สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

สพฐ.เตรียมจัดสอบครูผู้ช่วย ชงแก้เกณฑ์ ว16 เปิดช่องอัตราจ้าง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ  โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2569 ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีการรับห้องเรียนพิเศษ ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว และเมื่อวันที่ 7 มีนาคม โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้จัดการสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าสอบ จำนวน 13,895 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศ รับนักเรียนได้ 1,520 คน ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ก็มีเสียงสะท้อนให้ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งทางผู้อำนวยการโรงเรียน ได้รับทราบและจะหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาการสอบให้ดียิ่งขึ้น ขณะที่ในส่วนของสพฐ. ในฐานะที่เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียน ก็ต้องมีการทบทวนให้เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียน และผู้ปกครอง ยืนยันว่า สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุม ได้มีการติดตามความก้าวหน้าการเช่าซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนสําหรับครูและนักเรียน ทั้งหมดจำนวน 118 เขตพื้นที่ฯ มี 103 เขตพื้นที่ฯ  ทำสัญญาเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว มีจำนวน 1 เขตพื้นที่ฯ ขอส่งคืนงบประมาณ  ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน  ภาพรวมถือว่าดำเนินการได้ดี โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง สพฐ.ได้กำชับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของนักเรียน

“ที่ประชุมยังหารือ การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย รอบทั่วไป ว14 และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษการสอบ หรือ ว16  ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน สำหรับ การสอบครูผู้ช่วยว16 จะเสนอให้ ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่จะมีขึ้นในเดือนมีนาคม พิจารณารับรองหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อให้กลุ่มครูอัตราจ้าง ที่ทำงานสอนมาไม่น้อยกว่า 3 ปี  สามารถนำผลการปฏิบัติงานสอน มาประกอบการพิจารณา หาก ก.ค.ศ.ให้ความเห็นชอบ ก็จะใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วยว16 ในช่วงเดือนเมษายนนี้ทันที จากนั้นจะสอบครูผู้ช่วยทั่วไป  ในปลายเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษาคม เพื่อให้สามารถบรรจุแต่งตั้งได้ทันก่อนเปิดเทอม ซึ่งจะได้ไม่กระทบกับโรงเรียนเอกชน ที่จะวางแผนรับครูมาทดแทน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

​จุฬาฯ นำร่องภาชนะปราศจาก ‘PFAS’ ลดความเสี่ยงจาก ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI) ร่วมกับบริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด (KTIS R&D) และ บริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เปิดตัวโครงการ “PFAS FREE SAFE THAILAND” พร้อมประกาศโครงการนำร่องเผยแพร่ความรู้เรื่อง ‘สารเคมีชั่วนิรันดร์’ สู่ประชาชน และเริ่มต้นการลดการใช้ PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร ณ  CU Social Innovation Hub ชั้นล่างอาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาฯไม่ได้จำกัดเพียงการให้ปริญญา แต่เน้นการสร้างนวัตกรรมที่ชาญฉลาดและปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการเป็นผู้ให้ เพื่อให้บัณฑิตมีทัศนคติที่คำนึงถึงคนรุ่นหลัง การจัดตั้งคณะเกษตรศาสตร์บูรณาการจะสามารถเชื่อมโยงทรัพยากรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ESG และการสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ความยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนความตระหนักรู้ภายในจิตใจเพื่อให้ความยั่งยืนกลายเป็นทักษะที่ปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงแค่ทฤษฎีทางวิชาการที่เก็บไว้บนหิ้งเท่านั้น

“บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการให้ความรู้แค่ในห้องเรียนไปสู่การสร้างความรู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งหมายถึงความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการวิจัยและพัฒนา (R&D) จนเกิดเป็นนวัตกรรม โดยริเริ่มโครงการจัดทำพื้นที่และผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสาร PFAS (PFAS FREE) เพื่อความปลอดภัยของนิสิตและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย โครงการนี้ถือเป็นโครงการบุกเบิกในประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าว

รศ.ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาฯ กล่าวว่าสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน เล็งเห็นถึงปัญหาความไม่ปลอดภัยในพื้นที่มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในโรงอาหารทั้ง 20 แห่งของจุฬาฯ ที่ยังมีการใช้ภาชนะบรรจุอาหารที่มีส่วนผสมของสาร PFAS ทางมหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจดำเนินการโดยไม่รอให้เกิดความสูญเสียด้านค่ารักษาพยาบาลก่อน โดยมุ่งหวังที่จะจัดการ “บ้านของตัวเอง” ให้เรียบร้อยเป็นอันดับแรก โครงการได้เริ่มดำเนินการแล้วในบางส่วน และจะเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังในเดือนมิถุนายน 2569 ทั้งนี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในทุกโรงอาหารของจุฬาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เริ่มปีงบประมาณใหม่หลังจากทำสัญญากับโรงอาหารเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ สาร PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) เป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มีพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีน (C-F) ที่แข็งแรงมาก ทำให้มีคุณสมบัติกันน้ำและกันไขมันได้ดีเยี่ยม จึงถูกนำมาใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหารอย่างแพร่หลาย เช่น กล่องใส่อาหารจานด่วน กระดาษห่อเบเกอรี่ และบรรจุภัณฑ์ฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของพันธะนี้เองที่ทำให้ PFAS ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ จึงได้รับฉายาว่า Forever Chemicals” หรือ “สารเคมีชั่วนิรันดร์”

งานวิจัยหลายชิ้นที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) รายงานว่า PFAS สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์และมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายประการ ได้แก่ ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกติของพัฒนาการในเด็ก และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งหลายชนิด

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

ม.สยาม จัด ‘Startup Thailand League: Startup Lessons 2569’ เสริมทักษะผู้ประกอบการให้นักศึกษา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยสยาม จัดกิจกรรมโครงการ “Startup Thailand League: Startup Lessons” ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความรู้และทักษะด้านการเป็นผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนานวัตกรรมและแนวคิดธุรกิจสู่การเป็นสตาร์ทอัพในอนาคต

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยสยาม และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม การพัฒนาแนวคิดธุรกิจ และการต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ นอกจากนี้ โครงการยังเชื่อมโยงกับความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ ภายใต้โครงการ Erasmus+ Capacity Building for Higher Education ของสหภาพยุโรป ในโครงการ Green-Edu-Seeds ที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและความยั่งยืนให้กับนักศึกษาและบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา

โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีนักศึกษาจากหลากหลายคณะและสาขาวิชาเข้าร่วมแข่งขันนำเสนอแนวคิดธุรกิจนวัตกรรม รวมทั้งสิ้น 96 ทีม เพื่อคัดเลือกทีมที่มีศักยภาพ 5 ทีม เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาคต่อไป

กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกกระบวนการคิดเชิงผู้ประกอบการ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอแนวคิดธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้มหาวิทยาลัยสยามก้าวสู่การเป็น มหาวิทยาลัยแห่งการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตต่อไป

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

มก.ขับเคลื่อนต้นแบบการศึกษาใหม่ของประเทศ เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เดินหน้าสร้างต้นแบบการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ผ่านการพัฒนา “แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลสำคัญของการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มก. เป็นประธานเปิดงาน “บ้านวิชาการ 2569 แหล่งเรียนรู้เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน” ภายใต้โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ณ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยมี ผศ.ดร.กฤษณ์ วันอินทร์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและพันธกิจเพื่อสังคม รศ.ดร.วันชัย ปลื้มภาณุภัทร คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ นายศาสตรา ปาสาบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 พร้อมด้วย ศึกษานิเทศก์ นายสมปอง รัศมิทัต (นายกตุ้ม) นายก อบต.บางยอ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คณาจารย์ นักวิจัย ผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือข่าย ครู นักเรียน และชุมชนเข้าร่วมจำนวนมาก

โครงการดังกล่าวเกิดจากการผลักดันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีคณาจารย์และนักวิจัยจากหลายคณะ ได้แก่ คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตร คณะประมง คณะศึกษาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น ร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมสู่โรงเรียนและชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเยาวชน

ภายในงาน เปิด“บ้านวิชาการ 2569” นักเรียนโรงเรียนในเครือข่ายคุ้งบางกะเจ้าได้นำเสนอผลงานและแหล่งเรียนรู้ของตนเอง เช่น การปลูกผักสวนครัวแบบแนวตั้งของโรงเรียนวัดบางขมิ้น การปลูกผักไฮโดรพอนิกส์ร่วมกับการเลี้ยงปลาในระบบอควาพอนิกส์ของโรงเรียนวัดคันลัด การปลูกผักเลื้อยแบบอุโมงค์ของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน รวมถึงกิจกรรมการเลี้ยงแมลง BSF ครบวงจร การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงปลาดุก การปลูกผักแบบยกพื้น และการเพาะเห็ดนางฟ้าของโรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก นอกจากความรู้ด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการยังมุ่งพัฒนาทักษะชีวิตของเยาวชน โดยมีการถ่ายทอดความรู้ด้านการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลตนเองและผู้อื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกแบบหีบห่อบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าแปรรูปและผลผลิตจากกิจกรรมการเรียนรู้ของโรงเรียนและชุมชน ช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การผลิต การพัฒนาแบรนด์ ไปจนถึงการนำเสนอสินค้าในตลาด

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลการประกวดสื่อสร้างสรรค์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ภายใต้หัวข้อ “BCG–SDGs” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และถูกต้อง สามารถนำเสนอเรื่องราวของชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านมุมมองของเยาวชน และต่อยอดสู่การสร้างผลงานที่เป็นที่รู้จัก รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ในอนาคต

ผลการประกวด ได้แก่ รางวัลดีเด่น มูลค่า 3,000 บาท โรงเรียนวัดคันลัด จ.สมุทรปราการ , รางวัลดี มูลค่า 2,000 บาท โรงเรียนวัดราษฎร์รังสรรค์ จ.สมุทรปราการ และรางวัลชมเชย มูลค่า 500 บาท ได้แก่ โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งนอก โรงเรียนวัดบางกระสอบ โรงเรียนวัดกองแก้ว โรงเรียนวัดบางน้ำผึ้งใน และโรงเรียนวัดบางกะเจ้ากลาง จ.สมุทรปราการ

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาสำหรับอนาคตจำเป็นต้องเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับบริบทของพื้นที่จริง เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เข้าใจระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน

“การศึกษาสำหรับอนาคตต้องไม่อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับธรรมชาติ อาหาร และวิถีชีวิตของชุมชน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนได้ด้วยตนเอง”

โครงการบูรณาการกลุ่มโรงเรียนและชุมชนคุ้งบางกะเจ้า จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมทางการศึกษา แต่ยังเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ที่ร่วมกันสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

เมื่อโรงเรียนกลายเป็นฟาร์มเรียนรู้ และชุมชนกลายเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ โมเดลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า คือภาพสะท้อนแนวทางการศึกษาใหม่ของประเทศ ที่เชื่อมโยง องค์ความรู้ นวัตกรรม และความยั่งยืน เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี’ มีศักดิ์ศรี

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย 'อยู่ดี แก่ดี ตายดี' มีศักดิ์ศรี

The Active ไทยพีบีเอส ชวนออกแบบเมืองใหม่ รองรับสังคมสูงวัย ให้คนไทย ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี’ มีศักดิ์ศรี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

The Active ไทยพีบีเอส เปิดเวทีนโยบายสาธารณะ ชวนนักวิชาการ–แพทย์–นักออกแบบเมือง ออกแบบเมืองรองรับสังคมสูงวัย เสนอแนวคิด “ชุมชนกรุณา”, “ชรานคร” และระบบดูแลประคับประคอง เพื่อให้ “อยู่ดี แก่ดี ตายดี” มีศักดิ์ศรี วาระสุดท้ายต้องเป็นสิทธิของทุกคน

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดพื้นที่สนทนาสาธารณะ “Policy Forum : เมืองแบบไหน ให้เราอยู่ดี-แก่ดี-ตายดี” พุดคุยหารือเชิงนโยบายระหว่างนักวิชาการ แพทย์ นักออกแบบเมือง และภาคประชาสังคม ในการร่วมกันมองอนาคตของสังคมสูงวัยไทย เพราะการออกแบบเมือง ระบบสุขภาพ และการสร้างชุมชนที่ทำให้ผู้คนยังคงเชื่อมโยงและเกื้อกูลกัน ทำให้เราอยู่ดี แก่ดี จนถึงตายดีในสังคมที่โดดเดี่ยว ต้องมาจากเมืองที่มีความพร้อม เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ในงาน Death Fest 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 13 – 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6

วรรณา จารุสมบูรณ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าวว่า การ “ตายดี” ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ในสังคม โดยเสนอแนวคิด “ชุมชนกรุณา” ที่ทำให้ผู้คนในละแวกเดียวกันสามารถดูแลกันได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง พร้อมเสนอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมล่วงหน้าด้วยการจัดทำ Living Will หรือสมุดเบาใจ เพื่อสื่อสารความต้องการในช่วงท้ายของชีวิต

“ชุมชนกรุณา ต้องทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้ง และในวาระสุดท้าย เขาควรมีสิทธิเลือกได้ว่าจะจากไปอย่างไรและที่ไหน” ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death กล่าว

อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) กล่าวว่า  “ชรานคร”คือเมืองที่ต้องออกแบบมาเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เด็กเกิดน้อยลง วัยทำงานกลายเป็น “เดอะแบก” เราต้องเตรียมตัว “ก่อนแก่” เมืองต้องมีพื้นที่และระบบที่เอื้อให้ผู้สูงอายุยัง Active ได้ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเมืองในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องออกแบบเมืองใหม่บนหลัก Universal Design หรือ Design for All  และแนวคิดเมือง 15 นาที ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐาน พื้นที่สีเขียว และระบบขนส่งสาธารณะได้ในระยะใกล้ รวมถึงการสร้างพื้นที่ที่คนต่างวัยสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้

อดิศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมืองที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ ต้องไม่ใช่แค่มีทางลาด แต่ต้องมีระบบขนส่ง พื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างเมืองที่ทำให้คนทุกวัยออกมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ เมืองต้องเป็นฐานรากของการสร้างสุขภาวะ ไม่ใช่สร้างภาระ โดยขอเสนอ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การตั้งรับ ระบบบริการสุขภาพต้องเข้าถึงง่าย 2.การปรับตัว สวัสดิการและโอกาสทางเศรษฐกิจ (Silver Economy) และ 3. การเปลี่ยนแปลง ปรับสภาพแวดล้อมให้เป็น Aging in Place หรืออยู่กับที่ได้จนแก่

ผศ. พญ.ฐิติมา ว่องวิริยะวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อแนะนำในการคัดกรองสมรรถนะของผู้สูงอายุในชุมชนเพื่อ “ป้องกันก่อนจะป่วย” โดยเน้น 6 ด้าน 1.การเคลื่อนไหว (กล้ามเนื้อและกระดูก) 2.การมองเห็น 3.การได้ยิน 4.การรู้คิด (ความจำและสมอง) 5.สภาวะทางจิตใจ (ความเศร้า) 6. พลังชีวิต สรุปได้ว่า การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยประคับประคอง ต้องประเมินองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1.ด้านร่างกาย การรักษาโรคประจำตัว (เบาหวาน, ความดัน, หัวใจ) 2.ด้านจิตใจ (Mental) ภาวะซึมเศร้า หรือความโดดเดี่ยว (Loneliness) 3. ด้านการทำหน้าที่ของร่างกาย เป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ดี คือความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองได้ หากรักษาระดับ “Function” ไว้ได้นานที่สุด ผู้สูงอายุจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีอิสระ ซึ่งเมืองที่ “อยู่ดี แก่ดี” ควรมีระบบสาธารณสุขที่เป็น One-Stop Service และให้มีบริการรับฝากดูแลผู้สูงอายุชั่วคราวช่วยลดภาระของผู้ดูแล

“การดูแลแบบประคับประคอง หรือ Palliative Care ไม่ใช่การรอวันสุดท้ายของชีวิต แต่คือการรักษาคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุดตั้งแต่วันที่สุขภาพยังดี เพื่อให้มีสิทธิเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตช่วงท้ายอย่างไร ไม่ใช่รอจนถึงวาระสุดท้ายแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะอาจสายเกินไปที่จะทำให้การตายดีเกิดขึ้นจริง” ผศ. พญ.ฐิติมา กล่าว

ด้าน ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า คนไทย 1.8 ล้านคนเสี่ยง “ตายโดดเดี่ยว” เพราะอยู่ลำพัง แต่ข้อมูลงานวิจัยที่ได้ลงพื้นที่วิจัยที่เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 7,000 หลังคาเรือน พบว่าคนที่ “อยู่ลำพัง” จริง ๆ สูงถึง 50% มากกว่าข้อมูลของภาครัฐ เนื่องจากเป็นการนับแค่เชิงกายภาพคือ อยู่ลำพังในบ้านจริง ๆ แต่ในทางสังคมศาสตร์ แบ่งความลำพังเป็น 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่มเปราะบางทางกายภาพ อยู่คนเดียวจริง ๆ 2.กลุ่มเปราะบางทางจิตใจ อยู่หลายคนแต่รู้สึกโดดเดี่ยว หรือ เหงา 3.กลุ่มเสี่ยงเชิงสถานการณ์ เพราะลูกหลานไปทำงาน ทิ้งให้อยู่ลำพังตอนกลางวัน 4.กลุ่มแบกรับภาระ คือผู้สูงอายุที่ต้องดูแลผู้ป่วยติดเตียงอีกคน (Hero ที่ถูกลืม)

“สังคมไทยต้องยอมรับว่าการอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นวิถีชีวิตใหม่ของสังคมเมือง ปัญหาคือระบบยังไม่รองรับ นโยบายที่ดีต้องทำให้คนสามารถใช้ชีวิตแบบที่เขาเลือกได้อย่างปลอดภัย และมีศักดิ์ศรีจนถึงบั้นปลาย รัฐจึงต้องปรับบทบาทจากการสงเคราะห์ มาเป็นการสร้างระบบสวัสดิการที่ทำให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งด้านรายได้ สุขภาพ และการมีส่วนร่วมในสังคม”ผศ.ณัฏฐพัชร กล่าว

ด้าน ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส กล่าวว่า The Active ไทยพีบีเอส ร่วมขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะและเชื่อมโยงเครือข่ายความรู้ เพื่อเปิดพื้นที่กลางให้สังคมร่วมแลกเปลี่ยนและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ประเด็นสังคมสูงวัย เป็นโจทย์ที่มีความท้าทายของสังคมไทย เพราะไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่คือการออกแบบสถาปัตยกรรมทางนโยบาย เมือง และระบบสังคม ให้ประชาชนทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปจนถึงวาระสุดท้าย การตายดีไม่ควรเป็นเรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่ควรถูกยกระดับเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่รัฐ เมือง และชุมชนต้องร่วมกันออกแบบให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ และทำให้การ “อยู่ดี แก่ดี และตายดี” เป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

สำหรับ Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย จัดโดย Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)​, กรมการแพทย์, สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, กรมกิจการผู้สูงอายุ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ, ชีวามิตร, The Active Thai PBS และ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์กรุงเทพ) งานจัดขึ้นระหว่างในวันที่ 13 – 15 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ที่ IMPACT Exhibition Center Hall 6 ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://readthecloud.co/activity/death-fest-2026/

ทั้งนี้ สามารถดูย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=U3KNU-4no-I

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

16 มี.ค. 2569 16:08 น.

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

ตำรวจอินโดนีเซียเร่งล่าตัว 4 คนร้าย คดีสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ที่วิจารณ์บทบาทกองทัพในรัฐบาล ขณะกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศร่วมประณามเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าค่านิยมประชาธิปไตยในประเทศกำลังถดถอย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงจาการ์ตาเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดใส่นายอันดรี ยูนุส  รองผู้ประสานงานกลุ่ม “คอนทราส” (KontraS) ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและเหยื่อความรุนแรงระดับแนวหน้าของอินโดนีเซีย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่ามีผู้ต้องสงสัย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ติดตามนายอันดรีมาก่อนจะลงมือก่อเหตุเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการพอดแคสต์ ในหัวข้อการขยายอำนาจของกองทัพในกิจการพลเรือน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อนมาโดยตลอด

ตัวแทนจากกลุ่ม KontraS ระบุว่า นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสาดน้ำกรด โดยมีบาดแผลพุพองครอบคลุมพื้นที่ 24% ของร่างกาย ทั้งบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และลำตัว โดยเฉพาะดวงตาข้างขวาที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพล กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในกิจการพลเรือนและรัฐวิสาหกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งบานปลายกลายเป็นจลาจลหลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้พื้นที่ชุมนุม จนมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาดและน่าสะพรึงกลัว” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขณะที่องค์กรกว่า 170 แห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล (Amnesty International) เชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้มีเจตนาฆ่าเพื่อข่มขู่เหล่านักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

นายยุซริล อิหซา มาเฮนดรา รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย ระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการ “โจมตีตัวประชาธิปไตยเอง” และขัดต่อคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดี ส่วนนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ มองว่านี่คือ “สัญญาณเตือน” เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและสกัดกั้นไม่ให้เกิดการประท้วงระลอกใหม่ในอินโดนีเซีย.

ที่มา Reuters

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

16 มี.ค. 2569 15:37 น.

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลในรัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 10 ศพ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีก 11 ราย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือ คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (16 มี.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในศูนย์อุบัติเหตุของวิทยาลัยการแพทย์และโรงพยาบาลเอสซีบี (SCB Medical College and Hospital) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐฯ ในเมือง Cuttack รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องไอซียูแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางดึก

นายโมฮัน จารัน มาจฮี (Mohan Charan Majhi) มุขมนตรีรัฐโอริสสา แถลงยืนยันว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 10 ราย และนอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีก 11 ราย ถูกไฟคลอกและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน หลังจากพยายามเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือคนไข้ออกจากกองเพลิง โดยเปลวเพลิงได้ลุกลามจากห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุไปยังแผนกใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา และทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เหลือไปยังแผนกอื่นเพื่อความปลอดภัย

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในโรงพยาบาลหลายแห่งของอินเดียมาโดยตลอด โดยหากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบเหตุการณ์สลดในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น

  • ในปี 2568: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ในโรงพยาบาลรัฐราชสถาน ทำให้มีคนไข้เสียชีวิต 6 ราย
  • ในปี 2567: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลในเมือง Jhansi ทำให้มีทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • ในปี 2564: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ที่โรงพยาบาลวิชัย วัลลภ ในเมืองวิราร์ ขณะรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมถึงยังมีเหตุเพลิงไหม้อีกเหตุการณ์ในโรงพยาบาลที่รัฐมหาราษฏระ ทำให้มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 10 ราย

มุขมนตรีรัฐโอริสสาได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของทีมแพทย์และหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมกำชับให้มีการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศมาตรการเยียวยาด้วยการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้

โดยย้ำว่าหากพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความประมาทหรือความบกพร่องของบุคคลใด จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในอินเดียถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง เนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งยังมีมีระบบออกซิเจนที่ไวไฟ รวมถึงความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา: BBC

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

16 มี.ค. 2569 15:19 น.

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

สนามบินดูไบเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอย่างจำกัด หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีคลังน้ำมันใกล้สนามบินจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ยูเออีแล้วกว่า 1,900 ลูก หวังตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันบริเวณใกล้กับสนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางอย่างหนัก ทางการดูไบระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

สนามบินดูไบ แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจาก DXB กำลังทยอยกลับมาให้บริการในบางเส้นทาง หลังจากการระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย” ขณะที่สายการบินเอมิเรตส์ แจ้งว่าจะกลับมาให้บริการตามตารางเวลาที่จำกัด และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณสนามบินเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องถูกอพยพไปยังชั้นล่างของอาคารเพื่อความปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง หนึ่งในผู้โดยสารเปิดเผยความรู้สึกว่า “ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้มันยากลำบากมากที่เราต้องได้ยินเสียงระเบิดเป็นประจำ แต่ไม่คิดว่าการโจมตีของอิหร่านจะตามมาหลอกหลอนผมจนถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะได้บินกลับบ้าน”

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีตอบโต้จากอิหร่าน หลังจากคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานถูกโจมตีจนเมืองตกอยู่ในความมืดมิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลระบุว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนใส่แล้วกว่า 1,900 ลูก นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ส่วนกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้มากกว่า 60 ลำ ทางตะวันออกของประเทศตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันจันทร์ โดยยูเออีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เป็นพลเรือน 4 ราย และทหาร 2 รายจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

นักวิเคราะห์มองว่า หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายล้างกลุ่มผู้นำของอิหร่าน อิหร่านจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ ทั้งสนามบิน ท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมันรอบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกอย่างดูไบ

แม้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเออีจะสามารถสกัดกั้นวัตถุระเบิดได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่โดรนตกจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเหตุเพลิงไหม้คลังน้ำมันในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงภัยคุกคามที่ขยับเข้าใกล้เขตพลเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

16 มี.ค. 2569 14:18 น.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

อนาคตราคาตั๋วเครื่องบินจะเป็นอย่างไร  ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจะกระทบต่อกระเป๋าเงิน นักเดินทางอย่างไร เมื่อราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเเละอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ดอลล่าร์ ต่อบาร์เรล ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

สงครามในครั้งนี้ส่งผลอย่างมากในการดำเนินงานของสายการบินทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และเที่ยวบินกว่า 50,000เที่ยวบิน ถูกยกเลิกตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โรบ บริตตัน อาจารย์ภาคธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ปริมาณปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เพียงเล็กน้อย เเต่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 

เขาเสริมว่า ถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะมีราคาสูงตาม นี่เป็นคณิตศาสตร์ขั้นพื้นที่ฐานที่เข้าใจง่ายมากๆ เพราะเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

ที่ผ่านมา สายการบินมักจะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเมื่อเกิดปัญหาด้านต้นทุน เช่น ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นการผลักภาระทางต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้โดยสาร

ราคาตั๋วเครื่องบินมีผลอย่างมากต่ออุปสงค์หรือความต้องการในการเดินทาง ถ้าอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางในช่วงหน้าร้อนนี้ ทางสายการบินคงไม่สามารถขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบินได้ ไม่ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม 

ราคาเชื้อเพลิงเเละน้ำมันดิบสามารถพุ่งสูงอย่างรุนเเรงเเละคาดการณ์ไม่ได้ หากราคาน้ำมันปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็ส่งผลต่อผลกำไรของสายการบินได้ 

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวมักจ่ายเงินจองเที่ยวบินล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้สายการบินไม่สามารถปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินได้หลังมีปัญหาราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สายการบินต้องหันไปลดต้นทุนในการดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อทดเเทนกำไรที่หายไปจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ราคาต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต้องคิดทบทวนอีกครั้งในการดำเนินเที่ยวบินที่เคยได้กำไรเพราะราคาน้ำมันต่ำกว่าปัจจุบัน อีกทั้งนักเดินทางก็เริ่มมีตัวเลือกในการเดินทางที่ลดลง เพราะเมื่อสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงเเล้ว บางสายการบินยังคงเผชิญหน้ากับการระงับเที่ยวบินเพราะความขัดเเย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สายการบินต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่

ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งขึ้นต่อไปสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส (Spirit Airline) ของสหรัฐฯ อาจเกิดปัญหาล้มละลายเเละถูกบีบให้ออกจากธุรกิจนี้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบทางลบต่อนักท่องเที่ยวเอง เพราะสายการบินอื่นๆ สามารถปรับเพิ่มราคาตั๋วเครื่องบินได้อย่างอิสระขึ้น เนื่องจากตลาดขาดคู่เเข่งที่ราคาถูกอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส ที่คอยช่วยตรึงราคาไว้

อัตราค่าตั๋วเครื่องบินขึ้นอยู่กับอุปทานหรือจำนวนของที่นั่งที่ทางสายการบินให้บริการและอุปสงค์หรือความต้องการเดินทางของผู้โดยสารซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักตั้งเเต่มีความขัดแย้ง

ยิ่งไปกว่านั้นราคาตั๋วเครื่องบินยังคงเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆได้หลายปัจจัย เช่นอุปสงค์เเละอุปทานในการเดินทาง, ต้นทุนในการดำเนินเที่ยวบินอย่างราคาน้ำมัน, ฤดูกาล เเละรวมไปถึงคู่แข่ง 

มีอีกหลากหลายปัจจัยที่เรายังไม่รู้เเน่ชัดที่สามารถส่งผลต่อผู้โดยสาร เช่นความขัดเเย้งในครั้งนี้จะยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลลบต่อผู้โดยสารในเเง่ของค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้นเท่านั้น 

ท้ายที่สุดสำหรับนักเดินทางคนใดที่ต้องการเดินทางในช่วงเดือนมิถุนายนเเละกรกฎาคม เเล้วยังไม่จองตั๋วเครื่องบินนั้น นี้เป็นโอกาสดีที่คุณจะจองตั๋วที่สามารถคืนเงินได้ เพราะถ้าหากราคาตํ่วเครื่องบินปรับลดลง คุณก็สามารถยกเลิกเเละจองใหม่ได้

การฟื้นตัวของตลาดพลังงานเวลานี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหากราคาน้ำมันดิบและพลังงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินของตนเองได้ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026.

ที่มา: CNN

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน "เรือเงารัสเซีย" แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

16 มี.ค. 2569 13:22 น.

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนมีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี หลังพบแอบอ้างใช้ธงประเทศโคโมโรสพยายามแล่นผ่านน่านน้ำ คาดเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

สื่อต่างประเทศรายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.) ศาลเมือง Ystad ประเทศสวีเดน มีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) หลังอัยการสวีเดนตั้งข้อสงสัยว่าเขาใช้เอกสารปลอมในการเดินเรือ

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสวีเดนบุกขึ้นตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ความยาว 228 เมตร ขณะลอยลำอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเทรลเลบอร์ก (Trelleborg) ในคืนวัน พฤหัสที่ผ่านมา (12 มี.ค.) หลังพบความผิดปกติว่าเรือลำดังกล่าวติดธงชาติของประเทศโคโมโรส (ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกา) แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบชื่อเรือลำนี้อยู่ในทะเบียนเรือของประเทศโคโมโรสแต่อย่างใด ซึ่งการปลอมแปลงและแอบอ้างธงเพื่อเดินเรือถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าเอกสารที่กัปตันวัย 55 ได้แสดงต่อเจ้าหน้าที่นั้นมีความน่าสงสัยว่าอาจเป็นเอกสารปลอมทั้งหมด รวมทั้ง เรือ “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ลำนี้ ยังอยู่ในรายชื่อเรือที่ถูกสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรอีกด้วย เนื่องจากอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ที่รัสเซียใช้ลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันจากการรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022

ขณะถูกบุกตรวจค้น เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือพรีมอร์สค์ (Primorsk) ในทะเลบอลติก ริมชายฝั่งประเทศรัสเซีย หลังออกเดินทางมาจากเมืองซานโตส ประเทศบราซิล โดยเรือลำนี้มีประวัติขนส่งน้ำมันระหว่างทั้งสองประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานอัยการสวีเดนยืนยันกับสื่อว่า จะควบคุมตัวกัปตันเรือรายนี้ไว้เพื่อสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เป็นเวลาราว 14 วัน ขณะที่สถานทูตรัสเซียในสวีเดนเปิดเผยว่า ในบรรดาลูกเรือทั้งหมด 24 ราย มี 10 ราย (รวมกัปตัน) เป็นชาวรัสเซีย และอีก 14 รายเป็นชาวอินโดนีเซีย โดยทางสถานทูตกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่ทางการสวีเดนสามารถตรวจและยึดเรือต้องสงสัยที่มีความเกี่ยวข้องกับ “กองเรือเงาของรัสเซีย” หลังจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสวีเดนได้ควบคุมและยึดเรือสินค้า คัฟฟา (Caffa) ที่ใช้ธงประเทศกินี ขนธัญพืชที่ถูกขโมยมาจากยูเครน เดินทางจากเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก และกำลังมุ่งหน้าไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกจากสวีเดนแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้ยึดเรือในลักษณะเดียวกันนี้หลายลำ เช่น เรือ Grinch ที่พยายามล่องผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือนมกราคม และ เรือ Boracay ที่พยายามล่องผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยนอกจากการลักลอบขนส่งน้ำมัน กองเรือเงา ของรัสเซีย ยังถูกกล่าวหาว่าพยายาม “ปลอมแปลงพิกัดตำแหน่ง” (Spoofing) และมีความพัวพันกับการลักลอบทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลและปล่อยโดรนสอดแนมอีกด้วย.

ที่มา: BBC