อรรถวิชช์ บี้รัฐหยุดวงจร ดีเซล 2 ราคา งัดกฎหมายปี 16 ชนโรงกลั่น-รีดภาษีลาภลอย

อรรถวิชช์ บี้รัฐหยุดวงจร ดีเซล 2 ราคา งัดกฎหมายปี 16 ชนโรงกลั่น-รีดภาษีลาภลอย

อรรถวิชช์ บี้รัฐหยุดวงจร ดีเซล 2 ราคา งัดกฎหมายปี 16 ชนโรงกลั่น-รีดภาษีลาภลอย

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

17 มีนาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์คลิปวีดีโอ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “หยุดวงจร “ดีเซล 2 ราคา” ต้นเหตุน้ำมันขาดแคลน รัฐบาลต้องกล้าชนโรงกลั่น ใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตรึงราคาน้ำมันทันที พร้อมเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เก็บส่วนต่างโรงกลั่นที่กำไรเกินควร!”

ตรรกะเจี๊ยบ! เลิกข้าวฟรี ลดผู้ช่วย=สกัดสส.น้ำดีเข้าสภา

ตรรกะเจี๊ยบ! เลิกข้าวฟรี ลดผู้ช่วย=สกัดสส.น้ำดีเข้าสภา

ตรรกะเจี๊ยบ! เลิกข้าวฟรี ลดผู้ช่วย=สกัดสส.น้ำดีเข้าสภา

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.25 น.

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ระบุว่า 

การเสนอตัดงบอาหาร สวัสดิการบำนาญสส. ลดผู้ช่วยสส.จนเหี้ยนฟังดูดี เหมือนเป็นการปราบ/กดนักการเมืองที่เป็นอาชีพที่สังคมมีอคติอยู่แล้ว ได้ความสะใจกองเชียร์
.
แต่ความจริงถ้าอยากได้นักการเมืองน้ำดีมาไล่น้ำเน่าที่นั่งอยู่เต็มสภา นี่คือข้อเสนอที่เต็มไปด้วยอคติ และไม่เข้าใจความเป็นจริงของอาชีพนักการเมืองเลย 
.
ปรับลดในบางส่วนได้ เช่น ลดค่าอาหารให้สมเหตุสมผล 
.
แต่ยังควรมีให้ไม่ใช่ตัดทิ้งทั้งหมด เพราะถ้าให้ไปต่อคิวหาซื้ออาหารทานเองก็เสียเวลาในการประชุมเพราะการประชุมสภาไม่มีการพักกลางวัน 
.
หลายครั้งประชุมถึงดึกดื่นเที่ยงคืน หรือข้ามคืน จะไปหาซื้อรับประทานจากไหน
.
เรื่องนี้ไปหาความลงตัวกันในกมธ.กิจการสภา แต่ไม่ใช่ตัดแบบเอาซีน เอามัน สะใจ
.
เงินเดือนสส. 1 แสนเศษ หักภาษี หักเงินเข้ากองทุนอะไรต่าง ๆ เหลือเข้าบัญชีสุทธิ 9 หมื่นกว่าบาท
.
เฉลี่ยวันละ 3 พันนิด ๆ ไม่ถือว่ามาก จะลองชำแหละให้ฟังคร่าว ๆ
.
ประสบการณ์ส่วนตัว ค่าพวงหรีดดอกไม้สดพวงละพันกว่าบาท (1,200-1,500)
.
วันไหนวางหรีดงานศพเกิน 2 งานก็หมดแล้ว 
.
ไม่นับงานบวช งานแต่ง งานบุญ กฐินผ้าป่า แม้จะเลือกไปเฉพาะงานที่จำเป็นก็เยอะแล้ว
.
เงินช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น งานสงเคราะห์ค่ารถค่าราผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัยต่าง ๆ 
.
สปอนเซ่อร์งานวันเด็ก ทีมกีฬา ตามที่ขอมา
.
ค่าใช้จ่ายร่วมกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ที่มากกว่าอาชีพอื่นโดยเฉลี่ยแน่นอน 
.
สส.พรรคส้ม ยังมีการแบ่งเงินไปบริจาคเงินช่วยเหลือพรรคด้วย
▪︎อาชีพนักการเมืองไม่ใช่อาชีพมั่นคง
▪︎แม้แต่ธนาคารยังไม่กล้าปล่อยกู้ซื้อบ้านซื้อรถ
▪︎ไม่มีโบนัส แต่ภาษีสังคมสูงกว่าอาชีพอื่น ๆ โดยเฉลี่ย
▪︎มีวาระแค่ 4 ปี (ตามสถิติเกือบครึ่งสภาไม่ได้ไปต่อในการเลือกตั้งครั้งถัดไป)
▪︎เมื่อหมดวาระ การกลับไปเริ่มต้นชีวิตเดิมที่เคยละทิ้งมาก็ไม่ง่าย กลับไปต่อไม่ติด 
.
ถ้าจะตัดทุกอย่างแบบดูเท่ ตัดให้สะใจกองเชียร์ คนธรรมดาก็อยู่ไม่ได้ ไปเพ่งเล็งคนขาดลามาสาย โดดประชุมสภาดีกว่า

คนหนุ่มสาวที่มีไฟ มีอุดมการณ์ แต่ไม่มีทุนรอน จะไม่กล้าเสี่ยงทิ้งอาชีพมั่นคงมาทำการเมือง
.
สุดท้ายสภาจะเหลือใคร ?
.
ที่เหลือจะไม่ใช่คนธรรมดาที่อยากเปลี่ยนประเทศ
.
แต่จะเหลือแต่คนที่มีเงิน มีอำนาจ หรือเข้ามาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง
.
ถ้าอยากไล่นักการเมืองน้ำเน่าออกจากสภา
.
อย่าทำให้ “ส.ส.น้ำดี” เข้ามาไม่ได้ตั้งแต่แรก

วิเคราะห์แผน 2 ชั้น เทพไท ชี้กลไกฟอกขาวคดีฮั้ว สว. ปลดล็อก ครม.ใหม่

วิเคราะห์แผน 2 ชั้น เทพไท ชี้กลไกฟอกขาวคดีฮั้ว สว. ปลดล็อก ครม.ใหม่

วิเคราะห์แผน 2 ชั้น เทพไท ชี้กลไกฟอกขาวคดีฮั้ว สว. ปลดล็อก ครม.ใหม่

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.47 น.

17 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เป่าคดีฮั้วส.ว. รองรับแต่งตั้ง ครม.ใหม่

หลังจากที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ได้ออกหนังสือนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย และกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้แล้วว่า จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคมอย่างแน่นอน

ซึ่งไม่ได้ผิดความคาดหมาย เพราะทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่พรรคภูมิใจไทยได้วางไว้แล้วทั้งสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของคดีฮั้วส.ว. ที่อนุกรรมการชุดที่ 26 ได้สอบสวน มีส.ว. จำนวน 138 คน และบุคคลอื่นที่เป็นนักการเมือง หรือที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอีกจำนวน 91 คน รวมเป็น 229 คน จนต่อมาประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง ได้แต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 อีกชุดหนึ่ง เพื่อกลั่นกรองการสอบสวนอนุกรรมการชุดที่ 26

จนล่าสุดมีกระแสข่าวเรื่องการลงมติ 5:2 ยืนยันว่าคดีฮั้วส.ว. มีผู้เกี่ยวข้อง 229 คน ไม่มีมูล ซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.ชุดใหญ่ต่อไป แสดงให้เห็นว่าคดีฮั้วส.ว. จากความเห็นและมติของอนุกรรมการชุดที่36ไม่มีความผิด สอดคล้องกับความเห็นเกี่ยวกับการตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน2 ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลีกเลี่ยงที่จะแต่งตั้งบุคคลที่มีปัญหาด้านจริยธรรม เพียงแค่มีข้อสงสัยหรือเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบรรทัดฐาน

จึงทำให้คดีฮั้วส.ว.ซึ่งมีส.ส.จำนวนหนึ่ง ที่มีรายชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วส.ว. และมีโอกาสจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี ถ้าหากการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรียังอยู่ในการสอบสวนของอนุกรรมการที่ยังไม่มีข้อสรุปว่า มีมูลสั่งฟ้องหรือไม่ จะเป็นปัญหาในการแต่งตั้งว่าจะขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ เมื่ออนุกรรมการชุดที่36 มีมติ 5:2 ว่าคดีฮั้วส.ว.ไม่มีมูล จึงเป็นโอกาสทำให้การแต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่เป็นไปได้สะดวก ด้วยเหตุผล2ข้อ คือ

1.มีการเป่าคดีเสียก่อน จะทำให้การแต่งตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน2 ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีร่วมรัฐรัฐบาล สามารถจะอธิบายได้ว่า ระหว่างการแต่งตั้งรัฐมนตรี มติของอนุกรรมการชุดที่ 36 สั่งไม่มีมูลการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วส.ว. จึงไม่ได้ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

2.ถ้าหากคดีฮั้วส.ว. มีโอกาสพลิกโดยคณะกรรมการเลือกตั้งชุดใหญ่ มีมติสั่งฟ้อง สามารถอธิบายได้ว่า มติการสั่งฟ้องในคดีฮั้วส.ว. เกิดหลังจากการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีไปแล้ว จึงทำให้การแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วส.ว. ไม่ได้ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า เมื่ออนุกรรมการชุดที่ 36 ชงมาในลักษณะคดีไม่มีมูล คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือกกต.ชุดใหญ่ จะเห็นชอบตามมติของอนุกรรมการชุดที่ 36 มิฉนั้นคงจะไม่มีการตั้งอนุกรรมการซ้อนอนุกรรมการขึ้นมา ตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็เพื่อจะมาเป่าคดีที่อนุกรรมการชุดที่ 16 สั่งมีมูล เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มีการเตรียมการ และวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน แนบเนียนมากที่สุด

เชื่อว่าในที่สุด คณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน2 จะไม่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วส.ว. อย่างแน่นอน

เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น! อ.เดชา ชี้ โสภณ พลาดท่า ตอก หมอวรงค์ ปมอาหาร สส.

เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น! อ.เดชา ชี้ โสภณ พลาดท่า ตอก หมอวรงค์ ปมอาหาร สส.

เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น! อ.เดชา ชี้ โสภณ พลาดท่า ตอก หมอวรงค์ ปมอาหาร สส.

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.08 น.

17 มีนาคม 2569 กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมือง เมื่อ อ.เดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเตือนสติ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ที่เพิ่งรับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 16 มี.ค.69 ที่ผ่านมา

โดย อ.เดชา ระบุว่า คุณ​ โสภณ​ ซา​รัมย์​ ได้รับเลือกเป็น​ “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” เมื่อวันที่​ 15​ มี.ค.2569

และมีพิธีรับพระราชโองการโปรดเกล้าฯ​ แต่งตั้ง​ อย่างเป็นทางการในวันนี้​ (16​ มี.ค.​2569)

คำพูดแรก​ ที่แถลงหลังพิธีฯ​ ก็คือ​ “…. สภาฯชุดนี้​ จะเป็นสภาฯทำงานด้วยการกระทำ​ มาก

กว่าสภาฯที่พูดแล้ว​ ไม่ได้ข้อสรุป…. ” (ภาพด้านขวาล่าง)

แต่​ คำพูดที่คงตั้งใจให้ประชาชนได้รับทราบ​ (และเกิดความประทับใจ)​ นั้น​ กลับไม่ได้ผล

เพราะ​ เมื่อนักข่าวถามถึงความเห็น​ เกี่ยวกับข้อเสนอของคุณหมอวรงค์​ฯ​ เรื่อง​อาหาร​ ส.ส.

คำตอบของคุณ​ โสภณ​ฯ​ (ภาพด้าน​ซ้าย)​ กลับกลายเป็น​ “ไวรัล” มีคนพูดถึง​ กันทั่วทั้งเมือง

เพราะว่า​ ในขณะที่​คนไทยส่วนใหญ่​เห็นด้วยกับคุณ​หมอ​วรงค์​ฯ​ และเห็นเป็น​ “เรื่องสำคัญ”

แต่​ คุณ​ โสภณ​ฯ​ กลับเห็นเป็น​ “เรื่อง​ ตลก” และ​ “ไม่สำคัญ” ซึ่งขัดความรู้สึกของคนทั่วไป

ทำให้นึกถึง​คุณ​ ณวัฒน์​ฯ​ ที่ใช้คำว่า​ “ตลกดี” กับแนวทางแก้ปัญหา​มะพร้าว​ (ภาพขวาบน)

ในครั้งนั้น​ คนไทยส่วนใหญ่​เห็นด้วยกับแนวทางแก้ปัญหา​มะพร้าวน้ำหอม​ ของคุณ​ ศุภจึฯ

คราวนี้​ คนไทยส่วนใหญ่​ ก็สนับสนุน​ ข้อเสนอของคุณหมอ​ วรงค์​ฯ​ เช่นเดียวกัน

เมื่อคุณ​ โสภณ​ฯ​ ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย​ โดยใช้คำว่า​ “ตลก” เหมือนคุณ​ ณวัฒน์​ฯ

งานนี้​ จึงคาดหมายถึง​ สิ่งที่คุณ​ โสภณ​ฯ​ จะได้รับจากคนไทยส่วนใหญ่….ได้ไม่ยาก

เพราะ​ คงเป็นสิ่งเดียวกัน กับที่คุณ​ ณวัฒน์​ฯ​ เคยได้รับมาก่อนแล้ว​ นั่นเอง

เพียงแต่​ “ขนาด” ที่คุณ​ โสภณ​ฯ​ จะได้รับ​ คงใหญ่​โตกว่ามาก…. สมกับ​ “ตำแหน่ง” ที่มี

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันแพง เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันแพง เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันแพง เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯเรียกถกทีมเศรษฐกิจ รับมือน้ำมันแพง เล็งชงครม.จ่อขยับดีเซล หลังสิ้นสุดโปรตรึงราคา หลายจังหวัดยังโกลาหล รอต่อคิวหน้าปั๊มแต่ไก่โห่

กองทุนน้ำมันติดลบทะลุ 1.2 หมื่นล้าน ยอมกลืนเลือดอุ้มดีเซลต่อ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้นตรึงราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ นายกฯอนุทิน เรียกถกทีมเศรษฐกิจฝ่าฟันวิกฤตสู้รบตะวันออกกลาง ด้านศุภจี สุธรรมพันธุ์ยันมีแผนรับมือของแพง เพื่อช่วยประชาชนจ่อนำเข้าครม.อนุมัติอังคารนี้ กอ.รมน.โดดช่วยสำรวจตลาดห้ามกักตุนพลังงาน/สินค้า ต่างจังหวัดยังอลเวงต่อคิวหน้าปั้มแต่ไก่โห่

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม มี รายงานข่าวจาก คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงสุด 18.31 บาทต่อลิตร เพื่อสกัดราคาขายปลีกไม่ให้พุ่งเกิน 30 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวนหนัก กระทบต้นทุนพลังงาน และค่าครองชีพประชาชน โดยย้ำเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา พร้อมยึดหลักสะท้อนต้นทุนจริง และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนข้ามกลุ่ม

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า กบน. ได้ออกประกาศฉบับที่ 21 พ.ศ.2569 เรื่องการกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน เงินชดเชย เงินคืนจากกองทุน และเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบริหารจัดการราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับเหมาะสม ภายใต้กรอบนโยบายของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)และพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชน หลังราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มจนเกินระดับที่เหมาะสม ซึ่งกำหนดไว้ที่มากกว่า 30 บาทต่อลิตร หากปล่อยให้ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

แค่มาตรการระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม กบน. ระบุว่า การแทรกแซงราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการระยะสั้น โดยยังคงยึดหลักการสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของพลังงาน เพื่อไม่ให้บิดเบือนกลไกตลาด และหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาน้ำมันข้ามกลุ่ม (Cross Subsidy)

สำหรับโครงสร้างอัตราเงินส่งเข้ากองทุน และเงินชดเชยใหม่ พบว่า กลุ่มน้ำมันดีเซลได้รับการอุดหนุนสูงสุด โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และ B20 ได้รับเงินชดเชย 18.31 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลหมุนเร็วพรีเมียมต้องส่งเงินเข้ากองทุน 1.50 บาทต่อลิตร

ในส่วนของกลุ่มแก๊สโซฮอล์ กำหนดให้ E20 ได้รับเงินชดเชยสูงสุด 9.85 บาทต่อลิตร รองลงมาคือแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ได้รับ 8.37 บาทต่อลิตร ส่วน E85 ได้รับ 2.28 บาทต่อลิตร

ขณะที่ กลุ่มน้ำมันเบนซิน กำหนดให้ส่งเงินเข้ากองทุน 0.10 บาทต่อลิตร เช่นเดียวกับน้ำมันก๊าด ส่วนดีเซลหมุนช้าส่งเงินเข้ากองทุน 1.20 บาทต่อลิตร และน้ำมันเตาส่งเงินเข้ากองทุน 0.06 บาทต่อลิตร

กองทุนติดลบพุ่ง1.2หมื่นล้าน

ประกาศดังกล่าวลงนามโดย นางไพลิน ฟุ้งเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักการเงิน และบัญชี รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2569 พร้อมยกเลิกประกาศฉบับที่ 20 ก่อนหน้า และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค.2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตในประเทศ และการนำเข้า รวมถึงกำหนดอัตราเงินคืนจากกองทุนในกรณีส่งออก เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

ส่วนสถานะกองทุนน้ำมัน ณ วันที่ 15 มี.ค.2569 พบว่า บัญชีกองทุนน้ำมันติดลบ 12,605 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันบวก 25,016 ล้านบาท ขณะที่บัญชี LPG ติดลบ 37,621 ล้านบาท

หนูรับมือวิกฤตพลังงาน

ก่อนหน้านี้ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรมว.มหาดไทย เรียกประชุมทีมเศรษฐกิจและฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพื่อประชุมรับมือสถานการณ์พลังงานจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ประกอบด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายอนันต์แก้วกำเนิด ผอ.สำนักงบประมาณ นายลวรณแสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

ยังออกพรบ.เงินกู้ไม่ได้

โดยนายเอกนิติ เปิดเผยว่า เรื่องปัญหาน้ำมันยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถออกพรก.เงินกู้ชดเชยกองทุนน้ำมันได้ เนื่องจาก ขณะนี้ยังเป็นรัฐบาลรักษาการณ์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องรับมือวิกฤติพลังงาน กรณีราคาสินค้าเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันว่า ยังไม่มีอะไร แต่จะมีมาตรการออกมา ขอให้รอฟังศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.)พร้อมยอมรับว่าพรุ่งนี้ตนจะมีการเสนอมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนเกิดความกังวลเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภค บริโภค จะให้ความมั่นใจประชาชนได้อย่างไร นางศุภจี ไม่ได้ตอบคำถาม แต่พยักหน้ารับ ก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลทันที

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ปฏิเสธตอบคำถาม ว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องออกพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กู้เงิน ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อตรึงราคาน้ำมันหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า ขอให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

เพิ่มรอบรถขนส่งน้ำมัน

ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนจากโรงกลั่นน้ำมันเข้าร่วมการประชุมด่วน เพื่อหารือประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า

ภายหลังการประชุมกระทรวงพลังงานและผู้ค้าน้ำมันได้ข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติในการเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปยังพื้นที่เป้าหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมั่นว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้ จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลและมั่นใจในเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

ห้ามกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ได้มีข้อสั่งการให้ กอ.รมน.จังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จัดตั้งชุดตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายและการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการกระทำที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ให้ กอ.รมน.จังหวัด ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานพลังงานจังหวัด ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ร่วมกันตรวจสอบสถานีบริการน้ำมัน แหล่งเก็บสำรองน้ำมัน รวมถึงติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกักตุน การฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ได้มอบหมายให้ เสนาธิการทหารบก/เลขาธิการ กอ.รมน. กำกับดูแลการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. ในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงในทุกมิติ โดยเฉพาะการดูแล ความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชน

กอ.รมน.จะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การบริหารจัดการด้านพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ปตท.ติดตามน้ำมันใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอลที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบการจัดหาพลังงานในตลาดโลก ปตท. และบริษัทในกลุ่มได้ติดตาม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ และสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

ในด้าน การจัดหาน้ำมันดิบ ปตท. มีหน่วยงานธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่ทั่วโลกมีประสบการณ์และอยู่ในตลาดค้าขายน้ำมันดิบ บริหารจัดการโดยการเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมปรับแผนการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม เช่น จากทางแอฟริกา อเมริกา พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้า โดยยืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง และยังคงจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ซึ่งมีการกำลังการผลิตกว่า 60% ของประเทศ สามารถผลิตได้ตามแผ

จัดหาก๊าซธรรมชาติ

สำหรับ การจัดหาก๊าซธรรมชาติ ขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและเมียนมาผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มกำลัง และเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงประจำปีออกไปก่อน พร้อมจัดหา Spot LNG เพิ่มเติม ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มอบหมาย เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซ LNG ที่ขาดหายไป

ในส่วนสถานีบริการน้ำมัน คลังน้ำมัน เปิดทำการตลอด 7 วัน ระดมรถขนส่งน้ำมัน มายังสถานีบริการอย่างต่อเนื่องโดยแต่ละรอบใช้เวลา 12-24 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะทาง ซึ่งจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติในช่วงนี้ ปริมาณจำหน่ายในสถานีบริการ PTT Station เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ทำให้รอบขนส่งต้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางสถานีบริการไม่มีน้ำมันจำหน่ายในบางช่วงเวลา ทั้งนี้ ทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ประสานทุกหน่วยเพื่อบริหารจัดการรองรับความต้องการอย่างเต็มที่ ในท้ายนี้ขอความร่วมมือประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการกักตุน และสถานีบริการ PTT Station พร้อมดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

แม่สอดเข้าแถวยาว 3 กม.

ผู้สื่อข่าวรายงานความวุ่นวายบริเวณปั๊มน้ำมันในพื้นที่ 5 อำเภอแนวชายแดน จ.ตาก โดยเฉพาะใน อ.แม่สอด พบขบวนรถจำนวนมากจอดรอคิวจนล้นออกมานอกถนนยาวไปไกลกว่า 3 กิโลเมตร บางรายมารอตั้งแต่เย็นวานนี้ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องน้ำมันไม่เพียงพอ

บรรยากาศยิ่งสายยิ่งตึงเครียด หลังหลายปั๊มสั่งงดเติมน้ำมันทุกชนิดให้กับรถจากฝั่งเมียนมา เพื่อสำรองไว้ให้คนในพื้นที่ก่อน จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งและพยายามแซงคิวกันหลายครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองต้องสนธิกำลังเข้าดูแลความเรียบร้อยป้องกันเหตุทะเลาะวิวาท ล่าสุดช่วงสายที่ผ่านมาปั๊มทุกแห่งในแม่สอดต้องขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” และปิดให้บริการชั่วคราวเพราะน้ำมันสำรองเกลี้ยงทุกชนิด

มีรายงานว่าในช่วงบ่ายจะมีรถขนส่งนำน้ำมันล็อตใหม่เข้ามาเสริมในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนใจเย็นและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจัดสรรน้ำมันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อ่างทองเกิดวิกฤตดีเซล

ด้านสถานการณ์ความต้องการใช้น้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง โดยเฉพาะบริเวณปั๊ม ปตท. ไผ่ล้อม อ.เมือง พบว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความตึงเครียด ประชาชนนำรถมาเข้าแถวรอคิวตั้งแต่เช้าจนน้ำมันดีเซลหมดลงในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ผู้ที่มารอคิวหลายรายต้องผิดหวังหลังตระเวนหาปั๊มตั้งแต่ริมถนนสายเอเชียเข้ามาถึงตัวเมืองแต่พบว่าน้ำมันหมดเกลี้ยงแทบทุกที่

จากการสำรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ต่างๆ พบสถานการณ์ให้บริการดังนี้ ปั๊มบางจาก (สหกรณ์การเกษตรโพธิ์ทอง) ประกาศน้ำมันหมดทุกชนิด งดให้บริการชั่วคราว อยู่ระหว่างประสานจัดหา , ปั๊มบางจาก (ป่าโมก) น้ำมันดีเซล และแก๊สโซฮอล์ 95 หมดชั่วคราว และปั๊มบางจาก (แยกบ้านรอ) ดีเซล (ธรรมดา/พรีเมียม) และแก๊สโซฮอล์ 95 หมดเกลี้ยง เหลือเพียงแก๊สโซฮอล์ 91, E20 และ 97 (พรีเมียม) ในปริมาณจำกัดเท่านั้น

จากสภาวะน้ำมันขาดช่วง ทำให้ประชาชนหลายรายที่พยายามขับรถตระเวนหาปั๊มจนน้ำมันหมดถัง จำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้ที่สถานีบริการเพื่อรอคิวให้รถขนส่งน้ำมันมาถึงจึงจะเดินทางต่อได้ ขณะที่ปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ได้ติดป้ายแจ้งลูกค้าว่า ‘น้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่ง’ เพื่อลดความวุ่นวายบริเวณหน้าลานบริการ

ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งยืนยันว่ากำลังเร่งประสานงานกับบริษัทต้นสังกัดเพื่อให้จัดส่งน้ำมันมาเติมโดยเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาคการขนส่งและเกษตรกรรมในพื้นที่

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เรามีข้อสรุปให้กระทรวงพลังงาน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานไปคุยกับผู้ค้าเพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันตามปั๊มต่างๆ มีเพียงพอ จะได้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการของประชาชนที่ขณะนี้อาจจะมีความกังวล อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าน้ำมันมีเพียงพอแน่นอน”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

​โหวตนายกฯ สภาฯนัดเคาะ19มีนา เร่งตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤต

​โหวตนายกฯ สภาฯนัดเคาะ19มีนา เร่งตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤต

​โหวตนายกฯ สภาฯนัดเคาะ19มีนา เร่งตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤต

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โหวตนายกฯ สภาฯนัดเคาะ19มีนา เร่งตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤต

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ประธานสภา-รองประธานสภาแล้ว โสภณ” เตรียมออกหนังสือประชุมสภาฯ เพื่อโหวตนายกฯ 19 มีนาคม อยากให้มีรัฐบาลโดยเร็ว เพราะหลายวิกฤตรุมเร้า จับตาศาลรธน.นัดประชุม 18 มีนาคม 2569 พิจารณา รับ-ไม่รับ” คำร้องคดี บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง ไว้พิจารณาหรือไม่

เมื่อวันที่ 16มีนาคม2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569 เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็น ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้ 1.นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร 2.น.ส.มัลลิกา จิระพันธ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง 3.นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบันนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายโสภณ ซารัม ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายหลังรับตำแหน่งประธานสภาฯว่า วันนี้ตนและรองประธานสภาฯอีก2คน นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ชีวิตของพวกตนทั้ง3รวมถึงครอบครัว เป็นอย่างยิ่งที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ดังพวกเราทั้ง3จะน้อมนำพระราชดำรัสในวันเปิดพิธีรัฐสภาไปทำงาน วันนี้ถือว่าเป็นวันที่พวกเราทั้ง3คนได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ต่อจากนี้ไปจะเป็นการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ตนอยากเรียนว่าในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ ที่มีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ และพรรคอื่นๆมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ทำให้พวกเราได้รับความไว้วางใจในการมาทำหน้าที่ประธาน และรองประธานสภาฯ ยืนยันว่าพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นให้ได้ในสภาฯชุดที่ 27

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ตนและรองประธานสภาฯทั้ง2คน ได้แสดงวิสัยทัศน์เห็นตรงกันว่า จะสร้างความศรัทธาให้สภาฯแห่งนี้เป็นสภาฯที่พึ่ง ที่หวังของประชาชน ในความเห็นพวกเราทั้ง3คน เราอยากเห็นการเปลี่ยนวิธีคิด การทำงานของสภาฯชุดนี้จะเป็นสภาฯที่ทำงานด้วยการกระทำมากกว่าพูดแล้วไม่ได้ข้อสรุป เรื่องไหนที่ประชาชนไม่ชอบหรือเบื่อหน่ายเราจะไม่ให้เกิดขึ้นเด็ดขาด เรื่องที่ใช้เวลาในสภาฯไม่เป็นประโยชน์ เรื่องที่สาระน้อย เรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เราจะใช้เวลาเหล่านั้นให้น้อยที่สุด สิ่งที่เราทั้ง3ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อจากนี้ไป คือการนำความทุกข์ร้อนของประชาชนมาปรึกษาหารือในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นการยื่นญัตติหรือกระทู้ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นำเรื่องที่ไม่ใช่ความเดือดร้อน หรือเรื่องไม่เร่งด่วนมาพูด การปรึกษาหารือต้องเป็นเรื่องเร่งด่วนความเดือดร้อนของประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วน ต้องใช้สภาฯให้เป็นประโยชน์ ส่วนการถ่วงดุลตรวจสอบ ก็ว่ากันไปตามหน้าที่ของฝ่ายค้าน

“เราอยากเห็นสภาฯชุดที่ 27 นี้ขับเคลื่อนกฎหมาย เพื่อเป็นทิศทาง เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่จะผลักดันประเทศให้ข้ามวิกฤตการณ์ของโลกอยู่ในขณะนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาเราพึ่งแต่ฝ่ายบริหาร กฎหมายก็มาจากฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นสภาฯชุดนี้จะหลอมรวมกัน เราจะทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในการขับเคลื่อน สุดท้ายนี้ผมอยากเรียกร้องให้สมาชิกคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน สิ่งใดที่ประชาชนไม่ชอบ ขอความกรุณาอย่ามาใช้เวลาที่ทำให้ไม่เกิดประโยชน์บางเรื่องที่พูดแล้วมันเหมือนอุดมการณ์ แต่บางเรื่องมีข้อจำกัด เราต้องอยู่บนโลกความเป็นจริงและทำให้ความเป็นจริงของโลกไปในทิศทางที่ดีให้ได้ เชื่อมั่นว่าสภาฯชุดนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านจะมุ่งมั่นขับเคลื่อนทำงาน ฝากบอกพี่น้องประชาชนว่าขอให้เป็นกำลังใจ ให้ตำหนิทางสร้างสรรค์เรื่องใดที่ พวกเราทั้ง3คน พร้อมรับการติชมจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะภาคประชาชน หน่วยราชการ และที่สำคัญจากสมาชิก เราพร้อมจะรับมาปรับปรุงทุกเรื่อง สุดท้ายสภาฯถกเถียงกันอย่างไร ก็ต้องจบด้วยมติ” นายโสภณ กล่าว

เมื่อถามถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี นายโสภณ กล่าวว่า วันนี้ตนจะเซ็นหนังสือเพื่อเรียกประชุมสภาฯ พิจารณาโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่19มี.ค.นี้ ตนอยากเห็นรัฐบาลมีอำนาจเต็มก่อนช่วงสงกรานต์ เพราะขณะนี้วิกฤติต่างๆรุมเร้ากันหมด การมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มก็จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นหากไม่มีอะไรขัดข้อง การโหวตเลือกนายกฯฃนจะเกิดขึ้นในวันที่ 19มี.ค.นี้ เมื่อถามถึงกฎหมายต่างๆที่ค้างมาจากสภาฯชุดที่แล้ว อย่างเช่น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จะดำเนินการอย่างไร ประธานสภาฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะยืนยันกฎหมายเข้ามา คงต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี(ครม.)ใหม่ก่อน

วันเดียวกัน มีรายงานข่าวว่า การประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพุธที่ 18มีนาคม 2569 จะมีการพิจารณาว่า จะรับคำร้องคดี“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”ไว้พิจารณาหรือไม่ ภายหลังจากที่มีข้อกังวลอาจกระทบหลักการลงคะแนนลับ หากศาลรับคำร้อง คดีอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อการเลือกตั้งปี2569 การประชุมของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 18มีนาคมนี้ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย เนื่องจากมีวาระสำคัญพิจารณาว่าจะรับคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปปี2569 ไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาว่าศาลจะรับคำร้องเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยหรือไม่หลังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่ใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยคำร้องดังกล่าวมีต้นทางจากประชา ชนที่ยื่นเรื่องผ่านสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง อาจเปิดช่องให้สามารถตรวจสอบหรือเชื่อมโยงย้อนกลับถึงผู้ใช้สิทธิได้ ซึ่งอาจกระทบต่อหลักการสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องเป็นการออกเสียงโดยลับตามรัฐธรรมนูญ

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่พรรคกล้าธรรม ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มานานถึง 7 ปี จากนี้ในบทบาทของสภาจะยังดูแลกระทรวงเกษตรฯ ต่อไปอย่างไร โดยระบุว่า พรรคกล้าธรรม ทำได้ทุกอย่าง และในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติก็สามารถเสนอต่อรัฐบาลได้ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร หรือผ่าน สส.ในกรรมาธิการชุดต่างๆ ก็จะประสานทำงานร่วมกับรัฐบาลได้ไม่มีปัญหา ส่วนกรณีที่เมื่อวันที่ 15 มี.ค.กล้าธรรมลงมติงดออกเสียงเลือกประธานสภา ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า กล้าธรรมไม่มีบุคคลที่เห็นว่า อยากเห็นชอบด้วย จึงงดออกเสียงจะดีกว่า พรรคกล้าธรรมมีหลักการ มีอุดมการณ์ และมีจุดยืนของตัวเอง และเรื่องนี้ตนไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว เพราะได้ขอมติพรรคก่อนเข้าประชุมแล้ว

ส่วนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีพรรคกล้าธรรม จะมีการเสนอแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคกล้าธรรมด้วยหรือไม่นั้น ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ไม่แน่ ต้องรอประชุมแต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันภายในพรรค และยืนยันว่า ยังไม่มีการพูดคุย หรือมีโอกาสได้เจอกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนการที่นายอนุทิน ระบุว่า ความเป็นเพื่อนไม่มีวันหมดอายุ ร้อยเอกธรรมนัส ย้อนถามว่า “ท่านหมายถึงผมหรือเปล่า เข้าใจเอาเองหรือเปล่า”แต่สื่อมวลชนได้ตอบว่า”ใช่“พร้อมถามว่า ของท่านไม่มีวันหมดอายุด้วยหรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า ชีวิตของตนมีเพื่อนเยอะ มีพี่เยอะ มีน้องเยอะ ตนไม่ฆ่านายขายเพื่อน โดยเฉพาะความเป็นเพื่อน ตนจบนักเรียนเหล่าฯให้ความสำคัญเน้นมากกว่า เพื่อนไม่มีวันตาย

เมื่อถามว่า นายอนุทิน คือเพื่อนที่ไม่มีวันตายใช่หรือไม่ ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า”ถ้าท่านหมายถึงผม ผมก็หมายถึงท่านนั่นแหละ ส่วนจะสนับสนุนนายอนุทิน ในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นั้น ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองคนละเรื่องกันกับความเป็นเพื่อนพี่น้อง”

โต๋ ศุภโชติ จี้รัฐเช็กบิล ‘ทุนใหญ่’ กักตุนน้ำมันเก็งกำไร หลังโควตาปั๊มลดฮวบ

โต๋ ศุภโชติ จี้รัฐเช็กบิล 'ทุนใหญ่' กักตุนน้ำมันเก็งกำไร หลังโควตาปั๊มลดฮวบ

โต๋ ศุภโชติ จี้รัฐเช็กบิล ‘ทุนใหญ่’ กักตุนน้ำมันเก็งกำไร หลังโควตาปั๊มลดฮวบ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 22.05 น.

“โต๋ ศุภโชติ” ปรามรัฐบาลอย่าเพ่งโทษประชาชน เหตุชาวบ้านเร่งซื้อน้ำมัน เพราะขาดแคลนหาซื้อไม่ได้ รัฐบาลทำหน้าที่ตรวจสอบหรือยังว่าไม่มีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ รายไหน ชะลอการขายหรือตั้งใจกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งราคา

16 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์ปั๊มน้ำมันหลังจากที่มีประชาชนเดือดร้อนเป็นจำนวนมากจากการหาซื้อน้ำมันตามปั๊มไม่ได้ โดยระบุว่านอกจากข้อเสนอที่ตนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเรื่อง การสื่อสารข้อมูลกับประชาชนและการกระจายน้ำมันไปยังพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว 

นายศุภโชติ กล่าวว่า ตนมาลงพื้นที่พร้อมนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยกล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งสำคัญรัฐบาลไม่ควรโทษประชาชนว่าสถานการณ์กักตุนน้ำมันที่เกิดขึ้นมาจากความตื่นตระหนกของประชาชน แต่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีหรือยัง  รัฐบาลตรวจสอบหรือยังว่ามีผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่บางรายกำลังกักตุนหรือชะลอการขายเพื่อรอราคาปรับขึ้นหรือไม่ หากมีจริง นั่นหมายความว่า รัฐกำลังปล่อยให้มีการฉวยโอกาสจากวิกฤตพลังงานของประชาชนหรือเปล่า

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า มีข้อสงสัยจากหลายฝ่ายว่า การที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งถูกลดโควตาการเบิกน้ำมันจากคลังต่อวัน อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้ประกอบการบางรายที่พยายาม กักตุนหรือชะลอการจำหน่ายน้ำมัน เพื่อรอราคาปรับขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่ มาตรการตรึงราคาน้ำมันกำลังจะสิ้นสุดในวันพรุ่งนี้

ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลที่ได้ตรวจสอบมาอย่างละเอียดและโปร่งใส เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม ดังนี้

1. คลังน้ำมันแต่ละแห่งกำหนดโควตาการจ่ายน้ำมันให้ปั๊มอย่างไร? 

2. ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งออกจากคลังไปยังปั๊มทั่วประเทศในแต่ละวันมีเท่าไร

3. มีการตรวจสอบหรือไม่ว่า ปั๊มน้ำมันหรือผู้ค้ารายใหญ่บางแห่งชะลอการขายหรือกักตุนเพื่อรอราคาปรับขึ้น?

นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถป้องกันการฉวยโอกาสจากผู้ประกอบการที่ต้องการทำกำไรจากวิกฤตพลังงานของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากขึ้น

ในช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากกำลังกังวลว่าจะสามารถหาน้ำมันเติมได้หรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใสของข้อมูล การทำงานของหน่วยงานภาครัฐในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และความรวดเร็วในการสื่อสารของรัฐบาล เพราะหากประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนความตื่นตระหนกก็จะลดลง และสถานการณ์ก็จะถูกบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

วันนี้ 16 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก iLaw ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ อติรุจ ซึ่งถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 138 จากกรณีตะโกนข้อความ ไปไหนก็เป็นภาระ ใส่ขบวนเสด็จ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “อุทธรณ์ยืนจำคุก 1 ปี 8 เดือนอติรุจ กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอติรุจฟังคำพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 138 จากการตะโกนใส่ขบวนเสด็จที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ในชั้นศาลอติรุจให้การรับสารภาพในข้อหามาตรา 112 แต่สู้ในส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ก่อนหน้านี้วันที่ 12 ธันวาคม 2566 ศาลพิพากษาว่า มีความผิดตามมาตรา 112 และ 138 วรรคสอง เป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษทุกกรรมแบ่งเป็นมาตรา 112 จำคุก 3 ปี และมาตรา 138 จำคุก 2 เดือน รับสารภาพมาตรา 112 เป็นประโยชน์ในการพิจารณาลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

เวลา 13:31 น. ศาลขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยสรุปดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกัน คือ วันที่ 15 ตุลาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินไปที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับ จำเลยตะโกนใส่รถพระที่นั่งว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” หลังจากนั้นจำเลยถูกกลุ่มชายควบคุมตัว ต่อมาถูกกล่าวหาในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนนี้จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือไม่นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่าในวันเกิดเหตุมีคนที่ยืนประกบล้อมจำเลยใส่ชุดนอกเครื่องแบบ ไม่ปรากฏสัญลักษณ์ ไม่มีปืนพกประจำตัว เมื่อสอบถามว่าเป็นใครก็ไม่มีใครตอบ จึงไม่อาจทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าพนักงาน มีการเข้าจับกุมที่รุนแรงจำเลยจึงจำต้องดิ้นรนขัดขืน ถามว่าจับทำไม และดิ้นให้พ้นจากการควบคุมเมื่อไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีพ.ต.ต. อรรถพร คนไหวพริบ ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามการกระทำนั้นไม่ถึงขั้นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในทางนำสืบ ฝ่ายโจทก์ มีเจ้าพนักงานและเจ้าพนักงานตำรวจที่กระทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้การโดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุนั้นมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่มาปฏิบัติหน้าที่แต่งกายแตกต่างกันแต่มีบัตรผู้ปฏิบัติหน้าที่ติดที่หน้าอก พ.ต.ท.ชยาคมน์ โพธิ์ปรึก ให้การว่ามีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอกเสื้อ ผู้พบเห็นนั้นสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นตำรวจ ในวันเกิดเหตุจำเลยไม่ยอมนั่งลง แจ้งว่าจะยืน จึงมีการสั่งการให้เฝ้าจำเลยไว้ หลังจากนั้นเขาได้ใช้มือปิดปากจำเลย

อติรุจ

ขณะที่พ.ต.ต.อรรถพรเบิกความว่า วันดังกล่าวนั้นมีบัตรเจ้าหน้าที่ติดอยู่ที่เสื้อ และยืนอยู่ด้านหลังของจำเลย มีพ.ต.ท.ชยาคมน์ อยู่ใกล้ ๆ จึงช่วยจับขาซ้าย แต่ถูกเท้าถีบที่แขนด้านซ้ายหลายครั้ง ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ตำรวจอีกนายหนึ่งให้การเช่นกันว่ามีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ติดอยู่ เมื่อจำเลยตะโกนขึ้น เห็นว่า พ.ต.ท.ชยาคมน์นั้นใช้มือปิดปากและพยายามควบคุมตัวจำเลยไว้โดยเขานั้นยกตัวจำเลย แต่ถูกถีบจนบัตรประจำตัวหลุดตกลง นอกจากนี้พยานโจทก์ปากอื่นๆก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุนั้นมีการแต่งกายที่มีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอก

เห็นว่าแม้พยานโจทก์แต่ละปากจะแต่งกายแตกต่างกัน แต่ทุกคนนั้นติดบัตรประจำตัวที่หน้าอกด้านซ้าย เมื่อจำเลยไม่ยอมนั่งและมีปฏิสัมพันธ์ในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ จำเลยย่อมทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ ประกอบกับวิดีโอที่ฝ่ายโจทก์ยื่นระหว่างการพิจารณาคดี ก็เห็นได้ว่า บริเวณที่จำเลยยืนอยู่นั้นมีชายที่ใส่เสื้อดำและมีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอกคอยช่วยเหลือประชาชนและเชิญชวนประชาชนให้ร่วมรับเสด็จ ข้ออ้างที่ว่า กลุ่มชายที่ควบคุมตัวไม่มีบัตรประจำตัวและไม่ได้สังเกตจึงไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยนั้นไม่ถึงขั้นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในวันนั้นไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาจึงดิ้นให้หลุดจากการควบคุมจนทำให้ พ.ต.ต. อรรถพร ได้รับบาดเจ็บนั้น การกระทำของจำเลยนั้นเป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการจับกุมตามความผิดซึ่งหน้าตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80 เมื่อเห็นเหตุย่อมมีอำนาจในการที่จะจัดการให้เหมาะสมในการจับกุมจำเลย พ.ต.ต.อรรถพรบาดเจ็บที่แขนซ้าย จึงเห็นได้ว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย

ประเด็นที่อุทธรณ์ประเด็นที่สองคือ การขอให้ลดโทษและรอการลงโทษ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่ากระทำไปด้วยความเครียด กดดันด้วยอารมณ์ชั่ววูบและการกระทำของจำเลยนั้นไม่ได้มีความหยาบคาย หรือเป็นความอาฆาตมาดร้าย ขณะเกิดเหตุนั้นจำเลยเพิ่งจบการศึกษา และหลังจบการศึกษานั้นก็ได้เข้าทำงานประกอบสัมมาอาชีพ การจำคุกในระยะสั้นนั้นไม่เกิดผลในการแก้ไข ทั้งยังทำให้จำเลยเสื่อมเสียยากที่จะประกอบอาชีพที่สุจริต ทั้งการกระทำดังกล่าวยังเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย

เห็นว่าตามวิดีโอหลักฐานในคดี การที่จำเลยมีท่าทีแตกต่างกับคนทั่วไป ไม่ได้นั่ง ไม่ได้ทำความเคารพนั้นเป็นการแสดงการกระทำที่ไม่บังควร และมีความร้ายแรงขัดแย้งต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งศาลชั้นต้นได้ระวางโทษขั้นต่ำและลดโทษให้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงวัยวุฒิและคุณวุฒิของจำเลยนั้นย่อมรู้ผิดชอบชั่วดี ข้ออ้างเรื่องการจำคุกในระยะสั้นจะไม่สามารถแก้ไขได้นั้นไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ศาลชั้นต้นวางโทษมา 2 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้วกับพฤติการณ์ ไม่มีเหตุให้ลดโทษและรอการลงโทษ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 1 ปี 8 เดือน [????] https://www.ilaw.or.th/articles/10467″

หลังจากโพสต์ของ iLaw เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เช่น

“แบบนี้จะช่วยให้สถาบันดูดีขึ้นใช่ไหมฮะ”

“แล้วพวกที่เอาที่หลวงเป็นของตนเองไม่เห็นมีใครออกมาพูดบ้างเลย เรื่องนี้มันร้ายแรงถึงขั้นปล่นชาติปล่นแผ่นดิน ไม่เห็นมีใครเอามาใส่ใจบ้างเลย”

“ดีใจด้วยครับที่คุณได้เดินตามรุ่นพี่แล้ว หวังว่ากลุ่มก้วนของiLaw คงจะเดินเคียงข้างไปกับน้องเขานะ”

“อันนี้ก็ไม่ควรนะ ถึงจะไม่ชอบก็เถอะ สถาบันไม่ใช่ที่ๆอยากจะพูดจะทำก็ได้ อย่างน้อยนั้นคือราชวงศ์”

“โดนน้อยไปหน่อยสมควรติดยาวไป”

“น้อยคะน่าจะ5ปี”

“สมควร”

“สมควรแก่เหตุ”

“ไม่เกี่ยวกับสถาบัน มันเป็นกฏหมายธรรมดาๆแค่นั้นเอง”

อติรุจ
อติรุจ
อติรุจ
อติรุจ
อติรุจ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก iLaw

พริษฐ์ ลุยยื่นกฎหมาย 9 ชุดรวด หวังใช้สภาผลักดันการเปลี่ยนแปลง

พริษฐ์ ลุยยื่นกฎหมาย 9 ชุดรวด หวังใช้สภาผลักดันการเปลี่ยนแปลง

พริษฐ์ ลุยยื่นกฎหมาย 9 ชุดรวด หวังใช้สภาผลักดันการเปลี่ยนแปลง

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

วันที่ 16 มี.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ -ไอติม -Parit Wa charasindhu ระบุว่า ประธานสภาปฏิบัติหน้าที่แล้ว พรรคประชาชนเดินหน้ายื่นชุดกฎหมายทันที 14.30 น. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว บ่ายวันนี้ ทางพรรคประชาชนจึงได้ยื่นชุดกฎหมาย 9 ชุดแรก ต่อสภาทันที เพื่อเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านกลไกนิติบัญญัติ (เช่น พ.ร.บ. ประกันสังคม / พ.ร.บ. โรงแรม / พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร / พ.ร.บ. ขนส่งทางบก / พ.ร.บ. ขยะ / พ.ร.บ. การศึกษา / ร่างแก้ไข รธน. เพิ่มสิทธิประชาชนในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) รายละเอียดเนื้อหาของกฎหมาย 9 ชุดแรก (20-30+ ฉบับ) จะมีการสื่อสารและแถลงข่าวในเร็ว ๆ นี้

ในการแสดงวิสัยทัศน์เมื่อวาน ประธานสภาคนใหม่ (โสภณ ซารัมย์) ได้พูดถึงการเพิ่มพื้นที่และเวลาในการพิจารณาร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดย สส. ทุกฝ่าย (นอกเหนือจากกฎหมายที่ถูกเสนอโดย ครม.) – หลังจากนี้ ผมหวังจะเห็นความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองทั้งซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในการผลักดันวาระการเปลี่ยนแปลงที่เราหาทางออกร่วมกันได้

พริษฐ์
พริษฐ์
พริษฐ์