‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

‘หมอวรงค์’ คว้ารางวัล เพชรกนก สาขาเมตตาธรรม เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน แฟนคลับแห่ยินดีเพียบ

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.34 น.

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่ หอประชุมชั้น 7 อาคารเอ็มพีกรุ๊ป ถ.ประดิษฐ์มนูธรรม กทม.  สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง จัดวิธีมอบรางวัลเพชรกนกและกนกนาคราช ครั้งที่ 6 ประจำปีพ.ศ.2568-2569 ได้รับเกียรติจากคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล

พิธีมอบรางวัล “เพชรกนก” และ”กนกนาคราช” ครั้งที่ 6 ประจำปีพ..ศ.2568-2569คณะกรรมการได้คัดสรรบุคคลจากทุกสาขาวิชาชีพเข้ารับรางวัล เพชรกนก ในสาขาต่างๆทั้ง 5 สาขา อาทิ 

สาขากตัญญุตา เช่น คุณศรัณฉัตร์ สมบูรณ์ (แป้ง มิตรชัย) คุณนภัสสร สุวรรณานนท์ (นิว วงนิวจิ๋ว) คุณมงคล สะอาดบุญญพัฒน์ (นาย เดอะคอมเมเดี้ยน) คุณอธิป โสดา (ลีโอ ไมค์หมดหนี้) ว่าที่ร้อยตรี ธนัญชัย เฮี้ยนชาศรี (จุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้ม) คุณพิมพ์ลดา แววไธสง (สอดอ Style)คุณรัชนก สุวรรณเกตุ (เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น) คุณฐิติรัศมิ์ เจริญภักดี (น้ำหวาน ซาซ่า) เป็นต้น

สาขาเมตตาธรรม เช่น นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม คุณกชพร เวโรจน์ (มาดามหยก) คุณภัครดา เหตระกูล คุณกวิน พงศ์นิยธรรม (รองผู้อำนวยการ ฝ่ายผลิตรายการ บริษัท ไทยบอร์ดคาสติ้ง จำกัดสถานีโทรทัศน์ช่อง workpoint) คุณพลพล พลกองเส็ง คุณปิยะวัฒน์ เข็มเพชร (ดีเจ พีเค) เป็นต้น

สาขายุติธรรม เช่น คุณกีรติ เทพธัญญ์ (เอ๊าะ ครัวคุณต๋อย) ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม (รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) พท.ภ.พิษณุ แดงประเสริฐ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสุภาพโอสถ) คุณกรรณการ์ อวิรุทธ์ พลตำรวจโทศักดิ์รพี เพรียวพานิช (ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ) เป็นต้น

สาขาพิทักษ์ธรรม เช่น MR.MUSAH AMIDU JOHNSON (โจอี้ เชิญยิ้ม) คุณคริสโตเฟอร์ แจ๊ค เบญจกุล (คริส เบญจกุล) พล.ต.ต. ธนันท์ธร รัตนภาคย์  (รองผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สตช.) คุณณัฏฐพล บุญสา (อ.เบียร์ คนตื่นธรรม) คุณสวิช เพชรวิเศษสิริ (นักแสดงช่อง 7) เป็นต้น

สาขา เกียรติภูมิแผ่นดิน เช่น คุณนทพร บุญบุบผา (เจ้าของผลิตภัณฑ์ Glass Skin) คุณปริภัณฑ์ วัชรานนท์ (โต๊ะ หัวหน้าทีมพากย์พันธมิตร) ดร.อุษณีย์ ลีโอณิโอ มหากิจศิริ คุณสุนทร สุจริตฉันท์ (จึ๊ด รอยัลสไปร์ท) คุณวันดา ใจมา (ศิลปินชื่อดัง) ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา คุณเยาวณี นิรันดร (เจ้าของ 129 อาร์ต มิวเซียม) ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช (นายกแพทยสมาคม) อ.ธงชัย รักปทุม ศิลปินแห่งชาติ เป็นต้น 

ส่วนรางวัลกนกนาคราช สำหรับองค์กรศรีแผ่นดินผู้สร้างสมคุณงามความดีแก่สังคมและประเทศชาติในครั้งนี้ คณะกรรมการได้คัดสรรองค์กรต่างๆทุกสาขาวิชาชีพเพื่อเข้ารับรางวัล อาทิ  สภาทนายความแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รับโดย ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความฯ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ จ.เชียงราย รับโดยดร.ดอยธิเบศร์ ดัชนี พิพิธภัณฑ์ศิลปะเชียงใหม่ รับโดยอ.พรชัย ใจมาและ วัดสารอด รับโดย พระครูสังฆกิจดิลก,ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด เป็นต้น

ล่าสุด นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยภักดี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า วันนี้ผมได้มารับรางวัล “เพชรกนก” เชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน บุคคลที่สร้างสมคุณงามความดี มีความเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ สาขาเมตตาธรรม ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง

หลังจากโพสต์ออกไปก็มีความเข้ามาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ รางวัล “เพชรกนก” และ “กนกนาคราช” เป็นรางวัลเชิดชูเกียรติคนดีศรีแผ่นดิน บุคคลและ องค์กร ผู้สร้างสมคุณงามความดี มีความเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ
ดำเนินการและบริหารจัดการโดย สมาคมผู้ผลิตรายการภาพและเสียง และ สมาคมสุนทรียศาสตร์และศิลป์

หลักการและเหตุผล

* พระราชดํารัสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2515 ความตอนหนึ่งว่า… “ทุกคนจะต้องร่วมกันรักษาความดีงามให้ดํารงมั่นคงอยู่ในแผ่นดิน เพื่อความเป็นปึกแผ่น ความผาสุกและความก้าวหน้าของประเทศชาติและของคนไทย ทุกถ้วนหน้า…”*

ซึ่งสมาคมและคณะกรรมการจัดพิธีมอบรางวัล “เพชรกนก”และ “กนกนาคราช” ได้น้อมนำกระแสพระราชดํารัสดังกล่าวมาเป็นหลักการและแนวทางในการดําเนินการเพื่อยกย่องเชิดชูผู้กระทำคุณงามความดีให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปีพ.ศ.2558 เป็นต้นมา พร้อมกันนี้สมาคมฯขอน้อมนำ

*พระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”* มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนการยกย่องเชิดชูคนดี คิดดี พูดดี และทำดี ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นหลักชัยของสังคมและประเทศชาติต่อไป โดยจัดให้มีการยกย่อง เชิดชูและมอบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้สั่งสมคุณงามความดี ทั้งบุคคล และองค์กรที่มีความเสียสละบำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์ เพื่อเป็นการส่งเสริมสร้างขวัญและกําลังใจแก่คนดีเหล่านั้น ให้ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนเป็นแบบอย่าง เพื่อปลุกกระแสการสร้างสังคมแห่งความดีอย่างเป็นรูปธรรมเนื่องจากความดีและคุณธรรม เป็นรากฐานอันสําคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาสังคมสู่ความร่มเย็นเป็นสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน

วัตถุประสงค์
1.เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้คนไทยตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

2.เพื่อยกย่องส่งเสริมบุคคลและองค์กรผู้กระทําความดีอันเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมและประเทศชาติ

3.เพื่อสร้างขวัญ กําลังใจตลอดจนปลุกจิตสํานึกและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้มีแบบอย่างที่ดีและมีส่วนร่วมในการรณรงค์รักษาและส่งเสริมคนดีที่มีความเสียสละและตั้งมั่นในการกระทำความดีทั้งต่อตนเองและประเทศชาติ

4.เพื่อเสริมสร้างสังคมไทยและสังคมโลกให้เป็นสังคมแห่งคุณธรรมอย่างมั่นคงและยั่งยืนตามแนวทางของ ESG และ SDGs

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

อนุทิน ย้ำนักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งแก้ Missing Link เชื่อมระนอง-ชุมพร ชี้ยังลุยศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

“อนุทิน”เผย นักลงทุนเชื่อมั่นไทย เร่งชูจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมแก้ “Missing Link” เชื่อมระนอง-ชุมพร บูรณาการโปรเจกต์แลนด์บริดจ์ ชี้รัฐบาลยังเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ แต่มุ่งปรับปรุงการเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางบกและระบบราง ปรับปรุงท่าเรือฝั่งระนองก่อน เพื่อเชื่อมโยงกับการขนส่งกับประเทศอื่น

วันที่ 18 ก.ค. ที่นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการหารือกับนักลงทุนจีนว่านักลงทุนจีนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับการลงทุนได้จริง ซึ่งระบบคมนาคมและการขนส่งสินค้าถือเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิต ทั้งนี้ ภาคธุรกิจมีความต้องการให้ภาครัฐดำเนินการต่าง ๆ ด้วยความรวดเร็วและลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการมาตลอด

“ในสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่ามีความโดดเด่นและยืนอยู่ในแถวหน้าของการเป็นฐานการผลิตทางอุตสาหกรรมที่สำคัญในส่วนของนโยบายด้านความโปร่งใสรัฐบาลจะไม่ยอมให้มีเรื่องค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือการทุจริตโดยเด็ดขาด เพราะเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน” นายอนุทิน กล่าว 

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าสำหรับภาคการท่องเที่ยว ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่ครบถ้วนทั้ง “Sea Sand Sun”  ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นธรรมให้กับนักท่องเที่ยว โดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และยืนยันว่ามาตรฐานความปลอดภัยของไทยนั้นสามารถวัดผลเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วได้อย่างมั่นใจ 

ผู้สื่อข่าวถามถึงโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังคงเป็นแนวทางนโยบายของรัฐบาล ที่จะศึกษาโครงการต่อไป แต่สิ่งสำคัญตอนนี้คือต้องเร่งดำเนินการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานทางบกที่เป็นจุดที่ยังไม่เชื่อมต่อ (Missing Link)  รวมทั้งระบบราง เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียนและเป็นประเทศเดียวที่สามารถลิงก์กับประเทศอื่น ๆ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ 

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการในฝั่งท่าเรือฝั่งตะวันตกก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเราเริ่มจากการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกฝั่งตะวันตกที่จังหวัดระนองก่อน เพื่อให้เชื่อมโยงกับจังหวัดชุมพร และระบบโลจิสติกส์ทางบก เชื่อมโยงกับประเทศอื่นๆได้

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าด้วยว่ากระทรวงคมนาคมกำลังดำเนินการศึกษาโครงการนี้อย่างต่อเนื่องแบบคู่ขนาน เพื่อพิจารณาถึงความคุ้มค่าและเงื่อนเวลาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศต่อไป

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

กษ.เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. จ่อหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

ก.เกษตรฯ เดินหน้าแก้ปัญหานมทั้งระบบ พร้อมเร่งวางแผนฟื้นฟู อ.ส.ค. เตรียมหารือมิลค์บอร์ด ปรับสัดส่วนโควตานมโรงเรียนใหม่  หลังพบความไม่สอดคล้องต่อปริมาณ การรับน้ำลมดิบของ อ.ส.ค.  สัปดาห์หน้าเสนอ ครม. พิจารณา ขยายเพดานนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  หวังแก้ปัญหาระยะสั้น ช่วยระบายนม พยุงรายได้เกษตรกร

19 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากการรับฟังข้อร้องเรียนของเกษตรกรในสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านนมและโคนม สรุปแนวทางการแก้ปัญหาของ อ.ส.ค. จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ซึ่งคณะทำงานตั้งเป้า จะดำเนินการจัดทำแผนฟื้นฟู อ.ส.ค.ให้แล้วเสร็จภายใน 1 – 2 เดือน เพื่อนำไปสู่การผ่าตัดโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกร

โดยเฉพาะการจัดสรรโควตานมโรงเรียนที่ปัจจุบัน อ.ส.ค.ได้รับสัดส่วนเพียงร้อยละ 10  ซึ่งมองว่าไม่มีความสอดคล้องและไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูองค์กร ในส่วนของการขยายเพดานนมโรงเรียนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะนี้เอกสารอยู่ระหว่างการเวียนขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบ จะช่วยระบายน้ำนมดิบได้เพิ่มขึ้นเกือบ 100 ตันต่อวัน ส่วนมาตรการรองรับน้ำนมดิบส่วนเกินในปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังคงแบกรับการซื้อตามมติเดิม เนื่องจากตัวแทนสหกรณ์ยังไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก

ขณะที่ น.ส.วัชรี วรรณศรี ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า ปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน ปัจจุบัน อ.ส.ค.ยังต้องแบกรับ วันละกว่า 140 ตัน และต้องผลิตนมส่วนเกิน จนประสบปัญหาไม่สามารถระบายสินค้าออกสู่ตลาดได้ทัน กับปริมาณการผลิต จนนมหมดอายุสะสม เกือบ 100 ล้านกล่อง

ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะเข้าพบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอแนวทางเร่งด่วนในการแก้ไขวิกฤตอุตสาหกรรมโคนมไทย ใน 3 ประเด็น ได้แก่ จัดการปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกิน MOU 211 ตัน/วัน , ช่วยระบายผลิตภัณฑ์จากน้ำนมส่วนเกิน น้ำนมดิบที่ อ.ส.ค.รับเกิน MOU และเพิ่มสัดส่วนโควตานมโรงเรียนให้ อ.ส.ค.ควรปรับเพิ่มสัดส่วนโควตานมโรงเรียนให้ อ.ส.ค.มากกว่า 10% เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของรัฐวิสาหกิจในการดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

ความหวังเกษตรกรบ้านโกรกเดือนห้า มีน้ำใช้ยั่งยืน สร้างอาชีพ ลดผลกระทบภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.21 น.

แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝน แต่พื้นที่เกษตรจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ทำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกได้เพียงปีละครั้ง และต้องหยุดการผลิตในช่วงฤดูแล้ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร เพื่อเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่พื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ล่าสุดที่ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีระบบน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่กว่า 300 ไร่ ให้มีน้ำใช้สำหรับเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี เปลี่ยนพื้นที่ที่เคยรอคอยน้ำฝนให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างรายได้อย่างมั่นคง

นายวิศิษฎ์ คะเชนชาติ นายกเทศมนตรีตำบลสุรนารี กล่าวว่า ตำบลสุรนารีมีประชากรกว่า 22,000 คน ครอบคลุม 10 หมู่บ้าน โดยพื้นที่เกษตร 3–4 หมู่บ้านอยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรต้องอาศัยเพียงน้ำฝนและบ่อน้ำเดิมซึ่งไม่เพียงพอ เทศบาลจึงประสานขอรับการสนับสนุนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จนเกิดโครงการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำที่มั่นคงสำหรับการเพาะปลูก “ต้องขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่เข้ามาสนับสนุนโครงการดี ๆ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เมื่อมีน้ำก็สามารถเพาะปลูกได้ต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้ครอบครัว และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง” นายวิศิษฎ์ กล่าว

นายธนาสิทธิ์ ดำนิล ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลตำบลสุรนารี กล่าวว่า “พื้นที่บ้านโกรกเดือนห้า เป็นพื้นที่บนเนินนอกเขตชลประทาน แม้จะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ แต่ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง หลังจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้ามาพัฒนาโครงการ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อมีน้ำ เกษตรกรก็มีโอกาสเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และสามารถวางแผนการเพาะปลูกได้ตลอดทั้งปี”

นายกุล คะเชนชาติ ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ 300 ไร่ กล่าวว่า ก่อนมีโครงการ สมาชิกส่วนใหญ่ทำเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน ส่วนหน้าแล้งต้องออกไปรับจ้าง แต่เมื่อมีน้ำบาดาล ทุกคนสามารถปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ทั้งแตงโม กล้วย ถั่ว พริก และพืชหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 21 คน เริ่มบริหารพื้นที่เพาะปลูกคนละประมาณ 2 ไร่ พร้อมติดตั้งมิเตอร์น้ำ เพื่อให้ทุกคนใช้น้ำอย่างเป็นธรรม และเตรียมนำระบบน้ำหยดมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดต้นทุนในอนาคต

ด้านนางเปรมสิริ จงรวมกลาง สมาชิกกลุ่มเกษตรกร กล่าวว่า “เมื่อก่อนหน้าแล้งแทบปลูกอะไรไม่ได้ แต่วันนี้อยากปลูกอะไรก็ปลูกได้ เพราะมีน้ำบาดาลที่เพียงพอ ปัจจุบันสามารถปลูกแตงโม ฟักทอง พริก มะเขือ และมันสำปะหลังได้ตลอดทั้งปี โดยแตงโมที่ปลูกมีหลายสายพันธุ์คุณภาพ เช่น สตาร์บอมบ์ เมญ่า และทัมอัพ ซึ่งจำหน่ายทั้งหน้าสวน ตลาด และผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการไลฟ์สด ทำให้มีรายได้หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและเทศบาลตำบลสุรนารี ที่ทำให้พวกเรามีโอกาสสร้างรายได้ตลอดทั้งปี”

ความสำเร็จของโครงการแห่งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “น้ำบาดาล” ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำสำรอง แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำใต้ดินให้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่มั่นคงสำหรับภาคการเกษตร ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

ชูโมเดลความสำเร็จ! ‘เขื่อนลำปาว’ โชว์นวัตกรรมจัดสรรน้ำ-คุมสมดุล 2.9 แสนไร่

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ชูโมเดลความสำเร็จ! เขื่อนลำปาวเปิดปริมาณน้ำ 770 ล้าน ลบ.ม. การันตีพอใช้ตลอดฤดูฝน ใช้ระบบ GIS-ROS สแกนพื้นที่รายแปลง จัดรอบเวรแบ่งปันน้ำนาข้าวกับบ่อนากุ้ง เกษตรกรยางตลาดปลื้มสร้างรายได้สะพัด

วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 สำนักชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน ได้จัดกิจกรรม “สื่อมวลชนสัญจร” เพื่อสร้างความรับรู้ความเข้าใจและสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว หรือ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเข้าชมกระบวนการ ณ อาคารระบายน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยว่า เขื่อนลำปาวประสบความสำเร็จในการตอบโจทย์ความต้องการใช้น้ำที่แตกต่างกันของเกษตรกร 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกข้าวนาปรัง และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม (ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างรายได้สูงของจังหวัด) โดยขับเคลื่อนผ่าน 2 กลไกสำคัญคือ 1.เปิดโอกาสให้ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร ผู้นำท้องถิ่น และราชการ ร่วมกันประชุมกำหนดปฏิทินการส่งน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม และ 2.นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) และโปรแกรมบริหารจัดการน้ำ (ROS) มาใช้วิเคราะห์คำนวณความต้องการน้ำรายแปลง โดยเฉพาะในพื้นที่ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ที่เก็บข้อมูลรอบการเลี้ยงกุ้งอย่างละเอียด

ปัจจุบัน (สถานการณ์ ณ กรกฎาคม พ.ศ. 2569) เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำกักเก็บอยู่ที่ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็น 39% ของความจุอ่างฯ) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เพียงพอที่จะดูแลพื้นที่เกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคตลอดฤดูฝนนี้อย่างแน่นอน

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่นั้น ปัจจุบันเขื่อนดูแลพื้นที่ทำนาข้าว 290,000 ไร่ และพื้นที่นากุ้ง 3,800 ไร่ เนื่องจากลักษณะของนากุ้งมีปริมาณความต้องการใช้น้ำมากกว่าการทำนาข้าวถึง 2 เท่า โครงการฯ จึงได้จัดระบบ “รอบเวรสับเปลี่ยนหมุนเวียนการส่งน้ำ” เพื่อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง ไม่เกิดผลกระทบต่อทั้งแปลงนาและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงนาข้าวของ นายสมทรัพย์ วราศรี ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 11 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด ระบุว่า ระบบน้ำจากคลองชลประทานช่วยให้ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง แม้จะมีสถานการณ์ภัยแล้งเอลนีโญเข้ามา แต่กลุ่มเกษตรกรมีการประชุมร่วมกับชลประทานสม่ำเสมอทำให้รู้แผนงานและเตรียมแปลงรับน้ำได้ทันท่วงที จึงมั่นใจว่าจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ขณะที่ นายสุรพล ภูขามคม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม บ้านนาเชือกเหนือ หมู่ที่ 2 ต.นาเชือก ซึ่งประกอบอาชีพเลี้ยงกุ้งมากว่า 20 ปี เผยว่า ในอดีตระบบส่งน้ำยังไม่สมบูรณ์ แต่ปัจจุบันชลประทานบริหารจัดการน้ำได้ดีมาก ทำให้ 1 ปี สามารถเลี้ยงกุ้งส่งออกได้ถึง 2 รุ่น มีรายได้มั่นคงดีกว่าการทำนาข้าว และช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งสามารถลืมตาอ้าปากสร้างฐานะได้จนถึงปัจจุบัน

เชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026

เชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026

เชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

ภาครัฐ-เอกชนร่วมเชิดชู 5 สุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์เยาวชน คว้ารางวัลพิเศษ เวที Prime Minister’s Science Award 2026 เตรียมเข้ารับรางวัลจากนายกรัฐมนตรี วันที่ 15 ส.ค.นี้ ในงานมหกรรมวิทย์ 69

นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เป็นประธานเปิดโครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 รอบชิงชนะเลิศ โดยมี ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ โดยได้คัดเลือกสุดยอดโครงงานวิทย์ฯ ของเยาวชนระดับประเทศที่มีผลงานโดดเด่น โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ C asean ผลปรากฏว่า 5 ทีมเยาวชนสามารถคว้า Special Award รางวัลพิเศษ ได้แก่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จำนวน 3 ทีม, โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย และโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย เพื่อเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจให้แก่เยาวชนไทยที่สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในเวทีสำคัญของประเทศและนานาชาติ ณ ห้องแสงเดือน-แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

ด้าน ดร.กรรณิการ์ เฉิน รองผู้อำนวยการ NSM หนึ่งในหน่วยงานหลักที่ดำเนินงานโครงการฯ เผยว่า “โครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการสนับสนุนบทบาทของครู โรงเรียน และผู้ปกครอง ในการบ่มเพาะศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง ในปีนี้มีโครงงานที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 22 โครงงาน ซึ่งล้วนเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงในเวทีวิชาการทั้งระดับประเทศและนานาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศในระดับสากล”

“ขอแสดงความยินดีและชื่นชมเยาวชนทุกทีมที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของความสามารถและความมุ่งมั่นของเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการสนับสนุนของภาครัฐและธุรกิจที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวทีแห่งนี้จะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและก้าวสำคัญที่ช่วยให้เยาวชนพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง กล้าที่จะเรียนรู้ คิดค้น และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศไทยในอนาคต”ดร.กรรณิการ์ กล่าว

สำหรับรางวัล Special Award ภายใต้โครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 เป็นรางวัลที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงงานที่มีความโดดเด่น สื่อสารน่าประทับใจและสาระของโครงงานฯ สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงานผู้สนับสนุนรางวัล ประกอบด้วย 5 รางวัล ได้แก่

รางวัล “Dow Innovation Award” ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดย กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย จำกัด ได้แก่ โครงงานการพัฒนาไข่เทียมร่วมกับนวัตกรรมเพาะเลี้ยงและปล่อย Super Trichogramma แบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมศัตรูพืชจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายรัชณัฐ เติมธีรกิจ ซึ่งมี นางสาวสุวรรณา อัมพรดนัย เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และนายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “EGAT EXCELLENCE AWARD” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้แก่ โครงงาน BiQancer: นวัตกรรมไบโอมาร์กเกอร์คณิตศาสตร์ใหม่และอุปกรณ์เสริมกล้องจุลทรรศน์ สู่ระบบช่วยวินิจฉัยคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่เท่าเทียม จาก โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายดะอิชิ ทานากะ นายปองคุณ ฟูชื่น และนายเก้า ฐิติจําเริญพร ซึ่งมี นางรุ่งกานต์ วังบุญ เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ นายกฤติพงศ์ วชิรางกุ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “ExxonMobil Applied Science Excellence Award” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดย บริษัท เอ็กซอนโมบิล จำกัด ได้แก่ โครงงาน Comprehensive Biomimetic Aerial Seed Coating Inspired by the Fruit Structure of Burma Padauk for Enhanced Seedling Establishment and Growth in Mixed Deciduous Forest Restoration (การสร้างปีกเทียมเมล็ดพันธุ์เลียนแบบโครงสร้างของผลประดู่ (Pterocarpus macrocarpus) เพื่อฟื้นฟูปาเสื่อมโทรมและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตในกระบวนการกระจายเมล็ดพันธุ์ทางอากาศ) จาก โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เลย จ.เลย สมาชิกในทีม ได้แก่ นายพิเชษฐ์ นวลปักษี ซึ่งมี นางน้ำทิพย์ ศรีแก้ว เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติ ตันเมืองปัก เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “Computer AI Award” ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ โดย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แก่ โครงงาน RADIA: นวัตกรรมระบบประเมินสุขภาพทางเดินหายใจอัจฉริยะแบบบูรณาการ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และการสร้างแบบจำลองทางเดินหายใจสามมิติ เพื่อการคัดกรอง ติดตาม และฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างรวดเร็ว จาก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายภูวิศ ฮิโรโตะ สิริพันธุ์ และนายปุญญพัฒน์ ทองพิทักษ์ถาวร ซึ่งมี นายอดิเรก พิทักษ์ เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

รางวัล “C asean ASEAN Impact Award”ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ โดย C asean ได้แก่ โครงงาน Building Climate-Resilient Corals: A Coral Restoration Strategy Integrating Molecular Repairs with Satellite-Monitored Artificial Reefs (นวัตกรรมการฟื้นฟูปะการังแบบครบวงจร ที่ผสานการซ่อมแซมระดับโมเลกุลเข้ากับแนวปะการังเทียมที่ติดตามด้วยข้อมูลดาวเทียม) จาก โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพฯ สมาชิกในทีม ได้แก่ นายสัญพัชญ์ อัครจีราวัฒน์ นายณภูดล ศรีรัตนา และนายโปรดปราน จันธรรมาพิทักษ์ ซึ่งมี นายชนันท์ เกียรติสิริสาสน์ เป็นครูที่ปรึกษาหลัก และ นางสาวสุวรรณา อัมพรดนัย เป็นที่ปรึกษาพิเศษ

ทั้งนี้ รางวัลใหญ่ของโครงการ Prime Minister’s Science Award 2026 จะประกาศผลอย่างเป็นทางการภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ http://www.nsm.or.th โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้เข้ารับรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 ส.ค. 2569 ภายในงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

Pet Us จัดกิจกรรม ‘Pet Us ตลาดทาสใจบุญ’ เปิดพื้นที่ชวนคนรักสัตว์ส่งต่อสิ่งดีๆให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เลี้ยง

Pet Us จัดกิจกรรม 'Pet Us ตลาดทาสใจบุญ' เปิดพื้นที่ชวนคนรักสัตว์ส่งต่อสิ่งดีๆให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เลี้ยง

Pet Us จัดกิจกรรม ‘Pet Us ตลาดทาสใจบุญ’ เปิดพื้นที่ชวนคนรักสัตว์ส่งต่อสิ่งดีๆให้มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์เลี้ยง

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.28 น.

Pet Us (เพ็ทอัส)  ธุรกิจเพื่อสัตว์เลี้ยงครบวงจรของ ‘โลตัส’ ผู้นำธุรกิจค้าปลีก ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จับมือพันธมิตรแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำ จัดกิจกรรม “ Pet Us ตลาดทาสใจบุญ” 17-19 ก.ค. 2569 ณ โลตัส สาขาพัฒนาการ  สานต่อความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าและบริการที่ครบวงจรให้กับสัตว์เลี้ยง พร้อมย้ำจุดยืนในการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงทุกรูปแบบ พร้อมร่วมส่งเสริมการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่มูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย ( Soi dog ) ,ป้าจุ๊ บ้านพักสี่ขาเพื่อหมาจร , มูลนิธิรักษ์แมว ปันน้ำใจให้แมวจร ด้วยการเปิดพื้นที่ให้บรรดาคนรักสัตว์ ได้ซื้อสินค้าราคาพิเศษจากแบรนด์พันธมิตรเพื่อบริจาคอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง มอบให้แก่มูลนิธิฯผ่านร้านเพ็ทอัส นอกจากนี้ยังมีบริการหยอดเห็บหมัดฟรีให้แก่สุนัขและแมวในชุมชนที่มาร่วมกิจกรรม อีกทั้งได้เชิญ Pet Influencer คุณมณี แก๊งมอณอ น้องเหมียวชอบเที่ยว และเหมยลี่ สุนัขจรจากจีน มาร่วมรณรงค์และเป็นตัวแทนส่งมอบน้ำใจให้เพื่อนสี่ขา

ทั้งนี้ ‘เพ็ทอัส’ ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และสร้างเสริมคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ ผ่านกิจกรรมดีๆ ตลอดทั้งปี ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของทาง Pet Us ได้ที่เพจ Pet Us (https://www.facebook.com/PetUs.th)

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

สกู๊ปพิเศษ : ‘PARTNERSHIP SCHOOL’ บ่มเพาะ ‘เมล็ดพันธุ์แห่งโอกาส’ ลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันนี้ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกำลังเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ หลายคนได้รับทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจนสามารถมาโรงเรียนได้อย่างต่อเนื่อง และอีกหลายห้องเรียนที่กำลังขับเคลื่อนกิจกรรมโรงเรียนคุณธรรมร่วมกับชุมชน ภาพเหล่านี้อาจดูเป็นสิ่งเล็กๆ ในสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเด็กนักเรียน ครู และผู้คนในพื้นที่ห่างไกล นี่คือ “โอกาสทางการศึกษาครั้งสำคัญ” ที่สามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของพวกเขาได้จริงๆ

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้เข้าร่วมโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) โดยร่วมมือกับภาคีทั้งกระทรวงศึกษาธิการและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าภารกิจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการบริจาค นั่นคือ “การลดความเสี่ยงเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล” โดยมีโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของประกันภัยไทยวิวัฒน์ทั้งสิ้น 5 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งร่วมดำเนินงานตามโมเดลการพัฒนาแนวใหม่ที่สามารถวัดผลได้และขยายผลได้จริง

โครงการฯ เลือกใช้แนวทาง Co-Creation ในการออกแบบกิจกรรมร่วมกับครูและชุมชนในแต่ละโรงเรียน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับมูลนิธิยุวพัฒน์ ผ่านการใช้ 3 เครื่องมือหลักเพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริง” แบบครบวงจร ได้แก่ 1.การมอบทุนการศึกษาที่ “คิดเผื่อ” ค่าใช้จ่ายแฝง ให้ครอบคลุมทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าอุปกรณ์ต่างๆที่อาจกลายเป็นกำแพงผลักเด็กออกจากห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะทางบ้าน , 2.โปรแกรม Winner English เปิดประตูภาษาอังกฤษด้วยเอ็ดดูเทค อินโนเวชั่น บริษัทฯ สนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยตนเอง พร้อมระบบพี่เลี้ยงติดตามผล เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงโลกของภาษาอังกฤษได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อและเพิ่มโอกาสการทำงานในอนาคต และ 3.โครงการโรงเรียนคุณธรรม มีการออกแบบแผนงานที่แตกต่างกันในแต่ละโรงเรียน เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเด็กและบริบทของชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริง ไม่ใช่แผนสำเร็จรูปแบบเดียวที่นำไปใช้กับทุกที่

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า ไทยวิวัฒน์ ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้บริจาค แต่ต้องการเป็นผู้ร่วมพัฒนาที่ยั่งยืน และพร้อมเดินเคียงข้างไปกับครู โรงเรียน และชุมชนตลอดเส้นทางนี้ ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิยุวพัฒน์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา การออกแบบกระบวนการทำงาน และการติดตามผล เพราะเราเชื่อมั่นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว หากแต่เริ่มจากความเข้าใจในบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อการออกแบบแผนงานที่สอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของเด็กๆอย่างแท้จริง

น.ส.กนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา ตัวแทนจากมูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งต้องทำงานท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย ทั้งในด้านงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนการสอน ขณะที่ครูเองก็มีภาระล้นมือ โครงการ ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ จึงให้ความสำคัญกับการไม่เพิ่มภาระงานให้โรงเรียน แต่เข้าไปร่วมเสริมในจุดที่ยังมีข้อจำกัดบนแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ มูลนิธิยุวพัฒน์เชื่อว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูและโรงเรียนสามารถสานต่อได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” ถูกกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานไว้ 5 ปี และวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกฝ่าย ก็ได้เริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว โดยตัวแทนครูจากทั้ง 5 โรงเรียนในโครงการได้มารวมตัวกันแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงาน ความสำเร็จ และประสบการณ์การพัฒนาโรงเรียนที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลา 3 ปี เริ่มจาก 1.โรงเรียนบ้านราชกรูด จ.ระนอง

“เรียนรู้คู่วิถีชุมชน ปั้นทักษะอาชีพด้วยปราชญ์ชาวบ้าน รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “ความสำเร็จของเราคือการ “ทลายกำแพงห้องเรียน” โดยดึงผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชน เข้ามาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะอาชีพจากพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่น เช่น การนำต้นหมากมาทำกาบหมาก หรือทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สร้างทั้งรายได้ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นไปพร้อมกัน

2.โรงเรียนหานโพธิ์พิทยาคม จ.พัทลุง

“พลังสภานักเรียน เด็กคิด ครูแนะนำ สู่ความสำเร็จเรียนจบ 100%” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ “การทำงานของเราใช้การสร้าง “พื้นที่จำลองสังคม” ให้เด็กฝึกฝนความเป็นผู้นำผ่านกลไกสภานักเรียนและกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานปัจฉิมนิเทศ โดยครูปรับบทบาทจาก “ผู้สั่งการ” มาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” ปล่อยให้เด็กคิด วางแผน ลงมือทำ และแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผสานเข้ากับการดูแลนักเรียนทุนอย่างใกล้ชิดเพื่อช่วยอุดรอยรั่ว จึงทำให้นักเรียนทั้งหมดจบการศึกษาได้ 100% โดยไม่มีใครหลุดจากระบบกลางคัน

3.โรงเรียนศรีธรรมวิทยา จ.ยโสธร

“ครูนางฟ้ารักษาใจ สานพลังเครือข่าย สร้างโอกาสให้เด็กกลุ่มเปราะบาง” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ เนื่องจากเราเป็นโรงเรียนการกุศลที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาครอบครัวและมีฐานะยากจน เราจึงใช้เครื่องมือ “ครูนางฟ้า” ในการทำงานเชิงรุก  สร้างทักษะของครูประจำชั้นและครูแนะแนวในการสังเกต คัดกรอง ทำความเข้าใจเด็ก และค้นพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ลึกๆได้มากมาย หลังจากนั้นจึงดึงพลังจากเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมไปถึงการมอบทุนการศึกษาและการใช้เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางนี้ให้เกิดการพัฒนาและเยียวยาปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

4.โรงเรียนบ้านแก จ.พะเยา

“จิ๋วแต่แจ๋วด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉมโรงเรียนขนาดเล็ก สู่ความเป็นเลิศด้านภาษา” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ โรงเรียนขนาดเล็กของเรามีนักเรียนเพียง 72 คน และมีจำนวนครูน้อย แต่เราพลิกวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร ด้วยการใช้โปรแกรม “Winner English” เข้ามาอุดช่องโหว่นี้ พร้อมการจัดสรรเวลาเรียนอย่างเป็นระบบ และให้เด็กๆได้ลงมือใช้เครื่องมือด้วยตนเอง ความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสเทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยทำลายกำแพงความกลัวภาษาอังกฤษของเด็กชนบทได้อย่างมาก จนหลายคนสามารถสอบแข่งขัน หรือสอบเข้าเรียนต่อในห้องเรียนพิเศษและสายวิชาการได้สำเร็จ

5.โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 42 จ.สตูล

“กิจวัตรวิถี 24 ชั่วโมง บ่มเพาะคุณธรรมผ่านชีวิตหอพัก ผสานมนต์เสน่ห์ประเพณีท้องถิ่น” เสียงสะท้อนจากคุณครูในโครงการ การเป็นโรงเรียนประจำคือการดูแลเด็กตลอด 24 ชั่วโมง โรงเรียนจึงนำโครงสร้าง “4+6 โมเดล” มาประยุกต์ใช้ในการบริหาร “19 หอพัก 19 โครงงาน” และสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน พร้อมนำคุณธรรมไปจับคู่กับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การรวมกลุ่มกันทำ “หมฺรับ” เพื่อร่วมประเพณีวันสารทเดือนสิบ ทำให้การเรียนรู้เรื่องคุณธรรม จิตอาสา และความรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่การท่องจำตามตำรา แต่ผสานเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวัน ผ่านความคิดสร้างสรรค์และความสนุกสนานของเด็กๆ

เวิร์กชอปครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เวทีรายงานผล แต่ยังเป็น “ห้องเรียนของคุณครู” ที่หยิบยกบทเรียนจริงจากพื้นที่จริง มาต่อยอดและขยายผลร่วมกัน บางโรงเรียนเก่งเรื่องการสร้างความผูกพันกับผู้ปกครอง บางโรงเรียนมีโมเดลการสอนภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ บางโรงเรียนเชื่อมงานคุณธรรมเข้ากับวิถีชีวิตชุมชนได้อย่างกลมกลืน และเมื่อความเก่งของแต่ละพื้นที่มาบรรจบกัน ดอกผลที่งอกเงยคือ “องค์ความรู้กลาง” ที่ทุกโรงเรียนสามารถนำกลับไปปรับใช้ได้ทันที และองค์ความรู้นี้จะกลายเป็นต้นแบบดีๆที่ขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆต่อไป

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

ตะลอนเที่ยว : สัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย ทำหมันหมาแมวที่เกาะเสม็ด

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนกับสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่คู่กันมานานแสนนาน ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ และจะต้องอยู่ด้วยกันไปตราบจนกว่าโลกนี้จะแตกสลาย เพราะโลกใบนี้ไม่ใช่ของคน แต่ทว่าเป็นของสัตว์ด้วย คนกับสัตว์จึงต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันเรื่อยไป คนอยู่ได้ด้วยสัตว์ และสัตว์ก็อยู่ได้ด้วยคน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ทั้งคนและสัตว์ก็จะต้องเผชิญปัญหาสาหัสอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ทั้งคนและสัตว์จึงต้องเกื้อกูลกันตลอดไป 

เมื่อคนต้องอยู่กับสัตว์บนโลกใบนี้ ก็มีแนวคิดว่า สังคมที่สัตว์ปลอดโรค คนก็จะปลอดภัยด้วย การที่สัตว์จะปลอดโรคได้ก็ด้วยความดูแลเอาใจใส่ของคน โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ทั้งหลายต้องได้รับความเอาใจใส่จากคน หากปล่อยให้สัตว์ต้องเจ็บป่วยเป็นโรค ก็หมายความว่าโรคจากสัตว์อาจจะแพร่ระบาดไปสู่คนได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทีมงานหลักผู้ทำโครงการนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งประกอบด้วย คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือพิมพ์แนวหน้า และเสม็ดรีสอร์ดกรุ๊ป จึงมุ่งมั่นทำโครงการทำหมันให้สุนัขและแมวจรจัด รวมถึงสัตว์มีเจ้าของ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพรักษาโรคให้สัตว์เลี้ยงโดยไม่คิดค่าบริการใด ๆ แม้แต่น้อย ขอแค่เพียงให้ช่วยกันนำสุนัขและแมวไปให้เราทำหมั่น และฉีดวัคซีนป้องกันโรคกลัวน้ำหรือพิษสุนัขบ้าประจำปี พร้อมตรวจสุขภาพ และหยอดยากำจัดเห็บหมัด เพียงเท่านี้ คณะทำงานของเราก็แสนจะชื่นใจ และมีกำลังใจทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยมาตรฐานการรักษาสัตว์ที่มีคุณภาพระดับสากล แม้สภาพของสถานที่ที่คณะของเราออกไปให้บริการจะมีความไม่พร้อม และขาดมาตรฐานของห้องผ่าตัดรักษาโรคตามแบบฉบับของห้องแล็บคุณภาพ แต่เราก็ยังคงตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดด้วยความตระหนักและยึดมั่นในมาตรฐานวิชาการด้านสัตวแพทย์สากลทุกประการ

ทุกครั้งที่ทีมงานได้พบเห็นภาพของคนรักสัตว์ที่ช่วยกันนำสุนัขและแมวไปให้เราทำหมั่น และตรวจรักษาโรค เราทุกคนดีใจและเต็มใจให้บริการ แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการในท้องที่เท่าที่ควร หรืออาจจะกล่าวได้ว่าทีมทำงานของเราไม่ได้รับความร่วมมือใด ๆ แม้แต่น้อยจากข้าราชการในท้องที่โดยเฉพาะจากหน่วยงานที่มีภารกิจดูแลสวัสดิภาพสัตว์ แต่ปัญหาดังกล่าวก็เป็นเพียงอุปสรรคที่เราพยายามจะมองข้ามไป เพราะหากเราใส่ใจกับเรื่องไร้สาระดังกล่าวแล้ว งานสำคัญของเราก็จะล้มเหลว ตัวอย่างที่หน่วยราชการไม่ให้ความร่วมมือคือ ไม่เคยส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยทำงาน ไม่เคยอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ไม่เคยช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านได้รับรู้เรื่องราว และไม่เคยสนับสนุนงบประมาณ ทั้ง ๆ ที่งานที่พวกเราทำคือการตั้งใจช่วยเหลือชุมชน แต่ก็ต้องย้ำว่าอุปสรรคไม่ใช่สิ่งทำให้เราล้มเลิกความตั้งใจทำงานเพื่อสังคม และเพื่อสัตว์ 

ในปีนี้ ทีมงานของเราให้บริการทำหมันสุนัขและแมวทั้งจรจัดและมีเจ้าของรวม 30 ตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 60 ตัว พร้อมทั้งตรวจสุขภาพให้สัตว์เลี้ยง ซึ่งในปีนี้เราไม่ได้ไปให้บริการที่เขตอำเภอบ้านเพ จังหวัดระยอง เนื่องจากมีอุปสรรคอันเกิดจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเพ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือในการทำงาน ทีมงานของเราจึงจำเป็นต้องงดการให้บริการไปโดยปริยาย แม้ในความจริงเราตั้งใจจะให้บริการประชาชนชาวเพที่ตั้งใจนำสัตว์เลี้ยงไปขอรับบริการจากเราก็ตาม แต่ต้องย้ำว่าเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสถานที่ เราก็จำเป็นต้องตัดใจงดให้บริการ และหากทีมงานยังไม่ได้รับความร่วมมือจาก อบต. เพอีก เราก็จำเป็นต้องงดให้บริการตลอดไป

อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็สามารถทำงานในครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี แม้จะมีอุปสรรคบางอย่าง แต่เราก็เอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นได้ เพราะความตั้งใจทำงาน และเน้นงานเป็นที่ตั้ง จึงทำให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปได้

ขอขอบคุณ เสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ป ที่อำนวยความสะดวกเรื่องที่พักที่แสนดี พร้อมอาหารที่แสนอร่อยสำหรับทีมงาน ขอบคุณทีมสัตวแพทย์ และนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ใจกับโครงการนี้อย่างเกินร้อย ขอบคุณบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ที่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางบางส่วนให้กับทีมงาน และขอบคุณผู้มีใจรักสัตว์ที่ช่วยสนับสนุนค่าเดินทางส่วนที่ยังขาดให้กับทีม ขอบคุณบริษัทยาและเวชภัณฑ์ที่สนับสนุนโครงการนี้ด้วยดีเสมอมา และขอบคุณชาวบ้านบนเกาะเสม็ดที่รักสัตว์ที่กรุณานำสัตว์ไปทำหมั่น ขอบคุณโรงเรียนเกาะแก้วพิศดารที่อนุเคราะห์พื้นที่ใต้อาคารเรียนให้ทีมของเราทำงานได้ตามอัตภาพ และที่สำคัญคือขอบคุณเจ้าหน้าที่ของเสม็ดรีสอร์ทกรุ๊ปที่ทุ่มเทการทำงานร่วมกับทีมสัตวแพทย์เป็นอย่างดี  

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

พระเมตตา ‘พระองค์ภา’ สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

พระเมตตา ‘พระองค์ภา’ สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

พระเมตตา ‘พระองค์ภา’ สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ย้อนกลับไปเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 นับเป็นวันที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าของคนไทย สำนักพระราชวังประกาศการสิ้นพระชนม์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19 : 48 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงแม้ว่าปวงชนชาวไทยจะทราบพระอาการเป็นระยะจากประกาศของสำนักพระราชวัง แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น

พระเมตตา “พระองค์ภา” สู่สรรพสัตว์ เพื่อมอบชีวิตใหม่และช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ พวกเราทุกคนต่างซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณที่มีต่อสัตว์เลี้ยง ด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาทรงปฏิบัติอยู่เรื่อยมา คือความสนพระทัยในสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ “สุนัข” ทรงเลี้ยงสุนัขด้วยพระองค์เอง มีสุนัขทรงเลี้ยงหลายสุนัข ทรงให้ความเอาใจใส่ต่อสุนัขทรงเลี้ยงทุกสุนัข ด้วยความตั้งพระทัยยิ่ง เพราะถือว่าสุนัขเป็นหนึ่งสมาชิก จากพระเมตตาและความสนพระทัยในสัตว์เลี้ยงนี้แผ่ไปถึงกลุ่มสุนัขจร สุนัขเจ็บป่วยต่างๆ  ทรงช่วยเหลือสุนัขตามสถานที่ต่างๆ ที่เสด็จทรงงานทั่วทุกหนแห่ง

คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการถวายงานดูแลสุนัขทรงเลี้ยง เป็นระยะเวลามากกว่า 30 ปี จากพระรูปคู่กับสุนัขทรงเลี้ยงคุณจอห์นนี่ สุนัขทรงเลี้ยงพันธ์พูดเดิ้ลสีดำ เป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่ทรงโปรด พระรูปพระราชทานให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และพระรูปถ่ายกับสุนัขทรงเลี้ยงพันธ์บางแก้ว คุณเต้าหู้ (สีดำขาว) และคุณแอลเอ็ม (สีน้ำตาลขาว) อยู่ข้าง บอกถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อสัตว์เลี้ยง ทรงสนพระทัยในการดูแลสัตว์ ครั้นเมื่อเสด็จไปปฏิบัติพระกรณียกิจที่ใดเมื่อเห็นสัตว์ป่วยทรงนำมารักษาให้หาย โดยหวังให้เขามีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี  ทรงให้การช่วยเหลือสุนัขจรและทรงนำมาเป็นสุนัขทรงอนุเคราะห์และสุนัขทรงเลี้ยงอยู่หลายสุนัข

คุณมิวกี้ (ชื่อพระราชทาน) พันธ์ไซบีเรียนฮัสกี้ผสม เป็นหนึ่งสุนัข ที่รับมาเป็นสุนัขทรงเลี้ยง พบที่ชายหาดริมทะเลหัวหิน และพบเนื้องอกที่อวัยวะเพศ โดยให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทีมสัตวแพทย์ทำการรักษา และเสด็จเยี่ยมอยู่บ่อยครั้งจนมีความคุ้นเคยและทรงรับเป็นสุนัขทรงเลี้ยง จากสุนัขที่ผอมมีเนื้องอกไม่น่าดูจนเป็นสุนัขที่สมบรูณ์ ขนสวย

คุณฟ้าคราม สุนัขพันธ์บางแก้ว ได้รับอุบัติเหตุจากเจ้าของที่มีปัญหา สุนัขถูกโยนจากตึกชั้น 2 จนได้รับบาดเจ็บเป็นอัมพาตสองขาหลัง ทรงให้เจ้าหน้าที่ดูแลสุนัขทรงเลี้ยงรับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หวังว่าอยากให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนสุนัขทั่วไป ทรงให้กำลังใจกับทีมสัตวแพทย์ในการรักษา คุณฟ้าครามเป็นสุนัขสองขาหลังอัมพาต ใส่วีลแชร์ ทรงพาไปตามงานวิ่งของสุนัขต่างๆเพื่อให้เห็นว่าสุนัขที่ขาพิการเมื่อดูแลเอาใจใส่อย่างดี สามารถกลับมามีชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนและเจ้าของสัตว์เลี้ยง

ทรงช่วยเหลือสุนัขจรจากศูนย์ดูแลสุนัขของกองทัพเรือ สัตหีบจำนวน 11 ตัว เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งสุนัขแต่ละตัวมีโรคของการเจ็บป่วย เช่น โรคทางระบบประสาท โรคไต แม่สุนัขมีลูกสุนัขเพิ่งคลอดลูกมา และเสด็จเยี่ยมสุนัขที่พักรักษาด้วยพระองค์เอง พระราชทานอาหาร ขนม ของใช้ในสัตว์เลี้ยง ให้กับทุกสุนัขเมื่อสุนัขหายดี และทรงรับเป็นสุนัขทรงอนุเคราะห์

ทรงช่วยเหลือสุนัขจรจากจังหวัดลพบุรี ในขณะทรงฝึกการโดดร่มที่หน่วยรบพิเศษ ทรงรับสุนัขจรจำนวน 7 ตัว มารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และรับสุนัขดังกล่าวเป็นสุนัขทรงอนุเคราะห์ ให้การดูแลเหมือนสุนัขทรงเลี้ยง

ทรงรับสุนัขจากปัตตานีที่มีคนทำร้ายโดยลูกกระสุน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 4 ตัว

ทรงรับแมวจากพระตำหนักดอยตุง ที่ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนโดยพามาโรงพยาบาลสัตว์ด้วยพระองค์เอง ทรงรับสั่ง “เราเลี้ยงสุนัขอยู่แล้วคงจะเลี้ยงแมวไม่ได้ เมื่อเขาหายดีจะไปส่งที่เดิม และเราแพ้ขนแมว” ทรงพระราชทานชื่อแมวนั้นว่า “คุณดอยตุง” จากการเสด็จมาเยี่ยมสุนัขที่อยู่โรงพยาบาลสัตว์บ่อยครั้งจะทรงเยี่ยมแมวด้วยทุกครั้ง  คุณดอยตุงก็เขามาคลอเคลียเหมือนรู้ว่าคนที่ช่วยเหลือเขาคือใคร จนพระองค์ท่านเปลี่ยนพระทัยรับแมวคุณดอยตุงเป็นแมวทรงเลี้ยง

จากพระจริยวัตรอันงดงามและพระเมตตาที่มีต่อสัตว์เลี้ยง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชินีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นแบบอย่างการเลี้ยงสัตว์แบบมีความรับผิดชอบ ให้ความสนพระทัยกับสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสุนัขจรจัด มีการเจ็บป่วยมากน้อยแค่ไหน พระองค์จะดูแลเอาใจใส่เพื่อให้เขามีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ดีอย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพสัตว์เท่าเทียมกัน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณต่อสัตว์เลี้ยง สถิตในใจนิรันดร์

น.สพ.นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์