ศธ.ชู ‘กิจการลูกเสือ’ รากฐานสร้างเยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม

ศธ.ชู ‘กิจการลูกเสือ’ รากฐานสร้างเยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม

ศธ.ชู ‘กิจการลูกเสือ’ รากฐานสร้างเยาวชนเป็นคนดี มีคุณธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการเป็นประธานประชุมหารือและมอบนโยบายการดำเนินงานกิจการลูกเสือไทยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความสำคัญกับกิจการลูกเสือเป็นลำดับต้นๆ ด้วยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 “องค์พระบิดาแห่งลูกเสือไทย” เนื่องจากกิจการลูกเสือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นคนดี มีคุณธรรม จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตสาธารณะเพื่อส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการปลูกฝัง “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ผ่านกิจกรรมลูกเสือที่มุ่งให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง        

ด้าน ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) กล่าวว่า ตนได้นำเสนอให้ที่ประชุมได้ทราบถึงโครงสร้างสภาลูกเสือไทย ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ 1.วางนโยบายเพื่อความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าของคณะลูกเสือแห่งชาติ 2.ให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ และ 3.พิจารณารายงานประจำปีของคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ

นอกจากนี้ พล.อ.อ.ธงชัย แฉล้มเขตร ประธานกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย ได้ยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมใน 4 ประเด็น เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมลูกเสือ ดังนี้ 1.ขอให้พิจารณาตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย 2.ขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้กับอนุกรรมการของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือไทย 3.พิจารณาออกประกาศ ศธ. หรือออกกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาลูกเสือไทย และ 4.เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 ให้มีความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งข้อเสนอดังกล่าว รมว.ศธ.มอบให้ สลช.ไปพิจารณาในรายละเอียดดูว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างแล้วจึงรายงานให้ทราบต่อไป        

“เรื่องที่ผมมองว่าสามารถดำเนินการได้ทันที น่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 เพราะ รมว.ศธ. ได้มอบนโยบายไว้ชัดเจนว่าหากกฏหมายลูกเสือเรื่องใดมีความล้าหลังใช้มานาน ทำให้การดำเนินงานติดๆ ขัดๆ และล้าสมัยก็ควรจะปรับแก้ให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน เพื่อขับเคลื่อนกิจการลูกเสือให้เดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน“ เลขาธิการ สลช. กล่าว

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

ศธ.สั่งทบทวนงบ 1,600 ล้าน โครงการ Digital Skill เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

“ประเสริฐ” เผย ศธ.สั่ง “ทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ Digital Skill/Credit Portfolio” งบ 1.6 พันล้านบาท เพื่อลดความซ้ำซ้อนและระบบไม่เชื่อมโยง

6 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ  นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) แถลงข่าว “การทบทวนโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” ว่า ตามที่ตนได้มีข้อสั่งการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาทบทวน “โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations)” อย่างละเอียดในทุกมิติแล้วนั้น ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ทำการตรวจสอบเชิงลึก และนำเสนอผลการพิจารณาต่อคณะกรรมการฯในวันนี้  รวมถึงตนได้รับฟังข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรอย่างรอบด้าน และได้รับฟังความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ช่วงพิจารณางบประมาณ 2570 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นว่าหลายข้อสังเกตนั้นเป็นข้อสังเกตที่เราได้นำมาพิจารณา  กระทรวงศึกษาธิการจึงมีมติ  “ทบทวนโครงการ และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ ” โดนดำเนินการให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เพื่อให้การบูรณาการในการทำงานของ กระทรวงอว. และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ระบบข้อมูล สามารถ เชื่อมต่อ และใช้งานร่วมกันได้ อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดยมีสาระสำคัญจากผลการทบทวน ดังนี้ 

1. ประเมินโครงการเก่าเพื่อลดความเสี่ยงด้านความซ้ำซ้อนกับโครงการ  NDLP  โดยคณะกรรมการฯ ได้รับรายงานจาก สพฐ.แล้ว และได้มีข้อเสนอให้พิจารณาทบทวนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ  National Digital Learning Platform (NDLP) ที่มีอยู่เดิมให้รอบคอบ ก่อนที่จะพิจารณาลงลงทุนสร้างแพลตฟอร์มใหม่ (Digital Skill/Credit Portfolio)) เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน

2. มติคณะกรรมการทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ  มีมติให้ทบทวนโครงการและเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการใช้งบประมาณแผ่นดิน  คณะกรรมการฯ และสพฐ.  ได้เสนอแนวทางให้ “ทบทวน และเปลี่ยนแปลงตัวโครงการ” โดยมีมาตรฐานการปฏิบัติ ดังนี้ 

1.เปลี่ยนแปลงโครงการและยกเลิกร่างขอบเขตของงาน(TOR) เดิม เพื่อให้เกิดการคุ้มค่าสูงสุดในการใช้งบประมาณ

2.เพิ่มวัตถุประสงค์ให้สอดคล้องกับนโยบายการยกระดับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น ผลคะแนนการสอบ PISA ที่จะเกิดขึ้นในปี 2029 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า และการพัฒนา AI Literacy 

3.ให้มีแนวทางเพื่อให้เกิดการบูรณาการ เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์ม ของกระทรวงอว. แบบไร้รอยต่อ ในการทำงานร่วมกัน

4. ซึ่งรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงโครงการ จะนำเสนอต่อ คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยให้เป็นไปตามระเบียบ และขั้นตอนทางกฎหมาย โดยที่จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 หรือให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีงบประมาณ2569 นี้ ดังนั้น หลังจากนี้ สพฐ. ไปจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอตามขั้นตอน 

นายประเสริฐ ย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมรับฟังข้อเสนอและการตรวจตรวจสอบจากทุกภาคส่วน การการตัดสินใจทบทวนและการเปลี่ยนแปลงโครงการในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันที่สำคัญว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดความซ้ำซ้อน การบูรณาการข้อมูล การเชื่อมโยงระบบ และการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชน เพื่อนำไปเพื่อยกระดับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างแท้จริงต่อไป

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับ วงเงินงบประมาณ ที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงการ เป็นงบที่ยึดตามวงเงินเดิมซึ่งเป็นงบผูกพัน 3 ปีงบประมาณ จำนวน 1,600 ล้านบาท 

“การปรับเปลี่ยนโครงการครั้งนี้ เราจะเน้นการพัฒนาภาพรวมคุณภาพการศึกษาของนักเรียนทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การยกระดับคุณภาพการศึกษาพื้นฐาน การพัฒนา AI Literacy และผลการสอบ PISA ในปี 2029 ที่มีความท้าทาย  ซึ่งขณะนี้สพฐ.กำลังดำเนินการร่างทีโออาร์ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้“

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

K-Engineering World 2026 ปิดฉากยิ่งใหญ่ กระแสตอบรับล้นหลาม ผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศกว่า 38,069 คน

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

“K-Engineering World 2026” เปิดโลกวิศวกรรมแห่งอนาคต วิศวะลาดกระบังจับมือ อว. ชู “รถไฟไทยทำ” โชว์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมจารึกประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย ส่งมอบตู้โดยสารรถไฟต้นแบบ “รถไฟไทยทำ” ฝีมือคนไทยอย่างเป็นทางการให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) พร้อมเปิดฉากมหกรรมนวัตกรรมและการทดสอบสมรรถนะระดับประเทศ “K-Engineering World 2026” อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เพื่อโชว์ศักยภาพงานวิจัยไทยที่พร้อมขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและสังคมอย่างยั่งยืน

พิธีส่งมอบขบวนรถไฟโดยสารต้นแบบและเปิดงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธี โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับมอบขบวนรถต้นแบบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารภาครัฐและสถาบันการศึกษา นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้ร่วมเดินทางบนรถไฟเที่ยวพิเศษปฐมฤกษ์ นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนจากสถานีต้นทางหัวลำโพงสู่สถานีรถไฟพระจอมเกล้าเพื่อเปิดงานอย่างเป็นทางการ

สำหรับ “รถไฟไทยทำ” ที่ส่งมอบในครั้งนี้ คือผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ คนไทยต้องได้ก่อน” เป็นตู้โดยสารระดับ Luxury Class ขนาด 25 ที่นั่ง ที่ผ่านการวิ่งทดสอบบนรางจริงมาแล้วกว่า 10,000 กิโลเมตร โครงสร้างตัวรถผลิตจากเหล็กรูปพรรณแบบโมดูลาร์ที่ช่วยลดน้ำหนักลงถึงร้อยละ 22 รองรับความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถทดแทนเทคโนโลยีนำเข้าด้วยการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ สูงถึงร้อยละ 44.1 และช่วยลดต้นทุนต่อตู้ลงได้ราวร้อยละ 30 ซึ่งการรถไฟฯ มีแผนเตรียมนำไปต่อยอดใช้จริงในเส้นทางท่องเที่ยวระยะ 200–500 กิโลเมตร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม งานวิจัยของมหาวิทยาลัยต้องตอบโจทย์ประเทศและสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็น AI หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย”

ทางด้าน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ นายกสภาสถาบัน สจล. สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่เวทีโลก “สจล. มุ่งพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยนวัตกรรมระดับโลก โดยมีคณะวิศวกรรมศาสตร์เป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสังคม เราเชื่อว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการพัฒนาคน งาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสงานวิจัยและนวัตกรรมจริง จุดประกายแรงบันดาลใจ และสร้างนักวิจัย นักนวัตกรรม และวิศวกรรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ”

ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารได้ร่วมเดินเยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยระดับแนวหน้า ซึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้นำนวัตกรรมไฮไลต์ที่พร้อมเปลี่ยนอนาคตประเทศมาจัดแสดง ประกอบด้วย งานวิจัยสารหน่วงไฟชนิดออกฤทธิ์ยาวจากเถ้าแกลบ นวัตกรรมเชิงรุกกู้ภัยแล้งฉีดพ่นเคลือบใบไม้แห้งสกัดจากซิลิกาบริสุทธิ์ ลดการลุกลามของไฟป่าได้สูงถึง 83–93% เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5, ระบบตรวจจับพลาสมาบับเบิ้ล ระบบแจ้งเตือนความผิดปกติในชั้นบรรยากาศอวกาศล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัยในการนำร่องอากาศยานและระบบ GPS พร้อมต่อยอดสู่ระบบนำร่องลงจอดอัตโนมัติ (Auto Landing), รถแข่งไฟฟ้าสูตรนักศึกษาขับเคลื่อน 4 ล้อระบบมอเตอร์แยกอิสระ ยานยนต์ต้นแบบ Formula Student EV ด้วยระบบมอเตอร์ล้อ (In-Wheel Motor) สร้างแรงกดอากาศพลศาสตร์ได้ 200 นิวตัน, CiRA Quantum แพลตฟอร์มควอนตัมไฮบริด โครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลขั้นสูงเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ดั้งเดิมเข้ากับควอนตัม รองรับระบบความปลอดภัยขั้นสูง (BYOK) และ เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์บนแผ่นโลหะอัตโนมัติ รุ่นที่ 2 นวัตกรรมเพื่อสังคมระบบคอมพิวเตอร์เข็มพิมพ์เดี่ยว ลดต้นทุนและยกระดับความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลของผู้พิการทางการมองเห็น

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ในฐานะแม่งานหลัก เปิดเผยถึงความตั้งใจในการจัดงานครั้งนี้ “เราเชื่อว่าการสร้างวิศวกรที่มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านประสบการณ์จริง งานครั้งนี้จึงนำห้องปฏิบัติการและนวัตกรรมมาให้ลงมือปฏิบัติ พร้อมเชื่อมโยงกับโครงการ High Caliber Pathways ซึ่งคัดเลือกนักศึกษาโดยมุ่งประเมินสมรรถนะและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการวัดผลจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคต”

สำหรับงาน K-Engineering World Tour and Competency Challenge 2026 ในครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นทลายสถิติกว่า 20,000 คนจากทั่วประเทศ ภายในงานอัดแน่นไปด้วย 5 กิจกรรมหลัก อาทิ World Engineering Tour เปิดบ้านชมห้องปฏิบัติการชั้นนำ, World Engineering Talk เสวนาจากวิศวกรตัวจริง และเวทีไฮไลต์อย่าง World Engineering High Caliber Engineering Competency Test เวทีทดสอบความรู้พื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.4 – ม.6 ซึ่งผู้ที่ทำคะแนนผ่านเกณฑ์และเข้าร่วม Competency Lab จะได้รับสิทธิ์พิเศษและ e-Certificate เพื่อนำไปใช้ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อในรอบ TCAS1 (Portfolio) โครงการใหม่ High Caliber Engineering Competency Test และรอบ TCAS2 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ได้ทันที

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

6 ก.ค. 2569 16:35 น.

จลาจลคุกศรีลังกาเดือด แก๊งยาเสพติดเปิดฉากปะทะดับพุ่ง 23 ศพ บาดเจ็บกว่า 100

เกิดเหตุจลาจลภายในเรือนจำเนกอมโบของศรีลังกา หลังผู้ต้องขังจากแก๊งค้ายาเสพติดสองกลุ่มปะทะกันอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน รวมเจ้าหน้าที่เรือนจำ 4 นาย และบาดเจ็บมากกว่า 100 คน นับเป็นเหตุจลาจลในเรือนจำที่ร้ายแรงที่สุดของประเทศในรอบกว่า 5 ปี ขณะที่ทางการเร่งสอบสวนหาสาเหตุและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงที่เรือนจำในเมืองเนกอมโบ ทางตอนเหนือของกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา โดยความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะลุกลามกลายเป็นการสู้รบนองเลือดยาวนานถึงสองวัน

รายงานระบุว่า ชนวนเหตุเกิดจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างนักโทษสองกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับแก๊งค้ายาเสพติด โดยกลุ่มหนึ่งเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมลักลอบค้ายาเสพติดภายในเรือนจำ ขณะที่อีกกลุ่มเป็นฝ่ายต่อต้าน สถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันจันทร์ เมื่อนักโทษที่ก่อจลาจลสามารถบุกยึดอาวุธปืนจากคลังของเจ้าหน้าที่เรือนจำมาครอบครองและใช้เปิดฉากยิงปะทะ

 เจ้าหน้าที่ตำรวจเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “มีผู้คุมเรือนจำ 4 นาย ถูกสังหารเสียชีวิตขณะพยายามเข้าไปแยกกลุ่มนักโทษที่กำลังก่อจลาจล สถานการณ์มันบานปลายจนเกินควบคุมเมื่อช่วงเช้าวันนี้”

นพ.พุชปา กัมลัท ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรัฐเนกอมโบ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งมาที่โรงพยาบาลแล้วถึง 23 ศพ ขณะที่บางกระแสข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศระบุตัวเลขที่ 19 ศพ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง นอกจากนี้ยังมีนักโทษและผู้คุมที่ได้รับบาดเจ็บเข้ารับการรักษาอีกมากกว่า 100 ราย โดยผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลแห่งชาติในกรุงโคลอมโบ และกล่าวว่า “เหยื่อบางรายมีบาดแผลจากการถูกยิง บางรายมีบาดแผลถูกของมีคมบาด และมีรอยฟกช้ำรุนแรงตามร่างกาย”

นอกจากนี้ ในช่วงคืนวันอาทิตย์ ขณะที่การปะทะดำเนินไปอย่างดุเดือด ข่าวได้แพร่กระจายไปยังแดนขังหญิงที่อยู่ติดกัน ส่งผลให้นักโทษหญิงกลุ่มหนึ่งพากันปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัว แต่โครงสร้างหลังคาบางส่วนเกิดพังถล่มลงมา ทำให้นักโทษหญิงบางส่วนได้รับบาดเจ็บ 

บรรยากาศภายนอกเรือนจำเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีญาติของนักโทษจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อรอฟังข่าวด้วยความวิตกกังวล ขณะที่กองทัพอากาศศรีลังกาได้ส่งโดรนและเฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือเรือนจำเพื่อประเมินสถานการณ์ ด้านชาวบ้านในละแวกนั้นเผยว่าได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ

ปัจจุบัน ทางการศรีลังกาได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยระดมกำลังตำรวจหน่วยเฉพาะกิจ หรือคอมมานโด และหน่วยควบคุมฝูงชนเข้าตรึงกำลังรอบพื้นที่ แต่ยังไม่มีการส่งกำลังเข้าไปภายในเรือนจำ พร้อมทั้งสั่งย้ายนักโทษแกนนำ 3 รายไปยังค่ายกักกันพัลลันเซนาเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม

ด้าน นายเอซี กาจานายาเก โฆษกกรมราชทัณฑ์ศรีลังกา เปิดเผยว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิเศษขึ้นตามคำสั่งของอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและผู้อยู่เบื้องหลังเหตุความรุนแรงครั้งนี้ เช่นเดียวกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้แยกสำนวนสืบสวนอีกชุดหนึ่ง ขณะที่ นายหรรษณะ นานายักการา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของศรีลังกา ได้สั่งการให้รายงานรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมดแก่ตนโดยด่วน

เหตุการณ์นองเลือดในครั้งนี้ ถือเป็นเหตุจลาจลในเรือนจำครั้งที่ร้ายแรงที่สุดของศรีลังกาในรอบกว่า 5 ปี นับตั้งแต่เหตุจลาจลที่เรือนจำอีกแห่งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งครั้งนั้นมีนักโทษเสียชีวิต 11 ศพ บาดเจ็บ 117 ราย จนนำไปสู่การปล่อยตัวนักโทษหลายร้อยคนเพื่อลดความแออัด

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เรือนจำทั่วประเทศศรีลังกามีนักโทษรวมกันสูงถึง 41,250 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าความจุที่เรือนจำรองรับได้จริงถึงประมาณ 4 เท่า ซึ่งปัญหานักโทษล้นคุกนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้สภาพความเป็นอยู่ย่ำแย่ และง่ายต่อการเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำซาก.

ที่มา AFP

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

6 ก.ค. 2569 16:07 น.

ฝนถล่มกว่างซีจ้วง ทำอ่างเก็บน้ำแตก เมืองหนานหนิงเร่งอพยพประชาชน

คณะกรรมการจัดการภาวะฉุกเฉินเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน ระบุว่า อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งในพื้นที่ เกิดความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัย หลังจากพายุฝนฟ้าคะนองซัดถล่มภูมิภาคอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันเสาร์ โดยพบว่าอ่างเก็บน้ำ “หลิ่วหลาน” เกิดแตก ส่งผลทำให้น้ำทะลักท่วมหมู่บ้าน

รายงานระบุว่า อ่างเก็บน้ำ “หลิ่วหลาน” ซึ่งเป็นสถานีชลประทานขนาดกลาง และอ่างเก็บน้ำ “อวิ๋นเปียว” ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเหิงโจว ซึ่งเมืองระดับอำเภอภายใต้การปกครองของหนานหนิง ได้เผชิญกับสภาวะน้ำล้นตลิ่งและเกิดการแตกหักของสันเขื่อนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ยังมีรายงานน้ำล้นข้ามทางระบายน้ำเกิดขึ้นที่อ่างเก็บน้ำ “หลิวหวัง”ในอำเภอบินหยาง อีกด้วย

สำหรับอ่างเก็บน้ำหลิ่วหลาน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางของพื้นที่ ได้รับรายงานว่าคันเขื่อนเกิดรอยแตกอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันจันทร์ ส่งผลให้หน่วยงานด้านการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน หน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ทรัพยากรน้ำ ต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์และอพยพประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงและอันตรายอย่างมาก ทางคณะกรรมการฯ จึงได้ตัดสินใจยกระดับการตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉินเพื่อควบคุมอุทกภัยของเมืองหนานหนิง จากระดับ 3 ขึ้นสู่ ระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 11:30 น. ของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น

หน่วยงานบริหารจัดการภาวะฉุกเฉิน กรมชลประทาน และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและกู้ภัย ได้ถูกระดมกำลังทั้งหมดลงพื้นที่เพื่อปฏิบัติการควบคุมมวลน้ำและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เร่งเคลื่อนย้ายประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยของเมืองเหิงโจวและอำเภอบินหยางออกไปยังพื้นที่ปลอดภัยเป็นการด่วนแล้ว

คณะกรรมการจัดการภาวะฉุกเฉินเมืองหนานหนิง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองหนานหนิงถูกพายุฝนตกกระหน่ำอย่างหนักมาตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา โดยบางพื้นที่มีฝนตกชุกหนาแน่นเป็นพิเศษจนทำให้น้ำในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เอ่อล้นและเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรองรับได้

อย่างไรก็ตาม ทางการอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นคาดการณ์ว่า ปริมาณฝนในบริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำหลิวหวังและอ่างเก็บน้ำหลิวหลานมีแนวโน้มที่จะเริ่มลดกำลังลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความตึงเครียดและส่งผลดีต่อปฏิบัติการควบคุมอุทกภัยที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการฯ ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา Xinhua / China Daily

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

6 ก.ค. 2569 15:04 น.

เลขาฯ ยูเอ็นเตือน AI โตเร็วแซงหน้ากฎหมาย จี้คุมเข้มก่อนสายเกินแก้

เลขาธิการสหประชาชาติเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบตามไม่ทัน พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งกำหนดมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะการคุ้มครองเด็ก ความปลอดภัยของสังคม และการห้ามใช้อาวุธสังหารอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวเปิดการประชุมระดับโลกด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (Global Dialogue on AI Governance) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในระดับรัฐบาล ที่นครเจนีวา โดยเตือนว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วจนกฎระเบียบไม่สามารถตามทัน พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันกำหนดกรอบการกำกับดูแลระดับโลกเพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ

กูเตอร์เรสกล่าวว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ พลิกโฉมตลาดแรงงาน มีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง และอาจเปลี่ยนดุลด้านความมั่นคงของโลก แต่ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีกำลังถูกนำมาใช้งานเร็วกว่าที่แม้แต่ผู้พัฒนาเองจะสามารถควบคุมได้ “นวัตกรรมต้องมาพร้อมราวกั้นความปลอดภัย หาก AI จะทรงพลัง ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล” 

เขาเตือนว่า โลกกำลังปล่อยให้เกิด “การทดลองกับสังคมมนุษย์” โดยไม่มีแผนรองรับและไม่ได้รับความยินยอมจากสังคม พร้อมตั้งคำถามว่า มนุษยชาติจะร่วมกันกำหนดทิศทางของ AI หรือจะปล่อยให้ AI เป็นฝ่ายกำหนดอนาคตของมนุษย์

เลขาธิการยูเอ็นระบุว่า AI ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่รอรับคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไป แต่สามารถเขียนโปรแกรมเอง ปฏิบัติงานบนโลกออนไลน์ และตัดสินใจหลายเรื่องโดยมีการกำกับจากมนุษย์น้อยลงเรื่อย ๆ

เขาแสดงความกังวลว่า AI กำลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “ข้อมูลเท็จ” เลือนรางลง และผู้คนจำนวนมากเริ่มพึ่งพาผลลัพธ์จาก AI โดยไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง

กูเตอร์เรสกล่าวถึงแนวโน้มที่เรียกว่า “Vibe Coding” หรือการใช้ AI สร้างโปรแกรมจากการพิมพ์คำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติแทนการเขียนโค้ดเองว่า แม้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมาก แต่ไม่สามารถใช้ AI มากำหนด “ความจริง” หรืออนาคตของมนุษยชาติได้

กูเตอร์เรสยังเตือนว่า อำนาจในการพัฒนา AI กำลังกระจุกตัวอยู่ในบริษัทเทคโนโลยีและประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่แทบไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่จะส่งผลต่ออนาคตของตนเอง เขาระบุว่า โลกกำลังเผชิญทางเลือกระหว่างการกำกับดูแล AI อย่างมีแบบแผน หรือปล่อยให้เทคโนโลยีพัฒนาไปโดยไร้ทิศทาง

เลขาธิการยูเอ็นยังเรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานสากลในการประเมินและตรวจสอบความเสี่ยงของ AI โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคุ้มครองเด็ก เขาเปรียบเทียบว่า ยาและของเล่นทุกชนิดต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยก่อนถึงมือเด็ก แต่ AI กลับเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก ทั้งด้านการเรียนรู้ มิตรภาพ และคำถามส่วนตัว โดยแทบไม่มีใครประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง

กูเตอร์เรสจึงเสนอให้จัดทำ “AI Child Safety Pledge” หรือคำมั่นด้านความปลอดภัยสำหรับเด็ก ซึ่งกำหนดให้บริษัทผู้พัฒนา AI ต้องพิสูจน์ว่าระบบที่เด็กเข้าถึงได้มีความปลอดภัย มีมาตรการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศอย่างเข้มงวด และสามารถเชื่อมต่อเด็กที่มีสัญญาณความทุกข์ทางจิตใจไปยังผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ได้ และกล่าวว่า “ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องกลายเป็นหนูทดลองของ AI ที่ไม่มีการกำกับดูแล” 

กูเตอร์เรสเสนอให้ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติจัดตั้ง กองทุน AI ระดับโลก (Global Fund for AI) เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการสร้างบุคลากร พัฒนาข้อมูล และเพิ่มศักยภาพด้านคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลขยายตัวกลายเป็น “ความเหลื่อมล้ำด้าน AI”

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีเปิดเผยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้ AI และให้คำมั่นว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนกับศูนย์ข้อมูล ทุกแห่งภายในปี 2030 เพื่อลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกประเด็นที่กูเตอร์เรสแสดงความกังวลมากที่สุด คือ การนำ AI ไปใช้ในทางทหาร โดยเฉพาะระบบอาวุธอัตโนมัติที่สามารถเลือกเป้าหมายและสังหารได้เองโดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม

เขาระบุว่า ระบบดังกล่าวควรถูกเรียกว่า “หุ่นยนต์สังหาร”  และถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักศีลธรรมอย่างร้ายแรง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกออกกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อห้ามการใช้อาวุธประเภทนี้โดยเด็ดขาด

การประชุม Global Dialogue on AI Governance ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มีเป้าหมายเพื่อเปิดเวทีหารือระหว่างรัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เกี่ยวกับแนวทางกำกับดูแล AI แม้จะยังไม่ใช่เวทีเจรจาจัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศก็ตาม

ที่ประชุมยังเตรียมพิจารณารายงานการประเมิน AI ระดับโลกฉบับแรก ซึ่งจัดทำโดยคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระ 40 คน ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ก่อนจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์และจัดการประชุมระดับโลกครั้งต่อไปที่นครนิวยอร์กในปีหน้า

กูเตอร์เรสทิ้งท้ายว่า โลกอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการกำหนดกติกาการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ พร้อมเตือนว่า “ประตูแห่งโอกาสยังเปิดอยู่ในเวลานี้ แต่จะไม่เปิดอยู่ตลอดไป”.

ที่มา AFP / Reuters

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

6 ก.ค. 2569 14:34 น.

จีนทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์สู่แปซิฟิก ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์แสดงความกังวล

จีนประกาศความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยยืนยันเป็นการฝึกประจำปีและแจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า แต่การทดสอบครั้งนี้สร้างความกังวลให้หลายประเทศในภูมิภาค โดยญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ออกมาแสดงความไม่สบายใจ ท่ามกลางการขยายศักยภาพทางทหารและคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีน

กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน แถลงวันนี้ (6 ก.ค.) ว่าประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์จากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก หลังหลายประเทศในภูมิภาคออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จีนกำลังเตรียมทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้

การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในภูมิภาคแปซิฟิกใต้ ซึ่งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีบทบาทเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงมาอย่างยาวนาน

นายหวัง เสวี่ยเหมิง โฆษกกองทัพเรือจีน ระบุผ่านบัญชีวีแชตอย่างเป็นทางการว่า เมื่อเวลา 12.01 น. ตามเวลาท้องถิ่น เรือดำน้ำนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือจีนได้ยิงขีปนาวุธยุทธศาสตร์ที่ติดตั้งหัวรบจำลองเพื่อการฝึก ไปยังทะเลหลวงในมหาสมุทรแปซิฟิก และตกลงในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ

จีนยืนยันว่า การทดสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกทางทหารประจำปี ได้แจ้งประเทศที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า และเป็นไปตามกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ โดยไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดเป็นการเฉพาะ

การยิงทดสอบมีขึ้นในวันเดียวกับที่จีนและรัสเซียเริ่มการฝึกซ้อมทางเรือร่วมประจำปีบริเวณนอกชายฝั่งเมืองชิงต่าว ทางตะวันออกของจีน แม้ยังไม่มีการยืนยันว่าการยิงขีปนาวุธเป็นส่วนหนึ่งของการซ้อมรบร่วมดังกล่าวหรือไม่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้เร่งพัฒนาศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์และเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2023 จีนมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานมากกว่า 500 หัว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 หัวภายในปี 2030

ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ นายจัสติน ทคัตเชนโก รัฐมนตรีต่างประเทศปาปัวนิวกินี เปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งจากเอกอัครราชทูตจีนเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับแผนการทดสอบขีปนาวุธ ขณะที่แหล่งข่าวรัฐบาลนิวซีแลนด์ยืนยันว่า จีนได้แจ้งล่วงหน้าถึงการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปเช่นกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยตำแหน่งที่ขีปนาวุธจะตก

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 จีนเคยยิงทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปพร้อมหัวรบจำลองลงสู่ทะเลใกล้เฟรนช์โพลินีเซีย นับเป็นการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลผ่านน่านน้ำสากลครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นขีปนาวุธ ตงเฟิง-31 ซึ่งสามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์แบบเทอร์โมนิวเคลียร์ได้

พื้นที่ที่ขีปนาวุธตกอยู่ในเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ที่กำหนดไว้ตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ส่งผลให้หลายประเทศในแปซิฟิกจับตาความเคลื่อนไหวของจีนอย่างใกล้ชิด

การทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดสร้างความกังวลให้หลายประเทศในภูมิภาคทันที รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับการยิงขีปนาวุธ และได้ร้องขอให้จีนพิจารณายุติการทดสอบ พร้อมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการเพิ่มกิจกรรมทางทหารของจีน

นอกจากนี้ หน่วยยามฝั่งญี่ปุ่นยังได้รับแจ้งจากทางการจีนเมื่อวันอาทิตย์ว่า อาจมีเศษซากจากการปล่อยวัตถุอวกาศตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น แม้ต่อมาสำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวรัฐบาลว่า ขีปนาวุธไม่ได้ตกในพื้นที่ดังกล่าว

ด้าน เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า แม้จีนจะแจ้งรัฐบาลแคนเบอร์ราล่วงหน้า แต่การทดสอบดังกล่าวถือเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่มั่นคงให้กับภูมิภาค พร้อมระบุว่า การเสริมสร้างกำลังทางทหารของจีนยังขาดความโปร่งใสและการสร้างความเชื่อมั่นตามที่ประเทศในภูมิภาคคาดหวัง

ขณะที่นายวินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลได้รับแจ้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการยิงทดสอบ พร้อมระบุว่า นิวซีแลนด์มองว่าการใช้มหาสมุทรแปซิฟิกใต้เป็นพื้นที่ทดสอบขีดความสามารถด้านขีปนาวุธเป็นพัฒนาการที่น่ากังวลและไม่พึงประสงค์ เช่นเดียวกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกอื่น ๆ

ภูมิภาคแปซิฟิกยังคงมีความอ่อนไหวต่อประเด็นนิวเคลียร์ เนื่องจากหลายประเทศได้รับผลกระทบจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของชาติมหาอำนาจในช่วงหลายทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ขณะเดียวกัน จีนยังเดินหน้าขยายอิทธิพลในภูมิภาคแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงพยาบาล ถนน และสนามกีฬา ส่งผลให้ความเคลื่อนไหวทางทหารของปักกิ่งในพื้นที่แห่งนี้ได้รับการจับตาจากนานาชาติอย่างใกล้ชิด.

ที่มา  AFP / Reuters / Xinhua

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

6 ก.ค. 2569 12:32 น.

รัสเซียถล่มกรุงเคียฟดับอย่างน้อย 8 ศพ ก่อนประชุมนาโตที่ตุรกี

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบด้วยขีปนาวุธพิสัยไกล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน ก่อนการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกีเพียงหนึ่งวัน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี และมีกำหนดพูดคุยกับประธานาธิบดี เพื่อผลักดันความพยายามยุติสงคราม

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีแคว้นเคียฟของยูเครนด้วยขีปนาวุธวิถีโค้งในช่วงเช้ามืดวันจันทร์ (6 ก.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 34 คน ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ยูเครน นับเป็นการโจมตีกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบครั้งที่สองในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

การโจมตีเกิดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันอังคาร ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการโจมตีระยะไกลของทั้งสองฝ่าย แม้สงครามจะดำเนินมาแล้วนานกว่า 4 ปี นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในกรุงเคียฟรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดมากกว่า 10 ครั้งระหว่างการประกาศเตือนภัยขีปนาวุธ ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดระลอกใหม่พร้อมแสงวาบบนท้องฟ้าในเวลาต่อมา

นายตีมูร์ ทคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารของแคว้นเคียฟ ระบุผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมว่า รัสเซียใช้ขีปนาวุธวิถีโค้งโจมตีพื้นที่ พร้อมระบุว่าเหตุโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้อาคารที่พักอาศัย 4 แห่ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ประชาชนกำลังนอนหลับอยู่

ด้านนายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเมืองได้ทำงานสกัดการโจมตี พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ภายในหลุมหลบภัยจนกว่าสถานการณ์จะปลอดภัย

ทางการยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 7 คนในกรุงเคียฟ และอีก 1 คนในเขตบูชา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง ขณะที่จำนวนผู้บาดเจ็บในกรุงเคียฟและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเป็นอย่างน้อย 34 คน

ขณะเดียวกัน ยูเครนยังคงเดินหน้าโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานภายในรัสเซียอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อบั่นทอนศักยภาพในการทำสงครามของมอสโก รวมถึงโจมตีพื้นที่ที่รัสเซียควบคุมในยูเครนมาตั้งแต่ก่อนการรุกรานครั้งใหญ่

ในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งรัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตั้งแต่ปี 2014 มิคาอิล ราซโวชาเยฟ ผู้ว่าการเมืองเซวาสโทพอล ระบุว่า การโจมตีของยูเครนใกล้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ระบบไฟฟ้าของเมืองต้องหยุดชะงักเป็นการชั่วคราว

ด้านนายเซอร์เกย์ โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียสามารถยิงสกัดอากาศยานไร้คนขับหลายระลอกที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวงได้สำเร็จ

ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดพบกับ ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในวันพุธ ระหว่างการประชุมสุดยอดนาโต โดยมีเป้าหมายหารือแนวทางยุติสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของทรัมป์มาโดยตลอด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า หลังการพบปะกับเซเลนสกี ทรัมป์จะพูดคุยกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เพื่อพยายามรื้อฟื้นกระบวนการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความพยายามทางการทูตยังไม่สามารถลดความรุนแรงของสงครามได้

ก่อนหน้านี้ เซเลนสกี เปิดเผยว่า กองทัพยูเครนยังคงสู้รบอย่างหนักเพื่อป้องกันเมืองยุทธศาสตร์ คอสเตียนตินิฟกา ในแคว้นโดเนตสก์ แม้ว่ารัสเซียจะอ้างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าสามารถยึดเมืองดังกล่าวได้แล้ว แต่รัฐบาลยูเครนยืนยันว่าเป็น “คำโกหก”

ผู้นำยูเครนยังกล่าวหาว่า รัสเซียกำลังเตรียมเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เพิ่มเติมก่อนการประชุมนาโต พร้อมย้ำว่าประธานาธิบดีปูตินจะไม่มีวันสามารถเข้ามาในเมืองคอสเตียนตินิฟกาได้อย่างที่กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งปูตินและเซเลนสกีได้สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีทรัมป์แยกกัน เนื่องในโอกาสครบรอบ 250 ปีวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางความหวังว่าการพบปะและการเจรจาระดับผู้นำในสัปดาห์นี้อาจช่วยเปิดทางสู่การฟื้นกระบวนการสันติภาพที่หยุดชะงักมาเป็นเวลานาน.

ที่มา AFP / Reuters

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

6 ก.ค. 2569 12:17 น.

จวกทรัมป์แทรกแซงฟุตบอลโลก หลังต่อสายตรง ปธ.ฟีฟ่า สั่งพักโทษแบนนักเตะสหรัฐฯ

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในศึกฟุตบอลโลก หลังมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงถึงประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า เพื่อขอให้ทบทวนการลงโทษแบนจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ จนทำให้เขาสามารถลงสนามพบทีมเบลเยียมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ขณะที่ฝ่ายเบลเยียมแสดงความ “ตกตะลึง” พร้อมตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมของการตัดสินใจดังกล่าว

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ต้องเผชิญกับประเด็นร้อนนอกสนาม เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) มีคำสั่งระงับการบังคับใช้โทษแบนอัตโนมัติจากใบแดงของ โฟลาริน บาโลกุน กองหน้าทีมชาติสหรัฐฯ ส่งผลให้เขามีสิทธิลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย พบกับทีมชาติเบลเยียม ที่เมืองซีแอตเทิล ในวันที่ 6 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

การตัดสินใจครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก หลังมีแหล่งข่าวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์ถึง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนใบแดงของบาโลกุน โดยมองว่าการลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่าไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธถึงการสนทนาระหว่างทรัมป์กับอินฟานติโน และไม่ได้ตอบคำถามจากสำนักข่าวเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจดังกล่าว

บาโลกุนวัย 25 ปี ยิงประตูที่สามของตัวเองในฟุตบอลโลก นัดที่สหรัฐฯ ชนะบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา 2-0 แต่ถูกผู้ตัดสินแจกใบแดงโดยตรงในครึ่งหลัง หลังการตรวจสอบ VAR ชี้ว่าเขาเปิดปุ่มสตั๊ดเข้าปะทะข้อเท้าของ ทาริก มูฮาเรโมวิช ด้าน เมาริซิโอ โปเช็ตติโน หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติสหรัฐฯ ยืนยันมาตลอดว่า จังหวะดังกล่าวไม่สมควรเป็นใบแดง

แม้ฟีฟ่าจะไม่เพิกถอนใบแดง แต่ได้ใช้อำนาจตาม มาตรา 27 ของประมวลวินัยฟีฟ่า ระงับการบังคับใช้โทษแบนเป็นเวลา 1 ปี หรือในลักษณะ “รอลงอาญา”

ฟีฟ่าระบุในแถลงการณ์ว่า หากบาโลกุนกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันและมีความร้ายแรงใกล้เคียงกันภายในช่วงเวลาทดลอง 1 ปี การระงับโทษจะถูกยกเลิก และโทษแบนเดิมจะมีผลบังคับใช้ทันที นอกเหนือจากบทลงโทษใหม่ที่อาจได้รับ

หลังทราบผลการพิจารณา ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า “ขอบคุณฟีฟ่าที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และแก้ไขความอยุติธรรมครั้งใหญ่” ขณะที่ทำเนียบขาวร่วมแสดงความยินดีด้วยการโพสต์ข้อความ “USA-USA-USA” ผ่านแพลตฟอร์ม X

ด้านสมาคมฟุตบอลสหรัฐฯ ยอมรับคำตัดสินของฟีฟ่า ส่วนผู้เล่นหลายคนเปิดเผยว่าทราบข่าวจากสื่อสังคมออนไลน์ระหว่างเดินทางไปฝึกซ้อม คริสเตียน พูลิซิช กล่าวว่า ตอนแรกทุกคนคิดว่าเป็นข่าวปลอม ก่อนจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริง และมองว่าเป็นข่าวดีสำหรับทีม

โปเช็ตติโนกล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองซีแอตเทิลว่า คนในวงการฟุตบอลกว่า 99.9% เห็นตรงกันว่าบทลงโทษดังกล่าวไม่เป็นธรรม พร้อมย้ำว่า ฟีฟ่าเคยใช้แนวทางระงับการบังคับใช้โทษในลักษณะเดียวกันมาแล้ว และมีนักเตะหลายคนในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ไม่ได้รับโทษแบนในทันที

ด้านสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ออกแถลงการณ์แสดงความ “ตกตะลึง” ต่อการตัดสินใจของฟีฟ่า พร้อมระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกทางกฎหมายทั้งหมด RBFA ระบุว่า แม้ฟีฟ่าจะอ้างมาตรา 27 ของประมวลวินัย ซึ่งเปิดช่องให้คณะกรรมการวินัยสามารถระงับการบังคับใช้บทลงโทษได้ แต่ มาตรา 66.4 ของกฎฉบับเดียวกันกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า นักเตะที่ถูกใบแดงจะต้องถูกแบนโดยอัตโนมัติในนัดถัดไป

นอกจากนี้ สมาคมฟุตบอลเบลเยียมยังอ้างถึง ข้อ 10.5 ของระเบียบการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งระบุว่า ผู้เล่นหรือเจ้าหน้าที่ทีมที่ถูกไล่ออกจากสนาม ไม่ว่าจะจากใบแดงโดยตรงหรือใบเหลืองที่สอง จะต้องถูกพักการแข่งขันในนัดต่อไปโดยอัตโนมัติ

แม้ฟีฟ่าจะเคยใช้ดุลพินิจลักษณะนี้มาก่อน เช่น การระงับโทษแบนบางส่วนของ คริสเตียโน โรนัลโด ก่อนฟุตบอลโลก หรือการลงโทษแบนหลายเกมในบางกรณีที่มีการทำฟาวล์รุนแรง แต่การตัดสินใจในกรณีของบาโลกุนกลับถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าผู้นำประเทศมหาอำนาจได้เข้าแทรกแซงด้วยการขอให้ฟีฟ่าทบทวนคำตัดสิน

ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับเบลเยียม ไม่ได้ถูกจับตามองเฉพาะเรื่องรูปเกมในสนามเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นอิสระของฟีฟ่า ความโปร่งใสของกระบวนการทางวินัย และความเหมาะสมของบทบาทฝ่ายการเมืองที่อาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจขององค์กรลูกหนังโลก ซึ่งคาดว่าประเด็นนี้จะยังคงถูกถกเถียงต่อไปแม้การแข่งขันจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม.

ที่มา Reuters

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

6 ก.ค. 2569 12:02 น.

โจรขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดในญี่ปุ่น ตำรวจเร่งสอบสวน

ตำรวจญี่ปุ่นเร่งสืบสวนเหตุคนร้ายขโมยพระพุทธรูปไม้ 11 องค์จากวัดโทเซ็นจิ ในจังหวัดกิฟุ เจ้าอาวาสหวังได้พระพุทธรูปคืนโดยเร็ว  

วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า ตำรวจญี่ปุ่นเปิดการสอบสวนเหตุคนร้ายลักขโมย พระพุทธรูปไม้ 11 องค์ จาก วัดโทเซ็นจิ ในเมืองยามากาตะ จังหวัดกิฟุ ทางตอนกลางของประเทศ โดยเหตุการณ์ถูกเปิดเผยหลังเจ้าอาวาสของวัดเข้าแจ้งความกับตำรวจ เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ของวันเสาร์ หลังพบว่าพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถหายไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า พระพุทธรูปที่ถูกขโมยเป็นพระพุทธรูปไม้ มีความสูงระหว่าง 15-25 เซนติเมตร รวมทั้งหมด 11 องค์ โดยหนึ่งในนั้นเป็นรูปเคารพของ พระจิโซโบซัตสึ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าคอยคุ้มครองผู้คน โดยเฉพาะเด็กและผู้เดินทาง รวมถึงช่วยชี้นำไม่ให้มนุษย์กระทำความชั่ว ตำรวจเชื่อว่าคนร้ายได้ลักลอบเข้าไปก่อเหตุภายในวัด ก่อนขโมยพระพุทธรูปทั้งหมดออกไปจากพระอุโบสถ

เจ้าอาวาสเปิดเผยว่า กุฏิพระอยู่ห่างจากวัดประมาณ 50 เมตร และเป็นผู้ดูแลวัดเป็นประจำ โดยทุกคืนจะประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะก่อนล็อกประตูพระอุโบสถ พร้อมระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่ตรวจสอบ พระพุทธรูปทั้งหมดยังอยู่ครบเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา และสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือให้พระพุทธรูปทั้ง 11 องค์ถูกนำกลับคืนสู่วัดโดยเร็วที่สุด.

ที่มา NHK