Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยานอวกาศ Van Allen Probe A ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เพิ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเวลาประมาณ 06.37 น. เช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทางใต้ของเม็กซิโกและทางตะวันตกของเอกวาดอร์ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่เผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศ แต่อาจมีชิ้นส่วนที่ทนความร้อนสูง เช่น ถังเชื้อเพลิงไทเทเนียม ที่อาจหลงเหลือและตกลงในทะเล แต่จนถึงขณะนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้

ยานลำนี้มีน้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศในปี 2012 เพื่อศึกษาแถบกัมมันตภาพรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศในอวกาศและการป้องกันดาวเทียมดวงอื่นๆ เดิมที นาซาคาดการณ์ว่ายานลำนี้จะโคจรอยู่ได้จนถึงปี 2034 แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันตกลงมาเร็วขึ้นเกือบ 8 ปี เนื่องจากในช่วงปี 2024-2025 ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงมาก ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลกขยายตัวขึ้น ยานจึงเสียดสีกับอนุภาคอากาศมากขึ้น ทำให้ความเร็วลดลงและวงโคจรลดต่ำลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก

ขณะเดียวกัน นาซาคาดการณ์ว่า Van Allen Probe B หรือยานแฝดอีกลำ ซึ่งถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศพร้อมกัน กำหนดจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 เหตุที่ยาน B กลับสู่โลกช้ากว่าลำ A ทั้งที่เป็นยานแฝด เนื่องจากทั้งสองลำถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อวัดค่ากัมมันตภาพรังสีจากคนละมุม ทำให้แรงเสียดทานจากชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ยานลำ B ได้รับการปรับแต่งวงโคจรในตอนจบภารกิจช่วงปี 2019 ให้เข้าสู่วงโคจรสำหรับทิ้งทำลายที่มีความสูงต่างจากลำ A เล็กน้อย ทำให้มันมีความคงทนต่อแรงดึงดูดได้นานกว่าอีกประมาณ 1 ปี

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ 'คอขวด' ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว กับความขัดแย้งทางทหารที่ระอุเป็นการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายปีหนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เปรียบเสมือน ‘พายุเศรษฐกิจ’ ที่กำลังซัดเข้าหาทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่กว่าร้อยละ 90 ของพลังงานที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวล้วนมุ่งหน้ามาเอเชียแทบทั้งสิ้น

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือถูกคุกคาม จากการที่อิหร่านประกาศปิดกั้นช่องแคบเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล โลกก็เหมือนถูกตัดเส้นเลือดใหญ่ เพราะ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ การปิดช่องแคบเพียงจุดเดียวส่งผลสะเทือนแรงกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 หลายเท่า เพราะเท่ากับห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักทันที แม้จะมีท่อส่งน้ำมันข้ามคาบสมุทรอาหรับ แต่ศักยภาพการขนส่งเทียบไม่ได้เลยกับเรือบรรทุกน้ำมันมหาศาลที่เคยผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งไปเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากช่วงก่อนสงคราม และแพงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ไม่ได้จบลงที่ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน เพราะนั่นทำให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอั้นไม่อยู่ขยับขึ้นตาม เกิดความเสี่ยงสภาวะ Stagflation โลกกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก

เอเชีย “เหยื่อรายแรก” ของวิกฤต

ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับ ‘คอขวด’ ที่อันตรายมาก ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางเทคนิคที่ต่ำมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเกือบร้อยละ 80-90 ของความต้องการทั้งหมด แม้จะมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตได้

แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่เคยเป็นผู้ส่งออกพลังงานหลัก ก็มีกำลังการผลิตลดลงจนต้องนำเข้ามากขึ้นตามความต้องการในประเทศที่โตแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงเท่านั้น อินโดนีเซียยังประสบปัญหาการนำเข้าข้าวสาลีซึ่งต้องพึ่งพาจากภายนอกเกือบ 100% ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์จากแป้งและอาหารพื้นฐานสุ่มเสี่ยงต่อการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งปกติต้องนำเข้าอาหารสูงถึงร้อยละ 90 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงพุ่งสูงขึ้นตามค่าขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 60 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่โรงกลั่นในอาเซียนถูกออกแบบมาเพื่อน้ำมันประเภท Heavy/Medium Sour หรือน้ำมันดิบที่มีกำมะถันสูงและมีความหนืดจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ การจะหันไปใช้พลังงานจากสหรัฐฯ หรือแหล่งอื่นที่เป็นน้ำมันประเภทอื่น ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเวลาปรับปรุงเครื่องจักรนานหลายปี เมื่อน้ำมันแพงและขาดแคลน ไม่ใช่แค่ค่าเดินทางที่สูงขึ้น แต่ค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตสินค้าในโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก

มาตรการฉุกเฉินและการปรับตัว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นภาพผู้คนในหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย เกาหลีใต้ รวมถึงในบ้านเรา นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดที่สถานีบริการ เนื่องจากเกิดภาวะตื่นตระหนกและการกักตุน หลังจากราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ปากีสถานเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น และต้องเดินทางด้วยตั๋วชั้นประหยัดเท่านั้น และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

บังกลาเทศมีมาตรการคล้ายๆ กัน รัฐบาลประกาศปิดมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศตั้งแต่สัปดาห์นี้ และเลื่อนวันหยุดเทศกาล อีดิ้ล ฟิตรี ให้เร็วขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำหรับยานยนต์แต่ละประเภท เช่น จักรยานยนต์เติมได้วัน 2 ลิตร รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกินวันละ 10 ลิตร เป็นต้น ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันกับยานยนต์ ด้วยการให้สิทธิเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถที่ลงท้ายด้วยเลขคู่-เลขคี่ หวังลดการใช้น้ำมันในยามที่ปริมาณน้ำมันโลกถูกกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม เพื่อลดการใช้พลังงานในสำนักงานและลดความต้องการด้านการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสถานที่ราชการไว้ที่ 24-26 องศาเซลเซียส และระงับการเดินทางที่ไม่จำเป็น

จีนยังฝ่าพายุอย่างแข็งแกร่ง

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจีนจะเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถรับมือกับพายุวิกฤตพลังงานที่โหมกระหน่ำภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ปัจจัยสำคัญลำดับแรก มาจากตัวเลขคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของจีน ตอนนี้ถูกประเมินว่าพุ่งสูงถึง 1.1 – 1.4 พันล้านบาร์เรล เป็นผลจากการที่จีนเร่งนำเข้าน้ำมันอย่างบ้าคลั่งในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ทำให้จีนมี “อากาศหายใจ” ได้นานถึง 6 เดือน – 1 ปี แม้จะถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ทั่วโลกพยายามคว่ำบาตรอิหร่าน จีนกลายเป็นทางรอดเดียวของน้ำมันอิหร่าน ด้วยการรับซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึงร้อยละ 80-90 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดผ่านโรงกลั่นอิสระ (Teapots) การซื้อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทำให้จีนได้ “ราคาพิเศษ” ที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตในประเทศให้ยังแข่งขันได้

ความนิยมของยานยนต์ยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในจีน ที่ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์พลังงานใหม่ในจีนพุ่งขึ้นไปแตะร้อยละ 41-42 แล้ว นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ซื้อรถใหม่ในจีนไม่ต้องกังวลเป็นทุกข์ร้อนต่อราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อีกต่อไป ถือเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ประเทศอื่นในเอเชียเลียนแบบได้ยาก

ที่สำคัญ จีนพึ่งพายุทธศาสตร์ “สองพลังงาน” (Coal & Renewables) โดยวางรากฐานการผลิตไฟฟ้าไว้กับถ่านหินที่หาได้เองในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ยังคงผลิตไฟฟ้าให้จีนเกินร้อยละ 50 แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด ทั้งลม น้ำ แสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ควบคู่กันไปด้วย ส่งผลให้กุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดพุ่งแซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปแล้ว ทำให้ระบบไฟฟ้าของจีนมีความยืดหยุ่นสูงมาก และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเลย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ กำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลิกเพ้อฝันและหันมาเผชิญความจริง ว่ามั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องของการหาแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกต่อไป แต่คือการไม่พึ่งพาแหล่งเดียว วิกฤตนี้ยังอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และพลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เพราะรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อ “ความอยู่รอด” ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันกลไก University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ท่ามกลางบริบทที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไก UHC จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยกลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในระดับมหาวิทยาลัย UHC เป็นช่องทางถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัย เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา นำผลงานต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ สนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียน ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ขณะที่ UHC ยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเอกชนและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง พร้อมลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมี UHC ร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ UHC ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมระดับประเทศ ในการช่วยผลักดันธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สอวช. มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและประสานนโยบาย เพื่อให้กลไก UHC เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบในการจัดตั้งและดำเนินการ UHC รวมถึงผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ UHC Learn & Share และพัฒนาเครือข่าย UHC Network เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้วได้แบ่งปันประสบการณ์แก่สถาบันอื่น ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์จากนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และมีการร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้  UHC ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุก และจุดประกายให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ดร.สุรชัย กล่าวถึงการพัฒนา UHC ระยะต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เสริมขีดความสามารถของ UHC และบุคลากร ผ่านการสนับสนุนให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น 2. ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ส่งเสริมการกำหนดโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลไก Matching Fund เพื่อเร่งให้ผลงานและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และ 3. สร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน ผ่านโครงการ Corporate-Startup หรือ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมตั้งโจทย์และจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

“UHC ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง โดย สอวช. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยก้าวสู่กลไกนี้ได้อย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกลไก UHC กล่าวถึงความท้าทายของการจัดตั้ง UHC ว่า มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อบทบาทที่แท้จริงของ UHC การพัฒนาบุคลากรที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยและ UHC ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก สอวช. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน UHC ทั้งการจัดตั้งนโยบาย ระเบียบที่ช่วยปลดล็อกกลไก รวมถึงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนผ่าน UHC Learn & Share และ UHC Network ทำให้ได้แลกเปลี่ยนปัญหาที่แต่ละมหาวิทยาลัยเจอ วิธีการแก้ไข และแนวทางพัฒนากลไกในอนาคต

 “มูลค่าของ UHC ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าเชิงการศึกษาและวัฒนธรรม ช่วยปลูกฝัง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้คนรุ่นใหม่ จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่สนใจ มาร่วมสร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านกลไก University Holding Company ไปด้วยกัน” ผศ. ดร.รัชนี กล่าวทิ้งท้าย

Photo of the week : 15 มีนาคม 2569

Photo of the week : 15 มีนาคม 2569

Photo of the week : 15 มีนาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพเด็ดสุดแปลกที่คาดไม่ถึงประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งพฤติกรรมสัตว์ที่ไม่เหมือนใคร เหตุการณ์น่าจดจำ และกิจกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก เป็นการพักสายตาจากภาพข่าวการสู้รบและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น่าจะพอช่วยสงบจิตสงบใจ ให้จิตใจผ่อนคลายลงได้บ้าง

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่า การสัมผัสตัวกันกับคนรัก เช่น กอด จับตัว หรือแม้แต่บีบก้นกันเล่นๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เพราะเมื่อเราสัมผัสคนที่เรารู้สึกดีด้วย สมองจะฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งมีฉายาว่า “ยาครอบจักรวาลจากธรรมชาติ” ออกมา ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และลดความวิตกกังวล อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพิ่มความเชื่อใจและความผูกพันระหว่างคู่รัก

ในเชิงกายภาพ ก้น หรือสะโพก เป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ และมีเส้นประสาทรับสัมผัสจำนวนมาก การนวดหรือบีบเบาๆ ในกรณีที่อีกฝ่ายยินยอม จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งนานๆ ช่วยให้เลือดหมุนเวียนในส่วนล่างของร่างกายได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เนื่องจาก ‘ก้น’ เป็นส่วนที่สงวนไว้เฉพาะคนพิเศษ การสัมผัสส่วนนี้จึงส่งสัญญาณถึงความไว้วางใจระดับสูง ซึ่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนได้แรงกว่าการจับมือปกติ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การบีบก้น แต่คือความยินยอมและความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกมีความสุข ฮอร์โมนดีๆ ก็จะหลั่ง แต่หากฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกรำคาญหรือโกรธ จะกลายเป็นฮอร์โมนความเครียดแทน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน

สวยหน้าเด็กตลอดกาล’อั้ม พัชราภา’ประกบ’เชอรี่ เข็มอัปสร’เสิร์ฟโมเม้นต์น่ารัก

สวยหน้าเด็กตลอดกาล'อั้ม พัชราภา'ประกบ'เชอรี่ เข็มอัปสร'เสิร์ฟโมเม้นต์น่ารัก

สวยหน้าเด็กตลอดกาล’อั้ม พัชราภา’ประกบ’เชอรี่ เข็มอัปสร’เสิร์ฟโมเม้นต์น่ารัก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

เป็นโมเม้นต์ที่นานๆจะได้เห็นสักที ล่าสุดในงานเปิดตลาด AumAum” ครั้งที่ 7 ที่แฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา ซึ่งครั้งนี้ เจ้าของตลาดคนสวย อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ จัดหนักจัดเต็ม ไม่แพ้ทุกครั้ง อั้มซะอย่าง จัดแต่ละครั้ง มีเซอร์ไพรส์ มีความสนุก อาหารอร่อย และมีความแปลกใหม่มามอบให้กับแฟนๆตลอด โดยครั้งนี้ก็เซอร์ไพรส์อีกนั่นแหละ เพราะมีนางเอกคนสวย เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ มาเยือนตลาดเป็นครั้งแรก แล้วยังจัดมินิคอนเสิร์ต ฟังเพลงไพเราะจากเสียงร้องของหนุ่มเจ้าเสน่ห์ พี่ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ ทำเอาแฟนๆตลาดอั้มอั้ม มีความสุขกันถ้วนหน้า ซึ่งอั้มก็มีความสุขเช่นกัน

โดย อั้ม พัชราภา กล่าวเปิดใจถึงการเปิดตลาด “AumAum”ครั้งที่ 7 ว่า“ก็ดีใจมากค่ะที่แฟนๆตลาดอั้มอั้ม ทุกคนมีความสุข อั้มก็พยายามพัฒนา ปรับปรุงให้งานอั้มอั้ม ถูกใจทุกคนที่สุด ให้คนที่มาเดินตลาดแล้วถูกใจ ได้ซื้อของอร่อยกลับบ้าน ได้มาร่วมกิจกรรมกัน ซึ่งวันเปิดตลาดก็มีพี่เชอรี่ พี่ตู่ ภพธร มาร่วมสร้างสีสัน แฮปปี้กันทุกคน ส่วนบ่ายๆวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม ก็จะมีนักแสดงจากซีรีส์ตะวันระฟ้าทางช่อง GMM25 คือ อะตอม อภิชญา, เมอซีเดส สิรภัทร, เดวี่ เทวิยาภา และเจนนี่ ภัทรวดี มาร้องเพลงและทำกิจกรรมบนเวทีด้วยกันอีกด้วย และอีกอย่างที่เซอร์ไพรส์คือ เมย์ เฟื่องอารมย์ จะมาร้องเพลงให้ฟังบนเวที ตอนประมาณ 16.00 น. เรียกว่าพลาดไม่ได้เลยค่ะ ใครว่างวันไหนมากันได้เลย มีกิจกรรมทุกวันค่ะ”

เชอรี่ เข็มอัปสร ซึ่งมาเดินตลาดอั้มอั้ม ครั้งแรก ยอมรับว่าถูกใจมาก“เชอรี่อยากมาเดินนานแล้ว พอได้มาตลาดนี้สนุกมากค่ะ เดินชิมอาหาร อร่อยทุกอย่างเลย อยากให้แฟนๆที่บ้านอยู่ใกล้แฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา แวะเวียนกันมาจับจ่ายซื้ออาหารอร่อยกันได้เลยค่ะ รับรองว่าอร่อยปาก สนุกกับกิจกรรมที่พี่อั้มจัดให้ จัดหนัก จัดเต็มแทบทุกวัน มากันได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 22 มีนาคมนะคะ”ท้ายนี้ย้ำกันอีกครั้ง ตลาด “AumAum” ครั้งที่ 7 จัดกันที่ลานเซ็นเตอร์ คอร์ท ชั้น 1 แฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา ตั้งแต่วันนี้จนถึง 22 มีนาคม ห้ามพลาดเชียว

‘ร็อคกี้’ควง’แม่เจี๊ยบ-น้องสาว’เผยความจริงตลอด 47 ปี!หลังพ่อเปิดตัวภรรยา

‘ร็อคกี้’ควง'แม่เจี๊ยบ-น้องสาว'เผยความจริงตลอด 47 ปี!หลังพ่อเปิดตัวภรรยา

‘ร็อคกี้’ควง’แม่เจี๊ยบ-น้องสาว’เผยความจริงตลอด 47 ปี!หลังพ่อเปิดตัวภรรยา

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

เรียกได้ว่าเป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการบันเทิงไทยโดยเฉพาะวงการลูกทุ่งหลังจากที่นักร้องรุ่นใหญ่ “สุรชัย สมบัติเจริญ” ออกมาเปิดตัวภรรยาใหม่ที่อเมริกาจนเป็นข่าวครึกโครม ทำเอาฝั่งลูกชายอย่าง “ร็อคกี้ สุรบดินทร์” และอดีตภรรยาที่ไทย “เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ ออกมาโพสต์ฟาดเดือดโต้กันไปมา ด้าน ‘สุรชัย’ ก็พร้อมตัดพ่อลูกทั้งยังไล่ให้ไปเปลี่ยนนามสกุล ล่าสุด ร็อคกี้ สุรบดินทร์ พร้อมทั้งคุณแม่ และ พี่สาว น้องสาว เปิดใจในรายการ ‘คุยแซ่บ SHOW’เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เกิดขึ้นตลอด47ที่ต้องเจอ โดย ‘ร็อคกี้’เผยว่า

 “เราอยู่กันเงียบๆ มานานแล้ว แต่พอมันเกิดขึ้น ความหวังของผมผ่านมาแล้วผ่านไป แต่พยายามบอกแม่ ช่างมันเถอะ อย่าไปให้ความสำคัญกับมันเลย มันมีแต่ทำให้แย่ลง ไม่รู้จะสนุกชาวบ้านแต่ซวยเราหรือเปล่า อันนี้เป็นครั้งแรกที่มีการโพสต์อะไรแบบนี้ออกมา จนเรื่องไม่จบและเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนแม่กับน้องเริ่มไม่ไหวแล้ว ผมก็ถามแม่กับน้องอีกที ว่าเอายังไง แต่ผมไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้ คิดว่าผมเป็นผู้ชาย เป็นพี่คนโต ไม่ใช่การตัดสินใจของผมและผมไม่ได้อยากออกมาตรงนี้เลย และน้องๆ ทุกคนไม่อยากเห็นพ่อมาโดนด่าหรอก พวกเราอยู่เงียบๆ ใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป เป็นแบบนี้มาตลอด จนเรื่องลุกลามขึ้นเรื่อยๆ มันกลับมากระทบจิตใจของแม่และน้องอีก และผมให้เขาตัดสินใจแล้วกัน และมันเป็นเรื่องไม่น่าพูด ให้เขาตัดสินใจเองแล้วกัน ถ้าออกมาพูดขอครั้งเดียว พูดแล้วจบเลย ทำให้มาพูดวันนี้”

“ผมไม่ได้สนใจ เพราะมีเรื่องแบบนี้ที่มันจะผ่านมาแล้วผ่านไป แต่แม่รู้ก่อน มาตลอด ผมอยากมีเรื่องเดียวอยากพูดและบอก เพื่ออาหรือลุงทั้งหลายแหล่ว่าเราไม่ได้ใจดำ อาจจะรังเกียจไม่อยากให้เราไปก็ได้ ผมมีเรื่องเดียวที่ผมไม่ได้ไปงานศพหรืองานเผาของอากิ๊งก๊อง พ่อบอกไม่ให้เราไป จนมาเห็นภาพข่าวเพราะพ่อกับผู้หญิงไปงาน ผมก็อ้าว ตอนนั้นผมยังไม่รู้ผู้หญิงคนนี้คือใคร ที่พ่อตั้งคำถามว่านี่ใช่ลูกหรือเปล่า เสียใจแหละครับ พ่อก็คงอยากให้ผมเสียใจ ถึงพูดแบบนั้น แต่ไม่เป็นไรพ่อ บางครั้งเวลาพ่อโมโห เคยพูดแบบนี้แหละ ที่ผ่านมาก็เป็นบ้าง ผมเชื่อว่าทุกบ้านคงมีจังหวะพ่อด่าลูกกันบ้าง พ่อเป็นสุภาพบุรุษก่อนหน้านี้ แต่หลังๆ มันหนัก แต่ผมก็ไม่ได้อะไร อยากด่าก็ด่า ผมไม่ได้ตั้งใจอยากให้รู้เลยว่าคือพ่อ ผมไม่อยากออกมา เพราะออกมาพ่อก็ด่าผม พอผมมาถึงตรงนั้น ตอนนี้มาเล่นฉันอีก ทำไมวกมาทางนี้ล่ะ ผมยังห้ามทุกคนอยู่เลยว่าใจเย็นๆ แต่กลายเป็นชนวนประเด็นปากไวของผม  แต่ผมอาจจะยกตัวอย่างได้ไม่ดี พ่อขอโทษพ่อด้วย (ยกมือไหว้) (ร้องไห้) พอรู้ว่าเป็นพ่อ ผมก็เบาลงมาแล้ว เพราะคนที่เราพูดถึงคือพ่อเรา ไม่มีลูกคนไหนหรอก อยากให้พ่อตัวเอง โดนคนด่าทั้งประเทศ (ร้องไห้) ผมก็โดนด่ามาบ้าง ไม่ได้ถี่หรอก แต่ผมเฉยๆ ด้วยเหมือนกัน ผมเองอายุเลข 4 มีตัวเล็ก 3 ขวบ เป็นชายวัยกลางคนแล้ว ชีวิตผมมูฟออนไปข้างหน้าแล้ว แต่ผมมาเพราะแม่และน้องที่ดูแลเขา เหลือผู้ชายคนเดียวในบ้าน ไม่มีพ่อ เลยต้องมาดูแลตรงนี้ จริงๆ น้องดูแลตัวเองได้ แต่เสาหลักเป็นพี่ชายของทุกคนมากกว่า น้องๆ ดูแลตัวเองได้”

“ตอนนี้พ่อด่าเฉยๆ แล้ว ถามว่าแบกคำว่าเป็นลูกสุรชัยทำให้โดนด่ามาตลอดไหม โอ๊ยมันไม่ได้รู้สึกว่าโดนกดขนาดนั้นแล้ว ชีวิตเราทุกคนมันโกออนไปแล้ว มันไม่ได้เป็นแค่นามสกุลถูกกรอบไว้ ผมพยายามวิ่งออกจากกรอบที่เรามีด้วย ไม่ต้องทำร้ายใคร และใช้ชีวิตเราต่อ เรื่องผู้หญิงพ่อมีมาเรื่อยๆ แม่คิดว่าผ่านมาแล้วก็ผ่านไปแค่นั้นเอง กับพ่อตอนนี้ก็ไม่มีอะไรจะคุยเนอะ วันนั้นพ่ออาละวาดหนักมาก ผมเจอพ่อที่ศาล คนคิดว่าเดี๋ยวได้ซัดกันแน่ แม่ไม่อยากให้ผมไปเจอพ่อ ผมก็บอกว่าผมจะไปทำอะไรพ่อ ผมก็บอกว่าพ่อใจเย็นๆ เราไม่จำเป็นต้องมาอยู่ตรงนี้เลย ถ้าพ่อไม่รู้ทำยังไงลืมไปหมด แล้วกลับบ้านกัน ทุกอย่างจบ แต่พ่อวิ่งเอาหัวไปโขกตรงบัลลังก์ ถ้าคนอื่นเห็นแบบผมตกใจ พวกเราไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย พ่อดูแลพวกเรามา จนมาถึงจุดที่พีคที่สุด จนทุกคนเติบโตแล้ว ก็แค่แยกย้ายกัน พวกเราไม่ได้เรียกร้องอะไรเลย ก็อยากให้มันจบแบบภาพทรงจำที่ดีๆ ดีกว่า ผมอาจจะมุมมองที่ต่างกับแม่และน้อง ผมเป็นผู้ชายที่ไม่ได้ดีมาก แต่คิดว่าอะไรที่มีความสุขก็ทำ อย่าให้เดือดร้อนคนข้างๆ เราก็พอ แต่อยู่ดีๆ ก็มาฟ้อง เรื่องโดนของไหม ไม่รู้ครับ (หัวเราะ) ปกติเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนแบบเป็นๆ หายๆ พูดไปคนจะตกใจเพราะไม่เคยเห็นพ่อเวอร์ชันนี้ พอจบหลังหย่า 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ติดต่อกัน”

ร็อคกี้ เล่าต่อว่า “ถามว่าตัดพ่อตัดลูกไหม ไม่รู้เหมือนกัน ในความคิดผมนะ ผมว่าคนเราอยู่กันนานๆ มันอาจจะเบื่อกันบ้าง อาจจะเซ็งขี้หน้ากัน มันคงมีกันบ้าง เพราะเห็นกันมานานแล้ว แต่สิ่งที่ผมแปลกใจ (ร้องไห้) ผมมีลูก ผมทิ้งลูก ผมรับไม่ได้อะ ผมไม่รู้เลยอะ ที่พ่อตัดสัมพันธ์ ตอนนี้ผมไม่รู้เลยว่าพ่อคิดอะไร ไม่เหมือนพ่อที่ผมรู้จัก พ่อด่าผมยับเลย เหตุผลที่ไม่อยากออกมานี่แหละ แต่จะจบยังไงทุกคนไม่ได้อยากออกมาเลย ผมย้ำตั้งแต่แรกแล้วว่าเราอยู่ในโลกเราเฉยๆ มาแตะเราทำไมต้องถามมากกว่า ผู้หญิงก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน ก็ต้องออกมาพูดในมุมของเขาเช่นกัน เราเป็นหัวหน้า เพราะเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้าน เพราะไม่มีพ่อแล้ว ถึงต้องออกมาไม่ใช่เป็นคนเริ่มเรื่องนี้ ถ้าพ่อวันหนึ่งอยากกลับมา เอาไว้ถึงวันนั้นค่อยมาถามอีกทีดีกว่าครับ”

ตลกดัง’กต.ซุกบ้านเล็กมีที่ไหน ‘โก๊ะตี๋’ เปิดภาพคู่สุดหวานแฟนสาว’น้องใบมิ้นต์’

ตลกดัง'กต.ซุกบ้านเล็กมีที่ไหน 'โก๊ะตี๋' เปิดภาพคู่สุดหวานแฟนสาว'น้องใบมิ้นต์'

ตลกดัง’กต.ซุกบ้านเล็กมีที่ไหน ‘โก๊ะตี๋’ เปิดภาพคู่สุดหวานแฟนสาว’น้องใบมิ้นต์’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

หลังมีกระแสข่าวตลกดัง ชื่อย่อ “กต.” ซุกบ้านเล็กบ้านน้อย ทำเอาหลายคนสงสัยว่าอาจจะเป็นตลกดังนามว่า “โก๊ะตี๋ อารามบอย” งานนี้เจ้าตัวเลยไม่รอช้าเปิดภาพคู่สุดหวานกับแฟนสาว “น้องใบมิ้นต์” ให้สิ้นสงสัยว่าไม่มีการซุกซ่อนแต่อย่างใดเพราะคู่นี้รักกันมาก !

โดย ‘โก๊ะตี๋-ใบมิ้นท์’ มีอายุห่างกันประมาณ 24 ปี ทั้งคู่เปิดตัวช่วงปลายปี 2568 เคยเป็นข่าวดัง หลังจากฝ่ายหญิงประกาศเลิกผ่านไลฟ์สดด้วยเหตุผลพี่โก๊ะตี๋ติดใบมิ้นท์มากไปและทัศนคติไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายกลับมาคืนดีกันได้ จนเกิดภาพน่ารักๆ ในวันนี้

ภาพจากไอจี : kootee

‘มิลลี่’เข้าพิธีแต่งงานกับ’ระฟ้า’ทายาทค่ายเพลงดัง‘แกรมมี่’

'มิลลี่'เข้าพิธีแต่งงานกับ'ระฟ้า'ทายาทค่ายเพลงดัง‘แกรมมี่’

‘มิลลี่’เข้าพิธีแต่งงานกับ’ระฟ้า’ทายาทค่ายเพลงดัง‘แกรมมี่’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

ขอแสดงความยินดีกับนางเอกลูกครึ่ง มิลลี่ คามิลล่า กิตติวัฒน์ ลูกสาวคนสวยของอดีตนางแบบดัง แต้ม รุ่งนภา กิตติวัฒน์ ได้เข้าพิธีวิวาห์กับแฟนหนุ่มนักธุรกิจ ระฟ้า ดำรงชัยธรรม ทายาทหมื่นล้านของ อากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งแกรมมี่ ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายแต่อบอุ่น โดยมีครอบครัว เพื่อนๆ และคนสนิท คนดังในวงการบันเทิง มาร่วมแสดงความยินและเป็นสักขีพยานอีกโมเมนต์สำคัญของทั้งคู่ด้วย

โดยเจ้าสาว มิลลี่ คามิลล่า ได้เผยภาพโมเมนต์แห่งความประทับใจผ่านในอินสตาแกรม ระบุข้อความว่า “Yesterday was so special On Valentine’s Day, we shared our engagement ceremony surrounded by love, family, and blessings. A moment we’ll carry in our hearts forever. #MillysFavoriteTi”

สำหรับพิธีแต่งงงานจัดขึ้นอย่างสวยงามเรียบง่ายตามประเพณีไทย แต่เต็มไปด้วยโมเมนต์แห่งความสุขและรอยยิ้ม เพื่อนร่วมวงการบันเทิง รวมไปถึงแฟนคลับ ต่างโพสต์ร่วมแสดงความยินดีทั้งบ่าวสาวในโซเชียลทั้งนี้ มิลลี่ คามิลล่า และ ระฟ้า ได้คบหาดูใจกันมานานกว่า 6 ปี ก่อนที่ฝ่ายชายจะขอนางเอกสาวแต่งงานเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2568 สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับคนที่ทราบข่าวอย่างมาก

‘มิสแกรนด์นครพนม’ทำถึงคว้าชัยรอบ ‘ชุดชาติพันธุ์ภาคกลาง’

‘มิสแกรนด์นครพนม’ทำถึงคว้าชัยรอบ 'ชุดชาติพันธุ์ภาคกลาง'

‘มิสแกรนด์นครพนม’ทำถึงคว้าชัยรอบ ‘ชุดชาติพันธุ์ภาคกลาง’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

การประกวดชุดชาติพันธุ์ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่แฟนนางงามต่างรอคอย เพราะทุกปีจะเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ และมีมที่คาดไม่ถึง ทุกชุดยิ่งใหญ่อลังการ ไม่ต่างจากชุดประจำชาติที่นางงาม และทีม PD จัดเต็มมาเพื่ออวดศักยภาพและความพร้อมบนเวทีการประกวด มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2026” ซึ่งปีนี้ พัทยา จังหวัดชลบุรี เจ้าภาพหลัก เปิดทางให้ผู้เข้าประกวด สาดมนต์ขลังในรอบชุดชาติพันธุ์ภาคกลาง ภายใต้แนวคิด “The Civilization of Central Siam” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราว อัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม และความรุ่งเรืองของอารยธรรมภาคกลาง ผ่านการสร้างสรรค์ชุดประจำถิ่นของผู้เข้าประกวด

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความตระการตา และความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของไทย โดยผู้เข้าประกวดทั้ง 77 สาวงาม ได้ถ่ายทอดเสน่ห์ของภาคกลางผ่านการออกแบบชุดชาติพันธุ์ที่ผสมผสานศิลปะ ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างวิจิตร พร้อมการนำเสนอที่สะท้อนเรื่องราวของชุมชน และรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าประทับใจ เรื่องเล่าหลากหลายตำนาน ถูกนำเสนอบนเวที หลายชุดทำถึงจนขนลุกไปทั้งฮอลล์ โรงแรม วินด์แฮม จอมเทียน พัทยา โดยผลการคัดเลือก “The Civilization of Central Siam” จะมาจากการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ชุด และอีก 3 ชุด มาจากผู้เข้าประกวดที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดผ่านเพจ Pattaya The Host City

“ณวัฒน์ อิสรไกรศีล” ประธานกองประกวด มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2026 พร้อมตัวแทนเจ้าภาพเมืองพัทยา ทัศนัย โคตรทอง” และ ทิพวรรณ พันธุ์แตง” ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และผู้สนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นโชว์ทั้ง 77 จังหวัด พิธีกร แชมป์ สกุล ลิมปภานนท์ ประกาศชุดชาติพันธุ์ภาคกลางที่ผ่านเข้ารอบ 15 ชุดได้แก่ มิสแกรนด์ชลบุรี, มิสแกรนด์บุรีรัมย์, มิสแกรนด์ชุมพร, มิสแกรนด์สกลนคร, มิสแกรนด์นครพนม, มิสแกรนด์กรุงเทพมหานคร, มิสแกรนด์นครราชสีมา, มิสแกรนด์อุตรดิตถ์, มิสแกรนด์สุรรณบุรี, มิสแกรนด์สระบุรี, มิสแกรนด์ศรีสะเกษ, มิสแกรนด์พังงา, มิสแกรนด์สุรินทร์, มิสแกรนด์ตาก,

จากนั้นให้ผู้ผ่านเข้ารอบได้นำเสนอชุดของตัวเองต่อหน้าคณะกรรมการอีกครั้ง ก่อนจะประกาศผลประกาศผลรางวัล “The Civilization of Central Siam” ชุดชาติพันธุ์ภาคกลางยอดเยี่ยม 2 รางวัล ได้แก่ ชุดพระโพธิสัตว์กวนอิมแห่งศรัทธา ของ มิสแกรนด์ศรีสะเกษ และ ชุดพหุลักษณ์พาหุรัด ของ มิสแกรนด์สกลนคร ส่วนชุดที่ชนะใจกรรมการมากที่สุด ได้แก่ ชุดเกียรติศักดิ์แห่งทุ่งบางพระ ของ มิสแกรนด์นครพนม ชุดที่สะท้อนความเป็นไทยในประเพณีวิ่งควายอันโด่งดัง ออกแบบและตัดเย็บโดย ห้องเสื้อดับเบิ้ลเอส ดีไซน์ นายสุรพันธุ์ แสงเทียร

ชุดเกียรติศักดิ์แห่งทุ่งบางพระ

ชุดเกียรติศักดิ์แห่งทุ่งบางพระ

ชุดพหุลักษณ์พาหุรัด

ชุดพหุลักษณ์พาหุรัด

ชุดพระโพธิสัตว์กวนอิมแห่งศรัทธา

ชุดพระโพธิสัตว์กวนอิมแห่งศรัทธา