รบ.รุกแก้ปัญหาลูกหนี้กยศ.ดึงไกล่เกลี่ย 1.7 แสนราย ขยายเวลาผ่อนถึงอายุ 65 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643843

รบ.รุกแก้ปัญหาลูกหนี้กยศ.ดึงไกล่เกลี่ย 1.7 แสนราย ขยายเวลาผ่อนถึงอายุ 65 ปี

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.21 น.

รัฐบาลรุกแก้ไขปัญหาลูกหนี้ กยศ. ดึงผู้กู้กลุ่มผิดนัดชำระและถูกบอกเลิกสัญญา 170,000 คนเข้าไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนฟ้องในงานสัญจรทั่วประเทศอีก 9 ครั้ง รับส่วนลดเบี้ยปรับ ขยายระยะเวลาผ่อนถึงอายุ 65 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกัน

วันที่ 26 มี.ค.2565 น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล  รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มีนโยบายให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งกลุ่มผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีย้ำว่าต้องให้ความช่วยเหลือ

ล่าสุด กยศ. ได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเชิงรุก โดยการร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ในการเชิญผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ที่ถูกบอกเลิกสัญญาและกำลังจะถูกฟ้อง ประจำปี 2563 และประจำปี 2564 จำนวน 170,000 ราย เข้ามาไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนฟ้อง ภายในงานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินครัวเรือน ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นทั้งหมด 12 ครั้ง ในกรุงเทพฯ และภูมิภาคซึ่งขณะนี้ได้จัดไปแล้ว 3 ครั้ง เหลือสัญจรอีก 9 ครั้งในภูมิภาค

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า  สำหรับการไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนฟ้องคดีนี้เป็นกรณีการใช้กลไกของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เข้ามาช่วยเหลือเพื่อไม่ให้ลูกหนี้ถูกดำเนินคดีและเข้าสู่กระบวนการศาล โดยผู้เข้าร่วมจะได้ส่วนลดเบี้ยปรับ ได้รับโอกาสในการขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้ถึงอายุ 65 ปี ขณะที่ผู้ค้ำประกันก็มีโอกาสได้รับการปลดภาระตามกฎหมายใหม่ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขคือ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่…) พ.ศ. …. โดยเมื่อกฎหมายมีผลบังคับแล้ว กยศ. จะสามารถปลดภาระผู้ค้ำประกันได้ หากผู้กู้มีการชำระเงินต้นมาแล้วร้อยละ 25 ของเงินต้นที่ค้างชำระ

“ในการสัญจรจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วประเทศที่เหลืออีก 9 ครั้งพร้อมกับกรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและกรมบังคับดคี กยศ. จะส่งหนังสือถึงผู้กู้ยืมในแต่ละจังหวัดหรือจังหวัดที่ใกล้เคียงสถานที่จัดงานให้เข้ารับการไกล่เกลี่ยหนี้ก่อนถูกฟ้องร้อง รัฐบาลจึงขอเชิญชวนลูกหนี้ กยศ. ที่อยู่ในเกณฑ์เข้าร่วม โดยหากไม่ได้รับหนังสือจาก กยศ. ให้เข้าร่วมก็สามารถวอร์คอินเข้าไปในงานโดยสามารถศึกษาข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เว็บไซต์ของ กยศ. http://www.studentloan.or.th ” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

สำหรับมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ครั้งประกอบด้วยที่กรุงเทพฯและปริมณฑล, ที่จ.นครราชสีมา และที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  ส่วนอีก 9 ครั้งที่เหลือในปี 2565 นั้นมีกำหนดการดังนี้ วันที่ 1 เม.ย. ที่ จ.นครศรีธรรมราช, วันที่ 28 เม.ย. ที่ จ.เชียงใหม่, วันที่ 6 พ.ค. ที่จ.สุราษฎรธานี, วันที่ 19 พ.ค. ที่จ.ระยอง, วันที่ 27 พ.ค. ที่จ.พิษณุโลก, วันที่ 10 มิ.ย. ที่ จ.อุดรธานี, วันที่ 17 มิ.ย. ที่จ.ราชบุรี และ วันที่ 24 มิ.ย. ที่จ.พระนครศรีอยุธยา

ทั้งนี้ ข้อมูลของ กยศ. ณ วันที่ 28 ก.พ. 2565 พบว่า ตั้งแต่ กยศ. เปิดให้กู้ยืมตั้งแต่ปี 2539 ได้ปล่อยกู้แก่นักเรียน นักศึกษาแล้ว 6,215,161 คน ชำระหนี้แล้วเสร็จ 1,565,712 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 25% ของผู้กู้ยืมทั้งหมด อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3,521,858 คน หรือร้อยละ 57 อยู่ระหว่างการปลอดหนี้ 1,060,259 คนหรือร้อยละ 17  และเสียชีวิต/ทุพพลภาพ 67,332 คน หรือร้อยละ1

อนาคตวูบ!สั่งให้ออก 15 นักศึกษารุ่นพี่รับน้องโหดทำร้าย ‘น้องเปรม’ เสียชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643812

อนาคตวูบ!สั่งให้ออก 15 นักศึกษารุ่นพี่รับน้องโหดทำร้าย 'น้องเปรม' เสียชีวิต

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 13.26 น.

วันที่ 26 มี.ค.65 รองศาสตราจารย์ โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา เปิดเผยความคืบหน้ากรณีรับน้องโหด จนทำให้นายพัสยศ ชลภักดี หรือน้องเปรม อายุ 19 ปี นักศึกษา ปวส.ปี 1 สาขาช่างกลโรงงาน วิทยาลัยนวัตกรรมอาชีพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ถูกทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า จากการสอบสวนของคณะกรรมการปกครอง พบว่า มีนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และชั้นปีที่ 2 เข้าร่วม 67 คน โดยรุ่นพี่ปี 2 สั่งให้รุ่นน้องปี 1 ถอดเสื้อผ้า 

อีกทั้งยังสลับสับเปลี่ยนกันสั่งการให้ปี 1 หมอบ คลาน ใช้ศีรษะปักพื้น ชกต่อย และใช้เท้าถีบยันนักศึกษาปี 1 จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เป็นความผิดตามระเบียบว่าด้วยการควบคุมความประพฤติของนักศึกษาและเป็นการฝ่าฝืนประกาศมหาวิทยาลัยฯ เรื่องการงดจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ ประจำปีการศึกษา 2564 อาศัยอำนาจตามมาตรา 24 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2548 กอปรกับระเบียบว่าด้วยการควบคุมความประพฤติของนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พ.ศ. 2549 และประกาศมหาวิทยาลัย เรื่องงดกิจกรรมรับน้อง จึงออกคำสั่งมหาวิทยาลัยฯ เรื่องการลงโทษวินัยนักศึกษา ดังนี้

นักศึกษารุ่นพี่ ปวส.ปี 2 จำนวน 15 ราย ผู้ร่วมการฝ่าฝืน วางแผน สั่งการ ควบคุมการดำเนินกิจกรรม ทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยการใช้ไม้ฟาด ชกต่อย และใช้เท้าถีบยัน เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต มีความผิดตามระเบียบ มีโทษให้ออก ขณะเดียวกันยังสั่งให้ลงโทษนักศึกษารุ่นพี่ปี 2 อีก 10 ราย ฐานมีส่วนร่วมในการวางแผน สั่งการ ควบคุมการดำเนินกิจกรรมให้รุ่นน้องปี 1 ถอดเสื้อผ้า หมอบ คลาน และใช้ศีรษะปักพื้น เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ มีโทษผลการสอบของภาคการศึกษานั้นเป็น “โฆษะ” โดยให้บันทึกผลการศึกษาเป็น “W”

พร้อมทั้งลงโทษนักศึกษารุ่นพี่ปี 2 ที่เหลืออีก 5 ราย ฐานความผิดเป็นผู้ที่ทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรม ตั้งแต่การวางแผน การนัดหมาย การเดินทาง ตลอดจนดำเนินกิจกรรม จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่ทราบกิจกรรมดังกล่าวขัดต่อประกาศมหาวิทยาลัยฯ แต่กลับไม่ได้ห้ามปรามหรือแจ้งอาจารย์ หรือผู้เกี่ยวข้องทราบเพื่อเข้าระงับเหตุ เป็นการร่วมกันสนับสนุนให้เกิดกิจกรรม ให้ลงโทษตัดคะแนนความประพฤติ 10 คะแนน พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้ทราบ

นอกจากนี้ ยังสั่งลงโทษนักศึกษา ปี 1 จำนวน 37 ราย ฐานความผิดมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมไม่พึงประสงค์ เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องอันเป็นการขัดต่อประกาศของมหาวิทยาลัย ให้ลงโทษตัดคะแนนความประพฤติ 10 คะแนน พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้ทราบ ซึ่งนักศึกษาที่มีบทลงโทษ สามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ภายใน 15 วันโดยคำสั่งลงโทษมีผลตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.65

“บทลงโทษจากทางมหาวิทยาลัยฯ คนละส่วนกับโทษทางอาญา โดยบทลงโทษให้ออกนักศึกษารุ่นพี่ 15 คนทุกคนจะต้องมาเขียนใบลาออก และสามารถนำผลการเรียนของปี 1 ไปใช้ประโยชน์สมัครเข้าเรียนต่อได้ ถือเป็นโทษขั้นสูงใกล้เคียงกับไล่ออก แต่นักศึกษากลุ่มนี้ยังมีทางเดินทางการศึกษาในอนาคต แต่หากต้องมองไปถึงโทษทางคดีอาญาที่ตำรวจแจ้งข้อหารุ่นพี่กลุ่มนี้ 7 คน ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย ซึ่งทั้ง 7 คนรับสารภาพ มีการถูกเนื้อต้องตัวน้องเปรม จนถึงแก่ความตาย โทษในคดีอาญาอาจรุนแรงถึงขั้นขนาดตัดสินอนาคตของเด็กกลุ่มนี้”  รองศาสตราจารย์ โฆษิต กล่าว

พร้อมกล่าวต่อว่า บทลงโทษที่คณะกรรมการปกครองพิจารณาแล้วนั้น จะเป็นมาตรฐานของมหาวิทยาลัยและเป็นกรณีศึกษาสำหรับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยฯได้รับความบอบช้ำจากเหตุการณ์นี้ ยอมรับสภาพกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และจะวางแนวทางแก้ไขให้ดีที่สุด เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในอนาคต ส่วนการช่วยเหลือครอบครัวน้องเปรม มีกลุ่มศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยฯ มอบเงินเยียวยา 4 แสนบาท และมหาวิทยาลัยได้ตั้งกองทุนเบื้องต้น 4 แสนบาท ช่วยเหลือน้องสาวของน้องเปรม ให้ได้รับทุนเรียนจนจบปริญญาตรี และช่วยเหลือแฟนสาวของน้องเปรม ให้เรียนจบปริญญาตรีเช่นกัน

วช. หนุน คณะแพทย์จุฬา วิจัย ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643738

วช. หนุน คณะแพทย์จุฬา วิจัย ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 19.20 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สนับสนุนทุนวิจัยโครงการ เรื่อง : ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย: การค้นหาสาเหตุทางพันธุกรรมและการรักษาโรคใหลตาย ให้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ กุลวี เนตรมณี และคณะ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศาสตราจารย์นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ เป็นที่ปรึกษา เพื่อศึกษาหาสาเหตุทางพันธุกรรมและการรักษาโรคใหลตายภัยเงียบที่ทำให้คนนอนหลับเสียชีวิต

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ  กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญในการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ รวมถึงโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนไทย ที่เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จึงทำให้เกิดโรคภัยที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพและการดำรงชีพ “โรคใหลตาย”เป็นโรคที่เป็นภัยเงียบที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยในสังคมไทยยังคงมีผู้เสียชีวิตจากโรคใหลตายอย่างต่อเนื่อง วช.เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแพทย์ที่จะได้ช่วยแก้ไขปัญหาและสาเหตุของโรคใหลตาย จึงได้สนับสนุนทุนวิจัย แก่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ กุลวี เนตรมณี เพื่อการศึกษาหาสาเหตุทางพันธุกรรมและการรักษาโรคใหลตายโดยการนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาต่อยอดเพื่อใช้เป็นแนวทางในการรักษาในวงการทางการแพทย์เพื่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมของประเทศชาติต่อไป

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ กุลวี เนตรมณี หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า จากการศึกษา “โรคใหลตาย” พบว่ามีสาเหตุที่สำคัญคือความผิดปกติของการเต้นหัวใจ จนทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะสมองได้ เมื่อสมองขาดออกซิเจนอาจแสดงอาการชักเกร็ง หายใจมีเสียงครืดคราดผิดปกติคล้ายนอนละเมอ เรียกไม่รู้ตัว ความผิดปกติมักพบขณะนอนหลับสนิท และอาจเกิดในผู้ชายที่มีสุขภาพแข็งแรง ที่มีอาการก่อนเข้านอนก็ดูว่าปกติดี แต่พบว่าเสียชีวิตในตอนเช้ารุ่งของอีกวัน ซึ่งเป็นภาวะเสียชีวิตกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน นอกจากเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากนั้นยังพบว่าการใหลตายขณะที่นอนหลับพักผ่อน อาจพบได้ในขณะตื่นหรือใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีอาการใจสั่นช่วงสั้น ๆ หรืออาการวูบเป็นลมหมดสติหลับแล้วไม่ตื่น ผู้เสียชีวิตจากโรคใหลตายส่วนใหญ่พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือแต่ก็พบได้บ้างในผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ ประวัติของภาวะในบุคคลของครอบครัวทำให้บ่งชี้ว่าพันธุกรรมเป็นสาเหตุหลัก
ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรค

ทีมนักวิจัย ได้ทำการค้นคว้าและศึกษา “ทำอย่างไรคนไทยจะไม่ใหลตาย” ซึ่งค้นพบว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิด “โรคใหลตาย (Brugada syndrome)” พบว่าพันธุกรรมของโรคใหลตายในผู้ป่วย 239 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 478 คน โดยวิธีถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ทั้งหมด (whole genome sequencing) พบว่า จำนวนประมาณ 15% มีความเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ในยีน SCN5A โดยประมาณครึ่งหนึ่ง กลายพันธุ์ชนิด p.R965C ดังนั้นจึงมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เข้ามาร่วมทำให้เกิดโรคพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้สาเหตุจากการเกิดโรคทางพันธุกรรมที่มีความซับซ้อนโรคแบบพหุยีน (polygenic) ซึ่งการค้นพบนี้สามารถนำมาพัฒนาในการศึกษาวิจัยเพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคนี้ได้ 

ทั้งนี้ จากการค้นพบตัวการของการเกิดโรคจากการถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์นั้น ซึ่งองค์ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาวิจัยพบว่ามียีนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ SCN5A, SCN10A และ HEY2 ซึ่งการค้นพบสาเหตุการเกิดโรคสามารถนำมาสู่การต่อยอดที่จะมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการทางการแพทย์ของไทย โรคใหลตาย Brugada syndrome สามารถรักษาได้ ถ้าได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยผู้ป่วยเสี่ยงสูงจะได้รับการใส่เครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (implantable cardioverter-defibrillator) ผลการรักษาโรคนี้ด้วยการจี้ทำลายจุดที่ผิดปกติในหัวใจด้วยคลื่นวิทยุ (RF ablation) เทียบกับการรักษามาตรฐานในปัจจุบัน ผลการรักษายังได้รับการติดตามอยู่ในขณะนี้จะเป็นการนำไปสู่แนวทางการรักษาโรคได้ในอนาคตโดยการพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการศึกษา
รหัสพันธุกรรมของมนุษย์นั้นนำไปสู่แนวทางของการรักษาโรคใหลตายที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนและทุกกลุ่มวัยในสังคมไทยเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาต

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียวปรับเกณฑ์วิธีการบริหารบุคลากร ครูโรงเรียนคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643469

บอร์ด ก.ค.ศ.ไฟเขียวปรับเกณฑ์วิธีการบริหารบุคลากร ครูโรงเรียนคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.35 น.


“บอร์ด ก.ค.ศ.” เห็นชอบปรับเกณฑ์วิธีการบริหารบุคลากร ครูโรงเรียนคุณภาพ สร้างแรงจูงใจเชื่อมั่น

วันที่ 24 มีนาคม 2565 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2565 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับโรงเรียนพัฒนาคุณภาพ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่ง สพฐ.ได้ขอให้ ก.ค.ศ. พิจารณาวิธีการและเงื่อนไขการบริหารงานบุคคลสำหรับโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะพัฒนาโรงเรียนคุณภาพให้เป็นโรงเรียนต้นแบบในการแก้ปัญหาด้านการศึกษาและความปลอดภัยของโรงเรียน รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในสังคมเมืองและชนบทให้กับนักเรียน สร้างความพร้อมให้กับครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย ตามบริบทของโรงเรียนและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ ก.ค.ศ. จึงพิจารณาให้จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับโรงเรียนพัฒนาคุณภาพ สังกัด สพฐ.

สำหรับ “โรงเรียนคุณภาพ” หมายความว่า โรงเรียนระดับประถมศึกษาหรือโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่เป็นโรงเรียนหลักในการจัดการศึกษาร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตามประกาศของ สพฐ. สำหรับ “โรงเรียนเครือข่าย” หมายความว่า โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน มีการจัดการศึกษาร่วมกับโรงเรียนหลักและนักเรียนทุกชั้นเรียนได้ไปเรียนรวมกับโรงเรียนหลักด้วยแล้วและเมื่อนักเรียนในโรงเรียนเครือข่าย ไปเรียนกับโรงเรียนหลัก และ สพฐ. ประกาศ “โรงเรียนคุณภาพ” แล้วให้คำนวณอัตรากำลังใหม่ตามเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด กรณีคำนวณแล้วโรงเรียนคุณภาพมีอัตรากำลังไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ให้บริหารอัตรากำลังข้าราชการครูฯ สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนเครือข่าย และบริหารอัตรากำลังโรงเรียนคุณภาพที่เกินเกณฑ์โดยให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน สายงานการสอน และสายงานบริหารสถานศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย ไปกำหนดในโรงเรียนคุณภาพหรือโรงเรียนอื่นที่มีอัตรากาลังตำกว่าเกณฑ์

ทั้งนี้ ในกรณีที่ครูโรงเรียนเครือข่าย ประสงค์จะดำรงตำแหน่งในโรงเรียนคุณภาพ ซึ่งมีอัตรากำลังพอดีเกณฑ์หรือเกินเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ. กำหนด ให้สามารถดำเนินการได้ โดยมีเงื่อนไขถ้าโรงเรียนคุณภาพมีอัตราว่างให้ตัดโอนไปกำหนดในโรงเรียนที่มีอัตรากาลังต่ำกว่าเกณฑ์ หรือ ให้ตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือน สายงานการสอนและสายงานบริหารสถานศึกษาในโรงเรียนคุณภาพที่เกินเกณฑ์ ไปกำหนดในโรงเรียนอื่นที่มีอัตรากำลังต่ำกว่าเกณฑ์ ให้ย้ายครู โรงเรียนเครือข่าย ไปแต่งตั้งในโรงเรียนคุณภาพ หรือโรงเรียนอื่นที่มีอัตรากำลังต่ำกว่าเกณฑ์ โดยกำหนดคุณสมบัติกรณีย้ายปกติ “ปัจจุบันดำรงตำแหน่งครู โรงเรียนเครือข่าย โดยไม่นับระยะเวลา 24 เดือน”ให้ย้ายผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนเครือข่าย หรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนหลักไปแต่งตั้งในโรงเรียนที่มีอัตรากำลังต่ำกว่าเกณฑ์ โดยกำหนดคุณสมบัติกรณีย้ายปกติ “ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนเครือข่ายหรือโรงเรียนหลัก โดยไม่นับระยะเวลา 12 เดือน” และกำหนดขนาดสถานศึกษาที่จะนำมาพิจารณาย้าย โดยให้เทียบขนาดสถานศึกษาจากจำนวนนักเรียนโรงเรียนเครือข่ายรวมกับโรงเรียนหลัก

รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการปรับอัตรากำลังคน ตามนโยบายหลักของรัฐบาลในการทำโรงเรียนคุณภาพ เนื่องจากเราไม่สามารถทำโรงเรียนทั้ง 3 หมื่นกว่าโรงให้เป็นโรงเรียนคุณภาพได้ ดังนั้น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กต่ำกว่า 120 คน มีอยู่ประมาณ 1.5 หมื่นโรง ศธ.จึงทำให้มีโรงเรียนแม่ที่มีคุณภาพ แล้วให้โรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่โดยรอบมาใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือควบรวมโรงเรียน และให้สามารถตัดโอนกำลังมารวมกันได้ โดยมี 3 ส่วน เช่น การนำเด็กมารวมกันและคิดอัตรากำลังโดยที่ไม่คำนึงถึงการเกินเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์ ก็สามารถรวมกันได้เลย ส่วนครูก็สามารถย้ายมาอยู่ด้วยกันหรือย้ายไปโรงเรียนอื่นได้ ส่วน ผอ.โรงเรียนที่มารวมกันแล้วก็สามารถย้ายไปโรงเรียนอื่นได้โดยใช้สิทธิ์ขนาดโรงเรียนใหม่ที่เกิดขึ้น

“ถือเป็นมาตรการจูงใจให้ครูมีความเชื่อมั่น เพราะโรงเรียนขนาดเล็กปกติหากมีการควบรวมจะใช้เวลา 2 ปีจึงจะขอย้ายไปที่อื่นได้ ส่วน ผอ.ที่เคยอยู่โรงเรียนเล็กก็สามารถย้ายไปเป็น ผอ.ในโรงเรียนที่มีเด็ก 200 คน ได้ หรืออยากจะอยู่โรงเรียนใหญ่ที่ไปควบรวมก็ได้ ซึ่งหลักเกณฑ์ใหม่นี้จะปลดล็อคให้หมด ส่วนหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้จะประกาศใช้ในวันพรุ่งนี้(25 มี.ค.)ได้เลย อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เรื่องนี้มีความยั่งยืน ดิฉัน จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเห็นชอบทั้งเรื่องการใช้ทรัพยากรร่วมกัน การใช้กำลังคน และงบประมาณที่จะสนับสนุนด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

นิสิต จุฬาฯคิดค้นชุด ‘สานสร้างสรรค์’ สอนการจักสานอย่างง่ายด้วยตัวเลข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643208

นิสิต จุฬาฯคิดค้นชุด ‘สานสร้างสรรค์’  สอนการจักสานอย่างง่ายด้วยตัวเลข

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุชาติ อิ่มสำราญ นิสิตระดับปริญญาโท สาขาวิชาศิลปศึกษาคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เครื่องจักสาน เป็นงานฝีมือประเภทขัด-สาน จากวัสดุธรรมชาติที่ทำขึ้นเป็นเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน มรดกเชิงช่างฝีมือจากรุ่นปู่ย่าตาทวดยังคงดำรงอยู่จวบจนปัจจุบันแต่การใช้สอยงานประเภทนี้อาจต่างไป คนยุคนี้นิยมนำเครื่องจักสานมาตกแต่งภายในสถานที่เพื่อสร้างบรรยากาศ “มินิมอล เรียบแต่โก้” ดังนั้น งานจักสานจึงยังเป็นที่ต้องการ แต่การสร้างสรรค์ผลงานกลับไม่ง่ายเพราะต้องอาศัยทักษะฝีมือและความชำนาญ รวมถึงความอดทนและสมาธิในการจดจำการขึ้น-ขัด-สานเส้นต่างๆ ให้เป็นลวดลายที่สวยงามและหลากหลาย ด้วยเห็นปัญหาดังกล่าว จึงคิดค้นชุดกิจกรรม “สานสร้างสรรค์” อุปกรณ์เรียนรู้การจักสานอย่างง่ายด้วยตัวเลขขึ้น

“ชุดกิจกรรม “สานสร้างสรรค์” เป็นชุดต้นแบบการสานด้วยตัวเลข ประกอบด้วยอุปกรณ์สานกระดาษแบบปุ่มกดและกระดาษสานลายแบบมีตัวเลขกำกับ ระบบการสานด้วยตัวเลขนี้เป็นความรู้จากโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการสานด้วยตัวเลขต่างๆ เราจึงประยุกต์ใช้ตัวเลขมากำกับการยกขึ้น-ยกลงของเส้นยืนเพื่อสอดเส้นนอนให้ออกมาเป็นลวดลายตามแบบมาตรฐาน โดยต้นแบบแรกของชุดอุปกรณ์นี้เป็นเครื่องสานกระดาษด้วยการกด แต่เครื่องสานกระดาษใช้เวลาการผลิตอุปกรณ์นานและต้นทุนสูง จึงมีการปรับปรุงให้มีตัวเลขกำกับที่เส้นกระดาษแทนการใช้เครื่องกดเพื่อให้เหมาะสมกับการสอนนักเรียนและใช้งบประมาณในการจัดทำไม่สูง ตัวต้นแบบที่ 2 เรานำเอาตัวเลขที่อยู่ในเครื่องมาใส่ลงบนกระดาษเส้นยืนเลย ซึ่งสามารถผลิตซ้ำได้ในเวลาอันรวดเร็ว ประหยัดต้นทุนพกพาสะดวก เราสามารถส่งชุดอุปกรณ์และจัดการเรียนออนไลน์ให้เด็กทำได้จากที่บ้าน รวมไปถึงวัสดุสานก็สามารถกำหนดเองได้ทั้งกระดาษและความหนาของกระดาษ” นายสุชาติ อธิบาย

นายสุชาติยังกล่าวชุดกิจกรรม “สานสร้างสรรค์” ได้รับการจดสิทธิบัตรการออกแบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วและมีแผนพัฒนาชุดอุปกรณ์นี้สำหรับผู้พิการทางสายตา โดยจะพัฒนาเครื่องยกกระดาษที่ตีตัวเลขเป็นอักษรเบรลล์เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาสามารถผลิตลายจักสานที่สวยงามได้แม้จะมองไม่เห็น ส่วนการต่อยอดในเชิงพาณิชย์นั้น อาจผลิตออกมาเป็นชุดกระบวนการวิธีสานทั้งกระบวนการ และใช้วัสดุอื่นๆ นอกจาก “กระดาษ” อาทิ “หนัง” หรือ “พลาสติก PVC” ตามความต้องการของลูกค้าที่สนใจหาพื้นผิวเส้นสานแบบใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าของงานจักสานและชุดการเรียนรู้

มทร.รัตนโกสินทร์ วิจัยน้ำมันมะพร้าว เพิ่มมูลค่าเป็นเครื่องสำอางคุณภาพสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643209

มทร.รัตนโกสินทร์ วิจัยน้ำมันมะพร้าว  เพิ่มมูลค่าเป็นเครื่องสำอางคุณภาพสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.ธเนศวร นวลใย อาจารย์ประจำภาควิชาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตวังไกลกังวล กล่าวว่า แม้มะพร้าวจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่ก็ต้องประสบปัญหาความผันผวนด้านราคาอย่างมากโดยเฉพาะช่วงที่ราคาตกต่ำ จะอยู่ที่ลูกละ0.25-0.50 บาท ทำให้วิสาหกิจในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หลายแห่งเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นมะพร้าวสกัดเย็นเพื่อเพิ่มราคา แต่ก็ยังพบปัญหาคือทุกแห่งทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแบบเดียวกันหมด จึงได้เริ่มการวิเคราะห์เพื่อหาทางเพิ่มมูลค่า ก็พบว่าน้ำมันมะพร้าวทุกแห่งมีกรดไขมันได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่มีสารประกอบฟีนอลิกในปริมาณน้อยมาก จึงได้นำกระบวนการหมักเข้ามาช่วยเสริม โดยใช้กรดเอนไซม์ 4 ตัวทั้งเซลลูเลสโปรติเอส อัลฟาอะไมเลส และวิสโคไซม์ใช้เวลาหมักประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติที่ดีขึ้นจึงเป็นที่มาของงานวิจัย “การพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผมจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ สำหรับวิสาหกิจชุมชน 100 พันมะพร้าวไทย อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์” ขึ้นมา และผลจากการศึกษาพบว่า มะพร้าวเพื่อทำเป็นน้ำมันที่ทำให้มีกรดฟินอลิกมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้เป็นเครื่องสำอางได้มากขึ้น นำมาบำรุงเส้นผม ผิวหน้าได้เป็นอย่างดี สามารถปรับปรุงแต่งกลิ่นได้ เช่น กลิ่นซากุระกลิ่นมะลิ สามารถปรับนำมาใช้ได้หลากหลายช่วงวัย ขยายกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น

ผศ.ดร.ธเนศวรกล่าวด้วยว่า สาเหตุที่เลือกวิสาหกิจชุมชน 100 พันมะพร้าวไทย อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีโครงการนำร่องในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มะพร้าวมาก่อนแล้ว ทั้งในรูปแบบครีม โลชั่นทาร่างกาย ซึ่งช่วยเพิ่มการแข่งขันทางการตลาด เพิ่มรายได้มากขึ้น ประกอบกับวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ต้องการแบ่งเกรดน้ำมันมะพร้าวให้ชัดเจนขึ้น ทั้งชนิดที่รับประทานได้ หรือนำมาทำเป็นเครื่องสำอาง จึงได้เริ่มต้นร่วมมือกันพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นขึ้นมา เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาขายได้กับลูกค้าทุกวัยที่สนใจ โดยได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยพัฒนาทักษะการตลาดให้กับผู้ประกอบการช่วยขายผลิตภัณฑ์ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การไลฟ์สด
ผ่านเฟซบุ๊ค ทำคลิปลงยูทูบ หรือขายสินค้าผ่านไลน์แอด เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายได้อีกทางหนึ่ง จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นจากเดิม ประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งหลังจากนี้จะต่อยอดงานวิจัยไปสู่วิสาหกิจชุมชนแห่งอื่นในจังหวัดต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์หรือตัวสินค้าจากวิสาหกิจชุมชน 100 พันมะพร้าวไทย สามารถค้นหาได้ที่แฟนเพจ
เฟซบุ๊ค “วิสาหกิจชุมชน 100 พัน มะพร้าวไทย” หรือสามารถซื้อได้ที่ตลาดโอท็อปหัวหิน หรือตลาดโอท็อปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ บริเวณด้านข้างศาลากลางจังหวัด

‘จุติ-ตรีนุช’แจ้งข่าวดี รบ.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ครู 2 %-หนี้ กยศ.ปลดล็อคผู้ค้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643293

'จุติ-ตรีนุช'แจ้งข่าวดี รบ.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ครู 2 %-หนี้ กยศ.ปลดล็อคผู้ค้ำ

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 21.37 น.

“จุติ”ควงคู่”ตรีนุช”เปิดโครงการโรงเรียนครอบครัว ที่ จ.พิษณุโลก เผยรัฐบาลลดดอกเบี้ยเงินกู้ครู 2 % หนี้ กยศ.ปลดล็อคผู้ค้ำ

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 23 มี.ค.65 นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเดินทางไป โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา อำเภอเมืองพิษณุโลก เพื่อเปิดโรงเรียนครอบครัว ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนพุทธชินราชพิทยา อีกทั้งมอบเกียรติบัตรให้กับเยาวชนผู้ผ่านการอบรม Digital Citizen จำนวน 30 คน และพบปะพูดคุยแกนนำเยาวชนอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายรณชัย จิตรวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และ ศธ. ร่วมลงพื้นที่

นายจุติ กล่าวว่า  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กับ 7 กระทรวง ในการทำงานแบบนอกกรอบสำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล วันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทอย่างมากที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จลุลวงไปได้ เพราะการพัฒนาทุนมนุษย์ของการอบรม Digital Citizen จะทำให้เด็ก เยาวชนไทยมีคุณธรรม องค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์และเหมาะสม รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อ

“ยกตัวอย่างหนี้ครู นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายและว่า ครูที่เป็นหนี้ เมื่อปรับลดหนี้แล้วจะได้ลด 2% กรณีมีหนี้ 10,000 บาทจะได้ลด 2,000 บาทตรงนี้จะทำให้เกิดสภาพคล่อง แต่ละ ครอบครัวที่ได้รับ ส่วน กยศ.มีเกณฑ์ว่าปลดล็อคผู้ค้ำประกัน 2 ล้านคนทั่วประเทศ หนี้ของนักเรียนประนอมหนี้ได้ และลดดอกเบี้ยได้อีก จึงขอฝากศึกษาธิการจังหวัดปฏิบัติอย่างเข็มแข็ง ไม่ใช่เป็นการแก้หนี้ให้กับครูและนักเรียนเท่านั้น รวมทั้งประชาชนทั่วไปอีกด้วย”นายจุติ กล่าว

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้นำยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาของชาติ มาจัดทำเป็นนโยบายและวาระเร่งด่วน โดยเน้นรูปแบบการทำงานที่จะทำให้ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง ผู้เรียน และประชาชน มีความไว้วางใจต่อภารกิจด้านพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน (Participation) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่ทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเน้นนโยบายด้านการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างบุคลากร ที่จะเติบโตไปเป็นทรัพยากรบุคคลสำคัญของประเทศ รวมถึงการให้ความสำคัญต่อนโยบาย No One Left Behind ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และแนวทางการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ต่อมาเวลา 15.30 น.รมว.พม.และ รมว.ศธ. ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ดิจิทัลชุมชนบ้านเนินมะปราง  โรงเรียนบ้านเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ในโอกาสนี้ได้พบปะสภาเด็กและเยาวชน ตำบลเนินมะปราง รวมทั้งมอบถุงยังชีพให้กับครอบครัวเด็กเปราะบางและครอบครัวที่เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา จำนวน 100 ครอบครัวด้วย

‘วิศวะมหิดล’ส่งมอบ‘ปริญญาปลอดโควิด’ ฆ่าเชื้อด้วยรังสีUVC แก่‘มทร.รัตนโกสินทร์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643029

‘วิศวะมหิดล’ส่งมอบ‘ปริญญาปลอดโควิด’  ฆ่าเชื้อด้วยรังสีUVC แก่‘มทร.รัตนโกสินทร์’

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลนำโดย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี และ ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ พร้อมด้วยทีมงานวิศวกร ส่งมอบใบปริญญาบัตรแก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ โดยมี รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ อธิการบดีเป็นผู้รับมอบ พร้อมทั้งเข้าเยี่ยมชมกระบวนการอบฆ่าไวรัสและเชื้อโรคต่างๆ ปลอดไวรัสโควิด-19 จำนวน 5,553 ใบ โดยผ่านการทำความสะอาดและอบฆ่าเชื้อด้วยเทคโนโลยี ตู้อบฆ่าเชื้อรังสี UVC ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อไวรัสโควิดและเชื้อโรค ตามมาตรฐานวิศวกรรมระดับโลก ณ FlexLab ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ดร.เอกชัย วารินศิริรักษ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เนื่องด้วย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ มีกำหนดการจัดงานพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2562 และ 2563 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23 มี.ค. 2565 นี้

โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานในพิธี แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ จึงต้องมีการอบฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อปนเปื้อนใบปริญญาบัตร เพื่อถวายความปลอดภัยแก่องค์ประธานในพิธีนักศึกษาและผู้เข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย

ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้รับมอบหมายให้ดำเนินการอบฆ่าเชื้อใบปริญญาบัตร จำนวน 5,553 ใบ แบ่งเป็น ปริญญาบัตรของผู้ที่สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2562 จำนวน 2,928 ใบ และปริญญาบัตรของผู้ที่สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2563 จำนวน 2,625 ใบ โดยใช้ตู้อบฆ่าเชื้อ UVC ขนาดใหญ่ 3 ตู้ ซึ่ง ตู้อบฆ่าเชื้อด้วยรังสี UVC เป็นผลงานสร้างสรรค์ของวิศวะมหิดล ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีทางวิศวกรรมมาตรฐานโลก ใช้หลักการฉายแสงความยาวคลื่นต่ำ 200-280 นาโนเมตร สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบนพื้นผิวได้อย่างสมบูรณ์

มีส่วนประกอบหลัก มี 2 ระบบ คือ ระบบโครงสร้างทำจากอะลูมิเนียมโปรไฟล์น้ำหนักเบา และพลาสติกอะคริลิก เพื่อใช้ในการป้องกันแสง UVC ออกสู่ภายนอก และระบบหลอดฆ่าเชื้อ ตู้อบ UVC ประกอบด้วยหลอด UVC 36 W จำนวน 4 หลอด และชุดวงจรสวิตช์ ประกอบด้วย สวิตช์ ปลั๊กพวง และสวิตช์กำหนดระยะ สเปกไฟ ขนาด ความจุ โดยหลอด UVC 36 W จำนวน 4 หลอด

นอกจากนี้ ตู้อบฆ่าเชื้อ UVC สามารถนำไปอบฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชุดป้องกันส่วนบุคคล (PPE) หรืออุปกรณ์ใช้งานทั่วไปที่มีขนาดไม่ใหญ่มากเช่น ถัง ตะกร้า เครื่องใช้ครัวเรือน ถุงเป็นต้น ทั้งนี้ หน่วยงานหรือองค์กรใดสนใจเทคโนโลยีอบฆ่าเชื้อด้วยรังสี UVC ติดต่อ คุณสมหญิง ภาควิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวะมหิดล โทร.089-9100486 อีเมล somying.ott@mahidol.edu

คณะวิศวกรรมศาสตร์

มหาวิทยาลัยมหิดล

‘MUT’เปิดหลักสูตรวิศวะแนวใหม่ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643028

‘MUT’เปิดหลักสูตรวิศวะแนวใหม่  ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ท่ามกลางสังคมในปัจจุบัน คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทและเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิต
ประจำวันของทุกเพศทุกวัยทั่วโลก นับตั้งแต่เราตื่นจนกระทั่งเข้านอน ทั้งในเรื่องส่วนตัว การทำงาน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม สมาร์ททีวี คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน สมาร์ทวอช หรือการติดต่อสื่อสาร เช่น สื่อสังคมออนไลน์(social network) เฟซบุ๊ค อินสตาแกรมทวิตเตอร์ ไลน์ แอปพลิเคชั่น และสังคมไร้เงินสด เป็นต้น อีกทั้งยังมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึง อินเตอร์เนต ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือหุ่นยนต์ (Robot) มาใช้ในภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น

อาทิ อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อุตสาหกรรมปิโตรเคมี วงการแพทย์ และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ อุตสาหกรรมรถยนต์ที่หันมาผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน จากที่เราจะเห็นว่ามีสิ่งของ แนวคิด นวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาและสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมทั้งนั้น อาชีพวิศวกรจึงนับว่ามีความสำคัญต่อโลกและสังคม ดังนั้น วิศวกรรมศาสตร์เองจึงต้องพร้อมที่จะสร้าง “วิศวกรสายพันธุ์ใหม่” ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและเพื่อผลักดันให้โลกให้ก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคตอย่างแท้จริง

เพื่อก้าวให้ทันยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ม.เอกชนอันดับหนึ่งของไทย จากการจัดอันดับของ SCImago Institutions Rankings (SIR) 2021 ที่มีจุดยืนอันแน่วแน่ของการเป็นมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม จึงเปิดสอนวิศวกรรมศาสตร์หลักสูตรใหม่ “วิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการ (Process and Industrial Engineering)” เป็นแห่งแรกของไทย

มุ่งปั้นวิศวกรสายพันธุ์ใหม่ด้านวิศกรรมกระบวนการ (Process Engineering) สำหรับนักเรียนนักศึกษาวัย Gen Z ที่มีแนวคิดการทำงานแบบ Work Smart เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและนักลงทุน ซึ่งปัจจุบันวิศวกรกระบวนการนั้นมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลอย่างมากตั้งแต่การออกแบบและการดำเนินงาน ไปจนถึงการวิจัยและการพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ผศ.ดร.นริศรา อินทรจันทร์ รองอธิการบดี และอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการฝ่ายสถาบันวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรม กล่าวว่า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การพัฒนาในด้านธุรกิจ อุตสาหกรรมแม้แต่ด้านการศึกษาจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปประเทศของรัฐภายใต้วิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้เกิดการขยายตัวทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิต ภายใต้การปฏิรูปตามแนวนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่มุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิต การประหยัดพลังงานและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงแก้ไขปัญหาด้านกำลังคนที่กำลังก้าวไปสู่สังคมของคนสูงวัยมากขึ้น ดังนั้น ม.เทคโนโลยีมหานคร จึงพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการขึ้นมา

โดยนำองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับระบบ Automation, AI, IoT และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารกับเครื่องจักรและระบบการผลิต สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อให้ทันยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและตอบสนองทุกความต้องการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของ Demand และ Supply ของตลาดแรงงานและตลาดอุตสาหกรรมของโลกอนาคตได้

ซึ่งวิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เป็นหลักสูตรที่พัฒนามาจากวิศวกรรมเคมีและอุตสาหการ โดยนำเอาองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมในสาขาต่างๆ อาทิ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมควบคุมอุตสาหกรรมและเครื่องมือวัด และวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์และออโตเมชัน มาบูรณาการความรู้เข้าด้วยกันเพื่อให้นักศึกษาหรือผู้เรียนได้เข้าใจในหลักการและกลไกการทำงานของเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ใช้ในการผลิต

รวมถึงองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตต่างๆ หรือวิธีที่จะทำให้เกิดการผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น หรือแม้กระทั่งการออกแบบกระบวนการที่ใช้ในการผลิต เป็นการนำจุดเด่นของทั้งสองสาขาวิชามาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ยังมีการนำสาขาวิชาทางด้านเศรษฐศาสตร์ ความปลอดภัย การบริการ การบริหารจัดการ การควบคุมคุณภาพ และโลจิสติกส์รวมถึงเรื่อง soft skills ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการมารวมไว้ในหลักสูตรตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมในยุคอุตสาหกรรม4.0 เพื่อก้าวที่มั่นคงสู่ความเป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)

“หลักสูตรวิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการ ที่ MUT จะเปิดสอนหลักสูตรแรกในปีการศึกษา 2565 นี้ นักเรียนที่จะเข้าเรียนในคณะนี้เรียนจบสายไหนมาก็เรียนได้ แต่ควรมีความชอบในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสาขานี้ ที่ให้ความสำคัญกับความชอบมากกว่าความถนัด เพราะถึงแม้จะไม่มีความถนัดแต่มีความชอบ ทางคณาจารย์ก็มีวิธีที่สอนให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น

แต่หากไม่มีความชอบในวิชาเหล่านี้ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนได้โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนมาทางสายอาชีวศึกษา ที่มุ่งหวังว่าอยากเรียนจบแล้วมีงานทำและตั้งใจที่จะทำงานในอุตสาหกรรมโรงงานนั้น ยิ่งตอบโจทย์และสามารถทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมได้ทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นด้าน อุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องดื่มเครื่องสำอาง ชิ้นส่วนรถยนต์ ยาง แก้ว กระดาษ โลหะ ปูนซีเมนต์ ฯลฯ” ผศ.ดร.นริศรา กล่าว

ผศ.ดร.นริศรา กล่าวต่อไปว่า วิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการ เป็นหลักสูตรที่ควบรวมทั้งด้านกระบวนการและอุตสาหการมาไว้ด้วยกัน ทำให้นักศึกษามีความรู้รอบด้านในเรื่องของ Digital Transformation ที่นำเทคโนโลยีและกลยุทธ์ทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในการวางรากฐานเป้าหมาย การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนขั้นตอนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยให้ตามทันโลกเศรษฐกิจ รวมถึงทุกศาสตร์ที่สำคัญในเรื่องกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการ ผู้เรียนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และลงมือปฏิบัติจริงในโรงงานที่ทางมหาวิทยาลัยจำลองขึ้น

ทำให้มีทักษะพร้อมในทุกด้านที่ตอบรับความต้องการของตลาดแรงงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา อีกทั้งหลักสูตรนี้ได้รับการรับรองด้านวิชาการจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมเคมีจากสภาวิศวกรด้วย และหากนักศึกษาคนใดต้องการที่จะได้ใบรับรองประกอบวิชาชีพวิศวกรรมอุตสาหการ ก็สามารถเรียนต่อวิชาหลักของหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการที่เพิ่มมากขึ้นได้

“นักศึกษาที่เรียนจบทั้งวิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการ จะเป็นบัณฑิตมีศักยภาพที่เต็มเปี่ยมในการเลือกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรกระบวนการ วิศวกรอุตสาหการ วิศวกรเคมี วิศวกรโครงการ วิศวกรโรงงาน วิศวกรควบคุมคุณภาพ วิศวกรความปลอดภัย วิศวกรขาย วิศวกรออกแบบ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการผลิต นักวิชาการหรือนักวิจัย ผู้จัดการจัดการโรงงาน หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ประกอบการสร้างธุรกิจของตัวเองได้เช่นกัน” ผศ.ดร.นริศรา ระบุ

ผศ.ดร.นริศรา ยังกล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ได้พัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมกระบวนการและอุตสาหการ(Process and Industrial Engineering) ขึ้นเพื่อเปลี่ยนมุมมองของนักเรียนที่มีต่อวิศวกรรมเคมีในอดีตว่าเป็นสาขาที่ยากทำให้เด็กไม่อยากเรียน มาประยุกต์ให้การเรียนนั้นง่ายขึ้นและสนุกขึ้น MUT จึงหวังและเชื่อมั่น
เป็นอย่างยิ่งว่า หลักสูตรนี้จะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และจะได้รับความสนใจในการเรียนด้านนี้มากขึ้น

ด้วยกลุ่มคน Gen Z นั้นเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและการอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี เป็นคนที่ความสามารถในการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ชอบแสวงหาความรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ขณะเดียวกันก็เปิดกว้างทางความคิด และมีแนวคิดในการทำงานแบบ Work Smart และมีความสามารถแบบ Multitasking ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคตให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร

‘กลุ่มชาติพันธุ์’เป้าหมายแรก ‘สปสช.’ประเดิมฟังความเห็นปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643030

‘กลุ่มชาติพันธุ์’เป้าหมายแรก  ‘สปสช.’ประเดิมฟังความเห็นปี’65

วันพุธ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะเลขานุการคณะทำงานรับฟังความคิดเห็นสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ สปสช. ลงพื้นที่ ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นสิทธิบัตรทองในกลุ่มชาติพันธุ์ ประจำปี 2565 เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. 2565 ที่ผ่านมาว่า การรับฟังความคิดเห็นสิทธิบัตรทองที่ ต.คลองลานพัฒนา ในพื้นที่เขต 3 นี้ถือเป็นครั้งแรกของปีงบประมาณ 2565

โดยเป็นการปฏิรูปการจัดกิจกรรมเวทีรับฟัง ที่เน้นในเรื่องความสำคัญหรือเนื้อหาในการรับฟังความคิดเห็น โดยที่ผ่านมาจะมีประมาณ 2,000-3,000 เรื่อง ซึ่งในบางเรื่องอาจเป็นการปรับปรุงการให้บริการภายในพื้นที่ ส่วนบางเรื่องอาจสามารถนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอ เพื่อผลักดันสู่นโยบายหรือพัฒนาเป็นสิทธิประโยชน์ในภาพใหญ่ได้ซึ่งสำหรับความเห็นของตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ในครั้งนี้ ปัญหาหลักส่วนใหญ่คือการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ยังไม่ทั่วถึง และประเด็นของความเชื่อดั้งเดิมในบางชนเผ่าที่ส่งผลต่อการรับบริการสาธารณสุข

ซึ่งส่วนนี้ต้องไปพัฒนาและออกแบบระบบเพื่อให้ความเข้าใจในการเข้ารับบริการ อีกทั้งข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รับมา เช่น การขอให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้ครอบคลุมทุกวัย ช่วยเหลือผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชน รวมถึงการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุในชนเผ่า กับผู้ให้บริการ อย่างในกรณีที่ผู้สูงอายุไปรับบริการแต่ไม่มีลูกหลานตามไปด้วย ก็อยากให้อธิบายการรักษา หรือการกินยาให้เข้าใจ

นพ.รัฐพล กล่าวต่อไปว่า ทางคณะทำงานจะรวบรวมประเด็นต่างๆ เหล่านี้เพื่อไปดำเนินการต่อ โดยหลังจากนี้ สปสช. ก็ยังจะสร้างเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ใน อ.คลองลาน ให้มีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของระบบบัตรทองในบทบาทของศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน และหน่วยรับเรื่องร้องเรียนอื่นที่เป็นอิสระ จากผู้ถูกร้องเรียนตามมาตรา 50(5) ของพื้นที่ สปสช.เขต 3 นครสวรรค์ต่อไป

“การสร้างเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเข้าถึงระบบบัตรทอง เคยมีมาแล้วในจังหวัดต่างๆ เช่น ชนเผ่ามานิ จ.สตูล ชนเผ่าปกากะญอ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โดยจุดมุ่งหมายหลักของกระบวนการทั้งหมดนี้ คือทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยจะต้องได้รับการดูแล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิคนที่อยู่ห่างไกล รวมถึงความไม่สะดวกและข้อจำกัดเรื่องความเชื่อและวัฒนธรรมซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจ และต้องทำให้ระบบการรักษาพยาบาลมีคุณภาพและมาตรฐานกับทุกคน” นพ.รัฐพล กล่าว

ทั้งนี้ ในวันที่คณะทำงานของ สปสช. นำโดย นพ.รัฐพล เตรียมวิชานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สปสช., นพ.วงษ์สวัสดิ์ ตันวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 3 นครสวรรค์ ลงพื้นที่ ต.คลองลานพัฒนา อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร เพื่อรับฟังความคิดเห็นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ในกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีตัวแทนจากกลุ่มชาติพันธุ์ 6 ชนเผ่า รวม 35 คน เข้าให้ความคิดเห็นในประเด็นการเข้าถึงบริการ มาตรฐานบริการ และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลนั้น

นายวิทยา ทัศนไพบูลย์ นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลคลองลานพัฒนา เปิดเผยว่า ในพื้นที่ ต.คลองลานพัฒนา มีประชากรประมาณ 20,000 คน โดย 1 ใน 4 หรือราว 5,500 คน เป็น กลุ่มชาติพันธุ์รวม 6 ชนเผ่า ได้แก่ ลีซูหรือ ลีซอ, ม้ง, เมี่ยน (แม้ว), ลัวะ, ปกากะญอ (กะเหรี่ยง) และลาหู่ ซึ่งทั้งหมดมีบัตรประชาชนแล้วประมาณ 98% แต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์บางส่วนที่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ ขึ้นต้นด้วยเลข 0 อยู่ประมาณ 40 คนซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมทำบัตรประชาชน โดยเมื่อเจ็บป่วยจะสามารถเข้ารับการรักษาได้ฟรีที่โรงพยาบาลส่งเสริมตำบล (รพ.สต.)

อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มชาติพันธุ์จะสามารถเข้ารับบริการการรักษาที่ รพ.สต.ได้ ช่วยให้ได้รับการดูแลด้านสุขภาพดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน แต่ยังมีบางส่วนที่ไม่มีความรู้เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล เพราะไม่ค่อยมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเข้าถึงข้อมูล รวมถึงไม่กล้าเข้าไปปรึกษากับแพทย์เนื่องจากไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ จึงต้องขอขอบคุณ สปสช. อย่างมากที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มชาติพันธุ์ และมาให้ความรู้พร้อมรับฟังข้อเสนอในครั้งนี้

“สำหรับที่ผ่านมา การเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์จะมีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเป็นกลุ่มคนชาติพันธุ์ด้วยกัน คอยดูแลและพาไปรักษาที่ รพ.สต. ซึ่งมีสัดส่วนการดูแลคือ 10-15 หลังคาเรือนต่อ อสม. 1 คน อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาติพันธุ์นี้ไม่ได้อยู่รวมกันทั้ง 6 ชนเผ่า ดังนั้น แต่ละเผ่าก็จะมีสัดส่วน อสม. ตามแต่ละพื้นที่การอยู่อาศัย ฉะนั้นการที่ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มได้มาบอกกล่าวถึงข้อเสนอหรือปัญหา และทาง สปสช. ก็ให้ความรู้เพื่อให้เขาได้ไปสื่อสารต่อในชนเผ่า ก็จะทำให้เข้าถึงบริการที่ทั่วถึงมากขึ้น”นายวิทยา ระบุ

นายวิทยา ยังกล่าวอีกว่า มีเสียงสะท้อนจาก อสม. ให้ข้อมูลเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์มีความเชื่อเกี่ยวกับความเจ็บป่วยแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจไม่รักษารวมถึงวัฒนธรรมของแต่ละชนเผ่าก็เป็นอุปสรรคในการทำความเข้าใจด้วย เช่นบางชนเผ่าผู้หญิงจะมีสถานะรอง การที่ อสม.เป็นผู้หญิงเข้าไปความเข้าใจกลุ่มที่เป็นผู้ชายก็จะไม่ค่อยเปิดรับ หรือบางชนเผ่าจะให้น้ำหนักกับความอาวุโสต่อความน่าเชื่อถือ ฉะนั้นการรับรู้ปัญหา รวมถึงนำข้อเสนอของทางพี่น้องชาติพันธุ์ไปพิจารณาเพื่อพัฒนาระบบบริการที่ดีขึ้นของ สปสช. จึงถือเป็นโอกาสอันดีของพื้นที่นี้

สำหรับการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.2545 มาตรา 18 (10) และมาตรา 18 (13) ที่กำหนดให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) กำหนดหลักเกณฑ์รวมถึงจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นประจำทุกปี เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพ และมาตรฐานบริการสาธารณสุข!!!

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ