ดึงพลังเยาวชนลดอุบัติเหตุทางถนน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพระดมไอเดีย 12 ประเทศ แก้วิกฤตอุบัติเหตุทางถนน

ดึงพลังเยาวชนลดอุบัติเหตุทางถนน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพระดมไอเดีย 12 ประเทศ แก้วิกฤตอุบัติเหตุทางถนน

ดึงพลังเยาวชนลดอุบัติเหตุทางถนน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพระดมไอเดีย 12 ประเทศ แก้วิกฤตอุบัติเหตุทางถนน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.14 น.

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ 1 – 5 ก.ค. นี้ ดึงพลังคนรุ่นใหม่ทั่วอาเซียน ร่วมผลักดันนโยบายความปลอดภัยทางถนน สู่ระดับภูมิภาค  

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีเครือข่าย มีความมุ่งหมายที่จะแสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนของทั้งภูมิภาค และพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ “รวมพลังเยาวชนอาเซียนสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน 2569” (ASEAN Youth United for Road Safety 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 5 กรกฎาคมนี้ ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ โดยระดมตัวแทนเยาวชน 60 คน จาก 12 ประเทศในอาเซียนและประเทศภาคี มาร่วมหาทางออกให้กับปัญหาที่กำลังพรากชีวิตคนรุ่นใหม่ไปอย่างเงียบ ๆ ทุกวัน 

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนเยาวชนจากบรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ติมอร์-เลสเต เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น จะได้ร่วมกิจกรรมที่เปิดให้เยาวชนได้ลงมือจริง ทั้งเวทีเสวนาและการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีจากผู้แทนระดับประเทศและสากล อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย องค์การอนามัยโลก (WHO) UNICEF และกลุ่ม Youth for Road Safety รวมทั้งมีการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค ตลอดจนการนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมของเยาวชนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ผลลัพธ์สำคัญที่สุดของการประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ คือ การจัดทำข้อเสนอแนะของเยาวชนอาเซียน ที่จะถูกส่งต่อเข้าสู่ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเยาวชน เพื่อแปรเสียงของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป และยังถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชนอาเซียน และเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ในการสื่อสารรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

เยาวชน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

เที่ยวไทยสุดคุ้ม รัฐชวนใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

เที่ยวไทยสุดคุ้ม รัฐชวนใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

เที่ยวไทยสุดคุ้ม รัฐชวนใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.41 น.

รัฐบาลชวนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส”  เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี หนุนการเดินทาง–ท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.69.นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมใช้สิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้บริการเดินทางขนส่งสาธารณะทางรางของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระตุ้นการใช้จ่ายและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ  เดินทางด้วยรถไฟที่สะดวก ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถใช้สิทธิส่วนลดค่าโดยสารรถไฟได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

“ผู้ได้รับสิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถชำระเงินค่าตั๋วโดยสารได้ทุกขบวนและทุกชั้นที่นั่ง ยกเว้น ตั๋วหมู่คณะ ตั๋วรายเดือน และตั๋วนำเที่ยว ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ณ สถานีรถไฟที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 117 สถานีทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถซื้อตั๋วได้เฉพาะในวันเดินทางเท่านั้น และสามารถใช้สิทธิได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายใต้วงเงินสนับสนุนที่กำหนด ตลอดจนสามารถใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารอื่น ๆ ของการรถไฟฯ ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั๋วโดยสารที่ซื้อภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่สามารถขอคืนเงินได้ทุกกรณีหากผู้โดยสารไม่ประสงค์จะเดินทาง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล ย้ำว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เพิ่มโอกาสในการเดินทางและท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในทุกภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางรางให้เป็นทางเลือกหลักของการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

รถไฟ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

วุฒิสภา 103 เสียงไฟเขียวผ่านร่างก.ม.นิรโทษกรรม“ตามกมธ.แก้ไขส่งกลับสภาฯเพื่อลงมติยืนยันอีกครั้ง โดยตีกรอบห้ามล้างผิด“คดีม.112 กับเยาวชน” “สว.พิสิษฐ์”การันตีไม่มีนิรโทษกรรม“คดีฮั้วสว.”ยันคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอน กกต. ถกงบฯปี 70 วันที่สอง!“ปชน.-ปชป.”แท็กทีมถล่มสับ“รัฐบาล”เมินพัฒนาทุนมนุษย์-สิ่งแวดล้อม “ชัยชนะ”ตั้งฉายา”งบเสี่ยกำมะลอ” เหน็บดีแต่เดินสายแจกความหวังแต่หั่น งบท้องถิ่น‘ณัฐชา’สับแหลกงบฯพม.ลดลง 1.9 พันล้าน หั่น’เบี้ยคนพิการ‘แช่แข็ง‘งบสูงวัย’

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาพิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ โดยมีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระที่ 2 และวาระที่3ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ที่รัฐสภามีมติเห็นชอบ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาเนื้อหาที่ประชุมถกกันเดือด ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกมธ.เสียงข้างมากได้แก้ไขได้แก่ เพิ่มคำปรารภ แก้ไขในรายมาตราจำนวน 4 มาตราและแก้ไขบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติโดยการพิจารณาวาระสองซึ่งเรียงลำดับมาตรานั้น

ตีกรอบห้ามล้างผิดคดีม.112กับเยาวชน

พบว่าสว.เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไขรวมไปถึงการเพิ่มวรรคใหม่ ในมาตรา 11ว่าด้วยกระบวนการที่ให้ผู้ทำผิดอายุไม่ถึง 18 ปี ได้รับการพิจารณายุติการดำเนินคดี ที่กมธ.เสียงข้างมาก เพิ่มวรรคสอง กำหนดว่าไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ส่วนบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ที่กมธ.ได้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ โดย น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.ที่สงวนคำแปรญัตติ ด้อภิปรายตั้งข้อสังเกตที่รวมถึงความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการได้มาของสว.ที่อาจทำให้เกิดผลพวงนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับเลือกตั้งหรือไม่

การันตีไม่มีนิรโทษกรรมคดีฮั้วสว.

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะเลขานุการ กมธ.ฯชี้แจงว่าในบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ. มีกฎหมายรวม29ฉบับโดยกมธ.ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาฯ มีเพียงการจัดเรียงใหม่ลำดับตามศักดิ์ของกฎหมาย ทำให้ถูกจับไปเป็นประเด็นว่าบัญชีแนบท้ายที่ขึ้นต้นด้วยความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ซึ่งมีวงเล็บที่ตนขอย้ำว่า ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ

“จึงไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งและฮั้ว สว. ผมยืนยันว่าไม่นิรโทษกรรมตัวเอง เรื่องคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง”นายพิสิษฐ์กล่าว

สว.103เสียงผ่านร่างกม.นิรโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พิจารณาเรียงลำดับเป็นรายมาตราแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะเห็นชอบกับทั้งฉบับหรือไม่ โดยมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ตามที่กมธ.แก้ไข 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนี้มติวุฒิสภายังเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกมธ.ต่อประเด็นที่เสนอให้กรณีที่พบผู้ต้องขังจากการกระทำความผิดหรือการแสดงออกทางการเมืองแต่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรมว.ยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนเป้าหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สมานฉันท์ ปรองดองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

ส่งกลับสภาฯลงมติยืนยันอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องจากร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ สว.เห็นชอบ ในวาระ 3มีการแก้ไขจากฉบับที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯจึงจำเป็นต้องส่งให้ สภาฯ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับสิ่งที่สว.แก้ไขหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ส่วนรายละเอียดที่กมธ.แก้ไขและมติสว.เห็นชอบ อาทิ คำปรารภที่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาระสำคัญ คือเพื่อแจ้งการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข สามารถเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุขร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่มาตรา 6 ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้เพิ่มข้อความคำว่าสิ่งของ เข้าไปใน (3) เพื่อให้ครอบคลุมกับสิ่งของอื่นๆที่ไม่จำกัดเฉพาะเอกสารที่เป็นแผ่นกระดาษเข้าให้ข้อมูลกับกรรมการ นอกจากนั้นยังแก้ไขในส่วนของการทำรายงานผลดำเนินงานการทำงานจากเดิมที่กำหนดให้รายงานต่อรัฐสภา ไปเป็นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นได้เพิ่มวรรคท้ายเพื่อให้ความคุ้มครองการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ที่ได้ทำโดยกระทำโดยสุจริต

ถกงบประมาณฯปี70วันที่สอง

วันเดียวกัน เวลา09.30น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2

‘พท.’กระทุ้งงบพัฒนาทุนมนุษย์

โดยน.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ห่วงใยตัวเลขงบประมาณขาดดุล เข้าใจเหตุผลที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาให้ประเทศ แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าในอนาคตถ้ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นหรือกู้ลดลง การทำให้ประสบความสำเร็จคือพัฒนาทุนมนุษย์ ให้รัฐเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เมื่อประชากรมีทักษะสูงขึ้น จะขับเคลื่อนจีดีพีประเทศให้เติบโต จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนาร้อยละ2.7 ของจีดีพี แต่งบประมาณประเทศไทยมีสัญญาณน่ากังวลในงบการศึกษาลดลงต่อเนื่อง หายไปเกือบร้อยละ8 ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนว่า ขณะที่งบประมาณโดยรวมโตขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาเด็กไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

บี้เพิ่มงบพัฒนาครอบคลุม4กระทรวง

น.ส.จิราพรอภิปรายอีกว่า4 กระทรวงหลักเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์คือกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกปรับลดงบการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกระทรวงอว.ที่กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถูกปรับลดงบประมาณปี2570ลงกว่า 31.87%ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการสำคัญที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมขั้นสูงติดขัดปัญหา ขณะที่กระทรวงแรงงาน งบพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ถูกตัดลดลง การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่คือการลงทุนเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ สร้างเศรษฐกิจประเทศระยะยาว ต้องให้ความสำคัญจัดสรรงบ ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ประเทศไทยก็ยากจะเติบโตมีเศรษฐกิจมูลค่าสูง

ปชน.สับรบ.เมินทุนมนุษย์-สิ่งแวดล้อม

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายท้วงติงงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รัฐบาลไม่ได้เตรียมงบไว้เลย งบจัดการฝุ่นถูกตัด งบท้องถิ่นจัดการไฟป่าได้มาแค่ 341ล้านบาท งบสนับสนุนเกษตรกรไม่ให้เผา ได้ 261ล้านบาท จัดงบไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาซูเปอร์เอลนีโญที่จะเข้ามาปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้าประเทศไทยเสี่ยงเจอPM 2.5 หนักกว่าทุกปี ขณะที่ปัญหาปลาหมอคางดำ ในงบปี2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวมาจัดการปัญหานี้ ขอถาม รมว.เกษตรและสหกรณ์จะเอาเงินจากไหนมาแก้ปัญหา จะ 70วันแล้ว รู้หรือยังนายทุนคนใดเป็นต้นตอการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ

นายภัทรพงษ์อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ยังมีปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไม่พูดไม่ทำเลย จนปัญหาลุกลาม มีค่าสารหนู สารตะกั่วเกินหลายเท่า กรมควบคุมมลพิษควรรับผิดชอบ แต่ของบไป145ล้านบาท ได้มาแค่ 50ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7เครื่องๆละ 7ล้านบาท ไม่มีงบบำบัดแม้แต่บาทเดียว ลองเอาน้ำกก จ.เชียงรายมาให้รัฐมนตรีล้างมือล้างหน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาธารณภัย เป็นภัยความมั่นคงใหม่ รัฐบาลบอกพูดแล้วทำ ถามว่า ในงบปี 2570 รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ตอบได้ง่ายๆว่า ช่วยคนนอก100%ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย ไม่คิดถึงคนไทย ที่ต้องอยู่กับสารพิษเลย

‘ชัยชนะ’ตั้งฉายางบฯเสี่ยกำมะลอ

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าร่างงบประมาณฯปี 2570 วงเงินสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาทเศษ เป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลสูงสุดถึง 7.88แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.9ของ GDP ตนขอให้ฉายางบประมาณฉบับนี้ว่าเป็น”งบประมาณเสี่ยกำมะลอ”เนื่องจากตัวผู้จัดทำคือนายกฯเดินสายไปจังหวัดไหนก็มักจะไปสร้างความหวังว่าจะจัดสรรงบประมาณให้ แต่พอกลับมาดูข้อเท็จจริงงบกลุ่มจังหวัดและงบจังหวัดกลับถูกหั่นทิ้งไปกว่า 22,000ล้านบาท เหลือเพียง 4,000ล้านบาท เฉลี่ยแล้วตกไม่ถึงจังหวัดละ 100ล้านบาท ถือเป็นการทำร้ายและรวมศูนย์อำนาจกลับเข้าสู่ราชการส่วนกลาง ขัดต่อสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคแกนตั้งรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ว่าจะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้งบร้อยละ35แต่สุดท้ายท้องถิ่นได้เพียงร้อยละ 29 เท่าเดิม เหมือนหลอกใช้เขาเป็นหัวคะแนนช่วงเลือกตั้งเท่านั้น

ซัดยับหั่นงบสธ.ดูแลผู้ป่วยจิตเวช

นายชัยชนะอภิปรายถึงงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะงบฯกรมสุขภาพจิตว่าปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชสูงขึ้นลามไปถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่าคนใน ครม.บางคนอาจมีอาการเข้าข่ายด้วยหรือไม่ เพราะพูดจาหลงลืม เช่นกรณีเรื่องราคามะพร้าวลูกละบาท พอกุ้งมีปัญหา บอกว่ากุ้งมีแค่100 ตัน หรือการให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยขายทุเรียนกิโลละ 100 บาท ทั้งที่หน้าสวนราคา 150 บาท เป็นต้นกรมสุขภาพจิตขอตั้งงบฯผลิตจิตแพทย์เพิ่ม 34 คน วงเงินเพียง 77 ล้านบาทเศษ แต่กลับถูกหั่นเหลือ 27 ล้านบาท ผลิตได้เพียง 22 คน ขณะที่งบดูแลผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศที่มีตัวเลขสูงถึง 1.34 ล้านคน และมีสถิติพยายามฆ่าตัวตายปีละ 3 หมื่นราย เสียชีวิตสำเร็จถึง 5 พันราย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน กรมสุขภาพจิตขอไป 220 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับจัดสรรให้เพียง 88 ล้านบาท คิดค่ารักษารายหัวผู้ป่วยนอกให้เพียงคนละ 100 บาท จากต้นทุนจริง 716 บาท สะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับระบบสาธารณสุข ทั้งที่ผู้นำรัฐบาลเคยดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุขมาก่อน

จี้พัฒนาแพลตฟอร์มAIของรัฐบาลเอง

นายชัยชนะยังอภิปรายถึงเม็ดเงินที่สูญเสียไปกับแพลตฟอร์มต่างประเทศเช่นการซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI อย่าง ChatGPT ของประชาชนและหน่วยงานรัฐว่าหากคิดคำนวณแล้วคนไทยต้องเสียเงินออกนอกประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท เหตุใดรัฐบาลไม่คิดจะพัฒนาแพลตฟอร์ม AIของรัฐบาลเองเพื่อเปิดให้กลุ่มเปราะบาง นักเรียนและนักศึกษาได้ใช้งานฟรี

“วันนี้ใช่ว่าท่านเป็นรัฐบาลแล้วจะอยู่ในช่วงฮันนีมูน บางท่านอยู่กันมาตั้งแต่อนุทิน 1จนถึงอนุทิน 2 ฮันนีมูนยังไม่จบ เดินสายตรวจราชการมีรถนำเดินแอ็กอาร์ตเท่ไปเรื่อยๆแต่ไม่แก้ปัญหา ผู้นำสูงสุดของประเทศต้องมีจิตวิญญาณความเป็นผู้นำ มีความจริงใจต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประชาธิปไตย วันนี้เสียงของ สส.ที่พูดไป ท่านไม่เคยรับฟัง มอบหมายให้สส.ซีกรัฐบาลมาเข้าเวรยื้อองค์ประชุมล่ม จึงขอให้ครม.กลับมาฟังเสียงในสภา เพื่อให้ประเทศมีงบประมาณที่ดีในการพัฒนาต่อไป”นายชัยชนะ กล่าว

‘ณัฐชา’ฉะหั่นเบี้ยพิการ-แช่แข็งสูงวัย

เวลา 12.00 น.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบประมาณกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)ว่า โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ปี 2569 ได้รับ 16,267 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณปี 70 เหลือเพียง 15,810 ล้านบาท รายงานของยูนิเซฟระบุว่า เงินเด็กเล็กถ้วนหน้าตกหล่นอยู่ 53% ซึ่งในจำนวนนี้ 34.4% เป็นเด็กที่ยากจนที่สุด ขณะที่เบี้ยความพิการที่บอกว่าจะปรับเพิ่มจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า แต่งบปี 2570 ยังไม่มีการปรับเพิ่ม ขณะที่เบี้ยผู้สูงอายุยังไม่มีการปรับเพิ่มตั้งแต่ปี 2554 ถูกแช่แข็งมาราว 14 ปี

สับแหลกงบพม.ลดลง1.9พันล้าน

สำหรับงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รับการจัดสรร 26,331 ล้านบาท ลดลง 1,954 ล้านบาทจากปีที่ผ่านมา ซึ่งบางหน่วยงานในสังกัดถูกปรับลดงบประมาณเกินครึ่ง ทั้งที่งบประมาณที่ถูกปรับลดมีความสำคัญ เพราะเป็นเหมือนฟูกรองชีวิตของประชาชนไม่ให้ล้มหายตายจาก ส่วนงบด้านบุคลากร เป็นงบตัวเดียวที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับงบช่วยบุคลากรจำนวน 154 ล้านบาท จ้างเหมาบุคลากรไปช่วยปฏิบัติงานและมีการจ้างเหมาบริการอีก 199 ล้านบาท พร้อมกับเลี้ยงข้าวนอกเวลาอีก 18 ล้านบาท

“ปี 69 มีงบเร่งรัดสวัสดิภาพทำอะไรไม่รู้ แต่ค่าอาหาร 53 ล้านบาท เขากินอะไรกันอยากรู้จังเลย อยากไปประชุมด้วยจังเลย มาปีนี้โครงการเดียวกัน ลดค่าอาหารเหลือล้านเดียว แล้วปีที่แล้วกินอะไรกัน” นายณัฐชา กล่าง

หั่นงบเยียวยาช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก

นายณัฐชากล่าวอีกว่าตอนงบฯปี2569 ซื้อรถน้ำมัน 106 ล้านบาท แต่ปี 2570 จัดงบประมาณขอเช่ารถไฟฟ้า 263ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบซื้อคอมพิวเตอร์ปี 2569ซื้อไปแล้ว 140 ล้านบาท โดยในปี 2570เพิ่มงบซื้อคอมพิวเตอร์เป็น 283ล้านบาท สำหรับงบประมาณในปีนี้ยังหั่นงบประมาณที่จะรองรับผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะงบรายจ่ายจำเป็นพื้นฐานในสถานสงเคราะห์จาก 7 ล้านบาทเหลือ 1 ล้านบาท เงินอุดหนุนช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสามจังหวัดชายแดนใต้ 114 ล้านบาทเหลือ 108 ล้านบาท งบช่วยเหลือฉุกเฉิน 120 ล้านบาทเหลือ 96 ล้านบาท และเงินซ่อมบ้านผู้สูงอายุปกติช่วยอยู่หมื่นกว่า หลังปีนี้ลดเหลือเพียง 5,000 หลัง เช่นเดียวกับงบของการเคหะแห่งชาติที่เข้าโครงการคนละครึ่งหั่นงบจาก 1,800 ล้านบาทเหลือ 546 ล้านบาท

ตนสงสัยว่าภาษีประชาชนจ่าย แต่ใครได้ประโยชน์ เงินช่วยเหลือคนพิการที่ถูกตัดงบเงินฉุกเฉิน 11.8ล้านบาทแต่กลับไปมีงบสร้างระบบIT Data Center 54.8 ล้านบาท สำนักปลัดฯตัดงบเงินฉุกเฉินช่วยเหลือ 24 ล้านบาท แต่กลับมีงบขอเช่ารถไฟฟ้าใหม่ 39 ล้านบาท ส่วนงบช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับคนยากจน ซึ่งถูกปรับลด 54 ล้านบาท แต่กลับไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ 47 ล้านบาท สำหรับเงินที่ประชาชนได้รับลดทุกรายการ แต่เงินที่อำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการกลับเพิ่มทุกรายการ อาจจะบอกว่าไม่ได้ใช้ภาษีประชาชนแต่เป็นงบประมาณจากกองทุน จะยิ่งหนักเพราะเงินบางกองทุน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรและภาษีประชาชนก็จริง แต่เป็นเงินที่ภาคเอกชนสมทบตามกฎหมาย

ฉะหลักสูตรอบรมสู่ความเป็นเลิศ

นายณัฐชา กล่าวว่า ขณะที่โครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ ปีงบ 2569 ได้ 25 ล้านบาท แต่ปีนี้ได้จัดสรร 54 ล้านบาท น่าสนใจว่าเป็นเลิศทางด้านไหนเพราะทุกโครงการถูกปรับลด แต่โครงการนี้ได้รับการจัดสรรเพิ่มในงบ 54 ล้านบาท ซึ่งจ่ายไปกับงบดำเนินการ 2.6 ล้านบาท อีก 48.6 ล้านบาทสู่ความเป็นเลิศด้านการสร้างตึก แบ่งเป็นตึกเก่าที่ค้างจ่าย 32.5 ล้านบาทและตึกใหม่อีก 16.1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบทำหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศอีก 3 ล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดงบปี2570กระทรวง พม. จัดทำหลักสูตรหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรผู้นำร่วมเปลี่ยนแปลงทางสังคม 2.1 ล้านบาท หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 402,600 บาทหลักสูตรยกระดับอาชีพแบบครบวงจร 530,000 บาทหลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ 312,000 บาท หลักสูตรนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 220,700 บาท พร้อมกับค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการอีก 1.9 ล้านบาท

”ค่าประชุม 1.9 ล้านบาท เพื่อจัดหลักสูตรให้เป็นเลิศในการดูแลพี่น้องประชาชน แต่เป็นเลิศแบบสิ้นไร้ไม้ตอก เดินไปอย่างเท่ล้วงกระเป๋าไม่มีตังช่วยประชาชน“ นายณัฐชา กล่าว

เย้ยปชช.เดือดร้อนจนต้องพึ่งอินฟลูฯ

นายณัฐชากล่าวทิ้งท้ายว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนหาใครไม่ได้ หันหา พม.ไม่มีเงิน จึงหันหาโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของบริษัท กลายเป็นการค้าความลำบาก ใครที่มีสตอรี่ยากจนข้นแค้นลำบากอเนจอนาถเดือดร้อนเข้าคอนเซปต์ที่จะเรียกยอดเอนเกจเมนต์และเจียดเงินบางส่วนมาช่วยเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม นักสังคมสงเคราะห์ของไทยยังขาดแคลน ปัจจุบันไทยมีนักสังคมสงเคราะห์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 2.14% แต่ปี 2570 ได้รับงบประมาณสนับสนุน 1.4 ล้านบาท วันนี้กระทรวง พม. ควรเปลี่ยนบทบาทจาก Operator เป็น Regulator หรือผู้กำกับดูแลเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี มีคุณภาพ และทั่วถึง

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม’ปราสาทคนา’

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม'ปราสาทคนา'

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม’ปราสาทคนา’

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม’ปราสาทคนา’

“JICไทย”โต้“กัมพูชา”อ้าง“ปราสาทคนา”เป็นของเขมร ย้ำไทยไม่รับคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ชี้ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ-กลไกทวิภาคี เท่านั้น

เมื่อวันที่ 30มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา (JIC) แถลงตอบโต้กรณีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อฯ โดยอ้างว่า “ปราสาทคนาเป็นของกัมพูชา 100%”พร้อมกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่ เปลี่ยนแปลง สภาพโบราณสถาน และทำลายบันไดทางขึ้นปราสาทนั่นว่า ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการแสดงท่าทีฝ่ายเดียวที่ไม่อาจถือเป็นข้อยุติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยไม่ยอมรับการกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากประเด็นแนวเขตแดนที่ยังมีความเห็นต่างจะต้องได้รับการพิจารณาผ่านกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน โดยอาศัยหลักฐานที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย ทั้งสนธิสัญญา เอกสารประวัติศาสตร์ และหลักฐานการปักปันเขตแดนที่ผ่านมา ไม่ใช่อาศัยการแถลงหรือการตีความแผนที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง

ผู้อำนวยการJIC กล่าวด้วยว่า การอ้างอิงแผนที่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ตัดสินประเด็นอธิปไตยได้ แม้ฝ่ายกัมพูชาจะระบุว่าไม่ว่าจะใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือ 1:50,000 ปราสาทคนาก็อยู่ในดินแดนกัมพูชา แต่ถือเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ขณะที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งไทยและกัมพูชายังต้องดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันผ่านกลไกทวิภาคี จึงไม่อาจสรุปสถานะอธิปไตยจากการตีความแผนที่เพียงด้านเดียวได้

สำหรับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า การดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง การควบคุมพื้นที่ และการดูแลโบราณสถานของไทย เป็นการดำเนินการภายในพื้นที่ที่ประเทศไทยถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของตนและเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วมของทั้งสองประเทศ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไทยเข้าไปยึดครองดินแดนของกัมพูชา ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทยเผาหรือทำลายบันไดทางขึ้นปราสาทนั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ โดยประเทศไทยพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่อาจยอมรับการสรุปข้อเท็จจริงจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายเดียว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและถ้อยแถลงร่วมของทั้งสองประเทศ โดยยืนยันการลดความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการยั่วยุและการใช้กำลัง รวมถึงหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดที่อาจส่งผลให้สถานการณ์บานปลาย JICไทย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเพิ่มความตึงเครียด พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมดำเนินการอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความสุจริตใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน แกะรอยขุดTORล็อกสเปก เค้นผอ.พิชิตร่ำรวยผิดปกติ ทรงศักดิ์แฉเกมล้มประมูล

ป.ป.ช.เตรียมสรุปโกงสอบท้องถิ่นภายใน 2 สัปดาห์ ลั่นหลักฐานสาวถึง ฟันไม่เลี้ยง พร้อมเสนอบอร์ดใหญ่ตั้งทีมไต่สวนหลังได้พยานหลักฐานเพียงพอเอาผิด ก่อนเรียกผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมสั่งสอบ“ผอ.พิชิต”ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งตรวจTOR จ้างสอบล็อกสเปกหรือไม่ ด้าน“ทรงศักดิ์”ลุยแจ้งความ“ส้ม-กิจ”ขัดผลประโยชน์หาเรื่องล้มประมูล ขณะที่“โรม”รับลูกสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 67-69 พบพิรุธไฟล์ข้อมูล รั่วไหล ตามจี้ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายทิวา การกระสัง ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนา ซึ่งมีการพาดพิงว่านายทรงศักดิ์เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น

นายทิวา เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ได้รับคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการเอ่ยถึงชื่อนายทรงศักดิ์ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง.และหน่วยงานอื่นๆ ให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจมีความผิดปกติ

นายทิวา ระบุว่า ในช่วงเวลานั้นกระบวนการจัดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัย 2 แห่งเข้าร่วมเสนอราคา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จะเสนอราคาต่ำกว่า แต่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามขั้นตอน และกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ดำเนินการ

ยืนยันทุกอย่างทำถุกต้อง

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือซื้อขายข้อสอบตามที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งในขณะนั้น แม้จะมีคลิปเสียง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับหรือรับเงิน จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ต่อมา ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านเพจ “บังแจ็ค” ซึ่งมีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า มีโควตาผู้สอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา โดยผู้เข้าสอบต้องจ่ายเงินอัตราละ 350,000 บาท ให้หน่วยงานที่จัดสอบและนายทรงศักดิ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของรองนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง

นายทิวา กล่าวว่า จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกิจ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ “บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

อัดพวกเสียประโยชน์

นายทิวา ยังระบุว่า เชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเสียหายต่อนายทรงศักดิ์และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่นายทรงศักดิ์ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คนมาก่อน

สำหรับ น.ส.ส้ม และนายกิจ ปัจจุบันทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยเข้าพบคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมาก่อน นายทิวาเชื่อว่า หากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทั้งสองจะเข้ามาให้ปากคำ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ และจะพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

แจ้งเบาะแสเก็บเป็นความลับ

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดรับเรื่องร้องเรียน และแจ้งเบาะแสกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ บุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ดำเนินการและรายงานผลให้นายกฯรับทราบต่อเนื่อง ว่า ขณะนี้มีประชาชนร้องเรียน จำนวนไม่มากนัก โดยคาดว่าคงจะรอวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ที่จะเปิดให้มีการรายงานตัว จึงขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายทยอยแจ้งเบาะแส เพื่อรวบรวมตัวเลขข้อมูล

“ขอให้ประชาชนมั่นใจ ที่ชี้แจงข้อมูลและเบาะแสเข้ามาจะปิดเป็นความลับ ตามปกติวิธีการทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะสื่อสารออกไปจะมีเพียงตัวเลขของจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ส่วนรายละเอียดแลtกระบวนการ จะปิดเป็นความลับ โดยในเบื้องต้นได้มีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงต่าง ๆ แล้ว

ปปช.บอกอย่าไปกังวล

นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิคณะกรรมการการป.ป.ช.ขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งสำนัก งานจะเสนอให้ที่ประชุมป.ป.ช.พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้มีการดำเนินการได้เร็วพอสมควร โดยจะต้องไต่สวนและสืบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการแจ้งข้อความหา ซึ่งวิธีการไต่สวนจะแตกต่างจากการทำงานของพนักงานสืบสวน แต่ระยะเวลา 120 วันเช่นกัน ขณะนี้ได้ดำเนินการเกี่ยวกับรายละเอียดการเปรียบเทียบบัญชี ได้ดำเนินการไปเกือบครึ่งแล้ว และได้ดำเนินการไต่สวนพยานบุคคล โดยเมื่อวานที่ผ่านมาได้มีการประสานขอข้อมูลจากกรมปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสอบปากคำพยานประกอบเกือบหมดแล้ว ยืนยันว่าในส่วนของพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ป.ป.ช. ได้สอบปากคำไว้หมดแล้วขออย่ากังวล

ตรวจสอบทีโออาร์

ส่วนรายละเอียดการสอบสวนโดยเฉพาะ TOR ที่มีการระบุในการจัดจ้างส่สนการจัดสอบราชการท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับอธิบดีหลายราย จะต้องเรียกมาสอบทั้งหมดหรือไม่ นายพัฒนพงศ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของระบบหรือระเบียบราชการการ เมื่อเป็นคำสั่ง การลงนามในเอกสารมีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง โดยรายละเอียดตรงนี้ ก็จะเป็นในส่วนของหัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้อง และหลังจากนี้พนักงานไต่สวนก็จะมีการนำเสนอต่อ ป.ป.ช.ให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนต่อไป ส่วนจะไต่สวนใครบ้างก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในเนื้อหา

ซึ่งรายละเอียดใน TOR จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อยุติว่าเป็นการล็อคสเปคหรือไม่ แต่จะต้องสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องพยาน ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมาช่วย ป.ป.ช. โดยเลขาธิการป.ป.ช.ได้มอบหมายให้มีการไปสรุปสำนวนอย่างเร็วภายใน 1 สัปดาห์อย่างช้าภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. ซึ่งขั้นตอนจากนี้ก็เป็นขั้นตอนของการไต่สวน สามารถเชิญผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อกล่าวหา และรับฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ขณะที่สำนวนทั้งในส่วนของการแก้ไขกระดาษคำตอบและการเขียน TOR ส่อไปในทางล็อกสเปคเป็นเรื่องเดียวกันแต่อาจจะมีหลายประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งทีมไต่สวนซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมป.ป.ช.ให้พิจารณาในคราวเดียวกัน แต่งานด้านสืบสวนโดย เลขา ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้ดูแลงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และประสานงานกับ ปปง.มาร่วมพิจารณา หากถึงขั้นแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนแสดงให้เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอรวมถึงพยานวัตถุและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะไปถึงใครบ้างก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

สอบผอ.พ.ร่ำรวยผิดปกติ

สำหรับระยะเวลาในการไต่สวนนั้นได้มีการกำหนดไว้เบื้องต้นใช้เวลา 3-6 เดือน ซึ่งส่วนตัวมองว่าเร็ว โดยขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาใช้เวลาประมาณ 1 เดือนและในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการไต่สวนและเชิญมาแจ้งข้อกล่าวหาก็จะเข้าสู่กระบวนการปกติของป.ป.ช. ซึ่งจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวน การพิจารณาว่าจะชี้มูลหรือไม่

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลใจว่าคดีนี้จะเจอตอหรือไม่นั้น นายพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ทำคดีการเมืองมาโดยตลอด ส่วนพยานหลักฐานไปจุดไหน ก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ขณะนี้ ป.ป.ช.ต้องระมัด ระวังข้อมูลเนื่องจากประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเปิดดูข่าวสารได้ ขอให้เกิดความมั่นใจว่าป.ป.ช.ทำงานเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างแน่นอน หากคนใดจะชี้ช่องหรือให้ข้อมูล ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เพราะป.ป.ช.จัดเก็บเป็นความลับ และเมื่อเจอพยานหลักฐานก็จะมีการแถลงข่าวให้ทราบเป็นระยะๆ

ขณะที่การตรวจสอบเส้นเงินบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นก็สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการก็ได้ทยอยพิจารณารายละเอียดแล้ว และในส่วนของนาย พ. ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรีนั้น ขณะนี้ป.ป.ช.ได้ตั้งสำนวนในเรื่องของการร่ำรวยผิดปกติแล้ว และจะตรวจสอบเส้นทางการเงิน

จี้ปปง.อายัดทรัพย์

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน รับยื่นหนังสือจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน (ส.ต.ป. ) กรณีปัญหาการทุจริตในการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567 ถึง 2569 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและพบร่องรอยการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง โดย นายพิชัย พิทักษ์ เลขาธิการ ส.ต.ป. ได้ให้ข้อมูลว่ามูลเหตุเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งมีการยื่นคัดค้านต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ชะลอโครงการเนื่องจากพบการเรียกรับเงิน ต่อมาในปี 2568 เกิดปัญหาความไม่โปร่งใสในการกำหนด TOR จนมีการคัดค้านจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมประมูล จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลและผู้มีอำนาจกำกับดูแลจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการในช่วงหนึ่ง กลับมาสู่การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และมีการประกาศผลให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ซึ่งทางสมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนด TOR มีช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริต เนื่องจากคณะกรรมการกำหนด TOR มีความสอดคล้องกับคณะกรรมการออกข้อสอบของ มศว และข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังเมื่อตำรวจ CIB เข้าจับกุมที่อำเภอบางบัวทอง พบกระดาษคำตอบกว่า 3,000 แผ่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่หลุดออกมาจากไฟล์ในแฟลชไดรฟ์

สร้างความเสียหายต่อรัฐ

นายพิชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธสำคัญเรื่องการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยพบความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะผู้ลงนามในสัญญาจ้างและประกาศผู้ชนะเป็นผู้กำกับดูแล โดยมีข้อสังเกตเรื่องการขยายเวลาแก้ไขโปรแกรมจาก 48 ชั่วโมง เป็น 15 วัน ซึ่งอาจเป็นช่องว่างในการแก้ไขข้อมูล

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า อีกทั้ง TOR กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ในรูปแบบ JPG และ PDF ลงในแฟลชไดรฟ์โดยไม่มีการเข้ารหัสหรือล็อกรหัสไฟล์ จนไฟล์ไปปรากฏที่บริษัทในอำเภอบางบัวทองและถูกสั่งพิมพ์ออกมา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไฟล์ดังกล่าวมีนามสกุล LTSC ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้ในองค์กรภาครัฐอย่าง สถ. หรือ มศว. เท่านั้น ไม่ใช่ไฟล์ .XLS ที่ใช้ทั่วไป ทางสมาคมฯ จึงขอให้กรรมาธิการตรวจสอบเส้นทางเงินของผู้กระทำผิด รวมถึงเจ้าของบริษัทในอำเภอบางบัวทอง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี และประสาน ปปง. เพื่ออายัดทรัพย์สินก่อนที่จะมีการฟอกเงินจนไม่สามารถเรียกคืนได้

แนะใช้มาตรการยึดทรัพย์

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม กล่าว ถ้าเป็นอย่างที่ผู้ร้องว่าในเรื่องของการไม่เข้ารหัสในแฟลชไดรฟ์หรือแม้กระทั่งไฟล์ ผมว่าพี่น้องสื่อมวลชนขอสเตตเมนต์จากธนาคารยังมีการเข้ารหัสอยู่บ้างเลย ดังนั้นการจัดสอบที่สำคัญและเกี่ยวพันกับระบบราชการ ตกลงแล้วมาตรฐานมันอยู่ตรงไหน และต้องมีใครรับผิดชอบไหม ซึ่งจะรวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการกำกับดูแลด้วยหรือไม่ โดยหนึ่งในมาตรการที่เราจะทำคือการใช้มาตรการด้านการฟอกเงิน เพราะคดีทุจริตเป็นคดีมูลฐานอยู่แล้ว การตามยึดอายัดทรัพย์สินจะเป็นการทำลายแรงจูงใจในระยะยาว และต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าความผิดนี้จะอยู่แค่เฉพาะฝ่ายประจำจริงหรือ หรือมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกรรมาธิการจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาบรรจุระเบียบวาระและแจ้งความคืบหน้าให้ผู้ร้องทราบต่อไป โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาทุจริตสอบในอดีตมักจบลงด้วยการย้ายข้าราชการและให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ใหม่โดยไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน ครั้งนี้จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อทำลายวงจรทุจริต ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้น แม้ตนจะไม่ได้เป็นคนรับเรื่องโดยตรง แต่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสทางการเมือง

เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ส่งข้อความมีตำแหน่งและอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องให้ ปปง. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางเงินของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่กระทำความผิดมักหวังผลในเรื่องเงินเป็นหลัก และหวังว่าข้อความดังกล่าวจะไม่ได้มาจากนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งนี้กรรมาธิการมีแผนที่จะเชิญผู้เกี่ยวข้องรวมถึงฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจกำกับดูแลมาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลไปให้ถึงตัวการใหญ่หรือ Mastermind ผู้อยู่เบื้องหลังห่วงโซ่การทุจริตและยึดทรัพย์สินมาเป็นของแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ส่งรายงานให้ผู้ว่าเพชรบูรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมี “พ”ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการทุจริตดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สั่งการให้ทางเทศบาลรายงานข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน ล่าสุดมีการส่งรายงานดังกล่าวถึง ผวจ.เพชรบูรณ์แล้ว ทั้งประสานสอบปากคำ แต่ถึงตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ

กุลวลี ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท รุกที่ภูเก็ต ดึงเงินเข้ารัฐ แทนทุบทิ้งสร้างมลพิษ

กุลวลี ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท รุกที่ภูเก็ต ดึงเงินเข้ารัฐ แทนทุบทิ้งสร้างมลพิษ

กุลวลี ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท รุกที่ภูเก็ต ดึงเงินเข้ารัฐ แทนทุบทิ้งสร้างมลพิษ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.31 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส. ราชบุรี  พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนขออภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในเรื่องลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เน็ทซีโร่ ในมุมใกล้ตัวของประชาชนมากที่สุดคือ อากาศที่เราหายใจและโลกที่จะส่งต่อให้กับลูกหลาน โดยพยายามลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เน็ทซีโร่ ( ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเท่าไร ดูดกลับคืนได้เท่านั้น ) จากการตรวจสอบงบประมาณฯ 70 พบว่า มีงบที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงรวม 4,799 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯ ที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรง 4,701 ล้านบาท และที่เป็นพื้นฐานต่อยอดได้อีก 2,798 ล้านบาท ส่วนใหญ่ไปลงที่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า EV การเพิ่มพื้นที่ป่าบก ป่าชายเลน และเกษตรคาร์บอนต่ำ อีกทั้งเป็นงบฯ ลงทุนที่สร้างสินทรัพย์จริง และดึงเอกชนมาต่อยอดสอดรับกับนโยบายขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีบทเรียนจากภูเก็ตซึ่งเมื่อวันที่ 26-27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดินฯ ลงพื้นที่พบมีโรงแรม รีสอร์ต หลายแห่งก่อสร้างรุกที่ป่าสงวน ที่อุทยาน และมีคำสั่งศาลถึงที่สุดให้รื้อถอน แต่การรื้อถอนและเศษจากสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีการปล่อยคาร์บอนมากกว่าการสร้างใหม่ถึง 13 เท่า คิดว่า ว่าจะดีกว่าหรือไม่ หากรัฐบาลนำสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มาหาแนวทางบริหารสินทรัพย์เพื่อจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวของภูเก็ตเดินต่อได้ไม่สะดุด ซึ่งประเด็นนี้ตนจะนำไปศึกษาต่อในคณะกรรมาธิการที่ดินที่ตนเป็นประธาน

น.ส.กุลวลี  กล่าวต่อว่า ส่วนการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) มีงบฯ จัดการน้ำเสียทั่วประเทศ ราวๆ 1,674 ล้านบาท ได้ปรับปรุงระบบน้ำเสียรวมเมืองราชบุรี มีการก่อสร้างระบบหอสูงเพื่อจ่ายน้ำที่ผ่านการบำบัดเรียบร้อยแล้วส่งให้กับเกษตรกรที่ปลูกมะพร้าว เกษตรกรที่ทำนา ที่มีที่ติดกับบ่อบำบัดน้ำเสียแห่งนี้ โดยใช้ระบบส่งน้ำแบบ Gravity หรือแรงโน้มถ่วง เป็นการลดค่าใช้จ่ายการส่งน้ำของเกษตรกรหลายร้อยไร่ในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และเป็นการนำน้ำที่บำบัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“คิดว่า แทนที่จะปล่อยให้บ่อบำบัดน้ำเสียทุกแห่งทั่วประเทศที่ อจน.สร้างขึ้นปล่อยก๊าซมีเทน ที่ทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 30 เท่า ทิ้งไปเฉยๆ จึงเสนอให้ บจน. ต่อยอด ติดตั้งระบบ ดักจับก๊าซชีวภาพ ที่บอ่บำบัดน้ำเสียทั่วประเทศ นำร่องที่ราชบุรีก็ได้ เพื่อยกระดับเป็นไบโอมีเทนหรือผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือผลิตเป็นน้ำมันเครื่องบิน ได้กำไร 3 ต่อ คือ ลดก๊าซมีเทนโดยตรง ทดแทนการซื้อไฟ ซื้อก๊าซ และสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น เป็นการผลิกของเสียให้เป็นพลังงานโดยไม่เพิ่มภาระการคลัง”

นายอินทร์ ฉลอง 33 ปี เปิดตัว “33 ปางพระอินทร์” ผ่านการ์ดคอลเลกชันสุดพิเศษ ปลุกศิลปะไทยสู่โลก Pop Culture

นายอินทร์ ฉลอง 33 ปี เปิดตัว “33 ปางพระอินทร์” ผ่านการ์ดคอลเลกชันสุดพิเศษ ปลุกศิลปะไทยสู่โลก Pop Culture

นายอินทร์ ฉลอง 33 ปี เปิดตัว “33 ปางพระอินทร์” ผ่านการ์ดคอลเลกชันสุดพิเศษ ปลุกศิลปะไทยสู่โลก Pop Culture

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

ร้านนายอินทร์ ผู้จัดจำหน่ายหนังสือและการ์ดเกมชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ War of The Art One ผู้บุกเบิกการนำศิลปะไทยสู่โลกของการ์ดสะสมและ Pop Culture เปิดตัวการ์ดคอลเลกชันพิเศษ “นายอินทร์ 33 – 33 ปางพระอินทร์ : ตำนานคอมมิค” เนื่องในโอกาสครบรอบ 33 ปีของร้านนายอินทร์ เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของวัฒนธรรมและศิลปะไทยสู่คนรุ่นใหม่ ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่ร่วมสมัย สร้างสรรค์ และเข้าถึงได้ พร้อมร่วมสัมผัสนิทรรศการศิลปะ การแสดงพิเศษ และเวทีเสวนาจากบุคคลในแวดวงศิลปะและการ์ดสะสม ในวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานกิจกรรม ชั้น G สามย่านมิตรทาวน์

การ์ดคอลเลกชันดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจาก 33 พระนามของพระอินทร์เทวราชผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และการส่งต่อองค์ความรู้ โดยถ่ายทอดผ่านลายเส้นและงานออกแบบร่วมสมัย สะท้อนเสน่ห์ของศิลปะไทยในมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการสะสมและ Pop Culture ในปัจจุบัน

ภายในงานเปิดตัว ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกับการจัดแสดงการ์ดคอลเลกชันพิเศษ พร้อม ARTIST CARDPROJECT จาก Canvas สู่ Card นิทรรศการผลงานการ์ดสะสมและการ์ดเกมภาพวาดสดแบบ ONE OF ONE        โดยศิลปินไทยกว่า 100 ผลงาน รวมถึงการแสดงโขนชั้นใน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “ขบวนทัพพระอินทร์”และการสร้างสรรค์ผลงาน Art Painting สุดพิเศษโดย อาจารย์เขียว วัฒนา พูลเจริญศิลปินผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะไทยร่วมสมัย

นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “T-ART ศิลปะไทยในวันที่โลกเปลี่ยน” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายวงการ ทั้งด้านศิลปะและการ์ดเกม อาทิ คุณสุริยา จาก MOCA BANGKOK , ครูเพียง ณัฐฐานิตา,คุณวีระชัย ดวงพลา จาก THE DUANG, อาจารย์เขียว วัฒนา พูลเจริญ, คุณโต้ง ชัชวาล, อาจารย์ทองหยอด ยุทธนา,คุณเอ็กซ์ SQC, ขขคุณแอ๊ม NX Gallery และอาจารย์กามล แสงวงศ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการต่อยอดศิลปะไทยในบริบทของโลกยุคใหม่

ความร่วมมือครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นจากการผสานพลังของร้านนายอินทร์, War of The Art One และศิลปินไทยรุ่นใหม่ โดยมี คุณจักรวุธ ใจดี ผู้อำนวยการฝ่ายค้าปลีก บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด, คุณชัยวัฒน์ คฤหาสน์สุวรรณ ผู้บริหาร นักสะสม และนักพัฒนาศิลปะไทยร่วมสมัย จาก War of The Art One และ คุณธนวัฒน์ จันทร์พิมาย ศิลปินทัศนศิลป์รุ่นใหม่ชาวไทย ผู้ออกแบบการ์ดคอลเลกชันพิเศษ “พระอินทร์ 33 เทวราช นำพาความสำเร็จ” ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดขึ้น

การเปิดตัวการ์ดคอลเลกชัน “นายอินทร์ 33 – 33 ปางพระอินทร์ : ตำนานคอมมิค” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของร้านนายอินทร์ในการต่อยอดศิลปะและวัฒนธรรมไทยสู่รูปแบบการนำเสนอที่ร่วมสมัย เชื่อมโยงเรื่องราวอันทรงคุณค่าของไทยเข้ากับโลกของการ์ดสะสมและ Pop Culture เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์

ติดตามรายละเอียดและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/naiinfanclub

ศิลปากรจัด Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่ผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศิลปากรจัด Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่ผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ศิลปากรจัด Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่ผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดโครงการ Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026: พัฒนาเยาวชนสู่การเป็นผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยได้รับการอุดหนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และได้รับการสนับสนุนเครื่องดื่มจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 22–25 มิถุนายน 2569 ณ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองธานี

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มองวัฒนธรรมผ่านเลนส์ เล่าเรื่องไทยในแบบของเรา” เพื่อพัฒนาเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายให้มีทักษะด้านการถ่ายภาพศิลปะ การเล่าเรื่องด้วยภาพ และการตีความทุนทางวัฒนธรรมไทยภายใต้กรอบแนวคิด 5F โดยเน้นทั้งมิติทางเทคนิค สุนทรียศาสตร์ การพัฒนาแนวคิดสร้างสรรค์ และกระบวนการวิจารณ์ผลงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่การเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ด้านภาพถ่าย ศิลปะ สื่อดิจิทัล และการสื่อสาร Soft Power ของประเทศ

ภายในโครงการมี ผศ.ดร.ทัพพ์เทพ ภาปราชญ์ หัวหน้าโครงการ เป็นผู้วางแนวคิดและออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกับวิทยากรหลัก ได้แก่ อ.นวจุล บุญพรรคนาวิก ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของเพจ Photo Storytelling ซึ่งถ่ายทอดกระบวนการเล่าเรื่องด้วยภาพ และ อ.สุเมธ วิวัฒน์วิชา ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำของประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์สูงในอุตสาหกรรมแฟชั่นและภาพถ่ายเชิงสร้างสรรค์ ถ่ายทอดแนวคิดด้านการถ่ายภาพแฟชั่น การกำกับภาพ และการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่มีรสนิยม พร้อมด้วย คุณชุติมา มลิชัยศรี วิทยากรผู้ช่วยด้านการถ่ายภาพแฟชั่นและการผลิตภาพ ซึ่งร่วมให้คำแนะนำระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ผลงาน และร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาผลงานในช่วงนำเสนอผลงานของผู้เข้าร่วมโครงการ

ผศ.ดร.ทัพพ์เทพ ภาปราชญ์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นต้นแบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่หลักสูตรนิเทศศาสตร์นำองค์ความรู้จากรายวิชาด้าน Visual Media ได้แก่ สุนทรียศาสตร์ในสื่อ การเล่าเรื่องด้วยภาพ และการถ่ายภาพแฟชัน มาประยุกต์ร่วมกับโจทย์ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อออกแบบเป็นเวิร์กช็อปแบบเข้มข้นภายใน 4 วัน ให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งแนวคิด การตีความทุนทางวัฒนธรรม การผลิตภาพถ่าย และการนำเสนอผลงานอย่างเป็นระบบ”

ตลอดระยะเวลา 4 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานด้านศิลปะ สุนทรียศาสตร์ และความคิดสร้างสรรค์ การเชื่อมโยง Soft Power, Thainess และ 5F เข้ากับการสร้างสรรค์ภาพถ่าย การเรียนรู้ด้าน Photo Storytelling และ Basic Studio Photography ไปจนถึงการพัฒนาแนวคิด การทำ Moodboard การวาง Storyline และ Shot Plan รวมถึงการวางแผนด้านเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์ประกอบฉาก สถานที่ และการกำกับภาพ เพื่อผลิตผลงานจริงในรูปแบบกลุ่ม

หนึ่งในช่วงสำคัญของโครงการคือ Production Workshop ซึ่งเยาวชนแต่ละทีมได้ลงพื้นที่จริงในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ เยาวราช ทรงวาด เสาชิงช้า เกาะเกร็ด และสะพานพุทธ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานภาพถ่ายที่สะท้อนทุนทางวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ ก่อนนำผลงานกลับมาคัดเลือก นำเสนอ และรับฟังข้อเสนอแนะจากวิทยากรและคณะกรรมการ

ในวันสุดท้ายของโครงการ ผู้เข้าร่วมได้นำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ พร้อมรับฟังการวิพากษ์ผลงานเพื่อพัฒนาทักษะการคิด การเล่าเรื่อง และการสื่อสารด้วยภาพ โดยผลงานของเยาวชนสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการตีความวัฒนธรรมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งศิลปะ วิถีชีวิต แฟชั่น พื้นที่เมือง อาหาร ความเชื่อ และอัตลักษณ์ร่วมสมัย ผ่านภาษาภาพในแบบของตนเอง

ผลการนำเสนอผลงานและการประเมินโดยคณะกรรมการ ทีม TPM จากวชิราวุธวิทยาลัย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Wad2mongkon (วัตถุมงคล) จากโรงเรียนตราษตระการคุณ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมตัวร้ายโปรดักชั่น จากโรงเรียนสตรีสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ ได้แก่ รางวัลเทคนิคเริ่ด มอบให้ทีมเจ็ดหมัดตะวันแดง จากโรงเรียนวินิตศึกษาในพระราชูปถัมภ์ฯ และรางวัลวัยรุ่นเทสดี มอบให้ทีม NNMBS จากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย

โครงการ Thailand Youth Cultural Art Photography Lab 2026 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมอบรมถ่ายภาพระยะสั้น แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจ ทดลอง และถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของตนเอง ภายใต้กระบวนการเรียนรู้ที่ผสานศิลปะ นิเทศศาสตร์ ภาพถ่าย แฟชั่น และการเล่าเรื่องด้วยภาพเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยสู่การเป็นผู้ผลิตภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถชมผลงานจากโครงการ 50 ภาพได้ที่ : https://vt.tiktok.com/ZSCDCqWex/ และ https://vt.tiktok.com/ZSCDCG5rk/ 

สามารถชมวิดีโอประมวลบรรยากาศโครงการได้ที่ : https://www.facebook.com/share/v/1D8BK4QmHU/?mibextid=wwXIfr

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

เรื่องนี้มีประวัติ : ตู้ลายทอง ยุครัตนโกสินทร์

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.00 น.

ตู้ลายทองนับเป็นของสำคัญอย่างหนึ่งของไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะส่งแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนและอ่านของไทยมายาวนาน เป็นการบ่งบอกถึงอารยธรรมด้านอักษรศาสตร์ของชาติ แล้วยังแสดงถึงศิลปะ วัฒนธรรมของชนชาติไทยอย่างดี

เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศจัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร มีกระแสพระราชดำริว่าควรใช้ตู้รดน้ำลายทองเพื่อใส่หนังสือในหอพระสมุด กรรมการหอพระสมุดในยุคนั้นทราบว่าตามวัดต่าง ๆ มีตู้รดน้ำลายทองอยู่ตามวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก จึงให้ราชบัญฑิตขอจากพระสงฆ์ผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งพระสงฆ์ต่างก็ยินดีถวายให้เพื่อสนองพระราชประสงค์ ดังนั้น จึงได้ตู้รดน้ำลายทองชนิดต่าง ๆ รวมถึงตู้แบบจีน ตู้ประดับกระจก จำนวนมากไปไว้ที่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร และนั่นก็หมายถึงการเริ่มต้นประวัติการเก็บสะสมและรักษาหนังสือในราชอาณาจักร

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แสวงหาตู่รดน้ำลายทองมาเพิ่มเติม กับรวบรวมศิลาจารึกต่าง ๆ ไปไว้ในหอพระสมุดด้วย ซึ่งถือเป็นการรวบรวมกิจการด้านหนังสือและจารึกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมโดยสมบูรณ์อีกครั้ง ดังนั้น ตู้รดน้ำลายทองจึงมีบทบาทสำคัญในการแสดงวิวัฒนาการของกิจการหนังสือและอักษรศาสตร์ของชาติไทยอย่างชัดเจน

สำหรับผู้ที่สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถไปชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี โดยมีตู้รดน้ำลายทอง และตู้เก็บหนังสือเก่าแก่ จัดแสดงไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 406 หลัง โดยเป็นศิลปะตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ แต่สำหรับภาพที่นำมาประกอบบทความในสัปดาห์นี้ เป็นตู้รดน้ำลายทองในสมัยรัตนโกสินทร์เท่านั้น 

ตู้รดน้ำลายทองจะแบ่งเป็นสองประเภทหลัก ๆ คือ แบบเท้าสิงห์กับตู้ขาหมู โดยแบบเท้าสิงห์จะสังเกตได้จากปลายเสาที่ติดกับพื้นจะทำเป็นรูปเท้าสิงห์ แต่ตู้ขาหมูจะเป็นเพียงขาไม้ธรรมดาไม่มีการแกะสลักเป็นเท้าสิงห์ และบางตู้อาจจะมีลิ้นชักอยู่ด้านล้าง ส่วนลวดลายก็จะมักจะทำเป็นลายกนกเปลวชนิดต่าง ๆ เช่น กนกเปลวเครือเถาไขว้ ครุฑคาบ นาคคาบ เถาหัวนาค หัวครุฑ หรือภาพสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก ลิง กระรอก กวาง กระต่าง หมูป่า และจะมีลวดลายอีกชนิดคือเขียนเป็นเรื่องชาดก หรือภาพยักษ์ เทวดา เช่น รามสูรขว้างขวาน นางเมขลาล่อแก้ว หรือไม่ก็ภาพเทพนม เทวดา วิทยาธร สัตว์หิมพานต์ อมนุษย์ โดยมีทิวทัศน์เป็นภาพป่า มีโขดหินและศาลาประกอบภาพ หรืออาจทำเป็นภาพพระเวสสันดรในพระอริยาบถต่าง ๆ เช่น ยืน นั่ง เดิน บางครั้งทำเป็นรูปพระเวสสันดรอยู่ที่สระน้ำ แล้วกำลังเรียกพระกัณหา พระชาลี หรือภาพชูชกทูลขอพระกุมารทั้งสองจากพระเวสสันดร หรือภาพพุทธประวัติ เป็นต้น แล้วประดับตกแต่งภาพด้วยลายก้านแย่งใบเทศ และลายกรวยเชิงที่ตอนบนหรือล่างของตู้ แต่หากมีลิ้นชัก ก็มักจะสลักลวดลายแบบนูนต่ำ แล้วประดับกระจกสีเขียวที่พื้นหลัง และอาจมีลายดอกพุดตานเครือเถาเคล้าด้วยภาพกระรอก ใต้กรอบลิ้นชักทำเป็นฐานปัทม์

ปกติตู้รดน้ำลายทองที่เป็นแบบเท้าสิงห์ มักทำเป็นรูปปากสิงห์ที่เชิงตู้ ส่วนขาตู้ทำเป็นรูปเท้าสิงห์ เชิงตู้ทำเป็นลายสิงห์จำหลักแบบนูนต่ำลายดอกพุดตานเครือเถา ประดับกระจกสีแดงที่พื้นหลัง ส่วนตัวลายจะลงทองทึบ มุมขาตู้ตอนบนจำหลักเป็นลายนูนต่ำรูปหน้าสิงห์ลงทองทึบ ขาตู้ทำเป็นร่องริ้วรูปเล็บสิงห์ ประดับด้วยกระจกสีน้ำเงินที่ร่องริ้วเล็บสิงห์ บางครั้งจะทำเป็นเท้าสิงห์เหยียบบนลูกแก้ว โดยลูกแก้วทำเป็นริ้วคล้ายเม็ดมะยม ตัวลูกแก้วลงรักแดงทึบ

ตามปกติขนาดของตู้รดน้ำลายทองจะอยู่ที่ ด้านหน้าช่วงบนกว้าง 90 เซนติเมตร ด้านล่างกว้าง 100.5 เซนติเมตร ด้านข้างช่วงบน 77 เซนติเมตร ด้านล่าง 87.5 เซนติเมตร สูง 195-200 เซนติเมตร บางตู้ทำเสาเม็ดบัว สูงประมาณ 25 เซนติเมตร ประดับไว้

นอกจากนั้นยังมีตู้ขาหมูจำหลักลายแบบจีน โดยทำลวดลายเฉพาะด้านหน้าเท่านั้น ตอนบนของบานประตูมีลูกฟักจำหลักแบบนูนต่ำ ทำเป็นลวดลายผีเสื้อเคล้าดอกไม้ และใบไม้ร่วง ตัวลายตกแต่งด้วยสีทอง พื้นหลังเป็นสีเขียว ลดหลั่นลงมาเป็นภาพฉลุจำหลักนูนสูงรูปดอกไม้ และมีนกเกาะอยู่ ส่วนขอบทำเป็นลายเมฆ ปิดทองลงรักแดงโดยจำหลักเป็นแบบโปร่ง แล้วมีกระจกเป็นพื้นหลัง ส่วนตอนล่างของบานประตูเป็นภาพลายฮ่อ ลงรักแดง ปิดทอง ทำเป็นรูปฮก ลก ซิ่ว ส่วนที่ลูกฟักจำหลักลายนูนต่ำทำเป็นลวดลายสัตว์ลำตัวยาว มีลายเมฆหรือลายเลเวนอยู่ด้านข้างของลูกฟัก พื้นหลักลูกฟักเป็นสีเขียว มีลวดลายสีทองขับให้เด่นขึ้น

ตู้รดน้ำลายทอง และตู้หนังสือแบบจีนที่นำเสนอในสัปดาห์นี้ เป็นเครื่องบ่งบอกถึงศิลปะของการทำตู้หนังสือตามแบบฉบับของบรรพบุรุษของเราทุกคนที่ฝากไว้บนแผ่นดินผืนนี้ เป็นการรังสรรค์งานศิลป์ชิ้นเอกโดยช่างไทยแต่โบราณกาล เพื่อให้ศิลปะไทยดำรงคงอยู่คู่กับคนไทยและแผ่นดินไทยนานตราบนาน หวังว่าคนรุ่นหลัง และอนุชนจะประจักษ์ในคุณค่าของงานศิลป์ และเกิดความรัก ความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ของชาติไทยประเภทนี้ และน่าจะซาบซึ้งในอัจฉริยภาพของบรรพไทยของเรา

สำหรับผู้สนใจชมตู้รดน้ำลายทอง สามารถเข้าชมได้ที่อาคารหอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ และสามารถอ่านเนื้อหาก่อนเข้าชมของจริงได้จากหนังสือตู้ลายทอง ของสำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร 

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล...อาหารของคนรักสุขภาพ

LIFE & HEALTH : รู้จักถั่วเลนทิล…อาหารของคนรักสุขภาพ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.45 น.

ในบรรดาพืชตระกูลถั่วที่เรารู้จัก ถั่วเลนทิล (lentils) อาจดูเป็นเพียงเมล็ดเล็ก ๆ ที่ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับถั่วเหลือง ถั่วดำ หรือถั่วเขียว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของคุณค่าทางโภชนาการและผลลัพธ์ต่อสุขภาพตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ถั่วเลนทิลอาจจัดได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์ฟู้ดแห่งอนาคต” ที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.จิราพร เลื่อนผลเจริญชัย ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ถั่วเลนทิล (ชื่อวิทยาศาสตร์: Lens culinaris) เป็นพืชตระกูลถั่ว (legume) ที่มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและเอเชียตะวันตก โดยมีการเพาะปลูกมาแล้วมากกว่า 9,000 ปี ปัจจุบันถั่วเลนทิลยังคงเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญในหลายวัฒนธรรมอาหาร โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลาง

ถั่วเลนทิลมีลักษณะเด่นคือเมล็ดกลมแบนขนาดเล็ก และมีหลายสี ได้แก่ สีเขียว สีแดง/ส้ม สีดำ และสีน้ำตาล ซึ่งแต่ละชนิดมีเนื้อสัมผัสและเหมาะกับการประกอบอาหารแตกต่างกัน เลนทิลสีเขียว (Puy หรือ French lentils) มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นเฉพาะตัว เมื่อปรุงสุกยังคงรูปและมีเนื้อสัมผัสหนึบ จึงเหมาะสำหรับเมนูสลัดหรืออาหารที่ต้องเคี่ยวนาน ส่วนเลนทิลสีแดงหรือสีส้ม (Red/Orange lentils) มีเนื้อสัมผัสนุ่ม เปื่อยง่าย และมีรสหวานเล็กน้อย จึงนิยมนำมาทำซุป แกง หรือดาล (Dal) แบบอินเดีย รวมทั้งอาหารสำหรับเด็ก เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนและโฟเลตที่ดี เลนทิลสีดำ (Beluga lentils) มีเมล็ดขนาดเล็ก สีดำเงาคล้ายคาเวียร์ เนื้อแน่นและคงรูปหลังปรุงสุก จึงนิยมใช้ในอาหารจานหลักหรือเป็นเครื่องเคียง ขณะที่เลนทิลสีน้ำตาล (Brown lentils) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยและมีราคาย่อมเยาที่สุด เมล็ดค่อนข้างแข็ง คงรูปได้ดีหลังต้ม มีรสชาติอ่อนคล้ายถั่วทั่วไป เหมาะสำหรับซุป สตูว์ และเมนูอาหารประจำวัน

คุณค่าทางโภชนาการของถั่วเลนทิลมีความโดดเด่นทั้งในรูปแบบดิบและหลังปรุงสุก โดยเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน วิตามินบีกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะโฟเลต (วิตามินบี9) รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญ เช่น เหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี และแคลเซียม ขณะเดียวกันมีไขมันต่ำและไม่พบคอเลสเตอรอลตามธรรมชาติ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากพืชในอาหาร

เมื่อถั่วเลนทิลผ่านการปรุงสุก เมล็ดจะดูดซับน้ำทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเข้มข้นของสารอาหารต่อ 100 กรัมลดลงเมื่อเทียบกับเมล็ดดิบ อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารอาหารที่ได้รับจากการบริโภคจริงยังคงอยู่ในระดับที่ดี เนื่องจากโดยทั่วไปสามารถรับประทานถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกได้ในปริมาณมากกว่าเมล็ดดิบ นอกจากนี้ การปรุงสุกยังช่วยเพิ่มความสามารถในการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร พร้อมทั้งลดสารต้านโภชนาการบางชนิด เช่น ไฟเตต (phytate) และเลคติน (lectin) ได้บางส่วน

จากข้อมูลของ USDA FoodData Central ถั่วเลนทิลที่ปรุงสุกยังคงเป็นแหล่งโปรตีน ใยอาหาร และโฟเลตที่ดีเยี่ยม ให้พลังงานไม่สูง ไขมันต่ำ และมีแร่ธาตุหลายชนิด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ดูแลสุขภาพหัวใจ หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

ประโยชน์ต่อสุขภาพของการบริโภคถั่วเลนทิล

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การบริโภคถั่วเลนทิลเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการส่งเสริมสุขภาพหลายด้าน เนื่องจากเป็นแหล่งของโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญ

  • ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด: ถั่วเลนทิลอุดมด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำ ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (low-density lipoprotein; LDL) ในเลือด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของโพแทสเซียม โฟเลต และสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการอักเสบและส่งเสริมการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด: ถั่วเลนทิลมีค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) ต่ำ (ประมาณ 21–30) และมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนร่วมกับใยอาหาร จึงช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคส ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ส่งเสริมสุขภาพลำไส้และช่วยควบคุมน้ำหนัก: ใยอาหารในถั่วเลนทิลทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ซึ่งมีบทบาทต่อการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ โปรตีนและใยอาหารยังช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก รวมถึงผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติหรือวีแกน

เป็นแหล่งโฟเลตที่สำคัญ: ถั่วเลนทิลเป็นแหล่งโฟเลต (วิตามินบี9) ที่ดี ซึ่งมีความสำคัญต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์และหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตมีบทบาทในการพัฒนาระบบประสาทของทารก และช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของหลอดประสาท (neural tube defects) เช่น ภาวะไขสันหลังไม่ปิด (spina bifida)

วิธีการประกอบอาหารและการเก็บรักษา

ถั่วเลนทิลไม่จำเป็นต้องแช่น้ำก่อนปรุงเหมือนถั่วเมล็ดใหญ่ แต่การแช่น้ำประมาณ 2–4 ชั่วโมงจะช่วยให้เมล็ดสุกเร็วขึ้นและลดปริมาณไฟเตต (phytate) ซึ่งอาจรบกวนการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด ระยะเวลาในการต้มขึ้นอยู่กับชนิดของถั่ว โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 10–35 นาที และควรหลีกเลี่ยงการเติมเกลือหรือวัตถุดิบที่มีความเป็นกรดระหว่างต้ม เพราะอาจทำให้เมล็ดสุกช้าลง

ถั่วเลนทิลดิบควรเก็บในภาชนะปิดสนิทในที่แห้งและเย็น สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี ส่วนถั่วที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บในตู้เย็นและบริโภคภายใน 3–5 วัน หรือแช่แข็งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ทั้งนี้ ถั่วเลนทิลสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย เช่น ซุป สตูว์ แกง สลัด หรือใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารมังสวิรัติ

ข้อควรระวังในการบริโภค

แม้ว่าถั่วเลนทิลจะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ในบางคนอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดหรือมีแก๊สในทางเดินอาหาร เนื่องจากมีโอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharides) นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตที่จำเป็นต้องจำกัดการได้รับโพแทสเซียมควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานเป็นประจำ

ถั่วเลนทิลยังมีสารต้านสารอาหาร (anti-nutrients) เช่น ไฟเตตและเลคติน (lectin) ซึ่งอาจลดการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด อย่างไรก็ตาม ปริมาณสารดังกล่าวสามารถลดลงได้ด้วยการแช่น้ำ การล้างเมล็ดก่อนปรุง หรือการทำให้งอก

โดยสรุป ถั่วเลนทิลเป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยโปรตีนจากพืช ใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ ควบคุมน้ำหนัก ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หรือเพิ่มสัดส่วนอาหารจากพืชในชีวิตประจำวัน

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ