ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมรมอาสากู้ชีพ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมเป็นหนึ่งภาคีเครือข่ายสำคัญในการขับเคลื่อน “โครงการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี ด้านอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2569” หรือ “Ubon-Dmex 2026” จัดโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี เทศบาลเมืองวารินชำราบ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมทั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะภาคีเครือข่ายด้านวิชาการและการปฏิบัติการสนับสนุน เพื่อทดสอบกระบวนการบริหารจัดการสาธารณภัย โดยมี ร้อยตรีสรมงคล  มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ในโอกาสนี้ มีหน่วยงานภาครัฐจากผู้แทน 25 อำเภอ ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน อาสาสมัคร มูลนิธิ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมโครงการโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ กำลังปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการมีส่วนร่วมของนักศึกษาจิตอาสา ในการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ ณ หอประชุมจังหวัดอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

ในการเข้าร่วม Ubon-Dmex 2026 ของม.อุบลฯครั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในการบริการวิชาการแก่สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีสานใต้ ซึ่ง SDGs มีหลายมิติ ได้แก่ SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการสนับสนุนระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย SDG 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของนักศึกษาจิตอาสา SDG 11 ด้านเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ผ่านการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ในการรับมืออุทกภัย SDG 13 ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SDG 16 ด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และ SDG 17 ด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ  และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร

น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ NFI กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น

ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง การขยายตัวของเมือง โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

ผู้อำนวยการ NFI กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

“สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.ไปยดา กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ด้าน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” ดร.วิศิษฐ์ ระบุ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS  สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สู่ผู้ต้องขังในเรือนจำ

29 มิถุนายน 2569 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานเปิดร้านกาแฟและเครื่องดื่ม Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และเปิดมุมราชทัณฑ์ปันโอกาส สร้างอาชีพ พร้อมด้วย พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจเอก อิทธิกรจิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจเอก ปราบพาล มีมงคล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา  สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  นางสาวนุสรา วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ โดยมี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 

โดยร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถือเป็นเรือนจำแห่งแรกที่ได้น้อมนำแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งร้านกาแฟเพื่อฝึกอาชีพงานบริการและบาริสต้า ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กรมราชทัณฑ์ จึงได้มีมติให้เรือนจำ และ ทัณฑสถาน นำชื่อร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ที่เคยพระราชทานไว้ในเรือนจำ ตามโครงการกำลังใจฯ น้อมนำไปใช้ในร้านกาแฟเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง

ภายในร้านมีการจำหน่ายชา กาแฟ  เบเกอรี่ ขนมไทย และผลิตภัณฑ์ผลงานจากผู้ต้องขัง เช่น ตุ๊กตาเรซิ่น และพวงกุญแจต่าง ๆให้แก่บุคคลทั่วไป

ปฐมบทแห่งน้ำพระทัยอันแผ่ไพศาลนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงเยี่ยมร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย  เพื่อให้กำลังใจและชิมกาแฟฝีมือผู้ต้องขัง อันเป็นร้านกาแฟ ในพระดำริร้านแรก ที่ได้พระราชทานแนวทางในการจัดตั้งร้าน โดยมีบาริสต้า มาเป็นวิทยากรสอนผู้ต้องขังทุกกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธ์ุกาแฟ ไปจนถึงการชงเครื่องดื่มหลากหลายประเภท และได้ประทานเงินจาก กองทุนกำลังใจในพระดำริฯ เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงร้านกาแฟให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทในสังคม 

จากนั้น คณะฯ เดินทางไปยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ชมการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง อาทิ การทำเบเกอรี่ การแต่งหน้าเค็ก การทำขนมไทย รวมไปถึงการปลูกผักไร้ดิน  ซึ่งทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ได้น้อมนำแนวทางในพระดำริฯ ด้านต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่เคยพระราชทานไว้ในโอกาสเสด็จเปิดเรือนจำ เรื่องการพัฒนาอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินทุนมาก เช่น เสริมสวย ตัดผม ทำอาหารและการให้ความรู้ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นต้น   

 รวมทั้งแนวทางพระดำริเรื่องการจัดตั้งมุมราชทัณฑ์ปันโอกาสสร้างอาชีพ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการฝึกอาชีพประเภทต่าง ๆและประกาศตำแหน่งว่างงานของสถานประกอบการ จนกระทั่งสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ต้องขังในทัณฑสถานแห่งนี้

โดยมีสิ่งที่ยืนยันความสำเร็จประการหนึ่งคือ ได้รับรางวัล “ธัญญารักษ์ อวอร์ด ประจำปี 2568” อันเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นว่าแนวพระดำริที่ทรงให้ไว้เพื่อการพัฒนาผู้ต้องขัง ทั้งทางร่างกายจิตใจและการฝึกอาชีพเป็นแนวทางที่ทรงคุณค่า และใช้ได้ตลอดไปในการนำไปพัฒนาแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังในความดูแลของกรมราชทัณฑ์

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ก.ศึกษาธิการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ รู้สึกอุ่นใจหลังคุยรัฐมนตรีช่วย ด้าน อัครนันท์ ยืนยัน ให้ความเป็นธรรม บอกขอตรวจสอบให้ทุกฝ่ายเป็นที่ยอมรับ ก่อนเสนอแนวทางเยียวยา-ช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ชณัฐดา วรสาร (ครูนิ่ม) เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีขอความเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบ และบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) หลังเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกอันดับที่ 1 ก่อนถูก สพฐ. แจ้งว่ามีการตรวจข้อสอบใหม่ส่งผลให้ตกไปอยู่อันดับที่ 2 ทั้งที่มีหนังสือเรียกตัวเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งเข้ารับราชการแล้ว โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้รับหนังสือ

นายอัครนันท์ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือว่า เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยและพยายามแก้ไขปัญหา เข้าใจถึงความรู้สึกของครูนิ่ม ซึ่งเรื่องนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการได้กำชับมาว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี ต้องให้ความยุติธรรม 

ส่วนแนวทางการเยียวยาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการตรวจสอบก่อน โดยต้องให้กระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราอาจต้องนำข้อสอบมากางดู และมีคณะกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือมาตรวจสอบเพื่อให้คุณครูมีความสบายใจว่าการตรวจข้อสอบมีความเป็น กลางถูกต้องและแม่นยำ เพราะถ้ากระบวนการตรวจสอบไม่ถูกต้อง หรือมีความไม่ชัดเจนคุณครูก็อาจไม่ยินยอมเพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา ขั้นตอนแรกต้องทำให้ได้ก่อน จากนั้นขั้นตอนต่อไป คือ จะเยียวยาคุณครูอย่างไร จำนวนเงินกี่บาท ซึ่งทาง สพม.สมุทรปราการ มีแนวทางที่จะนำครูกลับไปสอน ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย และมีอีกหลายแนวทางให้คุณครูมีทางเลือก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการตรวจสอบในขั้นตอนแรกต้องโปร่งใส และชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าผิดพลาดจากส่วนใด นายอัครนันท์ กล่าวว่า เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ตนเข้าใจว่าพอเรื่องนี้มีการผิดพลาด ทำให้ประชาชนไม่เกิดความเชื่อใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรเพื่อให้คุณครู และอีกหลายคนเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบก่อน ถ้าตรวจสอบแล้วมีความผิดพลาดจริง จะเป็นเรื่องของสพฐ.ที่จะช่วยเหลือและเยียวยา

ด้านนายพิเชฐ กล่าวว่า รัฐมนตรีกำชับว่าเรื่องการบริหารบุคคล จะต้องดูแลให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โปร่งใสตรวจสอบได้ ห้ามมีเรื่องทุจริต พอมีข่าวขึ้นมา เราได้ย้ำอำนวยการเขตการศึกษาทุกคนจะต้องระมัดระวัง เพราะจะมีการสอบตำแหน่งครูผู้ช่วยในวาระปกติ แต่ในส่วนของคุณครูนิ่มเป็นกรณีการจัดสอบบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วยในกรณีพิเศษ คือ เป็นครูอัตราจ้างมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งในอนาคตจะมีการสอบสนามใหญ่ สอบผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการเขตการศึกษา ซึ่งทุกอันถือเป็นต้นน้ำของการเจริญก้าวหน้าเรื่องการศึกษา เพราะเราต้องการได้คนดีคนเก่ง และเข้ามาในระบบอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นเราต้องเร่งตรวจสอบ และต้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งตรวจสอบ เช่น มหาวิทยาลัยที่ทำการออกข้อสอบ ให้กระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหลายมหาวิทยาลัยที่มาออกข้อสอบ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำว่า ต่อไปนี้จะเลือกใครมาออกข้อสอบต้องดูให้ดี ซึ่งเรื่องของครูนิ่มหากมีการตรวจสอบแล้วก็จะได้ข้อสรุป และมีทางออกในการดูแลเยียวยาทั้งระยะสั้นกลางและยาว โดยเรื่องนี้จะพูดคุยด้วยความเป็นธรรมแบบไม่มีอคติ 

เมื่อถามว่า เรื่องของระเบียบการประกาศรายชื่อแล้วสามารถกลับมาแก้ย้อนหลังได้หรือไม่ นายพิเชฐ กล่าวว่า ต้องไปดูข้อเท็จจริง เพราะมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเป็นผู้รับผิดชอบการออกข้อสอบ และประมวลผลในครั้งนี้ ได้รับการร้องขอจากบุคคลหนึ่งที่เข้าสอบที่ต้องการขอดูคะแนน และเมื่อตรวจสอบแล้วหากพบว่าคะแนนมีความคลาดเคลื่อนทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงมีการประมวลคะแนนใหม่ ส่งผลให้ลำดับมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ น้อมรับความผิดที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะแก้ไข ปรับปรุง เยียวยา 

ทั้งนี้ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ระยะเวลาการตรวจสอบต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ช้าไม่ได้ เพราะคุณครูนิ่มได้ลาออกแล้ว คาดว่าใช้เวลา 2-3 สัปดาห์จะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน

ขณะที่ น.ส.ชณัฐดา กล่าวว่า ตนที่เป็นผู้สอบ ยืนยันทำตามกระบวนการที่ถูกต้องทุกอย่าง ที่ทางเขตได้ให้ไปสมัครสอบ จนถึงสัมภาษณ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบตามที่ทางเขตได้ประกาศออกมาทุกอย่าง 

ส่วนเมื่อเช้าที่ไปคุยกับสพม.สมุทรปราการเขาพยายามจะยื่นข้อเสนอ ซึ่งเขาได้ชี้แจงก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ในกระบวนการตนเป็นแค่ผู้สอบ ไม่ได้มีอำนาจหรือรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการนั้น และเขาก็พูดถึงกระบวนการเยียวยาที่เขาเสนอว่าจะไปทำงานกับเขาหรือไม่ หรือว่าจะให้เขาบริจาคเงินให้กับโรงเรียนที่เราต้องการจะไปทำงานด้วย แต่ว่าทั้งหมดตนอยากได้กระบวนการที่ตรวจสอบที่มันถูกต้อง และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ยอมรับได้ แต่ขอให้ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบที่ถูกต้องเพื่อให้ปรากฏความจริงตรงนี้ก่อน

เมื่อถามว่า โอกาสที่เราเสียไปกับข้อผิดพลาดตรงนี้มีอะไรบ้าง น.ส.ชณัฐดา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น ว่า ตั้งแต่ที่รับรู้ว่าตัวเองสอบได้ลำดับที่ 1 ก็มีการเตรียมตัวลาออกจากงานเดิมทันที และได้ไปติดต่อห้องพัก หอพักเพื่อทำการเตรียมตัวให้พร้อมในการบรรจุข้าราชการครู เพื่อเป็นครูที่ดี ก็ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติให้ดีที่สุด และตนก็ตัดชุด และได้รับการแสดงความยินดีจากทางญาติ พี่น้องและเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงทางโรงเรียนเดิมที่เขาให้ตนกล่าวอำลาโรงเรียนไปแล้ว

เมื่อถามถึง กรณีปัญหาการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคล้ายคลึงกับปัญหาของตนหรือไม่ น.ส.ชณัฐดา  กล่าวว่า ตอนนี้อยากให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีกระบวนการตรวจสอบให้ เพื่อความถูกต้องจึงออกมาก่อน ซึ่งเราพร้อมที่จะให้ความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ขอให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่มันถูกต้อง

น.ส.ชณัฐดา  กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้คุย กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รู้สึกอุ่นใจ และสบายใจขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเขาพูดกับเรามาจะเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร และท่านก็ยังมีเมตตา มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับครูอัตราจ้างตัวเล็กๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวเข้าไปบรรจุข้าราชการ 

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 3 โดย เปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพฯทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 เวลา 08.00-10.00 น. ช่วงที่ 2 เวลา 11.30-16.00 น. และช่วงที่ 3 เวลา 20.00-21.00 น. ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้แต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรี สวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น โดยจุดคัดกรองจะปิดในเวลา 20.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณจุดคัดกรองภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ตั้งแต่เช้า ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ แต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางมาผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯ ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อาสามสมัคร จิตอาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยอำนวยความสะดวกในการคัดกรอง จัดระเบียบแถว ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง และมีจุดบริการน้ำดื่มไว้รองรับประชาชนด้วย

นายเกริกพันธุ์ บัวชื่น พนักงานบริษัทเอกชน แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  กล่าวภายหลังเดินทางเข้าถวายสักการะพระศพฯ ว่า รู้สึกเสียใจมากที่สูญเสียพระองค์ภาไปเร็ว ท่านอายุยังน้อยจึงอยากให้พระองค์ท่านมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีกนาน ๆ ก็ขอส่งท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ประทับใจที่พระองค์ท่านทรงงานในการช่วยเหลือผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิง และมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบากให้มีโอกาสและมีชีวิตที่ดีขึ้น

“ในช่วงที่ท่านประชวรผมก็ถวายพระพรผ่านทางออนไลน์เพื่อส่งกำลังใจขอให้ท่านทรงหายจากอาการประชวร และที่ผ่านมาผมเคยรับเสด็จในโอกาสต่างๆที่ท่านเสด็จพร้อมในหลวง-พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง ก็รู้สึกประทับใจมาก ผมก็จะน้อมนำแนวทางที่ท่านทรงงานในเรื่องของความมีเมตตาและการช่วยเหลือมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน” 

ด้านกุ๊กไก่ ณัฐนัน เสียมทอง อายุ 46 ปี ประกอบอาชีพธุรส่วนตัว กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยรับเสด็จพระองค์ภา ในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาในหลวง ร.10 ที่พระองค์ท่านเสด็จออกมาเยี่ยมราษฎร์บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งตนได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯในโอกาสต่างๆ 3 ครั้ง โดยพระองค์ภาทรงมีพระปฏิสันถารด้วย ก็รู้สึกปราบปลื้มใจเป็นอย่างมาก จึงเก็บภาพถ่ายนั้นไว้อวยพรวันพระราสมภพของพระองค์มาตลอดด้วย

“สูญเสียพระองค์ท่านไปก็รู้สึกเสียใจมาก ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ในฐานะพสกนิกรก็รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ความประทับในโครงการกำลังใจ ในพระดำริ ที่พระองค์ภาฯ ทรงก่อตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขัง ท่านไม่ถือองค์ให้เกียรติและให้กำลังใจเพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน และทำให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้าไปได้ ถึงแม้วันนี้พระองค์จะไม่อยู่แล้ว ในส่วนตัวของกุ๊กไก่ ก็ยังรู้สึกว่าพระองค์ท่านยังอยู่ในใจพสกนิกรทุกคนเหมือนเดิม และจะทำตามรอยที่พระองค์ท่านสร้างไว้”

สุวรรณภูมิ แจงปมเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน

สุวรรณภูมิ แจงปมเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน

29 มิ.ย. 2569 17:53 น.

สุวรรณภูมิ แจงปมเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน

ผอ.สุวรรณภูมิ แจงปมตรวจเอ็กซเรย์สัมภาระ “แอร์สาวซุกเฮโรอีน” ยันสนามบินตรวจเข้มงวดตามมาตรฐาน ไอเคโอ พร้อมประสาน ป.ป.ส.ตรวจเข้มข้นขึ้น

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีลูกเรือของสายการบินไทยขนเฮโรอีน ขณะที่ทำการบินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หลังสุนัขดมกลิ่นตรวจพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระ ซึ่งขณะนี้ “ดีดีการบินไทย” ได้สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง-วินัย ให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน ตามที่ได้รายงานไปแล้วนั้น (อ่านข่าว : สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง”)

วันที่ 29 มิ.ย. 69 นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวยืนยันว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีมาตรการที่เข้มงวดในการตรวจค้นผู้โดยสารที่จะเดินทางผ่านเข้า ออก สนามบินสุวรรณภูมิ ตามมาตรฐานขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ และ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. ตามมาตรฐานความปลอดภัยโลก

ส่วนกรณีที่มีคนตั้งข้อสังเกตถึงการตรวจค้น สิ่งผิดกฎหมาย หรือวัตถุแปลกปลอมที่อาจจะสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเครื่องบิน หรือผู้โดยสารที่เดินทางในแต่ละเที่ยวบินนั้น ขอชี้แจงว่า มาตรฐานการตรวจค้นผู้โดยสารขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิเป็นไปตามมาตรฐานโลก ทั้ง ไอเคโอ และ กพท. โดยขาออกเมื่อเราไปเช็คอินเครื่องเอ็กซเรย์ก็จะตรวจสิ่งแปลกปลอมที่เป็นวัตถุ เหล็ก หรือโลหะ รวมถึงของเหลวที่อาจจะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับเที่ยวบินนั้น

ดังนั้นการตรวจเอ็กซเรย์อาจจะไม่สามารถแยกสารสิ่งเสพติดที่เป็นเฮโรอีน ได้ เพราะการแพ็กไม่ได้เป็นกลุ่มก้อน แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการประสานงานมาจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. ก็จะมีการตรวจค้นพิเศษ

ส่วนขาเข้าของทุกสนามบิน ก็จะมีมาตรฐานการตรวจที่ไม่เหมือนขาออก เพราะแต่ละประเทศ อาจมีข้อกำหนดทั้งในเรื่องการห้ามขนอาหาร พืช หรือ สัตว์ ก็จะมีการตรวจที่แตกต่างกันไป ขณะเดียวกัน ประเทศไทย โดยสนามบินสุวรรณภูมิ การตรวจค้นก็จะยังเข้มงวดเช่นเดิมตามมาตรฐาน ไอเคโอ เช่นกัน ทั้งการเอ็กซเรย์ และการใช้สุนัขดมกลิ่น รวมถึงการแจ้งมาจากต้นทางถึงข้อสงสัยว่าผู้โดยสารคนนี้มีความผิดปกติ.

มาเลเซียขยายดีลค้นหา MH370 หายสาบสูญ ถึงปี 2027 ยึดเงื่อนไขเดิม “หาไม่เจอ ไม่จ่ายเงิน”

มาเลเซียขยายดีลค้นหา MH370 หายสาบสูญ ถึงปี 2027 ยึดเงื่อนไขเดิม "หาไม่เจอ ไม่จ่ายเงิน"

29 มิ.ย. 2569 16:47 น.

มาเลเซียขยายดีลค้นหา MH370 หายสาบสูญ ถึงปี 2027 ยึดเงื่อนไขเดิม “หาไม่เจอ ไม่จ่ายเงิน”

รัฐบาลมาเลเซียประกาศขยายเวลาข้อตกลงร่วมกับ “โอเชียน อินฟินิตี” บริษัทสำรวจใต้ทะเลลึก สานต่อภารกิจค้นหาซากเครื่องบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370 ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงกลางปี 2027 เพื่อค้นหาในพื้นที่ที่เหลืออีกกว่า 7,400 ตารางกิโลเมตร ย้ำจุดยืนยึดเงื่อนไขเดิม “หากหาไม่เจอ จะไม่ได้รับค่าจ้าง”

นายแอนโทนี โลค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของมาเลเซีย แถลงอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลมาเลเซียได้ตัดสินใจอนุมัติขยายระยะเวลาในข้อตกลงการค้นหาเครื่องบินโบอิ้ง 777 เที่ยวบิน MH370 กับบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ออกไปอีก 12 เดือน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2027

การขยายเวลาในครั้งนี้เป็นการคงเงื่อนไขและข้อตกลงเดิมที่เคยทำไว้ทุกประการ รวมถึงหลักการสำคัญอย่าง “No Find, No Fee” (หากหาไม่พบ จะไม่มีการคิดค่าใช้จ่าย) ซึ่งหมายความว่าบริษัท โอเชียน อินฟินิตี จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.4 พันล้านบาท) ก็ต่อเมื่อสามารถระบุตำแหน่งและค้นพบซากชิ้นส่วนหลักของเครื่องบินลำดังกล่าวได้สำเร็จเท่านั้น

“การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องและไม่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลมาเลเซีย ในการค้นหาคำตอบและบทสรุปให้แก่ญาติพี่น้องของผู้โดยสารและลูกเรือทุกคนบนเที่ยวบิน MH370” นายแอนโทนี โลค ระบุในแถลงการณ์ พร้อมเสริมว่าการอนุมัตินี้จะช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินการค้นหาในพื้นที่ที่ยังเหลืออยู่อีกราว 7,428.54 ตารางกิโลเมตร ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

นายโลค อธิบายเพิ่มเติมว่า การขยายเวลาดังกล่าวยังพิจารณาถึงข้อผูกพันทางการค้าฉบับใหม่ของบริษัท โอเชียน อินฟินิตี ที่จำเป็นต้องโยกย้ายอุปกรณ์และเรือสำรวจหลักไปยังสถานที่อื่นเป็นการชั่วคราว โดยการโยกย้ายและจัดตารางเวลาใหม่ของสินทรัพย์เหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2026 ถึงเดือนเมษายน 2027 ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลที่ทะเลสงบ เพื่อรับประกันความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการค้นหา หลังจากที่การค้นหาล่าสุดซึ่งแบ่งเป็น 2 เฟส และเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 ยังคงกลับมามือเปล่า

ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลมาเลเซียมีขึ้นหลังจากที่กลุ่มญาติของผู้โดยสารชาวจีนได้ร่วมกันส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 12 ปีของการหายสาบสูญ เพื่อแสดงความขอบคุณในความพยายาม แต่ขณะเดียวกันก็ติติงและวิพากษ์วิจารณ์ทางการมาเลเซียที่ขาดการแจ้งข้อมูลข่าวสาร โดยระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมของปีนี้ ครอบครัวของผู้สูญเสียไม่ได้รับรายงานสรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับการค้นหาอีกเลย

เที่ยวบิน MH370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส พร้อมผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน รวมเป็น 239 ชีวิต ได้หายสาบสูญไปจากหน้าจอเรดาร์อย่างเป็นปริศนาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2014 ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง โดยผู้โดยสารราว 2 ใน 3 เป็นชาวจีน ส่วนที่เหลือประกอบด้วยชาวมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย อเมริกา เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการระดมทุนและเปิดปฏิบัติการค้นหาใต้มหาสมุทรอินเดียตอนใต้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การบินโลก ทั้งโดยทางการออสเตรเลียที่เป็นผู้นำการค้นหานาน 3 ปี จนถึงเดือนมกราคม 2017 และปฏิบัติการของโอเชียน อินฟินิตี ในปี 2018 และปี 2025 แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการพบซากเครื่องบินลำดังกล่าวแต่อย่างใด มีเพียงชิ้นส่วนขนาดเล็กไม่กี่ชิ้นที่คาดว่าเป็นของ MH370 ถูกซัดมาเกยตื้นตามชายฝั่งแอฟริกาและเกาะในมหาสมุทรอินเดียเท่านั้น.

ที่มา Reuters / AFP / New Straits Times

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง

29 มิ.ย. 2569 16:46 น.

สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แอร์สาวซุกเฮโรอีน ขีดเส้น 7 วัน ตั้งสอบข้อเท็จจริง

“ดีดีการบินไทย” สั่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง-วินัย ให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน กรณีแอร์สาวถูกคุมตัวที่ออสเตรเลีย หลังเจอเฮโรอีน รับเหตุการณ์นี้สร้างความเสียหาย และชื่อเสียงของการบินไทย อาจส่งผลให้คนอื่นๆ ที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลียอาจไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง

วันที่ 29 มิ.ย. 2569 นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ดีดี การบินไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีลูกเรือของสายการบินไทยขนสิ่งผิดกฎหมาย ขณะที่ทำการบินจากประเทศไทยไปยังประเทศออสเตรเลีย หลังสุนัขดมกลิ่นตรวจพบสิ่งผิดปกติในสัมภาระ เรื่องดังกล่าวยอมรับว่าลูกเรือดังกล่าวกระทำความผิดจริง ซึ่งขั้นตอนจะเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลีย และบริษัทพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ 

ส่วนกระบวนการของบริษัท การบินไทยนั้น จากเหตุที่เกิดขึ้นได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ขณะเดียวกันได้มีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และสอบวินัยทันที เพื่อให้ได้ข้อสรุปใน 7 วัน หรืออาจจะเร็วกว่านั้น หากกระบวนการสรุปออกว่าเป็นความจริง ก็จะดำเนินการลงโทษสูงสุดด้วยการเลิกจ้าง ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำให้การบินไทยได้รับความเสียหาย และเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)

“ยอมรับว่าเรื่องนี้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างมากให้กับการบินไทย ซึ่งต่อไปจะยิ่งทำให้ลูกเรือ หรือคนไทย ที่จะเดินทางเข้าออสเตรเลีย อาจจะเข้ายาก หรือมีขั้นตอนยุ่งยากขึ้นแน่ แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าแต่ละประเทศก็คงไม่ตัดสินจากเหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว ก็ต้องแยกเป็นบุคคลไป นอกจากนั้นขอย้ำว่า การบินไทยมีระบบ และกฎระเบียบที่ เข้มงวด เคร่งครัดอยู่แล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ตนก็ได้ยิ่งกำชับไปตามสายงานให้เข้มงวด กวดขันมากขึ้น บางอย่างก็อาจจะควบคุมยาก เพราะการบินไทยมีลูกเรือกว่า 4,000 คน นักบินอีกกว่า 1,000 คน ก่อนออกทำการบิน การบินไทยก็มีการบรีฟข้อบังคับ ข้อห้าม สิ่งผิดกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ทุกคนก็รู้อยู่ว่าสิ่งใดทำได้ หรือ ไม่ได้ หรือผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง” นายชาย กล่าว

ยิงสนั่นแฟนโซนแคลิฟอร์เนีย พื้นที่เชียร์ฟุตบอลโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

ยิงสนั่นแฟนโซนแคลิฟอร์เนีย พื้นที่เชียร์ฟุตบอลโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

29 มิ.ย. 2569 16:31 น.

ยิงสนั่นแฟนโซนแคลิฟอร์เนีย พื้นที่เชียร์ฟุตบอลโลก ดับ 1 เจ็บสาหัส 1 ราย

เกิดเหตุยิงกลางย่านซานเปโดร สแควร์ แหล่งบันเทิงยอดนิยมในเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรม “แฟนโซน” ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย

ตำรวจเมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยเหตุยิงซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 21.12 น. ของวันอาทิตย์ (28 มิ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณสี่แยกถนนนอร์ท มาร์เก็ต ตัดกับถนนเวสต์ ซานตา คลารา ในย่านซานเปโดร สแควร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รุดไปยังที่เกิดเหตุพบผู้ถูกยิง 2 ราย โดยรายแรกทนพิษบาดแผลไม่ไหวและถูกประกาศว่าเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุทันที ส่วนเหยื่อรายที่สองได้รับบาดเจ็บสาหัสที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในท้องถิ่นอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเหยื่อทั้งสองราย และยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ต้องสงสัยหรือมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุ โดยได้ประกาศยกระดับคดีนี้เป็นการสืบสวนคดีฆาตกรรม พร้อมสั่งปิดถนนโดยรอบหลายสายและขอความร่วมมือให้ประชาชนหลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว

พยานในที่เกิดเหตุและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรายหนึ่ง เล่าว่า เธอเห็นผู้ได้รับบาดเจ็บอยู่ในสภาพทรมานอย่างหนัก มีเลือดไหลนองบริเวณลำคอและแผ่นหลังส่วนบน ขณะที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินและเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกำลังเร่งปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บรายหนึ่งบนเปลหามซึ่งมีผ้าสีขาวคลุมไว้บางส่วนออกไปจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กิจกรรมการฉายฟุตบอลโลกประจำวันได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยแมตช์การแข่งขันเดียวของวันนั้นจบลงไปตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น จึงไม่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอยู่บนจอยักษ์ในขณะเกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นย่านสถานบันเทิงและร้านอาหารชื่อดัง ทำให้ในช่วงเวลานั้นยังมีนักท่องเที่ยวและชาวเมืองใช้บริการกันอย่างหนาแน่น ก่อนที่บาร์ส่วนใหญ่ในพื้นที่ซานเปโดร สแควร์ จะถูกสั่งปิดให้บริการทันทีและมีการกั้นพื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตห้ามเข้า

สำหรับพื้นที่ซานเปโดร สแควร์ ในเมืองซานโฮเซ ถือเป็นหนึ่งในสถานที่จัดกิจกรรม “ปาร์ตี้ชมการแข่งขัน” หรือ แฟนโซน ขนาดใหญ่หลายสิบจุดทั่วเขตซานฟรานซิสโก เบย์แอเรีย ซึ่งมักจะมีฝูงชนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกันอย่างคึกคักเพื่อชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่

โดยจนถึงปัจจุบัน เขตเบย์แอเรียได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกไปแล้วถึง 5 แมตช์ ซึ่งแมตช์ล่าสุดที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันพุธ คือเกมนัดตัดเชือกระหว่างทีมชาติบอสเนียและสหรัฐฯ  ซึ่งเป็นเจ้าภาพร่วม.

ที่มา Reuters / Anadolu

พบฟอสซิล “ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของแอนตาร์กติกา” ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักนาน 40 ปี

พบฟอสซิล "ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของแอนตาร์กติกา" ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักนาน 40 ปี

29 มิ.ย. 2569 15:55 น.

พบฟอสซิล “ไดโนเสาร์ชิ้นแรกของแอนตาร์กติกา” ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักนาน 40 ปี

นักบรรพชีวินวิทยาเผยการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ หลังพบกระดูกฟอสซิลที่ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชักเก็บของนานถึง 40 ปี แท้จริงแล้วคือ “กระดูกไดโนเสาร์ชิ้นแรก” ที่ถูกค้นพบบนทวีปแอนตาร์กติกา หรือขั้วโลกใต้ เผยเป็นกระดูกส่วนหางของ “ไททาโนซอร์” ไดโนเสาร์กินพืช ช่วยเปิดหลักฐานใหม่ว่าขั้วโลกใต้เคยเป็นป่าเขียวขจีและมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

สถาบันสำรวจแอนตาร์กติกาแห่งสหราชอาณาจักร (BAS) ในเมืองเคมบริดจ์ เปิดเผยเรื่องราวการค้นพบที่น่าเหลือเชื่อ หลังจาก ดร.มาร์ก เอวานส์ ผู้จัดการดูแลคลังสิ่งสะสมของ BAS ได้สังเกตเห็นกระดูกฟอสซิลชิ้นหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตา ท่ามกลางตัวอย่างหินและฟอสซิลหลายพันชิ้นที่ถูกนำกลับมาจากการสำรวจแอนตาร์กติกาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมันถูกเก็บลืมไว้ในลิ้นชักตู้ธรณีวิทยามานานถึง 40 ปี

ฟอสซิลชิ้นนี้ถูกขุดพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปี 1985 ที่เกาะเจมส์ รอสส์ ในทวีปแอนตาร์กติกา โดย ดร.ไมค์ ธอมสัน นักธรณีวิทยาในยุคนั้นได้บันทึกภาพสเกตช์ขนาดเล็กเอาไว้ในสมุดสนามพร้อมข้อความระบุว่าเป็น “กระดูกสันหลังของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่” กว้างประมาณ 10 เซนติเมตร ทว่าในเวลานั้นทีมสำรวจยังไม่แน่ใจว่ามันคือตัวอะไร และคาดเดาว่าน่าจะเป็นกระดูกของสัตว์เลื้อยคลานทะเลโบราณ จึงได้นำมาเก็บรักษาไว้ในคลังและไม่มีใครแตะต้องมันอีกเลย

ดร.มาร์ก เอวานส์ กล่าวถึงวินาทีที่พบฟอสซิลชิ้นนี้ว่า  “มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณเริ่มคิดว่า ‘มีอะไรอยู่ในลิ้นชักนี้บ้างนะ’ แล้วบางครั้งคุณก็ไปเจอเข้ากับบางสิ่ง และคิดขึ้นมาได้ว่า ‘อืม… ชิ้นนี้น่าสนใจ'” 

ดร.เอวานส์ สังเกตเห็นว่ากระดูกสันหลังชิ้นนี้มีลักษณะคล้ายกับไดโนเสาร์มากกว่าสัตว์ทะเล และเมื่อคำนวณจากปีที่ขุดพบ หมายความว่า นี่จะเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกสุดที่ถูกค้นพบบนทวีปแอนตาร์กติกา ทำลายความเข้าใจเดิมที่คิดว่ามีการพบชิ้นแรกในปีก่อนๆ เขาจึงได้เชิญ ศาสตราจารย์ พอล บาร์เร็ตต์ ผู้เชี่ยวชาญจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติลอนดอน (NHM) มาช่วยตรวจสอบเพื่อยืนยัน

ศ.บาร์เร็ตต์ ระบุหลังจากได้ตรวจสอบโครงสร้างกระดูกอย่างละเอียด โดยชี้ให้เห็นรอยหวำที่ปลายด้านหนึ่งและปุ่มทรงกลมที่ปลายอีกด้าน ซึ่งเป็นลักษณะข้อต่อแบบเบ้าและหัวบอลที่เรียงต่อกันจากหัวจรดหาง

ศ.บาร์เร็ตต์ ยืนยันว่า “ทันทีที่ผมเห็น ผมรู้เลยว่าเรากำลังรับมือกับอะไร… มันชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ว่านี่คือ ‘ไททาโนซอร์’ (Titanosaur) เพราะนี่คือการผสมผสานของลักษณะโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไดโนเสาร์กลุ่มนี้เท่านั้น” 

“ไททาโนซอร์” เป็นกลุ่มไดโนเสาร์กินพืช 4 ขาที่มีคอยาวและหางยาวเพื่อสร้างสมดุล โดยกลุ่มนี้รวมเอาไดโนเสาร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเดินอยู่บนโลกเอาไว้ ซึ่งบางสายพันธุ์มีความยาวได้มากกว่า 35 เมตร และหนักถึง 60 ตัน ทว่าจากขนาดกระดูกหางที่พบในแอนตาร์กติกาชิ้นนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามันน่าจะมีความยาวลำตัวเพียงประมาณ 7 เมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นไดโนเสาร์ที่ยังโตไม่เต็มวัย หรือเป็นสายพันธุ์แคระที่วิวัฒนาการให้มีขนาดตัวเล็กกว่ากลุ่มหลัก

การค้นพบที่ถูกลืมนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างของบันทึกฟอสซิลในแอนตาร์กติกาที่มีอยู่อย่างเบาบาง โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไดโนเสาร์ตัวนี้มีชีวิตอยู่เมื่อ 82 ล้านปีก่อน ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ซึ่งในเวลานั้น ทวีปแอนตาร์กติกามีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากดินแดนน้ำแข็งที่หนาวเหน็บในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง โดยพื้นที่ทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์และเขียวขจี ซึ่งเป็นแหล่งอาหารชั้นยอดของสัตว์กินพืชขนาดใหญ่

ปัจจุบัน การทำงานของนักบรรพชีวินวิทยาในแอนตาร์กติกายังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากแผ่นน้ำหนาทึบได้ปกปิดหลักฐานยุคก่อนประวัติศาสตร์ในชั้นหินเอาไว้หมด การพบฟอสซิลในลิ้นชักครั้งนี้จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

ศ.บาร์เร็ตต์ กล่าวสรุปว่า “มันแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่เราคิดว่าไม่สามารถอยู่อาศัยได้ในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ที่น่าอยู่มาก และมีสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ที่นั่น การค้นพบนี้กำลังช่วยให้เราเข้าใจว่า พวกมันใช้ชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับระบบนิเวศอันกว้างใหญ่ที่อยู่ใต้สุดของโลกเมื่อประมาณ 80 ล้านปีก่อนได้อย่างไร”.

ที่มา BBC