สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’ เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635991

สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’  เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“The Watchdog that didn’t Bark (เมื่อสุนัขเฝ้าบ้านไม่เห่า) หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณดีน สตาร์คแมน (Dean Starkman) โดยหยิบ Crisis (วิกฤต) เรื่องเศรษฐกิจในปี 2008 (2551) ขึ้นมาปรากฏว่านักข่าวสายเศรษฐกิจไม่ค่อยจะรายงานข่าวเชิงลึกข่าว Investigative (สืบสวนสอบสวน) เลย รายงานข่าวแต่แบบ Inform (แจ้งข่าว) เท่านั้น และที่สำคัญ ข่าวที่นำเสนอก็นำเสนอแต่ Profile (ประวัติ) ของนักลงทุน

เขาใช้คำนี้ สตาร์คแมนบอกว่ากำหนดกรอบวิเคราะห์วารสารศาสตร์โดยแบ่งอาชีพออกเป็น 2 แนวทางที่แข่งกัน คือการรายงานการเช้าถึง กับการรายงานความรับผิดชอบ แล้วพบว่านักข่าวรายงานแต่ข่าวประเภท Profile ต่างๆ หรือข่าวกระแส มุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภค ผู้บริหาร Profile และการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน แต่ไม่ทำข่าว Investigative เกิดขึ้น เขาสรุปว่าอุดมการณ์ของข่าวดิจิทัลและอิทธิพลขององค์กร เป็นตัวคุกคามอุดมการณ์ของคนข่าวในยุคนี้”

บททิ้งท้ายในการบรรยายเพื่อนำเสนองานวิจัยเรื่อง “คุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล” ซึ่งผู้บรรยายคือ ผศ.ดร.วิไลวรรณจงวิไลเกษม อาจารย์กลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือเล่มหนึ่งที่ถอดบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญในสหรัฐอเมริกา ที่ผู้เขียนสรุปว่า “สื่อมวลชน” เป็นอีกปัจจัยที่ปล่อยให้วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะไม่ยอมทำงานเพื่อส่งสัญญาณเตือนสังคมอเมริกันในขณะนั้น

ขณะที่ในประเทศไทย การนำเสนองานวิจัยเรื่องคุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล ในงานเผยแพร่ผลงานวิจัย 4 ชิ้นในโครงการ “การปรับตัวขององค์กรข่าว เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา “สื่อมวลชนยังมีความหมาย คุณค่า และเป็นที่พึ่งให้กับสังคม (ไทย) มาก-น้อยเพียงใด?” เป็นคำถามสำคัญ และเสียงสะท้อนที่ได้ก็น่าคิด

ผศ.ดร.วิไลวรรณ เล่าถึงการทำงานวิจัยครั้งนี้ว่าเริ่มเก็บข้อมูลช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,294 คน กระจายทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 302 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 302 คน ภาคกลาง 180 คน กรุงเทพฯ 207 คน และภาคใต้ 303 คน อีกทั้งยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลต่างๆ รวม 11 คน แบ่งเป็นภาครัฐ 2 คนภาคเอกชน 3 คน ภาคประชาสังคม 3 คน และภาคประชาชน 3 คน คนเหล่านี้เป็นทั้งผู้บริโภคสื่อ และเป็นทั้ง “แหล่งข่าว” ที่สื่อมวลชนนิยมไปสัมภาษณ์ด้วย พบว่า

1.สังคมไทยให้ความหมายสื่อในฐานะกระจกสะท้อนสังคม แต่ไม่เชื่อมั่นในการทำงานตรวจสอบผู้มีอำนาจ คำถามเรื่องการให้ความหมายสื่อ 6 อันดับที่กลุ่มตัวอย่างเลือกตอบ อันดับ 1 สื่อเป็นกระจกทำหน้าที่ส่องสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม อันดับ 2 สื่อเป็นตัวแทนสังคม-เป็นกลไกในการขับเคลื่อน อันดับ 3สื่อเป็นสถาบันทางสังคม อันดับ 4 สื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ธำรงความไม่ชอบธรรมในสังคม อันดับ 5 สื่อเป็นตะเกียงทำหน้าที่ส่องสว่าง ชี้แนะแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และอันดับ 6 สื่อเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

2.ในยุคสมัยที่สื่อมีเสรีภาพเพิ่มมากขึ้น..อุดมการณ์คนทำงานสื่อกลับลดน้อยลง สื่อมวลชนในอดีตมีอุดมการณ์ในการทำงานสูง แม้ปัจจัยด้านการปกครองของรัฐจะไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของสื่อเลยก็ตาม ตรงข้ามกับในปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีมากมายช่วยให้สื่อมวลชนสามารถค้นหาข้อมูลและรายงานข่าวได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องทางในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนก็มีมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าทั้งสื่อและผู้รับสารมีเสรีภาพมากกว่าในอดีต แต่สังคมกลับมองว่าคนทำงานสื่อในปัจจุบันมีอุดมการณ์น้อยลงกว่าคนทำงานสื่อในอดีต

“บทบาทสื่อต่อสังคม เขาบอกแต่ก่อนสื่อเป็นที่พึ่งพิงจริง แต่ ณ วันนี้ยังก้ำกึ่ง ในส่วนภาคประชาสังคมบอกว่าเวลาที่เขาจะขับเคลื่อน สื่อกระแสหลักที่จะเข้าถึงคนจำนวนมากมีบทบาทกับเขามาก แต่นำเสนอแล้วก็ปล่อยทิ้ง ไม่ได้ขยายต่อ ดังนั้นเป็นทั้งบวกและลบ การพึ่งพิงสื่อ เขาบอกว่าสื่อวันนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงแล้ว เพราะเขาสามารถสร้างสื่อเองได้ด้วย และเขามีสื่อมากมาย มี Influencer (คนมีชื่อเสียง) มากมาย มีบล็อกเกอร์มากมายที่มีข้อมูลที่จริง ข้อมูลที่ใกล้เคียง หรือข้อมูลที่ตอบเขาได้มากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนความเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน มองว่า ณ วันนี้สื่อไม่เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน” ผศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุ

เมื่อแบ่งมุมมองต่อสื่อมวลชนตามภาคส่วนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า “ภาครัฐ” แม้จะยังเห็นความสำคัญของสื่อมวลชน เพราะผู้บริหารหน่วยงานยังคาดหวังว่าสื่อมวลชนจะนำข่าวสารของหน่วยงานไปเผยแพร่ แต่หน่วยงานภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อมวลชนมากเหมือนในอดีต เพราะเทคโนโลยีทำให้หน่วยงานมีช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารถึงประชาชนได้เองด้วย, “ภาคเอกชน” แม้ผู้ประกอบการจะพึ่งพาสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ที่เป็นรายเล็กนั้นยังพึ่งพาสื่อกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็เห็นว่าอย่าไปหวังพึ่งใครแต่ต้องสร้างช่องทางของตนเอง ,

“ภาคประชาสังคม” มองว่าในยามวิกฤตสื่อยังมีบทบาทเป็นที่พึ่งพิงของสังคม แต่ในสถานการณ์ปกตินั้นเป็นที่พึ่งพิงได้ยาก แม้สื่อจะมีบทบาทในการจุดกระแสประเด็นต่างๆ ในสังคมแต่ก็ไม่ได้ขยายผลต่อ ขณะที่ภาคประชาสังคมสามารถใช้เทคโนโลยีเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ และ “ภาคประชาชน” ด้านหนึ่งมองว่าสื่อยังเป็นที่พึ่งพิงให้กับสังคมได้ แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมก็มองสื่อว่าไม่เป็นกลางโดยเฉพาะเรื่องการเมือง

อนึ่ง สำหรับประเด็น “ความเป็นกลาง” นั้นเนื่องจากงานวิจัยเก็บข้อมูลในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงมีการตั้งคำถามเจาะลึกในส่วนนี้ด้วย โดยเสียงสะท้อนจากสังคมระบุว่า “สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างไม่ครบถ้วน มีการปกปิดบางอย่าง และมีการนำเสนอที่เอื้อประโยชน์กับนายทุน” โดยเฉพาะข้อหลังนี้ ผศ.ดร.วิไลวรรณ เปิดเผยว่า เป็นความเห็นที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งมาก กรณีอิทธิพลของทุนต่อธุรกิจสื่อ

“การไปถามส่วนของ In-Dept Interview (สัมภาษณ์เชิงลึก) ที่ไปคุยเชิงลึกกับคนที่เราหยิบขึ้นมา ซึ่งเราถือว่าเป็น Key Informant (ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ) ผู้ให้ข้อมูลก็จะเป็นแหล่งข่าว ทุกคนในที่นี้เคยเป็นแหล่งข่าวให้สัมภาษณ์นักข่าว แล้วก็เป็นผู้บริโภคข่าวด้วย เขามองว่า ณ วันนี้ อยากจะให้สื่อชัดเจนออกมาเนื่องจากเขาบอกว่าในช่วงหลังมันจะเห็นชัดเจนว่าสื่อจะมีรูปแบบการนำเสนอต่างๆ บางสื่อออกมาชัดเจน บางสื่อยังไม่ออกมาชัดเจน อันนั้นเขาบอกเขารู้สึกว่าดังนั้นการที่ออกมาชัดเจนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ประชาชนรู้ว่าเขากำลังอ่านสื่อไหนอยู่ ที่มีจุดยืนเรื่องนั้นอย่างไร” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

สกู๊ปพิเศษ : มข.จับมือกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/630066

สกู๊ปพิเศษ : มข.จับมือกรมปศุสัตว์แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน  บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือในอีสาน

วันศุกร์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ โดยศูนย์บริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน (Lumpy skin disease) ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมปศุสัตว์ โดยผู้ลงนามฝ่าย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศาสตราจารย์บัณฑิตย์ เต็งเจริญสกุล คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ รองศาสตราจารย์ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ พิธีลงนามครั้งนี้จัดผ่านโปรแกรม Zoom Meeting 

การจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ กรมปศุสัตว์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการทำงานร่วมกันในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาเรื่อง ลัมปีสกิน โดยกรมปศุสัตว์สนับสนุนกำลังคน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานในพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโรคระบาดลัมปีสกิน ส่วนทางด้านมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับปศุสัตว์และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น 

รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุลอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์เชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการทำงานเพื่อสังคม อุทิศเพื่อชุมชน ตามค่านิยมของมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นให้ประชาชนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ดี กินดี 

“จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคลัมปีสกินในช่วงต้นปี 2563 ถึงปัจจุบันมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งได้ทำงานบูรณาการร่วมกับ กรมปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ทั้งในด้านการรักษา การดูแล การป้องกันโรคลัมปีสกิน และจากการทำงานร่วมกันในระยะที่ผ่านมา นำมาสู่การจัดทำบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในครั้งนี้ 

จากบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยี เรื่อง การรักษา การดูแล รวมถึงการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ให้กับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร โดยคณาจารย์จากสาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ ซึ่งถือเป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญสูง ด้านการดูแลการรักษา ป้องกันโรค ในโค กระบือ รวมถึงการรับมือกับโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน อย่างก็ตาม ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การทำงานร่วมกันจะเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรให้อยู่ดี กินดี มีความสุขอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป” 

นายสัตวแพทย์บุญญกฤชปิ่นประสงค์ ผู้แทนอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์มีความยินดี ที่ได้รับโอกาสทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน คณะสัตวแพทยศาสตร์ และ สาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้ง 2 หน่วยงาน มีประสบการณ์มีความเชี่ยวชาญ การแก้ปัญหาโรคลัมปีสกิน 

 “โรคระบาดลัมปีสกินเป็นโรคอุบัติใหม่ ในปศุสัตว์ของประเทศไทยพบในโคเนื้อโคนม และกระบือ ปัจจุบันมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคปศุสัตว์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม และกระบือ เป็นอย่างมากซึ่งในพื้นที่ภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่พบการระบาด ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการการควบคุมป้องกันโรค ตามหลักสากลในการแก้ไขปัญหา โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ได้ร่วมดำเนินการช่วยเหลือ และ แก้ไขปัญหาเสมอมา” 

“มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบไปด้วยทีมวิชาการที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับ โรคลัมปีสกิน มีศักยภาพในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ กรมปศุสัตว์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคในสัตว์ และ เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลรับผิดชอบ โรคระบาดสัตว์ในประเทศไทย รวมไปถึงโรคลัมปีสกินด้วย ดังนั้น กรมปศุสัตว์มีความมั่นใจให้การสนับสนุน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น แก้ไขปัญหาโรคลัมปีสกิน ในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น การสนับสนุนบุคลากร และ อำนวยความสะดวกในการดำเนินภารกิจต่างๆ ในการควบคุม ป้องกันโรค เพื่อให้การแก้ไขปัญหาโรคดังกล่าวมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”  นายสัตวแพทย์บุญญกฤช กล่าว 

สกู๊ปพิเศษ : อพท.ชูบุรีรัมย์พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/628011

สกู๊ปพิเศษ : อพท.ชูบุรีรัมย์พื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกาศให้บุรีรัมย์ เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อ
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชี้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีความเหมาะสมในทุกด้าน

ที่โรงแรมครอสโค ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดการประชุมและแถลงข่าว การรับฟังความคิดเห็นภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ในการประกาศพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการยอมรับของภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน รวมทั้งเพื่อสร้างความเข้าใจและประโยชน์ที่ประชาชนและจังหวัดบุรีรัมย์ จะได้รับจากการเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หลัง จ.บุรีรัมย์ ได้รับการประเมินจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ว่า จ.บุรีรัมย์มีความเหมาะสมและมีศักยภาพ ในด้านการท่องเที่ยวสูง ทั้งในด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม และมีองค์ประกอบครบถ้วนตามเกณฑ์การประเมินพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โดยมี นาวาอากาศเอก อธิคุณคงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ศ.ดร.ปฐม หงษ์สุวรรณอาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก (สาขาวิชาภาษาไทย) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่จ.บุรีรัมย์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด

สำหรับการประชุมและการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ ได้มีการนำระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์มาใช้ในการประชุมด้วย ซึ่งที่ประชุมได้มีการนำเสนอผลการศึกษาการประเมินพื้นที่ เพื่อกำหนดร่างขอบเขตพื้นที่พิเศษจังหวัดบุรีรัมย์, เวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อร่างขอบเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, การประชุมกลุ่มย่อย เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ และความต้องการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ รวมถึงการระดมความคิดเห็นการประเมินความพร้อมของภาคีเครือข่ายการขับเคลื่อนพื้นที่พิเศษจังหวัดบุรีรัมย์

นาวาอากาศเอกอธิคุณ เปิดเผยว่าจังหวัดบุรีรัมย์เป็นพื้นที่ ที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่น และเหมาะสมที่จะเป็นพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งการที่จะเป็นพื้นที่พิเศษได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ คุณค่าด้านแหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ด้านนี้จะเห็นได้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีการเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวกับอารยธรรมขอม รวมถึงนำวิถีชีวิตของชาวบ้านไม่ว่าจะเป็นการทอผ้าไหม การปลูกข้าว ฯลฯ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน มาผสมผสานกับการท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ด้านที่ 2 คือการบริหารจัดการกับสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการดี ไม่ว่าจะเป็นที่พักสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงกิจกรรมที่น่าสนใจ และด้านที่ 3 คือ พื้นที่ที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์ ต้องเร่งปกป้อง และเป็นเมืองต้นแบบพื้นที่พิเศษแห่งอารยธรรมอีสานใต้ จากนั้น อพท. จะพัฒนาจังหวัดนครราชสีมา, สุรินทร์, ศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงพื้นที่ท่องเที่ยวต่อไป

ด้าน รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ระบุว่า การที่จังหวัดบุรีรัมย์ได้เป็นอันดับ 1 ของการประเมินศักยภาพและความเหมาะสมในการประกาศพื้นที่พิเศษ จะส่งผลให้เกิดกิจกรรมที่หลากหลายภายในจังหวัด ซึ่งประชาชนในพื้นที่ทุกพื้นที่ที่มีการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนจะได้รับประโยชน์จากการสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีการกระจายความรู้ด้านการดำเนินการต่างๆ ที่อาศัยเรื่องการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ย้อนเส้นทางการศึกษาปีหนูไทยสู่ฉากทัศน์ใหม่ เน้นการเรียนรู้รูปแบบผสมผสานอย่างมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/624953

สกู๊ปพิเศษ : ย้อนเส้นทางการศึกษาปีหนูไทยสู่ฉากทัศน์ใหม่  เน้นการเรียนรู้รูปแบบผสมผสานอย่างมีความสุข

วันอังคาร ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นับถอยหลังเหลือแค่ไม่กี่วันพร้อมเข้าสู่ศักราชใหม่ ความคาดหวังจะหลุดพ้นเพื่อเริ่มต้นให้กับความสดใสหลังชีวิตผ่านพ้นไปกับปีที่หนักหนามาพอสมควร ความบอบช้ำจากโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภาคการศึกษา ทิ้งไว้ทั้งปัญหาและโอกาส หากมองดูแล้วก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าสถานการณ์นี้จะจบลงเมื่อไหร่ งานนี้ภาคการศึกษาไทยจะเป็นอย่างไร อักษร เอ็ดดูเคชั่น ผู้ผลิตและออกแบบนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ขอพาย้อนไปดูเส้นทางการศึกษาตลอดปีที่ผ่านมากัน

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ โดย บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) แจงถึงตัวเลขสถิติทางด้านการศึกษาไทยหลายประเด็นที่น่าสนใจ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลให้กับกระทรวงศึกษาธิการสูงสุดในรอบ 22 ปี คิดเป็นร้อยละ 11.5-25.7 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด กลับสวนทางกับผลคะแนนจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล หรือ PISA ในปี พ.ศ. 2561 ที่นักเรียนไทยของเรายังทำได้ไม่ดีนัก โดยมีคะแนนด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อยู่ในลำดับที่ 68, 59 และ 55 ตามลำดับจาก 79 ประเทศที่เข้าร่วมการประเมิน นั่นก็อาจแปลความได้ว่ารัฐบาลตระหนัก และให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับระบบการศึกษาไทยที่มีความท้าทายในหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องของความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาและแหล่งความรู้ที่มีคุณภาพ จำนวนนักเรียนที่ลดลง ค่านิยมต่อการศึกษา รวมไปถึงหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตนเองและตลาดแรงงาน สิ่งเหล่านี้สร้างทั้งความกดดันและเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ในแวดวงการศึกษาทั้งรูปแบบและแหล่งการเรียนรู้ แม้คนไทยจะหันมาใช้อินเตอร์เนตมากขึ้น แต่จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2563 ชี้ให้เห็นว่าคนไทยใช้อินเตอร์เนตเพื่อเข้าถึงความบันเทิงและการสื่อสารทางไกลเป็นหลัก มีเพียงร้อยละ 31.6 ที่ใช้เพื่อการติดตามข่าวสารความรู้ และร้อยละ 7.4 ใช้เพื่อการเรียนผ่านออนไลน์

นอกจากนั้น ยังเกิดกระแสจากบริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อดังข้ามชาติหลายแห่งอย่าง Google Apple Amazon ที่ประกาศนโยบายการรับสมัครคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงานโดยมุ่งพิจารณาจากทักษะและประสบการณ์การทำงานมากกว่าการใช้วุฒิการศึกษา หรือใบปริญญาบัตร เกิดสัญญาณการเปลี่ยนแปลงและความตื่นตัวในการตั้งคำถามถึงความสำคัญและคุณค่าของวุฒิการศึกษารวมไปถึงชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาด้วย ทั้งหมดนี้ สร้างกระบวนการการเรียนรู้และสื่อในรูปแบบใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ขยายขีดความสามารถให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน ส่งเสริมการ Upskill และ Reskill รวมไปถึงการเรียนรู้ที่ตรงกับความสนใจและความสามารถของผู้เรียนจนเกิดเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ความปั่นป่วนของการพยายามสร้างความสมดุล และปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของ
โควิด-19 ส่งผลให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทองรมว.ศึกษาธิการ ประกาศเลื่อนการเปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ถึง 2 ครั้ง แต่ดูจากสถานการณ์ที่ยากจะควบคุมจึงต้องคิดหารูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมต่อ พร้อมขึ้นนโยบายให้ทุกโรงเรียนทั่วประเทศปรับเปลี่ยนการสอนให้อยู่ในรูปแบบผสมผสาน หรือ Blended Learning ระหว่างการใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางไกล ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ และรูปแบบการเรียนในห้องเรียน ภายใต้การเรียนรู้ในรูปแบบ 5 on ได้แก่ Onsite Onair (DLTV) Ondemand Online และOnhand โดยทางกระทรวงศึกษาธิการยังได้จัดทำเว็บไซต์ “ครูพร้อม” ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเข้ามาร่วมจับมือสนับสนุนโดย บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่นจำกัด (มหาชน) ยังได้เข้าร่วมและพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ภายใต้ชื่อ Aksorn On-Learn สนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียนด้วยสื่อดิจิทัล อาทิ คลิปวีดีโอ e-Book สื่อ Interactive 3D สื่อ Interactive Software ไฟล์เสียงประกอบการสอน สไลด์ประกอบการสอน ครอบคลุม 8 กลุ่มสาระฯ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 85,000 คน

กว่าหลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีเพียงคำว่า DLTV ที่จัดอยู่ในคำค้นทางด้านการศึกษาติดอันดับคำค้นยอดนิยมใน Google Search ซึ่งในปีนี้คำว่า SGS (Secondary GradingSystem) ถูกจัดให้ติดอยู่ในคำค้นยอดนิยมอันดับ 5 เป็นระบบการประเมินผลการเรียนรูปแบบใหม่ของโรงเรียนกลุ่มมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้สังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ จะใช้ระบบเดียวกันทั้งหมดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวัดและประเมินผลการเรียน สามารถทำการประเมินผลผ่านทางอินเตอร์เนตได้ที่เว็บไซต์ https://sgs.bopp-obec.info ช่วยทำให้ระบบการประเมินผลมีความรวดเร็ว ทันสมัย ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน ส่งผลให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศต้องปรับตัวอย่างมากในการใช้ระบบการประเมินผลรูปแบบใหม่

เกิดกระแสวิพากษ์ไปทั่วเมื่อกระทรวงศึกษาธิการกำหนดแผนปฏิบัติการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่มีความแตกต่างจากหลักสูตรเดิมในสาระสำคัญหลายตัว อาทิ ลดเวลาเรียนและกลุ่มสาระการเรียนรู้ลงในบางระดับชั้น ปลดล็อกตัวชี้วัดการเรียนรู้ ปรับปรุงฐานการเรียนรู้สมรรถนะใหม่ โดยมีแผนใช้จริงในปีการศึกษา 2565 กับโรงเรียนประถมศึกษาที่มีความพร้อม และวางกรอบการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะครอบคลุมทุกโรงเรียนทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2567 นำร่องทดลองใช้ในเขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา แต่เกิดกระแสถึงความไม่พร้อมทั้งในแวดวงนักการศึกษา นักวิชาการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เนื่องจากเห็นว่าหลักสูตรยังขาดความชัดเจน และขาดการมีส่วนร่วมจากผู้ปฏิบัติงานจริง จนต้องกลับมาทบทวน ชะลอ และเลื่อนการนำร่องทดลองออกไป

ฉากทัศน์ใหม่และสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง โลกหมุนไปการศึกษาไทยต้องหมุนตาม ฉากทัศน์หน้าใหม่ของการศึกษาเราฝันเห็นเด็กไทยมุ่งไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Never-ending learning) เรียนรู้จากที่ใด เวลาใดก็ได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจ เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข ได้เรียนและค้นพบในสิ่งที่ตนเองสนใจ จนเกิดเป็นทักษะที่ต้องการและมีตลาดแรงงานรองรับ เพราะท้ายที่สุดแล้วความสำคัญของการผสมผสานการเรียนรู้ไปพร้อมกับการใช้ชีวิตเป้าหมายทางไกลก็คือเพื่อให้เด็กๆ ของเราวันนี้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่เรียกได้ว่า “พลเมืองของโลก” อย่างแท้จริง

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/621198

สกู๊ปพิเศษ : อุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์  ขยายผลสู่การแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปิง-เจ้าพระยา

วันศุกร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินโครงการต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการนั้นๆเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามความต้องการของประชาชน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการด้านพัฒนาแหล่งน้ำ จนได้รับสมัญญานามว่า “ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการน้ำ”

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า “โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งที่กรมชลประทาน ได้นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ มาใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน มาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำพะยังตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้มีการดำเนินงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ที่ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เสร็จในปี 2538 สามารถกักเก็บน้ำได้ 4.00 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่เกษตรกรรมได้รับประโยชน์ประมาณ 4,600 ไร่ และสร้างอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด คือ จ.กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร แล้วเสร็จในปี 2549

โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ เป็นการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยไผ่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำมาก มายังอ่างเก็บน้ำลำพะยังตอนบน ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อย จากนั้นก็จะทำการกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรของลุ่มน้ำลำพะยังตอนบนสามารถสร้างประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอ.เขาวง มากถึงประมาณ 12,000 ไร่ และยังทำให้ข้าวมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 2-3 เท่า

“กรมชลประทานได้น้อมนำหลักการบริหารจัดการน้ำจากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมากไปยังพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาศึกษาขยายผลดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการพัฒนาลุ่มน้ำปิงตอนบน ซึ่งมีลุ่มน้ำสาขาสำคัญๆ 3 ลุ่มน้ำคือ ลุ่มน้ำแม่กวง ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กวงนั้นได้มีการสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2530 มีความจุ 263 ล้านลบ.ม. ลุ่มน้ำแม่งัดได้มีการสร้างเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจ.เชียงใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี 2529 มีความจุ 265 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นเขื่อนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ทั้ง 2 แห่ง ส่วนลุ่มน้ำแม่แตง ไม่มีเขื่อนเก็บกักน้ำ แต่มีฝายแม่แตง จ.เชียงใหม่ พร้อมแก้มลิงบริเวณฝาย 2 แห่ง ความจุรวมกันประมาณ 2.97 ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้ที่่ผ่านมาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำท่าที่ไหลลงอ่างฯโดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีน้อยกว่าปริมาณความจุ ทำให้น้ำต้นทุนไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งทางด้านอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำพูน
ขณะเดียวกันปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำสาขาอีก 2 สาขา คือ ลุ่มน้ำแม่งัด และลุ่มน้ำแม่แตง ในฤดูฝนกลับมีจะปริมาณน้ำมากเกินความต้องการ จนเกิดภาวะ
น้ำท่วมเป็นประจำ

ดังนั้นเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเต็มศักยภาพ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งเป็นการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมากที่สุดในประเทศไทยคือ ประมาณ 49 กิโลเมตร เพื่อผันน้ำส่วนเกินช่วงฤดูน้ำหลาก(กรกฎาคม–พฤศจิกายนของทุกปี) ในลำน้ำแม่แตงผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแรก คือ ช่วงแม่แตง-แม่งัด ความยาวประมาณ 26 กิโลเมตร มาพักไว้ที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จำนวน 113 ล้านลบ.ม.ต่อปี จากนั้นก็จะผันน้ำในส่วนนี้ ร่วมกับปริมาณน้ำส่วนเกินของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลบ.ม.ต่อปี ส่งผ่านอุโมงค์ส่งน้ำช่วงที่ 2 คือ ช่วงแม่งัด-แม่กวง ความยาวประมาณ 23 กิโลเมตร ไปลงเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งจะได้ปริมาณน้ำรวมปีละประมาณ 160 ล้านลบ.ม.

“โครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่าร้อยละ 65 เมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณที่มั่นคงเพียงพอกับความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ และจ.ลำพูน ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการเกษตรนั้น จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในช่วงฤดูฝนได้ถึง 175,000 ไร่ และในช่วงฤดูแล้งอีก 76,129 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะสามารถส่งน้ำอีกจำนวนประมาณ 25 ล้านลบ.ม.ให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง ใช้ในการจัดสรรเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้อีกกว่า 14,500 ไร่” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ นำศาสตร์ความรู้จาก “โครงการอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ดังกล่าวมาต่อยอดขยายผลแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา “อู่ข่าวอู่น้ำ” ของประเทศด้วยการดำเนิน“โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล” อีกด้วย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการชี้แจง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และ
การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรวมทั้งจัดเตรียมรายละเอียดของโครงการเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.)และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายในปี 2565

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลเป็นการผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ผ่านอุโมงค์ผันน้ำความยาวประมาณ 62 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันความต้องการใช้น้ำประมาณ 20,415 ล้านลบ.ม.ต่อปี อีก 20 ปี ข้างหน้าความต้องการใช้เพิ่มเป็น 22,676 ล้านลบ.ม. ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการขาดแคลนอีกประมาณ 2,633 ล้านลบ.ม. ดังนั้นหากไม่หาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติมลุ่มเจ้าพระยาวิกฤตขาดแคลนน้ำแน่นอน

ขณะที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เป็น 1 ใน 4 เขื่อนขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนหลักของลุ่มเจ้าพระยา มีความจุ 13,462 ล้าน ลบ.ม. แต่จากสถิติ พบว่าน้ำไหลเข้าเขื่อนยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ 6,000-7,000 ล้านลบ.ม.เท่านั้น ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างที่สามารถกักเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม.

“หากสามารถดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงให้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอีกปีละ 300 ล้านลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 4,290 ล้านบาทต่อปี ทำให้สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้นอีก 1.6 ล้านไร่ คิดเป็น มูลค่าประมาณ 11,910 ล้านบาทต่อปี สิ่งสำคัญยังช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพล อีกประมาณ 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังช่วยรักษาระบบนิเวศในการผลักดันน้ำเค็มที่รุกแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทวีรุนแรงมากขึ้น ป้องกันค่าความเค็มของน้ำประปา เพื่อการอุปโภค-บริโภค การแพทย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เปรียบเสมือน “ครูของแผ่นดิน” ซึ่งกรมชลประทานได้น้อมนำความรู้ที่พระองค์ได้ถ่ายทอดไว้ มาศึกษา พัฒนาต่อยอดขยายผลดำเนินแก้ไขปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศชาติและประชาชนตามพระราชปณิธานจะสืบสาน รักษา และต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน