มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก สกลธี ภัททิยกุล ระบุว่า 20 ปี ของมิตรภาพ  พี่โต้ง สิริพงษ์ เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกับผมเมื่อปี 2550 สมัยนั้นเราสนิทกันมาก เพราะสภาอยู่เกือบครบ 4 ปี และยังไปเรียนหลักสูตร ปนป.1 ด้วยกันอีก นิสัยถูกคอกันเลยกินเที่ยวด้วยกันบ่อย

พี่โต้งเป็นคนน่ารักและเป็นคนเก่ง ดีใจกับพี่โต้งมากๆ ที่ได้รับความไว้วางใจจากพรรคภูมิใจไทยและได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.คมนาคม 

อยากบอกว่าเหมาะสมมากๆ ครับ และเป็นกำลังใจให้พี่ + คิดว่าพี่โต้งต้องทำได้ดีในตำแหน่งหน้าที่นี้เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติแน่นอนครับ

แยกกันไป 15 ปีกลับมาสภาเที่ยวนี้พี่โต้งส่งรูปสมัยปี 2550 มาให้ เลยเอามาเทียบกับรูปนี้ปี 2569 ครับ

เกาหลีเกาใจมากๆ

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา ชี้หากทำแล้วกระทบปชช. พร้อมตรวจสอบ ส่วนเนื้อหานโยบายเป็นอำนาจรัฐสภา เล็งคุย ศุภจี ดันกฎหมายนอมินี แก้ปัญหามะพร้าว

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผู้ตรวจการแบบนี้จะมีการจับตานโยบายของรัฐบาลที่มีความสุ่มเสี่ยงจะกระทบต่อประชาชน และพ.ร.บ.การเงินการคลังหรือไม่ ว่า  ถ้าเป็นเรื่องนโยบายโดยตรงจะเป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการตรวจสอบเมื่อแปรนโยบายมาเป็นการปฏิบัติ สั่งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามนโยบาย ซึ่งแน่นอนว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องติดตามนโยบาย ว่ามีนโยบายลงมาอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ดูในทางปฏิบัติ และหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยมีขั้นตอนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากเป็นเรื่องนโยบายโดยตรงเป็นเรื่องของรัฐสภาทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล

ส่วนกฎหมายนอมินีกลางนั้น หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็จะมีการนัดหมายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาพูดคุยกัน รวมทั้งหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางเรื่องนอมินี และเรื่องมะพร้าว รวมถึงเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

นายวีระยุทธเริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล “เดินนำหน้าประชาชน” อย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล “เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว” ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์ 

วีระยุทธ

การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด

นายวีระยุทธ ชี้ว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี  2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า

ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง นายวีระยุทธ เสนอว่า รัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

นอกจากการมีนโยบายเชิงรับ นายวีระยุทธ เสนอว่า จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยตนเสนอให้รัฐบาลประกาศ “ภารกิจแห่งชาติ” อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ “การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย” โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ  ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน

วีระยุทธ

อย่างไรก็ดี แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมีปัจจัยมาจาก “ส่วนผสมของรัฐบาล” นายวีระยุทธ วิเคราะห์โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่า เป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม “การเมืองบ้านใหญ่” กับกลุ่ม “เทคโนแครต” โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม “ปิดตา” ข้างหนึ่งให้แก่กันและกัน เพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ 

นายวีระยุทธ เรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า “ปิดตาธิปไตย” โดยยกกรณีการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์

นายวีระยุทธ ตั้งคำถามสำคัญ ว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด พร้อมเตือนว่าไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

ในช่วงท้าย นายวีระยุทธ กล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลา ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดินขยายระยะเวลาชี้แจง 15 วันกรณีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 กรณีบัตรเลือกตั้งที่มี QR code และ Barcode อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้มีการขอขยายระยะเวลา  และก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญที่จะใช้ดุลยพินิจในการเรียกพยานหลักฐาน หรือพยานอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ และขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อพยานเพิ่มเติม ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญจะสอบถามหรือขอให้ส่งรายชื่อพยานเพิ่มเติม 

ส่วนบุคคลที่จะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะขอรอดูหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยประชุมหารือกันอีกครั้งเพื่อส่งตัวแทนเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

9 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ‘มายด์’ ภัสราวลี ขอเดินทางไปบราซิล เพื่ออบรมโครงการด้านการสื่อสารสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หนึ่งในจำเลยคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 หรือ การชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรต่อศาล เพื่อไปเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย. 2569 โดยในคำร้องยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนและจะไม่กระทบต่อวันนัดสืบพยานโจทก์ที่มีกำหนดนัดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 นี้

อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน จึงไม่สมควรอนุญาต

คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2564 และในวันเดียวกันนั้นศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวภัสราวลีในระหว่างการพิจารณาคดี โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ให้เดินทางมาศาลตามนัดหมายทุกนัด และให้ถือปฏิบัติเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล

ภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอออกเดินทางนอกราชอาณาจักรต่อศาล เนื่องจากต้องเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย. 2569 โดยคำร้องมีสาระสำคัญระบุว่า

คดีนี้ภายหลังจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัดทุกประการ ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่มาศาล จำเลยเข้าร่วมพิจารณาคดีทุกนัด และไม่เคยมีเหตุยื่นขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ปัจจุบันจำเลยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (constitution advocacy alliance) ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญต่อประชาชนและสังคมโดยรวม มีการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพให้แก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จำเลยได้สมัครเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 เพื่อมุ่งหวังว่าจะได้นำองค์ความรู้มาพัฒนาศักยภาพในการทำงานต่อไป

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการจัดการอบรมเพื่อสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยทั่วยุโรป ผู้เชี่ยวชาญด้านทางการเมืองระดับชั้นนำ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเสริมศักยภาพในการส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับสากล ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ตุลาคม 2569

สำหรับวิธีการเข้าร่วมอบรมมีทั้งช่วงที่กำหนดให้เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ และมีช่วงที่กำหนดให้เดินทางไปร่วมกระบวนการโดยตรงกับผู้จัดโครงการนอกสถานที่ในต่างประเทศ โดยโครงการนี้มีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรมเพียงจำนวน 40 คนเท่านั้นจากผู้สมัครทั่วโลก

จำเลยได้ผ่านการสัมภาษณ์คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม และเริ่มเข้าร่วมการอบรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยวิธีการอบรมทางออนไลน์ แต่ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย 2569 นี้ หลักสูตรกำหนดให้ต้องเดินทางไปเข้าร่วมกระบวนการอบรม ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เพื่อให้ผู้จัดการอบรมและผู้เข้าร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกมาพบปะและมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ หากจำเลยไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ไม่สำเร็จการอบรมตามหลักสูตร และพลาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งพลาดโอกาสเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อต่อยอดและนำไปใช้ในการทำงาน

ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรในระหว่างวันที่ 13 – 18 เม.ย. 2569 และช่วงเวลาการเดินทางของจำเลยมิได้อยู่ในช่วงการสืบพยานของศาล และมีกำหนดการที่ชัดเจนจึงมิได้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีของศาล จึงขอศาลอนุญาตให้จำเลยซึ่งอยู่ระหว่างการใช้สิทธิต่อสู้คดีและยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ได้เดินทางเข้าอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ อันเป็นโอกาสสำคัญในการประกอบอาชีพ และเมื่อจำเลยเดินทางกลับเข้ามาในราชณาจักรแล้วจะมารายงานตัวต่อศาล

ในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย เพราะเกรงว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ซึ่งจำเลยอื่นที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรนั้นก็หลบหนีมาแล้ว ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน ในชั้นนี้จึงไม่สมควรอนุญาต ยกคำร้อง” ลงชื่อผู้พิพากษาผู้ทำคำสั่งโดย สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์

ทั้งนี้ คดีจากการชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 จัดขึ้นโดยกลุ่มราษฎร 2563 ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่ากษัตริย์ไทยใช้พระราชอำนาจบนดินแดนเยอรมันหรือไม่ ซึ่งขณะนั้นภัสราวลีทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยอื่นไปยื่นหนังสือที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้กับเอกอัครราชทูต ที่สถานทูตเยอรมนี และต่อมาพบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น 13 คน ซึ่งนับว่าคดีที่มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้มากที่สุดจากเหตุการณ์ชุมนุมในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน คดียังคงอยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยศาลมีกำหนดนัดสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 18-19 มิ.ย. 2569 และนัดอีก 6 นัดไปจนถึงเดือนกันยายน 2569

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 
7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 
13 พฤษภาคม 2569  และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง    

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง  

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 400 กิโลกรัม บรรจุ 62,000 ซอง    

4) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

6) กข109 (หอมพัทลุง 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสวยมีสีขาว นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดในแปลงนาเกษตรกร 1,086 กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคใต้จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

7) กข26 (เชียงราย 72) เป็นข้าวเหนียว ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ความสูงประมาณ 111 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,152กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 และกข14 ประมาณ 5-6 วัน  ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน บรรจุ 48,000 ซอง

สำหรับประชาชนที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 33 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – 16 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนและส่วนภูมิภาคสามารถรับได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร ในวันและเวลาราชการ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ และคณะ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และคณะ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม ติดตามการปฏิบัติภารกิจในการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือให้วางแผนและปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่น ละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้อยู่ในค่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหากปริมาณฝุ่นลดลงก็จะสามารถมองเห็นดอยสุเทพได้

รวมถึงสั่งการให้ส่งเฮลิคอปเตอร์เพิ่ม 2 ลำ เพื่อเสริมกำลังสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยการจัดส่งอากาศยานแบบเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 2 ลำ ได้แก่ รุ่น Bell 407 และ H130 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการควบคุมและยับยั้งสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง ในการเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำจะเข้าปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่

– 006

SACIT ปักหมุด ‘อมก๋อย’ ฟื้นต้นน้ำยางรัก ปูทางยกระดับวัตถุดิบหายากสู่หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ

SACIT ปักหมุด 'อมก๋อย' ฟื้นต้นน้ำยางรัก ปูทางยกระดับวัตถุดิบหายากสู่หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ

SACIT ปักหมุด ‘อมก๋อย’ ฟื้นต้นน้ำยางรัก ปูทางยกระดับวัตถุดิบหายากสู่หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.29 น.

SACIT ปักหมุด”อมก๋อย”ฟื้นฟูต้นน้ำยางรัก ผนึกเครือข่ายฟื้นฟู “ต้นน้ำยางรัก” ปูทางยกระดับวัตถุดิบหายากสู่หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ เชื่อมโยงภูมิปัญญาสู่ระบบนิเวศหัตถกรรมที่ยั่งยืน

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เดินหน้ายกระดับวัตถุดิบต้นทางสู่สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนระบบนิเวศหัตถกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยปักหมุดพื้นที่นำร่อง ณ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ดินแดนแห่งขุมทรัพย์ภูมิปัญญาที่ซ่อน “ยางรัก” วัตถุดิบล้ำค่าซึ่งเป็นหัวใจของงานศิลปหัตถกรรมไทยเร่งขับเคลื่อนภารกิจฟื้นฟูระบบนิเวศยางรักไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ และวางรากฐานการสืบสานงานหัตถกรรม “เครื่องรัก” ให้สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในเชิงเศรษฐกิจและสามารถแข่งขันในระดับสากล โดยปรับแนวทางจากการส่งเสริมที่เน้น “ปลายน้ำ” หรือ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป สู่การให้ความสำคัญกับ “ต้นน้ำ” หรือวัตถุดิบและรากฐานของงานหัตถศิลป์อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ “งานเครื่องรัก” ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ทรงคุณค่าที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบและการเลือนหายขององค์ความรู้ ปัจจุบันยางรักจากธรรมชาติมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทักษะการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์กำลังสูญหาย หากไม่เร่งฟื้นฟูอย่างจริงจัง อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของงานหัตถศิลป์ไทยในอนาคต SACIT ในฐานะหน่วยงานหลัก จึงเร่งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีสำคัญ อาทิ กรมป่าไม้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศหัตถกรรม” ให้ครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรัก การพัฒนาศักยภาพวัตถุดิบต้นทาง ไปจนถึงการส่งเสริมช่างฝีมือรุ่นใหม่ เพื่อให้หัตถศิลป์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ

“ยางรักไม่ได้เป็นเพียงหัวใจของงานเครื่องเขิน แต่ยังเป็นรากฐานของงานประณีตศิลป์ไทยหลากหลายแขนง ตั้งแต่การลงรักปิดทอง งานลายรดน้ำ งานหัวโขน ไปจนถึงการบูรณะศาสนสถานสำคัญ การฟื้นฟูต้นรักในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาอาชีพช่างฝีมือ แต่คือการปกป้องอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ และสร้างรากฐานให้ภูมิปัญญาไทยสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ในมิติของการเสริมความแข็งแกร่งให้กับต้นน้ำยางรัก SACIT ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร โดยเฉพาะกรมป่าไม้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและอนุรักษ์ทรัพยากรควบคู่กับการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว    

SACIT ได้เข้ามาเสริมบทบาทในการ “ต่อยอดต้นน้ำสู่มูลค่า” โดยร่วมสนับสนุนการ ต่อยอดองค์ความรู้ผ่านวิสาหกิจชุมชนจัดการยางรักอมก๋อยอย่างยั่งยืน นำภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่ต๋อมมาพัฒนาเป็นต้นแบบการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านเทคนิคการเจาะกรีดยางรักที่ต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำยางที่เหมาะสมโดยไม่ทำลายเนื้อไม้ รวมถึงการเลือกช่วงเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมในฤดูฝน ควบคู่กันนี้ ยังมีการนำนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเครื่องเหวี่ยงแยกน้ำออกจากยางรัก เพื่อให้ได้น้ำยางเข้มข้นคุณภาพสูงตามมาตรฐาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและจำหน่ายได้ในราคาที่เหมาะสม โดย SACIT ได้สนับสนุนช่องทางการตลาดผ่านการนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ซึ่งจะจัดขึ้น ณ วันที่ 22 – 26 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงต้นน้ำสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติของการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาว SACIT เดินหน้าทำหน้าที่ “นักปั้นระบบ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อผลักดัน “ต้นรัก” จากวัตถุดิบต้นทาง สู่การเป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกันทางธุรกิจ” เปิดประตูสู่การเข้าถึงแหล่งทุน และยกระดับคุณค่าทรัพยากรให้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายอุทัย พิมพ์ไกร รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขาภาคเหนือตอนบน ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า “ต้นรัก” ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเชิงวัฒนธรรม แต่ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยจัดอยู่ในกลุ่มพืชที่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด อาทิ การปลูกในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ และการประเมินมูลค่าตามอายุของต้นไม้ ทั้งยังได้ร่วมผลักดันแนวคิด “ธนาคารต้นไม้” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปลูกต้นรักในระดับชุมชน ตามแนวพระราชดำริ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างมูลค่าในอนาคต แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบคาร์บอนเครดิตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ภายใต้บทบาทของ SACIT ในการ “ปั้นโอกาส” ได้ปักหมุดพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และสุโขทัย เพื่อขับเคลื่อนการสนับสนุนทั้งด้านเงินทุน (Finance) และการสร้างมูลค่าแบรนด์ (Branding) มุ่งยกระดับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่การเป็น “Product Champion” ของพื้นที่ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับสากล โดยในระยะต่อไป SACIT ยังเตรียมผลักดัน “งานเครื่องรัก” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติร่วมกับ UNESCO เพื่อเพิ่มมูลค่าเชิงวัฒนธรรมควบคู่กับมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยในเวทีโลก

“SACIT ทำหน้าที่เป็น ‘นักปั้น’ ที่เชื่อมโยงทรัพยากร ภูมิปัญญา และกลไกทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ทำให้งานหัตถศิลป์ไทยไม่เพียงคงอยู่ แต่เติบโตอย่างมีศักยภาพในโลกปัจจุบัน การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ หากคือการวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และขับเคลื่อนหัตถศิลป์ไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว” ผศ.ดร.อนุชา สรุป

VD Academy ส่งนักเรียนโชว์พลังเสียงบนเวทีการกุศล ‘Melodies of Gratitude 2026 Season 2’ ถ่ายทอดพลังดนตรีแห่งการให้กลางสยามพารากอน

VD Academy ส่งนักเรียนโชว์พลังเสียงบนเวทีการกุศล 'Melodies of Gratitude 2026 Season 2' ถ่ายทอดพลังดนตรีแห่งการให้กลางสยามพารากอน

VD Academy ส่งนักเรียนโชว์พลังเสียงบนเวทีการกุศล ‘Melodies of Gratitude 2026 Season 2’ ถ่ายทอดพลังดนตรีแห่งการให้กลางสยามพารากอน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

เพราะเสียงดนตรีไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังสามารถส่งต่อพลังแห่งการให้สู่สังคม เวทีการกุศล Melodies of Gratitude 2026 Season 2 จัดโดย TMC Live Studio จึงกลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนผู้มีความสามารถได้ก้าวขึ้นสู่เวทีแห่งแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดพลังเสียงและความสามารถด้านดนตรีให้ผู้ชมได้ร่วมชื่นชม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569 ณ Siam Paragon ชั้น 4 TMC Live Studio  สำหรับงาน Melodies of Gratitude 2026 Season 2 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เสียงดนตรีและการให้” โดยรายได้จากการบริจาคภายในงานจะนำไปมอบให้กับ SUPPORT Foundation under the Patronage of H.M. Queen Sirikit The Queen Mother เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือและสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ที่ต้องการ

หนึ่งในสถาบันที่ร่วมสร้างสีสันบนเวทีครั้งนี้คือ VD Voice & Dance Academy โรงเรียนสอนร้องเพลงและเต้นที่มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านศิลปะการแสดงอย่างรอบด้าน โดยได้ส่งนักเรียนของสถาบันขึ้นแสดงในช่วง Voices & Piano Showcase เพื่อร่วมแบ่งปันความสุขผ่านเสียงดนตรี และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ที่กำลังถ่ายทอดความฝันผ่านเสียงดนตรีบนเวทีแห่งแรงบันดาลใจ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญในการพัฒนาความมั่นใจและทักษะการแสดง

ด้าน น้องโคลเอ้ – ด.ญ.อภิษฎา สังขะทรัพย์ หนึ่งในนักเรียนของสถาบันที่ได้ร่วมขึ้นแสดงในครั้งนี้ กล่าวว่า

“รู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้มีโอกาสขึ้นแสดงบนเวทีในงานนี้ หนูตั้งใจฝึกซ้อมกับคุณครูอย่างเต็มที่ และดีใจที่ได้ใช้เสียงเพลงของตัวเองมอบความสุขให้กับคนดู รวมถึงได้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ช่วยส่งต่อความช่วยเหลือให้กับผู้อื่นด้วยค่ะ”

ด้าน ครูบิ๊ก–สมิทธ์ แก้วสิงห์ และ ครูเฟิร์น–ปาลิกา อินทนันชัย  ตัวแทนครูผู้สอนจาก VD Voice & Dance Academy กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางสถาบันให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถบนเวทีจริง เพราะนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะด้านการร้องเพลงแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ บุคลิกภาพ และประสบการณ์ที่สำคัญสำหรับการเติบโตของเด็ก ๆ ในอนาคต”

สำหรับผู้ที่สนใจพัฒนาศักยภาพด้านการร้องเพลงและศิลปะการแสดง พร้อมเปิดประสบการณ์บนเวทีจริง สามารถสอบถามรายละเอียดการเรียนกับ VD Voice & Dance Academy ได้ที่  Facebook : https://www.facebook.com/VDVocalAndDanceAcademy , IG https://www.instagram.com/vd.academy

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB เติมสุขรับสงกรานต์ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือชุมชน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB เติมสุขรับสงกรานต์ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือชุมชน

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ TSB เติมสุขรับสงกรานต์ มอบถุงยังชีพช่วยเหลือชุมชน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.22 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด (TSB) มอบถุงยังชีพกว่า 120 ถุง ให้แก่ชุมชนอนันต์สุขสันต์ ผ่านชมรมสตรีพิการไทยใจเข้มแข็งและชุมชนวัดบางน้ำชน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

10 เมษายน 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย นายกมลธร โกมารทัต ผู้จัดการส่วนสื่อสารองค์กร บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด และทีมงาน ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพจำนวนกว่า 120 ถุง มูลค่ารวมกว่า 30,000 บาท ให้แก่ชุมชนอนันต์สุขสันต์ โดยมอบผ่านชมรมสตรีพิการไทยใจเข้มแข็ง และชุมชนวัดบางน้ำชน

ด้านนางเธียรรัตน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิฯ มีความตั้งใจที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และช่วงวิฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันที่หลายครอบครัวมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจแก่ผู้สูงอายุ ผ่านการมอบถุงยังชีพที่บรรจุสิ่งของจำเป็น อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ ปลากระป๋อง และขนมขบเคี้ยว เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและมักมีการจับจ่ายใช้สอย มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์จึงตั้งใจนำถุงยังชีพมามอบให้กับชาวบ้านในชุมชน เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรง และกำลังใจที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งอยากส่งต่อให้ทุกคนได้มีความสุขในช่วงปีใหม่ไทยด้วย

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงมุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ส่งต่อความห่วงใยและช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและความยั่งยืนต่อไป