“โสภณ” จ่อตัดงบค่าอาหาร สส. หลังแถลงนโยบาย พร้อมเตรียมปรับระเบียบเครื่องแต่งกาย

“โสภณ” จ่อตัดงบค่าอาหาร สส. หลังแถลงนโยบาย พร้อมเตรียมปรับระเบียบเครื่องแต่งกาย

26 มี.ค. 2569 14:29 น.

“โสภณ” จ่อตัดงบค่าอาหาร สส. หลังแถลงนโยบาย พร้อมเตรียมปรับระเบียบเครื่องแต่งกาย

ประธานสภาฯ คาด ตัดงบประมาณค่าอาหาร สส. เริ่มดำเนินการช่วงหลังแถลงนโยบายรัฐบาลหรืออาจหลังสงกรานต์ พร้อมจ่อปรับปรุงระเบียบเครื่องแต่งกายให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน

วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่ห้องประชุมประธานสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 10 อาคารรัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารเกี่ยวกับการงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน ของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา (คบง.รส.)  เกี่ยวกับประเด็นค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดหรือตัดงบประมาณในส่วนดังกล่าว

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง โดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายหลังช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา หรือภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเตรียมการจะมีการปรับลดปริมาณการสั่งอาหารลงให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดและสอดคล้องกับสถานการณ์

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเรื่องการแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเห็นว่าควรมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันพบว่าการแต่งกายของสมาชิกบางส่วนยังไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนในทางปฏิบัติ และในอนาคต อาจมีการพิจารณาแก้ไขหรือปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินการดังกล่าว จะมีความชัดเจนในระยะอันใกล้นี้

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

26 มี.ค. 2569 14:01 น.

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

ศาลอุทธรณ์กัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี  2 นักข่าวในข้อหากบฏ หลังโพสต์ภาพถ่ายบริเวณปราสาทตาควายซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งชายแดนไทย ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้เป็นการคุกคามเสรีภาพสื่ออย่างรุนแรงท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังตึงเครียด

กลุ่มสิทธิมนุษยชน LICADHO รายงานว่า วันนี้ (26 มี.ค.) ศาลอุทธรณ์ในจังหวัดพระตะบองได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกนายเพียบ พารา และนายพร โสเพียบ ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวท้องถิ่น TSP 68 TV Online ชาวกัมพูชาเป็นเวลา 14 ปี ในข้อหากบฏและบ่อนทำลายการป้องกันประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ค. ปีที่ผ่านมา ทั้งคู่เดินทางไปทำข่าวความขัดแย้งสถานการณ์ชายแดนในพื้นที่ จ.อุดรมีชัย พร้อมถ่ายภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย

หลังจากนักข่าวทั้งสองคนได้โพสต์ภาพถ่ายบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพขณะพวกเขายืนอยู่กับทหารกัมพูชาบริเวณ “ปราสาทตาควาย”  ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อมาสื่อฝั่งไทยได้นำภาพดังกล่าวไปนำเสนอต่อ โดยอ้างว่าปรากฏภาพหลักฐานการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นหลังการประกาศ “หยุดยิง” จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

รายงานระบุว่า ต่อมาพวกเขาถูกจับกุมและตั้งข้อหา “จัดหาข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติให้แก่รัฐต่างชาติ” ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฏ มีโทษจำคุก 7-15 ปี ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้ยืนยันคำตัดสินเดิมแม้จะมีการยื่นอุทธรณ์จากฝั่งจำเลยก็ตาม 

ย้อนกลับไปในช่วงปีที่ผ่านมา ข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาทวีความรุนแรงจนเกิดการปะทะกันหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและประชาชนนับล้านต้องอพยพ โดยฝ่ายไทยได้กล่าวหาว่ากัมพูชาลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนจนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธข้อหากล่าวหานี้มาโดยตลอด

นายอำ สำอาต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ LICADHO ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า “คดีนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะพื้นที่ของเสรีภาพสื่อ ซึ่งจะทำให้นักข่าวเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองจากการถูกพิพากษาเช่นนี้”

ปัจจุบัน กัมพูชาถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 161 จาก 180 ประเทศในดัชนีเสรีภาพสื่อโลกโดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) แม้ว่าไทยและกัมพูชาจะลงนามหยุดยิงไปเมื่อปลายปี 2025 แต่สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงมีความตึงเครียดและการกล่าวหาตอบโต้กันไปมาอยู่เป็นระยะ.

ที่มา AFP

พบโครงกระดูกปริศนาในโบสถ์ดัตช์ คาดอาจเป็น “ดาร์ตาญัง” ทหารเสือฝรั่งเศสในตำนาน

พบโครงกระดูกปริศนาในโบสถ์ดัตช์ คาดอาจเป็น "ดาร์ตาญัง" ทหารเสือฝรั่งเศสในตำนาน

26 มี.ค. 2569 13:26 น.

พบโครงกระดูกปริศนาในโบสถ์ดัตช์ คาดอาจเป็น “ดาร์ตาญัง” ทหารเสือฝรั่งเศสในตำนาน

นักโบราณคดีเนเธอร์แลนด์เร่งตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกที่ขุดพบใต้แท่นบูชาโบสถ์ในเมืองมาสทริชท์ หลังพบหลักฐานบ่งชี้อาจเป็นร่างของ “ชาร์ล เดอ บัตซ์ เดอ กัสแตลมอร์” หรือ “ดาร์ตาญัง” ทหารเสือฝรั่งเศสผู้ล่วงลับในสงครามปี 1673 ตอกย้ำตำนานทหารเสือที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์

เจ้าหน้าที่โบสถ์และนักโบราณคดีเปิดเผยว่า มีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ที่คาดว่าอาจจะเป็น “ดาร์ตาญัง” (d’Artagnan) หรือ ชาร์ล เดอ บัตซ์ เดอ กัสแตลมอร์ ทหารเสือผู้โด่งดังของฝรั่งเศส บริเวณหน้าแท่นบูชาของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์แอนด์พอล ในเมืองมาสทริชท์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหลังจากพื้นโบสถ์บางส่วนเกิดทรุดตัวลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้คนงานพบหลุมศพใต้แผ่นกระเบื้อง นำไปสู่การสืบสวนเพื่อพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลผ่านการตรวจดีเอ็นเอจากกระดูกขากรรไกร เพื่อเปรียบเทียบกับทายาทในปัจจุบัน

แม้ชื่อของ “ดาร์ตาญัง” จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากนิยายเรื่อง The Three Musketeers (สามทหารเสือ) ของ อเล็กซองดร์ ดูมาส์ ในปี 1844 แต่ในความเป็นจริงเขาคือบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ โดยดำรงตำแหน่งกัปตัน-เลขาธิการกองทหารเสือในพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส

ดาร์ตาญังเสียชีวิตในสนามรบระหว่างการปิดล้อมเมืองมาสทริชท์ในสงครามฝรั่งเศส-ดัตช์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 1673 หลังจากถูกกระสุนปืนมัสเก็ตยิงเข้าที่ลำคอ ซึ่งในขณะนั้นการขนส่งร่างกลับไปยังกรุงปารีสท่ามกลางอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่ง

วิม ไดจ์กมัน นักโบราณคดีระบุว่ามีเบาะแสหลายประการที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้ ได้แก่สถานที่ฝังศพ เนื่องจากโบสถ์แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับจุดที่กองทัพฝรั่งเศสเคยตั้งค่าย นอกจากนั้น ยังมีการพบเหรียญกษาปณ์ปี 1660 และเศษลูกกระสุนตะกั่วในบริเวณหลุมศพ รวมถึงจดหมายที่ระบุว่าดาร์ตาญังถูกฝังในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งการฝังใต้แท่นบูชาถือเป็นจุดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด

ด้านยอส วาลก์ สังฆานุกรของโบสถ์ กล่าวว่า “เมื่อนำหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกัน มันดูมีความเป็นไปได้สูงมาก แต่แน่นอนว่าเรายังต้องรอผลการยืนยันที่แน่ชัดอีกครั้ง” หากผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันว่าเป็นเขาจริง จะถือเป็นการปิดตำนานการตามหาหลุมศพของยอดทหารเสือที่ยาวนานกว่า 350 ปี.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

 เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

26 มี.ค. 2569 12:52 น.

เกาหลีใต้ไฟเขียวนำเข้าน้ำมันรัสเซีย หลังสหรัฐผ่อนคว่ำบาตร หวังคุมวิกฤตราคาพลังงาน

เกาหลีใต้ได้รับอนุญาตจากสหรัฐให้นำเข้าพลังงานรัสเซียภายใต้เงื่อนไขใหม่ ต้องชำระเงินสกุลอื่นไม่ใช่ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก

เกาหลีใต้ ยืนยันได้รับอนุญาตจากสหรัฐอเมริกา ให้สามารถนำเข้าพลังงานบางส่วนจากรัสเซียได้ ภายใต้นโยบายผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร  โดย ยัง กีอุก เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้สหรัฐได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียเป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกรุงโซลได้หารือกับวอชิงตันเพิ่มเติม เพื่อยืนยันรายละเอียด เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนและข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว

ผลการหารือระบุว่าเกาหลีใต้ สามารถซื้อน้ำมันและพลังงานจากรัสเซียได้ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องชำระเงิน ด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ และจะไม่ถูกใช้มาตรการคว่ำบาตรรอง (secondary sanctions)

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของนายโดนัลด์ ทรัมป์กำลังพยายามใช้ทุกมาตรการเพื่อควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางภาวะสงคราม โดยก่อนหน้านี้เพิ่งมีการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียหลายร้อยล้านบาร์เรล.

ที่มา : CNN

“เมลาเนีย ทรัมป์” ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์”

"เมลาเนีย ทรัมป์" ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด "ครูหุ่นยนต์"

26 มี.ค. 2569 12:40 น.

“เมลาเนีย ทรัมป์” ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์”

“เมลาเนีย ทรัมป์” สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวโชว์นวัตกรรมหุ่นยนต์ “Figure 3” พร้อมผลักดันโครงการ “Fostering the Future Together” มุ่งสร้างทักษะดิจิทัลและ AI ให้เยาวชนยุคใหม่ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และเสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์” เพื่อช่วยให้เด็กๆ มีเวลาไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ มากขึ้น

นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐฯ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “Fostering the Future Together” เป็นวันที่สอง ณ ทำเนียบขาว โดยเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาและเทคโนโลยีของเด็กและเยาวชน

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการที่นางเมลาเนียปรากฏตัวพร้อมกับ “Figure 3” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อัจฉริยะที่พัฒนาโดยบริษัท ฟิกเกอร์ เอไอ (Figure AI) จากแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ ซึ่งทำหน้าที่กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานอย่างน่าประทับใจ โดยหุ่นยนต์รุ่นนี้เป็นหุ่นยนต์รุ่นที่ 3 ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยงานบ้าน เช่น ซักผ้า ล้างจาน และทำความสะอาด ในงานนี้มันได้กล่าวทักทายผู้เข้าร่วมเป็นภาษาต่างๆ ถึง 11 ภาษา ก่อนที่เธอจะเริ่มการเสวนาโต๊ะกลมร่วมกับคู่สมรสผู้นำจากกว่า 40 ประเทศ อาทิ นางโอเลนา เซเลนสกา (ยูเครน), นางบริจิตต์ มาครง (ฝรั่งเศส) และนางซารา เนทันยาฮู (อิสราเอล)

ขณะที่ เมลาเนียใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์” โดยให้จินตนาการถึงหุ่นยนต์นักการศึกษาชื่อ พลาโต (Plato) ที่สามารถสอนวิชาคลาสสิก วรรณกรรม และวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำและอดทน เพื่อช่วยให้เด็กๆ มีเวลาไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ มากขึ้น

นางเมลาเนียได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งการวิจัย การสร้างพันธมิตรใหม่ และการจัดประชุมระดับภูมิภาค เพื่อบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยมีแนวทางหลักคือ พัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับโลกดิจิทัล การสนับสนุนกฎหมายที่เน้นเทคโนโลยีและการศึกษา และการดึงยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Google และ OpenAI เข้ามาร่วมวางรากฐาน

เธอกล่าวว่า “ขอให้เราช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ในการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับการผลิตในทุกภาคส่วน ตั้งแต่สื่อ แฟชั่น ไปจนถึงสาธารณสุขและความมั่นคง มาร่วมกันสร้างอนาคตไปด้วยกัน” 

การประชุมตลอด 2 วันนี้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การใช้ AI ในการศึกษา, เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้, ความฉลาดทางดิจิทัล และความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่เธอเคยประกาศไว้ในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะสามารถ “เติบโตอย่างงดงามในยุคดิจิทัล”.

ที่มา AP / Reuters

ไต้หวันยืนยันดีลอาวุธสหรัฐฯไม่สะดุดแม้ ทรัมป์ จ่อพบ สี จิ้นผิง พ.ค.นี้

ไต้หวันยืนยันดีลอาวุธสหรัฐฯไม่สะดุดแม้ ทรัมป์ จ่อพบ สี จิ้นผิง พ.ค.นี้

26 มี.ค. 2569 12:02 น.

ไต้หวันยืนยันดีลอาวุธสหรัฐฯไม่สะดุดแม้ ทรัมป์ จ่อพบ สี จิ้นผิง พ.ค.นี้

รมว.กลาโหมไต้หวัน มั่นใจข้อตกลงซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ มูลค่า 4.5 แสนล้านบาท ยังคงเดินหน้าตามกำหนดเดิม หลังสหรัฐฯ ส่งจดหมายค้ำประกันยืนยันความพร้อม แม้ปธน.ทรัมป์มีแผนเยือนกรุงปักกิ่งเดือนพ.ค.นี้

นายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไต้หวัน เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกา โดยยืนยันว่าแผนการจัดซื้อครั้งล่าสุดยังคงเป็นไปตามกำหนดการ หลังจากรัฐบาลไต้หวันได้รับ “จดหมายค้ำประกัน” (Letter of Guarantee) จากสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าในขณะนี้ผู้นำสหรัฐฯและจีนกำลังเตรียมตัวพบปะครั้งสำคัญในเดือนพฤษภาคมที่กำลังจะถึงนี้ก็ตาม

รายงานระบุว่า อาวุธล็อตใหญ่ที่ไต้หวันเตรียมจัดซื้อครั้งนี้ประกอบไปด้วยยุทโธปกรณ์ล้ำสมัย โดยเฉพาะขีปนาวุธระบบสกัดกั้น (advanced interceptor missiles) รวมมูลค่าสูงถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.58 แสนล้านบาท) โดยคาดว่าข้อตกลงครั้งนี้จะถูกเสนอให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามอนุมัติได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนจีน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ตัดสินใจเลื่อนการเดินทางไปพบปะสี จิ้นผิงจากเดิมในช่วงต้นเดือนเมษายน ออกไปเป็นวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ เนื่องด้วยสถานการณ์สงครามอิหร่านที่ยังคุกรุ่น

ประเด็นเรื่องไต้หวันถือเป็นหัวข้อที่เปราะบางอย่างยิ่งในการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจ โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้ติดต่อประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรงเมื่อเดือนที่ผ่านมา พร้อมย้ำเตือนว่าสหรัฐฯ ควรจัดการเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันอย่าง “ระมัดระวัง”

เมื่อถูกสื่อตั้งคำถามว่าการพบกันของสองผู้นำในครั้งนี้จะทำให้ข้อตกลงซื้อขายอาวุธสะดุดหรือไม่ รมว.กลาโหมของไต้หวันจึงได้เผยว่าไต้หวันได้รับ “จดหมายค้ำประกัน” (Letter of Guarantee) จากสหรัฐฯแล้วอย่างเป็นทางการ ซึ่งจดหมายฉบับนี้สามารถยืนยันได้ว่าสหรัฐฯ พร้อมจะอนุมัติข้อตกลงนี้แน่นอน

ทั้งนี้อาวุธล็อตดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสหรัฐฯ ซึ่งทางไต้หวันย้ำว่ายังไม่มีสัญญาณความล่าช้าแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการขายอาวุธมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับไต้หวัน ถือเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แม้ว่าทางการจีนจะเรียกร้องให้สหรัฐฯ หยุดขายอาวุธให้ไต้หวันมาหลายครั้งแล้วก็ตาม.

ที่มา: Reuters

จับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

จับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

26 มี.ค. 2569 11:59 น.

จับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” BA.3.2 กลายพันธุ์สูง แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ

ทั่วโลกจับตาโควิดสายพันธุ์ “Cicada” หรือ BA.3.2 หลังพบการกลายพันธุ์สูงและเริ่มแพร่กระจายหลายประเทศ อาจกระทบกับประสิทธิภาพวัคซีน

ทั่วโลกเริ่มจับตาโควิด-19 สายพันธุ์ “ซิเคดา” (Cicada) หรือ BA.3.2 หลังหน่วยงานสาธารณสุขในหลายประเทศออกมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีการกลายพันธุ์จำนวนมาก และมีแนวโน้มแพร่กระจายเพิ่มขึ้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ หรือ Centers for Disease Control and Prevention เปิดเผยในรายงานเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่า กำลังติดตามการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ BA.3.2 หลังพบจำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่องค์การอนามัยโลก ได้จัดให้ไวรัสดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม “สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง” ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โควิดสายพันธุ์นี้ถูกตั้งฉายาว่า “Cicada” หรือจิ้งหรีด เพราะเปรียบเทียบกับแมลงที่ไม่ค่อยปรากฏตัวบ่อยนัก เนื่องจากตรวจพบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2024 แต่แทบไม่ถูกพบในวงกว้าง ก่อนจะเริ่มกลับมาแพร่กระจายอีกครั้งในช่วงหลัง

ข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันพบสายพันธุ์ BA.3.2 แล้วในอย่างน้อย 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึง ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และ เนเธอร์แลนด์ โดยในบางประเทศมีสัดส่วนผู้ติดเชื้อสูงถึง 30%

นักวิชาการด้านโรคติดเชื้อชี้ว่า จุดที่น่ากังวลคือการกลายพันธุ์มากถึง 70-75 ตำแหน่ง ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่าง JN.1 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอาจหลบภูมิคุ้มกันจากวัคซีนหรือการติดเชื้อเดิมได้

แม้ปัจจุบันในสหรัฐ สายพันธุ์นี้ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลัก โดยพบเพียงประมาณ 3.7% ของตัวอย่าง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มีโอกาสที่ “Cicada” อาจกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคต และอาจทำให้เกิดการระบาดระลอกใหม่ได้

สำหรับอาการของโควิดสายพันธุ์ Cicada โดยรวมยังคงใกล้เคียงกับโควิดสายพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก, ปวดศีรษะ, อ่อนเพลีย, จาม, เจ็บคอ, ไอ, การรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในบางกรณี ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บคอรุนแรงคล้ายโดนมีดบาด ซึ่งเป็นลักษณะที่พบมากขึ้นในสายพันธุ์ช่วงหลัง

แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าสายพันธุ์นี้ก่อให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลง และมาตรการป้องกันที่ผ่อนคลาย อาจทำให้หลายประเทศยังคงมีความเสี่ยงต่อการระบาด.

ที่มา : USAtoday

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

ขึ้นราคาไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม 3.60 บาทต่อฟอง มีผลพรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

“เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่”ออกประกาศปรับขึ้นราคา”ไข่ไก่หน้าฟาร์ม”เป็น 3.60 บาทต่อฟอง ในวันพรุ่งนี้

27 มีนาคม 2569 นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาราคาไข่ไก่​อยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง แม้ราคา​ประกาศ​จะอยู่ที่ฟองละ 3.20 บาท แต่ราคาซื้อขายจริงในบางช่วงถูกกดลงไปอยู่ที่ประมาณ 2.70 – 2.80 บาทต่อฟอง ส่งผลให้เกษตรกรโดยเฉพาะ​รายย่อยขาดทุน​ จนกระทั่ง​มีการปรับราคา​ขึ้นเป็​นฟองละ​ 3.40 บาท เมื่อวันที่​ 16​ มีนาคม ​ที่ผ่านมา​ ซึ่งล่าสุด เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ออกประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้น​ 20 สตางค์​ต่อ​ฟอง​ มาอยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) โดยการปรับราคาในครั้งนี้เป็นไปตามกลไกตลาด

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น มาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแปรปรวน ทั้งร้อนสลับฝน ส่งผลให้แม่ไก่ปรับตัวได้ยาก กระทบต่อสุขภาพและทำให้ผลผลิตไข่ลดลง ขณะที่ความต้องการบริโภคยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนหันมาบริโภคไข่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาประหยัด ส่งผลให้ความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น

ส่วนประเด็นว่าปัจจัยด้านพลังงาน เช่น ราคาน้ำมัน จะมีผลต่อราคาไข่ไก่ หรือไม่นั้น นายมาโนช มองว่า ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นปัจจัยทางอ้อม ซึ่งอาจจะกระทบในด้านต้นทุนค่าขนส่งและวัตถุดิบอาหารสัตว์ แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดราคาในระยะสั้น

นายมาโนช กล่าวต่อไปด้วยว่า จากการหารือร่วมกับกรมการค้าภายใน​ กระทรวง​พาณิชย์​ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้มีขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ช่วยตรึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่วนแนวโน้มในระยะต่อไป คงต้องติดตามสถานการณ์ในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันโลก ต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบอาหารสัตว์​ และค่าไฟฟ้าภายในประเทศ ซึ่งหากปัจจัย​กดดัน​ดังกล่าว​ยัง​ยืดเยื้อ​ จะส่งผลกระทบ​ต่อ​ต้นทุน​การผลิตในระยะถัดไป​ พร้อม​ยืนยันว่า​ ปริมาณไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่เกิดภาวะขาดแคลน และขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก โดยคาดว่า​ราคาไข่ไก่ในระดับฟองละ 3.60 บาท จะสามารถทรงตัวได้ในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า หรืออย่างน้อยจนผ่านพ้นช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก่อนประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ขุด'ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน' รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ขุด’ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน’ รับมือปุ๋ยแพง หลังสงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

27 มีนาคม 2569 นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากปัญหาผลกระทบต่อสงครามตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อปุ๋ยเคมีที่มีการนำเข้าวัตถุดิบแพงขึ้นทำให้ปุ๋ยเคมี ราคาดีดตัวสูงขึ้น ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) จำนวน 882 ศูนย์ ใน 77 จังหวัด เพื่อขยายผลการลดต้นทุนทำเกษตรโดยใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์และวัสดุอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรให้มากขึ้น โดยมีเกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นพี่เลี้ยง ร่วมถ่ายทอดความรู้ด้านดินและปุ๋ย ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินด้วยชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็ว แปลผลและให้คำแนะนาการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยเบื้องต้นตามค่าวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรในชุมชน ผ่านการเรียนรู้จากแปลงเรียนรู้ด้านดินและปุ๋ยตามบริบทของพื้นที่รวมทั้งรวบรวมความต้องการและจัดหาแม่ปุ๋ยให้สมาชิกได้ใช้ตามคำแนะนำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า 90% คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเกษตรกรไทยสามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าได้ ทำให้ต้นทุนการเกษตรลดลง เกิดเป็นรายได้เพิ่มขึ้น โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีตามหลัก 4 ถูก ได้แก่ ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรสมาชิก ศดปช.ที่นำแม่ปุ๋ยผสมตามผลวิเคราะห์ดินและไม่มีการใส่สารตัวเติม ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงกระสอบละ 150 – 200 บาท และผลผลิตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของ ศดปช.ถึงการดำเนินการในพืชเศรษฐกิจหลายชนิด พบว่าสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ย 21.9% และผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.7% ชนิด เช่น ในการผลิตข้าว สามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ถึง 38.1% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ 23% ส่วนการผลิตอ้อยสามารถลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ 34.9% และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ถึง 57% เป็นต้น และเพื่อชดต้นต้นให้กับเกษตรกรที่ประสปปัญหาปุ๋ยเคมีแพงล่าสุดได้มอบหมาย ศดปช.ในการขยายผลองค์ความรู้ด้านดินและปุ๋ย เช่น การผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด และแหนแดง แบบผสมผสานควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเหมาะสม เพื่อการลดต้นทุนปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช.หลายแห่งสามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชน รวมทั้งมีการขยายผลด้วยกระบวนเรียนรู้การจัดการดินและปุ๋ยอย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การจัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมตามบริบทพื้นที่ การอบรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น

นางอัญชลี บอกอีกว่าปี 2569 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าขยายผลการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมจาก ศดปช.สู่เกษตรกรแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปในชุมชน เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การพัฒนา ศดปช.สู่ Service Provider หรือพัฒนา ศดปช.ให้เป็นผู้ให้บริการด้านดินและปุ๋ยในชุมชนอย่างเป็นระบบ อันจะส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

– 006

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

หม่อนไหมเตือนผู้เลี้ยงไหมเฝ้าระวังโรคเพบริน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กรมหม่อนไหม เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงไหม เฝ้าระวัง “โรคเพบริน” ภัยร้ายทำลายวงจรชีวิตหนอนไหม แนะแนวทางป้องกันอย่างเด็ดขาด

วันนี้ (26 มี.ค.) นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ออกประกาศเตือนภัยเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมทั่วประเทศ ให้เฝ้าระวังการระบาดของ “โรคเพบริน” โรคอันตรายร้ายแรงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวงจรชีวิตของหนอนไหมและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญ และจอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ โรคเพบรินของหนอนไหมจัดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สามารถเข้าทำลายหนอนไหมได้ในทุกระยะของการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะไหมวัยอ่อนซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคสูงเป็นพิเศษ เมื่อเกิดการติดเชื้อ หนอนไหมมักไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิตได้ และมักสูญเสียชีวิตตั้งแต่ระยะต้น สำหรับไหมวัยแก่ แม้จะยังคงเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่อาการของโรคจะปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในรุ่นถัดไป ด้วยเหตุนี้ จากปัญหาการระบาดที่เกิดขึ้นขอให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบลักษณะอาการของหนอนไหมภายในโรงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงที และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตให้น้อยที่สุด

สำหรับสาเหตุและช่องทางการแพร่ระบาดนั้น โรคเพบรินมีสาเหตุมาจากเชื้อโปรโตซัว โดยสามารถแพร่กระจายสู่หนอนไหมได้ 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรก คือ การติดต่อทางปาก เกิดจากการที่หนอนไหมกินใบหม่อน อุปกรณ์การเลี้ยง หรือมูลไหมที่ปนเปื้อนสปอร์ของเชื้อโรค และช่องทางที่สอง คือ การติดต่อทางไข่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดเชื้อโดยตรงจากแม่ผีเสื้อที่ติดเชื้อไปยังลูกหลาน ส่งผลให้หนอนไหมที่ฟักออกมาได้รับเชื้อและแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่วัยอ่อน ทั้งนี้ ไข่ไหมที่มีระดับการติดเชื้อสูงมักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้ หรือหากฟักออกมาได้ หนอนไหมก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต

ส่วนของอาการที่ควรสังเกต เกษตรกรควรเฝ้าระวังความผิดปกติของหนอนไหมในแต่ละระยะ กล่าวคือ ในระยะหนอนไหมวัยอ่อนจะพบการเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอภายในรุ่นเดียวกัน หนอนไหมเข้าระยะนอน (ลอกคราบ) ช้ากว่าปกติิในวัย 2 และวัย 3 หยุดกินอาหาร ลำตัวหดสั้นและแคระแกรน และเสียชีวิตในที่สุด ส่วนในระยะหนอนไหมวัยแก่อาจพบการลอกคราบที่ไม่สมบูรณ์ และในระยะผีเสื้อจะปรากฏอาการปีกหงิกงอ ปีกไม่แผ่ เกล็ดปีกหลุดร่วงง่าย วางไข่น้อยและกระจายไม่สม่ำเสมอ รวมถึงไข่ที่ได้มักไม่สามารถฟักเป็นตัวได้

นายศรัญญู กล่าวอีกว่า กรมหม่อนไหม ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันและกำจัดโรคอย่างเคร่งครัด โดยให้เลือกใช้ไข่ไหมที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดโรคเพบรินจากแหล่งที่เชื่อถือได้และได้มาตรฐาน พร้อมทั้งทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรงเลี้ยงไหมพร้อมอุปกรณ์ทุกชิ้นทั้งก่อนและหลังการเลี้ยงในแต่ละรอบ โดยใช้สารที่กรมหม่อนไหมแนะนำอย่างถูกต้องและเหมาะสมหากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1 – 5 หรือ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ประจำจังหวัดทั้ง 25 แห่ง ทั่วประเทศ

015