ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเนชั่น เดินหน้ายกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เตรียมเปิด “คณะแพทยศาสตร์” และหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2569 มุ่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะทางการแพทย์ และจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศในอนาคต

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพจากสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการประเมินและรับรองสถาบันผลิตแพทย์ (สมพ.) ของแพทยสภา โดยใช้ “ศูนย์แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ” เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติทางคลินิกสำหรับนักศึกษาแพทย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอนุมัติจากแพทยสภาอย่างเป็นทางการ

สำหรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 32 คนต่อปี ใช้ระยะเวลาศึกษา 6 ปี โดยในช่วง 3 ปีแรก นักศึกษาจะเรียนในระดับปรีคลินิก ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่การเรียนในระดับคลินิกอีก 3 ปี ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ

แนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตร มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะการดูแลผู้ป่วยควบคู่กับจริยธรรมวิชาชีพ โดยใช้ระบบประเมินผลแบบ “ผ่าน/ไม่ผ่าน” เพื่อลดแรงกดดันด้านการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดหลักสูตร เพื่อสร้างแพทย์รุ่นใหม่ที่พร้อมทั้งด้านวิชาการ การปฏิบัติงานจริง และความเข้าใจต่อบริบทของระบบสาธารณสุขไทย

ทั้งนี้ การเปิดคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ที่เปิดการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตร์อย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์สู่มาตรฐานระดับสากล

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักวิชาการจัดการ ได้ส่งนักศึกษาหลักสูตร Pro Chef จำนวน 28 คนและอาจารย์ 2 คน บินลัดฟ้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกทักษะวิชาชีพ ณ Hungkuang University ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 17-28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมอาหารกับเชฟระดับ Michelin Star พร้อมเสริมทักษะภาษาจีน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการระดับนานาชาติ

“ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบริการ โดยเฉพาะเอกลักษณ์ด้านนวัตกรรมและสภาพแวดล้อมที่เป็นสากล โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสอนให้ “ทำอาหารเป็น” แต่เป็นการฝึกให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ สามารถใช้นวัตกรรมในการออกแบบเมนูอาหาร และปรับตัวให้ทันต่อพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าว

นายชนะชัย ภู่สุด นักศึกษาตัวแทนโครงการฯ เปิดเผยถึงความรู้สึกในการเดินทางครั้งนี้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติที่ไต้หวัน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการครัวระดับสากล ศิลปะการจัดจาน และการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งการได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานจริงในครัวระดับมืออาชีพ ทำให้ตนเองตระหนักว่า ความละเอียด ความรวดเร็ว และการทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญ ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทักษะและความมั่นใจ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผมเข้าใกล้ความฝันในการเป็นโปรเชฟได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้าน น.ส.นลิสา โชติทอง อีกหนึ่งตัวแทนนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การได้มาแลกเปลี่ยนที่ไต้หวันถือเป็นโอกาสทองในการเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารจีนจากเชฟผู้เชี่ยวชาญโดยตรง สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการได้เห็นระบบการทำงานที่เป็นระเบียบและฉับไว ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในภาคทฤษฎี ประสบการณ์นี้ช่วยให้เห็นแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อต่อยอดวิชาชีพในอนาคต

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เตรียมสร้างปรากฏการณ์ ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 กับการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” (KMITL EXPO 2026) มหกรรมนวัตกรรม เทคโนโลยี และการศึกษาระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้จริงในชีวิต ที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิจัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และเครือข่ายจากนานาประเทศ ได้สัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนโลก ห้ามพลาด ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ สจล. ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 และเป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ “ลาดกระบังนิทรรศน์” ที่เคยเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” ที่ต้องการผลักดันงานวิจัยและองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม โดยการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการทางวิชาการ แต่เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัย องค์กรวิจัย หน่วยงานด้านนวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรมจากหลายประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ พลังงานสะอาด เมืองอัจฉริยะ เกษตรแห่งอนาคต และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาค

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สังคมสูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็นศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมและระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่สามารถเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานจะถูกเนรมิตเป็น “Innovation Pavilion” ขนาดใหญ่ ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเทคโนโลยีจริงในรูปแบบ Immersive และ Interactive พร้อมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีโลกจากเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติตลอดทั้ง 6 วัน

โดย นวัตกรรมที่โดดเด่นถูกจัดแสดงใน 9 Pavilion ดังนี้ 1.พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (SpaceTech Pavilion) , 2. พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion) , 3.พาวิลเลียนเทคโนโลยีพลังงาน (EnergyTech Pavilion) , 4.พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion) , 5.พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion) , 6.พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตัมและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) , 7.พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Pavilion) , 8.พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) , 9.พาวิลเลียนองค์ความรู้และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion)

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ “AI & Semiconductor Pavilion” ที่รวบรวมเทคโนโลยี AI ระบบอัจฉริยะ การประมวลผลยุคใหม่ และการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์แห่งอนาคต พร้อมนำเสนอความร่วมมือด้าน AI และ Coding จากเครือข่ายระดับโลก อาทิ 42 Bangkok สถาบันสอนโค้ดดิ้งสัญชาติฝรั่งเศส และเครือข่ายด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจากญี่ปุ่นและเอเชีย ที่จะร่วมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม AI Infrastructure Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต

อีกหนึ่งโซนห้ามพลาด คือ “Space & Aerospace Pavilion” ที่จะเปิดโลกเทคโนโลยีอวกาศ การบิน และระบบดาวเทียม ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยจากต่างประเทศ พร้อมจัดแสดงงานวิจัยด้าน GNSS และสภาวะอวกาศ เทคโนโลยีวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และนวัตกรรม UAV รุ่นใหม่ที่สามารถรองรับภารกิจกู้ภัยและการลำเลียงในอนาคต รวมถึงการจำลองเทคโนโลยีอวกาศที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในอนาคต

ด้าน “Green Energy & Future Mobility Pavilion” จะนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตั้งแต่แบตเตอรี่โซลิดสเตทกราฟีนควอนตัมดอท ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยี Digital Twin ไปจนถึงแนวคิด Smart Campus และ Smart City ที่ สจล. กำลังพัฒนา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และมหาวิทยาลัยสีเขียวแห่งอนาคต ขณะที่ “Future Food & Sustainable Agriculture Pavilion” อีกหนึ่งโซนที่เป็นความร่วมมือด้านเกษตรและความยั่งยืนจากเครือข่ายวิจัยระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้เห็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะ และแนวทางพัฒนา Bio Material รวมถึงการต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง

นอกจากนี้ ยังมี “International Partnership Pavilion” ที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรจากทั่วโลกมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การศึกษาต่อ ทุนวิจัย และโอกาสด้านนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมกิจกรรม Cultural Showcase และเวทีสร้างแรงบันดาลใจจากเครือข่ายต่างประเทศตลอดทั้ง 6 วัน

อีกหนึ่งความพิเศษของงานปีนี้ คือการเตรียมเปิดตัวนวัตกรรม Deep Tech และผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม อาทิ แบตเตอรี่พลังงานสะอาดรุ่นใหม่ อุปกรณ์ Skin-on-a-chip เทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคต แพลตฟอร์มเซนเซอร์อัจฉริยะ และระบบอากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจผ่านโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูงผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง การพัฒนา Future Skills และการสร้างนวัตกรรมรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต 

รวมทั้งภายในงานยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ กิจกรรม Business Matching เวทีด้าน AI และ Future Skills ตลอดจนการแข่งขันและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน อาทิ การแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ การประกวด KMITL Ambassador การประกวดชุดนานาชาติ KMITL Spectrum of Nations Costume Contest 2026 เทศกาล KMITL METAMORPHIX COSPLAY Contest 2026 และกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนรุ่นใหม่ และในส่วนของกิจกรรม Open House ยังคงเปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้เยี่ยมชมคณะ หลักสูตร ห้องปฏิบัติการ และผลงานวิจัยจากทุกคณะและวิทยาลัยของ สจล. อย่างใกล้ชิด พร้อม Workshop และกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เน้นการลงมือทำจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการศึกษาและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 จะเป็นพื้นที่แห่งการต่อยอดความฝันของคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชน นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมกันสร้างอนาคตผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริง พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและโอกาสระดับสากล ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สจล. โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial    และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

วว.ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย ต่อยอดวิจัย – ทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม

วว.ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย ต่อยอดวิจัย - ทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม

วว.ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย ต่อยอดวิจัย – ทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จับมือ 3 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ บจก.อุตสาหกรรมการบิน (TAI) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (TSC) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA  ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ เพื่อบูรณาการความเชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนา และทดสอบชิ้นส่วนอากาศยานและดาวเทียม มุ่งยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยสู่ระดับสากล โดยมีผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยงานร่วมลงนาม ได้แก่ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. , พลอากาศเอกพิบูลย์ วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ TAI นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคม TSC และ นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการขยายผลความสำเร็จจากเครือข่ายเดิม โดยมุ่งเน้นการยกระดับกรอบความร่วมมือไปที่ “การทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศ โดยกรอบความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี มุ่งเน้นการแบ่งปันองค์ความรู้และทรัพยากรห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและทดสอบชิ้นส่วนอากาศยานและดาวเทียมที่สำคัญของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจ กรณีพิเศษ จำนวน 79 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจ กรณีพิเศษ จำนวน 79 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจ กรณีพิเศษ จำนวน 79 ราย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.50 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกฯ เรื่องพระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศร้อยตำรวจตรีเป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ยศดาบตำรวจที่มีความประพฤติเรียบร้อยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยอุตสาหะตลอดมา ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2569 จำนวน 79 ราย ดังนี้

กรมการปกครอง กวาดบ้านตัวเอง พบฉี่ม่วง 47 นาย สั่งให้พ้นจากตำแหน่งทันที

กรมการปกครอง กวาดบ้านตัวเอง พบฉี่ม่วง 47 นาย สั่งให้พ้นจากตำแหน่งทันที

กรมการปกครอง กวาดบ้านตัวเอง พบฉี่ม่วง 47 นาย สั่งให้พ้นจากตำแหน่งทันที

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.33 น.

‘อธิบดีปค.’ เผยปฏิบัติการ ‘กวาดบ้านตัวเอง’ ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ‘ฝ่ายปกครอง-กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ 878 อำเภอทั่วไทย พบฉี่ม่วง 47 ราย สั่งพ้นตำแหน่งทันที

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา กรมการปกครอง ได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองใน 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อขานรับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในการยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผลการตรวจสารเสพติด จากผู้เข้ารับการตรวจทั้งหมด 286,553 คน พบว่า มีผู้ตรวจพบสารเสพติดจำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 0.02 ประกอบด้วย สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน 2 คน  กำนัน 1 ราย ผู้ใหญ่บ้าน 5 คน สารวัตรกำนัน 4 คน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 35 คน โดย กรมการปกครองได้มีคำสั่งให้บุคคลทั้ง 47 ราย พ้นจากตำแหน่งทันที เพื่อรักษามาตรฐานและภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายปกครองทั่วประเทศ

”การดำรงตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และบุคลากรในสังกัดกรมการปกครอง ต้องยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน หากปรากฏพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือการกระทำใดที่กระทบต่อเกียรติภูมิ ศักดิ์ศรีของตำแหน่ง และความไว้วางใจของประชาชน กรมการปกครองจะดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการทางวินัยอย่างเด็ดขาด โปร่งใส และไม่ละเว้นโดยเด็ดขาด“ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าว

กล้าธรรม ยันไม่อุ้ม ชนนพัฒฐ์ ยึดเจตนารมณ์กฎหมาย เชื่อปิดสภาเดือน ก.ค. พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

กล้าธรรม ยันไม่อุ้ม ชนนพัฒฐ์ ยึดเจตนารมณ์กฎหมาย เชื่อปิดสภาเดือน ก.ค. พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

กล้าธรรม ยันไม่อุ้ม ชนนพัฒฐ์ ยึดเจตนารมณ์กฎหมาย เชื่อปิดสภาเดือน ก.ค. พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

“อรรถกร”ย้ำ พรรคกล้าธรรม ไม่อุ้ม“ชนนพัฒฐ์”ชี้ ยึดเจตนารมณ์กฎหมาย แนวปฏิบัติสภาฯ พร้อมปล่อยกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าตามขั้นตอน 

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.10 น.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาเรื่องด่วนเรื่องการขออนุญาตนำตัวนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปรับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุมสภาฯ ตามคำร้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ขณะนี้ผู้บริหารพรรคยังอยู่ระหว่างการประชุมหารือร่วมกับ สส.ของพรรค แต่ยืนยันว่า พรรคจะพิจารณาบนพื้นฐานของเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมถึงแนวปฏิบัติที่ผ่านมา

“พรรคกล้าธรรมแม้จะเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่มี สส.ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองหลายสมัย จึงให้ความสำคัญกับหลักการของฝ่ายนิติบัญญัติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์นี้ เราต้องดูเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า ที่ผ่านมาเรื่องลักษณะนี้เขาปฏิบัติกันอย่างไร และต้องดูภาพรวม ไม่ใช่พิจารณาเพื่อคนใดคนหนึ่ง” นายอรรถกร กล่าว

นายอรรถกร ระบุว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้งตนเคยเห็นว่า นายชนนพัฒฐ์ ยืนยันว่า พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และเชื่อว่าหลังปิดสมัยประชุมสภาฯ ช่วงเดือนกรกฎาคม นายชนนพัฒฐ์ก็น่าจะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผลลัพธ์ของคดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาฯ เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในชั้นไต่สวนและสอบสวนของเจ้าตัวด้วย

“พรรคกล้าธรรม จะไม่ปกป้องใคร และจะไม่ปกป้องคนที่กระทำผิด แต่ในเวลานี้เรายึดหลักการของฝ่ายนิติบัญญัติไว้เป็นเบื้องต้น” นายอรรถกร กล่าวย้ำ

สะเทือนสนามกทม. ชัชชาติ ประกาศเปิดตัว 250+ นโยบาย ดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งความหวัง

สะเทือนสนามกทม. ชัชชาติ ประกาศเปิดตัว 250+ นโยบาย ดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งความหวัง

สะเทือนสนามกทม. ชัชชาติ ประกาศเปิดตัว 250+ นโยบาย ดันกรุงเทพฯ สู่มหานครแห่งความหวัง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.26 น.

เอ้า! เปิดดด! “ชัชชาติ” เปิดเวทีแรก เปิดตัว 250+ นโยบาย พา’กรุงเทพฯ ​ทำงาน’ ก้าวกระโดดสู่มหานครแห่งความหวังและโอกาส 28 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 18.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ โพสต์เฟสบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เตรียมเปิดเวทีแรกกับการเปิดตัว 250+ นโยบาย จากทีมชัชชาติ ข้อความว่า  “เอ้า! เปิดดด! เวทีแรกกับการเปิดตัว 250+ นโยบาย จากทีมชัชชาติ เพื่อพาให้ ‘กรุงเทพฯ ​ทำงาน’ ในทุกระดับ ก้าวกระโดดไปสู่มหานครแห่งความหวังและโอกาส พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และแผนงานจาก ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ หลังลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในสมัยที่สอง 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป พบกันที่ Stadium One จุดเริ่มต้นของการทำงานตลอด 4 ปี“

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

โฆษก ภท. เผยพรรคคุยปม ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอ ยันหลักการเอกสิทธิ์ คุ้มครองสส.ในสมัยประชุม 

โฆษก ภท. เผยพรรคคุยปม ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอ ยันหลักการเอกสิทธิ์ คุ้มครองสส.ในสมัยประชุม 

โฆษก ภท. เผยพรรคคุยปม ส่งตัว ชนนพัฒฐ์ ให้ดีเอสไอ ยันหลักการเอกสิทธิ์ คุ้มครองสส.ในสมัยประชุม 

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

‘โฆษก ภท.’ เผยพรรคคุยปมส่งตัว ‘ชนนพัฒฐ์‘ ให้ ’ดีเอสไอ‘ ยันยึดหลักการเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.ในสมัยประชุม ยันไม่ได้อุ้มใคร อีก 1เดือนปิดสมัยฯก็ต้องไปอยู่ดี  

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคภูมิใจไทยภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย(ภท.)  กล่าวภายหลังการประชุมพรรคภูมิใจไทย ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ขออนุญาตที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว  สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม มารับทราบข้อกล่าวหาและทำการสอบสวนปากคำในระหว่างสมัยประชุม ตามมาตรา 125 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ว่า เบื้องต้นก็ทราบว่า นายชนนพัฒฐ์  ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า มีความประสงค์จะไปชี้แจง ดังนั้นในวันที่ 27 พ.ค. ก็สามารถไปได้เลย ไม่ต้องเป็นภาระต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะต้องตัดสินอย่างไร    แต่โดยหลักการในเรื่องของการดูแล สส.หากย้อนไปในอดีตในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เสียงจะมีความก้ำกึ่ง ไม่ว่า จะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน  ซึ่งเป็นการปกป้อง ไม่ให้ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ใช้อำนาจในการแจ้งความ หรือทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีจำนวนลดลงไป ซึ่งเป็นการใช้มาตั้งแค่อดีต จนถึงปัจจุบัน

โฆษกพรรคภูมิใจไทย  กล่าวต่อว่า   โดยหลัการ ณ ตอนนี้จึงมีการพูดคุยว่าให้ใช้หลักการนี้ไปก่อน แต่ก็ต้องดูว่าเจ้าตัวจะร้องขอไปหรือไม่อย่างไร  ถ้าเปรีบนเทียบกับเคสของสมัยประชุมที่แล้วว่าจะอนุมัติให้สส.ไปหรือไม่ ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสส.คนดังกล่าวได้ไปมอบตัวก่อน จึงหวังว่าในสภาฯ ชุดนี้คงไม่ต้องถึงขั้นที่สภา จะมาลงมติในเรื่องนี้ ถ้าเจ้าตัวยินยอมตามที่ได้พูดไว้  แต่ถ้าไม่เป็นตาทนั้นเราก็พูดในหลักการ เพราะขณะนี้เหลือเวลาเพียง 1 เดือนก็จะปิดสมัยประชุม ไม่วันพรุ่งนี้ ก็อีก 1 เดือน ที่สมาชิกจะต้องไปให้ปากคำ ตามที่ ดีเอสไอ ร้องขออยู่แล้ว  อย่างไรก็ตามยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้จำนวน สส.ฝ่ายค้านลดลง  เนื่องจากเป็นอำนาจของหน่วยงานรัฐ

เมื่อถามย้ำว่า สรุปแล้วถ้าวันที่ 28 พ.ค.นี้ ต้องโหวต ทิศทางของพรรคภูมิไทยคือไม่ส่งตัว  นายชนนพัฒฐ์  ใช่หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า  “ถ้าเจ้าตัวไปให้ปากคำต่อดีเอสไอ เรื่องก็ไม่ต้องถึงสภาฯ ก็ถือว่าจบ  แต่ถ้าต้องมาพูดคุยในที่ประชุมสภาฯ ก็ต้องดูท่าทีว่ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง แต่โดยหลักการเราเป็นพรรครัฐบาล ไม่ต้องการตัดเสียงฝั่งใด ฝั่งหนึ่ง ด้วยวิธีการเช่นนี้ ซึ่งอีก 1 เดือนก็จะปิดสวทัยประชุมยังไงก็ต้องไปสอบสวนกับดีเอสไออยู่แล้ว ไม่สามารถหลีกหนีได้“

“เราไม่ได้มองเรื่องเซฟ หรืออุ้มใคร เอกสิทธิ์ สส.ใช้ได้เฉพาะช่วงสมัยประชุม 4 เดือน เมื่อปิดสมัยประชุม ท่านมีเรื่องสะสางก็ต้องไป ซึ่งอีก 1 เดือนก็ปิดสมัยประชุมแล้ว“ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 25 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 25 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย

ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 25 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.21 น.

รัฐบาลเผยลงทะเบียน “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” วันที่ 2 ทะลุ 25.1 ล้านคน ระบบคัดกรองอนุมัติสิทธิ์ใหม่กว่า 5.7 ล้านราย ภายใน 24 ชั่วโมง

วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังรัฐบาลเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ณ เวลา 17.00 น. ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มีประชาชนลงทะเบียนสะสมแล้วทั้งสิ้น 25,118,135 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการตอบรับจากประชาชนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันแรกของการเปิดลงทะเบียน มีประชาชนเข้าร่วมโครงการสูงถึง 23,755,197 คน และภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง มียอดลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอีก 1,362,938 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,568,785 คน คิดเป็น 73.9% และผู้ลงทะเบียนใหม่ 6,549,350 คน คิดเป็น 26.1%

ทั้งนี้ จุดสำคัญของการดำเนินงานในวันที่สอง คือ ระบบสามารถตรวจสอบและคัดกรองผู้ลงทะเบียนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจากเดิมในวันแรกมีผู้รอตรวจสอบคุณสมบัติกว่า 5.35 ล้านคน ล่าสุดเหลือเพียง 406,547 คน ลดลงถึง 92.4% ขณะเดียวกันมีผู้ลงทะเบียนใหม่ที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับสิทธิ์สำเร็จแล้วถึง 5,704,015 คน ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง คิดเป็น 87.1% ของผู้ลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด

ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนสำเร็จรวมทั้งสิ้น 24,272,800 คน หรือคิดเป็น 96.6% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส จำนวน 18,568,785 คน และผู้ลงทะเบียนใหม่ 5,704,015 คน

สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 438,788 คน พบว่า 99.51% เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของโครงการที่กำหนดไม่ให้รับสิทธิ์ซ้ำซ้อนกับมาตรการสวัสดิการอื่นของภาครัฐ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผู้เสียชีวิต ผู้ย้ายไปต่างประเทศ หรือผู้ที่เคยทำผิดเงื่อนไขของโครงการในอดีต

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าระบบลงทะเบียนและตรวจสอบคุณสมบัติสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับปริมาณผู้ใช้งานจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิ์รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม

นอกจากนี้ เฉพาะในวันที่ 26 พฤษภาคม มีผู้ลงทะเบียนใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 678,466 คน โดยกว่า 63.6% เป็นประชาชนที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส มาก่อน สะท้อนว่าหลังจากกลุ่มผู้ใช้งานเดิมส่วนใหญ่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว การเข้าร่วมในระยะต่อไปจะมาจากประชาชนกลุ่มใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลระบบและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม