‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

'ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา  ตบบ้องหูตร.

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร.

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชัยชนะ’โร่รับทราบข้อหา ตบบ้องหูตร. อ้างกอดคอมือโดนหน้า ปชป.ขอเวลาเช็ค2วัน

อดีตรมช. “ชัยชนะ” สส.คนดังเมืองคอนโร่เข้ารับทราบข้อหาคดีตบบ้องหูรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่กลางงานศพ หลังโดนคู่กรณีแจ้งความดำเนินคดี ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อ้างแค่กอดคอแต่มือโดนใบหน้า พร้อมท้าให้เปิดคลิป โวยลั่นเป็นเกมการเมืองสกปรก ด้าน‘รรท.ผบช.8’ส่งฝ่ายสืบสวนภาคลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน ลั่นไม่มีละเว้น ขณะที่‘อภิสิทธิ์’ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง คาด 1-2 วันรู้เรื่อง หากพบมีมูลผิดมีมาตรการจัดการแน่นอน

จากกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเหตุการณ์นักการเมืองระดับอดีตรัฐมนตรีรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุ “บ้องหู”นายตำรวจระดับรองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ภายในงานศพมารดาของนักการเมืองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมานั้นต่อมาพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.สั่งการให้ พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 และรรท.ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำชับให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมานั้น

‘ชัยชนะ’เข้ารับทราบข้อหาสภ.ทุ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 มีรายงานว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรัฐมนตรีซึ่งตกเป็นข่าวในคดีดังกล่าวได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีการ รับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน ตามขั้นตอน

การเข้าพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้ ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของคดี หลังจากก่อนหน้านี้มีการสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องแล้ว ขณะเดียวกันตำรวจยังต้องรวบรวมพยานหลักฐาน
จากสถานที่เกิดเหตุ รวมถึงสอบปากคำบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เพิ่มเติม ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นสอบสวน ข้อเท็จจริงและความรับผิดทางกฎหมายจะต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม โดยยังไม่มีข้อยุติว่าฝ่ายใดมีความผิดจนกว่าคดีจะผ่านกระบวนการตามกฎหมายต่อไป

ยันไม่ได้ตบแค่กอดคอมือพลาดโดนหน้า

นายชัยชนะให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งใหญ่เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาโดยได้ชี้แจงถึงประเด็นร้อนดังกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การทำร้ายร่างกายตามที่สื่อนำเสนอคำว่า “ตบบ้องหู”แต่เป็นเพียงการกอดคอหยอกล้อกันและมือพลาดไปโดนใบหน้า ซึ่งในทางกฎหมายเข้าข่าย (มาตรา 391) เท่านั้น

“แต่มือไปโดนที่แก้มที่ใบหน้า ผมก็บอกครับผมแค่กอดคอ แกกอดคอผมผมกอดคอแกถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นผู้กำกับก็บอกแล้วว่าก็มัน มันแค่ไปเข้ากฎหมายว่าที่มือไปโดนใบหน้า แค่นั้น 391 ครับ”

ยืนยันความสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น

นายชัยชนะระบุว่าตนและพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ (พี่ตุ้ม) มีความสัมพันธ์อันดี เคารพรักกันเหมือนญาติ และมักจะหยอกล้อกันเป็นประจำ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงระยะเวลาการแจ้งความที่ดูผิดปกติ

“เมื่อกี้ยังเจอรักกันอยู่เลยครับ ผมเรียนสื่อมวลชนว่า เรื่องนี้เนี่ย เมื่อวันที่ 8 สิงหาใช่มั้ย ถ้าพี่ตุ้มเนี่ยมีเหตุกับผมจริงเนี่ย ถ้ามีเหตุโกรธเคืองต้องแจ้งความผมวันอาทิตย์ถูกมั้ยครับ นี่เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร เจอผมในงานพิธีฌาปนกิจศพเนี่ยก็ยังถ่ายรูปคู่กันเดินคุยกับผมไปสูบบุหรี่ด้วยกัน แล้วมันมีเหตุอะไรครับ… แล้วทำไมถึงเดินมาแจ้งความเมื่อวาน ก็ไม่ทราบ”

“ผมบอกว่าผมเจอพี่ตุ้มทุกครั้งพี่ตุ้มก็หยิกหูผม พี่ตุ้มเรียกผมเนี่ยมึงสบายดีมั้ยน้องแทนมึงเป็นไงบ้าง นี่คือความรักใคร่ที่มีกันมายาวนาน เพราะฉะนั้น อย่าทำให้คนสองคนที่เขามีความสัมพันธ์ และมีความสัมพันธ์ทางญาติมายาวนานเนี่ยอย่าทำให้เขาแตกกันครับ”

ท้าเปิดคลิป-ซัดเกมการเมืองสกปรก

รองหัวหน้าพรรคปชป.เชื่อว่ากระแสข่าวนี้เป็นการกุเรื่องและปะติดปะต่อข้อมูลเพื่อมุ่งหวังทำลายภาพลักษณ์ทางการเมืองและได้ฝากข้อคิดถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างกระแสข่าวนี้

“วันนี้คุณอาจจะนั่งหัวเราะเพราะข่าวที่คุณปลุกขึ้นมาได้เป็นกระแสสังคม ผมโดนโจมตี ภาพลักษณ์ทางการเมืองเสียองค์กรตำรวจเสีย พี่ตุ้มได้รับความเสียหาย คุณสบายใจแต่ผมถามว่าวันนึงถ้าเกิดขึ้นกับคุณล่ะคุณคิดอย่างไร..ตัวผมก็สงสารพี่ตุ้ม เจ้าภาพที่จัดงานมาอยู่ในความโศกเศร้าอะไร แต่กลับมีข่าวที่ไม่ดีเพื่อประสงค์ร้ายทางการเมือง ผมเรียนนะครับ สุภาพบุรุษทางการเมืองเค้าไม่ทำวิธีการแบบนี้ครับ”

“และวันนี้ผมยืนยันอย่างนี้นะครับ ถ้ามีคลิปวิดีโออันไหนที่จับภาพว่าผมทำร้ายท่านธนดล เอามาส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเถอะครับ แต่ถ้าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่กุข่าวขึ้นมา ที่ปะติดปะต่อข่าว เชื่อผมนะครับ คำสอนขององค์พระพุทธทาส ฮะ คนดีสำคัญกว่าทุกอย่าง กฎแห่งกรรมมี ท่านศรีปราชญ์บอกว่า การกระทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ระวังดาบนั้นคืนสนอง ผมยืนยันวันนี้ผมมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา”นายชัยชนะ กล่าวย้ำทิ้งท้าย

รรท.ผบช.8สั่งสืบสวนลงเก็บหลักฐาน

พล.ต.ท.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (รรท.ผบช.ภาค 8) กล่าวว่าหลังเกิดเรื่องดังกล่าวเบื้องต้นพ.ต.ท.ทนงศักดิ์ สวัสดิโกมล รอง ผกก.สส.สภ.ทุ่งใหญ่ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ไปก่อนหน้านี้ ในฐานความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่น ขณะนี้ ได้มอบหมายให้พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมด้วยฝ่ายสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ลงพื้นที่ไปรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของนักการเมืองท้องถิ่นในตำบลปริก หลังจากนี้จะเชิญพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำเพิ่มเติมรวมทั้งจะต้องเชิญนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าให้ปากคำด้วยเช่นกัน

ลั่นไม่มีละเว้นทุกคนต้องอยู่ภายใต้ก.ม.

พล.ต.ท.สุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกจากจะมีการทำร้ายร่างกายด้วยการตบเข้าที่บ้องหู ตนยังไม่ทราบว่ามีการหิ้วตัวนายตำรวจที่ถูกทำร้ายร่างกายออกจากพื้นที่งานด้วยหรือไม่แต่ตนได้สั่งให้พนักงานสอบสวนชุดทำคดีสอบในทุกประเด็นโดยเฉพาะการสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนโดยไม่ละเว้นและไม่สนใจว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจหรือไม่นั้น พล.ต.ท.สุรพงษ์ กล่าวว่าตนมองว่าเป็นคนละเรื่องกันขอให้แยกแยะ เพราะแม้ว่าบุคคลใดจะกระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษ เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีตนายชัยชนะก็เคยถูกดำเนินคดีและมีคำพิพากษาของศาลแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีบุคคลใดใหญ่กว่ากฎหมาย เพราะตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

‘อภิสิทธิ์’ยอมรับได้คุย‘ชัยชนะ’แล้ว

ในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย (ตบบ้องหู) รองผู้กำกับการสภ.ทุ่งใหญ่ กลางงานศพ ว่า เรื่องนี้ทางพรรคกำลังตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดซึ่งเบื้องต้นได้พูดคุยกับนายชัยชนะแล้ว แต่ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน เมื่อมีรายละเอียดแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ปชป.ยันไม่แทรกแซงคดีปล่อยตามก.ม.

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าขณะนี้ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่ได้พูดคุยกับนายชัยชนะ ส่วนที่ปรากฏข่าวว่าถูกแจ้งความดำเนินคดีแล้วต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งพรรคไม่ยุ่งหรือก้าวก่ายแทรกแซงใดๆ ส่วนในทางปฏิบัติของพรรคมีหลักปฏิบัติหากเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อพรรคจะต้องฟังความทุกฝ่าย พร้อมกับรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นขณะนี้ในกรณีของนายชัยชนะพรรคยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พรรคไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของพรรค เช่น การตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายแล้ว ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

‘สกลธี’คาด1-2วันรู้เรื่องสอบปม‘ชัยชนะ’

ขณะที่นายสกล ธีภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับฯสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชกลางงานศพว่า ขณะนี้กระบวนการของพรรคกำลังตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงควบคู่กันไป เมื่อช่วงเช้ทราบว่านายชัยชนะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว จากนั้นทางพรรคฯจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและจะมีมาตรการที่เหมาะสมตามมา ขอให้รอทางนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯที่จะมีการแถลงเรื่องนี้อีกครั้ง ขณะนี้นายอภิสิทธิ์อยู่ระหว่างการหารือกับคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)เท่าที่คุยกับนายอภิสิทธิ์ก็คงภายใน 1-2วัน คงจะรู้เรื่อง

ยันหากมีมูลผิด มีมาตรการจัดการ

เมื่อถามว่ามองว่าประเด็นที่เกิดขึ้นมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังหรือไม่เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายชัยชนะ และรองผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ปฏิเสธว่าไม่มีเหตุรุนแรงแต่ข้ามวันพบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดี นายสกลธี กล่าวว่า อาจจะมีประเด็นการเมืองอยู่เบื้องหลังเพราะนายชัยชนะเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค อยากให้มีข้อเท็จจริงทั้งหมดออกมาก่อน เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะนายอภิสิทธิ์ก็เดินทางไปงานศพแต่ไปคนละวันกับวันที่เกิดเหตุ ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ คงต้องเช็คกับนายชัยชนะและทางอื่นด้วย รวมถึงรอดูว่าทางตำรวจจะว่าอย่างไร หากมีความชัดเจน แล้วพบว่ามีอะไรที่มันไม่ดี เรามีมาตรการของพรรคอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องนี้เป็นจริงจะเสื่อมเสียไปถึงพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายสกลธีตอบว่าก็ทำลายภาพลักษณ์ของพรรคยังไงก็ต้องรอฟังหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างจริงจัง ยังตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้รายละเอียด

‘โรม’หนุน‘ผิดว่าไปตามผิด’

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายโดยการตบบ้องหู รองผู้กำกับสภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กลางงานศพ อาจกระทบภาพลักษณ์ของสภาฯรวมไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านว่านายชัยชนะเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาฯเคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อน เรื่องนี้คงต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ผิดก็ว่าไปตามผิด ตนยังไม่ได้ดูข้อเท็จจริงรายละเอียดแต่สนับสนุนว่าถ้าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ข่าวปรากฏก็ต้องดำเนินการให้เป็นเยี่ยงอย่าง สมมุติว่าถ้าเรื่องนี้เป็นความจริงก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายจะได้ไม่มีใครกล้าทำแบบนั้น แต่ขณะเดียวกันหน่วยงานราชการ ไม่ใช่แค่เฉพาะตำรวจ ก็ต้องไม่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติด้วย

ข้อใจช่วยน้ำเงินผิดวินัย-ก.ม.อื่น?

“สิ่งที่ผมสนใจคือถ้ามันมีความคาดหวังว่าจะต้องมีส่วนราชการไปช่วยในการหาเสียงก็อดคิดไม่ได้ว่าที่ผ่านมาแนวทางปฏิบัติที่เคยทำกันมาเป็นอย่างไรเช่นเคยช่วยกันมาก่อนตอนนี้ไม่ช่วยกันแล้วหรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนี้การวางตัวของข้าราชการที่ต้องวางตัวเป็นกลางมันยังเป็นกลางหรือไม่ มีความผิดทางวินัยหรือไม่ถ้ามีประเภทที่ว่าช่วยน้ำเงินด้วย สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอื่นๆ”นายรังสิมันต์ ย้ำ

บ.คู่สัญญาTH-AIฟ้อง’ธีระชาติ’พรรคส้ม

วันเดียวกัน นายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้ก่อตั้ง Fintech Startup หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลพรรคประชาชน อดีตผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อโพสต์เฟซบุ๊ก“Max ธีระชาติ ก่อตระกูล-Max Kortrakul”แจ้งว่าได้ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ภายหลังจากเดินหน้า ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ล่าสุดเพิ่งทราบว่าทางบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัดได้ดำเนินการฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่อย่างไรก็ดีผมต้องขอยืนยันว่าสำหรับโครงการTH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยจำนวนมากจากสังคมยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะข้อมูลเหล่านี้เป็นสิทธิ์พื้นฐานของทุกคนที่ควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่โครงการนี้ แต่มันกำลังหมายถึง การตั้งคำถามของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สังคมตั้งข้อสงสัย และการจัดการในกรณีนี้ จะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายโครงการที่จะต้องเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านี้

‘ไอซ์’นำกมธ.ลุยสอบTH-AI Passport

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมกมธ.ว่าวันนี้ประเด็นที่กมธ.ให้ความสำคัญมากคือโครงการ TH-AI Passport เนื่องจากตามกระแสข่าว คาดว่าจะมีการเปิดลงทะเบียนในเร็วๆ นี้  ดังนั้นการประชุมวันนี้จะเป็นการสอบถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขสัญญาระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)กับคู่สัญญาก่อนหน้านี้กมธ.ได้ทำหนังสือขอเอกสารและข้อเสนอโครงการเพื่อตรวจสอบรายละเอียดโดยประเด็นที่ต้องการติดตามเป็นพิเศษ คือการประชาสัมพันธ์ซึ่งกมธ.ตั้งข้อสังเกตมาโดยตลอดว่าอาจมีลักษณะที่นำไปสู่การล็อกสเปกหรือไม่จึงต้องการทราบว่าบริษัทแต่ละรายที่เข้าร่วมการประมูลโครงการดังกล่าวได้เสนอชื่อบริษัทเจ้าของจอสื่อที่จะนำมาใช้ในโครงการหรือไม่และเป็นจอของบริษัทใด

“จากเอกสารที่ กมธ.ได้รับขณะนี้มีเพียงสัญญาของบริษัท เพียง 2 บริษัทเท่านั้น ขณะที่เอกสารของอีก 2 บริษัทที่กมธ.ได้ขอไป รวมถึงเอกสารข้อเสนอของโครงการ กระทรวงดีอีก็ยังไม่ได้ส่งมาให้ครบถ้วน นอกจากนี้ บันทึกรายงานการประชุมของกองทุนดีอีที่เกี่ยวข้องกับโครงการ TH-AI Passport ก็ยังไม่ได้รับเช่นเดียวกัน จึงคงต้องสอบถามและติดตามเอกสารเพิ่มเติมในการประชุมวันนี้” น.ส.รักชนก กล่าว

‘ไชยชนก’เบี้ยวรอบ4-ขู่ใช้ก.ม.อำนาจเรียกแจง

เมื่อถามถึงกรณีการเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมชี้แจงต่อกมธ.ฯ ประธานกมธ.ฯติดตามงบฯกล่าวว่าช่วงเช้าวันนี้ ได้รับแจ้งว่านายไชยชนกจะไม่เข้าร่วมชี้แจงต่อ กมธ.อีกครั้ง โดยแจ้งว่าติดภารกิจแต่ไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นภารกิจใดและได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้าร่วมประชุมแทน ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ตนได้หารือกับ กมธ.แล้วและได้เสนอความเห็นไปว่า เข้าใจดีว่าสมาชิกจากพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สบายใจกับการเชิญรัฐมนตรีมาชี้แจง แต่ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมาธิการได้เชิญนายไชยชนกมาชี้แจงแล้วถึง 4 ครั้งและจนถึงขณะนี้รัฐมนตรียังไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเองแม้แต่ครั้งเดียวหากครั้งต่อไปนายไชยชนกยังไม่มาชี้แจงอีกและยังมีประเด็นที่ค้างคาอยู่โดยเฉพาะกรณีที่กระทรวงยังส่งเอกสารให้ กมธ.ไม่ครบถ้วน ตนเองจะหารือกับกมธ.ว่าจำเป็นต้องใช้กลไกตามพระราชบัญญัติอำนาจเรียกฯเพื่อใช้อำนาจในการเรียกรัฐมนตรีมาชี้แจงต่อ กมธ.

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเชิญรัฐมนตรีมาเพื่อสร้างความขัดแย้งทางการเมือง แต่ กมธ.มีหน้าที่ตรวจสอบการจัดทำและการบริหารงบประมาณ รวมถึงโครงการที่ใช้งบประมาณของรัฐ จึงจำเป็นต้องได้รับข้อมูลและเอกสารที่ครบถ้วน เพื่อให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดของโครงการได้อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็น TOR หลักเกณฑ์การให้คะแนน การจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดของสัญญาที่เกี่ยวข้อง” น.ส.รักชนก กล่าว

หวังลบครหาเป็น‘ลูกแหง่-ไข่ในหิน’

เมื่อถามว่า อยากสื่อสารอะไรไปถึงนายไชยชนกหรือไม่ นางสาวรักชนก กล่าวว่า การเป็นรัฐมนตรีหน้าที่อย่างหนึ่งคือ มาสภาฯ ทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการตอบกระทู้หรือชี้แจงต่อ กมธ.ไม่ได้ทำอะไรที่เกินเลยไป เพราะเรามีการออกหนังสือและนัดล่วงหน้า ก่อนหน้านี้ตนเองมีโอกาสคุยกับนายไชยชนกนอกรอบ ซึ่งท่านยืนยันว่าจะไม่มาชี้แจงต่อ กมธ.นี้ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่างก็ตาม ถือเป็นปัญหาแม้ไม่อยากจะมาชี้แจง แต่ต้องให้ให้เกียรติตัวแทนใน กมธ.ที่ประชาชนเลือกมาทั้งจากฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เรามีประชาชนสนับสนุนถึงมายืนตรงนี้ได้ และต้องใช้อำนาจแทนประชาชนอยู่

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายไชยชนกถูกข้อครหาเสมอมาว่าจะต้องมีคนคอยห้อมล้อมเป็นลูกนาย ต้องมีคนออกมาปกป้องอยู่เสมอ ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตนเอง แม้กระทรวงดีอีจะเป็นกระทรวงเล็กๆ ก็จะต้องมีรัฐมนตรีช่วยมาคอยอนุบาลการมาตอบกมธ.และการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ อาจทำให้นายไชยชนกออกจากภาพที่ต้องเป็นไข่ในหิน เป็นลูกแหง่ หรือเป็นคนที่คอยมีผู้พิทักษ์ปกป้องตลอดเวลาได้ โตเป็นผู้ใหญ่ได้แล้วทำได้อะไรได้ด้วยตนเองขอให้มาชี้แจงต่อกมธ.ด้วยตนเอง”น.ส.รักชนกย้ำ

จองกฐินซักฟอกสมัยหน้าแน่นอน

น.ส.รักชนกกล่าวอีกว่าสำหรับการประชุมสภาฯ สมัยหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ โครงการ TH-AI passport เป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย เพราะเรื่องนี้ทุกอย่างชัดเจน เหลือแค่กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเมื่อไร เท่านั้นเอง

ขอให้กำลังใจ‘ธีระชาติ’ที่ถูกฟ้อง

เมื่อถามถึงความพยายามที่บริษัทคู่สัญญาฟ้องร้อง นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน และทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน คดีลักษณะนี้เป็นคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) น.ส.รักชนก กล่าวว่า จากเนื้อหาที่ทราบ นายธีระชาติ ได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการ TH-AI passport ร่วมกับ กมธ.มาโดยตลอด ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างรุนแรง และชี้ประเด็นอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม แต่การถูกฟ้องมาจากการแชร์โพสต์หนึ่งซึ่งโพสต์ดังกล่าวเป็นผู้มีความรู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ มีคนแชร์โพสต์นี้เกือบ 400 คน แต่มีนายธีระชาติคนเดียวที่ถูกฟ้องเหมือนเป็นการพุ่งเป้า จึงขอให้กำลังใจนายธีระชาติ

‘แสวง’ผ่านประเมินนั่งเลขาถึงมี.ค.70

มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีการประชุมลับพิจารณาการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2568 ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.และมีมติ 5 ต่อ 2 ให้นายแสวง
ผ่านการประเมินซึ่งจะมีผลให้นายแสวง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต.ต่อไปจนครบสัญญาจ้างในวันที่ 31 มีนาคม 2570

ทั้งนี้ การประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ที่ประชุมกกต.ชุดปัจจุบันได้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกเลิกมติการประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงประจำปีงบประมาณ 2568 ที่กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธานได้ประเมินไว้และให้คะแนนผลการปฏิบัติงานของนายแสวงต่ำกว่าเกณฑ์ประเมินร้อยละ 60 ซึ่งถ้ากกต.ชุดปัจจุบันมีมติยืนตามกกต.ชุดที่นายอิทธิพรมีมติไว้จะทำให้นายแสวงต้องพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขสัญญาจ้างแต่เนื่องจากกกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าตามสัญญาจ้างกำหนดให้กกต.ที่มีอยู่เป็นผู้ประเมินอีกทั้งในอดีตไม่เคยให้กกต.ชุดที่พ้นตำแหน่งไปแล้วทำการประเมิน กกต.ชุดปัจจุบันจึงมีมติเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ให้ยกเลิกผลการประเมินของกกต.ชุดที่นายอิทธิพร เป็นประธานและ กกต.ชุดปัจจุบันจะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของนายแสวงเอง ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการประชุมและลงมติให้ผ่านการประเมิน

ศาลฯนัด26สค.ไต่สวน5พยานคดีบาร์โค้ด

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่อ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่องขอให้พิจารณาวินิจฉัยพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัส QRcode ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7)มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

โดยศาลฯเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา กำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลตามกำหนดเดิมคือในวันพุธที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. จำนวน 5 ปาก ได้แก่1.นางนิตรีญารัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงานกกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. 3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัทที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4.นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.

ส่วนพยานบุคคลอีกจำนวน 2 ปาก ที่ศาลกำหนดไว้เดิมได้แก่ นายเรืองลักษณ์ เรืองยังมี ผู้อำนวยการโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยและจ่าสิบตรีสมพงษ์
ตันดี ผู้อำนวยการฝ่ายสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานกกต.ศาลฯพิจารณาแล้วเห็นว่าบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นที่พยานบุคคลดังกล่าวได้ยื่นต่อศาล เป็นไปตามประเด็นที่ศาลกำหนดแล้วจึงมีคำสั่งให้ไม่ต้องมาศาลเพื่อทำการไต่สวน ตามวันและเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 65

ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้คู่กรณีตรวจดูและสำเนาพยานหลักฐานทุกรายการในรูปของข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่พยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารที่มีการกำหนดชั้นความลับ และไม่อนุญาตให้คัด สำเนาพยานเอกสาร แต่อนุญาตให้ตรวจพยานหลักฐานดังกล่าวเท่านั้น ตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 ข้อ 30 และข้อ 36อย่างไรก็ตาม การไต่สวนในวันและเวลาดังกล่าว ศาลฯให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน พยานของศาล อนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นสมควรเข้าร่วมรับฟังการไต่สวน วรรคหนึ่ง ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 59

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

'กรมการข้าว'เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ'ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ'

‘กรมการข้าว’เปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ’ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.13 น.

กรมการข้าวเปิดตัวโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ปักหมุดหมายแรก จ.สุพรรณบุรี นำร่องโครงการนาข้าวคาร์บอนต่ำ “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี จับมือเอกชนขับเคลื่อนครบวงจรเปิดจุดรับซื้อผลผลิต ยันเกษตรกรขายได้ราคาดีและเป็นธรรม

13 สิงหาคม 2569 ณ แปลงนาสาธิต หมู่ที่ 8 ต.ย่านยาว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ได้มีพิธีเปิดโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ได้แก่ กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคีเครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท วรรณภพ จำกัด บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด และภาคเกษตรกร ได้แก่ เกษตรกรในพื้นที่อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี จำนวน 400 ราย โดยมีนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดงาน ผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ประมาณ 500 คน การจัดงานในวันนี้ถือฤกษ์ดี “ปลูกวันแม่ เกี่ยววันพ่อ” โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกในวันนี้ได้แก่พันธุ์ปทุมธานี 1 โครงการนี้มีพื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว และมีภาคเอกชนเปิดจุดรับซื้อผลผลิตในพื้นที่

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำนี้ เป็นไปตามนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้มอบนโยบาย “ข้าวไทย 5 ทัน” ภายใต้วิสัยทัศน์ “ข้าวไทย 5 ทัน สู่ข้าวคาร์บอนต่ำ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ เชื่อมตลาดโลก” และให้กรมการข้าวเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อยกระดับการผลิตข้าวไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ดังนั้นโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ ต.บ้านสระ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี พื้นที่เป้าหมาย 2,000 ไร่ จึงเกิดขึ้นและจะเป็นต้นแบบขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศให้ได้ตามเป้าหมายต่อไป

สำหรับโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำจ.สุพรรณบุรีนี้ เป็นความก้าวหน้าของความร่วมมือกันระหว่างกรมการข้าว และบริษัทวรรณภพ จำกัด ที่ได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการดำเนินโครงการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำนำร่องในจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ 2,000 ไร่ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดสากล และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยกรมการข้าวมอบหมายให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรีเป็นหน่วยงานดูแลแปลงต้นแบบ ขณะที่บริษัทวรรณภพ จำกัด จะเป็นหน่วยรับซื้อผลผลิต บริษัท กรีนแคล (ประเทศไทย) จำกัด จะทำหน้าที่เชื่อมโยงตลาดและรับซื้อผลผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ บริษัท เวฟ บีซีจี จำกัด รับผิดชอบการจัดเก็บข้อมูลและพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อรองรับการขอรับรองคาร์บอนเครดิตในอนาคต นับได้ว่าเป็นบทพิสูจน์ถึงการดำเนินงานที่ครบวงจรอย่างแท้จริง

ด้าน นางสาวธัญวรรณ พัฒผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วรรณภพ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนำร่องนาข้าวคาร์บอนต่ำ ในพื้นที่จ.สุพรรณบุรี รู้สึกดีใจที่กรมการข้าวดำเนินโครงการนำร่องข้าวคาร์บอนต่ำ เพราะไม่ใช่เพียงแค่วันนี้ได้หว่านข้าวคาร์บอนต่ำเท่านั้นแต่เป็นเสมือนการหว่านความหวังของเกษตรกร ที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำที่เชื่อว่าการปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นอนาคต ในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มีความมั่นคง ชัดเจนและแน่นอน ซึ่งเกษตรกรไทยที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำจะเป็นคำตอบที่ดีให้กับเกษตรกรในเรื่องการทำนาลดโลกร้อน และเป็นการผลิตข้าวที่มีคุณภาพ มีต้นทุนที่เหมาะสมและมีตลาดรองรับที่ดี

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า  GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ขอ ขวด ของเรา” เปลี่ยนขวด PET ใช้แล้วเป็นผลิตภัณฑ์มีคุณค่า GULF ส่งต่อ “วัฒนธรรมองค์กรสีเขียว” ร่วมคัดแยกขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

“พลาสติก” เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ แต่ขณะเดียวกัน การบริโภคและใช้พลาสติกปริมาณมหาศาล โดยขาดการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมได้สร้าง “ขยะ” ที่เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อม จากรายงานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า การใช้พลาสติกต่อหัวในคนไทย (Plastic per capita) อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ แต่ในปี 2565 ขยะพลาสติกของไทยมีอัตราการรีไซเคิลเพียง 12% และยังคาดว่าจะมีการใช้พลาสติกเพิ่มขึ้นราว 50% ระหว่างปี 2565 – 2593 อีกด้วย

เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน โดยเริ่มตั้งแต่ “ต้นทาง” บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จึงเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว ชวนพนักงานร่วมคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET เพื่อนำไปเพิ่มมูลค่าและสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ (Upcycling) ในโครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 หลังประสบความสำเร็จจากการคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดในพื้นที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ ซึ่งนำไป Upcycling ผลิตเป็นสื่อการเรียนรู้รักษ์โลกสำหรับเด็ก มอบให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั่วประเทศ กว่า 300 ชุด


GULF ได้ขยายผลโครงการฯ “ขอ ขวด ของเรา” ปีที่ 2 ไปยังโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก จำนวน 7 แห่ง โดยตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2569 สามารถคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดได้กว่า 1,183 กิโลกรัม โดยได้นำไปมอบให้  วัดจากแดง เพื่อนำไป Upcycling เป็นผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เสื้อผ้า และของใช้ต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้        2.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF 

สิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF เล่าถึงแนวคิดของโครงการฯ ว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” ส่งเสริมให้พนักงาน GULF เริ่มต้นดูแลสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันและยั่งยืน ด้วยการคัดแยกขยะขวดน้ำ PET เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการนำขยะเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และนำไป Upcycling เป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อมีการคัดแยกของเหลือใช้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดภาระต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า”

“ในปีนี้ GULF ได้ขยายโครงการฯ จากสำนักงานใหญ่ไปยังพื้นที่โรงไฟฟ้าของกลุ่มในภาคตะวันออก สามารถรวบรวมขวด PET ใช้แล้วจำนวน 1,183  กิโลกรัม กลับเข้าสู่กระบวนการ Upcycling ผ่านความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบใหม่ เพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ มีดีไซน์ และมีมูลค่าหรือคุณภาพสูงกว่าเดิม โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการฯ ในปี 2568 สามารถคัดแยกขวด PET ได้รวม 1,637 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม  3.42 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) สะท้อนให้เห็นว่า การปลูกฝังวัฒนธรรมการคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้องภายในองค์กร เมื่อดำเนินการอย่างต่อเนื่องและขยายผลในวงกว้าง สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม”

“ภูมิใจมากที่มีส่วนร่วมกับโครงการฯ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างการคัดแยกขยะในชีวิตประจำวัน เพราะเราได้รู้ว่าปลายทางของขวด PET ที่คัดแยกไปไหนและเกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าเราส่งต่อพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกการดูแลสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง” หนึ่งในพนักงานจากออฟฟิศภาคตะวันออกของกลุ่ม GULF เล่าถึงความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ ปีที่ 2

ขณะที่พนักงาน GULF อีกคนสะท้อนว่า “โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” เป็นกิจกรรมที่ดี เพราะส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการคัดแยกขยะมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่พนักงานก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว การได้มาเห็นกระบวนการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง จนถึงการ Upcycling ทำให้เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่า พนักงานในองค์กรทุกคนสามารถทำประโยชน์ให้สังคม สิ่งแวดล้อม และโลกได้อย่างยั่งยืน”

ด้าน พระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง ในฐานะศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะต้นแบบ กล่าวถึงความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่องว่า “วัดจากแดงและ GULF ร่วมมือนำขวด PET มา Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท โดยนำขวดน้ำมาผลิตเป็นเสื้อผ้า ผ้าห่ม เป็นต้น ส่วนฝาขวดนำมาผลิตเป็นพวงกุญแจที่ระลึกในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ถ้าเรามองของเหลือใช้เป็นขยะ ก็ต้องหาที่ทิ้ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าเรามองเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของ ก็จะเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง ทางโลก และทางธรรม”

“นอกจากการช่วยกันจัดการ “ขยะภายนอก” ด้วยการคัดแยกและนำกลับมาใช้ประโยชน์แล้ว ทุกคนสามารถฝึกจัดการ “ขยะในใจ” ควบคู่กันไป ทั้งความโกรธ ความน้อยใจ หรือความยึดติด ผ่านการฝึกสติ เมตตา การให้ และความเพียร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งต่อตนเองและสังคม” เจ้าอาวาสวัดจากแดง ฝากคติธรรมทิ้งท้าย

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

เจ้าฟ้าสิริวัณวรีฯ ทรงเผยถึงการทรงงานหนัก พร้อมก้าวผ่านเหตุการณ์สะเทือนพระทัย ตลอด 1 ปี ในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนในงานประชุมวิชาการ Symposium ประจำปี 2569 ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น


เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เวลา 15.30 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จทรงเป็นประธานในงานประชุมวิชาการ Symposium การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ 


ในโอกาสนี้ พระราชทานหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027 ให้แก่คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 47 ราย 


จากนั้น ทรงบรรยายในหัวข้อ “การส่งเสริมและพัฒนาภาพลักษณ์ผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569” ร่วมกับ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักสื่อสารมวลชนและผู้ดำเนินรายการ นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการและบรรณาธิการบริหารสำนักข่าวออนไลน์ The Standard พร้อมทอดพระเนตรนิทรรศการการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่สากล ประจำปี 2569 “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027”

ต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่คณะสื่อมวลชนถึง ทรงเผยถึงการทรงงานหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานกีฬา และงานลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ พร้อมทรงก้าวผ่านอุปสรรคและเหตุการณ์สะเทือนพระทัยถึง 2 ครั้งด้วยความมุ่งมั่น

ในช่วงหนึ่งระหว่างการพระราชสัมภาษณ์ ทรงมีรับสั่งถึงชีวิตส่วนพระองค์ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่า “1 ปีที่ผ่านมาก็งานเยอะดี ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง รวมถึงงานกีฬา และงานลงพื้นที่ก็เยอะ ก็มีเหตุการณ์ที่สะเทือนจิตใจสองครั้งอย่างที่ทุกคนทราบในข่าว เผอิญว่าเป็นช่วงที่เหนื่อย ทั้งเรื่องครอบครัว แต่เราก็ต้องเดินไปข้างหน้า”

อีกทั้ง ทรงเผยถึงพระอารมณ์ในขณะนี้ว่า ทรงรู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากทรงผ่านช่วงเวลาที่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะภายหลังเสด็จกลับจากการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หรือ State Visit ทรงหาเวลาเสด็จไปพักผ่อนส่วนพระองค์ และทรงทำกิจกรรมที่โปรด เพื่อฟื้นฟูพระวรกายและพระอารมณ์ ทั้งเสด็จไปดิสนีย์แลนด์ คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ อ่านหนังสือ และทรงงานศิลปะ 

“สิ่งที่ทำอย่างแรก นอกจากนอนนิ่งๆ อาบแอร์แล้ว ก็คือการไปดิสนีย์แลนด์ ไปพักผ่อนในแต่ละเมือง ไปคอนเสิร์ต ซึ่งจิตใจดีขึ้นเยอะมาก…มีความสุขมากขึ้น และกลับมาเป็นท่านหญิงคนเดิม รวมถึงทำให้ตัวเองสวยขึ้นในทุกๆ วัน จากข้างในมาข้างนอก”

นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังทรงรับสั่งถึงหนังสือแนวโน้มและทิศทางแฟชั่นไทย Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027  เล่มที่ 7 ภายใต้แนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถศิลป์สู่เวทีแฟชั่นระดับสากล
 

“ต้องการทำหนังสือที่เข้าได้กับทุกคน นี่คือไอเดียหลัก ไอเดียรองรับทำหนังสือเกี่ยวกับผ้าไทย โดยใช้ทุกภูมิศาสตร์ไทยไล่เรียงจนคนเข้าใจมากขึ้น และทุกคนเห็นคุณค่า ท่านหญิงขอบพระคุณคนทอผ้าทุกคน ศิลปินทอผ้า ที่เข้าอกเข้าใจเราอย่างดี และเปิดใจมาก ถ้าเกิดทุกท่านไม่เปิดใจให้ คนรุ่นหลังจะได้รับข้อมูลที่ไม่ชัดเจน ขอขอบคุณทุกๆ คน


อยากฝากหนังสือที่เหมาะกับช่างทอผ้าคือต้นน้ำ เก็บหม่อน เลี้ยงไหม ทำสี ตามวิถีตามภูมิภาค แต่เราต้องการนักออกแบบ ซึ่งมีนักออกแบบที่เป็นแฟชั่น อินทีเรีย และนักออกแบบมากมาย อยากให้หนังสือเล่มนี้ไปสู่กระบวนการศึกษาของเด็กนักเรียนทุกคน เพราะเพราะเป็นหนังสือที่คนไทยทำ ถ้าอ่านและวิเคราะห์แล้วสามารถไปไกลได้อีกมาก


การทำหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ยาก เพราะท่านหญิงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี เพราะต้องการให้ครูไปสอนนักเรียนแบบทำการบ้านก่อน ไม่ใช่สอนทั้งดุ้น แต่ต้องอ่าน ตีความ พัฒนา ใช้มันสมองในการสอนนักเรียน ย่อยข้อมูล เพื่อให้เด็กนำไปจินตนาการต่อด้วยตนเอง เป็นเทรนด์บุ๊กที่อยากเห็นความท้าทายของช่างทอผ้าทุกคน ซึ่งพูดทุกปี แต่ปีนี้อยากเห็นเป็นพิเศษ”


​ผู้ที่สนใจในเสน่ห์ของผ้าไทยและแฟชั่นที่ยั่งยืน เข้าชมนิทรรศการ “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2027” ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ได้ระหว่างนี้- 14 สิงหาคม 2569

ทั้งนี้ สามารถอ่านและดาวน์โหลด E-book ฟรีได้ที่ https://online.fliphtml5.com/rnqjs/yohh/#p=1

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 14 สิงหาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม มอบรางวัลอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต ดีเด่น ประจำปี 2568  (The Prime Minister’s Industry Award 2025) ให้แก่ บมจ. เรียล สมาร์ท โดยมี ภูกิจ ดิศธรานนท์ ซีอีโอ รับมอบ ในฐานะที่ บมจ. เรียล สมาร์ท เป็นองค์กรที่มีการสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพ และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจบริการแห่งอนาคต..
  • นรินทร์ กัลยาณมิตร เป็นประธานเปิด “ศูนย์การแพทย์แม่นยำ” รพ.น่าน โดยมี นพ.ภุชงค์ ชื่นชม และ นพ.กนก พิพัฒน์เวช ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคที่ซับซ้อน เพิ่มโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่ทันสมัย และมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ ที่ทันสมัยในระดับภูมิภาค..
  • ชื่นชม นักดนตรีของ วงดุริยางค์เยาวชนไทยในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (TYO) ในการแสดงคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ รวมใจภักดิ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 16 จัดโดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และมูลนิธิส่งเสริมดนตรีสากลเยาวชน โดยมีแม่งานคือ ยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา และ ปริศนา พงษ์ทัดศิริกุล..
  • ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรม พร้อมคณะกรรมการ ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมยินดีกับ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร’ รับรางวัล ‘คนดีศรีจังหวัดปราจีนบุรี 2569’ เชิดชูต้นแบบผู้บุกเบิกสมุนไพรไทย อุทิศตนเพื่อสังคมด้วยคุณธรรมและความพอเพียง..
  • ยินดีกับ เมก้า ศรีอรทัยกุล ที่ได้รับพระราชทานรางวัลสตรีไทยดีเด่นประจำปี 2569 ประเภทนักธุรกิจด้านอัญมณีและเครื่องประดับ..
  • ยามว่าง ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ ชวน เสกสรร เสริมพงศ์, ปวิช ใจชื่น, สุนันท์ พูลธนกิจ, พิมพ์ชยา บุรินทร์เจริญ มาสังสรรค์ออกรอบกัน..
  • สุวิทัศท์ สุรสิงห์โตทอง วันเกิดตอนเช้าทำบุญและร่วมบริจาคช่วยเด็กพิการแล้ว ตอนเย็นอยู่บ้านปาร์ตี้กับครอบครัวอย่างอบอุ่น..
  • ภัทรลดา สง่าแสง หลังจบหลักสูตร Digital CEO # 9 ได้ upskill ด้าน digital & AI พร้อมลงสมัครเป็น ประธานกรรมการด้านการทำบัญชีของสภาวิชาชีพบัญชี ในทีม 1 หมายเลข 2 ร่วมชูวิสัยทัศน์ นักบัญชีของไทย ต้องพัฒนาให้ไกลไปด้วยกัน ผ่านหลากหลายนโยบายที่สำคัญของทีม 1 เช่น ศูนย์รวมเทคโนโลยีและAI สำหรับผู้ทำบัญชีผู้สอบบัญชีและผู้สอบบัญชีภาษีอากร นำทีมโดย วินิจ ศิลามงคล พร้อมด้วย ชาญชัย ชัยประสิทธิ์, วารุณี ปรีดานนท์ (สุชิตวาส), นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์, ราชิต ไชรัตน์, สุเทพ พงษ์พิทักษ์, รศ.ดร.เกรียงไกร บุญเลิศอุทัย 15 สค. เชิญชวนสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีออกเสียงเลือกตั้งกาทีม 1 ยกทีม ซึ่งเป็นการเลือกแบบ e-voting ครั้งแรก..
  • สวด ผศ.วิลาศ หันนาคินทร์ มารดา ดร.ปิยพรรณ หันนาคินทร์  ศาลาพีชานนท์ วัดธาตุทอง 13-19 ส.ค.18.30 น. และพระราชทานเพลิงศพ 20 ส.ค.17.00 น. เมรุหน้า..
  • มิตรสหาย ร่วมอาลัยและเสียใจกับ ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ที่สูญเสียมารดา ภญ.จุไรรัตน์ รักวาทิน ในวัย 84 ปี..

น้องใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

AWC สานต่อ AWC Riverside Journey ด้วยจุดหมายปลายทางลักชัวรีแห่งใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.50 น.

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งสร้างจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอจุดหมายปลายทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่ ต่อยอดแนวคิด “AWC Riverside Journey” ที่รวบรวมและเชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและประสบการณ์หลากหลายรูปแบบตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในพื้นที่สำคัญด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯครอบคลุมตั้งแต่ย่านประวัติศาสตร์และแลนด์มาร์กสำคัญ ไปจนถึงประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมร่วมสมัย โดยแต่ละจุดหมายปลายทาง      มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว สะท้อนเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้คนกรุงเทพฯ และผู้มาเยือนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านมุมมองที่หลากหลาย และค้นพบคุณค่าของเมืองในมิติใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ล่าสุดของ “AWC Riverside Journey” คืออสังหาริมทรัพย์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า River Garden ตั้งอยู่ ณ หนึ่งในทำเลที่ดีที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดย AWC มีแผนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งนี้สู่โรงแรมระดับอัลตร้าลักชัวรี และมีแผนให้โรงแรมดำเนินงานภายใต้ Plaza Athénée แบรนด์โรงแรมระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,900 ล้านบาท โรงแรมสูง 18 ชั้น จำนวน 146 ห้อง พื้นที่อาคารรวมกว่า 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2571 พร้อมนำเสนอประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรี สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกัน

มากกว่าการรังสรรค์ประสบการณ์ในหลากหลายจุดหมายปลายทาง “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองแม่น้ำเจ้าพระยาในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของกรุงเทพฯ สายน้ำที่เชื่อมโยงชุมชน การค้า และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน โดยจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ทั้ง 11 แห่งของ AWC ร่วมกันร้อยเรียงเรื่องราวของกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิต เข้ากับประสบการณ์ร่วมสมัย พร้อมแนวคิด “Co-living” lobby ที่จะช่วยเชื่อมโยงแต่ละจุดหมายปลายทางให้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเดียวกัน ผ่านพื้นที่ที่เปิดให้ผู้มาเยือนได้พบปะ พักผ่อน และสัมผัสทัศนียภาพและประสบการณ์อันโดดเด่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเมื่อ “AWC Riverside Journey” เติบโตอย่างต่อเนื่อง AWC จะร่วมสานต่อคุณค่าของแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ที่เฉลิมฉลองเรื่องราวในอดีต พร้อมส่งต่อเสน่ห์และจิตวิญญาณของสายน้ำแห่งนี้สู่คนรุ่นต่อไป

การเดินทางที่ร้อยเรียงเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ

ปัจจุบัน “AWC Riverside Journey” เชื่อมโยงประสบการณ์อันโดดเด่นหลากหลายรูปแบบตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมต่อยอดสู่จุดหมายปลายทางและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในอนาคต โดยแต่ละจุดหมายปลายทางล้วนมีเอกลักษณ์และเติมเต็มเรื่องราวของการเดินทางในมิติที่แตกต่างกัน ตั้งแต่โรงแรมและการบริการ อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ ไปจนถึงชุมชน เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์การค้นพบกรุงเทพฯ ในมิติที่หลากหลายยิ่งขึ้น ผ่านสายน้ำที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวและวิถีชีวิตของเมืองมาอย่างยาวนาน

ตลอดเส้นทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา AWC Riverside Journey เชื่อมโยงจุดหมายปลายทางและโครงการต่างๆ ของ AWC เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรม สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของกรุงเทพฯ เส้นทางนี้ทอดยาวตั้งแต่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น, The Hotel Plaza Athénée Bangkok และ The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside เข้ากับย่านริมแม่น้ำและพื้นที่สำคัญทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ ทรงวาด เยาวราช ไปจนถึงเวิ้งนครเกษม พร้อมเชื่อมโยงแลนด์มาร์กสำคัญที่สะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์ของเมือง อาทิ พระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปากคลองตลาด และไชน่าทาวน์ เปิดมุมมองให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตร่วมสมัย ผ่านการเดินทางที่เชื่อมโยงจากจุดหนึ่งสู่อีกจุดหนึ่งตลอดแม่น้ำเจ้าพระยา

จุดหมายปลายทางเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แต่ละแห่งสำหรับการมาเยือน หากแต่ร่วมกันร้อยเรียงเป็น เส้นทางที่รังสรรค์ประสบการณ์ตลอดเส้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ในหลากหลายมิติ ทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัย ชุมชนดั้งเดิมและย่านสร้างสรรค์แห่งใหม่ ตลอดจนเอกลักษณ์เฉพาะของแม่น้ำเจ้าพระยาที่แตกต่างกันไปในแต่ละย่าน โดยหัวใจสำคัญของ “AWC Riverside Journey” คือการร่วมเฉลิมฉลองเรื่องราวและคุณค่าของเจ้าพระยาในอดีต พร้อมส่งต่อจิตวิญญาณของสายน้ำสู่อนาคตผ่านประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ยังคงเชื่อมโยงกับผู้คน สถานที่ และชุมชนที่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ในอนาคต AWC จะต่อยอดมิติใหม่ให้กับ “AWC Riverside Journey” ผ่าน MONA Bangkok จุดหมายปลายทางแห่งใหม่ด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม ควบคู่กับแผนพัฒนาโครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเปิดมิติใหม่ของการเดินทาง การเชื่อมโยง และการสัมผัสเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยาในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น

จุดหมายปลายทางด้านโรงแรมและการบริการระดับลักชัวรีแห่งใหม่นี้ จะเข้ามาเติมเต็ม “AWC Riverside Journey” ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยทำเลติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมผสานประสบการณ์ด้านโรงแรมและการบริการ สุขภาพ อาหารและเครื่องดื่ม และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เปิดอีกหนึ่งมิติให้ผู้คนได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงชุมชนโดยรอบได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า:

“ตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม่น้ำเจ้าพระยาเปรียบเสมือนหัวใจของเมือง เป็นสายน้ำที่เต็มไปด้วยชีวิต เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน AWC Riverside Journey ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณค่าและเรื่องราวเหล่านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และคุณค่าของกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักและสัมผัสได้ในระดับโลก

AWC Riverside Journey เชื่อมโยง 11 จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ของ AWC ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา ร้อยเรียงประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ชุมชน และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯ เข้ากับประสบการณ์ที่โดดเด่นของแต่ละจุดหมายปลายทาง เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้คนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านเสน่ห์ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมร่วมเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM  ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ ICONSIAM ยกทัพแฟชั่นล้านนาตะวันออกสู่ตลาดสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.28 น.

พิธีเปิด “กิจกรรมแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์พร้อมทดสอบตลาด” ภายใต้ชื่องาน SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้าไอคอนสยาม โดยได้รับเกียรติจาก นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ซึ่งได้รับมอบหมายจาก นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ภายใต้โครงการบูรณาการ การค้า การลงทุน ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน

นายประยูร ใบยา อุตสาหกรรมจังหวัดแพร่ กล่าวรายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการส่งเสริมและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แก่กลุ่มผู้ประกอบการและนักออกแบบในกลุ่มล้านนาตะวันออก และเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มล้านนาตะวันออกสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นสากล

ด้าน นายคุณากร คชหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กล่าวเปิดงานว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเพิ่มมูลค่าให้กับทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดล้านนาตะวันออกที่มีความโดดเด่นด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น งานหัตถกรรม และงานย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้ ทั้งนี้ จังหวัดแพร่รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับมอบหมายให้เป็นจังหวัดหลักในการดำเนินโครงการนี้ โดยมุ่งหวังให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและนักออกแบบแฟชั่น ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการออกแบบ เทคโนโลยีดิจิทัล และการตลาดสมัยใหม่ เพื่อร่วมกันต่อยอดภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นล้านนาตะวันออกให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในพิธีเปิด มีการแสดงต้อนรับชุด “สี่นคราแห่งล้านนาตะวันออก” และไฮไลต์สำคัญคือ Mini Fashion Show ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ต้นแบบจาก 42 คอลเลกชันของผู้ประกอบการล้านนาตะวันออก โดยได้รับเกียรติจาก แพนเค้ก เขมนิจ ร่วมเดินแบบในโชว์ครั้งนี้ด้วย สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานและสื่อมวลชนที่มาร่วมบันทึกภาพเป็นจำนวนมาก

งาน SIRIN LANNA: Modern Heritage Fashion 2026 จัดแสดงผลิตภัณฑ์ต้นแบบเครื่องประดับ ผ้าทอ และผ้าทอพื้นเมืองล้านนาตะวันออก กว่า 84 ผลงาน จากฝีมือผู้ประกอบการและนักออกแบบ 84 ราย พร้อมเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าจริงกว่า 42 แบรนด์ ให้ผู้บริโภคได้เลือกชมและเลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Lanna Exhibition) กิจกรรม Flash Sale ลุ้นนาทีทองราคาพิเศษ รวมถึงการแสดงดนตรีสดและศิลปวัฒนธรรมล้านนาตะวันออกตลอดการจัดงาน

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00-21.00 น. ณ River Park ชั้น G ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานได้ฟรีตลอดการจัดงาน

รอบ Swimsuit ดวลเดือด โซเฟีย MUTเชียงใหม่ โชว์ทักษะจักรวาล ซิวตำแหน่ง Best Performance

รอบ Swimsuit ดวลเดือด โซเฟีย MUTเชียงใหม่ โชว์ทักษะจักรวาล ซิวตำแหน่ง Best Performance

รอบ Swimsuit ดวลเดือด โซเฟีย MUTเชียงใหม่ โชว์ทักษะจักรวาล ซิวตำแหน่ง Best Performance

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

เชียร์กันสนุกจริง สำหรับการประกวด Miss Universe Thailand 2026 รอบ Swimsuit Competition ที่จัดขึ้น ณ Montatip Hall จังหวัดอุดรธานี ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักทั้งภายในฮอลล์ และที่กำลังรับชมทาง Youtube : Grand TV  เมื่อเหล่าสาวงามผู้เข้าประกวด Miss Universe Thailand 2026 ทั้ง 77 จังหวัด  ปรากฏตัวในชุดว่ายน้ำ แสดงศักยภาพทั้งด้านความมั่นใจ บุคลิกภาพ และทักษะการเดิน การโพสต์ ที่ต้องสุดเท่านั้น โดย โซเฟีย ศศิวรารินทร์ อัศวหิรัญกานต์  มิสยูนิเวิร์สเชียงใหม่ ทำได้ดีในทุกรอบการแข่งขัน คว้าตำแหน่ง Best Performance ไปครอง เฉือนชนะ น้ำอิง MUTภูเก็ต และ รถเมล์ MUTอุบลราชธานี ไปแบบไม่ค้านสายตา

การแข่งขัน Best  Performance ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการเป็นนางงามบนเวทีจักรวาล เพราะนอกจากความสวยแล้ว เทคนิคการเดิน การโพสต์ ก็ต้องสะกดตตาคณะกรรมการและแฟนนางงาม เป็นเทคนิคที่ วีนา ปวีนา ซิงห์ รองอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74 และ  Miss Universe Thailand 2025 เน้นย้ำผู้เข้าประกวด มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2026 ทุกคน และคืนนี้ วีนา ยังรับหน้าที่พิธีกร เปิดเวทีให้การแข่งขัน Best Performance ในรอบ Swimsuit Competition ระหว่างการเก็บตัว อุดรธานี

ต้องยอมรับว่าทั้ง 77 คน ทำผลงานได้ดี ไม่มีพร่อง แต่มีเพียง 20 คนที่ได้ผ่านเข้ารอบแรก จากการตัดสินของคณะกรรมการ และ คะแนนโหวตที่ บอสณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานกองประกวด Miss Universe Thailand และ Chief Executive Officer – Miss Universe Eastern เปิดโอกาสให้ทุกคน ย้ำว่าฟาดได้ฟาด สับได้สับ ไม่อ่อม ไม่งอม และต้องโหวตให้หนัก  “ตัวเต็ง” อย่าเผลอ อย่าแผ่ว  ความสวยอาจจะสูสี แต่ Performance คือจุดสำคัญของการก้าวสู่จักรวาลเช่นกัน

สำหรับผลการคัดเลือก Top 20 Finalists – Best Performance คะแนนโหวตสูงสุด ได้แก่  MUT ภูเก็ต อุดรธานี นครราชสีมา ปทุมธานี ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา  สำหรับ 14 คนจากคณะกรรมการได้แก่ MUTอุบลราชธานี สกลนคร กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ สระบุรี  นครปฐม นครพนม มหาสารคาม ยะลา ลพบุรี สิงห์บุรี สงขลา ราชบุรี

เดือดสุด!! เมื่อทั้ง 20 คนเข้าสู่รอบ Knockout Battle เพื่อคัดให้เหลือเพียง 12 คนสุดท้าย ได้แก่  MUTอุดรธานี มหาสารคาม  ยะลา นครพนม อุบลราชธานี  เชียงใหม่  ชลบุรี  ลพบุรี กรุงเทพมหานคร  สกลนคร ส่วนผลโหวตสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต   และ  นครราชสีมา จับคู่ Battle โดยคู่ที่ 1 สกลนคร กับ มหาสารคาม  คู่ที่ 2 นครราชสีมา กับ กรุงเทพมหานคร  คู่ที่ 3 ชลบุรี กับ ภูเก็ต  คู่ที่ 4 เชียงใหม่ กับ นครพนม  คู่ที่ 5 ลพบุรี กับ อุบลราชธานี  และ คู่ที่ 6 อุดรธานี กับ ยะลา  บีบหัวใจสุดๆเมื่อต้องตัดให้เหลือ  6 คนสุดท้าย ได้แก่ MUTสกลนคร กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ อุบลราชธานี อุดรธานี และเซอร์ไพรซ์ อีก 1 ตำแน่ง  Boss Choice  คือ MUT มหาสารคาม   และ 3 คนสุดท้าย ที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด ได้แก่ MUT ภูเก็ต อุบลราชธานี และ เชียงใหม่ ก่อน วีนา ประกาศผลผู้คว้าตำแหน่ง Best Performance  ได้แก่ MUTเชียงใหม่  โซเฟีย ศศิวรารินทร์ อัศวหิรัญกานต์   รองอันดับ 1 ได้แก่ MUT ภูเก็ต น้ำอิง สุทธิดา เอียดปู และ MUTอุบลราชธานี รถเมล์ มนัสวีร์ นิลบัวลา  

นี่แค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะรางวัล Best in Swimsuit จะประกาศผลอย่างเป็นทาง บนเวทีการประกวด มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2026 รอบตัดสิน ( Final Competition) วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ที่ MGI HALL ศูนย์การค้า Bravo BKK พระราม 9  งานนี้รักใครชอบใครต้องไม่พลาดการโหวต เพื่อสนับสนุนให้พวกเธอได้ผ่านเข้าสู่รอบ Top 20 กับรางวัล Thailand’s Choice Award ผ่านเว็บไซต์ Miss Universe Thailand

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ Miss Universe Thailand 2026 ได้ที่

Facebook / Instagram / TikTok:  Miss Universe Thailand
 YouTube Channel: Grand TV
แฮชแท็กอย่างเป็นทางการ: #MissUniverseThailand2026

ก้อง สหรัถ-ซี เดชชาติ ควงคุณแม่ ร่วมแชร์เรื่องราวสุดประทับใจในงานเทศกาลหนังนานาชาติ

ก้อง สหรัถ-ซี เดชชาติ ควงคุณแม่ ร่วมแชร์เรื่องราวสุดประทับใจในงานเทศกาลหนังนานาชาติ

ก้อง สหรัถ-ซี เดชชาติ ควงคุณแม่ ร่วมแชร์เรื่องราวสุดประทับใจในงานเทศกาลหนังนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

MAMA FILM FESTIVAL เทศกาลหนังนานาชาติ “แม่ทุกเรื่อง”  จากโครงการ CINE MAMA FILM FESTIVAL ที่จัดขึ้นเนื่องในเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ประจําปี 2569 ณ SFX CINE CENTRAL LADPRAO โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อร่วมน้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่แห่งแผ่นดิน” และส่งเสริมคุณค่าความรัก ความกตัญู  ความสําคัญของสถาบันครอบครัว และมาร่วมเฉลิมฉลองและสัมผัสกับสุดยอดเรื่องราวของ ‘แม่’ จากทั่วทุกมุมโลก ถ่ายทอดความรักของแม่ในหลากหลายมิติ ผ่านมุมมองทางวัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่เชื่อมโยงหัวใจของทุกคนได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยผู้ชมจะได้พบกับสุดยอดภาพยนตร์คุณภาพทั้ง 6 เรื่อง พร้อมกิจกรรมนิทรรศการด้านวัฒนธรรมและภาพยนตร์ เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน เชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวและใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

โดยมี ก้อง – สหรัถ พร้อม คุณแม่โสมวรรณ  สังคปรีชา , ซี – เดชชาติ พร้อม คุณแม่ชัญญา แซ่ตั้ง เข้าร่วมงาน พูดคุยถึงมุมมองความรักความผูกพันในครอบครัว เรื่องราวสุดประทับใจ  บทบาทความเป็นแม่ ความภาคภูมิใจที่มีต่อลูกชายทั้ง 2 พร้อมโชว์มินิคอนเสิร์ตให้แฟนๆในงานได้ชมกันก่อนจะ ไปอบอุ่นหัวใจกันกับการชมภาพยนตร์ ทั้ง 6 เรื่อง

ในเทศกาลนี้ ผู้ชมจะได้พบกับสุดยอดภาพยนตร์คุณภาพทั้ง 6 เรื่อง ได้แก่

1. น้ำพุ— ภาพยนตร์ไทยคลาสสิกทรงคุณค่าระดับตำนาน

2. All About My Mother — ภาพยนตร์ดราม่าการันตีรางวัลระดับโลกจากประเทศสเปน

3. Sheep in the Box — ภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่น

4. Kim Ji-young : Born 1982 — ภาพยนตร์ดราม่าสะท้ อนสังคมและบทบาทความเป็นแม่จากเกาหลีใต้

5. If I Had Legs I’d Kick You — ภาพยนตร์คุณภาพจากประเทศสหรัฐอเมริกา

6. Tokyo Tower: Mom and Me and Sometimes Dad — ภาพยนตร์สุดซาบซึ้งใจจากประเทศญี่ปุ่น

MAMA FILM FESTIVAL เทศกาลหนังนานาชาติ “แม่ทุกเรื่อง”  จากโครงการ CINE MAMA FILM FESTIVAL จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 สิงหาคมนี้ ณ โรงภาพยนตร์ที่ 5 SFX Cinema Central Ladprao

สามารถติดตามรายละเอียดตารางรอบฉาย รวมถึงวิธีการการสำรองที่

นั่ง ได้ทาง Facebook / IG / X ของ Charmillion (ชาร์มิลเลียน)

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2026 – BKKIFF ยกระดับเทศกาลภาพยนตร์ไทยสู่เวทีสากล

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2026 – BKKIFF ยกระดับเทศกาลภาพยนตร์ไทยสู่เวทีสากล

BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL 2026 – BKKIFF ยกระดับเทศกาลภาพยนตร์ไทยสู่เวทีสากล

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.02 น.

สมาคมเทคนิค ไทยแลป ฟิล์มภาพยนตร์ ได้เปิดตัว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2569 (Bangkok International Film Festival 2026: BKKIFF 2026)
อย่างเป็นทางการ โดยได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการวางรากฐานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติของประเทศไทยให้มีความต่อเนื่อง ชัดเจน และเป็นที่จดจำบนปฏิทินอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก โดยเทศกาลฯ มุ่งพัฒนา BANGKOK INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ให้เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับการจัดฉายภาพยนตร์ แต่เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้สร้าง ผลงาน บุคลากร และเครือข่ายอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือและการต่อยอดทางธุรกิจในอนาคต จากประเทศไทยเข้าสู่เครือข่ายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติ พร้อมสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจระหว่างบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก โดยมีกำหนดจัดเทศกาลระหว่างวันที่ 13–27 กันยายน 2569

นางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีความพร้อมและศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญบนเวทีนานาชาติ เราเชื่อว่าความสามารถของบุคลากรไทย ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในสายงานภาพยนตร์ สามารถแข่งขันและทัดเทียม นานาประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและมีเวทีที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านี้ได้แสดงออกอย่างเต็มที่ การสนับสนุนในครั้งนี้จึงมุ่งสร้างพื้นที่ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้รับการมองเห็นในวงกว้าง
ผ่าน Bangkok International Film Festival 2026 ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนำภาพยนตร์จากนานาประเทศมาพบกับผู้ชมในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอความสามารถของผู้สร้าง บุคลากร และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่สายตานานาชาติ สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้แก่เครือข่ายอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และการต่อยอดในมิติต่าง ๆ ที่จะช่วยขยายบทบาทของประเทศไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลก เรามุ่งหวังให้ความต่อเนื่องของเทศกาลสามารถผลักดันกรุงเทพฯ ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินภาพยนตร์นานาชาติ และเป็นจุดหมายที่ผู้สร้างและคนในอุตสาหกรรมจากทั่วโลกนึกถึงเมื่อมองหาโอกาสในการเชื่อมโยงกับภูมิภาคนี้ ก่อนต่อยอดไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการวางบทบาทของประเทศไทยให้เป็น Film Industry Hubหรือศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล

ดรสะรณ โกวิทวณิชชา Festival Director, Bangkok International Film Festival 2026กล่าวว่า การกลับมาของ Bangkok International Film Festival 2026 ในปีนี้ ไม่ใช่เพียงการกลับมาจัดเทศกาลอีกครั้ง แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างบทบาทของเทศกาลให้มีความชัดเจนบนเวทีอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกเราต้องการให้ผู้สร้างและคนในวงการรับรู้ว่า ในทุกปีกรุงเทพฯ จะมีช่วงเวลาสำคัญที่ทุกคนสามารถนำภาพยนตร์และโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาเชื่อมโยงและต่อยอดร่วมกันได้ ขณะเดียวกัน เทศกาลยังเดินหน้าพัฒนามาตรฐานการจัดงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ Bangkok International Film Festival เติบโตอย่างต่อเนื่องและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันเทศกาลให้ก้าวสู่ มาตรฐาน FIAPF A-List ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และหากสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จะถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีเทศกาลภาพยนตร์ในระดับดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับ BKKIFF ให้เทียบเคียงเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำของโลก ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับเทศกาลและองค์กรภาพยนตร์ชั้นนำจากนานาประเทศนอกจากนี้เทศกาลฯ ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยง “ผู้คน” ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่เพียงแต่สร้างความร่วมมือ
ระหว่างเทศกาลหรือเชื่อมโยงภาพยนตร์เข้าสู่ตลาดเท่านั้น แต่ยังมุ่งเปิดโอกาสให้ Rising Star หรือนักแสดงดาวรุ่งที่มีศักยภาพจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ได้พบปะกับผู้สร้าง ผู้ผลิต และบุคลากรในอุตสาหกรรมจากนานาประเทศเพื่อสร้างเครือข่าย ต่อยอดโอกาสในการทำงาน และเปิดเส้นทางสู่เวทีนานาชาติ พร้อมผลักดันให้กรุงเทพฯเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการนำเสนอศักยภาพของบุคลากรรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เอเชีย

อนันดา แมทธิว เอเวอริงแฮม Festival Ambassador, Bangkok International Film Festival 2026 กล่าวว่า สิ่งที่จะทำให้เทศกาลเติบโตได้อย่างแท้จริงคือ “ความต่อเนื่อง” เพราะเมื่อเทศกาลเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ผู้สร้าง ผู้ชม และคนในอุตสาหกรรมจะเริ่มจดจำ เกิดความเชื่อมั่น และสามารถวางแผนที่จะกลับมาเชื่อมโยงและทำงานร่วมกับเราได้ ความต่อเนื่องจึงไม่ใช่แค่กาจัดงานให้เกิดขึ้นทุกปี แต่คือการค่อย ๆ สร้างเครือข่าย ความสัมพันธ์ และโอกาสใหม่ ๆให้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย สิ่งที่เราอยากเห็นคือ Bangkok International Film Festivalเติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากกลับมาพบปะ แลกเปลี่ยนและสร้างความร่วมมือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขับเคลื่อนเทศกาลฯ ในแต่ละปีเกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ ตลอดจนเครือข่ายและบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ร่วมกันผลักดันให้เทศกาลฯ
เป็นพื้นที่ซึ่งสร้างผลลัพธ์ได้ทั้งในมิติของศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และธุรกิจ เพราะเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติไม่ได้เติบโตจากความสำเร็จของการจัดงานเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ จนสามารถสร้างการรับรู้ ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้สร้าง พันธมิตร และเครือข่ายอุตสาหกรรมจากทั่วโลก Bangkok International Film Festival 2026 จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานครเป็นครั้งที่ 9 แต่คืออีกก้าวสำคัญของการวางรากฐานระยะยาว เพื่อผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นหนึ่งในจุดนัดพบสำคัญ

ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เชื่อมโยงเรื่องราว ผู้คน ผลงาน ตลาด และโอกาสจากทั่วโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้แสดงศักยภาพ เชื่อมต่อกับเครือข่ายนานาชาติ และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือใหม่ ๆในอนาคต

ภูมิภัทร ถาวรศิริ Festival Ambassador, Bangkok International Film Festival 2026 กล่าวว่าเทศกาลภาพยนตร์ที่แข็งแรงไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่ที่ผู้ชมมาดูภาพยนตร์ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่าเบื้องหลังภาพยนตร์หนึ่งเรื่องประกอบด้วยผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการทำงาน และองค์ประกอบอีกมากมายที่ร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่คนในวงการได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างโอกาสใหม่ ๆสิ่งสำคัญของเทศกาลฯ คือการทำให้ทั้งผู้ชมและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศได้เห็นว่า ศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงที่เรื่องราวหรือสถานที่ที่น่าสนใจ แต่ยังอยู่ที่ “คนไทย” ซึ่งมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ ประสบการณ์และความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ผู้กำกับ นักแสดง ผู้สร้าง นักเขียนบท ไปจนถึงบุคลากรเบื้องหลังในสาขาต่าง ๆ ที่ล้วนเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในปีนี้ เทศกาลฯ จึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอศักยภาพของบุคลากรไทยควบคู่ไปกับความพร้อมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างครบวงจรผ่านการพบปะกับผู้สร้าง การสัมมนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อเปิดให้ทั้งผู้ชมและผู้เข้าร่วมจากนานาชาติได้เห็นศักยภาพของคนไทยผ่านผลงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการทำงานจริง เทศกาลฯ จึงไม่ได้มุ่งเพียงนำภาพยนตร์จากทั่วโลกมาจัดฉายในประเทศไทยแต่ต้องการให้เป็นพื้นที่ที่ผู้ชมได้เข้าใกล้โลกของภาพยนตร์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงกับเครือข่ายอุตสาหกรรมจากนานาชาติ และต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่จะร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตต่อไป