ปลดล็อกชีวิตไรเดอร์! จี้รัฐ 1 ปี ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ปลดล็อกชีวิตไรเดอร์! จี้รัฐ 1 ปี ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ปลดล็อกชีวิตไรเดอร์! จี้รัฐ 1 ปี ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมควากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ขีดเส้น ปี พิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง” คืนสิทธิขั้นพื้นฐาน

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

งัดเกณฑ์สากล ICSE-18 ชี้ชัดไรเดอร์ไม่ใช่ “แรงงานอิสระ”

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ)
  2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง)

ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

เลิกผลักภาระ! ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมสมทบ

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขามีทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งแท้จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

ถอดแบบ EU ชงคลอดกฎหมายคุ้มครองครอบคลุมทุกสายงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังมีแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้”

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 – 12 มิ.ย. 2569 นี้

สู่เป้าหมาย “ค่าจ้างเพื่อดำรงชีพ” และสิทธิการรวมตัว

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น

  • การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน
  • การกำหนดมาตรฐานค่าจ้าง ไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage)
  • การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด
  • การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป เตือน ปชช.อย่าหลงเชื่อคำชวน “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้”

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการดำเนินการเดินหน้าปราบปรามแอปพลิเคชันสินเชื่อเงินกู้ผิดกฎหมาย และเว็บไซต์หรือ URL ที่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราอย่างต่อเนื่อง

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือน ก.พ.68 – 20 พ.ค.69) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ส่งรายชื่อของแอปฯ มาให้กระทรวงดีอี ส่งคำร้องขอปิดกั้นต่อศาล จำนวน 79 แอปพลิเคชัน ซึ่งกระทรวงดีอี และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ตรวจสอบพบ 57 แอปพลิเคชัน ไม่มีการจดทะเบียน โดยกระทรวงดีอีได้ส่งคำร้องให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายไปยัง Store และนำรายการที่เป็นสินเชื่อรายย่อยออกแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกปิดกั้นเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มต่างๆ เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งปิดกั้นแล้วเป็นจำนวน 1,466 URLs ( ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 – 17 พ.ค.69)

“ปัจจุบันพบว่า “สแกมเมอร์” ได้หลอกลวงประชาชนให้กู้เงินในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมักจะใช้คำเชิญชวนผ่านช่องทาง เว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดีย โดยใช้ข้อความชวนเชื่อว่า “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้” เมื่อหลงเชื่อแล้วอาจทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือเลขบัญชีธนาคาร หรือสูญเสียทรัพย์สินโดยการหลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำ หรือเงินค้ำประกัน รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชน ก่อนจะกู้เงินผ่านแอปต่างๆ จะต้องตรวจสอบชื่อแอปเงินกู้ที่มีการลงทะเบียนถูกต้องได้ที่ เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเสิร์ช พิมพ์คำว่า “เช็กแอปเงินกู้” เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องก่อนใช้บริการ หากประชาชนเกิดหลงเชื่อโอนเงินค่ามัดจำ หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ไปแล้ว สามารถแจ้งระงับบัญชีได้ทันทีที่ AOC 1441 ตลอด 24 ชม.” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส เร่ง FTA ไทย-EU ดันแฟรนไชส์อาหารไทยบุกยุโรป

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส เร่ง FTA ไทย-EU ดันแฟรนไชส์อาหารไทยบุกยุโรป

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส เร่ง FTA ไทย-EU ดันแฟรนไชส์อาหารไทยบุกยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบไทย ดันแฟรนไชส์ไทย ขยายตัวในตลาดยุโรป

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salon Charpentier ชั้น G โรงแรม InterContinental Paris Le Grand กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือร่วมกับผู้บริหารบริษัทเอกชนไทยที่ลงทุนในประเทศฝรั่งเศส จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.นายแอร์วาน วิลเฟอ ประธานบริษัท Ambient Branded ภายใต้บริษัท Thai Union Europe จำกัด 2.นายแอร์มีส ปานาโยโตปูลอส หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน ประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา บริษัท Indorama Ventures จำกัด และ 3.นายศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mud and Hound จำกัด เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ โอกาส และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในยุโรป ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – ฝรั่งเศส ในหลากหลายมิติ

ภายหลังเสร็จสิ้น น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภาคเอกชน มีข้อเสนอต่อภาครัฐ ดังนี้

1.สนับสนุนเร่งปิดการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย – สหภาพยุโรป ซึ่งจะลดอัตราภาษีที่สหภาพยุโรปเรียกเก็บจากสินค้าไทยจากร้อยละ 24 ลดเหลือร้อยละ 0 ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสตีตลาด เจาะตลาดยุโรปได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยด้านการส่งออกทุกกลุ่มสินค้า

2.การส่งเสริมแฟรนไชส์ ธุรกิจแบรนด์ไทยในตลาดยุโรป ผ่านมาตรการของ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งอาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของนานาชาติ แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ร้านอาหารไทยหลายร้าน ดำเนินการโดยคนชาติอื่นที่ขาดทักษะในการปรุงอาหารไทย รสชาติไทย ทำให้รสชาติผิดเพี้ยน ภาคเอกชนจึงมีข้อเสนอให้มีมาตรการส่งเสริมคนไทยในฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอี่นๆ ในยุโรป ได้มีโอกาสทำธุรกิจร้านอาหารไทย ก็จะช่วยส่งเสริมการนำเข้าวัตถุดิบ และเอกลักษณ์ของไทยด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดัน และนำภาคเอกชนไทยที่มีแฟรนไชส์ร้านอาหารมาพูดคุยกับธนาคาร EXIM เพื่อออกแบบมาตรการส่งเสริมต่อไป

เปิดรายละเอียด ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับร้านค้า

เปิดรายละเอียด ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับร้านค้า

เปิดรายละเอียด ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับร้านค้า

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

รัฐบาลเปิดรายละเอียดขั้นตอนสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค.นี้ สมัครได้ทั้งผ่านแอปฯ ถุงเงิน และธนาคารกรุงไทย

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

2. ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์
พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร

3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่างๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงินตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง” รองโฆษกฯ กล่าว

พรุ่งนี้แล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า

พรุ่งนี้แล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า

พรุ่งนี้แล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

พรุ่งนี้แล้ว!”ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้” รองโฆษกฯ กล่าว

คุ้มครองผู้แสวงบุญ! อรทัย ขอทุกฝ่ายร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์

คุ้มครองผู้แสวงบุญ! อรทัย ขอทุกฝ่ายร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์

คุ้มครองผู้แสวงบุญ! อรทัย ขอทุกฝ่ายร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

“อรทัย”ขอทุกฝ่าย ร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์ ชี้ต้องมี กม.คุ้มครองผู้แสวงบุญ ป้องกันถูกหลอก ยกระดับมาตรฐานการเดินทาง สร้างความอุ่นใจให้ชาวมุสลิมทั่วประเทศ

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า จ.ภูเก็ต ในพื้นที่ของตนนั้น มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 40% ของประชากรในหลายพื้นที่ ซึ่งการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนปรารถนาเพื่อให้การปฏิบัติศาสนกิจสมบูรณ์

น.ส.อรทัย กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติกิจการฮัจญ์ที่เสนอโดยพรรคกล้าธรรม ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับการบริหารจัดการกิจการฮัจญ์ของประเทศไทยให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองผู้แสวงบุญจากปัญหาการถูกหลอกลวง หรือการดำเนินงานที่ไม่ได้มาตรฐานจากผู้ประกอบการบางราย

“ที่ผ่านมาเราเห็นข่าวพี่น้องประชาชนถูกหลอกให้จ่ายเงินไปประกอบพิธีฮัจญ์ แต่สุดท้ายไม่ได้เดินทาง บางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิต บางครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อหวังจะได้ไปประกอบศาสนกิจสำคัญ แต่กลับถูกทิ้ง ถูกลอยแพ หรือไม่ได้รับการดูแลตามที่ตกลงไว้ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ และสร้างมาตรฐานให้กับผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ทุกฝ่าย” น.ส.อรทัย กล่าว

น.ส.อรทัย กล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยให้กับชาวมุสลิม ทั้งในด้านมาตรฐานการบริการ การตรวจสอบบริษัทผู้ดำเนินการ และการคุ้มครองสิทธิของผู้แสวงบุญ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอีกต่อไป พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดระบบบริหารจัดการกิจการฮัจญ์ที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

คนกรุงอยากได้แบบนี้ สวนดุสิตโพลกางสถิติ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ใครมาแรง?

คนกรุงอยากได้แบบนี้ สวนดุสิตโพลกางสถิติ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ใครมาแรง?

คนกรุงอยากได้แบบนี้ สวนดุสิตโพลกางสถิติ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ใครมาแรง?

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.31 น.

24 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 2)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,179 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2569  ผลการสำรวจ พบว่า คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน คือ มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที ร้อยละ 36.39  สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปที่อยากให้เป็น คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 57.68  เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สก. กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือก สก.จากพรรคประชาชน ร้อยละ 35.20 และมองว่าหลังจากได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว กทม.น่าจะดีขึ้น ร้อยละ 78.03   

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลล่าสุดพบว่าคะแนนของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงนำและขยับเพิ่มขึ้น ด้านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชนมีกระแสแผ่วลงเล็กน้อย สะท้อนว่าคนกรุงในเวลานี้อาจต้องการเห็นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ จึงเทใจให้ผู้สมัครที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีมากกว่ากระแสคนรุ่นใหม่ เพราะคาดหวังกับการแก้ปัญหาเมืองที่จับต้องได้จริงและหวังให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนตรี พานิชยานุวัฒน์  หัวหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ ในปี 2569 ให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพในการบริหาร” มากกว่ากระแสทางการเมือง โดยต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่ “มีประสบการณ์และพร้อมทำงานทันที” ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่สูงถึงร้อยละ 57.68 แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อผลงานและภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติใกล้ชิดประชาชน นอกจากนี้การที่พรรคประชาชนได้รับความนิยมในการเลือก สก. สูงสุด สะท้อนแนวโน้มของคนเมืองที่ยังให้ความสำคัญกับการเมืองแนวใหม่ โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่เชื่อว่า กทม.จะ “ดีขึ้น” หลังการเลือกตั้ง สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อการเมืองท้องถิ่นในฐานะกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหาเสียง

ความเป็นกลางทางการเมือง? นิด้าโพล กาง 12 กลุ่มสังคม ใครยืนหนึ่ง-ใครรั้งท้าย

ความเป็นกลางทางการเมือง? นิด้าโพล กาง 12 กลุ่มสังคม ใครยืนหนึ่ง-ใครรั้งท้าย

ความเป็นกลางทางการเมือง? นิด้าโพล กาง 12 กลุ่มสังคม ใครยืนหนึ่ง-ใครรั้งท้าย

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

24 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “มีใครเป็นกลางทางการเมืองบ้าง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-11 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมือง พบว่า

1. บุคลากร องค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม ตัวอย่าง ร้อยละ 36.11 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 34.81 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. บุคลากร องค์กรภาคประชาชน ตัวอย่าง ร้อยละ 37.25 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 21.37 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 11.22 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 4.66 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. พระสงฆ์ นักบวช ตัวอย่าง ร้อยละ 28.24 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 23.82 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 19.16 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 11.76
ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย

4. บุคลากร NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 24.27 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 21.30 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 15.42 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 6.26 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5. สื่อมวลชน ตัวอย่าง ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 30.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 20.23 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 16.26 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. บุคลากร องค์การระหว่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 34.43 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 24.58 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 20.00 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 12.82 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 8.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7. นักวิชาการ ตัวอย่าง ร้อยละ 35.27 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 28.40 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 17.40 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

8. ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.00 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 22.29 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย ร้อยละ 17.18 ระบุว่า เป็นกลางมาก และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9. เพจวิจารณ์การเมือง/อินฟลูเอนเซอร์การเมือง ตัวอย่าง ร้อยละ 31.83 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย รองลงมา ร้อยละ 26.18 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 23.97 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง ร้อยละ 16.11 ระบุว่า เป็นกลางมาก และร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10. ดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร ตัวอย่าง ร้อยละ 33.29 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 15.34 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 6.11 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

11. ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร สมาคม ชมรมทางธุรกิจ ตัวอย่าง ร้อยละ 29.69 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง ร้อยละ 21.30 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย ร้อยละ 12.29 ระบุว่า
เป็นกลางมาก และร้อยละ 8.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

12. ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ ตัวอย่าง ร้อยละ 37.25 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย ร้อยละ 10.61 ระบุว่า เป็นกลางมาก และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเป็นกลางของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองโดยทั่วไป พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.63 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เป็นกลางแน่นอน ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ไม่ค้านแลนด์บริดจ์ กำนันบางน้ำจืด ขอรัฐเปิดข้อมูลรอบด้าน

ไม่ค้านแลนด์บริดจ์ กำนันบางน้ำจืด ขอรัฐเปิดข้อมูลรอบด้าน

ไม่ค้านแลนด์บริดจ์ กำนันบางน้ำจืด ขอรัฐเปิดข้อมูลรอบด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.09 น.

24 พฤษภาคม 2569 นายณรงค์ ผลสอาด กำนันตำบลบางน้ำจืด หมู่ 10 บ้านชายเขา ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งคือหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นฝั่งอ่าวไทยของโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง เมกะโปรเจกต์ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลไทย เป็นการเชื่อมโยงการขนส่งทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย กล่าวถึงการพูดคุยหารือกับชาวบ้านในชุมชนเกี่ยวกับเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ โดยได้มีความเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิตและอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งวิถีชีวิตเดิมชาวบ้านและบรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ทำมาหากินอย่างสงบสุขและอบอุ่นเหมือนพี่น้อง แม้ไม่ร่ำรวยแต่ก็มีความสุขและพึ่งพาตนเองได้ ชาวบ้านออกเรือตอนเย็น กลับมาตอนเช้าก็สามารถหาปูหาปลาเลี้ยงชีพและสร้างรายได้ได้ตลอด มีรายได้หมุนเวียนวันละ 500 – 1,000 บาท ทุกวัน หากโครงการนี้เกิดขึ้น วิถีชีวิตและอาชีพประมงพื้นบ้านจะต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที และยังไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเปลี่ยนไปทำอะไรหรือจะอยู่รอดได้อย่างไร

นอกจากนี้ รัฐยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการชดเชยค่าเสียหาย เช่น สวนทุเรียน ซึ่งเป็นรายได้หลักรายปีของชาวบ้านที่ต้องใช้เวลาปลูกนาน และสิทธิในที่ดิน พื้นที่ส่วนใหญ่ในตำบลบางน้ำจืด ไม่มีโฉนดที่ดิน ทำให้ชาวบ้านกังวลเรื่องการเวนคืน และการจ่ายค่าชดเชยว่าจะมีความเป็นธรรมหรือไม่ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐบางรายให้คำแนะนำว่า หากชาวบ้านไม่พอใจเงินชดเชยก็ให้ไปทำการฟ้องร้องเอา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐมักเข้ามาประชุมเฉพาะกับกลุ่มผู้นำชุมชน แล้วนำเสนอแต่ข้อดีของโครงการ แต่ไม่ได้ลงพื้นที่มาพบหน้าและรับฟังเสียงสะท้อน หรือความเดือดร้อนที่แท้จริงของชาวบ้าน อีกทั้งโครงการยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาที่จะตามมา เช่น แหล่งน้ำ เพราะหากชุมชนขยายตัวหรือมีคนเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น จะเอาความมั่นคงด้านน้ำมาจากไหน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีทางออกในเรื่องนี้

ในอนาคตหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ มองว่ารัฐต้องมีมาตรการรองรับอาชีพใหม่ให้ชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความชัดเจนในเรื่องแผนการเยียวยาเครื่องมือประมงและที่ทำกิน และหากต้องมีการเวนคืน รัฐต้องจัดหาพื้นที่รองรับที่เหมาะสมและระบุให้ชัดเจนว่ามีหน่วยงานใดดูแลรองรับ รัฐต้องมองความเจริญของจังหวัดควบคู่ไปกับความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ และต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้สะท้อนความกังวล ไม่ใช่สื่อสารเพียงแต่ข้อดีของโครงการเท่านั้น

ทั้งนี้ กำนันตำบลบางน้ำจืด ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐควรคำนึงถึงและมีมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนบทบาทของผู้นำชุมชน ในการขับเคลื่อนกิจกรรมหรือการประสานงานรวบรวมชาวบ้านในการเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากที่ผ่านมาผู้นำต้องเป็นผู้แบกรับภาระในส่วนนี้โดยไม่มีงบประมาณดูแลที่ชัดเจน

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต ดึงนักธุรกิจถิ่นน้ำหอม ขนเงินไปลงทุนในไทย ร่วมหารือยูเนสโกชื่นมื่น เดินหน้าเพิ่มมรดกโลก

นายกฯ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก เดินหน้าพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน พร้อมหารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ มนุษยชาติ เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านมรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน เชิญชวนนักธุรกิจแดนน้ำหอมขนเงินมาลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ ดร. ฟาทีห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับ IEA

ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการ IEA กล่าวชื่นชมแนวทางการดำเนินนโยบายพลังงานของไทยว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทพลังงานโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการเร่งทบทวนนโยบายพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือทางเทคนิค รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจพลังงานระดับโลก

รับมือวิกฤตพลังงานโลก

โฆษกฯกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นหารือ มีดังนี้

1. นโยบายด้านพลังงานและการรับมือวิกฤตพลังงานโลก นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่ผ่านมา ไทยได้เร่งแสวงหาความร่วมมือเพื่อกระจายแหล่งนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำมันสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ควบคู่กับการเพิ่มกำลังการกลั่นภายในประเทศ การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งและกระจายพลังงานทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก และขยายมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย

สร้างความมั่นคงพลังงาน

2. การยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับ IEA นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับ IEA ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงาน การหารือเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการฝึกซ้อมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของ IEA ในอนาคต

3. การผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนจาก IEA ต่อกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ให้ความมั่นใจว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ในกระบวนการดังกล่าว

ไทยเตรียมจัดงานใหญ่

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้อำนวยการ IEA เข้าร่วมงาน GASTech 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ตอบรับเข้าร่วมทันที โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องใช้โอกาสดังกล่าวในการสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานเชิงลึกต่อไป

ทั้งนี้ GASTech 2026 ถือเป็นงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดด้านอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน และพลังงานทางเลือก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

อนุทินหารือยูเนสโก้

ต่อมาที่ สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนสำนักงานใหญ่ UNESCO และเห็นพ้องว่า การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับ UNESCO

ยูเนสโก้ชื่นชมประเทศไทย

ด้านผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ยังได้รับทราบถึงความตั้งใจของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมกับ UNESCO โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ

1. ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ไทยมีมรดกโลก8แห่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกจำนวน 8 แห่ง และไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้

2. การผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลกถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย

ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2570 (2027 Global Education Meeting) พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน