วีนา ปวีนา สุดทน เดินหน้าฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด หลังเจอเฟกนิวส์ รูปตัดต่อ ทำลายชื่อเสียง

วีนา ปวีนา สุดทน เดินหน้าฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด หลังเจอเฟกนิวส์ รูปตัดต่อ ทำลายชื่อเสียง

วีนา ปวีนา สุดทน เดินหน้าฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด หลังเจอเฟกนิวส์ รูปตัดต่อ ทำลายชื่อเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ “วีนา – ปวีนา สิงห์ทักวาล” รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 และรองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023 ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านบัญชีผู้ใช้ Facebook ส่วนตัวอย่างเป็นทางการ (veenapraveenar) ประกาศเดินหน้าดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของตัวเอง หลังถูกผู้ไม่หวังดีโจมตีด้วยข้อมูลเท็จมาเป็นเวลานาน

โดย วีนา ปวีนา ได้โพสต์ภาพเอกสารหมายเรียกพยานเอกสารจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมระบุข้อความเสียวาบถึงเกรียนคีย์บอร์ดว่า “เจอมาหลายครั้ง ทั้งเฟกนิวส์ ทั้งการเอารูปตัดต่อสร้างความเข้าใจผิด ยอมไม่ได้จริงๆ ค่ะ ที่ผ่านมาเลือกเงียบมาตลอด แต่ความเงียบไม่เคยแปลว่ายอมรับ ขอดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังกับการหมิ่นประมาทและข้อมูลที่สร้างความเสียหายทั้งหมด เพื่อปกป้องศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และความถูกต้องของตัวเอง ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้นะคะ และขอบคุณทุกคนที่อยู่ข้างกันเสมอค่ะ 

นอกจากประเด็นการฟ้องร้องแล้ว วีนา ยังได้โพสต์ภาพข้อความแจ้งเตือนแฟนคลับและชาวเน็ตให้ระมัดระวังบัญชีปลอม หลังจากมีผู้ไม่ประสงค์ดีสร้างบัญชี Facebook เลียนแบบตัวเธอ แล้วนำไปใช้โพสต์ข้อความหยาบคายและด่าทอผู้อื่น จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์เพิ่มเติม โดยระบุว่า ล่าสุดมีคนสร้างเฟซปลอมของคุณย่าวีนาไปคอมเมนต์ด่าคนอื่น ฝากทุกคนช่วยกดรีพอร์ตหน่อยค่ะ “งานนี้ทำเอาบรรดาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างเข้าไปกดไลก์ ส่งคอมเมนต์ให้กำลังใจ พร้อมสนับสนุนให้เธอเอาผิดกับคนที่ตัดต่อรูปและสร้างข่าวปลอมให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นบทเรียนว่าการโพสต์สิ่งใดบนโลกออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาทางกฎหมายด้วย

สวยแท้ไม่ต้องสืบงดงามสะกดสายตาเหล่าสาวงาม MGI All Stars อวดความวิจิตรชุดไทยไม่ต้องรอเคลม

สวยแท้ไม่ต้องสืบงดงามสะกดสายตาเหล่าสาวงาม MGI All Stars อวดความวิจิตรชุดไทยไม่ต้องรอเคลม

สวยแท้ไม่ต้องสืบงดงามสะกดสายตาเหล่าสาวงาม MGI All Stars อวดความวิจิตรชุดไทยไม่ต้องรอเคลม

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.19 น.

กลายเป็นภาพจำความประทับใจครั้งใหม่ที่ทำเอาแฟน ๆ นางงามทั้งไทยและทั่วโลกต่างตื่นตาตื่นใจ เมื่อตัวแทนจาก MGI All Stars (1st Edition) ได้ร่วมเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สัมผัสความสง่างามเหนือกาลเวลา ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร แลนด์มาร์กอันโดดเด่นใจกลางกรุงเทพมหานคร

ในการเยือนสถานที่สำคัญครั้งนี้ เหล่าสาวงามตระการตาในเครื่องแต่งกายชุดไทยที่ถูกออกแบบและตัดเย็บอย่างประณีตโดย “เดียร์ วิฏฐะยา ผ้าอย่างเทศ” ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย ซึ่งดึงเอาเสน่ห์ลวดลายโบราณและเอกลักษณ์อันอ่อนช้อยมาผสมผสานกับการออกแบบที่ส่งเสริมบุคลิกของสาวงามแต่ละคนให้ดูสง่า น่าหลงใหล และเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังของวัฒนธรรมไทย ตลอดการเยี่ยมชม สาวงาม MGI All Stars ได้ร่วมเรียนรู้ประเพณีอันดีงาม พร้อมทั้งถ่ายภาพร่วมกับสถาปัตยกรรมพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่ตั้งตระหง่านอย่างวิจิตรบรรจง สะท้อนถึงการโอบกอดและเผยแพร่ “Soft Power” ด้านวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบและน่าประทับใจ งานนี้บอกได้คำเดียวว่า… ทั้งคน ทั้งชุด และสถานที่ ผสมผสานกันออกมาได้อย่างไร้ที่ติ และกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำสุดประทับใจของการเดินทางครั้งนี้

สวยอมตะตัวแม่ กิ๊ก สุวัจนี อวดหุ่นแซ่บเฟิร์ม เพื่อนดาราแห่คอมเมนต์สนั่น

สวยอมตะตัวแม่ กิ๊ก สุวัจนี อวดหุ่นแซ่บเฟิร์ม เพื่อนดาราแห่คอมเมนต์สนั่น

สวยอมตะตัวแม่ กิ๊ก สุวัจนี อวดหุ่นแซ่บเฟิร์ม เพื่อนดาราแห่คอมเมนต์สนั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.30 น.

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทำเอาโลกโซเชียลถังกับไฟลุกพรึ่บพรั่บ เมื่อคุณแม่ลูกสามดีกรีนางร้ายระดับตำนานอย่าง กิ๊ก สุวัจนี โพสต์ภาพล่าสุดลงอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมแคปชั่น ว่า “พูดไม่ค่อยเก่ง แต่รักหมดใจ” กับลุคใหม่ที่ทำเอาแฟนคลับและคนในวงการถึงกับร้องทักเป็นเสียงเดียวกันว่าเปลี่ยนไปมาก กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรเธอได้จริง ๆ แม้จะขึ้นเลข 5 ไปแล้วก็ตาม

ซึ่งงานนี้ กิ๊ก สุวัจนี มาในลุคเรียบแต่โก้ แฝงความเซ็กซี่ด้วยหุ่นที่ฟิตและเฟิร์มสุด ๆ เห็นได้ชัดเลยว่าวินัยการออกกำลังกายที่เธอทำมาอย่างต่อเนื่องนั้นเห็นผลชัดเจนจริง ๆ

กิ๊ก สุวัจนี

หลังจากโพสต์ของ กิ๊ก สุวัจนี เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตและเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการต่างเข้ามาถล่มคอมเมนต์ด้วยความตกตะลึงกันไม่หยุด เช่น

“ทำไมแม่เด็กลง 10 ปีคะ”

“สวยยยอะไรขนาดนี้”

“ขอวิธีลดน้ำหนักหน่อยค่ะ”

“สวยมากกกกค่ะ”

“คุณแม่สวยมากเลยค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะ หนูแฟนใหม่พี่รัญชน์ค่ะ”

กิ๊ก สุวัจนี
กิ๊ก สุวัจนี
กิ๊ก สุวัจนี

นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับและคนในวงการอีกเพียบที่เข้ามาชมความสวยและกดไลก์กันรัว ๆ บางคนถึงขั้นเข้ามาถามเคล็ดลับการลดน้ำหนักและรอชมผลงานการแสดงเรื่องใหม่ของแม่กิ๊กกันยกใหญ่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม kiksuwatjanee

ณเดชน์-ญาญ่า อวดภาพหวาน ก่อนเข้าพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์

ณเดชน์-ญาญ่า อวดภาพหวาน ก่อนเข้าพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์

ณเดชน์-ญาญ่า อวดภาพหวาน ก่อนเข้าพิธีแต่งงานที่นอร์เวย์

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

20 พฤษภาคม 2569 ใกล้ถึงวันสำคัญเข้ามาทุกที สำหรับคู่รักซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา” ที่กำลังเตรียมเข้าพิธีวิวาห์ตามธรรมเนียมชาวนอร์เวย์ หลังจากก่อนหน้านี้ทั้งคู่ได้เข้าพิธีแต่งงานแบบประเพณีอีสานสุดอบอุ่นที่จังหวัดขอนแก่น เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา

       ล่าสุด ว่าที่บ่าวสาวได้เผยภาพสุดสวีทก่อนถึงวันแต่งงานที่ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเต็มไปด้วยโมเมนต์หวานและความอบอุ่นในทุกเฟรม จนแฟนๆ ต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความโรแมนติกของทั้งคู่กันอย่างล้นหลาม

        งานนี้แฟนคลับต่างตั้งตารอชมภาพบรรยากาศงานแต่งงานของ ณเดชน์ และ ญาญ่า ที่เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความอบอุ่น โรแมนติก และสวยงามราวเทพนิยายอย่างแน่นอน

ภาพจาก : @urassayas

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 – 2570 โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายพิเชษฐร์ วันทอง และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ผ่านการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักการบริหารแบบ School-Based Management หรือ “การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน” ที่ให้ความสำคัญกับบริบทและการตัดสินใจของแต่ละโรงเรียน ภายใต้แนวคิด “เอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายในการปฏิบัติ” ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

“ทุกท่านที่เข้าร่วมในวันนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมออกแบบอนาคตการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัย การลดความเหลื่อมล้ำ และการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตอกย้ำแนวคิด “All for Education” เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับเด็กไทยทุกคน และนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ศธ.ได้กำหนด 4 นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้จัดกิจกรรม Workshop เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางพัฒนาในแต่ละประเด็นนโยบาย พร้อมคัดเลือกแนวทางที่มีความเป็นไปได้ โดยกำหนดกรอบเวลาดำเนินงานระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570 เพื่อนำไปจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ สพฐ. รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ (ร่าง) นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตต่อไป

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตร ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บจก.เนสท์เล่ (ไทย) และ Foodland Ventures จากไต้หวัน ร่วมเปิดตัว “SPACE-F ปีที่ 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด พร้อมเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่จะมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาและทดลองนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันนโยบาย “ครัวไทยสู่โลก” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย ซึ่ง อว. มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค โดยมีอาหารและการแพทย์เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ GI (Geographical Indication) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนอัตลักษณ์และสร้างความโดดเด่นให้สินค้าไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเร่งให้ประเทศไทยสามารถแปลงศักยภาพด้านอาหารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนา ต่อยอด เป็นนวัตกรรมหรือต้นแบบ และได้ทดสอบการใช้งานจริงกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจในการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง ช่วยลดความเสี่ยงและช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1.โภชนาการส่วนบุคคล 2.โปรตีนแห่งอนาคต 3.ระบบอาหารหมุนเวียน 4.การผลิตอัจฉริยะ 5.การผลิตที่ยั่งยืน 6.ความปลอดภัยอาหาร และ 7.ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก

นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation บจก.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและการถนอมอาหารที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การคงคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการวิจัยด้านประสาทสัมผัส เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ SPACE-F ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานแบบ “No Equity Taken” เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเติบโตได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว

รศ.ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ม.มหิดลจึงทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูง โรงงานต้นแบบและเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้จริง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีอาหารระดับโลก การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการ SPACE-F ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศอีกด้วย

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยพีบีเอส และสถานีโทรทัศน์สาธารณะไต้หวัน (PTS) ลงนามความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็กและเยาวชน ส่งละครเด็กสั้น “SMART BOY” สู่โรงเรียนในไต้หวันเป็นเวลา 3 ปี ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายในการใช้สื่อสาธารณะเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม สร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสให้คอนเทนต์เด็กจากประเทศไทยได้เข้าถึงผู้ชมต่างประเทศในมิติของการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งภายใต้ข้อตกลง PTS ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่ละครสั้นสำหรับเด็กเรื่อง SMART BOY” ซึ่งผลิตโดยไทยพีบีเอส จากความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนของสมาชิกสหภาพการกระจายเสียงเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Broadcasting Union (ABU) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในไต้หวัน โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 ถึงวันที่ 30 เม.ย.2572 โดยมีข้อตกลงครอบคลุมสิทธิ์ในการจัดฉายแบบไม่แสวงหากำไร

โดยเมื่อปี 2562  SMART BOY เคยออกอากาศทาง NHK ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่อง NHK ETV เพื่อผู้ชมเด็กและเยาวชน และยังเคยได้รับคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เด็กและเยาวชนนานาชาติไต้หวัน หรือ Taiwan International Children’s Film Festival (TICFF) อีกด้วย

“SMART BOY” ละครสั้นเล่าเรื่องของ “เก่งกล้า” เด็กชายวัย 9 ขวบ ที่อาศัยอยู่กับพ่อซึ่งมีอาชีพช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้จะเป็นเด็กเรียนดี มีน้ำใจ และใฝ่ฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทาย เมื่อแอบนำเกมบอยของเพื่อนสนิทมาเล่นจนเกิดความเสียหาย ทำให้ต้องเรียนรู้การรับผิดชอบ การแก้ปัญหา และคุณค่าของความซื่อสัตย์ เนื้อหาสะท้อนมิตรภาพ การเติบโต และบทเรียนชีวิตของเด็กๆ ผ่านมุมมองเรียบง่ายแต่ร่วมสมัย ทำให้ “SMART BOY” ได้รับความสนใจจากสื่อสาธารณะและเวทีสื่อเด็กในต่างประเทศ และถูกนำไปต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับนานาชาติอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือระหว่าง Thai PBS และ Public Television Service Foundation ในครั้งนี้

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

ปรับโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้ทุกช่วงวัย กระตุ้นความคิด-พัฒนาทักษะแห่งอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick off “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , นายวัลลภ รุจิรากร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกศธ.,นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ., นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมพิธีเปิด

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. กล่าวว่า การก้าวผ่านกรอบแนวคิดเดิมของ “พิพิธภัณฑ์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหลายภาคส่วน ตนเชื่อว่าท้องฟ้าจำลองเป็นสถานที่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยเกินครึ่งหนึ่งของคนทั้งประเทศ จึงอยากเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองว่าเป็นพื้นที่การศึกษาที่ดีสำหรับสร้างความหวังให้กับทุกคนเห็นว่าความฝันนั้นเป็นจริงได้เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆได้

“ปัจจุบันบริบทและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราเรียนอาจจะไม่มีความหมายเลยก็ได้ แรงบันดาลใจจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสำหรับเด็กอย่างเดียว ทำให้เราต้องเปลี่ยนนิยามของท้องฟ้าจำลองใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับเด็กเท่านั้น แต่ต้องเป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับพี่น้องแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ที่สูญเสียงาน ให้สามารถเข้ามาค้นหาแรงบันดาลใจ เพื่อเริ่มต้นชีวิตหรืออาชีพใหม่ได้ในทุกช่วงวัย และด้วยประชากรที่มีเป็นจำนวนมาก พื้นที่ท้องฟ้าจำลองแห่งเดียงคงไม่เพียงพอที่จะเป็นปัจจัยความสำเร็จในการขับเคลื่อน Lifelong Learning Ecosystemได้ จึงต้องเชื่อมโยงกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศเพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ“ รมว.อว. กล่าว

ด้าน นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.กําหนดให้ท้องฟ้าจําลองกรุงเทพเป็นศูนย์กลางต้นแบบระดับประเทศ เชื่อมโยงศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศ พร้อมขยายเครือข่ายไปสู่สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ “ทุกที่ ทุกเวลา และตลอดช่วงชีวิต” โดยนําเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสานเข้ากับวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สําหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกช่วงวัย

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกรกล่าวว่า สกร. เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์สากล (International Museum Day) พร้อมพิธีเปิดงาน “From Museum to Lifelong Learning Ecosystem Center” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสู่ “ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ” ที่ผสานองค์ความรู้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ศิลปวัฒนธรรมและการเรียนรู้แห่งอนาคตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “Digital & Future Technology Zone” และ “Co-Learning Space” ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบ Immersive และ Hands-on Learning ให้ประชาชนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมแห่งอนาคต อาทิ AI Metaverse นิทรรศการเสมือนจริง หุ่นยนต์ เทคโนโลยี VR และ AR ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ เกม E-Sport และเทคโนโลยีโดรน ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ให้ทันต่อโลกยุคดิจิทัล 

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ในรูปแบบ Co-Learning Space ที่เปิดโอกาส ให้เยาวชนและประชาชนได้ทดลองเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม Interactive และการทดลองจริง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยาศาสตร์สุขภาพ พลังงาน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และการเรียนรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงเบื้องต้น 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ กิจกรรมกลุ่ม STEM / Maker / Workshop ที่เน้นการพัฒนาทักษะ แห่งอนาคตและความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกิจกรรม Hologram งานศิลปะสร้างภาพ 3 มิติ หุ่นยนต์สำรวจ ดวงจันทร์ หุ่นยนต์คัดแยกขยะ หุ่นยนต์เพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรม STEAM ที่ช่วยส่งเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และการสร้างนวัตกรรมองย่าสร้างสรรค์ 

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

เสมา 1 รับข้อสั่งการนายกฯ บูรณาการทำงานร่วม ศธ.-อว.-รง. สร้างทักษะให้ทันการเปลี่ยนแปลง ย้ำโรงเรียนต้องออกใบจบให้เด็กตามสิทธิรัฐธรรมนูญ

20 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้บูรณาการในการทำงาน เนื่องจากมี พ.ร.ก.เงินกู้ วงเงินรวม 400,000 ล้านบาท โดยส่วนแรก จะใช้ในการช่วยเหลือภาคประชาชน ภาคเกษตร ต่างๆ จำนวน 200,000 ล้านบาท ส่วนอีกจำนวน 200,000 ล้านบาท ใช้ในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ เรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องทักษะ AI

“ท่านนายฯ สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่าให้กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงแรงงาน ไปสร้างทักษะให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ ศธ.ที่จะต้องไปดำเนินการ โดยในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ค.) ผมจะเรียกผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ.มาหารือกัน เพื่อเตรียมทิศทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสูตรว่าจะต้องเพิ่มอะไรเข้าไปบ้าง ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องใช้วงเงินเท่าไหร่ในการดำเนินการ” รมว.ศธ.กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวถึงการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การเรียนการสอน (แทบเล็ต) ของนักเรียน ว่า ขณะนี้บางเขตพื้นที่การศึกษา ยังไม่ได้รับแทบเล็ต เมื่อมีการตั้งงบประมาณ และมีการดำเนินการเช่าซื้อแล้วที่มีกำหนดระยะเวลาประมาณ 3 ปีต่อเนื่อง ก็ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนที่มีการเสนอขอเพิ่มเข้ามาตนก็ต้องรับฟังในหลายๆด้าน เพราะเป็นอุปกรณ์ใช้พัฒนาความรู้

นายประเสริฐ กล่าวถึงกรณีโรงเรียนไม่แจกใบจบให้นักเรียนที่ค้างค่าเทอม ว่า เรื่องนี้ได้ถูกนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม.ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยื่นหนังสือมาว่ามีเด็กส่วนหนึ่งที่ไม่ชำระค่าบำรุงการศึกษา ทางโรงเรียนจึงไม่ออกเอกสารใบจบให้ ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้โรงเรียนออกเอกสารให้เด็กที่จบการเรียนว่าต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการเรียน ถึงแม้ผู้ปกครองจะชำระหรือไม่ชำระเงินอะไรต่างๆ ก็ตาม แต่เด็กต้องได้รับเอกสารสำคัญทางการเรียน

“ผมก็เคยได้สั่งการเรื่องนี้ไปแล้ว แต่อาจจะมีบางโรงเรียนมีประเด็นนี้หรือเปล่า แต่ผมก็ยังไม่เคยได้รับรายงาน อย่างไรก็ตาม ผมจะสั่งการให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่งการที่ชัดเจนไปยังโรงเรียนต่างๆ ว่าต้องออกเอกสารจบให้นักเรียน เพราะเป็นสิทธิของเด็กตามรัฐธรรมนูญที่เขาจะได้รับเอกสารสำคัญ เขามีสิทธิเรียนฟรีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องค้างค่าอะไรนั้นก็ต้องไปหาวิธีแก้ไขกัน เพราะถ้าโรงเรียนไม่ออกใบจบให้ เด็กก็ไม่สามารถไปเรียนต่อได้” รมว.ศธ.กล่าว

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

“บิ๊กเกรียง”เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปี จังหวัดชายแดนใต้ แนะเปลี่ยนผลระดมกึ๋น เป็น”ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “22 ปี จชต. : ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เป็นเพียงวันเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่คือเรื่องราวของชีวิต ความหวัง และบทเรียนราคาแพงที่ประชาชนในพื้นที่และทุกภาคส่วนต้องเผชิญร่วมกัน การเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้อนมองความเจ็บปวดในอดีต แต่มีเป้าหมายสำคัญในการถอดรหัสเพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน ผ่านวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.การบูรณาองค์ความรู้ โดยการหลอมรวมความมั่นคงด้านการทหารเข้ากับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากสันติสุขจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากประชาชนยังมีความยากจน ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่พูดคุย เพื่อเปลี่ยนเสียงของความขัดแย้งและความหวาดระแวงให้เป็นความไว้วางใจ 3.การส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีเข็มทิศที่แม่นยำในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกำหนดอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้

รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวต่อว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังเพียงแค่เอกสารสรุปผลการประชุมเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือ “จุดเปลี่ยน” ที่จับต้องได้ นั่นคือ “ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อเปลี่ยนผลการระดมสมองให้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” เป็นนโยบายที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจเนื้อหาและเจตนารมณ์ของนโยบายอย่างถ่องแท้ เพื่อให้การขับเคลื่อนแก้ปัญหามีเอกภาพและบังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

“ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และเราเป็นจุดเริ่มต้นของวันนั้น ขอบคุณคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, มหาวิทยาลัยรังสิต และภาคีเครือข่ายทุกสถาบัน ที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขร่วมกัน” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว