มีรัฐบาลไว้ทำไร! ปชป.ฉะเดือด ไร้เงานายกฯ-รมต.ตอบสภาฯปมวิกฤตน้ำมัน

มีรัฐบาลไว้ทำไร! ปชป.ฉะเดือด ไร้เงานายกฯ-รมต.ตอบสภาฯปมวิกฤตน้ำมัน

มีรัฐบาลไว้ทำไร! ปชป.ฉะเดือด ไร้เงานายกฯ-รมต.ตอบสภาฯปมวิกฤตน้ำมัน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

25 มีนาคม 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สภาอภิปรายปัญหาน้ำมันมาครึ่งวัน ไม่มีนายกฯ ไม่มีรัฐมนตรีมาสนใจตอบชี้แจงเลย #มีรัฐบาลไว้ทำไร”

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “นั่งรอมาตั้งแต่เช้า ไม่มีใครสักคนที่คิดจะมาตอบที่คำถามที่ประชาชน ฝากถามเรื่องน้ำมันมาครับ”

จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

จูรี บี้รัฐบาลตามหา โควตาน้ำมัน ที่หายไปจากปั๊ม แซะวลีนายกฯ รวยไม่ไหว คงแค่กับนายทุน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

นายทุนรวยหรือเปล่า?! จูรี ยกวลี ‘ประชาชน พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว’ ตอก ’อนุทิน‘ กำลังเกิดขึ้นจริง อัดสื่อสารสวนทางชาวบ้าน เหมือนอยู่กันคนละภพภูมิ บี้ตามหา ‘โควตาน้ำมัน’ ที่หายไปจากปั๊ม ฟื้นลมหายใจ ’ชาวหาดใหญ่-ภาคใต้‘ ก่อนเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ หวั่นลามกระทบท่องเที่ยวซ้ำดาบสอง

เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาถึงแนวทางรับมือวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย จำนวน 6 ญัตติ จาก 6 พรรคการเมือง โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปัญหาที่เผชิญอยู่ตอนนี้รัฐบาลควรจะสื่อสารอย่างจริงจังตรงไปตรง ไม่ควรปล่อยให้ชาวบ้านมีความทุกข์ และกังวล และจินตนาการในการใช้น้ำมันในวันข้างหน้าไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านเอารถไปตากแดดรอน้ำมัน รัฐบาล นายกรัฐมนตรี กลับสื่อสารว่าน้ำมันเราไม่ขาดแคลนเพียงพอสถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ ทำให้ความของชาวบ้าน รู้สึกเหมือนการสื่อสารรัฐบาลเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละภพภูมิกัน ทำให้เกิดถึงปัญหาในปัจจุบัน 

“อยากให้นายกฯเดินทางไปหาดใหญ่ สักวัน เริ่มตั้งแต่นั่งเครื่องบิน จะเจอปัญหาแรก คือตั๋วเครื่องบินแพงมาก เมื่อท่านลงเครื่องบิน ท่านมุ่งหน้าไปทางไหนของสงขลาก็จะเจอปัญหาทันทีไม่ว่าปั๊มไหนจะมี 3 ลักษณะด้วยกัน 1.จะมีรถจอดเต็มเป็นกิโลเพื่อรอคิวเติมน้ำมัน 2.ไม่มีรถจอดเลยในปั๊มโล่งสบาย แต่เมื่อขับเข้าไปจะเจอป้ายติดว่าน้ำมันดีเซลหมด 3.จะเขียนว่าหยุดให้บริการชั่วคราว นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น” นายจูรี กล่าว

นายจูรี กล่าวต่อว่า ตนถามไปทุกปั๊มปัญหาเดียวกันคือโควตาเคยได้อยู่ 10,000 ลิตรแต่คลังน้ำมันส่งให้ 5,000 ลิตร บ้าง 3,000 ลิตรบ้าง เกิดปัญหาแล้วยังไม่ได้คำตอบ น้ำมันโควตาที่เหลือหายไปไหน ใครเอาไปไหน ตอนนี้ปัญหาหนักมากกระทบทุกอาชีพ เพื่อนตนขับรถบรรทุกกุ้ง มีลูกค้ามาจ้างให้เงินหลายหมื่น หรือเงินแสน มากองอยู่ตรงหน้าก็ไม่สามารถจะทำอาชีพนี้ได้ เพราะไม่มีน้ำมัน ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้บางครอบครัวขาดรายได้

“สิ่งที่กระทบหนักในพื้นที่ของผมล่าสุด สถาน กงสุลมาเลเซียประกาศเตือนนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่หาดใหญ่ ทำยกเลิกกันเป็นขบวน ที่ผ่านมาทุกท่านทราบดี ปลายปี 68 น้ำตาชาวหาดใหญ่ยังไม่เคยเหือดแห้ง ทุกวันนี้ผู้ว่าฯสั่งขีดเส้นว่า 31 มี.ค. จะได้เงินเยียวยาค่าซ่อมแซมบ้าน แล้วนี่มาโดนวิกฤตน้ำมันซ้ำสองทำให้นักท่องเที่ยวหายไป ถ้าเรื่องนี้ไม่แก้จะบานปลายไปถึงการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ที่จะถึงนี้ที่กำลังจะเป็นลมหายใจที่จะต่อให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ แต่มันกำลังจะทำให้พี่น้องชาวหาดใหญ่กำลังจะสิ้นลมอีกแล้ว ผมขอเรียกร้องไปถึงรัฐบาลให้ไปตามหาน้ำมันที่หายไปจากโควตาแต่ละปั๊ม ควรหามาตรการสำรองเพิ่มเติม ในพื้นที่การท่องเที่ยวพื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่ และพื้นที่ท่องเที่ยวอีกหลายที่ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงในช่วงสงกรานต์นี้ อย่าทำให้ผมและพี่น้องประชาชนรู้สึกเลยว่า สิ่งที่นายกฯเคยพูดไว้บนเวทีปราศรัยหาเสียงว่า พี่น้องประชาชนจะร้องว่าพอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริง แต่คนที่รวยอาจจะไม่ใช่พี่น้องประชาชน แต่อาจจะเป็นนายทุนหรือไม่” นายจูรี กล่าว

‘องค์การค้า ของ สกสค.’ ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน’69

‘องค์การค้า ของ สกสค.’ ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน’69

‘องค์การค้า ของ สกสค.’ ลงนามสัญญาผู้ชนะ 5 ราย จัดพิมพ์หนังสือแบบเรียน’69

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์การค้า ของ สกสค. เดินหน้าโครงการจัดจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ประจำปีการศึกษา 2569 โดยได้ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา และได้เชิญผู้ชนะการเสนอราคาทั้ง 5 ราย ได้แก่ 1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟิสิกส์เซ็นเตอร์ 2.บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด 3.บริษัท วรรณชาติ เพรส จำกัด 4.บริษัท สยามเพลส จำกัด และ 5.บริษัท อุดมศึกษา จำกัด เข้าร่วมลงนามในสัญญา เพื่อเริ่มดำเนินการผลิตหนังสือแบบเรียนตามแผนงานที่กำหนด

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์  รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานในการลงนามข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ร่วมกันระหว่างผู้ชนะการเสนอราคา ผู้สังเกตการณ์ และองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้การดำเนินโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) และประธานคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการ เพื่อกำกับและติดตามการดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล โดยผลการประกวดราคาพบว่า โครงการนี้สามารถ ประหยัดงบประมาณได้รวมทั้งสิ้น 255,637,700 บาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.31 ของงบประมาณโครงการ

นอกจากนี้ในวันเดียวกัน ยังได้มีการประชุมบริหารสัญญา โดยมี ดร.สุชาติ กลัดสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. เป็นประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กำกับและติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือให้ผู้รับจ้างทั้ง 5 ราย ดำเนินการจัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จ และสามารถส่งมอบหนังสือแบบเรียนแก่สถานศึกษาทั่วประเทศตามกำหนดการ ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน สร้างความมั่นใจ ลดความกังวลของตัวแทนจำหน่าย และสถานศึกษาว่าการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนจะแล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา โดยได้รับเกียรติจากผู้สังเกตการณ์ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรมทั้ง 3 ท่าน และวาสนา สุทธิเดชัย คณะกรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

โดย ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า การดำเนินโครงการว่าการปรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของ สกสค. ในครั้งนี้ ได้นำ “ข้อตกลงคุณธรรม” มาใช้ เปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่จัดทำ TOR กำหนดราคากลางไปจนถึงประกวดราคา และแบบ (e-bidding) และกำหนดให้ผู้เสนอราคาสามารถยื่นข้อเสนอได้ในทุกรายการ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันอย่างเปิดกว้าง ทำให้สามารถจัดซื้อได้ในราคาที่เป็นธรรม ได้ราคาต่ำกว่าราคากลาง และประหยัดงบประมาณ

​พลิกโฉมอุตฯอวกาศ ปักหมุดพัฒนา ‘ท่าอวกาศยาน – กลุ่มดาวเทียม’ ภายในประเทศ

​พลิกโฉมอุตฯอวกาศ ปักหมุดพัฒนา ‘ท่าอวกาศยาน – กลุ่มดาวเทียม’ ภายในประเทศ

​พลิกโฉมอุตฯอวกาศ ปักหมุดพัฒนา ‘ท่าอวกาศยาน – กลุ่มดาวเทียม’ ภายในประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เดินหน้าพลิกโฉมอุตสาหกรรมอวกาศไทย ร่วมจัดงานประชุม “JAPAN THAILAND SPACE INDUSTRY FORUM” ดึงเครือข่ายภาครัฐและเอกชนญี่ปุ่นร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อวกาศเชิงพาณิชย์ ปักหมุดพัฒนา “ท่าอวกาศยาน (Spaceport)” และ “กลุ่มดาวเทียม (Satellite Constellation)” ภายในประเทศ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการหารือระดับยุทธศาสตร์กับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับความร่วมมือการพัฒนากลุ่มดาวเทียมสำรวจโลกของประเทศไทย เพื่อเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งด้านเกษตรอัจฉริยะ การคมนาคมทางทะเล และการบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพุ่งทะยานสู่การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล อย่างเต็มรูปแบบ และความร่วมมือครั้งนี้สำคัญว่า “กิจกรรมที่เกิดขึ้นนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศอีกต่อไป แต่เรากำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอวกาศระดับโลก ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างประเทศญี่ปุ่น”

โดยกิจกรรมดังกล่าวจะนำไปสู่กรอบบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation: MOC) ระหว่าง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) ประเทศไทย โดย GISTDA และ กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (METI) ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองฝ่ายคาดหวังว่าจะสามารถสรุปและลงนามบันทึกความร่วมมือดังกล่าวได้ในเร็วๆนี้

“การยกระดับความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ด้วยการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่ EEC ผ่านการพัฒนาท่าอวกาศยาน ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาพลิกโฉมภาคการเกษตร การขนส่ง และการจัดการภัยพิบัติ เพื่อสร้างความมั่นคงทางดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานทักษะสูงจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ และพลิกบทบาทของประเทศไทยจากเพียง “ผู้ใช้งาน” ให้ก้าวขึ้นเป็น “ผู้สร้าง” และเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอวกาศระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ“ ผอ. GISTDA กล่าว

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

25 มี.ค. 2569 16:43 น.

ปธน.เบลารุสเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรก หวังกระชับความสัมพันธ์ต้านอำนาจชาติตะวันตก

อเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส เดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการครั้งแรกตามคำเชิญของผู้นำ คิม จองอึน หวังกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ถูกคว่ำบาตรโดยชาติตะวันตก 

นายอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้เริ่มภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (เกาหลีเหนือ) อย่างเป็นทางการในวันนี้ (25 มี.ค.) ถือเป็นการเยือนครั้งประวัติศาสตร์ท่ามกลางการจับตามองของนานาชาติ เนื่องจากประเทศทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซียและต่างถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกเช่นเดียวกัน

เบลตา (Belta) สื่อเบลารุส ระบุว่าการเยือนเกาหลีเหนือเป็นเวลา 2 วันในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านการเฟ้นหาประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญรวมถึงเดินหน้าวางรากฐานโครงการที่มีศักยภาพและมีความเป็นไปได้สูงในการพัฒนาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมร่วมกัน

โดยนักวิเคราะห์มองว่า ทั้งเบลารุสและเกาหลีเหนือต่างเป็นพันธมิตรสำคัญที่คอยสนับสนุนรัสเซียในทำสงครามกับยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งอาวุธและกำลังพลไปยังสมรภูมิ ขณะที่เบลารุสเคยให้รัสเซียใช้พื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการในการเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเมื่อปี 2022

สำหรับการพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้กล่าวเชิญปธน.ลูคาเชนโกด้วยตนเอง ระหว่างที่ทั้งคู่พบกันในงานสวนสนามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา โดยนายคิมได้ส่งจดหมายถึงปธน.ลูคาเชนโก เพื่อย้ำถึงความตั้งใจในการยกระดับความสัมพันธ์ยุคใหม่ของสองประเทศให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

สถาบันเกาหลีเพื่อการวิเคราะห์การป้องกันประเทศ (KIDA) ให้ความเห็นกับสื่อต่างประเทศว่า การที่ปธน.เบลารุสเดินทางเยือนเกาหลีเหนือในครั้งนี้อาจเป็นไปเพื่อให้กลุ่มประเทศที่ต่อต้านระเบียบโลกของชาติตะวันตก ได้แสดงพลังและเสริมสร้างความสามัคคีในกลุ่มให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ทั้งนี้เกาหลีเหนือตกอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมาอย่างยาวนาน โดยส่วนใหญ่มีชนวนเหตุมาจากโครงการอาวุธนิวเคลียร์และการทดสอบขีปนาวุธ รวมไปถึงการสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามรุกรานยูเครน

หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้และชาติตะวันตกประเมินว่า รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ส่งกำลังพลหลายพันนาย พร้อมด้วยยุทโธปกรณ์จำนวนมาก ทั้งกระสุนปืนใหญ่ และขีปนาวุธ ไปยังรัสเซีย โดยเฉพาะในภูมิภาคเคิร์สก์ โดยข้อมูลจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตจากการสู้รบแล้วประมาณ 2,000 นาย และบาดเจ็บอีกหลายพันนาย

นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เกาหลีเหนือได้รับเป็นการตอบแทนจากรัสเซีย คือความช่วยเหลือด้านการเงิน เทคโนโลยีทางทหาร เสบียงอาหาร และพลังงาน ซึ่งการกระชับมิตรภาพครั้งนี้สามารถเห็นได้ชัดจากการเดินทางเยือนเกาหลีเหนือของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2024 ซึ่งช่วยให้เกาหลีเหนือลดการพึ่งพาจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักรายเดียวมาอย่างยาวนานลงได้

ขณะเดียวกัน องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังคงเดินหน้าประณามความโหดร้ายของระบอบเกาหลีเหนือ ทั้งในเรื่องการซ้อมทรมาน การประหารชีวิตในที่สาธารณะ การกักขังประชาชนในค่ายกักกันนักโทษ การบังคับใช้แรงงานทาส ตลอดจนการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกและการเคลื่อนไหวของประชาชน

ด้านปธน.ลูคาเชนโกก็ได้พยายามนำเบลารุสเข้าหารัสเซียอย่างเต็มตัว ทั้งยังใช้นโยบายจัดการผู้เห็นต่างอย่างเด็ดขาดตลอดช่วง 3 ทศวรรษที่ครองอำนาจ โดยชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเบลารุสเนื่องจากการสนับสนุนรัสเซียในการรุกรานยูเครน และการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงในปี 2020

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กลับมีความพยายามที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเบลารุส โดยมีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรและส่งคำเชิญให้เบลารุสเข้าร่วม คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ส่งผลให้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เบลารุสมีการปล่อยตัวนักโทษจำนวนมาก ซึ่งรวมไปถึงการปล่อยตัวนักโทษครั้งใหญ่ 250 รายเมื่อต้นเดือนนี้

อย่างไรก็ตามยังมีนักโทษการเมืองอีกหลายร้อยคนที่ยังถูกคุมขัง โดยส่วนใหญ่ถูกจับกุมหลังการเลือกตั้งปี 2020 ที่ปธน.ลูคาเชนโกคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย ท่ามกลางเสียงครหาจากฝ่ายค้านว่าเป็น “การเลือกตั้งลวงโลก”

ทั้งนี้ การที่ปธน.ทรัมป์เคยพบปะกับนายคิม จองอึน มาแล้วในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่าอาจมีการการพบกันครั้งใหม่เกิดขึ้น ในระหว่างที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้หลังขอเลื่อนกำหนดการมาแล้วครั้งหนึ่ง.

ที่มา: AFP

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ เตรียมส่ง "กองพลร่มที่ 82" เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

25 มี.ค. 2569 16:05 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่ง “กองพลร่มที่ 82” เกือบ 4,000 นาย บุกตะวันออกกลาง

แหล่งข่าวระบุ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมส่งทหารพลร่มหน่วยรบพิเศษ “กองพลร่มที่ 82” เพิ่มอีกเกือบ 4,000 นาย เข้าสู่สมรภูมิตะวันออกกลาง เสริมกำลังรบทางบกท่ามกลางสถานการณ์สงครามกับอิหร่านที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แม้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะอ้างว่าการเจรจาคืบหน้า ขณะผลโพลชี้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมเคลื่อนกำลังพลจากกองพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) ซึ่งเป็นหน่วยรบระดับหัวกะทิจากค่ายฟอร์ตแบรกก์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา จำนวน 3,000 ถึง 4,000 นาย มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง โดยหน่วยนี้มีความสามารถพิเศษในการกระโดดร่มลงสู่พื้นที่ปฏิบัติการได้ภายใน 18 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่ง

แหล่งข่าวยืนยันว่า ยังไม่มีการตัดสินใจส่งทหารเข้าไปในดินแดนอิหร่านโดยตรง แต่การเสริมกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับปฏิบัติการในอนาคต และเพื่อขยายทางเลือกทางทหารให้ครอบคลุมถึง “การปฏิบัติการภาคพื้นดินในดินแดนอิหร่าน” ซึ่งรวมถึงแผนการส่งทหารเข้ายึดชายฝั่งเพื่อควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และการบุกเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน

นับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 9,000 จุด และมีทหารอเมริกันเสียชีวิตแล้ว 13 นาย และบาดเจ็บอีก 290 นาย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 10 นาย ทั้งนี้ ก่อนการส่งทัพเสริมครั้งนี้ สหรัฐฯ มีทหารประจำการในภูมิภาคแล้วกว่า 50,000 นาย พร้อมด้วยกองเรือบรรทุกเครื่องบินและหน่วยนาวิกโยธินบนเรือยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer)

ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งใหญ่เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามส่งสัญญาณในเชิงบวกผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีการเจรจาที่ “เกิดดอกออกผล” กับเตหะราน และได้ระงับแผนการทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าในอิหร่านไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธทันควันว่า “ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น”

การตัดสินใจส่งทหารราบเข้าสู่สมรภูมิถือเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับทรัมป์ เนื่องจากขัดกับคำมั่นสัญญาในช่วงหาเสียงที่ว่าจะไม่พาประเทศเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผลสำรวจล่าสุดจาก Reuters/Ipsos พบว่าชาวอเมริกันเพียง 35% ที่เห็นด้วยกับการโจมตีอิหร่าน ซึ่งลดลงจากสัปดาห์ก่อน และมีชาวอเมริกันถึง 61% ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามครั้งนี้.

ที่มา Reuters

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

25 มี.ค. 2569 15:31 น.

เอเชียงัดสูตรยุคโควิด รับมือวิกฤตน้ำมัน ทำงานจากบ้าน-ลดใช้พลังงาน-ช่วยค่าครองชีพ

ประเทศต่าง ๆ ทั่วเอเชียกำลังหวนใช้มาตรการแบบยุคโควิด-19 อีกครั้ง ทั้งนโยบายทำงานจากที่บ้าน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานโลกจากสงครามอิหร่าน ที่กระทบราคาน้ำมันอย่างรุนแรง

ภูมิภาคเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่เจอผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้แบบเต็ม ๆ เนื่องจากต้องพึ่งพาน้ำมันดิบกว่า 80% ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮฮร์มุซ ซึ่งปัจจุบันถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมด หลังสงครามปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

แม้ยังไม่มีประเทศใดในเอเชียบังคับใช้ Work From Home หรือการทำงานจากบ้านอย่างเป็นทางการ แต่หลายประเทศเริ่มพิจารณาอย่างจริงจัง

ด้านสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency)  หรือ IEA ได้ออกข้อเสนอเพื่อลดแรงกดดันด้านพลังงาน เช่น การทำงานจากบ้าน ลดการเดินทางโดยเครื่องบิน และประหยัดพลังงานในชีวิตประจำวัน

พร้อมกันนี้ IEA ยังประกาศระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ ราว 400 ล้านบาร์เรล เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤต

ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ย้ำว่า มาตรการลักษณะนี้เคยพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เช่นในช่วง ที่รัสเซียรุกรานยูเครน ที่ยุโรปสามารถลดการพึ่งพาพลังงานรัสเซียและยังคงรักษาระบบไฟฟ้าได้

หลายประเทศเริ่มลงมือจริง: เกาหลีใต้-ฟิลิปปินส์-ไทย

ในประเทศเกาหลีใต้รัฐบาลเปิดแคมเปญให้ประชาชนลดการใช้พลังงาน เช่น อาบน้ำให้สั้นลง ชาร์จมือถือช่วงกลางวัน และใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ขณะที่รัฐมนตรีพลังงาน ระบุว่า มาตรการทำงานจากบ้าน (Work From Home) เป็นแนวคิดที่ดี และกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา

ด้านฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก ได้ลดวันทำงานในหน่วยงานรัฐบางแห่ง พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยนายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้นประเทศเตือนว่าสถานการณ์นี้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วน ต่อความมั่นคงพลังงาน

ขณะที่ในประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น งดเดินทางต่างประเทศ ตั้งแอร์สูงกว่า 25 องศา เลี่ยงการใส่สูท ใช้บันไดแทนลิฟต์ และสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน

ปากีสถาน-ศรีลังกา-สิงคโปร์ ใช้มาตรการเข้ม

ปากีสถาน ปิดโรงเรียน 2 สัปดาห์ และเพิ่มการทำงานจากบ้าน

ศรีลังกา ประกาศให้ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ เพื่อยืดอายุการใช้น้ำมัน

ส่วนสิงคโปร์แนะนำประชาชนและธุรกิจใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น

นอกจากนี้หลายประเทศยังเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนโดยตรง

อย่างประเทศญี่ปุ่นรัฐบาลเตรียมใช้งบสำรอง 8 แสนล้านเยน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันให้อยู่ที่ราว 170 เยนต่อลิตร

ด้าน นิวซีแลนด์ เตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือครอบครัวรายได้น้อย สัปดาห์ละ 50 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงาน

ขณะที่ ออสเตรเลีย เผชิญปัญหาปั๊มน้ำมันขาดแคลนจากการกักตุน และออกกฎหมายเพิ่มโทษผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการหลายอย่างจะคล้ายยุคโควิด แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือนโยบายการเงิน โดยในครั้งนี้ ธนาคารกลางไม่ได้ลดดอกเบี้ย แต่กลับมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน

ธนาคารกลางของประเทศออสเตรเลีย ได้ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ และเตือนว่าความเสี่ยงด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันเงินเฟ้อ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูง แต่ในขณะเดียวกันก็อาจฉุดเศรษฐกิจให้ชะลอตัว.

ที่มา : channelnewsasia

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ “จิมมี ไหล”

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ "จิมมี ไหล"

25 มี.ค. 2569 15:03 น.

ฮ่องกงจับเจ้าของร้านหนังสือ-พนักงาน ปมขายหนังสือชีวประวัติ “จิมมี ไหล”

สถานีโทรทัศน์ TVB ของฮ่องกงรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าควบคุมตัว นายพง ยัต-หมิง เจ้าของร้านหนังสือ “บุ๊ก พันช์” (Book Punch) และพนักงานอีก 3 คน โดยถูกกล่าวหาว่าจำหน่ายสิ่งพิมพ์ที่มีเนื้อหา “ปลุกระดม” ซึ่งรวมถึงหนังสือชื่อ “The Troublemaker” ซึ่งเป็นชีวประวัติของจิมมี ไหล มหาเศรษฐีสื่อและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกจำคุก

ปัจจุบันร้านหนังสือ “บุ๊ก พันช์” ได้ติดป้ายประกาศ “หยุดพักชั่วคราวเนื่องจากเหตุฉุกเฉิน” ขณะที่โฆษกตำรวจไม่ได้ให้ความเห็นโดยตรงต่อการจับกุม แต่ระบุเพียงว่าตำรวจ “จะดำเนินการตามสถานการณ์จริงและเป็นไปตามกฎหมาย”

การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายจิมมี ไหล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี ที่ถูกสั่งปิดไปแล้ว ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติและปลุกระดม ซึ่งถือเป็นคดีความมั่นคงแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกง

มาร์ก คลิฟฟอร์ด ผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในนิวยอร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า “หากข่าวนี้เป็นจริง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและย้อนแย้งอย่างยิ่ง ที่การขายหนังสือเกี่ยวกับชายที่ติดคุกเพราะการทำหน้าที่สื่อสารมวลชนและการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก กลับต้องถูกตั้งข้อหาปลุกระดมเสียเอง”

ภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายในหรือ “มาตรา 23” ที่เพิ่งบังคับใช้ ผู้กระทำผิดในข้อหาปลุกระดมมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี และหากพบว่ามีการสมคบกับต่างชาติ โทษจะเพิ่มเป็นสูงสุด 10 ปี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มี.ค.) รัฐบาลฮ่องกงเพิ่งประกาศแก้ไขกฎระเบียบใหม่ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดสิ่งของที่ต้องสงสัยว่ามี “เจตนาปลุกระดม” ได้ทันที นอกจากนั้น ตำรวจที่มีหมายศาลสามารถบังคับให้ผู้ต้องสงสัยส่งมอบ “รหัสผ่าน” โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ หากขัดขืนจะมีความผิดทั้งจำและปรับ

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอตช์ ระบุว่า “ฮ่องกงเริ่มเหมือนดินแดนดิสโทเปียขึ้นทุกที เริ่มจากการจับกุมเจ้าของหนังสือพิมพ์ ต่อมาคือการจับคนขายหนังสือเกี่ยวกับเขา คำถามคือใครจะเป็นรายต่อไป?” เธอยังชี้ว่าการไล่ล่าความมั่นคงทางการเมืองอย่างไม่สิ้นสุดของทางการ จะกลับกลายเป็นตัวสร้างความไม่มั่นคงเสียเอง.

ที่มา The Guardian

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

25 มี.ค. 2569 15:00 น.

สหรัฐฯ ยื่นแผน 15 ข้อถึงอิหร่าน หวังยุติสงครามตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์ยังตึงเครียด

สำนักข่าวต่างประเทศเผยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อ ต่ออิหร่าน เพื่อหาทางยุติสงครามที่กำลังสั่นคลอนภูมิภาคตะวันออกกลาง

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอแผนหยุดยิง 15 ข้อให้กับอิหร่าน เมื่อช่วงค่ำวันอังคารที่ผ่านมา ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอ

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวถูกเสนอขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมส่งกำลังทหารเพิ่มเติมอย่างน้อย 1,000 นาย ไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังจากเดิมที่มีอยู่ราว 50,000 นายในภูมิภาค

ปากีสถานเป็นตัวกลางส่งแผน – เปิดทางเจรจารอบใหม่

แหล่งข่าวระบุว่า แผนหยุดยิงดังกล่าวถูกส่งถึงอิหร่านผ่านตัวกลางจากปากีสถาน ซึ่งได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจารอบใหม่ระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

รายงานระบุว่าเดอะ นิวยอร์กไทมส์ เป็นสื่อรายแรกที่เปิดเผยว่า ข้อเสนอนี้ได้ถูกส่งถึงเจ้าหน้าที่อิหร่านแล้ว

ทั้งนี้ แหล่งข่าวให้ข้อมูลโดยไม่เปิดเผยชื่อ เนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ

เพนตากอนขยับ ส่งนาวิกโยธินเพิ่มอีกหลายพันนาย

ขณะเดียวกันเพนตากอนอยู่ระหว่างการส่งหน่วยนาวิกโยธิน 2 หน่วยไปยังภูมิภาค ซึ่งจะเพิ่มกำลังทหารอีกประมาณ 5,000 นาย พร้อมด้วยกำลังพลทางเรืออีกหลายพันนาย

แหล่งข่าวระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นสูงสุดในการตัดสินใจขั้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าทางทหารหรือการเจรจาทางการทูต

อิสราเอลแปลกใจ หลังหนุนสหรัฐฯ เดินหน้าสงคราม

ด้านเจ้าหน้าที่อิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้สนับสนุนให้สหรัฐฯ เดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แสดงความประหลาดใจต่อการยื่นข้อเสนอหยุดยิงครั้งนี้ โดยจนถึงขณะนี้ทำเนียบขาวยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อรายงานดังกล่าวแต่อย่างใด

ที่มา : AP

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ “Sora” แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ "Sora" แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

25 มี.ค. 2569 14:12 น.

OpenAI ประกาศหยุดให้บริการ “Sora” แอปฯสร้างวิดีโอด้วย AI แม้เปิดให้บริการมาเพียง 6 เดือน

สะเทือนวงการเทคโนโลยี! OpenAI ประกาศปิดตัวแอปฯสร้างวิดีโอ “Sora” แม้เปิดตัวได้เพียง 6 เดือน พร้อมหันไปมุ่งพัฒนา AI เขียนซอฟต์แวร์-วิเคราะห์ข้อมูล หวังกู้กำไรก่อนจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์

OpenAI ผู้นำด้านธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเทคโนโลยีเมื่อวานนี้ (24 มี.ค.) ด้วยการประกาศยุติการพัฒนา Sora แอปพลิเคชันสร้างวิดีโอจากข้อความด้วย AI แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้เพียง 6 เดือนเท่านั้น โดยระบุสั้น ๆ ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เราขอโบกมือลาโซระ” เพื่อปรับทิศทางบริษัทไปมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจแทน

การสั่งยุติโครงการในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามถึงความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจของ Sora เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการประมวลผลวิดีโอนั้นสูงมากจนแซงหน้าผลกำไร แม้ว่าปัจจุบันแอปฯ Sora จะมียอดผู้ใช้งานสูงถึง 1,000 ล้านคนต่อวันก็ตาม

รายงานจาก The Wall Street Journal ระบุว่า Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI ได้แจ้งถึงการปรับทิศทางใหม่นี้แก่พนักงานด้วยตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงของ Fidji Simo หัวหน้าฝ่ายแอปพลิเคชัน ที่ย้ำกับทีมงานว่าห้ามวอกแวกไปกับ ภารกิจรอง (Side Quests) แต่ให้ทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนา “เอไอตัวแทน” (Agentic AI) หรือระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้โดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ เช่น การเขียนซอฟต์แวร์ หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก

นอกจากนี้ การปิดตัว Sora ยังส่งผลให้ดีลยักษ์ใหญ่ที่ทำไว้กับ Disney เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมาต้องล่มลงทันที โดยเดิมทีดิสนีย์เตรียมทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32,700 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการเข้าถึงเทคโนโลยี Sora มาใช้ผลิตคอนเทนต์บนบริการสตรีมมิ่ง Disney+ รวมถึงการนำตัวละครดังมาโลดแล่นในรูปแบบวิดีโอ AI

ทางด้านโฆษกของดิสนีย์แถลงผ่าน The Hollywood Reporter ว่า “เราเคารพการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะถอยจากธุรกิจวิดีโอและหันไปมุ่งหน้าพัฒนา AI ในธุรกิจอื่น โดยดิสนีย์จะยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรด้าน AI รายอื่น ๆ เพื่อเข้าถึงแฟนคลับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยังคงคำนึงถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์ผลงานอย่างมีความรับผิดชอบต่อไป”

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความเคลื่อนไหวของ OpenAI ในครั้งนี้เป็นการเร่งสร้างผลกำไรจากภาคธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต.

ที่มา: France24