ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

ปลัดมท. สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศเข้ม 3 มาตรการเพิ่มเติม รับมือสถานการณ์ด้าน พลังงาน ติดตาม-เฝ้าระวัง-สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น ลดตื่นตระหนก ป้องการกระทำที่กระทบต่อระบบจำหน่ายพลังงานในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการร่วมประชุมศูนย์บริหาร และติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 ที่ห้องประชุมอาคารรัฐสภา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมว่า เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้น จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ 3 แนวทางเพิ่มเติม ได้แก่ 1. มอบหมายรองผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลและรับผิดชอบการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานในจังหวัด บูรณาการติดตามสถานการณ์พลังงานและแนวโน้มผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิดร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัด สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2. กำกับดูแลและเฝ้าระวังสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ให้เป็นไปตามภาวะปกติ และหากพบปัญหาหรือสถานการณ์ผิดปกติให้รายงานกระทรวงมหาดไทยโดยด่วน และรายงานต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า และ 3. สื่อสารทำความเข้าใจสถานการณ์พลังงานให้กับผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (Jobber) ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ผ่านนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หอกระจายข่าว และช่องทางประชาสัมพันธ์ของจังหวัด โดยให้เน้นประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้องจากภาครัฐ เพื่อสร้างความมั่นใจ ลดความตื่นตระหนก และป้องกันการกักตุนหรือการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดจำหน่ายพลังงาน

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.27 น.

ยะใส งงหนัก! รัฐบอกมีน้ำมันสำรอง 100 วัน แต่ปั๊มทยอยปิด

เมื่อวันที 15 มี.ค.2569 รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “รัฐบอกน้ำมันมีสำรอง 100 วัน…แต่ในข่าวเห็นปั๊มทยอยปิด!”

ปกครอง โร่แจง! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบ ป.3

ปกครอง โร่แจง! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบ ป.3

ปกครอง โร่แจง! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบ ป.3

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.30 น.

ปกครอง มท. แจงแล้ว! ปมร้อนดราม่า เจ๊เอ๋ ยกหูหา อนุทิน ช่วยเคลียร์ไฟเขียวขอ ใบพกปืน ป.3 ให้ ลูกชาย เป็นนักกีฬายิงปืน ยันไม่มีการยื่นคำร้องเข้ามา ชี้กระบวนการเป็นไปตามปกติ ไร้ใบสั่งมาจากจากผู้บังคับบัญชา เตือนระวังโดนข้อหาหมิ่นประมาท

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีการขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ของครอบครัวอินฟลูเอนเซอร์ ”เจ๊เอ๋“ โดยมีเนื้อหาบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์และรายการโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2569 เกี่ยวกับกรณีที่ “เจ๊เอ๋” ระบุว่าบุตรชายซึ่งเป็นนักกีฬายิงปืน ไม่ได้รับใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) จากนายทะเบียนอำเภอเมืองสระบุรี จนต้องมีการโทรไปหานายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการได้ภายใน
ระยะเวลา 2 ชั่วโมงนั้น

กรมการปกครอง ขอขี้แจงข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบข้อมูลจากอำเภอเมืองสระบุรี ดังนี้

กรณีการยื่นขออนุญาตครั้งแรก (ตุลาคม2566) เจ๊เอ๋ และสามี ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) ในนามของสามีเจ๊เอ๋ โดยแจ้งวัตถุประสงค์เพื่อการกีฬา อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าสามีเจ๊เอ๋มีอาวุธปืนในครอบครองอยู่แล้ว 1 กระบอก และไม่ได้แสดงหนังสือรับรองการเป็นนักกีฬาหรือสมาชิกสนามยิงปืน เจ้าหน้าที่จึงได้ชี้แจงระเบียบข้อกฎหมายให้ทราบ ซึ่งผู้ขอได้รับทราบข้อมูลและเดินทางกลับ

กรณีการยื่นขออนุญาตครั้งที่2 (10กันยายน2567) สามีเจ๊เอ๋ได้เข้ามายื่นคำร้องร้องขอนุญาตซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) อีกครั้ง เพื่อรับโอนอาวุธปืนจากท้องที่อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยในครั้งนี้ได้แสดงหนังสือรับรองการเป็นนักกีฬาหรือสมาชิกสนามยิงปืนครบถ้วน นายทะเบียน จึงได้พิจารณาออกใบอนุญาตให้ตามขั้นตอนปกติของกฎหมาย

“จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ปรากฎข้อมูลว่าบุตรชายของเจ๊เอ๋ได้มีการยื่นคำร้องขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนแต่อย่างใด กรมการปกครองขอยืนยันว่า กระบวนการออกใบอนุญาต (แบบ ป.3) ในกรณีดังกล่าวนั้น
เป็นการอนุญาตตามปกติ โดยใช้ดุลยพินิจของนายทะเบียนท้องที่ มิได้มีสั่งการจากผู้บังคับบัญชา แต่ประการใด และได้ดำเนินการพิจารณาตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในพระระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 และระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดทุกประการ“ เอกสารฯ ระบุ

เอกสารฯ ระบุด้วยว่า อนึ่ง พึงระมัดระวังด้วยว่าการกล่าวอ้างบุคคลใดๆ ในลักษณะใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้กระทำเช่นนั้นอาจมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 326 และถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทดังกล่าว ได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาทตามมาตรา 328 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

สภาฯ ทำหนังสือถึง เลขา ครม. แจ้งมติเฟ้นเลือก ประมุขนิติบัญญัติ แล้ว

สภาฯ ทำหนังสือถึง เลขา ครม. แจ้งมติเฟ้นเลือก ประมุขนิติบัญญัติ แล้ว

สภาฯ ทำหนังสือถึง เลขา ครม. แจ้งมติเฟ้นเลือก ประมุขนิติบัญญัติ แล้ว

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

เลขาฯ สภาฯ เผยทำหนังสือถึง เลขา ครม. แจ้งมติเฟ้นเลือก ประมุขนิติบัญญัติ แล้ว แจงขั้นตอนเรียกประชุมโหวตนายกฯ

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงขั้นตอนการเสนอชื่อนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาฯ คนที่2ว่า ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อแจ้งมติของที่ประชุมสภาฯแล้วในวันนี้ (15 มี.ค.) จากนี้เป็นขั้นตอนที่ เลขาธิการครม. จะนำเรื่องกราบเรียนนายกรัฐมนตรี เพื่อนำรายชื่อทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป

เมื่อถามถึงขั้นตอนของการนัดประชุมสภาฯ ครั้งถัดไปเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี นายศิโรจน์ กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอน คือต้องรอการโปรดเกล้าฯประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คนให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งจะลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะมีพิธีสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง เมื่อแล้วเสร็จ ประธานสภาฯ จะพิจารณาถึงความพร้อมของการนัดประชุม ที่ต้องคำนึงถึงความพร้อมของสส.ที่จะเข้าร่วมประชุมได้อย่างพร้อมเพรียง ซึ่งตามข้อบังคับสามารถออกหนังสือนัดประชุมล่วงหน้า 3 วัน แต่หากมีประธานสภาฯ เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนสามารถใช้เวลาน้อยกว่านั้นได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาถึงความพร้อมของ สส.ด้วย

เมื่อถามถึงกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ลาการประชุมวันนี้ เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า เมื่อมีการเปิดประชุมครั้งถัดไปนายไชยชนกต้องมาปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ ก่อนจึงจะปฏิบัติหน้าที่สส.ได้

นิพิฏฐ์ กระทุ้ง ปชป. จี้ บัวแก้ว เร่งกดดันสถานทูตอิหร่าน เข้าช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

นิพิฏฐ์ กระทุ้ง ปชป. จี้ บัวแก้ว เร่งกดดันสถานทูตอิหร่าน เข้าช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

นิพิฏฐ์ กระทุ้ง ปชป. จี้ บัวแก้ว เร่งกดดันสถานทูตอิหร่าน เข้าช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

นิพิฏฐ์ กระทุ้ง ปชป. จี้ บัวแก้ว เร่งกดดันสถานทูตอิหร่าน เข้าช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทย

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “หรือรัฐบาลใช้ความพยายามน้อยไป?” เนื้อหาระบุว่า มีลูกเรือไทยอีก 3 คนติดอยู่บนเรือ “มยุรีนารี“ ที่ถูกกองทัพอิหร่านยิงในช่องแคบฮอร์มุซ 20 คน ได้รับการช่วยเหลือแล้วโดยกองทัพเรือโอมาน ความช่วยยังทำไม่ได้ เพราะถูกยิงสกัด ไม่สามารถเข้าถึงเรือได้ ผมว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องกดดันใหัอิหร่านนั่นแหละเข้าไปช่วยเหลือ เพราะถ้าเขาไม่เข้าไปช่วยและยิงสกัดผู้ที่จะเข้าไปช่วย ก็แสดงว่า เขาเจตนาฆ่าลูกเรือไทยอีก 3 คน เขาทำอย่างนี้ได้หรือ?

รัฐบาลไทยก็ไม่ต้องขอความช่วยเหลือใครหรอก ต้องกดดันสถานทูตอิหร่านนั่นแหละ ผมว่า กระทรวงการต่างประเทศทำเรื่องนี้น้อยไป นี่ถ้าผมเป็นนักการเมือง ผมไปแล้ว ไปไหนล่ะ ? ก็ไปประท้วง และ ปราศรัยหน้าที่หน้าสถานทูตอิหร่าน ให้กองทัพเรืออิหร่านเข้าไปช่วยเหลือคนไทยที่ยังติดอยู่ในเรือ  

แต่เมื่อเป็นเพียงประชาชน ผมก็ทำได้แค่นี้แหละ ในฐานะที่ผมยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมหวังว่า พรรคประชาธิปัตย์จะกระตือรือร้นในการช่วยชีวิตคนไทย

ดีเอสไอยอมรับยุติสืบสวน คดีรุกที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ

ดีเอสไอยอมรับยุติสืบสวน คดีรุกที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ

ดีเอสไอยอมรับยุติสืบสวน คดีรุกที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.34 น.

โฆษกDSI ยอมรับดีเอสไอยุติเรื่องสืบสวน คดีรุกที่ดินเขากระโดง หลุดคดีพิเศษ หลังสืบสวนนาน 7 เดือน แต่ส่ง ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ-คกก.กรมที่ดิน ปมทุจริตออกเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน-ไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 มีรายงานข่าวว่าภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับสำนวนการสอบสวนคดีการบุกรุกที่ดินเขากระโดงพื้นที่ ต.อิสาณ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย.68 มีตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ได้รับมอบอำนาจเข้าดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีมีกลุ่มบุคคลเข้าไปบุกรุกครอบครองที่ดินเขากระโดง ซึ่งมีแนวเขตอยู่ในที่ดินของการรถไฟฯ จำนวน 4,414 ไร่ แต่ปรากฏล่าสุดว่าในส่วนของดีเอสไอเป็นเรื่องสืบสวนที่ 97/2568 ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่มอบหมายให้ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผอ.กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม ดำเนินการสืบสวนเรื่องข้อร้องเรียนดังกล่าว ทั้งนี้ จากการสืบสวนมาอย่างยาวนาน 7 เดือน (นับแต่วันที่ 24 ก.ค.68) ได้มีมติไม่รับเรื่องบุกรุกที่ดินเขากระโดงเป็นคดีพิเศษนั้น

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ได้ชี้แจงว่าจากกรณีที่ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้รับมาดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าว เนื่องด้วยมีบุคคลมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่และปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องจากการไปออกเอกสารสิทธิที่ดินและในส่วนของคณะกรรมการสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ดีเอสไอได้สืบสวนอยู่นั้น ก็ได้มีการสอบถามไปยังทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงทราบว่าทางตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ก็ได้มีการสืบสวนในเรื่องที่มีความเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกัน ประเด็นเดียวกัน จากที่มีผู้ไปร้องทุกข์ไว้เหมือนกัน และทางตำรวจ ปปป. ก็ได้ส่งสำนวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว จึงทำให้ภายใต้กฎหมายที่บัญญัติไว้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เป็นเหตุจำเป็นที่เรื่องใดก็ตามที่ดีเอสไอสืบสวนในประเด็นเดียวกันอยู่นี้จะต้องส่งไปประกอบสำนวนด้วยเช่นกัน เพื่อให้ ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบพิจารณา

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวอีกว่า สำหรับสำนวนสืบสวนของดีเอสไอที่ส่งให้ ป.ป.ช. ไปพิจารณาร่วมกับสำนวนของตำรวจ บก.ปปป. ก็ได้มีการระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในสำนวน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกล่าวหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐตามที่มีผู้ร้องทุกข์ไว้ ทั้งนี้ สถานะคดีล่าสุดดีเอสไอจึงได้ยุติเรื่องสืบสวนดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลทางข้อกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญว่าการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐใด กฎหมายระบุชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ส่วนเรื่องทางปกครองและทางแพ่งที่ยังเป็นเรื่องดำเนินคดีคงค้างกันอยู่นั้น ทราบว่าก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เนื่องด้วยมีการฟ้องแพ่งเรื่องเพิกถอนที่ดินระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จึงเป็นสาเหตุให้ศาลได้มีคำพิพากษาให้กรมที่ดินไปแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและผู้เกี่ยวข้องในการสอบสวนตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าว ว่าจะเพิกถอนที่ดินหรือไม่ แต่เมื่อตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาแล้ว ก็ปรากฏตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ว่ามีมติไม่เพิกถอนที่ดิน จึงมีการฟ้องขอให้เพิกถอนมติเดิมนี้ ทำให้ยังคงมีคดีในศาลปกครองกันอยู่ และมีคดีแพ่งที่ค้างอยู่ระหว่างราษฎรและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยว ข้อง ดีเอสไอจึงเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์เห็นควรให้ส่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานท้องที่เพื่อสามารถนำใช้ดำเนินการต่อไป

อนุทิน ถามกลับ ตนหรือจะต้องไปเคลียร์ ปม เจ๊เอ๋ อ้างกริ๊งเดียวออกใบ ป.3 ทันที

อนุทิน ถามกลับ ตนหรือจะต้องไปเคลียร์ ปม เจ๊เอ๋ อ้างกริ๊งเดียวออกใบ ป.3 ทันที

อนุทิน ถามกลับ ตนหรือจะต้องไปเคลียร์ ปม เจ๊เอ๋ อ้างกริ๊งเดียวออกใบ ป.3 ทันที

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

อนุทิน ถามกลับ ตนหรือจะต้องไปเคลียร์ ปม เจ๊เอ๋ อ้างกริ๊งเดียวออกใบ ป.3 ทันที ยันสั่งห้ามพกพา-ต่ออายุปืน เว้นเจ้าหน้าที่รัฐ 

เมื่อเวลา 14.05 น.วันที่ 15 มี.ค.2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ “เจ๊เอ๋” ณัฐฐารินทร์ เกษมสารพิพัฒน์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมากล่าวอ้าง ว่า เคยต่อสายโทรศัพท์หานายอนุทิน เรื่องลูกชายที่เป็นนักกีฬายิงปืน ไม่ได้ “ใบ ป.3” หรือ “ใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือ เครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล” จากนายอำเภอ และเพียง 2 ชั่วโมงจากนั้น ก็ได้รับใบ ป.3 ตามที่ต้องการ โดยนายกรัฐมนตรี ถามกลับว่า ใช่คนที่เจอกันที่ จ.ราชบุรีใช่หรือไม่ ซึ่งตอนนั้นเหมือนเขามาพูดเรื่องน้ำท่วม แต่เรื่องปืนไม่เกี่ยวกับตนเอง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยมีการขอเบอร์นายกรัฐมนตรีไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เคย แต่เคยเจอเขาในเหตุการณ์น้ำท่วม แต่ไม่มีประเด็นอะไร อ้างไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การนำชื่อนายกรัฐมนตรีไปอ้างจะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่ ที่บอกว่า โทรศัพท์หานายกฯ และสามารถจัดการเรื่องใบอนุญาตได้เลย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “จะเสียหายได้อย่างไร เพราะไม่ได้ทำอะไร ผมก็พูดอยู่ตรงนี้”

ส่วนจะดำเนินคดีกลับ และต้องไปเคลียร์หรือไม่ นายอนุทิน บอกว่า ทำไมต้องเคลียร์ ก่อนถามกลับสื่อ ว่า “ถามอะไรไม่รู้ ผมหรอจะต้องไปเคลียร์ เรื่องแค่นี้” พร้อมย้ำว่า ตนเองสั่งห้ามไม่ให้มีอาวุธปืน ไม่ให้มีการต่ออายุใบพกอาวุธปืน และไม่ให้มีการพกพา ใครพกปืนออกนอกเคหะสถาน ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ผิดกฎหมายทั้งหมด

กรมการปกครอง แจ้งยกเลิกให้ พรรคประชาชน เชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน หลังพบข้อมูลรั่ว

กรมการปกครอง แจ้งยกเลิกให้ พรรคประชาชน เชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน หลังพบข้อมูลรั่ว

กรมการปกครอง แจ้งยกเลิกให้ พรรคประชาชน เชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน หลังพบข้อมูลรั่ว

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.54 น.

กรมการปกครอง แจ้งยกเลิกให้ พรรคประชาชน เชื่อมข้อมูลระบบยืนยันตัวตน ตั้งแต่ 14 มี.ค. หลังพบเลขบัตรปชช.-ข้อมูลส่วนตัวรั่ว

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2569 กรมการปกครอง ออกเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิดหมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลอื่นๆ เป็นต้น

โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสาร กรณีพรรคประชาชน ตรวจพบความพยายามจากบุคคลภายนอก ในการเข้าถึงข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสมาชิกของพรรคโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ขอเรียนชี้แจงดังนี้

1.การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ
(1) กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชนใช้งานระบบ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. เวลา 12.00 น.เป็นต้นไป และแจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบายการรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร

(2) กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล มิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หากตรวจพบว่ามีการกระทำความผิด สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดต่อไป

2.กรณีหน่วยงานหรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูล มีการปล่อยปะละเลยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ

ได้แก่ (1) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรโดยมิชอบ (2) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำอันมิใช่ข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร (3) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) การเก็บ ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย โทษ:โทษทางแพ่ง ทางปกครองและทางอาญา (4) พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 หากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น (5) กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง หากการได้มาของข้อมูลนำไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดต้องขึ้นอยู่กับ ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ

3.สิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องหน่วยงานองค์กร หรือบุคคล หากมีการนำข้อมูลหน้าบัตรประชาชนของบุคคลไปใช้โดยมิชอบ เช่น บริการทางการเงิน เปิดบัญชี ทำธุรกรรมต่างๆ เป็นต้น จนทำให้เจ้าของข้อมูลได้รับความเสียหาย เจ้าของข้อมูลสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในความผิดที่มีโทษอาญา และมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้แก่

(1) ความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (2) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 – 268 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึงสิบปี และหรือมีโทษปรับสูงสุดถึงสองแสนบาท (3) ความผิดเกี่ยวกับการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(4) ความผิดเกี่ยวกับเปิดเผยข้อความหรือตัวเลขซึ่งเป็นข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร ตามมาตรา 17 ประกอบมาตรา 49 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (5) หากมีการเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตรจะเป็นความผิดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (6) ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

4.แนวทางการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ในกรณีที่ประชาชนมีความกังวลว่าข้อมูลบนบัตรประชาชนอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบสามารถดำเนินการได้ ดังนี้ (1) ติดต่อ สำนักทะเบียนอำเภอ/เขต เพื่อขอทำบัตรประชาชนใหม่ (2) กรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ข้อมูลอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาดำเนินการออกบัตรใหม่ได้ตามระเบียบ แต่ยังคงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่ระเบียบกฎหมายกำหนด (ค่าธรรมเนียม 100 บาท) (3) โดยเลขประจำตัวประชาชนยังคงเดิม แต่จะมีเลขหลังบัตร (Laser ID) ใหม่

นักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้อง JWST ตามรอยซูเปอร์โนวา พบผลิตฝุ่นเพิ่มเร็วเกินคาด อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก

นักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้อง JWST ตามรอยซูเปอร์โนวา พบผลิตฝุ่นเพิ่มเร็วเกินคาด อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก

นักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้อง JWST ตามรอยซูเปอร์โนวา พบผลิตฝุ่นเพิ่มเร็วเกินคาด อาจไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เผย ดร.สมาพร ติญญนนท์ นักวิจัย NARIT ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST) ติดตามการระเบิดของซูเปอร์โนวา 2014C พบการก่อตัวของปริมาณฝุ่นที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงผิดปกติ ขยายขอบเขตความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับการเกิดฝุ่นของซูเปอร์โนวา เผยให้เห็นถึงกระบวนการใหม่ที่ยังไม่เคยค้นพบมาก่อน และอาจนำไปสู่การไขปริศนาต้นกำเนิดธาตุบนโลก งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ลงในวารสาร Astrophysical Journal

ดร.สมาพร ติญญนนท์ นักวิจัยด้านจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์ดาราศาสตร์พลังงานสูง NARIT กล่าวว่า เมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัย เชื้อเพลิงในแกนกลางจะหมดลงและไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงของตัวดาวเองได้ ดาวฤกษ์จึงยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะระเบิดออกเป็น ซูเปอร์โนวา หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ทรงพลังที่สุดในเอกภพ ปัดเป่ามวลสารที่เกิดจากปฏิกิริยาฟิวชั่นภายในใจกลางของดาวออกไปสู่มวลสารระหว่างดวงดาว ซึ่งมวลสารเหล่านั้นจะก่อตัวไปเป็นระบบดาวฤกษ์อื่นๆต่อไป หากปราศจากซูเปอร์โนวาแล้ว ธาตุที่จำเป็นต่อการกำเนิดสิ่งมีชีวิต เช่น ออกซิเจน คาร์บอน ไนโตรเจน หรือแม้กระทั่งธาตุหนักอย่างเช่น เหล็ก จะไม่สามารถรวมตัวกันจนก่อเกิดเป็นดาวเคราะห์ดังเช่นโลกของเราได้

ซูเปอร์โนวา 2014C (หรือ SN2014C) มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากซูเปอร์โนวาทั่วไป เนื่องจากดาวฤกษ์ต้นกำเนิดมีฮีเลียมจำนวนมาก แต่มีไฮโดรเจนน้อย ในขณะที่มวลสารระหว่างดวงดาวที่ห้อมล้อมดาวฤกษ์อยู่นั้นอุดมไปด้วยไฮโดรเจน ซึ่งปลดปล่อยออกมาตั้งแต่ช่วงก่อนการระเบิด เมื่อเกิดซูเปอร์โนวา คลื่นกระแทกจากการระเบิดได้ปะทะกับมวลสารโดยรอบ ส่งผลให้สามารถติดตามศึกษาปรากฏการณ์ได้ต่อเนื่องยาวนานหลายปี การเฝ้าติดตามธาตุหนักที่อาจเพิ่มขึ้นในมวลสารรอบดาวฤกษ์ภายหลังการระเบิด เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยให้เข้าใจว่าดาวฤกษ์ปลดปล่อยธาตุหนักที่ผลิตขึ้นภายในออกไปสู่เอกภพได้อย่างไร

การสังเกตการณ์ SN2014C ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ในครั้งนี้ พบว่ามวลสารจากการระเบิดยังคงมีปฏิกิริยากับมวลสารไฮโดรเจนที่ล้อมรอบอยู่ แม้ว่าการระเบิดซูเปอร์โนวาจะผ่านไปแล้วเกือบหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ ยังพบปริมาณฝุ่นรอบดาวฤกษ์ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีมวลมากกว่าโลก 20,000 ดวง นับเป็นหนึ่งในปริมาณฝุ่นจากซูเปอร์โนวาที่มากที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ และเพิ่มมากขึ้นกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาณฝุ่นเดิมที่วัดได้จากการศึกษาของตนด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ในปี 2019

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของฝุ่นใน SN2014C ที่ตรวจพบในครั้งนี้เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียงประมาณ 9 ปี หลังการระเบิดของซูเปอร์โนวา นับเป็นอัตราการเพิ่มของฝุ่นรอบซูเปอร์โนวาที่สูงที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ ปัจจัยหนึ่งเกิดจากการศึกษาปริมาณฝุ่นในช่วงหลายปีหลังการระเบิดของซูเปอร์โนวายังมีค่อนข้างน้อย ประกอบกับช่วงรอยต่อของกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่สามารถสังเกตการณ์ในย่านอินฟราเรด เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ที่ปลดประจำการในปี 2020 ทำให้เกิดช่วงว่างของการสังเกตการณ์ก่อนที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ จะเริ่มใช้งานในช่วงปลายปี 2021 งานวิจัยนี้จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่งานที่สามารถศึกษาปริมาณฝุ่นหลังการเกิดซูเปอร์โนวาได้ในช่วงเวลาประมาณ 9 ปี

ปัจจุบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เป็นกล้องโทรทรรศน์อวกาศที่ทันสมัยที่สุด มีกระจกหลักขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6.5 เมตร โคจรอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร ณ จุดลากรานจ์ที่ 2 (L2) ของวงโคจรโลกและดวงอาทิตย์ นับตั้งแต่ขึ้นสู่อวกาศ ได้เปิดให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลกสามารถยื่นขอใช้เวลากล้องได้โดยไม่จำกัดสัญชาติ ทำให้กระบวนการขอใช้เวลากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ มีการแข่งขันสูงที่สุดในวงการดาราศาสตร์ โดยข้อเสนอโครงการของ ดร.สมาพร ติญญนนท์ ได้รับคัดเลือกให้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฯ ดังกล่าวติดตามศึกษาซูเปอร์โนวา 2014C และยังเป็นนักวิจัยคนไทยคนแรกที่ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย (Principal Investigator) ในโครงการที่ใช้กล้องอันทรงพลังนี้

ยกระดับด่านหน้าชายแดนใต้ ปส.ฝึกเข้มด่านศุลกากรสงขลา รับมือภัยคุกคามนิวเคลียร์–รังสี

ยกระดับด่านหน้าชายแดนใต้ ปส.ฝึกเข้มด่านศุลกากรสงขลา รับมือภัยคุกคามนิวเคลียร์–รังสี

ยกระดับด่านหน้าชายแดนใต้ ปส.ฝึกเข้มด่านศุลกากรสงขลา รับมือภัยคุกคามนิวเคลียร์–รังสี

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.กิตติ์กวิน อรามรุญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มศักยภาพการตรวจสอบการนำเข้า–ส่งออกวัสดุนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสีตามด่านศุลกากร ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา และด่านศุลกากรสงขลา จังหวัดสงขลา

การจัดอบรมครั้งนี้มีขึ้นภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการลักลอบขนส่งวัสดุนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสีผ่านช่องทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรังสี หรือภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ด่านศุลกากรจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะ หน่วยงานด่านหน้า (Front-line Officer)” ในการตรวจสอบ คัดกรอง และสกัดกั้นวัสดุอันตรายก่อนเข้าสู่ประเทศ การฝึกอบรมมุ่งเน้นการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่เจ้าหน้าที่ ทั้งด้านความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนิวเคลียร์และรังสี หลักการป้องกันอันตรายจากรังสีตามหลัก ALARA การใช้งานและแปลผลเครื่องมือตรวจวัดรังสี การประเมินความเสี่ยง การควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ ตลอดจนขั้นตอนการแจ้งเหตุและการประสานงานระหว่างหน่วยงานตามแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ