เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

11 ก.ค. 2569 07:24 น.

เจ้าชายแฮร์รี -เมแกน พาพระโอรส ธิดา เข้าเฝ้ากษัตริย์ชาร์ลส์ เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พาเจ้าชายอาร์ชีและเจ้าหญิงลิลิเบตเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่ไฮโกรฟ เฮาส์ นับเป็นการพบหน้ากันครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซกซ์ และ เมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พร้อมด้วยพระโอรส เจ้าชายอาร์ชี วัย 7 ปี และพระธิดา เจ้าหญิงลิลิเบต วัย 5 ปี ได้เข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ที่พระตำหนักไฮโกรฟ พระตำหนักส่วนพระองค์ในมณฑลกลอสเตอร์เชอร์ ประเทศอังกฤษ

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยืนยันว่า การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา และเป็น “โอกาสส่วนตัวของครอบครัว” โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปีที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้พบพระนัดดาทั้งสองพระองค์ด้วยพระองค์เอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนไม่ได้เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรพร้อมกันนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งทั้งคู่เดินทางมาร่วมพระราชพิธีพระบรมศพของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

โดยเจ้าชายแฮร์รีเดินทางกลับอังกฤษในสัปดาห์นี้เพื่อร่วมภารกิจหลายรายการ ขณะที่มีการยืนยันก่อนหน้านี้ว่า เมแกนและพระโอรส-พระธิดาจะไม่ร่วมกิจกรรมสาธารณะใดๆ ตลอดช่วงท้ายของการเยือน และไม่มีการเปิดเผยว่าครอบครัวพำนักอยู่ที่ใดระหว่างอยู่ในอังกฤษ

ทั้งนี้ การพบปะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นพัฒนาการสำคัญของความสัมพันธ์ภายในราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งตึงเครียดมาตั้งแต่เจ้าชายแฮร์รีและเมแกนถอนตัวจากการปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะสมาชิกราชวงศ์ชั้นสูง และย้ายไปใช้ชีวิตในสหรัฐฯ เมื่อปี 2563.

“คิม จองอึน” สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

"คิม จองอึน" สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

11 ก.ค. 2569 05:39 น.

“คิม จองอึน” สั่งขยายบทบาทหน่วยข่าวกรอง รับมือศัตรู เสริมศักยภาพสอดแนม

เกาหลีเหนือเตรียมขยายบทบาทและภารกิจของหน่วยข่าวกรอง พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านการสืบข่าวและลาดตระเวนทางทหาร ท่ามกลางการจับตาว่ามุ่งเพิ่มการข่าวต่อเกาหลีใต้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เป็นประธานการประชุมขยายคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ครั้งที่ 1 ของคณะกรรมาธิการชุดที่ 9 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยมีมติให้ขยายบทบาทและภารกิจของ สำนักข่าวกรองและลาดตระเวนทั่วไป เพื่อรับมือกับ ศัตรูที่อาจเป็นภัยคุกคาม

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือเคซีเอ็นเอ รายงานว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางยกระดับความพร้อมรบและการพัฒนากองทัพประชาชนเกาหลี พร้อมเห็นชอบให้เพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวนและข่าวกรองทางทหารอย่างก้าวกระโดด  โดยมองว่าสำนักข่าวกรองและลาดตระเวนทั่วไปมีบทบาทสำคัญในการติดตามภัยคุกคามและรวบรวมข้อมูลข่าวกรองที่สำคัญ  

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือการปรับเปลี่ยนกำลังพลระดับสูงของกองทัพ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการรบ การเพิ่มศักยภาพกองกำลังนิวเคลียร์ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ ตลอดจนแผนปรับปรุงฐานทัพให้มีความทันสมัย โดยนายคิมได้ลงนามในคำสั่งทางทหารสำคัญ 7 ฉบับ เพื่อผลักดันมตินี้

นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการข่าวต่อเกาหลีใต้ โดย ลิม อึลชอล นักวิชาการจากสถาบันตะวันออกไกล มหาวิทยาลัยคยองนัม ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจเพิ่มปฏิบัติการที่ซับซ้อนมากขึ้น อาทิ การโจมตีทางไซเบอร์ การใช้โดรนลาดตระเวน และการสอดแนมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเกาหลีใต้.

ที่มา Yonhap

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

11 ก.ค. 2569 00:42 น.

ตำรวจญี่ปุ่นสอบแพทย์โอซากา ออกหนังสือส่งตัวปลูกถ่ายไตในกัมพูชา แลกรับค่าตอบแทน

ตำรวจกรุงโตเกียวสอบสวนผู้อำนวยการคลินิกในโอซากา หลังถูกกล่าวหาออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรับการปลูกถ่ายไตในกัมพูชา พร้อมรับค่าตอบแทนจากเครือข่ายนายหน้าค้าอวัยวะ

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ข่าวของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ รายงานว่า ตำรวจนครบาลโตเกียวกำลังสอบสวน ผู้อำนวยการคลินิกแห่งหนึ่งในนครโอซากา หลังพบว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยไปรับการปลูกถ่ายไตในประเทศกัมพูชา และได้รับค่าตอบแทนจากเครือข่ายนายหน้าจัดหาอวัยวะ ซึ่งมีสมาชิก 3 คนถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการปลูกถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่น

ผลการสอบสวนระบุว่า ชายวัยกว่า 70 ปีรายหนึ่ง จ่ายเงิน 12.36 ล้านเยน หรือราว 2.7 ล้านบาท เพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตในกัมพูชา โดยก่อนเดินทางผู้ป่วยถูกส่งมาตรวจเลือดที่คลินิกในโอซากา ก่อนที่แพทย์จะจัดทำหนังสือส่งตัวเป็นภาษาอังกฤษถึงศัลยแพทย์ในกัมพูชาผ่านเครือข่ายนายหน้า และได้รับค่าตอบแทนจากการดำเนินการ

ตำรวจยังพบว่า มีผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นอย่างน้อย 5 ราย เดินทางไปรับการปลูกถ่ายไตในกัมพูชาผ่านเครือข่ายนี้ ระหว่างเดือนมีนาคม 2568 ถึงเดือนมกราคม 2569 โดยหลังกลับญี่ปุ่น ผู้ป่วยบางรายประสบปัญหาไม่สามารถเข้ารับการติดตามอาการที่โรงพยาบาลได้ และบางคนมีอาการสุขภาพทรุดลงชั่วคราว ขณะนี้ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีของผู้ต้องหาและองค์กรที่เกี่ยวข้องให้อัยการดำเนินคดีต่อ ส่วนผู้อำนวยการคลินิกยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และอาจถูกแจ้งข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายการปลูกถ่ายอวัยวะของญี่ปุ่น

ทางด้านนายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่าแพทย์ชาวจีนเป็นผู้ทำการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลพระเกตุมาลา ในกัมพูชา

ในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม นายหวังระบุว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับโรงพยาบาลพระเกตุมาลาแล้ว

โดยยืนยันว่า “สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชาได้ตรวจสอบกับโรงพยาบาลพระเกตุมาลา และได้รับการยืนยันว่า ไม่เคยมีแพทย์ชาวจีนคนใดเข้ามามีส่วนร่วมในการผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่โรงพยาบาลแห่งนี้”

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน “ไรอันแอร์” หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน "ไรอันแอร์" หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

10 ก.ค. 2569 21:53 น.

ระทึก หน้าต่างเครื่องบิน “ไรอันแอร์” หลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารเกือบถูกดูดออกนอกลำ

เที่ยวบินไรอันแอร์ จากกรีซไปเยอรมนีต้องบินกลับสนามบิน หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดกลางอากาศ ผู้โดยสารชายวัย 60 ปีเกือบถูกดูดออกนอกเครื่อง โชคดีผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวไว้ได้

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เกิดเหตุระทึกบนเที่ยวบินของสายการบิน ไรอันแอร์ (Ryanair) หลังหน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารชายรายหนึ่งเกือบถูกแรงอากาศดูดออกนอกเครื่องบิน แต่รอดมาได้เพราะผู้โดยสารคนอื่นช่วยดึงตัวกลับเข้ามา

ผู้โดยสารที่เห็นเหตุการณ์เล่าวว่า ผู้โดยสารชายซึ่งเป็นชาวเซอร์เบีย อายุประมาณ 60 ปี ถูกแรงอากาศดูดจนศีรษะและช่วงไหล่ออกไปนอกหน้าต่างเป็นเวลาหลายนาที ก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นจะช่วยดึงกลับเข้ามาภายในห้องโดยสารได้สำเร็จ

สายการบินไรอันแอร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า เที่ยวบินเมื่อเช้าวันศุกร์ ซึ่งเดินทางจากเมืองเทสซาโลนิกี ประเทศกรีซ มุ่งหน้าไปยังเมืองเมมมิงเงิน ประเทศเยอรมนี ต้องบินกลับไม่นานหลังทะยานขึ้น เนื่องจาก “หน้าต่างห้องโดยสารหลุดระหว่างทำการบิน”

สายการบินยืนยันว่า เครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย และผู้โดยสารทั้งหมดกลับเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยมีผู้โดยสาร 1 คนขอความช่วยเหลือทางการแพทย์หลังลงจอดที่สนามบินเมืองเทสซาโลนิกี ก่อนที่สายการบินจะจัดเครื่องบินลำใหม่พาผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดหมายในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

ผู้โดยสารหลายคนให้ข้อมูลกับสื่อในกรีซและเยอรมนีว่า หลังเครื่องบินโบอิ้ง 737 ทะยานขึ้นได้ไม่นาน ได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่หน้าต่างจะแตก หน้ากากออกซิเจนจะหล่นลงมาจากเพดาน และเกิดการสูญเสียความดันอากาศภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารบางรายเชื่อว่า หน้าต่างอาจได้รับความเสียยหายจากเศษชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่กระเด็นมากระแทก อย่างไรก็ตาม ไรอันแอร์ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้

โดยสารหญิงรายหนึ่งเล่าว่า ทุกคนรับรู้ทันทีว่าเกิดภาวะสูญเสียความดันอากาศ ผู้คนต่างกรีดร้อง และในช่วงแรกเธอคิดว่ามีคนเปิดประตูฉุกเฉินโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะเห็นว่าผู้โดยสารชายคนหนึ่งมีศีรษะและหัวไหล่ถูกดูดออกไปนอกหน้าต่าง โชคดีที่เขายังคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ จึงไม่ถูกดูดออกจากเครื่องบิน

รายงานข่าวระบุว่า เครื่องบินลำนี้มีอายุการใช้งานประมาณ 18 ปี และดำเนินการบินโดย มอลตา แอร์ (Malta Air) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของไรอันแอร์ ทางด้าน สำนักงานการบินไอร์แลนด์ ระบุว่า ได้รับทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของกรีซและสำนักงานการบินพลเรือนของมอลตาในการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ต่อไป.

ที่มา BBC

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

รัฐบาลปลื้ม! ดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกครั้งแรกใน 4 เดือน เดินหน้าพลังงานเต็มสูบ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

รัฐบาลปลื้ม!  ผลดัชนีเชื่อมั่นอุตสาหกรรมพลิกบวกรอบ 4 เดือน  พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านผ่าน พร้อมเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานเต็มสูบ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ล่าสุดพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 84.7 ในเดือนก่อนหน้า นับเป็นการพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

รายงานของ ส.อ.ท. ชี้ว่า ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นนี้มาจากผลของ 2 มาตรการหลักที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่เข้ามาประคองค่าครองชีพ มีส่วนเพิ่มให้เกิดการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด กระทรวงการคลังรายงาย ยอดการใช้จ่ายรวม ณ 9 กรกฎาคม กว่า 64,546 หมื่นล้านบาท  ช่วยพยุงการขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจ SME ให้กลับมามีสภาพคล่อง

อีกมาตรการคือ Thailand Fastpass ที่สามารถเร่งรัดการลงทุนผ่านบีโอไอ ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าดันการลงทุนจริงให้แตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ และได้กำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีและทักษะให้แรงงานไทยผ่านโครงการ Skill Bridge ด้วย

“ตัวเลขดัชนีเชื่อมั่นที่พลิกกลับมาเป็นบวก คือเครื่องยืนยันว่านโยบายที่รัฐบาลทำมาตลอดไม่ใช่แค่คำพูด แต่เห็นผลจริงเพิ่มกำลังซื้อในกระเป๋าประชาชนและช่วยในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน” นางสาวรัชดา กล่าว

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้  กรณีที่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่ตอกย้ำทิศทางการขับเคลื่อนการลงทุนในระยะต่อไป ที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าใช้เงินกู้ก้อนนี้เพื่อลดต้นทุนพลังงานให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท

ทั้งนี้  นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าการใช้จ่ายเงินต้องเป็นตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดอย่างเคร่งครัด ผ่านโครงการที่ถึงมือประชาชน เช่นการส่งเสริมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการในรายละเอียด ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายต้องนำไปสู่การลดการพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลทั้งเรื่องปากท้องระยะสั้นและวางรากฐานพลังงานระยะยาวไปพร้อมกัน ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่รัดกุมและโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน” นางสาวรัชดา กล่าว

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

ไอซ์ รักชนก เปิด 4 กระทรวง ไม่ส่งคำของบปี 70 ให้ กมธ.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

‘รักชนก’ เปิด 4 กระทรวงไม่ส่งคำของบปี 70 แฉท้องถิ่นฟ้องถูกหั่นเงิน จี้ เปิดข้อมูลโปร่งใส ชวน จับตางบประมาณพิสูจน์ความจริงใจรัฐบาล ลั่นหากผู้มีอำนาจหากไม่ฟัง อีก 3 ปี เจอ ปชช.ลงโทษ

วันที่ 11 กรกฏาคม  2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดบรรยายถึงการศึกษาการจัดทำงบประมาณ ว่า ทำไมเราถึงต้องสนใจเรื่องงบประมาณ เพราะงบประมาณอยู่รอบตัวเราตั้งแต่ลืมตาดูโลกเราจะได้ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่าไหร่ จะได้รับการศึกษาแบบใด รวมถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษางบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วยคน คือ ข้าราชการ ลูกจ้าง กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ เราจะกำกับให้ใครได้สิทธิเสียสิทธิอะไรเกิดจากกฎหมาย และงบประมาณ 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า การจะแก้ไขปัญหาหรือขับเคลื่อนอะไรต้องใช้ 3 อย่างคือ คน กฎ งบ และการที่เราต้องรู้เรื่องงบประมาณเพื่อจะได้รู้ว่าคนที่สัญญากับเราในช่วงเลือกตั้ง มีความจริงใจที่จะทำในสิ่งที่เขาพูดจริงๆหรือไม่ ทางนี้ก่อนจะมีเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะต้องมีคำของบประมาณก่อน ซึ่งจะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของงบประมาณที่จะได้รับที่จะได้รับการจัดสรรจริง โดยงบประมาณปี 2570 กมธ.ติดตามงบฯ ได้ทำหนังสือส่งไปทุกกระทรวง ทุกกรม ทุกท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นส่งกลับมาให้กรรมาธิการเหมือนต้องการจะฟ้องว่าสำนักงบประมาณตัดงบ แต่กระทรวงกลับหวงคำของบประมาณมาก เพราะไม่อยากให้เห็นว่าทำคำของบมาแบบไหน 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนขอเปิดชื่อกระทรวงที่ไม่ส่งข้อมูลให้กับกมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงพลังงาน กระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงที่ส่งข้อมูลน้อยมาก คือกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ สำหรับกระทรวงที่ส่งข้อมูลคำของบประมาณมาให้แล้วแต่ถอนกลับคือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า เมื่อไปดูรายละเอียดของคำของบประมาณเช่น เทศบาลนครหาดใหญ่พบว่า เจ็ทสกีเครื่องยนต์ 4 สูบ 4 จังหวะ จำนวน 8 ล้านบาท แล้วยังมีคำของบประมาณห้องเรียนอัจฉริยะ ทำให้ประชาชนเห็นว่าเรื่องนี้ใครพูดจริง เพราะจะเห็นว่าท้องถิ่นขอมาแต่รัฐบาลอาจจะอนุมัติงบกลางให้ เวลาจะดูว่ารัฐบาลมีความจริงใจพูดความจริงกับเราหรือไม่ ว่าใส่ใจก็ไปดูการตั้งงบประมาณ หรือตั้งโครงการอะไรในการดูแล จึงต้องตั้งคำถามว่าหลายเรื่องทำไมรัฐบาลถึงไม่ตั้งงบปกติในการแก้ไขปัญหา 

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า หลายคนมักจะมองพวกเราที่เป็นสส.ด้วยความชื่นชมเป็นความหวัง แต่การที่จะเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ประเทศให้ดีขึ้นไม่ได้อยู่ในมือของพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมือของใครคนใดคนหนึ่ง แต่อยู่ในมือของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทุกคนต้องช่วยกันส่งเสียง เช่น กรณีล่าสุดแนวคิดปรับเกณฑ์ ลูกใช้สิทธิดูแลพ่อแม่เพื่อลดหย่อนภาษี และตัดสิทธิพ่อแม่ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแต่ถูกประชาชนและสื่อวิพากษ์วิจารณ์ สุดท้ายก็ต้อง พิจารณาปรับลดเกณฑ์นี้ออกไป รวมถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตา จนรัฐบาลต้องยอมขยับและมีการแก้ไขสัญญาจากงบประมาณเหมาจ่าย ให้ใช้ได้คุ้มค่ามากขึ้นเล็กน้อย แม้พรรคประชาชนอยากจะให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม 

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ตนหวังว่าผลของการวิพากษ์วิจารณ์น่าจะส่งผลให้สำนักงบประมาณ ตัดโครงการนี้ออกทั้งโครงการในปีหน้า จึงไม่อยากให้คิดว่าเมื่อเราด่าหรือวิพากษ์วิจารณ์หรือพูดไปแล้วจะไม่มีอะไร หรือเขาไม่ฟังเรา ถ้าเราเป็นเสียงเดียวก็อาจจะถูกละเลย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารวมกันเป็นกลุ่มก่อน และร่วมกันชี้ว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะอย่างไรเราก็ต้องฟัง สุดท้ายเราก็ยังมีอำนาจในมือด้วยการลงโทษในอีก 3 ปีข้างหน้าหากเขาไม่ฟังเสียงของเรา

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ระบบงบประมาณที่เราอยากเห็น คือระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่ต้นทางด้วยการเปิดเผยข้อมูล ให้สาธารณชนรับทราบ ให้เข้าถึงข้อมูลได้เหมือนที่พรรคประชาชนเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดสด ในกรรมาธิการงบประมาณแล้วมีคนมาล้อว่าถ่ายทอดแล้วยังไง มีคนดู 5 คน 10 คน แต่เป็นการทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ประเด็นคือใครอยากดูต้องได้ดูเพราะคือภาษี เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเขาเอาเงินไปทำอะไร 

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

ไทยโต้กลับกัมพูชา! ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“JIC ไทย” สวนข้อหากัมพูชา ปัดละเมิดอธิปไตย ย้ำชัดทุกการดำเนินการเป็นไปตามข้อตกลงร่วม (GBC)

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) เปิดเผยว่าตามที่กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกข่าวสารนิเทศ กล่าวหาว่าฝ่ายไทยละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา จากการดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ตามแนวชายแดนนั้น

ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ดังกล่าว เป็นไปตามกรอบและแนวทางที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่คงการวางกำลังทหารไว้ในที่ โดยการดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อควบคุมสถานการณ์ รักษาความปลอดภัย และลดความตึงเครียด รวมถึงป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างกำลังของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นการรักษาเสถียรภาพในพื้นที่ และไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ 

ประเทศไทยจึงปฏิเสธข้อกล่าวหาตามข่าวสารนิเทศดังกล่าวที่สรุปฝ่ายเดียวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ทั้งสองฝ่ายควรใช้กลไกทวิภาคีที่ได้ตกลงร่วมกันในการหารือ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มากกว่าการนำเสนอข้อกล่าวหาฝ่ายเดียวต่อสาธารณะหรือประชาคมระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพถ้อยแถลงร่วมและกลไกที่ได้ตกลงกันไว้ หลีกเลี่ยงการบิดเบือนหรือตีความข้อเท็จจริงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของการลดความตึงเครียดและความพยายามในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

อนุทิน เข้าทำเนียบวันหยุด ติดตามผลโกงสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี-เพิกถอนบรรจุ ขรก.

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

“อนุทิน“ เข้าทำเนียบฯ วันหยุดติดตามผลทุจริตสอบท้องถิ่น หาช่องดำเนินคดี -เพิกถอนบรรจุขรก.ที่กระทำผิด ด้าน ”อธิบดีปภ.“ ร่วมวงในฐานะ ปธ.สอบวินัยร้ายแรง 5 บิ๊ก.สถ.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569  เวลา 13.00 น.  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ในวันหยุดราชการ โดยได้เรียกนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  รวมถึงข้าราชการต่างๆในกระทรวงมหาดไทย ที่เกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่นมาหารือและเพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนผู้กระทำความผิดในการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น พร้อมหารือแนวทางการดำเนินคดี และการเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นที่มีความผิด
 
โดยมีรายงานว่า นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน ‘โบว์ ณัฏฐา’ ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน 'โบว์ ณัฏฐา' ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าบิดเบือน ‘โบว์ ณัฏฐา’ ฟาดสื่อยักษ์ใหญ่ ทำชาวเน็ตแห่คอมเมนต์

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

วานนี้ 11 กรกฎาคม 2569  น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์การนำเสนอข่าวของสื่อยักษ์ใหญ่อย่างดุเดือด โดยมีข้อความว่า  “เป็นอีกครั้งที่ไทยรัฐทำแบบนี้ …

เมื่อเช้ามีคนส่งภาพซ้ายมาให้ดู ด้วยประสบการณ์ตรงที่เคยโดนเองและต่อมเอ๊ะที่แอคทีฟ เห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าโควทบิดเบือน แต่ยุ่งอยู่เลยไม่มีเวลาไปหาต้นฉบับมาดู เพิ่งได้มาฟังเนื้อหาจากคลิปก็เลยรู้ว่า สื่อบางคน สันดานไม่เปลี่ยน ไปฟังต้นฉบับเต็มๆ ได้ทางนี้ https://www.facebook.com/share/v/1EhxDm5phC/?mibextid=wwXIfr”

โบว์

หลังจากที่โพสต์ของ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ เผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและผู้ติดตามต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทำงานของสื่อมวลชนอย่างเนืองแน่น เช่น

“ดูไม่ได้เลยฉบับจริงที่ว่า”

“จะเลียจนพัง หรือ จะฟังประชาชน”

“ขออะไรก็ขอเเล้วตามด้วยคำว่า ai โอเคจบ”

“บก.ข่าวคือใคร ?”

“ไทยรัฐ: name speaks for itself”

“โพสพี่ ดีมากค่ะ”

“เจอหลายช่องเลยครับ”

“ไทยรัฐก้อเป็นอีกช่องที่เชียร์ส้มออกรสออกชาติจ้า รายการก้อจะมี ปริญญา มาเป็นคนวิเคราะห์ด้วย”

“ความเจริญของประเทศไทยวนอยู่ในอ่าง หรือถ้าโตก็โตช้ากว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะความไม่มั่นคงทางการเมือง และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองมาจากการที่ประชาชนขาดความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งการทำร้ายความสามัคคีของคนในประเทศนั้น มาจาก“สื่อ” เป็นสำคัญ”

“ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายุคนี้สื่อเชื่อถือได้ยากจริงๆค่ะคำว่าจรรยาบรรณการเป็นสื่อที่ดีหายากมากๆ”

“น่าจะมีกฎหมายลงโทษและจัดการสื่อประเภทนี้อย่างเด็ดขาด.,….ทันท่วงที …ถ้าเปรียบเทียบได้กับต้นฉบับส่าบิดเบือนถือว่าผิดเลย จัดการลงโทษได้เลย … เพราะ ปชช อีกมากที่ไม่ได้ตามข่าวอย่างต่อเนื่องจะนึกว่าข่าวปั่น เสี้ยม พวกนี้คือของจริง…รัฐบาลต้องรีบดำเนินการได้แล้วค่ะ …คนของรัฐบาลโดนกันเกือบหมดแล้ว…เป็นกำลังใจให้รัฐบาลทำงานต่อเนื่องและผ่านวิกฤตต่างๆไปได้ด้วยดี”

“เสื่อมมานานแล้วสื่อนี้.”

“มีความพยายาม เสี้ยมให้คนหาดใหญ่ ด่า รมต ภราดร”

“เ สื่อ ม 1พยางค์ 2 ความหมาย”

“ควรคิดตรึกตรอง ว่า สื่อเห็นอะไรตัวพวก รบ.นี้ น่าคิด มีอำนาจ มีเงินตรา เเต่ไม่อวย น่าคิด”

โบว์ ณัฏฐา
โบว์
โบว์
โบว์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana 

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

ศุภจี ชี้ปัญหาสินค้าเกษตรสะสมมานาน ย้ำแก้ทั้งห่วงโซ่ เตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

“ศุภจี” ชี้การแก้ปัญหาสินค้าเกษตรต้องดำเนินการทั้งห่วงโซ่ พร้อมยอมรับว่าการสื่อสารนโยบายด้านข้าวของหน่วยงานภาครัฐที่ผ่านมาอาจทำให้เกษตรกรสับสนต่อทิศทางการขับเคลื่อน แม้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ นบข. จึงเตรียมปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจทิศทางนโยบายของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาสินค้าเกษตรหลายชนิดไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่สะสมและทับซ้อนมานานหลายปี การแก้ไขจึงต้องดำเนินการทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การวางแผนการผลิต การพัฒนาพันธุ์ การยกระดับคุณภาพ การลดต้นทุน การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างตลาดรองรับผลผลิต ไม่สามารถแก้ไขเพียงด้านใดด้านหนึ่งได้

“การแก้ปัญหาไม่ได้แก้ได้แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องแก้ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง กลางน้ำ และปลายน้ำ” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนึ้นางศุภจียกตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบาย “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบด้านการผลิต ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์ การยกระดับคุณภาพ และการลดต้นทุนการผลิต ขณะที่กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การเพิ่มมูลค่า การแปรรูป และการส่งออก โดยทั้งสองกระทรวงทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เพื่อให้การดำเนินนโยบายตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นางศุภจียอมรับว่า การสื่อสารที่ผ่านมาอาจทำให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องบางส่วนสับสนต่อทิศทางนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนแนวคิด “ข้าวประณีต” ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดัน “ข้าวคาร์บอนต่ำ” จนถูกมองว่าเป็นคนละนโยบาย ทั้งที่เป็นการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบ นบข. จึงจำเป็นต้องปรับการสื่อสารให้เป็นมิติเดียวกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจบทบาทของแต่ละหน่วยงานและทิศทางนโยบายของรัฐบาลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับ”ข้าวคาร์บอนต่ำ” เป็นหนึ่งในรูปแบบการผลิตภายใต้แนวคิด “ข้าวประณีต” ที่กระทรวงพาณิชย์ผลักดัน โดย “ข้าวประณีต” เป็นกรอบการยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่สินค้ามูลค่าสูง ผ่านการพัฒนาคุณภาพ การสร้างอัตลักษณ์ การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการเชื่อมโยงตลาด ขณะที่ข้าวคาร์บอนต่ำมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยกระดับคุณภาพผลผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นแนวโน้มสำคัญของตลาดโลก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนด้านการผลิต ส่วนกระทรวงพาณิชย์ต่อยอดด้านการสร้างมูลค่า การตลาด และการส่งออก

นางศุภจีกล่าวว่า หนึ่งในตัวอย่างของการทำงานร่วมกัน คือ การพัฒนาชุมชนผู้ปลูกข้าวภายใต้กรอบ นบข. โดยทั้งสองกระทรวงร่วมกันสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือที่จำเป็น การลดต้นทุนการผลิต การยกระดับคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้การผลิตสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรในระยะยาว

โดยจากนี้จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังขับเคลื่อนนโยบายเดียวกัน แม้แต่ละหน่วยงานจะรับผิดชอบคนละบทบาท แต่มีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับข้าวไทยและสินค้าเกษตรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน