สนามแข่งหรือสนามรัก ณเดชน์ ถอดเสื้อโชว์กล้ามแน่น ทุบสถิติ HYROX ด้าน ญาญ่า จูบรางวัลสุดหวาน

สนามแข่งหรือสนามรัก ณเดชน์ ถอดเสื้อโชว์กล้ามแน่น ทุบสถิติ HYROX ด้าน ญาญ่า จูบรางวัลสุดหวาน

สนามแข่งหรือสนามรัก ณเดชน์ ถอดเสื้อโชว์กล้ามแน่น ทุบสถิติ HYROX ด้าน ญาญ่า จูบรางวัลสุดหวาน

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

เรียกเสียงกรี๊ดจนศูนย์สิริกิติ์แทบแตก! เมื่อพระเอกหนุ่มสายฟิต ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ หวนคืนสนามทดสอบความอึดระดับโลก HYROX Bangkok 2026 ในประเภทชายเดี่ยว งานนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะเจ้าตัวเล่นซุ่มซ้อมมาอย่างหนัก โชว์ฟิตวิ่งสปีดดุดัน เข้าสถานี Workout แบบโหดจัดเต็มไม่มีแผ่ว จนสามารถทำลายสถิติเดิมของตัวเอง สับเข้าเส้นชัยไปด้วยเวลาสุดจึ้ง 1 ชั่วโมง 16 นาที 59 วินาที! ทำเอาแฟนคลับยกป้ายไฟซูฮกในความวินัยขั้นเทพ

แต่ไฮไลต์เด็ดที่ทำเอาคนทั้งสนามและชาวเน็ตตาค้างยิ่งกว่ากล้ามแน่นๆ ของหนุ่มณเดชน์ ก็คือกองเชียร์ VIP ขอบสนามอย่าง ‘ญาญ่า อุรัสยา’ ที่คอยส่งเสียงเชียร์สามีสุดพลังตลอดการแข่งขัน และเมื่อวินาทีสปีดเข้าเส้นชัยมาถึง สาวญาญ่าก็ไม่รอช้า มอบรางวัลชีสเดย์เขย่าขวัญคนโสด ด้วยการ ประทับจูบฟอดใหญ่ เติมพลังใจให้หวานใจแบบฉ่ำๆ ช็อตนี้บอกเลยว่าฆ่าได้ฆ่า ใครโสดอยู่มีตายเรียบ!นอกจากจะสร้าง Personal Best ในการแข่งขันแล้ว หนุ่มณเดชน์ยังสร้าง Personal Best ด้านความหวาน แบบทุบสถิติรักหวานฉ่ำกันกลางสนามแข่งไปอีก งานนี้เหรียญรางวัลจะสำคัญแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่า “รางวัลข้างสนาม” นุ่มฟู และหวานกลบกลิ่นเหงื่อไปหมดแล้วจ้า!

เด็กไทยผ่านเข้าสู่รอบ Live Show AGT 2026 และผู้สร้างปรากฏการณ์ Golden Buzzer

เด็กไทยผ่านเข้าสู่รอบ Live Show AGT 2026 และผู้สร้างปรากฏการณ์ Golden Buzzer

เด็กไทยผ่านเข้าสู่รอบ Live Show AGT 2026 และผู้สร้างปรากฏการณ์ Golden Buzzer

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จากกระแสสาวน้อยร็อกสตาร์ชาวไทย วัย 16 ปี ที่สร้างปรากฎการณ์บนเวทีระดับโลก อย่าง America’s Got Talent 2026 (AGT 2026) นำความสามารถทางดนตรีไปคว้าใจกรรมการและผู้ชมทั่วโลก จนเข้าสู่รอบการแสดงสด Live Show เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของศิลปินไทยที่ก้าวไปสู่มาตรฐานสากล 

ในขณะที่เรากำลังชื่นชมความสำเร็จของโชว์ระดับโลกผ่านหน้าจอโทรทัศน์ Bangkok’s 28th International Festival of Dance & Music ก็ได้เปิดโอกาสให้ชาวไทยได้สัมผัสกับมาตรฐานความยิ่งใหญ่ระดับเดียวกันนี้ด้วยตาตนเอง ผ่านการนำเสนอโชว์ Murmuration Level 2 ผลงานการออกแบบของ Sadeck Berrabah ศิลปินและนักออกแบบท่าเต้นชื่อดังชาวฝรั่งเศส ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคณะนักเต้นที่เคยคว้าปุ่ม Golden Buzzer และทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในรายการ AGT ซีซัน 18 

โชว์ชุดนี้โดดเด่นด้วยคอนเซปต์ ภาพลวงตาที่มีชีวิต (Live Optical Illusion) ซึ่งใช้นักเต้นกว่า 34 ชีวิต เคลื่อนไหวร่างกายและจัดระเบียบแขนมือแบบเรขาคณิตด้วยความพร้อมเพรียงและแม่นยำระดับมิลลิเมตร การแสดงชุดนี้กวาดคำชมมาแล้วทั่วโลกและมียอดจำหน่ายบัตรหมดเกลี้ยง (Sold Out) ในทุกประเทศที่ไปเปิดการแสดง

การมาเยือนประเทศไทยของ Murmuration Level 2 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Bangkok Festivals 2026 ที่ต้องการยกระดับสุนทรียภาพและเปิดประสบการณ์ให้ผู้ชมชาวไทยได้สัมผัสกับ Performance ระดับโลกในมุมมองเดียวกับที่กรรมการและผู้ชม AGT เคยตื่นตะลึง นับเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าศิลปะการแสดงชั้นยอดสามารถสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้พรมแดน

เตรียมตัวสัมผัสความมหัศจรรย์ของการเคลื่อนไหวร่างกายกับโชว์ Murmuration Level 2 ซึ่งจะจัดแสดงในวันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 19.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ณเดชน์ ประเดิม HYROX วันแรก จบชายเดี่ยวด้วยเวลา 1:16:59 ชั่วโมง ญาญ่า เชียร์ติดขอบสนาม

ณเดชน์ ประเดิม HYROX วันแรก จบชายเดี่ยวด้วยเวลา 1:16:59 ชั่วโมง ญาญ่า เชียร์ติดขอบสนาม

ณเดชน์ ประเดิม HYROX วันแรก จบชายเดี่ยวด้วยเวลา 1:16:59 ชั่วโมง ญาญ่า เชียร์ติดขอบสนาม

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.11 น.

ณเดชน์ ลุย HYROX Bangkok ประเดิมวันแรก จบชายเดี่ยวด้วยเวลา 1:16:59 ชั่วโมง ญาญ่า คอยเชียร์ตลอดการแข่งขัน

กลับมาอีกครั้ง สำหรับ HYROX ที่เรียกว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาในสมัยนี้ สำหรับปีนี้ HYROX Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 13-16 ส.ค.2569 โดยหนึ่งในไฮไลต์วันแรก คือการลงแข่งขันประเภทชายเดี่ยวของ ณเดชน์ คูกิมิยะ นักแสดงชื่อดัง ที่กลับมาท้าทายตัวเองในสนามนี้อีกครั้ง หลังเคยผ่านการแข่งขันมาแล้วเมื่อต้นปี

ครั้งนี้ ณเดช มาในลุคมาดเข้ม พร้อมแสดงให้เห็นถึงการเตรียมร่างกายมาอย่างดี ก่อนผ่านทั้งการวิ่ง และ Workout ครบทุกสถานี เข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 16 นาที 59 วินาที

ทั้งนี้ มีภรรยาสาวสุดสวย อย่าง ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ซูเปอร์สตาร์สาวชื่อดัง มาส่งเสียงเชียร์สุดลำคอ พร้อมทั้งเก็บภาพ และคลิปวิดีโอมาแบ่งปันความแน่นของกล้ามพี่แบร์ให้แฟนคลับได้กรี๊ด พร้อมให้กำลังสามีตลอดการแข่งขันด้วย

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

13 ส.ค. 2569 16:38 น.

ตม. สหรัฐฯ เตรียมซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้า 20 ล้านดอลลาร์ กลุ่มสิทธิมนุษยชนหวั่นซ้ำเติมความรุนแรง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) เตรียมอนุมัติงบประมาณสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดซื้อ “ถุงมือช็อตไฟฟ้า” สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเสียงคัดค้านหนักจากองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่กังวลว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกใช้เป็นช่องทางทรมานและละเมิดสิทธิประชาชนโดยไม่สามารถตรวจสอบได้

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE เตรียมจัดซื้อถุงมือที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ระบุว่า ICE อาจใช้งบประมาณสูงสุด 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 663 ล้านบาท สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว

เอกสารประกาศบนเว็บไซต์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า Generated Low Output Voltage Emitter หรือ GLOVE ซึ่งเป็นถุงมือที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อขัดขวางความสามารถของบุคคลในการตอบโต้เจ้าหน้าที่

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิอธิบายว่า GLOVE เป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างความเจ็บปวดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์ โดยจะออกให้เจ้าหน้าที่และสายสืบของหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ซึ่งรับผิดชอบปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และหน่วย Enforcement and Removal Operations (ERO) ซึ่งมีหน้าที่จับกุม ควบคุมตัว และส่งตัวผู้ฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองออกจากสหรัฐฯ

ตามข้อมูลของผู้ผลิต ถุงมือดังกล่าวสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 380 โวลต์ และสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 30 ครั้งต่อวินาที โดยทำงานผ่านการกดปุ่มที่ติดตั้งอยู่บนถุงมือ อีกทั้งมีไมโครโปรเซสเซอร์ในตัวสำหรับบันทึกการเปิดใช้งานอุปกรณ์

โดยถุงมือนี้แตกต่างจากปืนช็อตไฟฟ้าที่ใช้เข็มโลหะแหลมยิงเข้าไปในร่างกายและสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 50,000 โวลต์ ขณะที่ถุงมือ GLOVE จะต้องสัมผัสผิวหนังโดยตรงเพื่อส่งกระแสไฟฟ้า และไม่ได้ทำให้กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกายเป็นวงจรเหมือนปืนช็อตไฟฟ้า

ผู้ผลิตระบุว่า อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ และมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหลายแห่งนำไปใช้งานแล้ว อย่างไรก็ตาม คู่มือการใช้งานแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้กับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้พิการรุนแรง รวมถึงแนะนำให้มีเจ้าหน้าที่อีกคนช่วยควบคุมตัวบุคคลที่ถูกใช้ถุงมือดังกล่าว

แผนจัดซื้อดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ สหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน หรือ ACLU ซึ่งวิจารณ์ว่า การมอบเครื่องมือที่สามารถปล่อยความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและซ่อนอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่ อาจนำไปสู่การทำร้ายประชาชนมากขึ้นและทำให้การตรวจสอบการใช้กำลังทำได้ยากขึ้น

เจน รอลนิก บอร์เชตตา รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการใช้กำลังของ ACLU กล่าวว่า ICE ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่พร้อมที่จะใช้กำลังอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรง และในบางกรณีถึงขั้นเสียชีวิตทั้งกับพลเมืองสหรัฐฯ และผู้ที่ไม่ใช่พลเมือง โดยการติดตั้งอุปกรณ์ที่เจ้าหน้าที่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าด้วยการกดปุ่มเล็ก ๆ บนมือ อาจทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างสังเกตเห็นการใช้กำลังได้ยาก

ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยืนยันว่า ICE ประเมินความต้องการของเจ้าหน้าที่ภาคสนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการจับกุมและส่งตัวบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างปลอดภัย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ ICE ผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการลดความรุนแรงของสถานการณ์ และได้รับการฝึกอบรมเรื่องการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง โดยการตัดสินใจทุกครั้งจะต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบและตรวจสอบให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การเตรียมจัดซื้อถุงมือช็อตไฟฟ้าเกิดขึ้นในช่วงที่ ICE ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมุ่งเพิ่มการจับกุมและการส่งตัวผู้อพยพออกนอกประเทศ

ก่อนหน้านี้มีเหตุเจ้าหน้าที่ ICE ยิงบุคคลเสียชีวิตหลายกรณีระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงกรณี ลอเรนโซ ซัลกาโด อาเราโฮ ชาวเม็กซิโกที่ถูกยิงเสียชีวิตในรัฐเท็กซัส และ โยฮัน เซบาสเตียน ดูรัน เกร์เรโร ชาวโคลอมเบีย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองในรัฐเมน

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ควบคุมตัวของ ICE โดยข้อมูลของหน่วยงานระบุว่า มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวโดย ICE มากกว่า 50 คน ทั่วประเทศ นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมปีที่แล้ว

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า เป้าหมายของการปราบปรามผู้อพยพคือการยกระดับความปลอดภัยภายในประเทศ ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่านโยบายดังกล่าวกระทบต่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะต่อชนกลุ่มน้อยที่กังวลเรื่องการถูกเลือกปฏิบัติจากเชื้อชาติ

สำหรับการจัดซื้อ GLOVE นั้น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า สัญญาจัดซื้อแบบไม่เปิดประมูลอาจได้รับการเผยแพร่เร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ หากดำเนินการตามแผนดังกล่าว การจัดซื้อของ ICE จะถือเป็นคำสั่งซื้อครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัท Compliant Technologies ผู้ผลิตอุปกรณ์ชนิดนี้เท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ.

ที่มา Reuters / BBC

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

13 ส.ค. 2569 15:38 น.

ร่าง 2 ทหารเยอรมัน-มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 โผล่หลังระดับแม่น้ำดานูบลดต่ำสุด

ภัยแล้งรุนแรงทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จนเผยให้เห็นซากรถจักรยานยนต์ทหารเยอรมันและร่างของทหารเยอรมัน 2 นายที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลางกรุงบูดาเปสต์ พร้อมป้ายชื่อประจำตัว แหวนแต่งงาน และเครื่องหมายทางทหาร ซึ่งอาจช่วยไขปริศนาชะตากรรมของทหารที่สูญหายมานานกว่า 80 ปี

ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดลงอย่างมากจากภาวะแห้งแล้งรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้พบร่างของทหารเยอรมัน 2 นาย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงซากรถจักรยานยนต์ของกองทัพเยอรมันที่ยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ บริเวณกรุงบูดาเปสต์ เมืองหลวงของฮังการี

คณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน เปิดเผยว่า นอกจากร่างของทหารทั้งสองนายแล้ว ยังพบป้ายระบุประจำตัวของทหารทั้งสองคน แหวนแต่งงาน และ โล่คูบัน (Kuban Shield) ซึ่งเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสำหรับทหารเยอรมันที่เข้าร่วมการสู้รบในพื้นที่สมรภูมิคูบัน โดยการค้นพบครั้งนี้สร้างความหวังว่า ครอบครัวของทหารบางรายอาจได้ทราบชะตากรรมของบรรพบุรุษที่สูญหายไปในสงคราม หลังผ่านมานานกว่า 80 ปี

อาร์เน ชราเดอร์ เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีว่า ขณะนี้กำลังเริ่มต้นกระบวนการสืบสวนเพื่อไขปริศนาว่า ทหารที่เสียชีวิตทั้งสองนายเป็นใคร

ส่วนซากรถจักรถูกพบเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังผู้สัญจรรายหนึ่งพบชิ้นส่วนของรถจักรยานยนต์โผล่ออกมาจากก้อนหินริมแม่น้ำบริเวณใจกลางกรุงบูดาเปสต์ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ เจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ยังพบทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง ทำให้ต้องปิดพื้นที่ริมแม่น้ำเป็นการชั่วคราว ขณะที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ปลอดภัย

คณะกรรมการฯ ระบุว่า สิ่งของบางส่วน โดยเฉพาะป้ายระบุประจำตัวและรถจักรยานยนต์ ยังอยู่ในสภาพดี เนื่องจากถูกฝังอยู่ในส่วนผสมของตะกอนจากท่าเรือและน้ำมันที่สะสมอยู่บนพื้นแม่น้ำ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ซากรถมอเตอร์ไซค์ที่พบ คาดว่าเป็นรุ่น DKW NZ 350-1 ซึ่งเป็นรถที่ผลิตขึ้นสำหรับใช้งานในช่วงสงครามโดยเฉพาะ และเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1944

คณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมันระบุว่า ป้ายระบุประจำตัวที่พบมี 2 ชิ้น โดยชิ้นหนึ่งเป็นของทหารกองทัพเยอรมัน หรือ Wehrmacht ขณะที่อีกชิ้นเป็นของสมาชิก Waffen-SS ซึ่งเป็นหน่วยติดอาวุธขององค์กรเอสเอส และถูกศาลทหารระหว่างประเทศที่เมืองนูเรมเบิร์กประกาศให้เป็นองค์กรอาชญากรรม เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารเยอรมันจะมีป้ายระบุประจำตัวที่สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เมื่อทหารเสียชีวิต ป้ายส่วนหนึ่งจะเก็บไว้กับร่าง ส่วนอีกส่วนจะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานของกองทัพเยอรมัน เพื่อบันทึกข้อมูลการเสียชีวิตและแจ้งให้ครอบครัวทราบ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการฯ ระบุว่า ครอบครัวของทหารทั้งสองนายอาจต้องรอคอยข่าวอย่างสูญเปล่า เนื่องจากไม่เคยได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพวกเขา

ขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มกระบวนการตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนของทหารทั้งสองนาย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าป้ายระบุประจำตัวและโล่คูบานที่พบเป็นของทหารที่เสียชีวิตจริงหรือไม่

คณะกรรมการฯ ระบุว่า แม้จะสามารถค้นหาชื่อเจ้าของป้ายได้ในเวลาไม่นาน แต่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสืบสวน เนื่องจากต้องนำหลักฐานหลายชิ้นมาประกอบกัน และผลการตรวจสอบยังไม่แน่นอน โดย การวิเคราะห์กระดูก จะเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันตัวตนของทหารทั้งสองนาย

ประชาชนที่ยังคงตามหาญาติซึ่งสูญหายในสงครามสามารถตรวจสอบรายชื่อผ่านฐานข้อมูลของคณะกรรมการสุสานสงครามเยอรมัน ซึ่งทำหน้าที่ค้นหา กู้คืน และจัดพิธีฝังศพทหารเยอรมันที่เสียชีวิตจากสงครามในนามของรัฐบาลเยอรมนี

ข่าวการค้นพบร่างทหารทั้งสองนายได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มสื่อสังคมออนไลน์ที่ติดตามเรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า แม้ระดับน้ำที่ลดลงจะสร้างปัญหา แต่การค้นพบครั้งนี้ทำให้ครอบครัวผู้สูญเสียมีโอกาสได้รับทราบสถานที่ที่ญาติของพวกเขาเสียชีวิต และทำให้ทหารที่เสียชีวิตได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ โดยร่างของทหารทั้งสองนายจะถูกนำไปฝังที่สุสานทหารเยอรมันในเมืองบูดาเออร์ช์ นอกกรุงบูดาเปสต์

กรุงบูดาเปสต์เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดการสู้รบอย่างดุเดือดในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างกองทัพแดงของสหภาพโซเวียตกับกองทัพเยอรมัน โดยการสู้รบเพื่อยึดกรุงบูดาเปสต์เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 1944 ต่อเนื่องถึงต้นปี 1945

ก่อนหน้านี้ ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำลงยังทำให้พบหลักฐานและซากวัตถุจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในพื้นที่อื่นด้วย รวมถึงซากเรือใกล้เมืองปราโฮโว ประเทศเซอร์เบีย

การค้นพบครั้งล่าสุดจึงไม่เพียงสะท้อนผลกระทบของภาวะแห้งแล้งที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำดานูบลดต่ำลงอย่างผิดปกติ แต่ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ค้นพบหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจช่วยให้ครอบครัวของผู้สูญหายจากสงครามได้คำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก หลังจากเวลาผ่านไปนานกว่า 8 ทศวรรษ.

ที่มา BBC

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ “ฮั่นกวง”

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ "ฮั่นกวง"

13 ส.ค. 2569 14:52 น.

ไต้หวันลดความเร็วเน็ตมือถือ รับมือจำลองสถานการณ์จีนโจมตี ในการซ้อมรบ “ฮั่นกวง”

ไต้หวันลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นเวลา 30 นาที  ระหว่างการซ้อมรบ “ฮั่นกวง” ประจำปี พร้อมยกระดับการฝึกป้องกันภัยพลเรือนครั้งใหญ่ โดยจำลองสถานการณ์จีนโจมตีเกาะ ทั้งการจำกัดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นครั้งแรก การปิดถนนให้ประชาชนเข้าหลบภัย และการเปลี่ยนพื้นที่ใต้ดินของโรงพยาบาลเป็นหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ขณะที่กองทัพซ้อมรับมือการปิดล้อมทางทะเลของจีน

ประชาชนหลายล้านคนในไต้หวันต้องหยุดกิจกรรมและเข้าหลบภัยภายในอาคาร เมื่อเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นทั่วนครไทเปเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันนี้ (13 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่รัฐบาลไต้หวันทดลองลดความเร็วอินเทอร์เน็ตมือถือเป็นเวลา 30 นาที เพื่อจำลองผลกระทบหากจีนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของเกาะ

การฝึกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหารประจำปี “ฮั่นกวง” (Han Kuang) ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 10 วัน และสิ้นสุดในวันศุกร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมกองทัพ กำลังสำรอง และประชาชนราว 23 ล้านคน ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ที่จีนอาจใช้กำลังโจมตีหรือรุกรานไต้หวัน

จีนอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของตน และไม่เคยตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมเกาะ ขณะที่รัฐบาลไต้หวันที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของจีน

ในการฝึกป้องกันภัยวันนี้ เมื่อสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น ตำรวจได้สั่งให้ประชาชนออกจากถนนและเข้าไปยังพื้นที่หลบภัย เช่น ลานจอดรถใต้ดิน สถานีรถไฟใต้ดิน ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน ถนนในกรุงไทเปที่ปกติคึกคักกลับเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่รถยนต์และรถโดยสารต้องจอดชิดข้างทาง

มาตรการที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้คือ การจำกัดความเร็วอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งแรก ส่งผลให้การสนทนาผ่านวิดีโอ การถ่ายทอดสด และการใช้แอปพลิเคชันสั่งอาหารทำได้ช้าลงอย่างมากเป็นเวลา 30 นาที อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตแบบมีสายและเครือข่ายไว-ไฟ ไม่ได้รับผลกระทบ

เบน ลูอิส นักวิเคราะห์จากเว็บไซต์ PLATracker กล่าวว่า การฝึกครั้งนี้ไม่น่าจะสะท้อนถึงสถานการณ์ที่อินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดทั้งหมด แต่การทำให้ประชาชนได้สัมผัสว่าการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตอาจหยุดชะงักหรือมีข้อจำกัดอย่างไร ถือเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงช่วยทดสอบความทนทานของระบบสื่อสารและระบบอินเทอร์เน็ตของพลเรือนในภาวะวิกฤต

นอกจากการฝึกหลบภัยทางอากาศแล้ว ไต้หวันยังจำลองการทำงานของโรงพยาบาลในภาวะสงคราม โดยเปลี่ยนลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งใกล้นครไทเปให้เป็นสถานพยาบาลฉุกเฉิน

แกรี เฉิน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวัย 39 ปี ซึ่งเข้าร่วมการฝึกโดยนอนบนเตียงในห้องผู้ป่วยวิกฤตจำลอง กล่าวว่า การได้สวมบทบาทเป็นผู้ป่วยและสัมผัสกับสถานการณ์จริงช่วยให้เขาเข้าใจและเตรียมพร้อมต่อการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคต

ด้านลิลี คู พยาบาลห้องผู้ป่วยวิกฤตวัย 30 ปี กล่าวว่า บุคลากรกำลังเรียนรู้วิธีเคลื่อนย้ายเตียงผู้ป่วยลงไปยังชั้นใต้ดิน และปรับรูปแบบการให้บริการให้เหมาะสมกับสถานการณ์สงคราม ซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่จะจำกัดมากกว่าปกติ

ก่อนการฝึกในช่วงบ่าย ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน เดินทางไปตรวจเยี่ยมลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาลในเมืองนิวไทเป ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นหอผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อดูการจัดสรรเสบียงและสิ่งของจำเป็นในภาวะฉุกเฉิน

นอกจากนั้น นักการทูตระดับสูงจากหลายประเทศที่ประจำอยู่ในไต้หวันยังร่วมเดินทางกับนายไล่ด้วย รวมถึงผู้แทนทางการทูตโดยพฤตินัยจากสหรัฐฯ อิสราเอล และแคนาดา โดยไต้หวันให้ความสนใจศึกษาระบบป้องกันภัยพลเรือนของอิสราเอลอย่างใกล้ชิด

นายไล่กล่าวว่า ไต้หวันไม่ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเพียงลำพัง แต่กำลังร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศที่มีความกังวลและความพยายามร่วมกันในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

ขณะเดียวกัน การซ้อมรบทางทหารยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันพุธกองทัพไต้หวันจัดการฝึก รับมือการปิดล้อมทางทะเล โดยใช้เรือรบของกองทัพเรือและเรือหน่วยยามฝั่งจำลองภารกิจคุ้มกันเรือสินค้าให้เดินทางผ่านพื้นที่ที่อาจถูกจีนปิดล้อม

กองทัพเรือทำงานร่วมกับหน่วยยามฝั่งเพื่อคุ้มกันและรักษาความปลอดภัยให้เรือสินค้า ขณะที่เรือกวาดทุ่นระเบิดทำหน้าที่เคลียร์เส้นทางเดินเรือให้ปลอดภัย ก่อนนำเรือจำลองเข้าสู่ท่าเรือทางฝั่งตะวันออกของไต้หวัน หน่วยยามฝั่งไต้หวันระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานได้ร่วมกับกองทัพเรือจัดการฝึกต่อต้านการปิดล้อมทางทะเลในลักษณะดังกล่าว

ไต้หวันกังวลมานานว่า จีนอาจใช้มาตรการปิดล้อมหรือกักกันทางทะเล เพื่อสกัดการขนส่งสินค้าและเสบียง และกดดันให้ไต้หวันยอมจำนน โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการลาดตระเวนที่เรียกว่า “การบังคับใช้กฎหมา”” บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลไต้หวัน และทำให้สหรัฐฯ รวมถึงชาติตะวันตกบางประเทศแสดงความกังวล

การฝึกฮั่นกวงในปีนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การรับมือการโจมตีทางอากาศ การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การดูแลผู้บาดเจ็บในภาวะสงคราม ไปจนถึงการรับมือการปิดล้อมทางทะเล สะท้อนความพยายามของไต้หวันในการเตรียมความพร้อมทั้งด้านการทหารและพลเรือน หากเกิดวิกฤตด้านความมั่นคงกับจีนในอนาคต.

ที่มา Reuters / AFP

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

13 ส.ค. 2569 14:36 น.

ยิงกันในโรงเรียนสหรัฐฯ เด็กชั้นม.3 ทะเลาะกันในห้องน้ำ ก่อนอีกฝ่ายใช้ปืนยิงเพื่อนบาดเจ็บ

เกิดเหตุยิงกันในโรงเรียนมัธยมรัฐจอร์เจียของสหรัฐฯ นักเรียนชั้น ม.3 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ หลังมีปากเสียงกับเพื่อนในห้องน้ำ ก่อนนักเรียนชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้น ก่อเหตุยิงและหลบหนี แต่ถูกตำรวจจับกุมได้ภายในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

เกิดเหตุยิงกันภายในโรงเรียน ที่โรงเรียนมัธยมวอร์เนอร์ โรบินส์ ในเมืองวอร์เนอร์ โรบินส์ รัฐจอร์เจีย สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 12 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้นักเรียนชายชั้นเกรด 9 หรือเทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ 1 คน ขณะที่ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ถูกตำรวจควบคุมตัวได้แล้ว

แมตต์ มอลตัน นายอำเภอฮิวสตันเคาน์ตี เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 14.15 น. ภายในห้องน้ำของโรงเรียน โดยขณะนั้นมีกลุ่มนักเรียนอยู่ภายใน และมีนักเรียน 2 คนเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนบานปลายเป็นการทะเลาะวิวาท

จากนั้นหนึ่งในนักเรียนชักปืนออกมาและยิงเพื่อนร่วมชั้น ก่อนหลบหนีออกจากโรงเรียนไปทางเท้า

เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำโรงเรียนเข้าถึงตัวนักเรียนที่ถูกยิงภายในเวลาไม่กี่วินาที พร้อมใช้สายรัดห้ามเลือดช่วยเหลือเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยตำรวจระบุว่าอาการบาดเจ็บ ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและติดตามเส้นทางหลบหนี จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. หรือราว 1 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ในย่านฮันติงตัน ฮิลส์ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนและห่างออกไปไม่ถึง 800 เมตร

ตำรวจระบุว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นนักเรียนชายวัย 14 ปี ชั้นเกรด 9 หรือเทียบเท่า ม.3 ของโรงเรียนเดียวกัน ส่วนผู้บาดเจ็บก็เป็นนักเรียนชั้นเดียวกัน 

เหตุยิงกันในโรงเรียนในสหรัฐฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงประมาณ 1 สัปดาห์หลังเปิดภาคเรียนใหม่ และทำให้มีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจำนวนมากเข้าควบคุมพื้นที่

ด้าน ริชาร์ด โรเจอร์ส ผู้อำนวยการโรงเรียนในฮิวสตันเคาน์ตี ประกาศปิดโรงเรียนวอร์เนอร์ โรบินส์ สำหรับนักเรียนในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ส่วนบุคลากรจะหยุดในวันพฤหัสบดี พร้อมจัดทีมให้คำปรึกษาด้านวิกฤตเพื่อช่วยเหลือนักเรียนและบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างสอบสวนเพื่อหาสาเหตุและแรงจูงใจที่แน่ชัดของเหตุของเหตุการณ์ครั้งนี้.

ที่มา : AP

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

13 ส.ค. 2569 14:28 น.

สนามบินอินชอนแซงฮีทโธรว์ ขึ้นแท่นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกครึ่งปีแรก

สนามบินนานาชาติอินชอนของเกาหลีใต้ สร้างสถิติใหม่เป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แซงหน้าสนามบินฮีทโธรว์ของอังกฤษและชางงีของสิงคโปร์ โดยมีผู้โดยสารเกือบ 38.4 ล้านคนในเวลาเพียง 6 เดือน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางมายังอินชอนมากขึ้น

สนามบินนานาชาติอินชอน ซึ่งเป็นประตูหลักสู่เกาหลีใต้ ขึ้นเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศมากที่สุดในโลกเป็นครั้งแรกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นจากสภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ หรือ ACI

ข้อมูลระบุว่า อินชอนรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 38.39 ล้านคน ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2026 ขณะที่สนามบินฮีทโธรว์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวน 37.79 ล้านคน และสนามบินชางงีของสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 3 ด้วยจำนวน 34.53 ล้านคน

การก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอันดับสนามบินโลก เพราะก่อนหน้านี้อินชอนอยู่ในอันดับที่ 12 ในปี 2024 และอันดับที่ 13 ในปี 2025 ขณะที่ฮีทโธรว์อยู่ในอันดับที่ 5 ในปี 2024 และอันดับที่ 7 ในปี 2025

ส่วนสนามบินนานาชาติดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเคยครองอันดับ 2 ในปี 2024 และ 2025 จากสถิติทั้งปี คาดว่าจะหลุดจาก 5 อันดับแรก ในการจัดอันดับครั้งนี้ เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารเปลี่ยนเส้นทางออกจากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง

บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น คือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินและการเดินทางผ่านศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้โดยสารบางส่วนที่เดิมใช้ดูไบเป็นจุดเปลี่ยนเครื่องเพื่อเดินทางต่อไปยังยุโรป หันมาเปลี่ยนเส้นทางผ่านอินชอนแทน

จำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินอินชอนเพิ่มขึ้น 18.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 4.24 ล้านคน ขณะที่จำนวนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องที่มีจุดหมายปลายทางในยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 63.2% แตะประมาณ 210,000 คน

นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว การเดินทางมายังเกาหลีใต้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและญี่ปุ่น ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ผู้โดยสารต่างชาติคิดเป็น 44.4% ของผู้โดยสารทั้งหมด ที่เดินทางผ่านอินชอน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจาก 39.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อินชอนยังได้เปรียบจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งดำเนินการครบทั้ง 4 ระยะในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทำให้สนามบินสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้สูงสุดประมาณ 106 ล้านคนต่อปี ถือเป็นขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสนามบินฮ่องกงและดูไบ

ปัจจุบัน อินชอนเชื่อมต่อกับ 183 เมืองใน 53 ประเทศ ผ่านสายการบิน 101 แห่ง ขณะที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงให้บริการ 139 เมือง สนามบินนานาชาติเซี่ยงไฮ้ผู่ตงให้บริการ 92 เมือง และสนามบินนาริตะของญี่ปุ่นให้บริการ 86 เมือง

สนามบินอินชอนเปิดให้บริการในปี 2001 และสามารถรองรับผู้โดยสารสะสมครบ 1,000 ล้านคน ได้ภายในเวลาเพียงกว่า 25 ปี ซึ่งถือว่าเร็วกว่าสนามบินนานาชาติขนาดใหญ่แห่งอื่น ๆ

คิม บอมโฮ รักษาการประธานบริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอน กล่าวว่า บริษัทขอขอบคุณรัฐบาลเกาหลีใต้ ประชาชน และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานในสนามบิน ซึ่งมีส่วนทำให้อินชอนก้าวขึ้นเป็นสนามบินอันดับ 1 ของโลก พร้อมระบุว่า บริษัทจะมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร และเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงเส้นทางการบินในภูมิภาค

บริษัทท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนยังเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเดินทางทางอากาศในเขตเมือง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของรัฐบาลเกาหลีใต้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ 30 ล้านคนต่อปี และเสริมความแข็งแกร่งให้เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก.

ที่มา BBC / The Korea Herald

“ปูติน” เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

"ปูติน" เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

13 ส.ค. 2569 13:02 น.

“ปูติน” เยือนหมู่เกาะคูริล ญี่ปุ่นประท้วงอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาท

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริลเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ  โดยไปยังเกาะอิตูรุป หนึ่งใน 4 เกาะที่ญี่ปุ่นอ้างสิทธิ์และเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” ส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาประท้วงอย่างรุนแรง ระบุเป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยชอบธรรม ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางเยือนหมู่เกาะคูริล ทางตะวันออกไกลของรัสเซียเป็นครั้งแรกวันนี้ (13 ส.ค.) โดยการเยือนครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ญี่ปุ่น ซึ่งอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะดังกล่าวเช่นกัน

สื่อทางการรัสเซียรายงานว่า ปูตินเดินทางไปยัง เกาะอิตูรุป หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “เอโตโรฟุ” หนึ่งใน 4 เกาะทางตอนใต้ของหมู่เกาะคูริลที่เป็นพื้นที่พิพาทระหว่างสองประเทศ โดยระหว่างการเยือน ผู้นำรัสเซียได้เยี่ยมชมโรงงานแปรรูปปลา ชิมไข่ปลา และพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประท้วงอย่างรุนแรง โดยนายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า หมู่เกาะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า “ดินแดนทางเหนือ” เป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยชอบธรรม ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลญี่ปุ่นขอประท้วงอย่างรุนแรงต่อการเดินทางเยือนของปูติน

ข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะคูริลเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นตึงเครียดมานาน และเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถลงนามสนธิสัญญาสันติภาพเพื่อยุติภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

หมู่เกาะคูริลทอดตัวเป็นแนวยาวระหว่างคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซียกับเกาะฮอกไกโดทางตอนเหนือของญี่ปุ่น โดย 4 เกาะที่เป็นข้อพิพาท ได้แก่ คุนาชีร์ ฮาโบไม ชิโคตัน และอิตูรุป ซึ่งรัสเซียเป็นฝ่ายบริหารพื้นที่ ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกรวมว่า “ดินแดนทางเหนือ”

อดีตสหภาพโซเวียตเข้ายึดหมู่เกาะดังกล่าวในช่วงสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังประกาศสงครามกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1945 และต่อมาขับไล่ชาวญี่ปุ่นราว 17,000 คนออกจากพื้นที่ ปัจจุบันมีชาวรัสเซียประมาณ 20,000 คนอาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่รุนแรง ขณะที่พื้นที่มีทั้งแหล่งแร่ เช่น ทองคำและเงิน รวมถึงแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์

หมู่เกาะคูริลยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อรัสเซีย โดยเฉพาะด้านการทหาร เนื่องจากเป็นจุดตั้งฐานทางอากาศและฐานทัพเรือ และสามารถควบคุมเส้นทางเดินเรือในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ โดยเกาะอิตูรุปถูกใช้เป็นฐานทัพอากาศสำคัญของรัสเซียในภูมิภาค

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เรือรบของจีนและรัสเซียได้แล่นผ่านช่องแคบในหมู่เกาะคูริลระหว่างการลาดตระเวนร่วมกัน ขณะที่รัสเซียเคยจัดการซ้อมรบใกล้หมู่เกาะแห่งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นออกมาประณามเช่นกัน

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังปูตินเดินทางไปยังเกาะซาฮาลิน ซึ่งอยู่ใกล้เคียง และกองทัพเรือรัสเซียกำลังจัดการซ้อมรบในพื้นที่ โดยปูตินยังเป็นประธานการประชุมว่าด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของรัสเซีย

ปูตินไม่ใช่ผู้นำรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนพื้นที่พิพาท โดยในปี 2010 นายดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นผู้นำรัสเซียคนแรกที่เดินทางเยือนหมู่เกาะดังกล่าว และต่อมาได้เดินทางไปเยือนอีกหลายครั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แม้รัสเซียและญี่ปุ่นเคยเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทหลายครั้ง รวมถึงในปี 1956 หลังทั้งสองประเทศฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับสถานะของหมู่เกาะทั้ง 4 แห่ง

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่นยิ่งเสื่อมถอยลงหลังรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ขณะที่ในช่วงเดียวกัน มอสโกกลับกระชับความสัมพันธ์กับจีนและเกาหลีเหนือมากขึ้น ทำให้ข้อพิพาทเรื่องหมู่เกาะคูริลมีความอ่อนไหวทางยุทธศาสตร์และการเมืองเพิ่มขึ้นอีกครั้ง.

ที่มา AFP / BBC

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

13 ส.ค. 2569 12:42 น.

อินโดฯ สั่งจับ 2 จนท.สรรพากร รับสินบน บ.เยื่อกระดาษ ทำรัฐเสียหายเฉียด 3.7 พันล้านบาท

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซียสั่งควบคุมตัว 2 เจ้าหน้าที่สรรพากร หลังพบพฤติกรรมรับเงินสินบนจากบริษัทเยื่อกระดาษรายใหญ่ Toba Pulp Lestari เพื่อเอื้อประโยชน์ในการรายงานมูลค่าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริงยาวนานกว่าสิบปี สร้างความเสียหายแก่รายได้รัฐมหาศาลกว่า 2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3,700 ล้านบาท

สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย หรือ AGO ตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร 2 ราย ในคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับการลดมูลค่าการส่งออกเยื่อกระดาษของบริษัท Toba Pulp Lestari หรือ PT TPL ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3,700 ล้านบาท

ซาอิฟุล บาห์รี ซีเรการ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสอบสวนของหน่วยอาชญากรรมพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า บริษัท TPL ซึ่งดำเนินธุรกิจแปรรูปเยื่อกระดาษและอุตสาหกรรมป่าไม้ ถูกกล่าวหาว่าส่งออกผลิตภัณฑ์เยื่อกระดาษให้แก่บริษัทในเครือด้วยวิธีแจ้งราคาสินค้าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อให้มูลค่าที่ใช้คำนวณภาษีต่ำลง

รายงานจากอัยการระบุว่า บริษัท PT TPL ได้เริ่มกระบวนการสำแดงราคาสินค้าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริงมาตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2025 โดยการใช้วิธีเปลี่ยนรหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) แจ้งสินค้าส่งออกไปยังบริษัทในเครือว่าเป็นเยื่อกระดาษธรรมดา (Paper Grade Pulp) ที่มีราคาต่ำกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง สินค้าที่ส่งออกคือเยื่อกระดาษเคมีชนิดพิเศษ (Dissolving Pulp) ซึ่งมีมูลค่าในตลาดสูงกว่ามาก ในขณะที่การขายภายในประเทศกลับลงรายการตรงตามความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่รัฐควรได้รับลดลงอย่างมหาศาล

เจ้าหน้าที่อัยการระบุว่า การสอบสวนพบพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2018-2025 ขณะที่การขายสินค้าในประเทศกลับลงรายการตรงตามความเป็นจริง โดยบริษัทแจ้งประเภทสินค้าเป็น Dissolving Pulp ภายใต้ชื่อ High Alfa Pulp ตามสภาพที่แท้จริง จึงเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของการรายงานข้อมูลระหว่างการส่งออกกับการจำหน่ายภายในประเทศ

ผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายถูกระบุเพียงชื่อย่อว่า BP และ SR โดย BP ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ตรวจสอบภาษีที่รับผิดชอบบริษัทในปีภาษี 2020 และ 2023 ส่วน SR รับผิดชอบการตรวจสอบในปีภาษี 2024

อัยการกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลตามที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้ตรวจสอบเอกสารการตรวจสอบภาษีและรายงานผลการตรวจสอบให้สอดคล้องกับแผนการตรวจสอบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ ยังถูกกล่าวหาว่ารับเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัทเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซียยังไม่ได้ตั้งบริษัท Toba Pulp Lestari เป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ และบริษัทเองยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว

เจ้าหน้าที่อัยการระบุว่า ความเสียหายต่อรัฐในเบื้องต้นประเมินไว้ที่ประมาณ 2 ล้านล้านรูเปียห์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่จำนวนสุดท้าย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการตรวจสอบและคำนวณความเสียหายทางการเงินของรัฐอย่างละเอียด

อัยการได้ควบคุมตัว BP และ SR เป็นเวลา 20 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ที่เรือนจำซาเล็มบา สาขาสำนักงานอัยการสูงสุดอินโดนีเซีย เพื่อดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม

ผู้ต้องหาทั้งสองถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยการทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญาของอินโดนีเซียและกฎหมายต่อต้านการทุจริต ซึ่งความผิดตามข้อหาหลักมีโทษสูงสุดถึง จำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการยังตั้งข้อหาสำรองตามบทบัญญัติอื่นของประมวลกฎหมายอาญาอินโดนีเซียด้วย

คดีดังกล่าวถือเป็นอีกกรณีที่ทางการอินโดนีเซียกำลังตรวจสอบการใช้วิธีแจ้งมูลค่าสินค้าส่งออกต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีและรายได้ของรัฐ โดยผลการตรวจสอบขั้นสุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงและขอบเขตความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องต่อไป.

ที่มา Reuters / Kompas.com / CNN Indonesia