มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดพิธีเปิดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากนายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรและประชาชนเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. เปิดเผยว่า มวล.มีพันธกิจสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง แนวคิด AgriNext สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน “เกษตรอนาคต” ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งเน้นการทำเกษตรกรรมที่แม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องเกษตรกร

ด้าน นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางของภาคการเกษตรไทยว่า ในยุคที่เกษตรกรต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่ผันผวน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “นวัตกรรม” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ งานเกษตรวลัยลักษณ์จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เข้มแข็ง

รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยการจัดแสดงเทคโนโลยีด้านการเกษตรและอาหารที่ล้ำสมัยของมหาวิทยาลัย การสาธิตเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในฟาร์ม เวทีเสวนาวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างแนวคิดใหม่และต่อยอดสู่การปฏิบัติ การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้านวัตกรรม เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์และอัปเดตเทรนด์การเกษตรยุคใหม่ได้ในงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางเพจ Facebook:เกษตรวลัยลักษณ์’69

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่การเผาชีวมวล การจราจร และสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าฝุ่นสะสมสูงและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมได้พัฒนา “สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” เพื่อสร้างฐานข้อมูลฝุ่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ใกล้ชิดมากขึ้น งานวิจัยนี้นำโดย ดร.อภิรักษ์ ทูลธรรม นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในรูปแบบ Low-cost Sensor หรือเซ็นเซอร์ต้นทุนต่ำที่ยังคงมีความแม่นยำสูง

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 20 เท่า สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และเมื่อสูดดมเข้าไปจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอด รวมถึงบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายด้าน

เพื่อลดข้อจำกัดด้านต้นทุนของเครื่องตรวจวัดมาตรฐานที่มีราคาสูง ทีมนักวิจัยจึงพัฒนาเซ็นเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยี Laser Scattering หรือการกระเจิงของแสงเลเซอร์ ทำให้สามารถตรวจวัดค่าฝุ่นได้แม่นยำในงบประมาณระดับ “หลักหมื่นบาท” ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) โดยข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดจะถูกส่งขึ้นไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์กลางทุกครั้งที่มีการตรวจวัด เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มฝุ่นในอนาคต ขณะเดียวกันข้อมูลบางส่วนจะถูกนำมาแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทันที

ก่อนหน้านี้ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ทดลองติดตั้งสถานีต้นแบบบริเวณลานพญานาคริมแม่น้ำโขง และเปรียบเทียบข้อมูลกับสถานีของกรมควบคุมมลพิษที่สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบว่าแนวโน้มค่าฝุ่นมีทิศทางใกล้เคียงกัน แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยด้านสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม

ในปี 2569 งานวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (FF) เพื่อขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดจำนวน 5 จุด ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ อำเภอบ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนครพนม ธาตุพนม และศรีสงคราม เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศและฝุ่นข้ามแดน

สถานีตรวจวัดรุ่นใหม่ยังสามารถตรวจวัดฝุ่นชนิดอื่น เช่น PM10 และ PM1 รวมถึงปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม และทิศทางลม เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาว ทีมวิจัยเชื่อว่าฐานข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นและออกมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนมจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง” ที่ช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์คุณภาพอากาศ และเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเท่าทันในอนาคต

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“คุรุสภา” สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุเพราะไม่ส่งงาน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามที่ปรากฏข่าวครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้น ป.5 ด้วยการตบ-ต่อย เหตุเพราะไม่ส่งงาน ซึ่งผู้ปกครองได้ร้องเรียนและแจ้งความให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย นั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของครูที่ตกเป็นข่าว ทั้งด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การได้รับรางวัลต่าง ๆ จากคุรุสภา และให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเร่งด่วนแล้ว 

ซึ่งจากข้อมูลที่ตรวจสอบ พบว่า ครูรายดังกล่าวเป็นข้าราชการครู สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ออกให้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หมดอายุวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576 และข้อมูลตรวจสอบการได้รับรางวัล ปรากฏว่ารางวัลครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่นที่ครูได้รับนั้น เป็นรางวัลที่ออกให้โดยหน่วยงานต้นสังกัด มิใช่รางวัลที่ออกให้โดยคุรุสภา ทั้งนี้ ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดําเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว พฤติกรรมอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งมีระดับโทษถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต และจะได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษต่อไป 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันกระบวนการดำเนินงานพิจารณาการประพฤติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเคร่งครัดกับกรณีการประพฤติผิด เป็นอย่างมาก หากพบว่าครูประพฤติผิดก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และพิจารณาด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อไม่ปล่อยให้ประพฤติผิดต่อไปอย่างแน่นอน และสำหรับเหตุการณ์นี้ คุรุสภาก็จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม  

“ขอแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน ให้ตระหนักถึงการดำเนินการใด ๆ กับศิษย์ โดยเฉพาะการลงโทษ ที่เกินกว่าเหตุ ควรใช้วิธีการปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทางที่สร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลและสร้างพื้นที่ปลอดภัย สำหรับนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกายและวาจา และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจ และร่างกายของศิษย์เป็นสำคัญ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. "พักตำรา-หาความรัก" ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

18 มี.ค. 2569 15:48 น.

วิทยาลัยจีนแนะ นศ. “พักตำรา-หาความรัก” ช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ หวังกระตุ้นยอดแต่งงาน

วิทยาลัยการบินในมณฑลเสฉวนออกประกาศหนุนนักศึกษาและบุคลากร “วางตำราแล้วออกไปหาความรัก” ท่ามกลางดอกไม้บาน ในช่วงวันหยุดยาวฤดูใบไม้ผลิเดือนเมษายนนี้ ขณะที่รัฐบาลจีนเร่งออกนโยบายเพิ่มวันหยุดหวังกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ท่ามกลางค่านิยมการเรียนหนักเพื่อผลการเรียนที่เป็นเลิศในสังคมจีน ล่าสุด วิทยาลัยอาชีวศึกษาการบินพลเรือนตะวันตกเฉียงใต้แห่งเสฉวน ได้สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศธีมวันหยุดปิดเทอมภาคฤดูใบไม้ผลิระหว่างวันที่ 1-6 เมษายนนี้ว่า “จงออกไปชมดอกไม้และดื่มด่ำกับความรัก”

ประกาศดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านบัญชี WeChat ทางการของวิทยาลัย โดยระบุให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาใช้เวลาช่วงนี้ออกไปสัมผัสธรรมชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่โรแมนติก ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลจีนที่เริ่มผลักดันให้สถานศึกษามี “วันหยุดฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” เพิ่มเติมจากวันหยุดปิดเทอมปกติ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมนันทนาการมากขึ้น

ปัจจุบันหลายมณฑลในจีน เช่น เสฉวน และเจียงซู รวมถึงเมืองใหญ่อย่างซูโจวและหนานจิง เริ่มนำร่องแผนวันหยุดฤดูใบไม้ผลิในช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยส่งเสริมให้ประชากร 1,400 ล้านคนออกเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว 

ทางการยังหวังว่าการเพิ่มเวลาว่างจะช่วยสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบปะ สมาคม และนำไปสู่การแต่งงานและการมีบุตร หลังจากที่ในปี 2025 จำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และอัตราการเกิดดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (17 มี.ค.) คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติของจีน ยังได้ออกแนวทางปฏิบัติเพื่อส่งเสริม “เมืองที่เป็นมิตรต่อเด็ก” โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงบริการสาธารณะ ตั้งแต่ระบบการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ

ด้าน เจมส์ เหลียง ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ Trip.com และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรศาสตร์ ระบุว่าสังคมจำเป็นต้องมีทั้ง “เวลา” และ “เงิน” ที่เพียงพอในการเลี้ยงดูบุตร พร้อมเสนอให้รัฐบาลจัดสรรทรัพยากรและเพิ่มความช่วยเหลือทางการเงินให้มากขึ้น รวมถึงต้องเร่งปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่เห็นถึงประโยชน์ของการมีครอบครัวขนาดใหญ่ เพื่อประคองโครงสร้างสังคมไม่ให้วิกฤตไปมากกว่านี้.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

18 มี.ค. 2569 15:03 น.

เกาหลีใต้บรรลุดีลนำเข้าน้ำมันดิบเร่งด่วนจากยูเออี อีก 18 ล้านบาร์เรล

รัฐบาลเกาหลีใต้บรรลุข้อตกลงสำคัญกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในการจัดส่งน้ำมันดิบให้เป็นกรณีเร่งด่วนเพิ่มอีก 18 ล้านบาร์เรล และได้รับสิทธิ์เป็น “ลำดับความสำคัญสูงสุด” ท่ามกลางสถานการณ์สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ-อิสราเอลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

นายคัง ฮุน-ชิก เลขาธิการทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลยูเออีได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะให้ความสำคัญกับเกาหลีใต้เป็นอันดับแรกในการจัดส่งน้ำมันดิบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเกาหลีใต้จะไม่เผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานในช่วงวิกฤตการณ์โลก

นายคัง ฮุน-ซิก กล่าวในการแถลงข่าวว่า “ยูเออีจะจัดส่งน้ำมัน 6 ล้านบาร์เรล โดยเรือที่ติดธงยูเออี 3 ลำ และอีก 12 ล้านบาร์เรลจะถูกส่งมอบโดยเรือที่ติดธงเกาหลี 6 ลำ” และระบุว่า “ยูเออีให้สัญญากับเราอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีประเทศใดได้รับน้ำมันดิบก่อนเกาหลีใต้ และเราคือลำดับความสำคัญหมายเลข 1 ในการจัดส่งน้ำมันของเขา”

นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังตกลงกันในมาตรการจัดซื้อน้ำมันดิบฉุกเฉินได้ทุกเมื่อ โดยปัจจุบันเกาหลีใต้สามารถสำรองน้ำมันเพิ่มเติมได้แล้วรวมทั้งสิ้น 24 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นข้อตกลงเดิม 6 ล้านบาร์เรล และจากข้อตกลงครั้งล่าสุด 18 ล้านบาร์เรล 

ทั้งสองฝ่ายมีแผนจะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบ รวมถึงการสำรวจเส้นทางขนส่งทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาค โดยนายคังย้ำว่า “เราได้หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดด้านอุปทานน้ำมันดิบไปได้แล้ว และอย่างน้อยที่สุด เกาหลีใต้จะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนพลังงานในระยะนี้”

แม้จะมีรายงานข่าวเรื่องความร่วมมือด้านอื่น แต่นายคังปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดว่ามีการหารือเรื่องการส่งออกอาวุธระหว่างการเยือนครั้งนี้หรือไม่ โดยระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนำประเด็นดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับเรื่องน้ำมันดิบ

นอกจากนี้ เขายังคงท่าทีระมัดระวังต่อคำถามที่ว่า สหรัฐฯ ได้ร้องขอให้เกาหลีใต้ส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลางเพื่อร่วมปฏิบัติการหรือไม่ โดยระบุว่า “ยังไม่มีการร้องขออย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ และตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะให้คำตอบในทันที”

สถานการณ์ปัจจุบันสงครามที่ปะทุขึ้นส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก ต้องประกาศใช้มาตรการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี เนื่องจากประเทศมีความต้องการใช้พลังงานสูงถึงประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ข้อมูลสิ้นปี 2024) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้เร่งอพยพชาวเกาหลีใต้ที่พำนักระยะสั้นในยูเออีกลับประเทศแล้วกว่า 3,000 คน เพื่อความปลอดภัย

การเดินทางเยือนครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงเดือนของนายคัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมมือในโครงการมูลค่ากว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงความร่วมมือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ด้วย.

ที่มา Yonhap

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า "ปีนัง"

18 มี.ค. 2569 13:41 น.

ฝ่ายค้านมาเลเซียกังวลกระทบจุดยืนเป็นกลาง หลังเรือรบสหรัฐฯ เทียบท่า “ปีนัง”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ยืนยันเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ที่จอดเทียบท่าในรัฐปีนังเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการแวะจอดเพื่อส่งกำลังบำรุงตามระเบียบสากลและได้รับอนุญาตถูกต้อง ขณะฝ่ายค้านเรียกร้องรัฐบาลชี้แจง หวั่นกระทบภาพลักษณ์ความเป็นกลางในความขัดแย้งตะวันออกกลาง

นายคาเลด นอร์ดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีที่เรือรบสหรัฐฯ 2 ลำ เข้าจอดเทียบท่า ณ ท่าเรือในรัฐปีนัง โดยยืนยันว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติที่จัดทำไว้ของมาเลเซียทุกประการ

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง หลังจากมีการเผยแพร่ภาพเรือรบโจมตีชายฝั่ง จำนวน 2 ลำ ได้แก่ USS Tulsa และ USS Santa Barbara จอดเทียบท่าอยู่ที่อาคารขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์บัตเตอร์เวิร์ธเหนือ ในรัฐปีนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 มี.ค.) ซึ่งภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลของมาเลเซีย

โฆษกกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ ระบุกับสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ว่า เรือทั้งสองลำ ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์สำหรับภารกิจกวาดทุ่นระเบิดและเพิ่งเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่ในตะวันออกกลาง ได้แวะจอดที่มาเลเซียเพียงชั่วคราวเพื่อ “ส่งกำลังบำรุง” เท่านั้น

นายคาเลด นอร์ดิน อธิบายเพิ่มเติมว่า “การแวะจอดเพื่อเติมเสบียงและจัดการด้านลอจิสติกส์เป็นเรื่องปกติของเรือรบทั่วโลก โดยเรือต่างชาติทุกลำจะต้องยื่นคำร้องผ่านประเทศต้นสังกัดมายังกองทัพเรือมาเลเซีย เพื่อส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศเพื่ออนุมัติ ซึ่งในกรณีนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างครบถ้วน”

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน “เปอริกาตัน นาซันนัล” (PN) โดยนายตากียุดดิน ฮัสซัน เลขาธิการพรรค PN เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเชิงลึก เนื่องจากเกรงว่าการปรากฏตัวของยุทโธปกรณ์สหรัฐฯ อาจขัดแย้งกับจุดยืนความเป็นกลางของมาเลเซียต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอาจทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล

นายตากียุดดินตั้งคำถามว่า เรือรบเหล่านี้กำลังเดินทางมุ่งหน้าไปหรือกลับจากพื้นที่ปฏิบัติการที่กำลังตึงเครียดอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” หรือไม่ และความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของมาเลเซียอย่างไร พร้อมย้ำว่าความเชื่อมั่นของประเทศขึ้นอยู่กับความสอดคล้องกันระหว่างหลักการที่ประกาศกับสิ่งที่ปฏิบัติจริง

ด้านนายเยาะห์ ซูน ฮิน ประธานคณะกรรมการท่าเรือปีนัง ระบุว่าเรือทั้งสองลำเข้าจอดเมื่อวันเสาร์และเดินทางออกไปในวันจันทร์ พร้อมชี้แจงว่าท่าเรือของมาเลเซียมักให้การต้อนรับเรือรบจากต่างชาติเป็นประจำเนื่องจากตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบมะละกา โดยที่ผ่านมาเคยมีทั้งเรือจากกองทัพเรือเกาหลีใต้ รัสเซีย รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เช่น USS Nimitz และ USS Abraham Lincoln เข้ามาแวะจอดเช่นกัน

ปัจจุบัน มาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยังคงยึดมั่นในนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและยืนยันว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในตะวันออกกลาง แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในขณะนี้ก็ตาม.

ที่มา CNA

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

18 มี.ค. 2569 13:32 น.

ปธน.คิวบาประกาศกร้าว พร้อมต้านทานสุดกำลังหากสหรัฐฯ บุกยึดประเทศ

มิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ประกาศกร้าว ขู่สหรัฐฯต้องเจอการต้านทานสุดกำลังหากบุกเข้ายึดคิวบา หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณพร้อมลงมือขณะคิวบากำลังอ่อนแออย่างหนักจากวิกฤตพลังงาน

มิเกล ดิอัซ-กาเนล ประธานาธิบดีคิวบา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันหนักแน่นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการ “ต้านทานสุดกำลัง” หากคิดจะรุกล้ำอธิปไตยหรือพยายามเข้ายึดครองคิวบา

ความขัดแย้งครั้งนี้ปะทุขึ้นหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขาเตรียมที่จะ “จัดการ” กับคิวบาในเร็ววัน พร้อมกล่าวว่า ตลอดชีวิตเขาได้ยินเรื่องข้อพิพาทระหว่างสหรัฐฯ และคิวบามาตลอด และขณะนี้เขาเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ จะต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง และเขารู้สึกเป็นเกียรติหากได้เป็นคนเข้าไป “ยึด” คิวบา ไม่ว่าจะในฐานะผู้ปลดปล่อยหรือผู้ยึดครอง เนื่องจากในสายตาของเขา คิวบากำลังเป็นประเทศที่อ่อนแออย่างหนักในเวลานี้

ทางด้าน นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา ผู้วิจารณ์รัฐบาลคิวบาอย่างรุนแรงมาโดยตลอด ออกมาระบุเพิ่มเติมว่า มาตรการที่ทางการคิวบาประกาศออกมาเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ที่จะยอมให้ชาวคิวบาพลัดถิ่นสามารถกลับไปลงทุนและเป็นเจ้าของธุรกิจในประเทศได้นั้น “ยังไม่ดีพอ” และไม่ถือว่าเป็นการปฏิรูปตลาดเสรีตามที่รัฐบาลทรัมป์เรียกร้อง โดยนายรูบิโอเน้นย้ำว่าคิวบาจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องที่ใหญ่กว่านี้หากต้องการจะก้าวพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีดิอัซ-กาเนล ของคิวบา ยังคงมีท่าทีหนักแน่นในการแสดงความต่อต้านต่อสหรัฐฯ โดยเขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพียงใด คิวบาก็สามารถรับประกันได้หนึ่งอย่าง คือผู้รุกรานจะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างสุดกำลัง 

ขณะเดียวกัน นางทานิเอริส ดิเอกูเอซ (Tanieris Dieguez) อุปทูตคิวบาประจำกรุงวอชิงตัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า  แม้คิวบาจะเปิดกว้างในการเจรจาและพร้อมเปิดรับการลงทุนเพิ่ม แต่ประเด็นเรื่องระบอบการปกครองและอธิปไตยของประเทศนั้น “ไม่อยู่ในเงื่อนไขการเจรจา” พร้อมขอให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยและสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของชาวคิวบาเอง

ปัจจุบันสถานการณ์ในคิวบากำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มี.ค.) เพิ่งเกิดเหตุระบบไฟฟ้าล่มทั่วประเทศ ตอกย้ำถึงภาวะเศรษฐกิจที่กำลังล่มสลายหลังจากคิวบาต้องสูญเสียเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักผู้ส่งน้ำมันสู่คิวบา ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่สามารถโค่นล้มนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำของเวเนซุเอลาลงได้ ส่งผลให้เส้นทางทางทะเลของคิวบาถูกปิดล้อมจนไม่สามารถนำเข้าน้ำมันได้เลยตั้งแต่วันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา

แม้ว่าในช่วงเช้าของวานนี้ (17 มี.ค.) เจ้าหน้าที่จะสามารถกู้ระบบไฟฟ้าคืนมาได้แล้วประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศ รวมถึงร้อยละ 45 ของกรุงฮาวานา แต่ประชาชนยังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง โดยนางโอลกา สัวเรซ (Olga Suarez) หญิงวัย 64 ปี เผยกับสื่อว่า สิ่งที่เธอกังวลที่สุดคือการที่ไฟฟ้าดับยาวนานจนทำให้อาหารที่มีอยู่น้อยนิดในตู้เย็นเน่าเสีย เพราะทุกอย่างในตอนนี้มีราคาแพงมาก เธอยังยอมรับว่าชาวคิวบาเริ่มเคยชินกับการตื่นและการนอนโดยไม่มีไฟฟ้าใช้กันเป็นเรื่องปกติไปแล้วเนื่องจากระบบผลิตไฟฟ้าที่เก่าแก่และการขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก

นอกจากวิกฤตการเมืองและพลังงานแล้ว คิวบายังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติซ้ำเติมจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.8 ที่เกิดขึ้นบริเวณนอกชายฝั่งในช่วงเช้าวานนี้ (17 มี.ค.) แม้จะยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรง แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเกาะที่กำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากสหรัฐฯ.

ที่มา: AFP

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

18 มี.ค. 2569 13:12 น.

ฮอร์มุซเริ่มคลายล็อก? เรือเพิ่มเท่าตัว หลังอิหร่านเปิดทางให้บางประเทศ

สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายเล็กน้อย หลังข้อมูลติดตามเรือระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเรือชาติที่เป็นมิตรกับอิหร่าน

บริษัทวิเคราะห์การเดินเรือ Windward ระบุว่า พบเรือพาณิชย์อย่างน้อย 8 ลำ (ไม่รวมเรือธงอิหร่าน) ผ่านช่องแคบเมื่อวันจันทร์ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลจาก MarineTraffic พบการสัญจร 9 ลำในช่วงวันอาทิตย์–จันทร์ เทียบกับเพียง 5 ลำในสองวันก่อนหน้า

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าอิหร่านอาจเริ่มอนุญาตเป็นกรณี ให้ประเทศที่เป็นมิตรสามารถใช้เส้นทางได้ โดยเรือจากจีน อินเดีย และปากีสถาน มีแนวโน้มเลือกเดินเรือผ่านน่านน้ำอิหร่านมากขึ้น ขณะที่เรือฝั่งตะวันตกยังคงหลีกเลี่ยง

แม้จำนวนเรือจะเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมการขนส่งยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยทราฟฟิกผ่านช่องแคบซึ่งปกติรองรับน้ำมันโลกถึง 20% ลดลงมากกว่า 95% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง

ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 40% จากช่วงก่อนสงคราม

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบยังเปิดอยู่ แต่ปิดต่อศัตรู ขณะที่ก่อนหน้านี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เคยขู่ว่าจะเผาเรือที่พยายามผ่าน

ขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า วอชิงตันสามารถจัดการเปิดเส้นทางเดินเรือได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพันธมิตร แม้จะไม่พอใจที่ชาติสมาชิกนาโตไม่สนับสนุนแผนจัดตั้งกองเรือนานาชาติ

ล่าสุด กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์โจมตีฐานขีปนาวุธของอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าอาวุธดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่ยังเปราะบางนี้ ทำให้ตลาดพลังงานโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเคลื่อนไหวในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาดเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะต่อไป.

ที่มา : Aljazeera

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

18 มี.ค. 2569 12:41 น.

ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง! หลังอิหร่านเตือน ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังอิหร่าน ส่งสัญญาณว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก อาจไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้ในเร็ววัน

น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นราว 3% แตะระดับประมาณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.7% แตะราว 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันเบนซินใน สหรัฐอเมริกา ขยับขึ้นแตะ 3.79 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

หลังจากที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุชัดว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และย้ำว่า ไม่มีความปลอดภัยอีกแล้ว ท่ามกลางการปรากฏตัวของกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด หลังอิหร่านเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้องระงับการผลิตก๊าซที่แหล่ง Shah ใกล้กรุงอาบูดาบี ขณะที่ท่าเรือน้ำมันฟูไจราห์เกิดเพลิงไหม้จากโดรนโจมตี และแหล่งน้ำมันในอิรักก็ถูกโจมตีเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันถูกวัตถุปริศนาโจมตีใกล้ฟูไจราห์ โดยศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรระบุว่า นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีการโจมตีเรือในอ่าวเปอร์เซียและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซแล้วมากกว่าสิบครั้ง

ความเสี่ยงด้านพลังงานโลกยิ่งเพิ่มขึ้น หลังอิสราเอล อ้างว่าสังหาร อาลี ลาริจานี ผู้นำความมั่นคงของอิหร่าน ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านจะออกมายืนยันอย่างเป็นทางการ

นักวิเคราะห์ชี้ ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งกว่า 40% หลังอิหร่านพยายามปิดกั้นเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปกติรองรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้พันธมิตรช่วยเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง ขณะที่ยุโรปยังลังเลไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม

โดยสหภาพยุโรประบุชัดว่า นี่ไม่ใช่สงครามของยุโรป แม้ยอมรับว่าผลประโยชน์ด้านพลังงานได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ระบุว่ากำลังร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อฟื้นเสรีภาพในการเดินเรือ แต่ย้ำว่าจะไม่เข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ด้าน สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าประเทศสมาชิกยังมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินเพียงพอ แม้เตรียมปล่อยน้ำมันกว่า 400 ล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลกในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การใช้น้ำมันสำรองเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว โดยทางออกระยะยาวขึ้นอยู่กับการกลับมาเปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในขณะนี้.

ที่มา : CNN

รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

18 มี.ค. 2569 12:02 น.

รู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) ผู้นำหัวใจสำคัญของอิหร่านที่ถูกลอบสังหาร

ทำความรู้จัก อาลี ลารีจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านผู้ล่วงลับ ที่คอยวางกลยุทธศาสตร์ทางทหารและทางการทูตของอิหร่านมายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ

เมื่อช่วงเช้าวันพุธ (18 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่นทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี (Ali Larijani)ในวัย 67 ปี หลังถูกลอบสังหารจากการโจมตีของอิสราเอล 

ตลอดช่วง 2 สัปดาห์ของเหตุการณ์ความตึงเครียดที่ผ่านมา แม้ว่า ลารีจานี จะตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตี เเต่เขายังคงออกไปชุมนุมในที่สาธารณะ กลางกรุงเตหะราน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของระบอบการปกครองในอิหร่าน 

เขายังเคยโพสต์บนช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อยั่วยุ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์และเตือนประเทศมุสลิมในแถบอ่าวเปอร์เซียว่า อเมริกาไม่เคยซื่อสัตย์ต่อประเทศมุสลิม เเละอิสราเอลต่างหากที่เป็นศัตรูของพวกคุณ พวกคุณต้องหันกลับมาคิดถึงประเทศของตัวเองเเละอนาคตของตะวันออกกลาง 

การเสียชีวิตของ อาลี ลารีจานี อาจทำให้การเจรจาเพื่อหาสันติภาพนั้นยากขึ้น เพราะอิหร่านได้เสียผู้นำคนสำคัญที่เฉียบเเหลมเเละมีอิทธิพลในการตัดสินใจไป

ลารีจานี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของอิหร่านมาหลายทศวรรษ ซึ่งทำให้เขาได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำหลายกลุ่ม รวมไปถึงสถาบันกิจการระหว่างประเทศและความมั่นคงแห่งเยอรมนี

ที่ผ่านมา ลารีจานี ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตี และเป็นหนึ่งในผู้นำที่ได้รับความนิยมจากสหรัฐเเละอิสราเอล แต่หลังจากที่เขาผลักดันเเละสนับสนุนให้มีการปราบปรามผู้ประท้วงชาวอิหร่าน จึงทำให้เขากลายมามีบทบาทสำคัญเเละเป็นที่จับตามองของสหรัฐและอิสราเอลในฐานะผู้วางแผนการปฏิบัติการทางทหาร 

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านได้ยกย่องผลงานเส้นทางทางการเมืองตลอด 50 ปีของ อาลี ลารีจานี พร้อมบอกว่าจนวาระสุดท้ายของชีวิตของเขาก็ยังคงทำเพื่อความก้าวหน้าของอิหร่าน เเละเรียกร้องให้เกิดความสามัคคีในประเทศเมื่อต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอก

ลารีจานี เป็นผู้ที่มีทักษะในการวางแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสาธารณรัฐอิสลามได้ดี และได้รับการยอมรับในฐานะ นักอนุรักษ์เชิงปฏิบัติ ที่สามารถทำการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเเละยึดมั่นในอุดมการณ์ในเวลาเดียวกัน 

ในปี 1980 เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในช่วงสงครามกับอิรักในทศวรรษ 1980 และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีโทรทัศน์ของรัฐ

ในปี 2004 ลารีจานีเป็นหัวหน้าผู้เจรจาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ นักการทูตตะวันตกที่เจรจากับเขาต่างบรรยายว่าเขาเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและฉลาดหลักแหลม และเขาก็ได้รับความไว้วางใจจากคาเมเนอีมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเด็นด้านความมั่นคง จนกลายเป็นมือขวาคนสำคัญของคาเมเนอี 

ในปี 2015 ลารีจานี เป็นตัวเเทนของอิหร่านทำข้อตกลงกับรัฐบาลโอบามา ที่ต้องจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งการเจรจาในครั้งนั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหาสันติภาพในประเด็นอื่น ๆ

เเละในช่วงปีที่ผ่านมา เขายังได้กลายเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญของอิหร่านในการเป็นตัวแทนไปเจรจากับประเทศต่าง ๆ ทั้งการเจรจากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่ประเทศรัสเซียเพื่อชี้เเจงเงื่อนไขของอิหร่านสำหรับข้อตกลงนิวเคลียร์กับรัสเซีย หลังจากเดินทางเยือนโอมาน และเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

การสูญเสียในครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่อาจทำให้การเจรจาเพื่อหาสันติภาพยากขึ้นไปอีกขั้น. 

ที่มา : CNN