สุรชัย สมบัติเจริญ ท้าตรวจ DNA ลูกชาย ถ้าไม่ใช่สั่งเปลี่ยนนามสกุลทันที

สุรชัย สมบัติเจริญ ท้าตรวจ DNA ลูกชาย ถ้าไม่ใช่สั่งเปลี่ยนนามสกุลทันที

สุรชัย สมบัติเจริญ ท้าตรวจ DNA ลูกชาย ถ้าไม่ใช่สั่งเปลี่ยนนามสกุลทันที

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.39 น.

สั่นสะเทือนวงการ! “สุรชัย สมบัติเจริญ” ประกาศท้าตรวจ DNA ลูกชาย พร้อมลั่นหากไม่ใช่ เตรียมใช้กฎหมายสั่งเปลี่ยนนามสกุล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกทุ่งรุ่นใหญ่ “สุรชัย สมบัติเจริญ” ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งเปิดตัวภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันมานานกว่า 40 ปีในอเมริกา พร้อมวลีเด็ดที่ทำเอาชาวเน็ตวิจารณ์สนั่นเมืองว่า “ที่เห็นนี่คือหน้าที่และภาระที่ผมทำจบแล้ว” ซึ่งหลายคนตีความว่าหมายถึงครอบครัวในประเทศไทย

ล่าสุด เรื่องราวกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อสุรชัยได้อัดคลิปลงเฟซบุ๊กส่วนตัว เผยความแคลงใจเรื่องสายเลือด โดยระบุว่า ได้รับคอมเมนต์จากชาวเน็ตที่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับลูกชาย  “สุรบดินทร์ สมบัติเจริญ” ว่าใช่ลูกแท้ๆ หรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจเช่นกัน

โดยในคลิปดังกล่าว สุรชัย ได้ระบุใจความสำคัญไว้ว่า มีคนคอมเมนต์มาว่านายบดินทร์ เป็นลูกแท้ของผมหรือเปล่า ? ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน ผมพร้อมจะตรวจดีเอ็นเอ ก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ถ้าไม่ใช่ลูกผม ผมก็อยากให้เขาเปลี่ยนนามสกุล  ถ้าเขาไม่ยอมเปลี่ยน ผมสามารถดำเนินการทางด้านกฎหมายได้หรือเปล่า ?  ใครมีความรู้ทางด้านกฎหมายช่วยบอกผมทีครับ ผมคงกลับถึงกรุงเทพไม่เกินกลางเดือนนี้

เรื่องราวนี้จะจบลงอย่างไร และทางฝั่งลูกชายจะมีการออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้หรือไม่ ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป

จุกทั้งรายการ น้องเอวา บอก พ่อแดนนี่ นั่งอยู่ข้างๆ สุดเข้มแข็ง ไลน์หาพ่อ-ตอบเอง

จุกทั้งรายการ น้องเอวา บอก พ่อแดนนี่ นั่งอยู่ข้างๆ สุดเข้มแข็ง ไลน์หาพ่อ-ตอบเอง

จุกทั้งรายการ น้องเอวา บอก พ่อแดนนี่ นั่งอยู่ข้างๆ สุดเข้มแข็ง ไลน์หาพ่อ-ตอบเอง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.51 น.

จุกทั้งรายการ “น้องเอวา” ลั่น “พ่อแดนนี่” นั่งอยู่ข้างๆ กัน สุดเข้มแข็ง ไลน์หาพ่อ-ตอบเอง “กวาง” เชื่อทำหน้าที่ภรรยาสมบูรณ์แล้ว 

“กวาง พจนีย์” ควงลูกสาว “น้องเอวา” เปิดใจชีวิตหลังสูญเสียสามีตลกชื่อดัง “แดนนี่ ศรีภิญโญ” พร้อมเผยสัญญาณแรกก่อนจากไปไม่มีวันกลับ ด้านน้องเอวาสุดเข้มแข็ง บอกพ่อนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน ลั่นไลน์หาพ่อ แถมตอบกลับเป็นพ่อเอง ฝันหากเข้าวงการอยากเป็นดีไซเนอร์ แต่ขอพาคนๆ หนึ่งเข้าวงการด้วย ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี “ดีเจพุฒ พุฒิชัย” และ “เบนซ์ พรชิตา” เป็นพิธีกรดำเนินรายการ

น้องเอวานั่งดูคลิปคุณพ่อด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เข้มแข็งมาก?

เอวา : เข้มแข็งค่ะ

จุดเริ่มต้นมีส่งสัญญาณอะไรมั้ย เกี่ยวกับสภาพร่างกายของพี่แดนนี่?

กวาง : เขาค่อนข้างกินอะไรแล้วจุกท้อง แล้วเริ่มมากขึ้นๆ คิดว่าเป็นกรดไหลย้อน แต่พอไปหาคุณหมอ คุณหมอให้ยากรดไหลย้อนมา ก็ไม่ได้เริ่มจุกแล้ว ไม่ได้ตรวจลึก คุณหมอบอกคล้ายๆ กรดไหลย้อนก็ฉีดยามาเข็มนึงแล้วให้ยามาทาน พอกลับไปถึงบ้าน พอเริ่มไม่จุกท้องแล้ว แต่ว่าเริ่มไม่มีแรง เหมือนเหนื่อยขึ้น เราก็เอ๊ะ ทำไมยังเหนื่อยอยู่ ฉี่เริ่มไหลน้อย เราจะเห็นฉี่เขาทุกวันอยู่แล้ว ก็เลยบอกพ่อลองไปตรวจมั้ย เขายอมลองไปตรวจ พอตรวจปั๊บฟังผลเลือดก็เจอไตวายเฉียบพลันระยะอ่อนเพลีย ต้องตรวจจริงจังเดี๋ยวนั้นเลย คุณหมอบอกว่าเจอไตวายเฉียบพลัน และเจอโรคหัวใจ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน พี่แดนนี่ค่อนข้างไม่บอกใคร และไม่ตรวจเท่ากับไม่เจอ เป็นคนอดทนไม่เป็นไร กลัวคนอื่นเป็นห่วง พอเจอไตวายเฉียบพลัน และโรคหัวใจ เพราะเกลือแร่เริ่มต่ำ ทีนี้ก็แอดมิตทุกอย่าง อยู่ในรพ.ตัวอำเภอ เขาก็ส่งไปตัวจังหวัดสุพรรณบุรี

น้องเอวาทราบมั้ยว่าคุณพ่อป่วย?

กวาง : ก่อนจะไป เขาบอกว่าเดี๋ยวคุณพ่อมานะ คุณพ่อไปรักษาตัวก่อน เขาอยากอยู่ใกล้คุณหมอที่สุด ณ เวลานั้น เอวาก็บอกว่าโอเค คุณพ่อหายไวๆ นะคะ 

ทุกอย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลากี่วัน?

กวาง : แค่วันเดียวเองค่ะ อีกวันก็ไปหาหมอเลย แอดมิตเลย เข้าห้องไอซียู เพราะเหนื่อยกับการหายใจมาก

ตอนเข้าไอซียูเขามีสติทุกอย่าง กี่วันถึงค่อยๆ แย่ลง?

กวาง : ระยะเวลาที่อยู่ในห้องไอซียู เขาก็เริ่มเหนื่อยขึ้นๆ ใส่ออกซิเจนแรงดันสูงก็แล้ว แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ คุณหมอก็บอกแล้วแหละว่าเป็นอะไรบ้าง ฉี่เขาก็เริ่มไม่ออก พอวันที่ 16 อาจารย์หมอเข้า บอกว่าต้องย้ายไปในห้องไอซียูโรคหัวใจ ระยะนี้เขารู้สติตลอดเวลาอยู่ในไอซียูเขารู้สติตลอดเวลาเลย จนมาซีซียูของโรคหัวใจ และใส่ท่อ ช่วงใส่ท่อยังพูดคุยโอเค แต่ไตก็เริ่มไม่ตอบสนอง ให้ยาขับก็ไม่ฉี่ หัวใจเต้นแรงมากจนไม่สามารถให้แอ็คโค่ได้

ช่วงเวลาอยู่ไอซียู ย้ายมาซีซียู ก็เป็นพี่กวางมาอยู่กับพี่แดนนี่ตลอด เอวาอยู่กับใคร?

กวาง : อยู่กับคุณตาคุณยาย ก็จะรู้บ้างนิดๆ เราไม่ปิดซะเลย และไม่บอกว่าพ่อไม่โอเคแล้ว ค่อยๆ ทีละนิดๆ 

ช่วงเวลาสำคัญ รพ.โทรมาบอกว่ายังไง?

กวาง : กวางจะเยี่ยมได้แค่รอบเดียวในห้องนั้น ช่วงเที่ยงนิดๆ พยาบาลโทรมาบอกว่าพี่แดนนี่ไม่ค่อยตอบสนองแล้ว เพราะก่อนวันนั้นเขาเริ่มให้ฟอกไต แล้วมันก็ยังไม่โอเค ความดันก็ต่ำลง หัวใจก็เต้นผิดปกติ คุณพยาบาลบอกว่าเขาเริ่มไม่ตอบสนองแล้วนะ ทุกอย่างไม่โอเคแล้ว ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาคุณแม่จะปั๊มหัวใจมั้ย หนูบอกว่าปั๊มหัวใจขอปั๊มแค่รอบเดียว จะฟอกไตต่อมั้ยจะให้ยามั้ย แต่ปลายทางมันคือที่เดียวกัน ฉะนั้นหนูก็ไม่เลือกให้ฟอกไตแล้ว เพราะฟอกไตก็สามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ ให้ยาก็มีผลปลายทางเหมือนกัน ฉะนั้นก็ให้เขาพักผ่อน ไม่อยากให้ทรมาน

ลูกให้กำลังใจคุณแม่ยังไง?

เอวา : ให้คุณแม่เข้มแข็งค่ะ ก่อนพ่อจะไป หนูให้ตุ๊กตาโปรดของพ่อไป (หัวเราะ) เป็นตุ๊กตาลาบูบู้

ตอนคุณพ่อเป็นเยอะๆ เขารู้เรื่องมั้ย ได้พาลูกไปเยี่ยมมั้ย?กวาง : ไม่ค่ะ ไม่พา เพราะว่าหนึ่งไม่อยากให้เห็นสภาพพ่อที่เจ็บ ถ้าพี่แดนนี่รู้ว่าลูกเห็นเขาจะเซนซิทีฟมากๆ แล้วเขาจะไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ เพราะมันเป็นดวงใจ 

พอทางรพ.บอกว่าจะปั๊มหัวใจมั้ย จะฟอกไตมั้ย พี่กวางได้เจอพี่แดนนี่?

กวาง : เจอค่ะ พยาบาลบอกว่าพี่ไปเยี่ยมเลย หนูก็เข้าไปก่อนเวลา ก็บอกเขา ตอนนั้นดวงตาเขาไม่ตอบสนองแล้ว แต่ตาเขายังลืมอยู่นะ ก็บอกว่าคุณพ่อ แม่มาเยี่ยมคุณพ่อโอเคนะ ถ้าคุณพ่อเหนื่อยก็หลับก่อน ถ้าคุณพ่อหลับตื่นขึ้นมาจะได้สบาย แล้วจะได้กลับบ้านกัน เหมือนที่คุณแม่เคยสอนนะ  เราทุกคนต้องพุทธโธ คุณพ่อพุทธโธนะ แล้วคุณแม่จะเลี้ยงลูกอย่างดี ให้คุณพ่อหลับก่อนเลย เดี๋ยวตื่นขึ้นมาคุณพ่อจะแข็งแรง จะได้กลับบ้านกัน พอสิ้นเสียงคำนี้ เขาก็หายใจเฮือกๆ เหมือนเขารอให้เราบอกเขาว่าเราโอเค เหมือนเขารอหนูเลย คืนแรกความดันเขาต่ำมาก พยาบาลโทรหาหนูตอนเที่ยงคืน ก็ยังไม่ไป ก็ยังโอเควันที่ 20 คือรอให้หนูไป

เราไม่ได้พูดสั่งเสีย แค่ให้กำลังใจเขา?

กวาง : ใช่ เพราะหูคงดับไปพร้อมกับจิต หนูก็จะไม่บอกว่าหลับสบายนะ ไม่ต้องห่วง เขาอาจได้ยินและอาจจะกลัว บอกว่าคุณพ่อหลับก่อนนะ พักผ่อนก่อน ตื่นขึ้นมาแล้วจะได้แข็งแรง แล้วกลับบ้านกัน เขาเฮือกประมาณ 3-4 ครั้งแล้วก็ไป พยาบาลก็รีบเข้ามา ถามว่าไม่ปั๊มใช่มั้ย เขาไปแล้ว งั้นไม่ต้องปั๊มแล้วค่ะ พี่บอกทุกอย่างไว้หมดแล้ว 

พี่แดนนี่บอกว่าถ้าเขาป่วยหรือเป็นอะไรไม่ต้องโพสต์ไม่ต้องบอก?

กวาง : ถ้าเป็นอะไรเขาจะไม่ค่อยให้บอกใคร แม้แต่พี่น้องทุกคน กลัวเขาเป็นห่วง ไม่ต้องบอกใครเลย แต่เราเห็นอาการแล้ว เราต้องบอกพี่น้องตั้งแต่วันแรกเลย บอกทุกๆ คนที่เขารัก คุณหมอบอกว่าเขาสามารถไปได้ตลอดเวลา ณ เวลานั้น 

พอบอกลาพี่แดนนี่ครั้งสุดท้าย น้องเอวาไม่ได้ไปด้วยวันนั้น บอกลูกสาวยังไง?

กวาง : คุณยายค่อยๆ บอกว่าคุณพ่อหลับแล้วนะ คุณพ่อไปสบายแล้วนะ ณ เวลานั้นเขาก็เสียใจแหละค่ะ เพราะตอนจัดงานที่วัด เขาวิ่งมาแล้วร้องไห้ มันเต็มที่ แต่หนูก็พยายามบอกว่าต้องเข้มแข็งนะลูกนะ เหมือนทำหน้าที่แทนพ่อ 

ความเข้มแข็งอยู่ในตัวลูก นั่งยิ้มตลอดเวลาเลย?

เอวา : ขอบคุณค่ะ (ยกมือไหว้)

เราต้องอ่อนแอ แต่เผอิญคนข้างๆ เราเข้มแข็งสุดๆ?

กวาง : ถ้าหนูดิ่งเมื่อไหร่ เขาก็จะดิ่งตาม ฉะนั้นหนูอ่อนแอไม่ได้ 

เอวายิ้มตลอดเวลา?

เอวา : หนูคิดว่าพ่อนั่งอยู่ 

จำสิ่งที่พ่อสอนได้บ้างมั้ย?

กวาง : ให้มีสติ มีระเบียบวินัย เป็นคนตรงต่อเวลา 

พ่อสอนมุกตลกมั้ย?

กวาง : มีทุกวัน เต้นกับพ่อ สวดมนต์กับพ่อทุกคืน

พ่อเล่นมุกทุกวันเลยเหรอ?

เอวา : บางวัน จำไม่ได้ค่ะ (หัวเราะถูกใจ) 

ดูเป็นครอบครัวที่มีความสุขมากๆ เลย?

กวาง : ตอนเช้าตื่นขึ้นมาต้องยิ้มให้กันก่อน 

ตลอดงานพี่แดนนี่ เห็นคลิปน้องเอวา มีความสุข ยิ้ม คอยรับแขกตลอดเวลา ทุกๆ ชั่วโมงจะชวนพี่ๆ ที่มาในงานไปคุยกับคุณพ่อ ชวนใครบ้าง?

เอวา : เหมือนให้พ่อรู้ว่าเพื่อนเขามาหา จะบอกว่าพ่อเขาคิดถึง 

คนไปร่วมงานและให้กำลังใจเยอะมาก อยากขอบคุณใครมั้ย?

กวาง : ก็ขอบคุณทุกๆ คนนะคะที่ยังคิดถึงพี่แดนนี่ และห่วงใยเราสองคน ก็ขอบคุณทุกกำลังใจ (ร้องไห้) ที่มีให้เราสองคน 

เอวามีอะไรอยากขอบคุณมั้ย?

เอวา : น้ำมูกไหล (หัวเราะ) ขอให้คนที่มางานพ่อหนูสุขภาพแข็งแรง ขอบคุณที่รักพ่อหนูค่ะ 

น้องเอวาฝันถึงคุณพ่อด้วย?

เอวา : ย้อนเวลาไปตอนเด็กๆ ตอนหนูตัวเล็กๆ ตอนที่พ่อยังอยู่ค่ะ แค่นั้นเลย 

พ่อให้เลขมั้ย?

เอวา : (หัวเราะก่อนส่ายหัว) 

หนูไลน์คุยกับคุณพ่อด้วย?

เอวา : ก็ถามว่าพ่อกินข้าวหรือยังจ๊ะ แล้วหนูก็จะตอบว่ากินข้าวแล้ว มีวันนึงมีคนให้โกโก้พ่อ ก็คิดว่าพ่ออิ่มโกโก้กับน้ำเปล่ามากเลย 

กวาง : ก่อนเสียเขาถามว่าพี่แดนนี่อยากกินอะไร เขาบอกอยากกินโกโก้หวานน้อย พี่สาวเขาเอามาให้ พอเอวาเห็น ก็เอาไปตอบเหมือนคุณพ่อตอบกลับว่าอิ่มโกโก้มากเลย 

ตอนนี้นอนกันยังไง?

กวาง : ปกตินอนกันสามคน แต่ทุกวันนี้เต็มบ้านเลยค่ะ พี่น้อง พ่อแม่ เต็มบ้านเลยค่ะ ไม่เงียบไม่เหงา ไม่มีความให้ได้เศร้าเลยค่ะ 

ที่นอนล่ะ ปกตินอนกับคุณแม่?

กวาง :   ตอนนี้เรียงเป็นปลาทูกลางบ้านเลยค่ะ เอวานอนที่คุณพ่อ 

ยึดที่คุณพ่อ?

เอวา : ใช่ค่ะ เตียงคุณพ่อนอนสบายค่ะ 

มีอีกคนที่เห็นในคลิปบ่อยมากคือยายหมี่ ยายหมี่เป็นใคร ทำไมมารู้จักครอบครัวของน้องเอวา?

ยายหมี่ : ยายเป็นใคร ตอนนั้นยายไลฟ์สด มันเป็นเอฟซียาย 

ยายดัง?

ยายหมี่ : เสียงดัง ยายไลฟ์สดคนดูเยอะ 3-4 คน หนึ่งในนั้นคือมันเป็นเอฟซียาย (หมายถึงกวาง) มันทำนิสัยแบบเราไม่คิดว่าเมียดาราจะทำนิสัยแบบนี้ กวนตีxจัดเลย เรากำลังอดอาหารบอกไม่กินไก่ทอด ก็เลยทะเลาะกันทุกวัน

กวาง : เถียงกันจนสนิทกัน 

ยายหมี่ : มันพิมพ์ด่าเรา เราสวน ไม่สามารถออกอากาศได้ 

บ้านอยู่ใกล้กัน?

ยายหมี่ : ตอนแรกมันจะเอาของอะไรก็ไม่รู้ ก็บอกอีหนูมึงมาเอาที่ยาย มันก็บอกว่ากว่าจะไปถึงยาย หมดวันพอดี ก็เพิ่งรู้ว่าหมดวันยังไง สรุปเพื่อนบ้านกัน เพิ่งรู้ 

ชอบยายหมี่ตรงไหน?

กวาง : เขาเป็นคนตรง อาจมีโมเมนต์เขาสอนจริงใจ มันโบ๊ะบ๊ะยังไงไม่รู้ ถูกจริต 

เอวาเจอยายหมี่ครั้งแรก?

เอวา : รักมากเลยค่ะ รักความสวยค่ะ ออร่าพุ่งค่ะ 

ยายหมี่ : เดี๋ยวให้ 20 

รู้มั้ยเขาทะเลาะกับแม่เรา?

เอวา : ได้ยินทั้งวัน ยายหมี่เถียงเหน่อค่ะ (หัวเราะ) 

ยายหมี่ : เราไม่เหน่อเลยเนอะ

ใครเหน่อสุดสามคน?

เอวา : ยายหมี่ค่ะ 

กลายเป็นเหมือนครอบครัว วันที่พี่แดนนี่ไม่สบาย ยายหมี่ก็ช่วยเราด้วย?

กวาง : ตอนแรกหนูจะไม่บอกใครอยู่แล้ว แต่วันนั้นเขาโทรมาจะเอาของบางอย่างซื้อที่ไหน หนูบอกว่าไม่ได้อยู่ พี่แดนนี่ไม่สบาย เขาไม่ทันถาม ก็บอกว่ากูไปหาเลย ก็บอกว่าไม่ๆ เขาไม่ให้เยี่ยม เขาบอกไม่เป็นไร กูไม่ได้ไปหาเขา กูมาหามึง ก็บอกว่าไม่ต้องมา แล้วอยู่ดีๆ โอนเงินมาให้ 2 พัน เราก็ถามว่าโอนมาให้ทำไม ไม่ต้องโอน เรามี ไม่ต้อง มันต้องซื้อเตรียมไว้เช่นแพมเพิส เขารู้ว่าต้องใช้อะไรบ้าง เขาโอนมา สักพักก็มาถึงเลย 

แสดงน้ำใจ?

ยายหมี่ : อยากได้หน้า 

เอวา :   (หัวเราะ)

ให้กำลังใจเขายังไง?

ยายหมี่ : ส่วนใหญ่มันเป็นคนให้เรา ส่วนใหญ่เป็นคนให้คนอื่นเขา 

มองเขาสองคนเข้มแข็งเบอร์ไหน?

ยายหมี่ : ไม่เคยปล่อยให้ต่างคนต่างร้อง มันเห็นเราสี่เศร้าก็บอกว่าแกหันไปโน่นไป๊ ก็จะไม่ได้ร้องด้วยกัน มีจังหวะครั้งนั้นครั้งเดียว จังหวะมันเปิดประตูบ้านแล้วมันพุ่งออกมาเลย มันไม่ไหว ก็ครั้งนั้นปล่อยให้ร้อง 

เอวาสนิทกับยายหมี่มาก สอนยายหมี่ทำอะไรบ้าง?

เอวา : สอนทำ vlog  ค่ะ แล้วก็ไลฟ์กับคุณยายค่ะ 

สอนคุณยายทำคลิปได้เงินมั้ย?

เอวา : ได้ 30 บาทค่ะ 

ได้ขึ้นค่าตัวยัง?

เอวา : ยังค่ะ 

ให้ร้อยนึงได้มั้ย?

เอวา : ไม่ได้ค่ะ ต้อง 30 เท่านั้น หนูอยากเก็บเป็นค่าซื้อไอแพดมั่ง ค่าซื้อขนมโรงเรียนมั่ง แล้วก็ให้ยายอีก 20 บาท ถ้าแม่กวางไม่มีเงินปุ๊บจะไปขอยาย 

รับจ้างยายหมี่ทำงานจริงจัง?

ยายหมี่ : ยังติดเอวาอยู่ 30 บาท 

พี่กวางได้ทำหน้าที่ภรรยาสมบูรณ์แบบแล้ว?

กวาง :   ตั้งแต่แต่งงานจนวันแรก จนวินาทีสุดท้ายที่ส่งพ่อเอวา หนูก็ทำได้ทุกระเบียดนิ้วเลย ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้าน พอแต่งงานเสร็จเราก็ไม่ได้ไปไหน เหมือนเราให้เวลากับครอบครัวเลย เราไม่ได้ห่วงสวย ไม่ได้สนใจจะอ้วน จะผอม จะดำ จะมีสิว เราทำหน้าที่ภรรยาและหน้าที่แม่ 

ดูแลทุกอย่าง?

กวาง : ใช่ค่ะ แต่จริงๆ แล้วงานหนักๆ พี่แดนนี่ไม่ให้ทำนะคะ ทะเลาะกันด้วย บางทีเถียงกันว่าแม่อยู่ในห้องเถอะไม่ต้องทำอะไร แต่เราอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ เราอยากทำเอง 

เตรียมสานต่อสิ่งที่พี่แดนนี่ทิ้งเอาไว้ให้กับครอบครัวยังไง?

กวาง : จะทำโรงนาที่สร้างเสร็จแล้ว เหลืออีกนิดๆ หน่อยๆ จะเอาของเก่าของโบราณที่พี่แดนนี่สะสมเอาไว้ มาจัดและให้เข้ามาดูมาชมกันตามเวลาที่กำหนดไว้ ก็เร็วๆ นี้ค่ะ 

คุณพ่อชอบสะสมอะไร?

เอวา : ของเก่าค่ะ อย่างเช่นจักรยานเก่าของหนู เมื่อวานไปบ้านเก่าเจอจักรยานเก่าของหนู ยังขี่ได้อยู่เลย

กวาง : ก็จะเอาไปอยู่ในโรงนา ไปโชว์ด้วยค่ะ มีทั้งเครื่องฉายหนังของโบราณของเก่าต่างๆ ทีวีเก่าๆ ต่างๆ 

หลายคนกลัวว่าพ่อพี่แดนนี่ไม่อยู่ พี่กวางกับน้องเอวาจะเหงาหรือเปล่า?

กวาง : ไม่เหงาเลยค่ะ ไม่มีช่วงร้องไห้เลยค่ะ ใช้คำนี้ก็ว่าได้ เพราะหนึ่งมีพ่อกับแม่ และน้องๆ มานอนกันเต็ม มียายแก่ๆ มาอยู่ด้วย มียายหมี่ค่ะอยู่ด้วยทุกวัน เขากลัวหนูเศร้า แต่ก็มาให้หนูรำคาญ (หัวเราะ)

ตกลงเขามาเราดีใจหรือรำคาญ?

กวาง : กึ่งๆ (หัวเราะ ตีเข่ายายหมี่) 

ยายหมี่ : มึงไม่ชอบกู (หัวเราะ) 

ยายเองจะเดินหน้าสานต่อคำสัญญาที่คุยเอาไว้กับพี่แดนนี่ด้วย สัญญาอะไรกันไว้?

ยายหมี่ : เขาอยากทำหนังสั้นด้วยมือถือเครื่องเดียว เขาอยากทำให้เอฟซีเขาดูว่าเขามีของเก่า ของโบราณ แล้ววิถีเราบ้านนอกเหมือนกัน เขาก็อยากทำหนังสั้น 

เริ่มยัง?

ยายหมี่ : ก็ทำไปเรื่อยๆ เปื่อยๆ อยู่สองคน

กวาง : พี่แดนนี่อาจมีแค่ตอนนึง

ยายหมี่ : จ้าง 300 ให้เข้าฉาก ให้เขาเล่นแต่ให้เขาจ่ายเรานะ ในฐานะเราเป็นผู้จัด ยังไม่ได้เงิน ก็ไปซะแล้ว 

กวาง : อาจถวายซองแทน 

ป้าส้ม เจ้าของรายการ บอกว่าหนูขายของเก่งมาก อัดฉีดเงิน 1 หมื่นให้เป็นทุนการศึกษา?

เอวา : ขอบคุณค่ะ (เดินไปกราบ) 

เอวาอยากเข้าวงการมั้ย?

เอวา : ก็ 50-50 ค่ะ 

อยากเป็นอะไรถ้าเข้าวงการ?

เอวา : แฟชั่นดีไซเนอร์

เอวาชอบวาดรูป เป็นรูปอะไร?

เอวา : พวกเสื้อผ้าค่ะ อย่างที่ปัจจัย 4 บอกว่าเราต้องมีที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่มห่ม ยารักษาโรคกับอาหาร หนูก็อยากออกแบบเสื้อผ้าให้กับทุกคน อยากได้แบบไหนก็จะทำตามเขา

อายุเด็ก 9 ขวบ ปัจจัย 4 ก็มา ความฝันชัดเจนมากอยากเป็นดีไซเนอร์ ไม่อยากเป็นนักร้อง หรืออยากเล่นตลกเหมือนคุณพ่อมั้ย?

เอวา : ตอนแรกอยากเป็นนักร้องกับนักข่าว พ่อบอกว่าหนูพูดไว (หัวเราะ)

หัวไว อยากเป็นเหมือนใคร?

เอวา : เหมือนพี่ลิซ่าค่ะ 

เห็นเอวาบอกว่าถ้าเข้าวงการจะขอพาคนนึงเข้าวงการไปด้วยคือใคร?

เอวา : แม่กวางค่ะ ล้อเล่นค่ะ (หัวเราะ) ยายหมี่ค่ะ อยากให้เราดังไปด้วยกันค่ะ อีกเรื่องถ้าเราหลงทาง ยายหมี่ก็จะหลงทางไปด้วยกันค่ะ ไม่ได้ช่วยค่ะ (หัวเราะ) 

ยายหมี่อยากเข้าวงการมั้ย?

ยายหมี่ : เอวาไปก็ไปได้หมดจ้ะ 

เมื่อก่อนพอได้ยินเอวาพูด ยายหมี่อึ้งในหลายๆ คำของเขา?

ยายหมี่ : อึ้งค่ะ อย่างเช่นคำว่าจะพาเข้าวงการ จริงๆ เราไม่รู้เรื่องหรอก นักข่าวเขาไปสัมภาษณ์ในงาน เขาบอกอยากเข้าวงการมั้ย พ่อไม่อยู่เดี๋ยวพาเข้า เขาบอกว่าเอาค่ะ แต่จะพายายเข้าไปด้วยนะ เราก็งง เพราะเป็นสัญญาเล็กๆ ของเรากับเด็ก เขาบอกยายหมี่ดังมากเลยนะ เพื่อนๆ หนูรู้จักยายหมี่ทุกคน หนูอยากไปไลฟ์สดกับยายหมี่ ก็บอกว่าได้ ถ้าหนูอยากทำ ยายพาทำได้ วันนั้นเขาร้องไห้อยู่แล้วเขาเลิกร้องแล้วในงานศพพ่อเขา เขาบอกให้พาเขาไปไลฟ์สดเลย แม่เขาบอกให้เสร็จงานพ่อก่อนลูก เขาบอกโอเค ทำงานด้วยกัน วันละ 30 บาท ถ้านักข่าวมาพาเขาเข้าวงการ เขาบอกจะพายายหมี่เข้าไปด้วย เด็กคนนี้มีคำมั่นสัจจะ

ตอนนี้สะสมเงินได้เท่าไหร่แล้ว?

เอวา : 30 (หัวเราะ) ยายหมี่อยากให้มากกว่า 30 แต่หนูรู้สึกว่ามันมากเกินไป ก็ทอนคืนเขาไป 

ยายหมี่ : ตกลงเท่าไหร่ก็เท่านั้น เป็นเด็กซื่อสัตย์มาก 

ตอนพี่แดนนี่ยังอยู่ เขาเป็นยังไงกับยายหมี่?

กวาง : เขาเป็นคนค่อนข้างข้างไพรเวต ไม่ค่อยให้คนนอกเข้าบ้านสักเท่าไหร่ ค่อนข้างอยู่ในโลกของตัวเองให้นิ่งๆ เงียบๆ เท่านั้น แต่พอเขารู้จักยายหมี่เขาก็ไปมาหาสู่กัน รักยายหมี่เหมือนน้องสาวคนนึง สมมติมีคนจะมาถ่ายที่บ้าน เขาก็จะให้ยายหมี่มาด้วยกัน อยากให้น้องมีคนรู้จักเพิ่ม แต่เขาจะไม่พูดนะคะ เขาจะทำเลย จะไม่พูดอวย เราสามคนจะไม่พูดหวาน จะพูดกันตรงๆ 

พี่แดนนี่ให้โอกาสยายหมี่ น่ารักกับยายหมี่ยังไง?

ยายหมี่ :   มากๆ เหมือนเขาเป็นคนในวงการ เราเป็นแค่คนข้างนอก ติ๊กต๊อกต๊อกแต๊กของเราแต่เขาไม่ได้มองว่าเราต่ำต้อย เหมือนพอมีโอกาสเขาจะเรียกเราเข้ามาเลย แต่เราจะขี้เกรงใจ เหมือนพี่เท่งมาบ้าน เขารู้ว่าเราชอบพี่เท่งมาก เขาบอกมึงต้องมา แต่เราไม่อยากไปหรอก เราเกรงใจเขา เขาบอกมา มึงมาอยู่กับกู เดี๋ยวกูจะพาไปหาพี่เท่งให้ แล้วเขาก็ทำจริงๆ พี่เท่งทำงานอยู่ก็บอกว่ายาย มึงออกมา จนพี่เท่งก็เอ็นดูเราไปอีกคนนึง

เขาอยากส่งต่อบอกคนอื่นว่ามีคนน่ารักอยู่ตรงนี้?

ยายหมี่ : หนังสั้นเขาก็สอนทำสอนมุมกล้อง เขาก็บอกหมด 

สานต่อหนังสั้น?

ยายหมี่ : ถ้ามีเวลาค่ะ

ยายหมี่เป็นเซฟโซนให้พี่กวางและน้องเอวา?

กวาง : เซฟโซนแอนด์ภาระ ไม่อยากพูดนะ เดี๋ยวได้ใจ (หัวเราะ) 

เอวา : วันนึงเป็นเพื่อนกันค่ะ วันนึงเป็นศัตรูกันค่ะ (หัวเราะ) 

กวาง : ยายเป็นคนตลกต่อหน้าทุกคน แต่เราคุยกันทุกเรื่องหลังบ้านกึ่งความจริง ให้ภาพมันประจักษ์จริง แต่ข้างนอกทำเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่จริงๆ เป็นคนค่อนข้างซีเรียสทั้งสองคน พูดตรงๆ ไม่มีอ้อม เป็นเพื่อนกัน 

ยายหมี่พร้อมซัปพอร์ตครอบครัวนี้เสมอ?

ยายหมี่ : ตอนแรกไม่ได้คิดว่าเขาจะดัง คิดว่าเราอุ้มมันแล้ว แต่ล่าสุดเหมือนมันอุ้มเราแล้ว มีตากล้องมาไม่รู้อะไรจริงๆ คิดว่าทำคอนเทนต์กันอยู่บ้านนอกแค่นั้น 

กวาง : เราก็ไม่ได้คิดว่าต้องดัง เราแค่อยู่ในพื้นที่ของเรา เห็นเราก็เห็นการทำคลิปของเรา เราจะไม่ได้อยากโด่งดังอะไรขนาดนั้น อยู่ในเซฟโซนของเราที่ทำวนๆ กันไปแบบนั้น ทำแล้วสบายใจค่ะ 

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น.  ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

กางโรดแมพ ‘EV–SAF’ ครบวงจร พลิกโครงสร้างพลังงาน ดับวิกฤต PM 2.5

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งแรงกระแทกโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เร่งวางยุทธศาสตร์รับมืออย่างเป็นระบบ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยมุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันผ่านการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ควบคู่แนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” ที่เน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพ พร้อมเดินหน้าร่วมพัฒนานโยบาย “เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน” (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร สนับสนุนการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน และรักษาตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ควบคู่การเสริมความมั่นคงทางพลังงาน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ.2050

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง ประมาณร้อยละ 90 จากสัดส่วนการใช้งานทั้งหมด การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการลดการใช้พลังงานในภาคขนส่ง และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบ โดยในระยะสั้น สอวช. จัดทำมาตรการรับวิกฤตพลังงานเร่งด่วน ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อเสนอต่อ อว. อาทิ การปรับตารางเรียนและการทำงานให้เหมาะสม การใช้ระบบ Work From Anywhere (WFA) ในภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องเข้าพื้นที่ และการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในรายวิชาทฤษฎี เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและการเดินทาง

ในระยะกลางและระยะยาว สอวช. มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ครอบคลุมตั้งแต่รถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% ไปจนถึงพลังงานใหม่อื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ EV เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากไฟฟ้าของไทย ร้อยละ 58 มาจากก๊าซธรรมชาติที่ในปี พ.ศ.2568 ต้องนำเข้าร้อยละ 36% ซึ่งเป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว ประมาณ 74% สอวช. จึงสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานโดยเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และชีวมวล ควบคู่การยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมในทุกมิติ

โดยระดับต้นน้ำ สอวช. มุ่งพัฒนาสนับสนุนเทคโนโลยีแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ EV ในระดับกลางน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านมาตรการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการ Reskill/Upskill แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เดิม ส่วนปลายน้ำ มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขยายทางเลือกและการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวอีกว่า หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการผลักดัน “EV Conversion” หรือการดัดแปลงยานยนต์สันดาปเดิมให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า 100% โดยเน้นรถที่ใช้งานเฉพาะทาง เช่น รถสองแถว รถเก็บขยะ หรือ รถดับเพลิง ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการจัดซื้อใหม่ โดย สอวช. ได้หารือร่วมกับ ก.พลังงานและก.อุตฯ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและหารือแนวทางมาตรการทางการเงิน เช่น มาตรการทางภาษี หรือการสนับสนุนงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมกันนี้ สอวช. ยังใช้จังหวะการเปลี่ยนผ่านของโลก เตรียมความพร้อมรองรับ “การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ในพื้นที่นำร่อง เช่น เชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ต เพื่อยกระดับเป็นจุดขายใหม่ของประเทศในอนาคต

ในมิติการพัฒนากำลังคน สอวช. ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ รวม 6 หน่วยงาน ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) และ สอวช. ภายใต้โครงการ EV-HRD เพื่อยกระดับทักษะช่างไทยด้านการซ่อมบำรุงและดัดแปลงรถ EV รวมถึงกำหนดมาตรฐานระบบชาร์จไฟฟ้าอย่างเหมาะสม โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากรอย่างน้อย 650 คน ภายในปี พ.ศ. 2569 ควบคู่การวิจัยและการใช้งานจริง

“การผลักดัน EV อย่างเป็นระบบจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมัน เปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าที่ผลิตภายในประเทศ และสามารถเชื่อมโยงกับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต โดย EV มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปถึง 3 – 4 เท่า และยังเปิดทางสู่ระบบบริหารจัดการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น Smart Charging และ Energy Storage ที่ช่วยเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า” รศ.วงกต กล่าว

รศ.วงกต ยังได้เผยว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิต SAF จากวัตถุดิบหลัก 2 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนเริ่มพัฒนาและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการ และอีกส่วนหนึ่งคือวัตถุดิบจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในลักษณะชีวมวล ซึ่งหากมีการเผาในที่โล่งจะเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหา PM 2.5 โดยขณะนี้ สอวช. กำลังเตรียมจัดทำนโยบายเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ในด้านวิจัยและนวัตกรรม โดยพิจารณาถึงแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง SAF ที่มีมูลค่าสูงและคุ้มค่าต่อการจัดเก็บและขนส่งในรูปของของเหลว พร้อมศึกษาพืชพลังงานใหม่ต่างๆที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูง เพื่อรองรับการผลิตในระยะยาวของประเทศ แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดปัญหา PM 2.5 แต่ยังสร้างตลาดใหม่ขนาดใหญ่ให้ภาคเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและเมื่อมีการผลิต SAF ที่เพียงพอ จะสนับสนุนให้ประเทศไทยคงฐานะการเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคในระยะยาว

“ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบและภูมิประเทศ ทำให้มีความแตกต่างจากหลายประเทศคู่แข่งในภูมิภาค การพัฒนา SAF จึงเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางการบินสีเขียวของเอเชีย ทั้งนี้ สอวช. ประเมินว่า การขับเคลื่อน EV และ SAF ควบคู่กัน จะเป็น “สองเสาหลัก” ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภาคขนส่ง ทั้งทางบกและทางอากาศ และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมาย Net Zero Greenhouse Gas และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รศ.วงกต กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

สกู๊ปพิเศษ : รู้จัก ‘แอนแทรกซ์’ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรคระบาดในสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่าง “โรคแอนแทรกซ์” เป็นหนึ่งในชื่อโรคที่มีผู้คนสนใจและค้นหามากในโลกออนไลน์ เนื่องจากเป็นโรคอันตรายที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ ดังที่ปรากฎเป็นข่าวการระบาดและการเสียชีวิตของคนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย เช่น เมื่อปี 2568 การระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ที่ จ.มุกดาหาร เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 คน และจากสถิติตั้งแต่ปี 2534 รายงานคนไทยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อแอนแทรกซ์จำนวน 19 คน

แม้จะการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ในประเทศไทยจะไม่รุนแรงและต่อเนื่อง แต่การเตรียมพร้อมและมีความรู้ที่ถูกต้องจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล เหลืองทองคำ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคแอนแทรกซ์ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่เกิดจากแบคทีเรียแกรมบวกชื่อ “บาซิลัส แอนทราซิส” (Bacillus anthracis) ซึ่งมีความสามารถในการสร้างสปอร์ ทำให้เชื้อนี้สามารถมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมได้นานหลายสิบปี และมีโอกาสที่จะปนเปื้อนทั้งในดิน ขนสัตว์ หนังสัตว์ หรือเนื้อสัตว์ได้

“ในประเทศไทยเองก็มีรายงานว่าพบโรคแอนแทรกซ์เป็นระยะ เช่น อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มีการเกิดโรคเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ในจังหวัดอื่น ๆ เช่น จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดพิจิตร เป็นต้น ก็เคยมีการระบาดของโรคเกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการระบาดอย่างต่อเนื่อง” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวและว่า โดยทั่วไปโรคแอนแทรกซ์จะพบในสัตว์กินพืช หรือสัตว์เคี้ยวเอื้องเป็นหลัก เช่น โค กระบือ แพะ และแกะ ซึ่งวิธีการดูว่าสัตว์ติดเชื้อแอนแทรกซ์หรือไม่ สามารถทำได้ ดังนี้ โค-กระบือ ที่ติดเชื้อนี้จะตายอย่างเฉียบพลัน และมักพบเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย เช่น จมูก ปาก ตา และทวารหนัก เป็นต้น โดยที่ซากสัตว์จะไม่แข็งตัว บวม และเน่าเสียได้ง่าย ขณะที่ สัตว์อื่นๆอาการไม่ได้เด่นชัด แต่สัตว์บางตัวอาจมีอาการบวมบริเวณคอ ซึม เบื่ออาหาร มีไข้ กลืนอาหารลำบาก ท้องเสีย เป็นต้น

“นอกจากนี้สัตว์ชนิดอื่นๆ อย่าง สุกร ม้า รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวก็สามารถติดเชื้อแอนแทรกซ์ได้เหมือนกัน แต่สุนัขและแมวจะมีความทนทานต่อโรคค่อนข้างสูง โดยส่วนใหญ่สัตว์เลี้ยงเหล่านี้มักติดเชื้อจากการกินเนื้อดิบของสัตว์ที่ตายด้วยโรคแอนแทรกซ์เข้าไป”

ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล กล่าวต่อไปว่า เชื้อแอนแทรกซ์นี้ก็สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 3 ทางหลักๆ โดยจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกัน คือ 1.การติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดจากการสัมผัส โดยพบมากในคนที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการชำแหละเนื้อสัตว์ รวมทั้งคนที่มีแผลถลอกหรือมีบาดแผลบริเวณมือ ถึงแม้จะเล็กน้อย หากไปสัมผัสกับเนื้อสัตว์หรือซากสัตว์ที่มีเชื้อแอนแทรกซ์ ก็มีโอกาสที่เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้เช่นเดียวกัน อาการเบื้องต้น แผลจะมีลักษณะเฉพาะที่เรียกว่า “แผลบุหรี่จี้” โดยบริเวณรอบแผลจะมีการบวมน้ำ และจุดกึ่งกลางของแผลจะเป็นสีดำคล้ำคล้ายกับเนื้อตายเวลาที่โดนบุหรี่จี้ 2.การบริโภค  เกิดจากการรับประทานเนื้อสัตว์ดิบหรือปรุงไม่สุกที่มาจากสัตว์ที่เป็นโรค อาการเบื้องต้น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ เบื่ออาหาร บางครั้งพบอาการถ่ายเป็นเลือด 3.การหายใจ เกิดจากการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อที่มีขนาดเล็กมากเข้าสู่ร่างกาย มักพบในคนที่ทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์ที่ใช้ในโรงงานมาจากแหล่งที่มีการระบาดของโรค อาการเบื้องต้น คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา มีไข้ เจ็บคอ หรือไอแห้งๆ อาการรุนแรง เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่ออก และมักเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

“ความรุนแรงของโรคแอนแทรกซ์มักขึ้นอยู่กับช่องทางที่ได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกาย แต่การติดเชื้อผ่านระบบทางเดินหายใจเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบขั้นรุนแรง หากหายใจเอาสปอร์เข้าไปเป็นจำนวนมาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 95%” ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ระบุ

ใครเป็นกลุ่มเสี่ยง 1.เกษตรกรและผู้เลี้ยงปศุสัตว์ ที่ใกล้ชิดกับสัตว์ป่วยโดยไม่รู้ตัว 2.ผู้ที่ทำงานชำแหละเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องจัดการกับซากสัตว์ที่ตายผิดปกติกะทันหัน 3.แรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตสิ่งทอ โดยเฉพาะในกรณีที่ขนสัตว์และหนังสัตว์มีแหล่งที่มาจากพื้นที่ที่เคยมีการระบาด 4.ผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ดิบ หรือเมนูที่มีส่วนประกอบของเลือดสัตว์ดิบ

แนวทาง “การรักษา” โรคแอนแทรกซ์ ทั้งในคนและสัตว์ โดย ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ยืนยันว่าโรคนี้สามารถรักษาได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับการรักษาในคน ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษา Penicillin Doxycycline หรือยาในกลุ่ม Fluoroquinolones เช่น  Ciprofloxacin โดยระยะเวลาการให้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและช่องทางการได้รับเชื้อ เช่น หากเป็นการติดเชื้อทางผิวหนังโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน แต่หากติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจมักต้องใช้ระยะเวลารักษานานถึง 60 วัน เนื่องจากสปอร์ที่อยู่ในปอดอาจพัฒนาเป็นตัวเชื้อในช่วงเวลาดังกล่าว ในส่วนของการรักษาในสัตว์ สามารถทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน แต่หัวใจสำคัญคือการ “ป้องกัน” สัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์ให้กับสัตว์หลังหย่านม และทำวัคซีนต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในการป้องกันโรคให้กับสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ การรับมือกับโรคแอนแทรกซ์ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากฝั่งเกษตรกรและผู้บริโภค เนื่องจากเชื้อนี้มีความสามารถในการสร้างสปอร์ที่ทนทานสูง การป้องกันจึงไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงการสัมผัส แต่รวมไปถึงการจัดการ “ซากสัตว์” และ “สภาพแวดล้อม” อย่างถูกวิธี ซึ่ง ผศ.น.สพ.ดร.ธราดล ได้ให้คำแนะนำในการป้องกันและการกำจัดโรคแอนแทรกซ์ ดังนี้ สำหรับสัตว์ (โค-กระบือ) 1.หากมีการตายอย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะกรณีมีเลือดสีคล้ำไหลออกมาตามรูเปิดต่างๆของร่างกาย หรือแม้ไม่มีเลือดไหลออกมา แต่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นโรคแอนแทรกซ์ 2.ห้ามเคลื่อนย้าย ชำแหละ หรือเปิดผ่าซากโดยเด็ดขาด เพราะหากเปิดผ่าซาก เชื้อแบคทีเรียในร่างกายสัตว์จะสัมผัสกับอากาศและสร้างสปอร์ขึ้นทันที ซึ่งสปอร์นี้จะปนเปื้อนและคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่ให้สัตว์อื่น เช่น สุนัขและแมว มากัดกินซากสัตว์ที่ตายด้วย 3.แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบและสืบสวนหาสาเหตุของโรค 4.กำจัดซากอย่างถูกวิธี ซึ่งสามารถทำได้โดย ฝังซากสัตว์ แนะนำให้ฝังซากสัตว์ลึกประมาณ 2 เมตร และโรยปูนขาวกลบให้ทั่วเพื่อทำลายเชื้อก่อนปิดหน้าดิน การเผา สามารถทำได้และเป็นวิธีการกำจัดซากที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องดำเนินการในระบบปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และ 5.การจัดการพื้นที่ปนเปื้อน ควรราดด้วยสารเคมี เช่น Formalin หรือ Sodium Hydroxide ที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อทำลายเชื้อ และลดโอกาสการคงค้างของเชื้อในสิ่งแวดล้อม

สำหรับบุคคลทั่วไป 1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์โดยตรง ควรสวมถุงมือ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากที่สัมผัสซากสัตว์ 2.หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อดิบโดยเฉพาะเนื้อจากสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ เช่น ลาบ ก้อย เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดโรคแอนแทรกซ์สูง ควรรับประทานเนื้อที่มีการปรุงสุกที่อุณหภูมิ 75°C ขึ้นไป แม้ความร้อนที่ใช้ในการประกอบอาหารจะไม่สามารถทำลายสปอร์ได้ แต่สามารถฆ่าและช่วยลดความเสี่ยงจากตัวเชื้อได้ 3.ในกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานในโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรสวมชุดคลุม และสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันและลดโอกาสในการได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ 4.สำหรับโรงงานผลิตสิ่งทอที่เกี่ยวข้องกับขนสัตว์หรือหนังสัตว์ ควรมีการจัดการระบายอากาศที่ดี ถ้าขนสัตว์หรือหนังสัตว์มาจากบริเวณที่มีการระบาดของโรค ควรทำการฆ่าเชื้อก่อนนำมาใช้ เพื่อลดโอกาสในการได้รับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ที่อาจปนเปื้อนมากับขนสัตว์หรือหนังสัตว์เหล่านั้น

แม้โรคแอนแทรกซ์จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังคงเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันทีเมื่อพบการตายที่ผิดปกติของสัตว์ รวมถึงควรสังเกตอาการ หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง และปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างถูกต้อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงช่วยป้องกันโรคแอนแทรกซ์ แต่ยังช่วยป้องกันโรคติดต่ออื่นๆ ได้อีกด้วย

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

พลอยทะเล แจง ลิซ่า ภคมน อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล แลนด์บริดจ์ พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ความน่ากังวลคือประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์  โดยยังไม่เข้าใจ มองผลดีแค่มิติเดียว หากพี่น้องสนับสนุนโดยเข้าใจโครงการนี้ทุกมิติแล้วจะเป็นเรื่องดีมากๆ ที่ผ่านมารัฐบาลมักจะให้ข้อมูลด้านเดียว โดยไม่ได้ตอบข้อกังวลของภาคประชาชนและเอกชนที่ตั้งคำถามต่อโครงการนี้ ประชาชนไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ในการทำความเข้าใจ นั้น

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งต่อโครงการแลนด์บริดจ์ จากหลายๆ ส่วน ทั้งประเด็น EIA และ EHIA โดยรัฐบาลจะทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน และได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดภาคใต้อย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 8 พ.ค.2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลงพื้น จ.ชุมพร และระนองเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในทุกมิติ รวมทั้งเพื่อชี้แจงข้อดี ข้อเสีย รายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา

“รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้วรัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย ให้เป็นเครื่องจักรตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภาคใต้“ น.ส.พลอยทะเล ย้ำ

แม่ยกส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่แพ้ชัชชาติ

แม่ยกส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่แพ้ชัชชาติ

แม่ยกส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่แพ้ชัชชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

แม่ยกพรรคส้มมาแล้ว! ตีปี๊บเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 5 พ.ค.นี้ ลั่นคุณสมบัติไม่มีแพ้ชัชชาติ ทีมเวิร์คปึ้กกว่า

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือเจี๊ยบ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ระบุว่า “5 พ.ค.พบแคนดิเดตผู้ว่ากทม.คุณสมบัติไม่มีอะไรแพ้ชัชชาติแต่ทีมเวิร์คแน่นปึ้กกว่ามาก #ส้มสู้ “

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

ไทยคู่ฟ้าโต้ข่าวปลอม! ยันนายกฯ ไม่เคยพูดเบี้ยคนชรา 3,000 ไร้ประโยชน์-ย้ำยังจ่ายอัตราเดิม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.18 น.

3 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ไทยคู่ฟ้า” โพสต์ข้อความระบุว่า อย่าเชื่อข่าวบิดเบือน!

เพจไทยคู่ฟ้า ยืนยันชัด นายกฯ อนุทิน ไม่เคยกล่าวว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์…” ตามที่มีการแชร์กันในโลกออนไลน์ โดยข้อมูลดังกล่าว เป็นการตัดต่อหรือบิดเบือนคำพูดเพื่อสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคม

ขณะที่ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย กรณี “ปรับเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600 เป็น 3,000 บาท” เป็นข่าวปลอม

ปัจจุบันการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงใช้ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2566 ซึ่งจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

อายุ 60 – 69 ปี อัตรา 600 บาท/คน/เดือน

อายุ 70 – 79 ปี อัตรา 700 บาท/คน/เดือน

อายุ 80 – 89 ปี อัตรา 800 บาท/คน/เดือน

อายุ 90 ปีขึ้นไป อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน

#ไทยคู่ฟ้า #สื่อสารรัฐบาลไทย

——————-

Website : http://www.thaigov.go.th

Facebook/ X : ไทยคู่ฟ้า

YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

TikTok : ไทยคู่ฟ้า (@thaigov)

Instagram : ไทยคู่ฟ้า (@thai_khufah)

– 006

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“สว.นรเศรษฐ์”ชงญัตติให้รัฐบาล ทบทวนเดินหน้า”แลนด์บริดจ์” ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า แนะฟังเสียงคนในพื้นที่

3 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้ออกหนังสือนัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พ.ค.โดยในวาระดังกล่าวได้ระบุว่าเป็นการพิจารณาญัตติต่างๆ ที่ สว.เสนอ รวม 6 ญัตติ ทั้งนี้ มีญัตติที่เสนอใหม่ คือ ญัตติของ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ที่ขอให้รัฐบาลทบทวนเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์

โดยเหตุผลของการเสนอญัตติดังกล่าว นายนรเศรษฐ์ ได้ระบุไว้ในหนังสือว่า ตามข้อเท็จจริงที่ รมว.คมนาคม และคณะทำงาน ได้ประกาศต่อสื่อมวลชน ต่อแผนการสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยใช้เงินลงทุน 9.9 แสนนล้านบาท ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวถูกวิพาษณ์วิจารณ์จากหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการและภาคประชาสังคมว่าอาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตามรายงานที่เสนอสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรนำเสนอ และผลกระทบโครงการอาจนำมาสู่ความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ภาคใต้ และกระทบต่อสิทธิชุมชนของคนในพื้นที่ภาคใต้ในมิติของวัฒนธรรมและทางสังคม

“ช่วงที่ผ่านมามีพบการเสนอทางเลือกอื่นที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่า และมีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าการลงทุนโครงการแลนด์บริดจ์อยู่หลายโครงการ ทว่าไม่ได้รับความสนใจจากัฐบาลที่มุ่งหน้าศึกษามากพอ” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.47 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุนยกเลิก “ฟรีวีซ่า 60 วัน” ช่วยสกัด นทท. คุณภาพต่ำทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย ระบุขณะนี้โอกาสดีที่จะดำเนินการ เหตุท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอตัว ผลกระทบไม่มาก พร้อมเสนอเครื่องมือควบคู่ เช่น ค่าเหยียบแผ่นดิน-ฟรีวีซ่าทวิภาคีบางประเทศ และสำหรับประเทศที่มีการเปิดเส้นทางการบินใหม่ ส่วน “เก็บค่าออกประเทศ-Exit Fee” ในหลักการรับได้ แต่ต้องไม่สร้างภาระให้กับคนที่เดินทางไปทำงาน ตปท.

3 พฤษภาคม 2569 ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะพิจารณายกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน พร้อมกับปรับกลยุทธ์ในการให้ฟรีวีซ่าในรูปแบบอื่นๆ เพราะการให้ฟรีวีซ่าเหมารวมกับทุกประเทศมีข้อเสียคือเปิดช่องให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามาในประเทศ และอาจมีการแย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเปิดให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัด-ใช้จ่ายต่ำเข้ามาในปริมาณมาก หรือกระทั่งกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามา

ศ.วิทวัส กล่าวว่า หลังโควิด-19 ประเทศไทยได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมาเน้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น มาตรการฟรีวีซ่าจึงเหมือนเป็นการเปิดประตูให้นักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเข้ามา ซึ่งการที่มีนักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำหรือนักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ย่อมมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และการยกระดับ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวสำคัญหลายจุดจะมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกินขีดความสามารถในการให้บริการหรือการจัดการ หรือส่งผลให้ค่าครองชีพในพื้นที่นั้นๆ พุ่งสูงขึ้น เช่น กรณีที่เกิดขึ้นช่วงหนึ่งที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ฯลฯ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มทุนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อ หรือเช่าพื้นที่เพื่อเปิดให้บริการด้านต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน หรือชาติอื่นๆ รวมถึงการเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ

นอกจากนี้ ส่วนตัวคิดว่าขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่จะดำเนินการยกเลิกมาตรการฟรีวีซ่า 60 วัน เพราะปัจจุบันทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่ การปรับเปลี่ยนนโยบายช่วงนี้จึงส่งผลกระทบน้อยกว่าช่วงที่มีการท่องเที่ยวคึกคัก ขณะที่ผู้ประกอบการก็จะได้มีเวลาปรับตัว และวางแผน เพื่อรองรับกับการยกเลิกฟรีวีซ่าในครั้งนี้ด้วย

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจำเป็นต้องหาเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูงเพิ่มเติม และลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพต่ำควบคู่ด้วย เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) โดยอาจนำไปจัดสรรเป็นกองทุนสำหรับพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว หรือกองทุนการดูแลรักษาพยาบาลของนักท่องเที่ยว ซึ่งก็น่าจะช่วยให้ไทยได้ทั้งนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น และลดภาระค่าใช้จ่ายจากภาษีของรัฐที่ต้องมาดูแลนักท่องเที่ยวทางอ้อม

นอกจากนี้ ควรพิจารณาให้ฟรีวีซ่าชั่วคราวเป็นรายประเทศ เช่น ทำเป็นทวิภาคีต่างฝ่ายต่างทำฟรีวีซ่าให้กันและกัน หรือมีการกำหนดเงื่อนไขอื่น อาทิ กำหนดให้มีการลงทะเบียนคัดกรองล่วงหน้าแบบที่เกาหลีหรือญี่ปุ่นทำ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่หลายประเทศทำ ซึ่งหากเห็นว่าคนของประเทศใดแฝงเข้ามาหรือไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริงแต่อาศัยประโยชน์จากฟรีวีซ่าก็ทำการยกเลิกเป็นกรณีๆ ไปได้ รวมถึงการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนร่วมกับการบินไทย เพื่อให้ฟรีวีซ่ากับบางพื้นที่ที่เป็นการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ยังจำเป็นต้องพิจารณาปรับสมดุลการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพระดับกลาง และระดับต่ำเข้ามาบ้าง เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เน้นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดก็มีโอกาสที่จะช่วยสร้างเศรษฐกิจระดับฐานรากได้พอสมควร ด้วยการไปจับจ่ายใช้สอยจากร้านค้าตามท้องถิ่น หรือพักโรงแรมระดับรองที่มีส่วนใหญ่คนไทยเป็นเจ้าของจริงๆ ขณะที่ธรรมชาติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจะเน้นพักโรงแรมห้าดาว ซึ่งมักอยู่ในเครือข่ายของบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่อาหารก็เป็นของนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

ศ.วิทวัส กล่าวอีกว่า แนวคิดการเก็บค่าธรรมเนียมขาออกนอกสำหรับคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ หรือ Exit Fee เพื่อนำรายได้มาส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ ส่วนตัวคิดว่าในเชิงหลักการเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะเป็นการสร้างเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศโดยลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดิน และช่วยสร้างรายได้ให้รัฐบาลด้วยอีกทาง รวมถึงเกิดผลกระทบกับคนไม่มาก ทว่า ก็ควรมีการกำหนดเงื่อนไขไม่ให้กระทบกับผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงาน หรือองค์กรธุรกิจที่จำเป็นต้องให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง

อีกทั้ง ทางรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองก็ควรจัดสรรเงินส่วนหนึ่งที่จัดเก็บได้ทำเป็นแคมเปญ หรือโครงการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง หรือพื้นที่ที่ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เช่น คูปองเงิน โครงการไทยเที่ยวไทย รวมถึงอาจมีการอุดหนุนเงินให้สำหรับการท่องเที่ยวรายคนอีกส่วน ก็น่าจะช่วยให้คนที่พอมีกำลังทรัพย์จะไปท่องเที่ยวนอกประเทศมีทางเลือก และรู้สึกว่าได้อะไรคืนกลับมาจากเงินที่เสียไปตอนออกนอกประเทศ

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

รัฐบาลเดินหน้าปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายแล้วกว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี ทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว และมาพร้อมความเสี่ยงจากโฆษณาโอ้อวดเกินจริง การแอบอ้างสรรพคุณ ผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาตหรือลักลอบใช้สารอันตราย รัฐบาล สั่งการให้เข้มงวดจัดการปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยและโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 – ปัจจุบัน  สามารถปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายได้กว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี และทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

นอกจากนี้ อย.ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับการทำงาน โดยร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ใช้ระบบ AI และ API เชื่อมโยงการทำงานกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก 10 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Lazada, Shopee, Grab, LineMan, LINE, Facebook, Instagram, Threads, Tiktok และ Lemon8 ใช้ระบบ AI และ API ตรวจจับและคัดกรองผลิตภัณฑ์และโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมพัฒนา AI ด้วย Blacklist Keywords กว่า 92,120 คำ และขยายเครือข่ายเฝ้าระวังปิดกั้นโฆษณา (Rapid Report) ครอบคลุม 76 จังหวัด และ 3 สภาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการปิดกั้นและจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิ์ ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างรอบคอบ ตรวจสอบเลข อย. ก่อนตัดสินใจ ไม่หลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เมื่อพบความไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนผ่าน 6 ช่องทาง ได้แก่ สายด่วน อย. 1556, Line @FDAThai, Facebook: FDAThai, E-mail: 1556@fda.moph.go.th, ตู้ ปณ. 1556 และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ” นางสาวพลอยทะเล ระบุ