีวิตทันที ไม่ควรรอให้สถานการณ์เข้าสู่ขั้นรุนแรงก่อนจึงค่อยอพยพ.

ที่มา NHK

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

จับตาบิ๊กต่าย ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ คืนความเป็นธรรม พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.56 น.

จับตา”บิ๊กต่าย”ชง ก.ตร. เคาะโผนายพลตำรวจ ปลายเดือนนี้ มั่นใจมีข้อสรุปด้วยดี คืนความเป็นธรรม”พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ”

14 สิงหาคม 2569 มีรายงานความคืบหน้า การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งถัดไป ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนั่งเป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบัญชีการแต่งตั้งโยกย้าย (โผนายพลตำรวจ) ในช่วงวันที่ 24 – 31 สิงหาคม 2569 นี้

โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า กระบวนการพิจารณาจัดทำบัญชีแต่งตั้งโผนายพลตำรวจ อยู่ในช่วงขั้นตอนการกลั่นกรองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการมีความเรียบร้อยด้วยดีของคณะกรรมการกลั่นกรอง ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ก.ตร.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามกำหนดการในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับโผรายชื่อนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ ที่มีความอาวุโส สมควรจะได้พิจาณาเลื่อนขึ้นเป็นตำแหน่งผู้บัญชาการ ที่สำคัญและน่าจับมองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือ ชื่อของ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. (ตำรวจไซเบอร์) ซึ่งคาดว่าจะได้รับความเป็นธรรมในการได้รับการแต่งตั้งขึ้นระดับ พล.ต.ท. ด้วย

เนื่องจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ ถือว่ามีผลงานโดดเด่น จนได้รับการกล่าวขานถึงว่า “คนทำงานดีที่ถูกลืม” มีความพร้อมทั้งอาวุโส ความรู้ความสามารถ และผลงานสำคัญเป็นที่ประจักษ์ อีกทั้ง มีผลงานปราบปรามด้านไซเบอร์ ด้านการสืบสวนสอบสวนที่โดดเด่นระดับชาติ มีความเหมาะสมและลำดับอาวุโส ซึ่งล่าสุด คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ซึ่งเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาคืนความเป็นธรรมให้ตำรวจทุกระดับ ได้วินิจฉัยให้ ก.ตร.คืนความเป็นธรรม ให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ เป็นอีกหนึ่งนายตำรวจที่จะได้รับการเยียวยาคืนความเป็นธรรม ในการแต่งตั้งนายพลตำรวจในห้วงปลายเดือนสิงหาคมนี้

หลังจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ ยื่นร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค.ตร.กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเมื่อปี 2568 ตนเองไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง คดีจึงเข้าสู่การพิจารณา จนนำมาสู่คำวินิจฉัย เรื่องดำที่ รท.180/2568 และเรื่องแดงที่ รท.27/2569 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดย ก.พ.ค.ตร.วินิจฉัย ว่า พล.ต.ต.วิวัฒน์ มีคุณสมบัติความรู้ความสามารถและอาวุโส (ครอง รองผบช. 3 วาระ), มีภาวะผู้นำสูง เป็นที่ยอมรับ, มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม รักษาวินัยเคร่งครัด และได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าชุดปฎิบัติการสำคัญต่อเนื่อง

“คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรรมข้าราชการตำรวจชี้ว่า คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งระดับสำนักงานตำรวจนห่งชาติ ไม่ได้นำความรู้ความสามารถของ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ มาเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งซึ่งมีอาวุโสน้อยกว่าอย่างแท้จริง ทั้งที่ พล.ต.ต.วิวัฒน์ฯ มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์”

ก.พ.ค.ตร.จึงวินิจฉัยว่า การใช้ดุลพินิจดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งมาตรา 82 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และมีมติให้เยียวยา โดยให้แต่งตั้ง พล.ต.ต.วิวัฒน์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการ ในวาระแต่งตั้งประจำปี 2569

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

ผิดจริง ไล่ออกแล้ว! สิทธิโชติ เผยปม เจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน แต่ไม่สอบสจ.คนสนิทสส. ชี้หลักฐานไม่ถึง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

สิทธิโชติ เผยปมเจ้าหน้าที่ กกต.รับเงิน ตาก-อำนาจเจริญ พบผิดจริงและไล่ออกแล้ว ส่วน คดี สส.อำนาจเจริญ ยังไม่รื้อสำนวน เหตุหลักฐานเชื่อมโยงไม่ถึงผู้สมัคร ด้าน ฮั้ว สว. ยันไม่กังวล ไม่หลุดกรอบเวลา พิจารณาครบ 7 ข้อหาสัปดาห์สุดท้าย ก่อนเว้น 1 สัปดาห์ให้ กกต.ตกผลึก ลงมติรายบุคคล ย้ำทุกมติต้องมีเหตุผล-พร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามเรื่องกระบวนการเลือกสว. รวมถึงการที่มีพนักงาน กกต. เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีการเลือกตั้ง สส.ว่า กกต.ได้มีการดำเนินคดีและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า  ก่อนหน้านั้นได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบในสํานวนการสืบสวนไต่สวนการเลือกตั้ง สส.เมื่อปี 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาและมีการสั่งให้ไปไต่สวนสํานวนคดีของ สส.เพิ่มเติมใน 2 จังหวัด คือ จังหวัดตาก และจังหวัดอำนาจเจริญ 

สำหรับกรณีที่จังหวัดตาก เป็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นและมีปัญหาในลักษณะทุจริตเรียกรับเงินนั้น นายสิทธิโชติ กล่าวยืนยันว่าทางสำนักงาน กกต.ได้รับทราบข่าวและมีผู้ร้องเรียนเข้ามา จึงได้ตั้งกรรมการสอบสวนและพบว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นมีการกระทำผิดจริง ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการสอบสวนได้มีมติให้ไล่ออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนกรณีที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นอีกเคสที่ส่วนกลางส่งเจ้าหน้าที่คนนี้เข้าไปสืบสวนไต่สวนเพิ่มเติมในคดี สส. ก็พบว่ามีการร้องเรียนและพบพฤติการณ์ทุจริตรับเงินเช่นกัน จึงได้มีการตั้งกรรมการสอบสวน ซึ่งจริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่คนนี้ถูกไล่ออกไปก่อนแล้วในคดีเคสแรก แต่ขั้นตอนทางวินัยยังคงดำเนินการค้างอยู่ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยมีความเห็นเบื้องต้นว่าควรให้ไล่ออก และปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาขั้นสุดท้ายของคณะอนุกรรมการฯเพื่อลงมติว่าจะเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลมติในเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ ในส่วนของ สส. ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง สส.สํานวนนั้น  ก็เป็นอีกสํานวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเข้าไปทำ แต่ปรากฏในภายหลังว่ามีเส้นทางการเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่ โดยผู้โอนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่ตัว สส.

เมื่อถามย้ำว่าจากกรณีที่มีการระบุชื่อบุคคล เช่น น.ส.ญาณี สีฟ้า ซึ่งเป็น สจ. ที่สนิทสนมกับ น.ส.นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย จะมีการตรวจสอบความเชื่อมโยงเพิ่มเติมหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งสํานวนใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยหากจะตั้งเป็นความปรากฏ ได้นั้น จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงเพียงพอ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีพยานหลักฐานในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือพยานบุคคลที่ยืนยันไปถึงขนาดนั้น จึงยังไม่มีการตั้งสํานวนไปยังตัว สส.ที่เกี่ยวข้อง เรื่องจึงจบลงแค่นั้นก่อน ส่วนสํานวนการเลือกตั้ง สส.ที่เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเคยลงไปทำนั้น ได้มีการวินิจฉัยไปแล้วว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตอาจทำให้ข้อมูลที่ กกต. ได้รับไม่ตรงกับความเป็นจริง ดังนั้น จำเป็นต้องนำสํานวนทุจริต สส. ดังกล่าวกลับมาทบทวนใหม่หรือไม่  นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการทบทวนสํานวนใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากยังไม่มีเหตุปัจจัยหรือหลักฐานที่ถึงขนาดที่จะตั้งสํานวนใหม่ได้ โดยเรื่องร้องเรียนของตัวสส.ในการเลือกตั้งจบไปแล้ว แต่ส่วนใหม่ของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่ปรากฏเส้นเงินในภายหลังยังไม่ไปถึงเหตุที่จะต้องตั้งสำนวนเพิ่มเติมกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้

เมื่อถามถึงประเด็นคดีฮั้ว สว.ที่ฝ่ายค้านเตรียมจะเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ทางกกต. มีความกังวลหรือมองเรื่องนี้อย่างไร นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่กังวลหรอก  เราพิจารณาเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวน โดยสํานวนของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ถือเป็นสํานวนหลัก ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียงผู้มาให้ความเห็นว่าจะเห็นด้วยกับคณะที่ 26 หรือไม่ สํานวนคดีมีเพียงสํานวนเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลหากพยานหลักฐานในสํานวนหลักของคณะฯ ที่ 26 รวบรวมไว้ว่าอย่างไร กกต.ก็ต้องพิจารณาตามสํานวนนั้นเป็นหลัก แล้วนำความเห็นของคณะฯที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการโหวตลงมติคดีฮั้ว สว.ที่มีข่าวลือว่า สว.อาจจะรอด เพราะ กกต.ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งมาโดย สว.ชุดนี้ และจะตอบสังคมอย่างไรหากมีมติยกคำร้องหรือลงโทษบางคน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ว่า กกต.ท่านใดจะมีมติให้ส่งศาลฎีกาหรือให้ยกคำร้อง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งจะมีช่องคำวินิจฉัยระบุว่าตัดสินด้วยเหตุผลตามคณะที่ 26 ตามคณะที่ 36 หรือเหตุผลอื่นที่ กกต.เห็นเพิ่มเติม ซึ่งเปรียบเหมือนคำพิพากษาของศาล ที่แม้อาจมีคนไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้ว่ามีน้ำหนักมีเหตุผลหรือไม่ จึงขออย่าเพิ่งกังวล เพราะการลงมติต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต.แต่ละท่าน และทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนวินิจฉัยไป

เมื่อถูกถามย้ำถึงกรอบเวลาเนื่องจากฝ่ายค้านกังวลว่าการพิจารณาอาจยืดเยื้อจากเดือนส.ค.ไปถึงเดือนก.ย.นั้น นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ไม่มีการหลุดกรอบเวลาอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงตามแผนงาน ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนคดีในทุกข้อหาได้จนจบกระบวนการ จากนั้นจะเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติวินิจฉัย

นายสิทธิโชติ อธิบายอีกว่า สำหรับขั้นตอนการพิจารณานั้น กกต.ได้ดำเนินการประชุมพิจารณาไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกได้ใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งถือเป็นข้อหาชุดสุดท้าย ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือบางคนอาจมีเพียงข้อหาเดียว ดังนั้น กกต.แต่ละท่านจำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนจะนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายแล้วเสร็จ ก็จะมีการเว้นช่วงระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการ กกต. แต่ละท่านได้นำข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลข้อโต้แย้งทั้งหมดไปพินิจวิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิด และสรุปภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหาเรียงเป็นรายบุคคลต่อไป

โดยการพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ คือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงโทษอาญา แต่ควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเพียงแค่อย่างหลังก็สามารถส่งศาลฎีกาได้แล้ว โดยหลังจากพิจารณาครบทุกข้อหาแล้ว จะเว้นระยะเวลาไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ กกต. แต่ละท่านได้ไปตกผลึกและพิจารณาภาพรวมทั้งหมดก่อนลงมติ

“ในส่วนของกระบวนการลงมติ กกต. ยอมรับว่าในการประชุมพิจารณาแต่ละข้อหา กรรมการแต่ละท่านย่อมมีการพูดคุย ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และอาจมีคำตอบเบื้องต้นอยู่ในใจแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมจากข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติม ความคิดเห็นนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเสมือนการมองภาพช้างทั้งตัว หากเห็นเพียงแค่หู ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อพิจารณาไล่เรียงจนเห็นขา เห็นงวง และเห็นหลัง จึงจะสรุปภาพรวมที่แท้จริงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาลงมติ กรรมการกกต.ทุกท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจนว่าเห็นชอบตามสำนวนหลักของคณะที่ 26 ตามความเห็นของคณะที่ 36 หรือมีเหตุผลอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายต่อสังคมได้อย่างสมเหตุสมผล”นายสิทธิโชติ กล่าว

เมื่อถามว่าเรื่องนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ว่ามีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล แต่จะต้องหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง หากเราส่งเรื่องไปศาลถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมดโดยที่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ก็อาจจะทำให้ศาลรับฟังไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

กกต.ยกระดับงานข่าว ขึ้นบัญชีหัวคะแนน-ผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

กกต.ประกาศยกระดับงานข่าวเชิงรุกทั่วประเทศ ตั้งทีมข่าวทุกจังหวัด ขึ้นบัญชีหัวคะแนนและผู้มีอิทธิพล จัดชั้นพื้นที่เสี่ยงทุจริต ลุยป้องกันก่อนเลือกตั้ง

14 สิงหาคม 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ กรุงเทพฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างแหล่งข่าวให้มีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง การสืบสวน การไต่สวนและการดำเนินคดีในศาลได้มีการกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าวันนี้คณะสืบสวนไต่สวนทุกสำนักได้เชิญหน่วยข่าวต่างๆของประเทศ อาทิ กอ.รมน. , ตำรวจ , ทหารเรือ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทุกหน่วยถือเป็นหน่วยข่าวของประเทศที่มีเครือข่ายอยู่ในทุกจังหวัด โดยทางสำนักงาน กกต.เห็นว่าการเลือกตั้งทุกระดับมีปัญหาเรื่องการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียง รวมถึงมีกรรมวิธีทุจริตการเลือกตั้งอื่นๆ แต่ กกต.เองไม่มีมือทำงานในเชิงการข่าว จึงได้ขอความร่วมมือจากทุกสำนักข่าวที่เป็นแกนหลักในการรู้ข้อมูลและความเคลื่อนไหวต่างๆ โดยประสานกับ กกต.ในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ กกต.ได้รู้ข้อมูลล่วงหน้าและดำเนินการป้องกันได้ตั้งแต่ต้น เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเบื้องต้น เนื่องจากปัจจุบัน กกต.ยังไม่มีเครือข่ายของตนเองจึงต้องอาศัยหน่วยงานเหล่านี้ ซึ่งกฎหมายก็ให้อำนาจไว้

นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า เมื่อได้มีการพูดคุยจนเข้าใจตรงกันทั่วประเทศแล้ว กกต.จะทำการสร้างระบบงานข่าวของตนเอง โดยจัดตั้งทีมงานด้านการข่าวในทุกจังหวัด ซึ่งกฎหมายให้อำนาจไว้ทั้งการขอความร่วมมือจากข่าวกรองและการสร้างระบบการทำงานด้านข่าว ส่วนเรื่องงบประมาณ กฎหมายก็เปิดช่องให้ กกต.สามารถตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ได้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น วันนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในเชิงรุกของ กกต.เกี่ยวกับงานข่าว โดยคาดหวังว่าในอนาคตจะทำให้การเลือกตั้งดีขึ้นและการซื้อเสียงลดน้อยลง ซึ่งเราจะทำจริง

เมื่อถามว่า จะสามารถนำร่องระบบนี้ใช้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.อุดรธานี ได้เลยหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก และนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ฝ่ายสืบสวน แล้วว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้จะมีการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.อุดรธานี การเลือกตั้งนายก อบจ.กาฬสินธุ์ , นนทบุรี และขอนแก่น ซึ่งจะต้องมีสิ่งใหม่ๆโดยจะไม่ทำงานในรูปแบบเดิมอีกต่อไป สิ่งใดที่สามารถป้องกันได้ก่อนการเลือกตั้งก็จะดำเนินการทันที โดยได้สั่งการให้หามาตรการอย่างเร่งด่วน ส่วนในระยะยาวจะจัดทำเป็นระบบอย่างเป็นทางการต่อไป

เมื่อถามว่า จะมีการจัดลำดับพื้นที่เสี่ยงหรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า จะต้องมีการจัดระบบการทำงานในลักษณะนั้นเช่นกัน โดยส่วนหนึ่งที่คิดไว้คือต้องมีข้อมูลในแต่ละจังหวัดว่าใครเป็นหัวคะแนน หรือใครเป็นผู้มีอิทธิพล แล้วทำการขึ้นบัญชีไว้ หากรู้ข้อมูลเหล่านี้ก็จะทำให้บริหารจัดการงานได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ว่าจะสุ่มเสี่ยงมากน้อยเพียงใด เพื่อจะได้ทุ่มเทกำลังคนเข้าไปทำงานได้อย่างตรงจุด

เมื่อถามถึงการกอบกู้ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต.ที่มักถูกกล่าวหาเรื่องการล้มสํานวนหรือการทุจริต นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กกต.อยู่ได้เพราะความศรัทธาของประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นข้อข้อหาเราก็ต้องขจัด เราต้องมีเกียรติและศักดิ์ศรี จิตใจที่ดีและกล้าหาญ ในเรื่องที่ถูกต้องและมีคุณธรรมของความเป็นข้าราชการซึ่งจะต้องดูแลบ้านเมืองให้ได้ โดยขณะนี้กำลังขันน็อตและปรับปรุงกระบวนการสืบสวนไต่สวนทั่วประเทศให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น