นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวด เอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวด เอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวด เอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

”นายกฯ“ ยัน รบ.เข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตร ปชช.ให้ต่างชาติ  บอกข้าราชการต้องไม่ทำสิ่งผิดกฎหมาย ชี้โทษรุนแรง

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เวลา 10.05 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีชาวต่างชาติได้บัตรประชาชน จะมีมาตรการเข้มงวดดูแลเรื่องนี้อย่างไรว่า  ได้ดำเนินการไปแล้ว และเห็นว่าคนที่กระทำผิด ถูกดำเนินคดีอยู่ 

พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ อดีตปลัดอำเภอ ก็รมควันตัวเองไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าเราดำเนินการอย่างรุนแรงมาก จนเขาเห็นว่าความผิดรุนแรงจึงต้องบอกว่าใครที่ทำอยู่อย่าทำ และตนได้สอบถามอธิบดีกรมการปกครองว่าทำไมเขาต้องถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ปลิดชีพตัวเอง ขนาดนี้ ซึ่งพอมีหลายๆคดี ต่างกรรมต่างวาระ รวมโทษแล้วไม่ต่ำกว่า 400 ปี เขาก็อาจจะเกิดความเครียดขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่อยากให้เกิดเกตุการณ์แบบนี้ขึ้น เพราะฉะนั้นต้องไม่ทำสิ่งผิดกฎหมาย และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะผู้ที่เป็นข้าราชการ

นายกฯ ถกหน่วยมั่นคง ร่วมจัดระเบียบอาวุธปืน เข้มงวดการพกพา ใครพกในที่สาธารณะ จับหมด

นายกฯ ถกหน่วยมั่นคง ร่วมจัดระเบียบอาวุธปืน เข้มงวดการพกพา ใครพกในที่สาธารณะ จับหมด

นายกฯ ถกหน่วยมั่นคง ร่วมจัดระเบียบอาวุธปืน เข้มงวดการพกพา ใครพกในที่สาธารณะ จับหมด

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

“นายกฯ” เข้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราช ในโอกาสวันเข้าพรรษา เรียกหน่วยงานความมั่นคงถกด่วน รับมอบนโยบายทำงาน หลังเกิดเหตุยิงในโรงเรียน เข้มบังคับใช้กฎหมายอาวุธปืน มอบ “ปกรณ์” ปรับปรุง-ออกกฎหมายใหม่ พกพาอาวุธปืน ลั่น สอบท้องถิ่นสาวถึงตัวบงการ บอก หารือโยกย้ายเหล่าทัพ ปัดเอี่ยวข้ามห้วยนั่ง เลขาฯ สมช. 

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่วัดราชบพิธฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และ ภริยา ถวายเครื่องสักการะแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2569  ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

โดยก่อนเข้าถวายสักการะ นายกฯ ได้เรียก พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบที่กระทรวงมหาดไทย 

ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกฯได้เรียกมาเพื่อรับมอบนโยบายการทำงานในห้วงที่เกิดสถานการณ์สำคัญ อาทิ มาตรการควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ยิงครู และนักเรียน ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ภายหลังพบผู้กระทำผิดถึง 5,925 ราย และนำไปสู่การถอดถอนผู้ทุจริตพ้นตำแหน่ง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูง

ทั้งนี้ ภายหลังเข้าพบ พล.ท.อดุลย์ ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ว่านายกฯได้กำชับเรื่องใดบ้าง โดยระบุว่า ให้ไปถามนายกฯ

ด้าน พล.ต.อปสำราญ เปิดเผยเพียงสั้นๆว่า จะไปติดตามเรื่องนอมินี 

จากนั้น นายกฯ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชน ถึงกรณีที่ได้เรียกหน่วยงานต่างๆมาหารือที่กระทรวงมหาดไทย ว่า มาหารือกันเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีของทั้งทหารและตำรวจ ซึ่งตนก็ได้ให้การบ้านไป ว่าทางกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึง ป.ป.ท. ให้ร่วมกันจัดระเบียบการครอบครองและพกพาอาวุธปืนให้มีความเข้มข้นสูงสุด แต่หากจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเป็นการเฉพาะก็ขอให้เร่งดำเนินการเสนอขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเข้มงวดการจับกุมดำเนินคดีกับผู้พกพาอาวุธปืนด้วย ซึ่งตนขอย้ำว่า ใครก็ไม่มีสิทธิ์พกอาวุธปืนไปไหนมาไหนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สาธารณะ ฉะนั้นหากใครพกพาไปถือว่าผิดกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดี จะมาบอกว่าป้องกันตัวอย่างไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนใบสุดท้ายถูกออกไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และใบอนุญาตก็มีอายุเพียง 1 ปี เพราะฉะนั้น ไม่มีใครสามารถพกอาวุธปืนได้หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ตนก็ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก นอกจากนี้ จะมีการตั้งด่านตรวจอาวุธปืนอย่างเข้มข้น เพราะเป็นสิ่งที่เราได้เตือนมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเรื่องของกฎหมาย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็กำลังจะยกร่างปรับปรุงแก้ไขอยู่ หรือหากจำเป็นจะต้องออกเป็นกฎหมายฉบับใหม่ก็จะเสนอมาให้ตนพิจารณา

ส่วนที่นายกฯบอกว่ามีการหารือเรื่องโผการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหาร และตำรวจ แต่ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการย้ายข้ามห้วยไปนั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี อุทานว่า “อุ๊ย จะมาถามเป็นรายบุคคลไม่ได้ เขามาหารือเรื่องไทม์ไลน์กำหนดการ ผู้สื่อข่าวจะมาถามว่าใครจะไปไหนอย่างไรไม่ได้หรอก”

นายกฯ ยังเปิดเผยต่อว่า จากการหารือกับเลขาธิการ ป.ป.ท. ได้มาหารือเรื่อง การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนเคยกล่าวไว้ ว่าเราต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ และยกเลิกผู้ที่ได้คะแนนไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการดำเนินคดีต่อไป พร้อมยืนยันว่า ไม่มีละเว้นใคร ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ และสาวถึงตัวการแน่นอน

อนุทิน ตอบแล้ว วิ่งหัวชนกำแพง แค่ไว้สอน-เตือนตัวเอง เอามือแตะหน้าผาก บอก หัวโน

อนุทิน ตอบแล้ว วิ่งหัวชนกำแพง แค่ไว้สอน-เตือนตัวเอง เอามือแตะหน้าผาก บอก หัวโน

อนุทิน ตอบแล้ว วิ่งหัวชนกำแพง แค่ไว้สอน-เตือนตัวเอง เอามือแตะหน้าผาก บอก หัวโน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.53 น.

’อนุทิน‘ ตอบแล้ว โพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ไว้สอน – เตือนตัวเอง ไม่ตอบหมายถึงใคร เอามือแตะหน้าผาก บอก “หัวโน”

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.05 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการโพสต์ข้อความ “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ซึ่งถูกนำไปเชื่อมโยงว่าเป็นการโพสต์พาดพิง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน จนถูกบรรดา สส.พรรคประชาชนออกมาโพสต์ตอบโต้นั้น หมายถึงใคร โดยนายกรัฐมนตรี ได้เอามือแตะไปที่หน้าผาก ก่อนกล่าวว่า “หัวโน” 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าต้องการจะสื่ออะไร นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า ”สอนตัวเอง เตือนตัวเอง“ 

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ กระแสล้มรัฐบาล อ้าง รัฐพันลึก? แซะพวกหิวแสงผสมสูตร เซ่นลูกกรอก

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ กระแสล้มรัฐบาล อ้าง รัฐพันลึก?  แซะพวกหิวแสงผสมสูตร เซ่นลูกกรอก

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ กระแสล้มรัฐบาล อ้าง รัฐพันลึก? แซะพวกหิวแสงผสมสูตร เซ่นลูกกรอก

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐพันลึก​ ?

มีคนในสังคมบอกว่า​ สีน้ำเงินหมดเครดิตแล้ว

สีน้ำเงินไปไม่เป็น​ รัฐพันลึกจะเอาอย่างไร

งงมั้ยครับ

ตกลงเราอยู่ประเทศไหน

เคยได้ยินแต่ว่า​ อเมริกามีรัฐพันลึก

รัฐพันลึกในอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอเมริกา

แล้วรัฐพันลึกของฝรั่งจะมาสั่งอะไรบ้านเรา

หรือมันแผ่อิทธิพลมาถึงไทยตั้งแต่เมื่อไร

ไม่ได้แกล้งโง่นะ

แน่จริงบอกมาเลย​ ใครคือรัฐพันลึกในไทย

รัฐบาลนี้เพิ่งบริหารได้ไ​ม่ถึง​ 6 เดือนเลย

จะล้มรัฐบาลนี้แล้วหรือ​ ?

จะเอาใครมาแทน

จะเอาน้ำแดงน้ำเขียวน้ำส้มบวกฟ้าหรือ

เคยเห็นแต่เขาเอาไปเซ่นไหว้ลูกกรอก

อำนาจมันหอมหวาน​ ใครๆก็อยากเป็นใหญ่

ประเทศชาติประชาชนจะเป็นไงก็ชั่ง​หัว…

กูขอเป็นใหญ่

ชวน ให้กำลังใจ กกต. ทำคดีฮั้วสว. ยึดตรงไปตรงมา อย่าทำผิดเป็นถูก

ชวน ให้กำลังใจ กกต. ทำคดีฮั้วสว.  ยึดตรงไปตรงมา อย่าทำผิดเป็นถูก

ชวน ให้กำลังใจ กกต. ทำคดีฮั้วสว. ยึดตรงไปตรงมา อย่าทำผิดเป็นถูก

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

‘ชวน’ ให้กำลังใจ ‘กกต.’ ทำ ‘คดีฮั้ว สว.’ ยึดตรงไปตรงมา อย่าทำผิดเป็นถูก กรีดเลือดสาดค่อยตอบแทนบุญคุณ ‘โจรการเมือง’ ตอนเขาตาย จะตายธรรมดา หรือตายด้วยโรคอหิวา ก็ค่อยไปงานศพตอบแทน

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กทม. นายชวน หลีกภัย  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานมหกรรมนิทรรศการศิลปะแห่งชาติ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปะนานาชาติ : Art Exchange 2026 จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นงานจัดแสดง ผลงานของศิลปินแห่งชาติ ศิลปินรุ่นใหม่ และศิลปินจากนานาชาติ ระหว่างวันที่ 6 – 30 สิงหาคม นี้ ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 09.00น. – 16.00น.  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ช่วงหนึ่งของการกล่าวปาฐกถาพิเศษ  นายชวน กล่าวถึงปัญหาทางสังคมและการเมือง ว่า ทุกสิ่งอย่างจำเป็นต้องยึดถือคุณภาพ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง  เศรษฐกิจ  และสังคม  หากไร้ซึ่งคุณภาพก็อยู่ยาก

“ไม่อับอายเลยหรือคนรับราชการต้องซื้อ 5แสน 7แสน เพื่อมากินเงินหมื่น เป็นแล้วไม่รีดไถมีหรือ นักการเมืองที่ซื้อเสียงมา 100 ล้าน 80 ล้าน มีหรือครับมากินเงินเดือนแค่แสนบาทกี่ปีก็ไม่คุ้ม แต่คนเหล่านี้เขามีทางออก เขามองการเมืองเป็นธุรกิจ ลงทุนแล้วก็ต้องเอากำไร การทุจริตจึงระบาดไปทั่ว วงจรอุบาทว์นี้ก็ลามไปถึงข้าราชการ ลามไปถึงองค์กรอิสระ” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวต่อว่า ปัญหาในองค์กรอิสระขณะนี้  อย่างที่เราเห็นกันว่ามีการแทรกแซงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา  จนมีเรื่องคดีฮั้ว สว. และตอนนี้มีการคาดคั้น กกต.ให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา  แต่ กกต.จะกล้าทำหรือ ในเมื่อ กกต.ส่วนใหญ่มาจากการแต่งตั้งในยุคนี้  ผ่านการเลือกของ สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นชุดที่เขามองกับว่ามาจากระบบโกง  จึงตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มาจากระบบโกงจะกล้าตัดสินอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ แต่ส่วนตัวยังเชื่อว่ายังมีคนดีอยู่ในสังคม คงไม่เลวร้ายไปทั้งหมด  พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังทำหนังสือไปถึง ประธาน กกต. ให้กำลังใจขอให้ท่านกล้ายึดความถูกต้อง อะไรผิดเป็นผิด อะไรถูกเป็นถูก

นายชวน กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องจะใช้หนี้บุญคุณกันนั้น ถ้าเราได้เป็นหรือได้มีตำแหน่งเพราะเขาก็ค่อยตอบแทนบุญคุณตอนเขาตาย  ไปงานศพเขา เขาจะตายธรรมดา  หรือเป็นอหิวาตกโรคตาย ก็ไปงานศพเป็นการตอบแทนบุญคุณในทางธรรมเนียมประเพณี อย่าตอบแทนด้วยวิธีทำถูกให้ผิด ทำผิดให้ถูก เพียงเพื่อให้โจรการเมืองเหล่านี้ อยู่ในอำนาจ

รัฐบาลสั่งตั้งวอร์รูม 24 ชม.รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง ลดขั้นตอนราชการ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน ให้ผู้ว่าฯลุยช่วยหน้างานได้ทันที

รัฐบาลสั่งตั้งวอร์รูม 24 ชม.รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง ลดขั้นตอนราชการ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน ให้ผู้ว่าฯลุยช่วยหน้างานได้ทันที

รัฐบาลสั่งตั้งวอร์รูม 24 ชม.รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้ง ลดขั้นตอนราชการ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน ให้ผู้ว่าฯลุยช่วยหน้างานได้ทันที

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.06 น.

รัฐบาลสั่งตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคเหนือ พร้อมลดขั้นตอนราชการ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน ให้ผู้ว่าฯ ลุยช่วยประชาชนหน้างานได้ทันที 

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคเหนือ ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับรูปแบบการทำงานเข้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนขั้นสุด

ทั้งนี้จากการประเมินสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าความเสี่ยงของภาคเหนือในขณะนี้ มีความท้าทายแบบทับซ้อน ทั้งฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ จึงสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยให้ตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อย และสแตนด์บายทั้งกำลังคน เครื่องจักรกล และรถสูบน้ำ พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากพื้นที่ใดทรัพยากรไม่พอ ให้ดึงกำลังทหารและศูนย์ ปภ. เขต เข้าเสริมทันที

นอกจากนี้ ในข้อสั่งการดังกล่าว ยังกำชับเรื่องการประเมินความเสี่ยง โดยหากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงภัยสูง ให้จังหวัดพิจารณาใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันที เพื่อบรรเทาความเสียหายล่วงหน้า และต้องไม่ปล่อยให้ระเบียบหรือขั้นตอนทางราชการกลายเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือประชาชน โดยให้เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรกๆ หากสถานการณ์รุนแรงจนต้องมีการอพยพ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังระบุถึงมาตรการระยะยาวว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง รัฐบาลได้สั่งการให้เร่งประเมินน้ำต้นทุน  และสำรองน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งประสานเกษตรกรปรับแผนการเพาะปลูก ส่วนกรณีหลังเกิดเหตุอุทกภัย ให้เจ้าหน้าที่ปูพรมสำรวจและเร่งจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนชีวิตปกติให้ประชาชนให้ได้ไวที่สุด

มท.2 บุกจับ โรงแรมนอมินีจีน เจอเจ้าของโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้ จนท.รัฐแล้ว สั่งสาวถึงตัว

มท.2 บุกจับ โรงแรมนอมินีจีน เจอเจ้าของโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้ จนท.รัฐแล้ว สั่งสาวถึงตัว

มท.2 บุกจับ โรงแรมนอมินีจีน เจอเจ้าของโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้ จนท.รัฐแล้ว สั่งสาวถึงตัว

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.17 น.

มท.2 นำทีมบุกจับ โรงแรมนอมินีจีน ย่านใจกลางเมือง แฉเจ้าของร้านโทร ขอเคลียร์ อ้างจ่ายเป็นงวดให้เจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ลั่นไม่สน ไม่คุย ไม่เคลียร์ ผิดคือผิด กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ เดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริง เร่งทลายทั้งขบวนการ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “บูรณาการห้วยขวาง” ตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจที่อาจเข้าข่ายนอมินีและโรงแรมผิดกฎหมาย ในพื้นที่เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้มีหน่วยงานหลายฝ่ายร่วมสนธิกำลัง ทั้งกรมการปกครอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการจัดหางาน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภายใต้นโยบาย “มหาดไทย ทำ ทัน ที Action 5 PLUS” ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย

เจ้าหน้าที่เข้าสุ่มตรวจโรงแรมสถานประกอบย่านห้วยขวาง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนและเบาะแสจากประชาชนในพื้นที่ ก่อนพบข้อสงสัยหลายประการ ทั้งการประกอบกิจการโดยไม่มีใบอนุญาต การก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารที่อาจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนปัญหาด้านระบบความปลอดภัยของอาคาร

นอกจากนี้ การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบางกิจการยังพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่าย “นอมินี” โดยมีชาวจีนถือหุ้น 49% และหญิงไทยซึ่งเป็นภรรยาถือหุ้นอีก 51% แต่จากการสอบปากคำพบว่า หญิงไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระค่าหุ้น การเปิดบริษัท หรือการบริหารกิจการ ขณะที่เจ้าหน้าที่พบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทรับทำบัญชีและสำนักงานกฎหมายที่อาจเกี่ยวข้อง จึงต้องขยายผลต่อไป

นายพลพีร์ กล่าวว่า จากการตรวจภายในโรงแรมเป้าหมาย ยังพบข้อกังวลเรื่องบันไดหนีไฟ ทางออกฉุกเฉิน และระบบป้องกันอัคคีภัย ซึ่งอาจกระทบต่อความปลอดภัยของผู้เข้าพักหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ขณะที่การตรวจแรงงานพบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในจุดที่เข้าตรวจ รวมถึงพบการทำงานบางประเภทที่เป็นอาชีพสงวนสำหรับคนไทย แต่ประเด็นที่ทำให้ตนตกใจ เกิดขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน เมื่อมีผู้ประกอบการพยายามติดต่อเข้ามาเพื่อขอเคลียร์พร้อมกล่าวอ้างถึงเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานในพื้นที่ห้วยขวาง รวมถึงเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งผู้ติดต่อยังอ้างด้วยว่าไม่ได้มีการจ่ายเงินเฉพาะสถานประกอบการที่ถูกตรวจในวันนี้ แต่มีการจ่ายกันเป็นงวดๆในสถานบริการหลายแห่งอยู่แล้ว

“อีกสิ่งหนึ่งที่พี่น้องสื่อมวลชนน่าจะได้เก็บวิดีโอ เก็บฟุตเทจ เก็บเสียงไปแล้ว ก็คือตัวเจ้าของร้านมีการพยายามติดต่อ ในการขอเคลียร์ แล้วก็อ้างถึงหน่วยงานต่างๆ สิ่งที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ เขาอ้างอิงถึงเจ้าหน้าที่ในเขตห้วยขวางเองด้วย อ้างถึงเจ้าหน้าที่ของ ตม. เองด้วย และไม่ได้ขอเคลียร์เฉพาะสถานที่ที่เรามาตรวจวันนี้ เขาบอกว่าเขาจ่ายกันเป็นงวดๆ ในหลายสถานบริการอยู่แล้ว” นายพลพีร์ กล่าว

นายพลพีร์ กล่าวว่า จึงสั่งให้กรมการปกครองประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ ติดตามตัวผู้ที่โทรศัพท์เข้ามา รวมทั้งตรวจสอบบุคคล 2–3 รายที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ว่าเป็นใครและมีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่

ทั้งนี้ ข้าราชการรับเงินเดือนจากภาษีประชาชน จึงไม่ควรใช้อำนาจหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ต่างชาติเข้ามาเบียดบังอาชีพหรือธุรกิจของคนไทย หากการสอบสวนพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์ จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังประสานกรมที่ดินตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้อง หากพบการถือครองที่ดินผ่านนอมินีหรือฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการตามขั้นตอน ทั้งการเพิกถอนสิทธิและบังคับจำหน่ายที่ดิน

นายพลพีร์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เตรียมขยายการตรวจสอบไปถึงเส้นทางการเงิน หลังพบ QR Code บางรายการเชื่อมโยงไปยังเว็บพนันออนไลน์ การชำระเงินที่ไม่ได้เข้าสู่บัญชีธนาคารในประเทศไทย รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม Food Delivery ต่างชาติที่ต้องตรวจสอบเรื่องการจดทะเบียนและภาษีเพิ่มเติม

ปฏิบัติการจะไม่หยุดเพียงห้วยขวางหรือกรุงเทพมหานคร แต่จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ โดยตรวจทั้งข้อมูลร้องเรียน แพลตฟอร์มออนไลน์ และเส้นทางการเงินของธุรกิจต้องสงสัย ดังนั้นผิดก็คือผิด ไม่ว่าจะเป็นทุนต่างชาติ นอมินี นายหน้า บริษัทกฎหมาย หรือเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบหลักฐานว่าเกี่ยวข้องก็ต้องเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน เพราะหากกฎหมายยังสามารถถูกเคลียร์ได้ ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายก็ไม่เหลือความหมาย ทั้งนี้ นายอนุทินมีนโยบายชัดเจนไม่ยอมรับการทุจริตและข้าราชการที่พัวพันกับทุนสีเทา โดยย้ำหลักการทำงาน ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ไม่สนว่าเป็นใครหรือสังกัดหน่วยงานใด หากผลการสอบสวนพบความผิด ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด

นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตั้งเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี

นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตั้งเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี

นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ตั้งเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.32 น.

นายกฯ นำเต้นแอโรบิค ประกาศความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี คนไทยรวมพลังทะลุเป้า 153 ล้านแคลอรี ชู สุขภาพดี รากฐานสำคัญของคนและการพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 ที่สนามศุภชลาศัย เขตปทุมวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีประกาศความสำเร็จโครงการออกกำลังกาย “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” ตามโครงการส่งเสริมการกีฬาเพื่อพัฒนาชาติไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยานายกรัฐมนตรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” เป็นการน้อมนำพระราชปณิธานและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างด้านการดูแลพระวรกายและทรงส่งเสริมการกีฬาและการออกกำลังกาย เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง มีระเบียบวินัย มีความสามัคคี และมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก เพราะ “สุขภาพที่ดี คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางสังคมและการพัฒนาประเทศ” การส่งเสริมการออกกำลังกายจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสาธารณสุข แต่เป็นการพัฒนาคนและประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาว โดยรัฐบาลมุ่งสนับสนุนเมืองและชุมชนให้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย ทั้งทางเดินเท้า ทางจักรยาน สวนสาธารณะ สนามกีฬา และลานกิจกรรมใกล้บ้าน เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการออกกำลังกายได้สะดวกและปลอดภัย โดยมหกรรมกีฬาระดับประเทศครั้งนี้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและกระแสการออกกำลังกายในวงกว้าง และนำไปสู่การทำให้กิจกรรมออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน

“เราจึงต้องร่วมกันขยายโอกาสและกิจกรรมดี ๆ ให้เข้าถึงทุกจังหวัด ทุกอำเภอ และทุกชุมชน ผ่านความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา หน่วยบริการสุขภาพ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างสังคมไทยที่กระฉับกระเฉง มีสุขภาวะดี” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีประกาศความสำเร็จโครงการ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” โดยกดปุ่มเปิดงานประกาศความสำเร็จ พร้อมชื่นชมกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการ รวมถึงแสดงความยินดีกับหน่วยงาน องค์กร และประชาชนที่ได้รับรางวัลและเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติ

“ความมุ่งมั่นของทุกท่านไม่เพียงเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาออกกำลังกายเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นวิถีชีวิต เป็นพลังแห่งสุขภาวะทั้งกายและใจ เป็นรากฐานของครอบครัวที่เข้มแข็ง ชุมชนที่มีคุณภาพ และประเทศไทยที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” นายกรัฐมนตรีกล่าว

จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมกิจกรรมออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกร่วมกับประชาชนที่เข้าร่วมงาน 

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

‘อธิบดีปศุสัตว์’ ยืนยันปริมาณไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

ปศุสัตว์ยืนยันไข่ไก่ในประเทศมีเพียงพอต่อการบริโภค ไม่ได้ส่งออกจนทำให้ปริมาณในประเทศขาดแคลน ระบุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบริหารสมดุลผลผลิตภายใต้แนวทาง Egg Board ทั้งการส่งออกและการปลดแม่ไก่ยืนกรง ยึดหลักเกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน ชี้ราคาไข่ไก่มีวงจรปรับขึ้นลงตามต้นทุน ฤดูกาล และความต้องการของตลาด

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาไข่ไก่ที่ปรับสูงขึ้นว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจัยด้านฤดูกาลและสภาพอากาศที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ยืนกรง ทำให้ปริมาณผลผลิตและราคาไข่ไก่ปรับตัวตามภาวะตลาด

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ปริมาณไข่ไก่ในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค และไม่มีปัญหาขาดแคลน โดยการส่งออกไม่ได้อยู่ในระดับที่ทำให้ไข่ไก่ภายในประเทศไม่เพียงพอโดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2569 มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 53.85 ล้านตัว และคาดว่าจะมีผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 43.35 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่สภาพอากาศในช่วงนี้มีความแปรปรวน ทั้งฝนตกชุกสลับกับอากาศร้อนอบอ้าวและความชื้นสูง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลงประมาณ 3% โดยคาดว่าเมื่อสภาพอากาศมีความแปรปรวนน้อยลง ประกอบกับการดูแลสุขภาพแม่ไก่อย่างเหมาะสม ผลผลิตจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ราคาไข่ไก่มีวงจรปรับขึ้นและลงตามปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคในแต่ละช่วง เช่น ช่วงปิดภาคเรียนที่ความต้องการใช้ไข่ไก่ในสถานศึกษาลดลง รวมถึงช่วงเทศกาลกินเจที่การบริโภคไข่ไก่ลดลง ราคาจึงมีแนวโน้มปรับลดลงตามภาวะตลาด ขณะที่บางช่วงหากความต้องการเพิ่มขึ้นหรือผลผลิตลดลง ราคาก็อาจปรับสูงขึ้น จึงต้องพิจารณาสถานการณ์ราคาในภาพรวมตามวงจรของตลาด

สำหรับการบริหารสมดุลไข่ไก่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการภายใต้กรอบของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board โดยบริหารจัดการทั้งการส่งออกและการปลดแม่ไก่ยืนกรงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ภายใต้หลัก เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน

ในเชิงนโยบาย แนวทางของ Egg Board มุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมไก่ไข่ ลดความผันผวนของราคา และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตและคาดการณ์รายได้ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การรักษาระดับราคาให้สะท้อนต้นทุนการผลิตอย่างเหมาะสม เป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องของการผลิตและการรักษามาตรฐานสินค้าในระยะยาว โดยต้องคำนึงถึงระดับราคาที่ผู้บริโภครับได้ควบคู่กันไป

น.สพ.สมชวน กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ยังคงเฝ้าระวังโรคระบาด รวมถึงเข้มงวดการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในภาพรวม​  ตลอดจนเพื่อ​ความ​ปลอดภัย​ของ​ผู้บริโภค

ททท. ภูมิภาคตะวันออก ดัน ‘Give & Go East’ ปั้นเส้นทางต้นแบบ สู่ Corporate Travel Destination

ททท. ภูมิภาคตะวันออก ดัน ‘Give & Go East’ ปั้นเส้นทางต้นแบบ สู่ Corporate Travel Destination

ททท. ภูมิภาคตะวันออก ดัน ‘Give & Go East’ ปั้นเส้นทางต้นแบบ สู่ Corporate Travel Destination

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก เดินหน้ารุกตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate จัดกิจกรรม “Agent Fam Trip: Give & Go East” ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี นำผู้ประกอบการด้านการประชุม สัมมนา และบริษัทนำเที่ยวกว่า 52 ราย ร่วมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวต้นแบบ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ตลาดคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจ กระตุ้นการเดินทางแบบหมู่คณะ เพิ่มวันพักค้าง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน พัฒนาเส้นทางต้นแบบที่สามารถนำเสนอขายในเชิงพาณิชย์ได้จริง

นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาด Corporate Travel ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะ มีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยหลายวัน และใช้บริการด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งที่พัก ร้านอาหาร สถานที่จัดกิจกรรมการเดินทาง และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง

“กิจกรรม Agent Fam Trip: Give & Go East เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด Corporate โดย ททท. มุ่งนำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่ผสมผสานการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การเรียนรู้วิถีชุมชน และกิจกรรมเชิงผจญภัยไว้ในเส้นทางเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการได้สัมผัสประสบการณ์จริงและสามารถนำไปต่อยอดเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวที่แตกต่าง มีคุณค่า และตอบสนองความต้องการขององค์กรยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระหว่าง ททท. กับภาคเอกชน ในครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของภาคตะวันออกให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่มีคุณภาพ สามารถรองรับการจัดประชุม สัมมนา การเดินทางเพื่อสร้างทีม (Team Building) และกิจกรรมองค์กรได้อย่างครบวงจร ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

ตลอดกิจกรรม 2 วัน 1 คืน ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ Eastern Connect เวทีสร้างเครือข่ายธุรกิจและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาด พร้อมรับฟังการนำเสนอศักยภาพสินค้าและบริการท่องเที่ยวจากผู้อำนวยการ ททท. ทั้ง 6 สำนักงานในภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจและพัฒนาแพ็กเกจท่องเที่ยวร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม CSR ณ ศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ 1 (นครนายก) เรียนรู้ภารกิจการอนุรักษ์สัตว์ป่า พร้อมร่วมกิจกรรมล้างกรงเสือ ล้างกรงหมี และทำโป่งเทียมเพื่อเสริมแร่ธาตุให้สัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สะท้อนแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนและศาสตร์พระราชา ณ ศูนย์เรียนรู้ภูกะเหรี่ยง ผ่านกิจกรรม Workshop กวนข้าวกระยาคูจากน้ำนมข้าวอ่อน พร้อมเยี่ยมชมอ่างเก็บน้ำสายศร อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นจุดชมวิวธรรมชาติที่โดดเด่น รวมถึงร่วมกิจกรรมล่องแก่งแม่น้ำนครนายก เพื่อสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงผจญภัยก่อนนำไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มองค์กร

ททท. คาดหวังว่าภายหลังการจัดกิจกรรม ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปพัฒนาเป็นโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจและเสนอขายได้จริง อันจะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Corporate การเพิ่มวันพักค้าง และการสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

การดำเนินโครงการในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ททท. ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าพร้อมยกระดับภาคตะวันออกสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Corporate Travel ที่โดดเด่นของประเทศไทย และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน