สกู๊ปพิเศษ : นักสู้ภูธร ‘เทวากร คำสัตย์’ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้คว้ารางวัลจากกระทรวงศึกษาจีน

สกู๊ปพิเศษ : นักสู้ภูธร ‘เทวากร คำสัตย์’ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้คว้ารางวัลจากกระทรวงศึกษาจีน

สกู๊ปพิเศษ : นักสู้ภูธร ‘เทวากร คำสัตย์’ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้คว้ารางวัลจากกระทรวงศึกษาจีน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การสอนภาษาไทยให้คนไทยเข้าใจว่ายากแล้ว การสอนภาษาไทยให้คนต่างชาติเข้าใจเป็นเรื่องที่ยากกว่า แต่เขาทำได้และทำได้ดี ถึงขนาดมีรางวัล “สอนดี” การันตีความสามารถ ผศ.ดร.เทวากร คำสัตย์ หัวหน้าภาควิชาภาษาไทย Nanjing Tech University Pujiang Institute อาจารย์สอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ ผู้ที่ใช้คำดูถูกเป็นยาชูกำลัง และยกให้ความอดทน คือหนทางสู่ความสำเร็จ!

“เป็นเด็กชายดื้อๆ ซนๆ ชอบเป็นจุดสนใจ ชอบอะไรที่มันสนุกๆ พอ ม.ปลาย ก็เป็นเด็กหลังห้อง กิจกรรมเด่น เรียนเก่งบางรายวิชา ซึ่งวิชาที่จะได้เกรด 4 ก็คือ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และประวัติศาสตร์ ส่วนวิชาอื่นๆ ก็ต้องบอกว่า ได้หนึ่ง สอง มาโดยตลอด” คำบอกเล่าของ “อ.แท็ค” ผศ.ดร.เทวากร คำสัตย์ ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ชวนให้ย้อนวันวานกลับไปยังวัยเยาว์

และด้วยความแสบแบบวัยรุ่นต่างจังหวัด ณ เวลานั้น ติดตัวเขามาจนกระทั่งเข้ามาเป็นเฟรชชี่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต กระทั่งกลายเป็นรุ่นพี่ปี 2 ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้องจึงปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ และกลายเป็น“เทวากร” เวอร์ชั่นนักกิจกรรมเต็มตัวที่ช่วยคณะแบบทุ่มสุดแรง และรู้ตัวว่า “อยากเป็นครู”

“ชอบกิจกรรมมากเลย ถ้าเกิดว่ามี 10 คะแนน ผมให้กิจกรรมไปแล้ว 9 คะแนน ชอบตั้งแต่ปี 1 ชอบวันแรกที่มีรุ่นพี่เรียกประชุมเชียร์ ชอบที่มีพี่วินัย พี่ว้าก ผมอาจจะเป็นโรคจิตบางอย่างที่พอเห็นกิจกรรมเหล่านี้จะพุ่งเข้าใส่เลย พี่อยู่ดึกแค่ไหน ผมก็อยู่ดึกแค่นั้น แต่พอขึ้นปี 3 ก็ปรับตัวนิดหนึ่ง กลับมาตั้งใจเรียน ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเรียนนิเทศฯ ม.รังสิต แต่เพื่อนๆ ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นกันหมด ผมก็ตามเพื่อนไปเรียนญี่ปุ่นด้วย 1 ปี พออยู่ชั้นปีที่ 2 ก็รู้สึกว่าอยากจะสอนน้องๆ ชอบสอน ชอบถ่ายทอดความรู้ ชอบเล่าเรื่อง ก็เอ๊ะ! หรือว่าเราชอบเป็นครู ซึ่งตอนนั้นก็มีสาขาที่สามารถจบไปเป็นครูได้ ก็คือสาขาภาษาไทย และจริงๆ ผมน่าจะชอบภาษาไทยมาตั้งแต่ ม.ปลาย เพราะชอบแต่งกลอน แล้วก็ได้เกรด 4 วิชาภาษาไทยมาตลอด”

เรามีความรู้สึกว่า ม.รังสิต เป็นบ้านไปแล้ว ไม่มีวันไหนที่ไม่มีความสุขเลย ตลอด 4 ปี ที่นี่เป็นเซฟโซนของผม” แม้จะรักและผูกพันกับสถาบันแค่ไหน แต่สุดท้าย “นายเทวากร” ก็ตัดสินใจก้าวออกไปสู่โลกอีกใบ สู่บ้านหลังใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

“เรียนจบ 1 เดือน ผมก็ไปเป็นครูที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟเมืองเอก แต่ยังมีแอบกลับมาประชุมเชียร์ แอบมาช่วยน้องๆ ดูแลงานกิจกรรมอยู่ สุดท้ายก็มีโอกาสได้กลับมาทำงานที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนวิชาการ แล้วก็กลับมาช่วยทำงานกิจกรรมของคณะเหมือนเดิม ทำอยู่ 5 ปีถึงได้สานฝันตัวเองไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย”

เพราะยังทำตามความฝันไม่สำเร็จพี่แท็คของน้องๆ ศิลปศาสตร์ในวันนั้นจึงเดินหน้าหาประสบการณ์ ด้วยการโบกมือลาบ้านหลังที่ 2 พร้อมกับเดินในเส้นทาง “อาจารย์สอนภาษาไทย” อย่างที่ตั้งใจ

“จริงๆ แล้วไม่อยากออก แต่ตอนนั้นไปเรียนปริญญาโท สาขาไทยศึกษา แล้วก็มีแขนงด้านการสอนภาษาไทยให้กับคนต่างชาติ แล้วมีอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ ให้ผมไปเป็นผู้ช่วยสอนวิชาวิถีไทยให้กับคนจีน จากมหาวิทยาลัยครูกว่างซี สอนทั้งหมด 2 เทอม แล้วมีความรู้สึกว่าสนุก มีความสุขจังเลย ผมเลยอยากจะไปเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับคนต่างชาติ ประจวบกับที่เรียนจบปริญญาโทพอดี แต่เรายังไม่มีประสบการณ์ จึงตัดสินใจไปสมัครงานที่สถาบันอื่น ก็คือสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งมีสอนปริญญาตรีและมีคนจีนมาเรียนด้วย เลยตัดสินใจไปลองดู”

หลังจากสอนอยู่ที่ปัญญาภิวัฒน์ได้ 8 เดือน อ.แท็ค ก็ได้รับโอกาสให้ไปสอนหนังสือที่ต่างประเทศ เป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่ครองใจนักต่างศึกษาจีนและเกาหลี หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน “ดร.เทวากร” เดินทางในสายอาจารย์สอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ มากว่า 8 ปี

“อยู่ PIM หรือปัญญาภิวัฒน์ 8 เดือนเท่านั้น ก็ได้เป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยภาษาและกิจการต่างประเทศกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเรื่องการสอนภาษาไทย ไปสอนที่นั่นอยู่ 1 ปีครึ่งหลังจากนั้นยังไม่ทันได้กลับไทย ก็ไปสอนที่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยปูซานภาษาและกิจการต่างประเทศ ที่เกาหลีใต้ พอกลับจากเกาหลีใต้ประมาณ 3-4 เดือน ผมก็เดินทางไปสอนที่ภาควิชาภาษาไทย สถาบันผู่เจียง แห่งมหาวิทยาลัยหนานจิงเทค ประเทศจีน ตอนนี้ก็อยู่ที่ผู่เจียง มา6 ปีแล้ว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษาไทยด้วย”

เส้นทางของ “อาจารย์แลกเปลี่ยน” อาจดูดีในสายตาคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่ง อ.แท็ค เล่าว่า ตอนแรกกลัวมาก เพราะประสบการณ์ก็ยังมีไม่มาก และเท่าที่ทราบมาอาจารย์ที่ไปแลกเปลี่ยนที่นั่นส่วนใหญ่จะมาจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำ เป็นผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ก็รู้สึกกังวลอยู่พอสมควร แต่ก็ถามใจตัวเองว่า ถ้าเราไม่ไปในครั้งนี้ โอกาสนี้ก็จะไม่กลับมาอีกแล้วนะ อย่างน้อยไป ถ้าผิดพลาดก็จะเป็นประสบการณ์ให้กับเรา หากประสบความสำเร็จก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองต่อไป

“ครั้งแรกที่สอน กลัวมากมือสั่น เหงื่อแตกไปหมดเลย เพราะมีอาจารย์ชาวจีนที่รู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่เคยมาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ประเทศไทยบ่อยครั้ง ไปนั่งฟังเราสอน เราก็สอนแบบเกร็งๆ เครียดๆ เด็กจีนก็รู้สึกอึดอัดพอสมควร ก็ต้องบอกเลยว่า ไม่ประสบความสำเร็จในการสอน เพราะเราเกร็งเกินไป

วันที่สองเอาใหม่ ปรับเอากิจกรรมที่ตัวเองเคยทำละลายพฤติกรรมด้วยเพลงไก่ย่างถูกเผา ตุ่มใส่น้ำ ชวนเต้น เด็กจีนก็รู้สึกสนุกดีนะ เรียนภาษาไทยกับคนไทยหลังจากนั้นก็นำลักษณะของเกมกิจกรรมเข้าไปสอดแทรกในการสอนกลายเป็นห้องเรียนที่มีความสุขมาก เพราะปกติที่จีนจะสอนแบบขงจื๊อ เอามือไพล่หลัง ท่องหนังสือ จะไม่ค่อยเน้นกิจกรรมมากเท่าไหร่ ก็เป็น Active Learning รุ่นแรกๆ ของปี 2559”

สำหรับอาจารย์ที่สอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ เราจะไม่สอนให้ลูกศิษย์พูดภาษาไทยแบบคนที่ไม่ได้เรียนรู้ภาษาไทย เราต้องให้คนจีนพูดออกเสียงตามฐานกรณ์ให้เหมือนกับคนที่เรียนจริงๆ พยายามที่จะออกเสียงให้เหมือนกับคนไทยให้มากที่สุด เพราะเวลาจบมาทุกคนคาดหวังกับเขา เพราะเขาเรียนวิชาเอกภาษาไทย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่กดดันมาก และสิ่งที่กดดันที่สุดก็คือนักศึกษาจีนจะต้องเขียน IS เป็นภาษาไทย อย่างน้อย 30 หน้า เราคนไทยเขียนภาษาต่างประเทศยังกังวลว่าจะเขียนผิดเขียนถูก แล้วภาษาไทยก็ไม่ได้มีแอปพลิเคชั่นที่เสถียรมากนัก เด็กๆ จะต้องเขียนให้ได้ แล้วเราก็ต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็กลัวว่าเด็กจะเขียนไม่ได้

การตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เดินทางสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะ “อาจารย์แลกเปลี่ยน” ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญของชีวิต ที่มาพร้อมความท้าทาย และการพิสูจน์ตัวเอง “เป็นอาจารย์แลกแปลี่ยนก็มีคำถามมากมาย หนึ่ง เขาก็ Question เรื่องความรู้ สอง Question เรื่องสถาบัน สาม ยังเด็ก อายุน่าจะ 26-27 ได้ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะเราก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น อ่านหนังสือทุกวัน หยิบหนังสือทุกเล่มที่
จีนมี อ่านทุกอย่าง ถ้าไม่อ่านทักษะความเป็นครูมันไม่มี พอสอนแบบ Active Learning ตอนแรกเขาก็บอกว่า คนจีนเขาไม่ทำแบบนี้ อาจารย์ดูเป็นตัวตลก ตอนนั้นไม่ค่อยมีโมเดลก็พยายามวางแผน ทำเป็น Mind Map ว่า เราเริ่มต้นจากตรงนี้เป็นเมนไอเดีย แล้วจะต่อยอดเป็นอะไรได้บ้าง แล้วกิจกรรมที่ทำให้ชั้นเรียนก็ต้องได้ความรู้อะไรแฝงไปด้วย เช่น วันไหนเด็กรู้สึกเบื่อๆ ผมเอาลูกโป่งมาลูกหนึ่ง ให้เด็กตีลอยในอากาศ ให้เด็กคิดคำศัพท์ภาษาไทยอะไรก็ได้ที่อยู่ในหมวดหมู่ เหมือนที่เราเล่นเกม ใครทำร่วงก็ถูกทำโทษทุกครั้งในห้องเรียนของผมจะไม่มีใครได้นอนหลับ ผมจะทำให้ห้องเรียนของผม เป็นห้องเรียนที่มีชีวิตตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกว่า ดีใจทุกครั้งที่จะมาเจอเรา เหมือนมาร่วมเล่นเกมกับเรา มาสนุก
ด้วยกัน”

การเริ่มต้นไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามมักจะยากเสมอ แต่สุดท้ายวิธีการสอนที่อาจารย์ด้วยกันไม่เคยทำ ลูกศิษย์ไม่เคยเรียน ก็ได้รับการยอมรับ

“ตอนแรกก็จะมีห้องอื่นรู้สึกว่าสอนแล้วมันเสียงดัง เด็กๆ เจี๊ยวจ๊าว จะได้ประโยชน์เหรอ หรือมีคนถามว่า สอนแบบนี้ สนุกแป๊บเดียว เด็กๆ หัวเราะ ออกมาจากห้องเรียนความรู้อาจจะไม่เหลือแล้ว ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์พอสมควรเหมือนกัน พยายามที่จะทำทุกวันให้มันดีที่สุด แล้วก็จะวางแผนก่อนการสอนทุกครั้ง ใช้เวลา 1 เทอมก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า การสอนแบบแอ๊กทีฟมันได้ประโยชน์จริงๆ เด็กแฮปปี้ ฟีดแบ๊กออกมาดี คะแนนเด็กออกมาดี ที่จีนมีนโยบายจะปรับเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นว่าใครทำแบบนี้”

ก่อนที่ “อ.แท็ค” จะมายืนหน้าห้องเรียน สอนภาษาไทยให้นักศึกษาต่างชาติ ให้อาจารย์ด้วยกันยอมรับ “เทวากรสไตล์” เขาต้องเจอกับคำสบประมาท “คนอย่างเทวากรน่ะเหรอจะไปเป็นครู” แต่เขาพิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ โดยเปลี่ยนคำดูถูกนั้นให้เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตสู่ความสำเร็จ

“ผมเอาคำนั้นไปพัฒนาตัวเองดีกว่า โกรธเขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำให้ตัวเองดีแล้วกัน ให้วันหนึ่งเขายอมรับ แล้วในวันนี้ก็ไม่มีใครว่าเราแล้ว ถ้าไม่มีคำนั้น เราก็อาจจะไม่พยายาม อาจจะเป็นลูกหม้อรังสิต แต่ในวันนี้กลายเป็นเราไปยืนตรงอื่นก็ได้นะ แล้วกลับมาตอบแทนมหาวิทยาลัยในมุมอื่น ไม่จำเป็นต้องมาสอนที่นี่”

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าได้ทำงานที่ชอบก็เหมือนเราไม่ได้ทำงาน” แต่การทำงานแม้เป็นสิ่งที่เราชอบ ก็มักจะมีปัญหาให้ต้องแก้ไขเสมอ ดังนั้น เวลาเจอปัญหาใหญ่ๆ ตอนแรกก็จะตื่นเต้น สักพักพอเราได้สติ ก็จะรู้ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่มันอยู่ที่เรามอง ถ้าเรามองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป พรุ่งนี้ก็เป็นเรื่องอื่น เคยมีร้องไห้ข้างถนนเลย ที่ไปอยู่จีน ทำงานกับคนจีนไม่รู้เรื่อง ร้องไห้แป๊บเดียวก็หาย อีกวันก็กลับไปไก่ย่างถูกเผา ไปสอนภาษาไทยใหม่ เป็นคนที่เหนื่อยแป๊บเดียว สุดท้ายก็กลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ผมมองว่าถ้าผมทุกข์ ความทุกข์นั้นมันก็ถูกแผ่กระจายออกไปสู่ลูกศิษย์หรือเพื่อนร่วมงานก็จะทุกข์แป๊บเดียว ใช้ชีวิตให้สนุกทุกวันดีกว่า

เพราะเอาความเป็นนักศึกษามาใส่ในตัวเอง อ.แท็คจึงรู้วิธีดึงความสนใจจากเหล่านักศึกษาที่ไม่อยากคร่ำเคร่งกับการเรียน ด้วยการสอดแทรกเรื่องเล่าในวีถีชีวิตประจำวัน เล่าตำนานเล่าที่มา รวมถึงการนำเกมกิจกรรมมาทำให้ห้องเรียนคึกคัก

“ผมได้รางวัลการสอนดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการจีน เพราะจีนไม่เคยมีแอ๊กทีฟเลิร์นนิ่ง สอนแบบ Action สอนแบบให้แต่งประโยค ให้ไป
สถานที่ กระโดดไปโน่นไปนี่ เขาถามว่าเรียนจบจากที่ไหน ก็บอกจบรังสิต เขาก็โอ้! คนจีนมอง ม.รังสิต เป็นมหาวิทยาลัยชั้นดี ที่จีนไม่มีปัญหาเลย”

ถึงจะมีประสบการณ์สอนไม่มากแถมอายุก็ยังน้อย และไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยอีลิท แต่ “อ.แท็ค” ก็ได้รับการยอมรับระดับประเทศ มีรางวัลการันตีความสามารถ ที่สำคัญเป็น “คนไทย” คนเดียวในภาควิชาภาษาไทย และได้เป็นหัวหน้าภาคที่ดูแลทั้งด้านบริหาร การสอน วางหลักสูตร

“นอกจากวางหลักสูตรแล้วก็ต้องออกไปทำความร่วมมือ แล้วก็ต้องเขียนบทความปีละ 5 เรื่อง ต้องทำหลายอย่างครับ ต้องสู้เยอะ ทั้งประเทศจีน น่าจะเป็นผมคนเดียว และน่าจะเป็นคนแรกที่เป็นหัวหน้าภาคซึ่งเป็นคนต่างชาติ ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมพลังกันทำให้ภายใน 6 ปี ชื่อเสียง ม.ผู่เจียง ขึ้นไประดับแถวหน้า ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่นทั้งหมด อยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่อยากให้คนมาดูถูก” อ.แท็ค กล่าวและว่า ตอนนี้พยายามทำหนังสือ พยายามเขียนบทความวิจัย บทความทางวิชาการ ไปในประเทศจีน หรือว่าต่างประเทศ และยังสนุกที่จะบริหาร ดูแลภาควิชา ดูแลหลักสูตรปริญญาตรี มันมีความท้าทายอะไรบางอย่างที่คนไทยต้องเข้าไปผลักดันนโยบายต่างๆ กับกระทรวงศึกษาธิการจีน

พอรุ่นแรกที่ผมไปช่วยดูแลหลักสูตรตั้งแต่ต้น เรียนจบ รับปริญญาใส่ชุดครุย ผมน้ำตาไหลไม่หยุด มีความรู้สึกว่าเราสร้างเด็กจีนรุ่นแรกที่เขาไม่รู้เลยว่า มาเรียนกับเรา เขาจะได้อะไรไหม พ่อแม่เขาเอาความหวังมาฝากไว้กับเรา 4 ปี วันหนึ่งลูกเขาเรียนจบ มันมีความรู้สึกว่านี่มันผลงานที่เราสร้างมา เราเลี้ยงเขามา พอปี 4 เขาพูดภาษาไทยได้ทุกคน แต่ก่อนเคยถามลูกศิษย์ว่า ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาไทย บางคนบอกชอบภาษาไทยอยู่แล้ว แต่กลุ่มใหญ่บอกว่าไม่รู้จักภาษาไทยด้วยซ้ำ คะแนนเกาเข่าถึงก็เอาไว้ก่อน เพราะว่ากลัวจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย แต่พอเขาจบปี 4 เขารักประเทศไทย เขาพูดภาษาไทยได้ เขาเลือกที่จะมาต่อปริญญาโทที่ประเทศไทย หรือมาทำงานด้านภาษาไทยเรามีความรู้สึกว่า เราได้ช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยไปสู่คนต่างชาติ ได้เผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

“กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ได้เจอแต่ความงดงาม เบื้องหลังเจอปัญหามาก ต้องพิสูจน์ตัวเอง มีคนดูถูก มีคนที่ไม่ยอมรับเราเลยตั้งแต่ต้น เพราะว่าบุคลิกเราดูเด็ก ทำอะไรก็ดูเหมือนเยาะแหยะ อีกทั้งคนที่สอนภาษาไทยในสายนี้ก็จะไม่ค่อยเน้นกิจกรรมมาก ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำมันได้ประโยชน์จริงๆ ก็ต้องขอบคุณตัวเองที่อดทนมาก เป็นนักสู้คนหนึ่ง แล้วก็เป็นนักสู้แบบบ้านๆ ด้วยนะ” ผศ.ดร.เทวากร กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

“รับสมัครครู 2 อัตรา วุฒิปริญญาตรีเงินเดือน 6,000 บาท” โพสต์สั้นๆ ซึ่งเป็นประกาศรับสมัคร “ครูอัตราจ้าง” โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ถูกนำมาเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก “ครูวันดี” ของเว็บไซต์ kruwandee.com ซึ่งรวบรวมข่าวสารในแวดวงการศึกษาและอาชีพครู และถูกสื่อมวลชนนำมาแชร์ต่อในวันที่ 25 ก.พ.2568 เรียกกระแส “ดราม่า” สังคมตั้งคำถามถึง “ความเหมาะสม” เพราะการจะเป็นครูต้องจบปริญญาตรี ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยของประเทศไทยคือมากกว่า 300 บาทต่อวัน งานนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่น เพราะเงินเดือนครูกลับได้น้อยกว่านั้นเสียอีก

และต้องบอกว่า “เรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่เนืองๆ” อย่างย้อนไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับสมัครครูอัตราจ้าง เงินเดือน 3,000 บาท ก่อนจะออกประกาศยกเลิกในภายหลัง หรือในวันที่29 ต.ค. 2567 มีการชุมนุมประท้วงที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อหนึ่งในนั้นคือ “ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว” พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง

“แรงงานข้ามชาติที่มาจาก MOU คุณไปดูสิทธิและสวัสดิการเหนือกว่าลูกจ้างเหมาส่วนราชการด้วยซ้ำ ผมไปพูดในรัฐสภา สัญญาจ้างทำของมันไม่ควรนำมาใช้แล้ว แล้วคุณคิดอย่างไร? จ้างคนแท้ๆ แต่ไปใช้สัญญาจ้างทำของ อันนี้มันคือความรู้ความสามารถของข้าราชการที่นั่งอยู่ตรงนั้น ว่าคุณมีวิสัยทัศน์มองคนมองการจ้างงานอย่างไร”

คำกล่าวของ บุญรอด สนเปี่ยม ประธานสหภาพคนทำงานภาครัฐแห่งประเทศไทย ในวงเสวนา “การขับเคลื่อนเชิงนโยบายการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ” ที่ รร.เบย์ ถ.ศรีนครินทร์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 ตั้งคำถามกับ “วิธีคิด”ที่กลายมาเป็นนโยบาย ซึ่งเท่าที่เคยเจอมา บุคลากรกลุ่มจ้างเหมาบริการมี 2-3 กรณี ถึงขั้นฆ่าตัวตาย เส้นเลือดในสมองแตก

หรือมีครั้งหนึ่ง ไปเจอกรณีหน่วยงานระดับสำนักงานปลัดค้างจ่ายค่าจ้างพนักงาน 145 คน ต้องควักเงินส่วนตัวลงขันกันซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและไข่ไก่ไปเดินแจกตามห้องพัก “ที่ผ่านมาลูกจ้างภาครัฐไม่ค่อยมีเวทีให้พูด” ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จึงพูดอยู่เรื่องเดียวคือการแก้ไขสัญญาจ้าง และต้นเหตุของปัญหามาจาก 2 หน่วยงาน คือสำนักงาน ก.พ. กับกระทรวงการคลัง จึงย้ำว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวต้องลงไปช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งลูกจ้างเหมาบริการและหน่วยงานของรัฐ

สุรพงค์ วิจิตรโสภา นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ กลุ่มงานพัฒนากฎหมาย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า หากเป็นการจ้างลูกจ้างผ่านบริษัท เช่น หน่วยงานของรัฐต้องการจ้างคนขับรถ คนขับรถนั้นถือเป็นลูกจ้างของบริษัท อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ เวลาทำงาน ค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ ทำงานนอกเวลาปกติได้ค่าจ้างล่วงเวลา (OT)

แต่ตำแหน่งงานเดียวกัน หากหน่วยงานของรัฐจ้างเองโดยตรง การทำสัญญาจ้างจะใช้สัญญาตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ว่า ห้ามจ้างเป็นลูกจ้าง ทำให้ได้สิทธิประโยชน์น้อยลง เช่น คนขับรถที่ต้องทำงานในวันหยุด หากเป็นสัญญาจ้างแบบนี้ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาระของหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงแรงงาน มีความพยายามขับเคลื่อนการแก้ไขเพื่อให้เกิดการดูแลแรงงานกลุ่มนี้

ซึ่งกระทรวงแรงงานทำได้อยู่ 2 มาตรการ คือ 1.เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆ ไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. ให้ไปดูอัตรากำลังในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถจ้างเพิ่มได้หรือไม่ การปรับแก้สัญญาจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ควรน้อยกว่าลูกจ้างของภาคเอกชนมากจนเกินไป อย่างเรื่องค่าจ้าง ไม่แน่ใจว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่ยังไม่ถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะเมื่อเป็นสิทธิพื้นฐานก็ควรได้ กับ 2.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ครอบคลุมลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ

โดยในส่วนของการเสนอ ครม. เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ แต่ในระหว่างนั้น ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานที่กระทรวงแรงงานจัดทำขึ้นพร้อมพอดี จึงมาที่การเสนอกฎหมายโดยเน้นที่สิทธิขั้นพื้นฐานราว 7-8 เรื่อง เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุด-วันลา ค่าจ้างล่วงเวลา ซึ่ง ครม. ก็อนุมัติในหลักการ แต่ก็มีร่างกฎหมายที่เสนอเข้ามาอีก 2 ฉบับ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คือร่างของ วรรณวิภา ไม้สน จากพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) กับร่างของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากพรรคภูมิใจไทย

แต่เมื่อทางกระทรวงแรงงานเห็นร่างกฎหมายของตนเองคล้ายกับร่างที่ สส.พรรคภูมิใจไทยเสนอ จึงขอถอนเรื่องออกไป จากนั้นจึงมีการตั้ง กมธ. วิสามัญขึ้นมาพิจารณา ซึ่งจากการหารือกันในชั้น กมธ. มีหลักคิดอยู่ 2 อย่าง คือหากจะแก้ปัญหาลูกจ้างเหมาบริการในส่วนภาครัฐให้ถูกต้องที่สุด ต้องไปแก้ที่กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะจุดเริ่มต้นของการสัญญาจ้างเหมาบริการอยู่ที่การมองว่าเป็นการจ้างทำของ จึงต้องไปแก้ที่จุดนั้น แต่เมื่อหน่วยงานเจ้าของเรื่องไม่ผลักดันให้แก้ กระทรวงแรงงานจึงต้องมาผลักดันการแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน

“กระทรวงแรงงานจะไปแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ แก้ได้เฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพราะรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรักษาการ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อันนี้คือหลักการเสนอกฎหมายโดยหน่วยงานรัฐ แต่ถ้า สส. รวมตัวกัน 20 กว่าคน แก้ พ.ร.บ. ได้หมดเพราะท่านไม่ใช่รัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นั้นๆ เพราะฉะนั้นกระทรวงแรงงานเริ่มแรกถึงรับเรื่องนี้มาแล้วก็จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” สุรพงค์ กล่าว

สุรพงค์ กล่าวต่อไปว่า แต่เมื่อนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จาก กมธ. เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2-3 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2568 สรุปแล้วต้องดึงร่างกฎหมายกลับไปพิจารณาใหม่เนื่องจากมีการตัดมาตรา 3 ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกลุ่มจ้างเหมาบริการออกไป อีกทั้งมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก หรือชั้นรับหลักการ ได้อนุมัติหลักการเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้ครอบคลุมแรงงานกลุ่มจ้างเหมาบริการภาครัฐด้วย ซึ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ท้วงติงว่าการที่ กมธ. ตัดออกไปนั้นขัดกับมติในชั้นรับหลักการ

บัณฑิต แป้นวิเศษ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อนหญิง ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เล่าถึงการอภิปราย (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ… ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 ก.พ. 2568 ซึ่งจบลงด้วยการขอถอนร่างกฎหมายกลับไปแก้ไขก่อน ว่า บรรยากาศในวันดังกล่าวมีการถกเถียงกันอย่างหนัก มี สส. อภิปรายว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งของ สัญญาจ้างแบบจ้างทำของ ใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ซึ่งการใช้ถ้อยคำแบบนี้ ความเป็นมนุษย์เป็นคนทำงานไม่ใช่สิ่งของ แต่โชคยังดีที่มาตรา 3 และหลักการไม่ถูกตีตก

ดังที่ นพ.ชลน่าน บอกว่า นี่เป็นการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่การร่างกฎหมายฉบับใหม่ ดังนั้นหลักการที่สภารับรองมาให้ กมธ. ทำ เป็นเรื่องการแก้ไข ซึ่งที่มีการสื่อออกไปว่ามีการถอนร่างกฎหมาย จริงๆ ไม่ได้ถอนแต่เป็นการนำไปปรับแก้โดยให้คงหลักการเรื่องการคุ้มครองลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ดังนั้นจึงยังคงมาตรา 3 ไว้อยู่ อีกทั้งอาจปรับแก้เพื่อนำการคุ้มครองตามมาตราต่างๆ ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้ามาให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาของสัญญาเหล่านี้ ซึ่งหากทำได้ จะทำให้ลูกจ้างอีกกว่า 5 แสนชีวิตได้รับอานิสงส์

อนึ่ง กมธ. วิสามัญชุดนี้ โชคดีที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไปมากที่สุดตามโควตาของพรรคการเมืองต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการขอข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. เพราะเมื่อได้ข้อมูลไม่ครบจะมีบางประเด็นที่ไม่สามารถพิจารณาต่อได้ ส่วนที่น่าสนใจคือมีตัวแทนลูกจ้างเข้าไปให้ข้อมูล ซึ่งแม้จะเป็นลูกจ้างภาคเอกชนแต่ก็มองในมิติลูกจ้างภาครัฐด้วย ดังนั้นสิ่งที่ กมธ. กำลังพิจารณาอยู่ก็อยากให้ติดตามกันต่อ แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีลูกจ้างภาครัฐซึ่งไม่เฉพาะกลุ่มจ้างเหมาบริการ ช่วยกันไปส่งเสียงให้กำลังใจ

“ถ้าเราบอกว่าต้องไปปรับแก้ระเบียบ หรือสัญญาจ้างในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ก็ถูกล็อกโดยระเบียบพัสดุจากกระทรวงการคลังที่มีหนังสือวนไปมันก็ลำบาก อีกอย่างหนึ่งคือลูกจ้างท้องถิ่น หรือลูกจ้างหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา ที่เราเห็นชัดคือการที่เขาหมดสัญญาจ้างแล้วถูกลอยแพ ตรงนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มันจะเข้าไปช่วยปรับแก้” บัณฑิต กล่าว

ที่มาที่ไปของการเกิดขึ้นของลูกจ้างเหมาบริการ ต้องย้อนไปในยุคสมัยที่ประเทศไทยกำลังดิ้นรนให้พ้นจากสภาพพังพินาศเพราะ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หายนะทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2540 โดยในวันที่ 26 พ.ค. 2541 รัฐบาลขณะนั้นได้ออกมติ ครม. เห็นชอบมาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐลูกจ้างประจำ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ (ปรร.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุปคือ “กำหนดให้ยุบเลิกตำแหน่งลูกจ้างประจำที่ว่างลงบางหมวด ให้ส่วนราชการใช้วิธีจ้างเหมาบริการสำหรับ งานบางประเภท และทบทวนว่าภารกิจใดยังจำเป็น ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกจ้างประจำ” รวมทั้งให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ ปรร. ศึกษาว่ามีงานประเภทใดควรใช้วิธีจ้างเหมาบริการเพิ่มเติมอีก แล้ว รายงานให้ ปรร. ทราบภายใน 3 เดือน

ในวงเสวนาครั้งนี้ ชัยยุทธ ชวลิตนิธิกุล คณะกรรมการกำกับทิศทาง สำนัก 9 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งคำถามกับการออกมติ ครม. ดังกล่าวว่า“เลิกแล้วใครจะทำงาน? คนที่คิดเรื่องนี้ได้ศึกษาอย่างดีพอแล้วหรือยัง?” จนถึงปัจจุบันก็ยังตะแบงว่าเป็นการจ้างทำของ ไปใช้ระเบียบพัสดุ ใช้งบประมาณของตนเองที่เป็นหมวดค่าใช้สอย ค่าจ้างค่าตอบแทนอะไรทั้งหลายให้เปลี่ยนจากการซื้อของหรือจ้างทำของมาเป็นการจ้างคน

อย่างไรก็ตาม “ในการจ้างคนแบบจ้างทำของ ถามว่ามีการบังคับบัญชาคนคนนั้นหรือไม่?” เพราะหากมีการบังคับบัญชา ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ต้องมาทำงานตามวันที่กำหนด ต้องเซ็นชื่อลงเวลาทำงาน ดุด่าว่ากล่าวได้ แต่ทุกคนกลับปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ลูกจ้างของเรา คำถามว่าเขาเป็นใคร และเพราะแบบนี้เองทำให้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) บอกว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน

นอกจากนั้น “ศาลยังเคยชี้ขาดแล้วในหลายกรณี” อาทิ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11987/2554” ว่าด้วยบริษัทเอกชนจ้างพนักงานขับรถในลักษณะสัญญาจ้างทำของ จึงไม่ได้นำลูกจ้างเข้าระบบประกันสังคม แต่ศาลชี้ว่า การที่บริษัทตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานขับรถตลอดเวลาที่ยังทำงานให้ โดยบริษัทมุ่งที่จะใช้การงานของพนักงานขับรถมากกว่าคำนึงถึงผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ

พนักงานขับรถต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของบริษัท โดยใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท และบริษัทมีอำนาจให้คุณให้โทษ เช่นว่ากล่าวตักเตือน พักงาน เลิกจ้าง เป็นต้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และอยู่ในความหมายของคำว่า ลูกจ้าง นายจ้าง และค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

หรือ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7410/2562” เป็นกรณีบริษัทเอกชนฟ้องหน่วยงานภาครัฐ โดยศาลชี้ว่า แม้ข้อตกลงการจ้างเหมาบริการระหว่างหน่วยงานรัฐดังกล่าวกับ อ. จะระบุว่า การว่าจ้างตามข้อตกลงนี้ไม่ทำให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นลูกจ้างของทางราชการ หรือมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้ว่าจ้างตามกฎหมายแรงงานก็ตาม แต่ข้อตกลงอื่นที่ระบุไว้ประกอบพฤติการณ์การมอบหมายงานซึ่งกำหนดเวลาทำงาน การสั่งการให้ อ. รับมอบหมายงานในแต่ละวันตามแต่ดุลพินิจของผู้ว่าจ้าง

ตลอดจนการควบคุมความประพฤติของ อ.ในระหว่างการปฏิบัติงานอันมีลักษณะการบังคับบัญชาให้ อ. ทำตามคำสั่งการของผู้ว่าจ้างโดย อ.มิได้ปฏิบัติงานอย่างอิสระ มุ่งเพียงผลสัมฤทธิ์ของงานดังเช่นการจ้างทำของแล้ว การจ้างเหมาบริการระหว่างจำเลยกับ อ. จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน หาใช่เป็นการจ้างทำของ อ. จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานและเป็นเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อ อ. กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลย ย่อมต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามมาตรา 5

“ส่วนใหญ่เป็นพนักงานขับรถ ไปขับรถชน เสร็จแล้วบริษัทประกันเขาก็รู้ว่าฟ้องเจ้าตัวไม่ได้อะไร ต้องฟ้องหน่วยงาน เขาฟ้องก็ได้ผลเลย หน่วยราชการต้องรับใช้ นี่เป็นตัวอย่างที่ต่อไปที่มีการฟ้องร้องอย่างนี้หน่วยงานราชการจะเห็นโลงศพ ท่านจะตะแบงต่อไปอีกไม่ได้แล้ว” ชัยยุทธ ระบุ

ชัยยุทธ ย้ำว่า “แม้จะเขียนในสัญญาว่าไม่ใช่นายจ้าง-ลูกจ้าง แต่ศาลไม่ได้มองแบบนั้น”เรื่องนี้เป็นประเด็น หน่วยงานอย่าง ก.พ. หรือกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปล่อยเรื้อรังตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 27 ปีได้อย่างไร? ถามว่ามีคนต้องทุกข์ทรมานเท่าไร? บางคนว่า 5 แสนคน บ้างก็ว่า 7 แสนคน และ กสม. ก็เคยแจ้งไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร

มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มติ ครม. เมื่อปี 2541 ทำให้ถูกตอนการจ้างลูกจ้างประจำ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการสามารถจ้างคนได้ แต่ไม่ให้ทำเป็นสัญญาจ้าง ไม่ให้อยู่ในงบประมาณ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายพื้นที่งบประมาณเพียงพอและผู้บริหารก็อยากจ้างคนโดยจ่ายสวัสดิการเต็มที่ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะติดมติ ครม. ดังกล่าว

หรืออย่างช่วงที่มีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีการเขียนไว้ว่าการจ้างงานต้องไม่ด้อยไปกว่าสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคม แต่ไม่ได้บอกว่าใครจะมีอำนาจเข้าไปกำกับดูแล ผลก็คือค้างอยู่อย่างนั้น ยังมีการจ้างเหมาบริการเหมือนเดิม ทั้งนี้ เรื่องลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งที่ตนขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนสื่อกระแสหลักไม่ค่อยนำเสนอซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เช่น เสนอข่าวครูผู้ช่วยเงินเดือน 9,000 บาท ได้ไม่นาน ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหากสังคมเอาด้วยการขับเคลื่อนคงไม่เป็นแบบนี้

“ถ้ามติ ครม. ปี 2541 ถ้าเราสามารถให้เขาทบทวนได้ ผมคิดว่าการจ้างงาน เอามติ ครม. ให้กระทรวง ทบวง กรม องค์กรท้องถิ่น สามารถจ้างสัญญาจ้างได้ อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อยู่ภายใต้ในเรื่องของประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน เพราะตอนนี้เราทำได้แล้ว เขาแก้ไขแล้วนะ หน่วยงานของรัฐเป็นนายจ้างแล้ว ตอนนี้พนักงานราชการ พนักงานหน่วยงานของรัฐเข้าอยู่ในเงินทดแทน เราถก กมธ. ว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นนายจ้าง ในที่สุดต้องยอมรับ รัฐบาลก็คือนายจ้าง จึงตั้งงบประมาณเอาเงินตรงนี้ส่งกองทุนเงินทดแทน” มนัส กล่าว

ย้อนไปในเดือน พ.ย. 2562 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยเผยแพร่รายงานผลการประชุม กสม. ด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนวันที่ 13 พ.ย. 2562 ซึ่งหยิบยกปัญหาลูกจ้างเหมาบริการมาพิจารณาอีกครั้ง โดยระบุว่า กสม. เริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2549 และเคยเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังไม่มีการแก้ไขและยังมีเรื่องร้องเรียนต่อเนื่อง

“ลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างเหมาบริการเหมือนกันกับการปฏิบัติงานของข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราว กล่าวคือพนักงานจ้างเหมาบริการต้องมาทำงานตามวันเวลาราชการ ต้องปฏิบัติงานอื่นตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย อันมีลักษณะการจ้างที่เป็นไปตามสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ได้รับสิทธิในสวัสดิการต่างๆ ทั้งยังถูกหักเงินค่าจ้างในกรณีที่ไม่มาปฏิบัติงานด้วย” รายงานของ กสม. ระบุ

รายงานของ กสม. ยังกล่าวด้วยว่า “การจัดจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการในรูปแบบสัญญาจ้างทำของจึงเป็นการอำพรางสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง” ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.349/2556 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2556 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.531/2557 ลงวันที่ 20 ต.ค. 2557 ส่งผลให้พนักงานจ้างเหมาบริการไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะลูกจ้าง อันกระทบต่อสิทธิของบุคคลในเรื่องการประกอบอาชีพตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

การจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐจึงเป็นการผลักภาระให้บุคคลมิได้รับสิทธิในสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกับข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐ “ขัดกับหลักการที่บุคคลควรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกันในงานลักษณะเดียวกัน (equal pay for equal work)” และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 7 ที่ให้การรับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน

คงต้องฝากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติ” หรือ “ฝ่ายบริหาร” จะแก้อย่างไรก็ขอให้แก้โดยเร็ว เพื่อให้เกิด “ความเป็นธรรม” กับคนทำงานที่เป็น “ฟันเฟืองขับเคลื่อนกลไกภาครัฐ” อย่างเท่าเทียม!!!

สกู๊ปพิเศษ : ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านพลังงาน

สกู๊ปพิเศษ : ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025  มหกรรมแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านพลังงาน

สกู๊ปพิเศษ : ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจด้านพลังงาน

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภาครัฐ-เอกชน ผนึกกำลังเสริมสร้างความร่วมมือนำไปสู่แนวทางการพัฒนาด้านพลังงานที่ยั่งยืน จัดงาน ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด การจัดเก็บพลังงาน และพลังงานอัจฉริยะ ดึงผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานจากทั่วโลกกว่า 200 ราย ร่วมจัดแสดงงานระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2568 ณ อาคาร 7-8 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอบรับมูลค่าตลาดพลังงานทั่วโลกปี 2025 ที่คาดว่าจะสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเติบโตประมาณ 5% ต่อปี

โดยมี นายวรนล จันทร์ศิริ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวระหว่างร่วมพิธีเปิดงาน ASEAN Energy Storage & Smart Energy Expo 2025 มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด การจัดเก็บพลังงาน และพลังงานอัจฉริยะ โดยความร่วมมือจัดงานของ คอมพาส เอ็กซิบิชั่น และ กวางตง แกรนด์เดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป รวมถึงการสนับสนุนจากพันธมิตรภาครัฐและเอกชนหลากหลาย อาทิ กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สมาคมพลังงานลมแห่งประเทศไทย, สหพันธ์การค้าชาวไทย-จีน,สมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ กวางตุ้ง ถือเป็นงานแสดงสินค้าด้านธุรกิจพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร มีองค์กร หน่วยงานและบริษัทชั้นนำร่วมออกบูธกว่า 200 ราย พร้อมด้วย นางกัลป์ยกร ซูซูกิ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดหาและบริหารสัญญาเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) นางชัญญรักษ์ฉิน ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) TCEB นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลมไทย นายหวัง เจาหยุน ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท กวางดง แกรนด์เดอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป ร่วมงานซึ่งคาดว่าในช่วงปี 2024-2025 มูลค่าตลาดพลังงานทั่วโลกจะสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตประมาณ 5% ต่อปี

สกู๊ปพิเศษ : เช็คอิน..สัมผัสเสน่ห์ ‘ผิงตง’ จุดหมายปลายฝันใหม่ของนักเดินทาง

สกู๊ปพิเศษ : เช็คอิน..สัมผัสเสน่ห์ ‘ผิงตง’  จุดหมายปลายฝันใหม่ของนักเดินทาง

สกู๊ปพิเศษ : เช็คอิน..สัมผัสเสน่ห์ ‘ผิงตง’ จุดหมายปลายฝันใหม่ของนักเดินทาง

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ผิงตง” ยกระดับการท่องเที่ยวระดับโลก ดึงดูดนักเดินทางต่างชาติด้วยเส้นทางท่องเที่ยวสุดพิเศษ โดยรัฐบาลมณฑลผิงตงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแนวคิดสร้างสรรค์ เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยว 8 ธีมพิเศษที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในระดับนานาชาติ พร้อมผลักดันให้ “ผิงตง”กลายเป็นจุดหมายปลายฝันของนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เส้นทางเหล่านี้สามารถจองได้ผ่านแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวระดับโลก เช่น KKDAY และ Tripadvisor โดยมีเหล่า KOLs (Key Opinion Leaders)หรือผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลจากหลากหลายประเทศร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริง สร้างกระแสในแวดวงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และช่วยให้ ผิงตงกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่ต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง

ในปีนี้ ผิงตงได้นำเสนอภาพลักษณ์ภายใต้ธีม “เรือรบวัฒนธรรมแล่นไกลสู่ระดับโลก” ถ่ายทอดทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งภูเขา ทะเล และเสน่ห์วัฒนธรรมที่หลากหลายของท้องถิ่น เป็นสัญลักษณ์ของการเปิดกว้างและการต้อนรับอย่างอบอุ่นของผิงตงที่มีต่อนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพื่อเชิญชวนให้พวกเขาก้าวเข้ามาสัมผัสมนต์เสน่ห์ของผิงตงอย่างแท้จริง

โดยสโลแกนหลักของแคมเปญนี้คือ “Let’s roll in Pingtung Taiwan!” ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างการจดจำแล้วยังมาพร้อมของที่ระลึกสุดพิเศษ เช่นแก้วชาไข่มุก กระเป๋าท่องเที่ยว และหมวกชาวประมง ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มเสน่ห์และความน่าดึงดูดของเส้นทางท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ผิงตงเป็นมณฑลที่มีทั้งทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเส้นทางท่องเที่ยวที่แนะนำ มีดังต่อไปนี้ 1.“ประสบการณ์ชนเผ่าที่สะพานแขวนกระจกซานฉวน” นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของชนพื้นเมืองผ่านกิจกรรมและทิวทัศน์อันตระการตา, 2.“ทัวร์จักรยานเชิงนิเวศอ่าวต้าเผิง”การปั่นจักรยานสำรวจระบบนิเวศริมชายฝั่งและสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติอย่างใกล้ชิด,3.“การสำรวจทุ่งหญ้าใต้น้ำตงหยวน” การผจญภัยที่ไม่เหมือนใครในพื้นที่ชุ่มน้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหลากหลาย และ 4.“เทศกาล King’s Peace” เทศกาลทางศาสนาและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้ซึมซับความเป็นเอกลักษณ์ของผิงตงอย่างแท้จริง

โดยเส้นทางเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการของนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รักการผจญภัยธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ หรือกิจกรรมสันทนาการ ทั้งยังสามารถจองทัวร์ได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มนานาชาติ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าค้นหา

และเพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับความงดงามของผิงตงไปทั่วโลก รัฐบาลมณฑลผิงตงได้เชิญ “J’s Travel” บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชื่อดังจากมาเลเซีย มาสัมผัสประสบการณ์และแบ่งปันเรื่องราวของพวกเขากับผู้ติดตามซึ่งพวกเขา กล่าวว่า “ฉันเคยมาไต้หวันหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ทำให้ฉันเห็นไต้หวันในมุมมองใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน! ผิงตงเป็นการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างธรรมชาติและวัฒนธรรมทุกจุดหมายล้วนมีเรื่องราวและมนต์เสน่ห์ของตัวเอง นี่คือจุดหมายปลายทางที่ต้องมาเยือนให้ได้!”

การเดินทางในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เปิดโลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของผิงตงให้เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

นายหวง กั๋วเหว่ย ผู้อำนวยการกรมคมนาคมและการท่องเที่ยวของรัฐบาลมณฑลผิงตง กล่าวว่า “เราหวังว่าผิงตงจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไต้หวัน เพื่อให้เพื่อนๆ จากทั่วทุกมุมโลกได้สัมผัสเสน่ห์ของที่นี่ได้อย่างสะดวกสบาย”

รัฐบาลมณฑลผิงตงยังคงเดินหน้าปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว พร้อมพัฒนาบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก และเพิ่มศักยภาพของผิงตงให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับแนวหน้าของไต้หวัน

ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวพิเศษได้ที่ Facebookทางการของรัฐบาลมณฑลผิงตง “Visit PingtungTaiwan” แล้วมาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวในผิงตงไปด้วยกัน!

สกู๊ปพิเศษ : สาววิศวกรโยธาคนเก่ง ปลูกผักเคล ขายใบ ขายต้น รายได้ดี จากแค่ปลูกผักปลอดสารให้คุณแม่ทาน สู่รายได้ครึ่งหมื่นต่อเดือน

สกู๊ปพิเศษ : สาววิศวกรโยธาคนเก่ง ปลูกผักเคล ขายใบ ขายต้น รายได้ดี  จากแค่ปลูกผักปลอดสารให้คุณแม่ทาน สู่รายได้ครึ่งหมื่นต่อเดือน

สกู๊ปพิเศษ : สาววิศวกรโยธาคนเก่ง ปลูกผักเคล ขายใบ ขายต้น รายได้ดี จากแค่ปลูกผักปลอดสารให้คุณแม่ทาน สู่รายได้ครึ่งหมื่นต่อเดือน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศิรินภา ช่วงชัย (น้องอ้อม) อายุ 28 ปี อาชีพวิศวกรโยธา โครงการต่อเติมท่าอากาศยานตรัง ได้ใช้เวลาว่างและพื้นที่ว่างข้างบ้านเช่าเลขที่ 108/3 หมู่ 10 ต.โคกหล่อ อ.เมือง จ.ตรัง มาปลูกผักเคลซึ่งได้ชื่อว่าเป็นราชินีผักใบเขียวทั้งปลูกแบบลงดินและใส่ในกระถาง เพื่อยกขายง่าย กระถางละตั้งแต่40-300 บาท และมีการตัดใบผักเคลขายถุงละ 2 ขีด ราคา 60 บาท 2 ถุง 100 บาท หากซื้อใบผักเคล 15 ถุงแถมฟรีให้ 1 ถุงด้วย

ซึ่งจุดเริ่มต้นของการหันมาปลูกผักเคลในกระถาง มาจากคุณแม่ที่ป่วยเป็นโรคไต เมื่อปี 2566 น้องอ้อมจึงคิดปลูกผักปลอดสารให้คุณแม่ทาน เพื่อให้คุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง ได้ทานผักปลอดภัย ประกอบกับเป็นคนชอบปลูกผักต่างๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะผักเคล ที่พบว่ามีคุณประโยชน์มากมาย และดีต่อสุขภาพของผู้ป่วย จึงไปศึกษาวิธีการปลูกเพิ่มเติมในกลุ่มต่างๆ จนกระทั่งได้สูตรการปรุงดิน การทำน้ำหมักชีวภาพและการขายตลาดออนไลน์ จึงเริ่มปลูกมากขึ้นทั้งผักเคลใบหยิกและผักเคลไดโนเสาร์ ซึ่งทุกขั้นตอนปลอดสารเคมีเพราะคุณแม่และคนในครอบครัวรับประทานด้วย ทำให้มีลูกค้ากลุ่มคนรักสุขภาพ ทั้งใน จ.ตรังและจังหวัดใกล้เคียง สั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้เสริมไม่ต่ำกว่า 5,000-6,000 บาทต่อเดือน

สำหรับผักเคล มีสรรพคุณด้านการบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงบำรุงผิวพรรณ ลดภาวะเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง มีวิตามินเอ วิตามินซี ลูทีน ไฟเบอร์ ช่วยควบคุมน้ำหนัก และนิยมทานสดในเมนูสลัด หรือทำสมูธตี้ ผักลวกจิ้มกับน้ำพริก แกงเลียงและอื่นๆ ทั้งยังนำไปประดับตกแต่งอาคาร บ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ ได้สวยงาม และเก็บกินได้ตลอดทั้งปีไว้

ด้าน น.ส.ศิรินภา ช่วงชัย เกษตรกรผู้ปลูกผักเคลกล่าวว่า เริ่มปลูกผักเคลมาประมาณปีกว่าแล้ว เนื่องจากคุณแม่ไม่สบายเกี่ยวกับเรื่องไต จึงต้องการให้แกได้ทานผักที่ดีๆ ที่ต้องคุมเรื่องอาหาร จึงคิดว่าถ้าเราเอาราชินีผักใบเขียว คุณสมบัติเยอะอยู่แล้วมาปลูกเพื่อเอาไปให้แม่ และคิดต่อไปว่าถ้าเราปลูกเพื่อส่งต่อให้กับคนที่เขารักสุขภาพน่าจะเป็นเรื่องดี จึงใช้โอกาสนั้นปลูกเพื่อที่จะขายด้วย

โดยขายทั้งเป็นใบและเป็นต้น ถ้าเป็นใบถุงละ 2 ขีด ราคา 60 บาทถ้า 2 ถุงขาย 100 บาท ตอนนี้มีโปรโมชั่นซื้อครบ 15 ถุงแถมฟรี 1 ถุง ส่วนเป็นกระถางขายตั้งแต่กระถางละ 40-300 บาทพร้อมทาน ผลตอบรับดี มีทั้งคนตรังที่สนใจเรื่องสุขภาพและตัดส่งทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ รายได้รวม 5,000-6,000 บาทต่อเดือน ส่วนประโยชน์มีวิตามินซีสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงสายตาและอีกหลายอย่าง ขึ้นชื่อว่าเป็นราชินีผักใบเขียว SuperFood Thailand แนวโน้มดีมาก ส่วนใครสนใจสามารถติดต่อได้ทางเพจ/เฟซบุ๊ก บ้านฮักแพง Sirinapha chaungchai หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-5071706

ทรงวุฒิ นาคพล

สกู๊ปพิเศษ : ทำความรู้จัก ‘DJ Elephante’ เปิดมุมมองความท้าทายในชีวิตของเขา

สกู๊ปพิเศษ : ทำความรู้จัก ‘DJ Elephante’ เปิดมุมมองความท้าทายในชีวิตของเขา

สกู๊ปพิเศษ : ทำความรู้จัก ‘DJ Elephante’ เปิดมุมมองความท้าทายในชีวิตของเขา

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โปรดิวเซอร์เพลงอิเล็กทรอนิกส์และศิลปินชื่อดังอย่าง Elephante ปล่อยอัลบั้มเต็ม COPE ผ่านทางค่ายเพลง Hidden Horizon พร้อมซิงเกิ้ล “Taste of Your Tongue”

ELEPHANTE หรืออีกชื่อ Tim Wu ศิลปินนักดนตรีชาวอเมริกัน เป็นบุตรชายของผู้อพยพชาวไต้หวัน ได้รับการเลี้ยงดูจากชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียของเขาในรัฐมิชิแกน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบางครั้งก็โดดเดี่ยว เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้เข้าทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกของอเมริกา แต่เขาเกลียดการใช้ชีวิตแบบนี้เขาจึงพูดถึงความทุกข์ของเขาผ่านเนื้อเพลง และไล่ตามความหลงใหลในดนตรี

จนถึงวันนี้ เขาได้สตรีมเพลงนับร้อยล้านครั้งจากอัลบั้มเต็มของเขา Heavy Glow (2021) ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมในการผลักดันขอบเขตดนตรีแดนซ์ และอีพีสองของเขา : I Am The Elephante (2016) ซึ่งเป็นผลงานการสำรวจเก้าเพลง ของโปรเกรสซีฟเฮาส์, ซินธ์ป๊อปและแทรป และ Glass Mansion (2018) ซึ่งขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต U.S. Dance ของ iTunesมีทัวร์สามรายการขายบัตรหมดเกลี้ยงและแสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากที่ EDC Las Vegas, Electric Zoo, Beyond Wonderland,Lollapalooza และ 88rising’s Head in the Clouds Festival ในช่วงต้นปี 2023 ดีเจชาวเอเชีย-อเมริกันคนนี้ได้ร่วมงานกับนักร้องแนวอิเล็กโทรป๊อป HALIENE ในเพลง “Hollow” ตามมาด้วยการร่วมงานกับนักร้องนักแต่งเพลงชาวอินโดนีเซีย Stephanie Poetriและนักร้องชาวจีน Zhang Yanqi ในเพลง “No Explanations”เรายังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานต่อเนื่อง ในปี 2024เดือนมีนาคม เขาได้เปิดตัว Hidden Horizon ค่ายเพลงที่มุ่งเน้นการเติบโตเพลงแดนซ์ชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย ผลงานของELEPHANTE จนถึงปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของเขาในฐานะศิลปินที่มีความสามารถอันน่าประทับใจในการเชื่อมโยงดนตรีสไตล์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

ในอัลบั้มเต็ม COPE นี้ จะพาคุณไปสำรวจสเปกตรัมทางอารมณ์ของการเยียวยาและการฟื้นฟูความเจ็บ โดยดำดิ่งลงสู่วิธีการที่เราจัดการความรู้สึกด้วยธีมที่ใคร่ครวญและซาวนด์สเคปที่ผสมผสานแนวเพลงไว้ด้วยกัน ซึ่งการเปิดตัวอัลบั้มนี้ไม่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้นแต่ยังประกาศออกไปในระดับนานาชาติพร้อมกับแคมเปญบนวิทยุ สื่อต่างๆ ทั่วเอเชีย บนโซเชียลมีเดียของ US Dance Radio และแคมเปญบน Soundcloud Song Launch ด้วย หลังจากนั้นจะมีการประกาศทัวร์ของ Elephante แบบเต็มรูปแบบ

ซิงเกิ้ลที่มาพร้อมกับการเปิดตัวนี้อย่าง “Taste of Your Tongue” ได้ร่วมร้องโดยศิลปิน babyidontlikeyou โดยผสมผสานความสามารถของ Elephante ในการเล่าเรื่องที่เต็มไปด้วยอารมณ์เข้ากับการผลิตดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาขับเคลื่อนด้วยจังหวะที่หนักแน่นและซินธ์ที่เปล่งประกาย รวบรวมทั้งความเบิกบานใจและความเสียใจที่มาพร้อมกับการหวนคิดถึงอารมณ์ในอดีต

“Taste of Your Tongue” เป็นเพลงเกี่ยวกับความคิดถึงและการมองย้อนกลับไปในความสัมพันธ์ครั้งเก่าที่เรารู้สึกแย่แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราจะลืมสิ่งเลวร้ายและจดจำสิ่งดีๆ และบางครั้งเราก็ทำผิดพลาดโดยพยายามนำสิ่งมหัศจรรย์นั้นกลับคืนมา และบางครั้งคุณก็แค่ต้องพูดออกมาว่า ให้ตายเถอะ และทำสิ่งนั้นโดยที่คุณรู้ว่าไม่ควรทำ” Elephante อธิบาย

COPE เป็นอัลบั้มที่มีเนื้อหาลึกซึ้ง โดยแต่ละเพลงนำเสนอแง่มุมที่แตกต่างกันในการรับมือกับความท้าทายในชีวิต Elephante อธิบายเพิ่มเติมว่า “อัลบั้ม COPE นี้ตามหลักแล้วมันเป็นเรื่องของวิธีการต่างๆ ที่เราผ่านพ้นบาดแผลทางจิตใจ และช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตของเรา ซึ่งแต่ละเพลงมีแนวทางการรับมือที่แตกต่าง
กันออกไป” ตั้งแต่การสะท้อนความคิดถึงไปจนถึงการปลดปล่อยอารมณ์ อัลบั้มนี้ยังนำเสนอการเดินทางทางอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนที่เข้าถึงได้ ขณะเดียวกันก็ผลักดันขอบเขตซาวนด์ดนตรีของElephante ต่อไป COPE เปิดตัวผ่านค่ายเพลง Hidden Horizon โดยต่อยอดจากพันธกิจของ Elephante ในการยกระดับเสียงที่เกิดขึ้นใหม่ในดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากความสำเร็จของซิงเกิ้ลก่อนหน้านี้ อัลบั้มนี้พร้อมแล้วที่จะทำให้แฟนเพลงหน้าใหม่ได้ประทับใจในผลงานของ Elephante

ด้วยยอดสตรีมหลายร้อยล้านครั้งนับตั้งแต่สตูดิโออัลบั้มชุดแรก, สองอีพี และอีกหลากหลายซิงเกิ้ล ELEPHANTE คือโปรดิวเซอร์ดนตรี ศิลปิน และนักแต่งเพลงที่มีนวัตกรรมโดยผสมผสานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์อันไพเราะเข้ากับแนวป๊อป บลูส์ ร็อก และอื่นๆ

l ให้คำนิยาม 3 คำ ที่อธิบายชื่อของคุณ “Elephante” ได้ดีที่สุดเพราะเหตุใด

Melody, emotion และ movement ทำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำให้คนฟังสนุกสนานอยากลุกขึ้นเต้น โดยมีเนื้อร้องที่เป็นเรื่องราวมาจากใจครับ

l ช่วยพูดถึงซิงเกิ้ลล่าสุดของคุณ “Taste of Your Tongue”

เป็นเพลงที่พูดถึงความสัมพันธ์ในอดีต บางครั้งเราก็มักจะคิดถึงความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวด้วยการจดจำถึงช่วงเวลาดีๆ และลืมเรื่องร้ายๆ ผมจินตนาการถึงเรื่องราวการเจอแฟนเก่าที่บาร์ และคิดว่าบางทีเราน่าจะกลับมาคืนดีกันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่คืนเดียวก็ตาม

l เพลงที่คุณสร้างขึ้นมานั้นมักจะเป็นในรูปแบบใด

เป็นเพลงที่กระตุ้นพลังงานแต่ก็สะเทือนอารมณ์ด้วยในคราวเดียวกัน มันทำให้คุณทั้งอยากเต้นและร้องไห้

l เพลงไหนในอัลบั้ม “COPE” ที่คุณคิดว่าเป็นบทสรุปของอัลบั้ม? และทำไม?

เพลง  “Know Your Name” เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มนี้ ซึ่งอัลบั้มนี้ผมหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความบอบช้ำทางจิตใจและการเรียนรู้ที่จะมีความหวังและกล้ารักอีกครั้ง เพลง “Know Your Name” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการที่คุณสามารถเอาชนะความยากลำบากทั้งหมด และพบกับความสงบสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้อย่างไร

l เมื่อมองไปข้างหน้า อะไรคือเป้าหมายและแรงบันดาลใจของคุณในอุตสาหกรรม EDM?

ผมเป็นคนที่ไม่ได้วางแผนอะไรไกลมากนัก ผมแค่ชอบทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าและสิ่งที่ผมตื่นเต้นกับมันที่ได้ทำ ผมภูมิใจกับอัลบั้มนี้จริงๆ และตื่นเต้นมากกับการทัวร์คอนเสิร์ตที่จะเริ่มในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ผมแค่อยากให้คนได้ฟังอัลบั้มนี้เยอะๆ และแสดงผลงานที่สร้างประสบการณ์ให้กับแฟนเพลงแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน!

l ฝากอะไรถึงแฟนเพลงไทย

ขอบคุณมากครับที่ฟังเพลงของผม! ผมได้ยินเรื่องราวเจ๋งๆ มากมายเกี่ยวกับประเทศไทย และอยากไปเที่ยวเร็วๆ นี้ผมมีเพื่อนดีเจคนไทยชื่อ SABAI เขาบอกผมว่าสักวันหนึ่งเขาจะพาผมไปตระเวนเที่ยวที่เมืองไทยครับ

ติดตาม Elephante ได้ทาง Instagram : @iamtheelephante, TikTok : @elephante, Twitter : @iamtheelephante, Facebook : /elephante/, Youtube : /@iamtheelephante

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

สกู๊ปพิเศษ : เส้นทางชีวิต‘เด็ก-เยาวชน’ ต้นตอ‘ติดหล่ม-มืดหม่น’อยู่ที่ใคร?

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.35 น.

“อยากบอกว่าผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดพ่อเพราะผมเชื่อว่าตอนนั้นพ่อก็เป็นเด็กเหมือนผมตอนนี้”

ความในใจจาก “เอ (นามสมมุติ)” เยาวชนชายที่ “ก้าวพลาด” ถูกจับในคดีใช้ความรุนแรง แต่ยังได้รับ “โอกาสที่ 2” เมื่อถูกส่งไปอยู่ที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก และได้เข้ากระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเจ้าตัวยังยกตัวอย่าง “กิจกรรมวิเคราะห์ข่าว” ที่ในแต่ละวันเยาวชนทุกคนจะได้รับโจทย์เป็นข่าวต่างๆ ที่คนทั่วไปพบเห็นผ่านสื่อ ซึ่งหลายครั้งก็เหมือนกับเห็นตนเองไปอยู่ในเนื้อข่าวเหล่านั้น เป็นการทบทวนชีวิตของตนเองไปในตัว

แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ เด็กชายเอเติบโตมาในสภาพที่คลอดได้เพียง 3 วัน พ่อแม่ก็แยกทางกันเด็กชายเอถูกส่งไปอยู่กับย่าซึ่งมีกิจการร้านขายของชำ แต่ย่าก็ป่วยเป็นโรคไต ร้านของย่าอยู่ในชุมชนแออัด สภาพบ้านเรือนชิดกันเกือบจะดูคล้ายกับสลัม และมีปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดย่าเลี้ยงเด็กชายเอจนถึงเรียนจบชั้น ป.3 จึงส่งออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะเห็นว่าตนมีปัญหาติดเกม วันๆ ไปอยู่แต่ที่ร้านเกม

เด็กชายเอไปอยู่ต่างจังหวัด เรียนจนจบชั้น ป.6 จากนั้นเมื่อเข้าสู่ชั้นมัธยมศึกษา เริ่มคบเพื่อนซึ่งพบว่าเพื่อนมีพฤติกรรม “เล่นยา” ใช้สารเสพติดแต่เวลานั้นเด็กชายเอยังคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดแม้จะใช้ชีวิตกับอยู่เพื่อนกลุ่มนี้ก็ตาม แต่พฤติกรรมติดเพื่อนนั้นก็รุนแรงขนาดไม่ยอมเข้าบ้าน ไปอยู่แต่ที่บ้านเพื่อนตลอด และ “โดดเรียน” ไม่ยอมไปโรงเรียน ซึ่งตนก็บอกพ่อว่าขอ “ดร็อป”ในตอนแรกพ่อไม่ยอม ตนก็ไม่ไปเรียนเสียดื้อๆ จนท้ายที่สุดพ่อก็ต้องยอม

จากต่างจังหวัด เด็กชายเอหวนกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง คราวนี้พ่อพาไปฝากกับผู้เป็นอาและพาไปสมัครเรียน แต่เวลานั้นเป็นช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 และต้องจัดการเรียนการสอนทางออนไลน์ เอยอมรับว่าตนไม่ได้เรียนหนังสือเลย จับคอมพิวเตอร์ทีไรก็ใช้เพื่อเล่นเกมเท่านั้น แต่ก็ยังผ่านชั้น ม.1 มาได้ กระทั่งเมื่อขึ้นชั้น ม.2 คราวนี้อาการหนักเพราะติดทั้งเพื่อนและผู้หญิงจนโดดเรียนทุกวัน โดยที่อาก็ไม่รู้เพราะออกไปทำงานก่อนที่ตนจะออกจากบ้าน หรือวันที่ตนออกจากบ้านก่อนก็จะแต่งชุดนักเรียน

“ครูเขาโทรไปบอกพ่อว่าทำไมผมไม่เข้าเรียนเลย พอเขาคุยกับครูเสร็จพ่อก็โทรมาหาผมบอกว่าถ้าไม่ไปโรงเรียนก็แต่งชุดอยู่บ้านไปเลย นอนอยู่บ้านไปเลยไม่ต้องไปเรียน (พ่อประชด) แต่ก็เข้าทางผม เช้าวันต่อมาผมแต่งตัวปกติไปนั่งกับเพื่อนที่ใส่ชุดนักเรียนซึ่งโดดเรียนมา ก็พากันใช้ความรุนแรง เกาะกลุ่มใช้สารเสพติด มีกัญชา น้ำกระท่อม อย่างอื่นผมไม่ยุ่ง” เอ กล่าว

เด็กชายเอเติบโตเป็นนายเอ พฤติกรรมติดเพื่อนหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ไม่ยอมเข้าบ้าน รวมกลุ่มเพื่อนใช้ความรุนแรงจนถูกจับในคดีทำร้ายร่างกาย ในตอนแรกถูกส่งเข้าไป “คุกเด็ก” หรือสถานพินิจและคุ้มครองเด็กแห่งอื่น และยังคงมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งก่อเรื่องข้างในนั้นจนถูกจับขังเดี่ยว แต่ในใจก็คิดว่าไม่อยากอยู่ในสถานพินิจฯ แห่งนั้นแล้ว ทำอย่างไรจึงจะออกไปได้ ซึ่งก็เป็นจังหวะที่ทางบ้านกาญจนาฯเข้ามาสอบถามหาคนสมัครใจไปอยู่พอดี

สิ่งที่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าบ้านกาญจนาฯ แตกต่างจากสถานพินิจฯ แห่งอื่น คือ “บรรยากาศที่เป็นมิตร”สัมผัสได้ถึงความใส่ใจมากกว่าจะเป็นการคุมเข้ม ดังที่นายเอให้นิยามสถานที่แห่งนี้ว่า “ไม่เล่นกับด้านมืด..แต่พยายามแสวงหาแสงสว่างในตัวคน”จนเมื่อเวลาผ่านไป พ่อที่มาเยี่ยมก็ถึงกับถามว่า “ทำไมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?” เพราะเห็นว่าดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งน้อยลง ทั้งนี้ นายเอย้ำว่า ที่นำเรื่องของตนเองมาบอกเล่า ก็หวังให้เด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ไม่เดินซ้ำรอย และหากวันนั้นตนตั้งใจเรียนหนังสือ ชีวิตน่าจะดีกว่านี้เพราะพ่อก็ตั้งใจส่งเสียเต็มที่

นายเอ บอกเล่าชีวิตของตนในงานกิจกรรมรณรงค์ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ปี 2568 เสวนา“ความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทย…ที่ขาดแคลนการลงทุน” ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมกิจการเด็กและเยาวชน และมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 8 ม.ค. 2568ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพฯ

จากเรื่องราวของนายเอที่ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น“ปุ๊” เป็นชื่อเล่นของชายวัยสามสิบเศษ ที่ชีวิตผ่านเรื่องหนักๆ มาเช่นกัน นายปุ๊ บอกเล่าในงานนี้ว่าตนเองเป็น “ลูกคนกลาง” มีพี่ชายกับน้องสาว ทั้ง 3 ชีวิตเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่ใช้ความรุนแรงเนื่องจาก “พ่อติดเหล้า” เมาแล้วชอบทำร้ายร่างกายแม่ จนในที่สุดแม่ทนไม่ไหวก็หนีไป ขณะที่พ่อกับลูกๆ ทั้ง 3 คน ย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่เป็นการย้ายเข้ามาแบบไร้จุดหมาย พ่อทำงานก่อสร้างแต่ก็ทำๆ หยุดๆ อาศัยหลับนอนตามวัดพึ่งพาข้าวปลาอาหารจากพระ และถึงขั้นที่เด็กชายปุ๊เคยไปนั่งขอทานบนสะพานลอย

“มีพลเมืองดีไปแจ้งตำรวจ ผมก็โดนจับส่งไปที่มูลนิธิ แต่ให้แยกกันอยู่ (พี่สาวและน้องชายไปอยู่อีกที่หนึ่ง) ตอนนั้นยังเล็กมากไม่รู้ความเลยว่าไปแล้วต้องเจออะไรบ้าง พ่อก็หายไปสักพักหนึ่งแล้วก็พอเขารู้ว่าเราอยู่จุดไหนเขาก็มาเยี่ยมบ้างอะไรบ้าง แต่ไม่นานก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ผมก็ไม่ทราบว่าเขาไปอยู่อย่างไรบ้าง”ปุ๊ กล่าว

แม้ชีวิตในมูลนิธิแห่งนั้นทำให้ปุ๊ได้รับโอกาส นั่นคือ “การศึกษา” แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในการเติบโต เพราะ “บาดแผลทางกายและใจที่เคยได้รับในวัยเด็ก” สมัยที่ยังอยู่กับพ่อและมักถูกพ่อที่เมาสุราทำร้ายร่างกาย นายปุ๊ เล่าต่อไปถึงชีวิตในโรงเรียน แม้จะมีเพื่อนแต่เวลาเรียนก็มักเหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่าง “ชีวิตไม่มีเป้าหมาย..ไม่รู้จะเรียนไปเพื่ออะไร” และแม้โดยนิสัยจะไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่บางครั้งก็อดไม่ได้เมื่อถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องการเป็นเด็กกำพร้า ทำให้มีเรื่องชกต่อยอยู่บ้าง

เมื่อข้ามพ้นวัยเด็กเข้าสู่วัยหนุ่มเต็มตัว ปุ๊เริ่มคิดได้แล้วว่า “มีแต่การเรียนเท่านั้นที่จะช่วยให้หลุดพ้นจากชะตากรรมที่เป็นอยู่” เด็กหนุ่มสามารถเรียนจนจบชั้น ม.6 พร้อมๆ กับช่วยเหลืองานมูลนิธิในการดูแลเด็กๆ ที่ก็ถือเป็นรุ่นน้องไปด้วย จากนั้นปุ๊ตัดสินใจออกไปหางานทำพร้อมๆ กับส่งตัวเองเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย และใช้เวลา 5 ปี จึงเรียนจบระดับ ป.ตรี และสิ่งที่คัดสินใจทำหลังจากเรียนจบคือการ “ตามหาแม่” ซึ่งปุ๊ก็สืบจนรู้ว่าแม่ที่พลัดพรากกันไปตั้งแต่ยังเด็กอยู่ที่ใด แต่ก็ต้องแลกมาด้วย “ความจริงอันเจ็บปวด” เมื่อได้พบ

“เราก็ไปสืบที่เขต เขาก็อำนวยความสะดวกช่วยเหลือ จนเราได้ไปเจอเขา เราก็มีทุนในส่วนหนึ่งบ้าง เงินเก็บเราบ้าง ก็ไปสร้างห้องน้ำซ่อมแซมบ้านให้ แต่สิ่งที่เราไปเจอ มันไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเลย สิ่งที่เราเห็นวันนั้น แม่พูดกับเราว่าเขาตั้งใจที่จะทิ้งเรา วันต่อมาพี่สาวกับน้องชายก็มองหน้ากัน นี่หรือคือสิ่งที่เราโหยหามาทั้งชีวิต?ถ้าเราเจอแม่ก็คงได้มีอย่างคนอื่นเขาบ้าง ก็เลยกลับกรุงเทพฯ ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย” ปุ๊ เล่าถึงวินาทีที่พบกับผู้เป็นแม่

หลังรับรู้ความจริงที่เจ็บปวดจากปากผู้เป็นแม่ แม้ในใจจะไม่ได้กล่าวโทษแม่และคิดว่าด้วยช่วงวัยและเวลาแบบนั้นแม่อาจมีเหตุผลหรือความจำเป็นบางอย่างที่ทิ้งตนไป และตนก็พยายามรวบรวมกำลังใจเพื่อจะ “ยืนหยัด” มีชีวิตอยู่ต่อไปไห้ได้ด้วยทัศนคติที่ดี แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่า “เสียศูนย์” ไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเหมือนกันก่อนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว “หากวันนั้นไม่ตั้งใจเรียนวันนี้ก็คงไม่มีอนาคต” ชีวิตอาจไปจบลงด้วยการติดคุกตะราง แต่การได้เรียนหนังสือทำให้ตนมีวิธีคิดมากขึ้น

ขณะที่ เตชาติ์ มีชัย ประธานมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีความผูกพันกับนายปุ๊ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยทำงานในมูลนิธิแห่งนั้นที่ปุ๊เติบโตมา กล่าวเสริมว่า ในเวลานั้นตนเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ เข้าทำงานในมูลนิธิในภารกิจช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน “เมื่อครอบครัวไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่..เด็กจึงตัดสินใจออกจากบ้านมาเร่ร่อน” โดยงานของตนคือการเป็น “ครูอาสา” ให้กับเด็กเหล่านี้ทั้งที่ยังเร่ร่อนอยู่และที่เข้ามาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิแล้ว

คำถามที่ เตชาติ์ ได้ยินจากปากเด็กๆ อยู่บ่อยครั้งคือ “เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน?”, “เมื่อไหร่จะได้มีบัตรประชาชน?”, “เมื่อไหร่พ่อแม่จะมารับ?”,“จะเรียนไปเพื่ออะไร?” แม้กระทั่งกรณีของปุ๊กว่าจะเรียนจบได้ ในช่วงวัยรุ่นที่เป็นเวลา “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ก็ถึงขั้นต้องไปนั่งเฝ้าหน้าห้องสอบบ้าง ไปตามตัวจากร้านเกมบ้าง พยายามหาเวลาพูดคุยอบรมกัน จนได้รู้ว่า ปุ๊อยากเป็นนักกีฬา จึงแนะนำว่าหากอยากเป็นก็ต้องตั้งใจเรียน และแม้เราจะเลือกเกิดไม่ได้แต่สามารถเลือกทางเดินได้

“หลายคนก็ไปจบ ป.โท เป็นครูบาอาจารย์แต่ส่วนน้อยไม่เกิน 3% อีก 97% คือหลุดจากสังคม เขารู้สึกว่าเขาไม่มีรากเหง้า ตรงนี้ก็หมายความว่ามันยังวนเวียน แล้วพอมารู้จักป้ามล (ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก)ก็ยังเห็นเด็กที่หนักขึ้นไปอีก หลังจากที่เราเห็นเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวมีปัญหา เราเห็นแค่ปัญหาของเด็กกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นปลายทาง ถ้าไม่มีคนดูแล ปลายทางก็เหมือนน้องเอ (ก่อคดีแล้วถูกจับกุมต้องไปอยู่ในสถานพินิจฯ)” เตชาติ์ กล่าว

มุมมองจากแพทย์ “หมอโอ๋” ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และผู้ก่อตั้งเพจ “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวถึงแนวคิดที่ว่า “อาชญากรเด็ก..เด็กเป็นเองไม่ได้” การที่เด็กคนหนึ่งติดเพื่อน ติดเกม ไม่เรียนหนังสือ ฯลฯ มันมีรากของปัญหาเสมอ “เมื่อเด็กไม่ได้โตมากับความรัก..เมื่อคนที่ควรจะรักเขาที่สุดไม่ได้ให้สิ่งนั้น..เด็กจึงไปโหยหาเอากับสิ่งอื่น” เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความรัก ต้องการมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนที่ใช้ได้และมีความหมาย

แต่เมื่อคนคนหนึ่งไปแสวงหาความรักจากสิ่งอื่นภายนอก (เช่น เพื่อน) ก็ต้องแล้วแต่ว่า“สิ่งนั้นจะพาไปทางไหน?” อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของทั้ง 2 คนข้างต้น ก็ทำให้เห็นความสำคัญของ“การมีอะไรบางอย่างเป็นหลักให้ยึด” ดังกรณีของนายเอ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ทำให้เห็นว่า ท่ามกลางความวุ่นวายจากปัญหาต่างๆ ที่คนคนหนึ่งต้องเผชิญจริงๆ แล้วคนคนนั้นก็ยังมีแสงสว่างอยู่ภายใน และได้เริ่มเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งแสงสว่างขึ้น ณ ที่แห่งนั้น รดน้ำพรวนดินจนงอกงาม

“วันหนึ่งที่เขาขึ้นมาเล่า วันหนึ่งที่เขาพูดว่าเขาเข้าใจพ่อ “พ่อคือเด็กคนหนึ่งเหมือนกัน” เอาจริงๆ มันเกิดจากการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากการไปชี้ด่าว่าทำไมแกมันไม่ได้เรื่อง? ทำไมถึงเละเทะแบบนี้? ทำไมถึงเป็นอันธพาล? ทำไมถึงใช้ความรุนแรง? แต่มันเป็นการสร้างแล้วก็บ่มเพาะจากการเชื่อมั่นว่าทุกคนมีด้านสว่างในตัวเองแล้วพอเขาเติบโตอย่างมั่นคงภายใน เขาสามารถที่จะมองเห็นความเป็นมนุษย์ในบุคคลอื่นๆ” หมอโอ๋ ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของเอ

หมอโอ๋กล่าวต่อไปว่า “พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์..แต่เป็นมนุษย์ที่สามารถทำผิดพลาดล้มเหลวได้” หรือกรณีของปุ๊ก็เป็นตัวอย่างว่าไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่รักลูก ดังนั้น หากเข้าใจว่าพ่อแม่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไม่ต่างจากตัวเรา เมื่อนั้นเราก็อาจเลือกที่จะให้อภัยและเข้าใจว่าเขาก็ทำดีที่สุดของเขาได้เท่านั้น ซึ่งการให้อภัยไม่ได้หมายความว่าทำให้เขาพ้นผิด แต่เพื่อละวางความทุกข์ที่ตัวเราแบกไว้

ด้าน ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกกล่าวว่า กรณีของปุ๊ที่รู้สึก “ดิ่ง” เมื่อตามหาแม่จนพบแต่แม่กลับบอกว่าตั้งใจทิ้งไปเอง เรื่องนี้ทำให้มีคำถามต่อไปว่า “ชีวิตของแม่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างไร?..กระท่อนกระแท่นมาขนาดไหน?..และใครได้เยียวยาแผลใจของแม่บ้าง?” มุมมองเหล่านี้อาจไม่เคยมีในสังคมไทย และเป็นมุมกลับเช่นกัน แต่การที่ให้อภัยคนเป็นแม่ก็เท่ากับให้อภัยตนเองและอาจเชื่อมโยงกับการที่ตัวเราจะมีอนาคตต่อไปด้วย

“กว่าผู้หญิงหรือผู้ชายคนหนึ่งตัดสินใจจะปฏิเสธลูกตัวเอง หันมาบอกกับเราแล้วเราก็ดิ่งไปเลยว่า ‘ฉันตั้งใจจะทิ้งเธอนะ!’ มันกำลังเล่าว่าในอดีต ในวันที่แม่เป็นเด็ก แม่เป็นลูกของใครสักคนหนึ่ง แม่ก็ต้องบาดเจ็บน่าดูเลย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ที่มันไม่ถูกเยียวยา มันจะอยู่กับเขายาวตลอดไป ดังนั้นเขาไม่สมควรที่จะถูกเกลียดชัง แต่สมควรที่จะได้รับการให้อภัย” ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าว

ผอ.บ้านกาญจนาฯ กล่าวต่อไปว่า อย่างในกรณีของเอ ที่สามารถพูดออกมาได้ว่าพ่อของตนในวันนั้นก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่งเหมือนกับตนในวันนี้ ซึ่งก็คงไม่รู้อะไรเลย ยังเป็นหนุ่มวัยรุ่น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ตนมีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อของเอ ก่อนที่เอจะมาบอกเล่าชีวิตในงานนี้ ซึ่งพ่อก็บอกว่าอยากรู้เหมือนกันว่าตนได้ทำอะไรให้ลูกชายบาดเจ็บขนาดไหน เพราะตนกับลูกที่ผ่านมาก็ไม่เคยคุยกัน ดังนั้น จึงเห็นว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กหากถูกนำมาพูดคุยกัน ไม่ซุกไว้ใต้พรมก็คงไม่กลายเป็นของเน่าเหม็น

ยังมีเสียงสะท้อนจากตัวแทน “กลุ่มผู้ถูกเจียระไน” ซึ่งเป็นอดีตเยาวชนที่เคยอยู่ในบ้านกาญจนาฯ ที่กล่าวเสริมว่า ในขณะที่สถานพินิจฯ ใช้งบประมาณวันละ 4-5 ล้านบาท หรือเรือนจำที่ใช้งบประมาณวันละ 20 ล้านบาท “แต่เมื่อดูต้นตอของปัญหาจะพบรูปแบบที่เหมือนกันเช่น เผชิญความรุนแรงในบ้าน บ้านไม่น่าอยู่ อยู่แล้วไม่มีตัวตน ก็ไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่คิดว่าเป็นบ้าน แล้วก็พากันไปทำผิดกฎหมายถูกจับและโดนตีตราว่าเป็นเด็กมีปัญหา” คำถามคือปัญหามาจากเด็กหรือผู้ใหญ่? หากมองเข้าไปลึกๆ ถึงระบบโครงสร้าง

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ตั้งคำถามว่า “ในขณะที่ผู้ใหญ่คาดหวังกับเด็ก..คำถามคือผู้ใหญ่ได้สร้างสิ่งแวดล้อมที่เพียงพอและดีพอกับการคาดหวังนั้นหรือไม่?” เพราะเมื่อมองไปรอบด้านจะเห็นปัญหาอบายมุขเข้ามาใกล้ตัวมากเช่น ข้อมูลในปี 2565 ชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงตัวเด็กเพิ่มขึ้นถึง 5.3 เท่า ภายในเวลาเพียง 7 ปี

ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งต้องยอมรับว่าทำการตลาดทำมาดีมาก และมุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนเป็นสำคัญเพราะต้องการผู้บริโภครายใหม่โดยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเชื่อมโยงกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ตามที่มีข้อมูล ณ ปี 2564 พบว่า มีผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เสียชีวิตจากการดื่มแล้วขับเฉลี่ย 2,200 รายต่อปี

“เห็นไหมว่ามันเพียงพอไหมกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องดูแลอนาคตเด็กให้ปลอดภัย ให้อยู่รอด เราทำกันดีพอแล้วหรือยัง? ในอีกหลายๆ เรื่อง เรื่องการพนันก็ไม่แพ้กัน เรามีตัวเลขอยู่ประมาณ 7 แสนกว่าคน ที่มีโอกาสเข้าสู่วงจรนักพนันหน้าใหม่ ไม่น้อยนะที่เขาจะก้าวเข้ามาแล้วไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไม่นับกลุ่มที่ถูกหลอกลวงจากออนไลน์ทั้งหลาย ผู้ใหญ่ยังถูกเลยในการถูกหลอกลวง เยาวชนก็ถูกหลอกลวงด้วยเช่นกัน” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

ชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า จากกิจกรรมวันเด็กตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น ถามคำขวัญวันเด็กของนายกรัฐมนตรี เด็กคนไหนตอบได้มีรางวัลให้ ทำให้เกิดคำถามว่าเราสามารถทำอะไรมากกว่านี้ได้บ้างหรือไม่ และคิดว่าในงานวันเด็กที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มารวมกันเป็นจำนวนมาก “ทำอย่างไรจะให้รับรู้ถึงสิทธิเด็ก แน่นอนว่าคงไม่ได้หวังให้เด็กเล็กๆ รับรู้อะไรมาก ที่สำคัญกว่าคือพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ต่างๆ ที่นำของขวัญมาให้เด็ก ทราบกันหรือไม่ว่าสิทธิเด็กคืออะไร” ซึ่งประเทศไทยไปลงนามในอนุสัญญาแล้ว

หรือ “ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เด็กได้รับผลกระทบ มีใครนำปัจจัยร่วมต่างๆ มาคุยกันหรือไม่ ความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นบ่มเพาะอะไร สร้างบาดแผลให้เด็กบ้างหรือไม่” จึงเกิดแนวคิดว่าจะใช้โอกาสของวันเด็กแห่งชาติสื่อสารเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้ทำเองไม่ได้ ในขณะที่กรมกิจการเด็กและเยาวชน มีบ้านพักเด็กและครอบครัวอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งเป็นหนึ่งในที่พึ่งเมื่อเด็กมีปัญหา อีกทั้งกลไกของบ้านพักเด็กซึ่งจัดงานวันเด็กร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นๆ ในพื้นที่ ก็สามารถสอดแทรกสิ่งเหล่านี้ลงไปได้

อภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในปี 2567ที่ผ่านมา ได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูล ราว 188,000 เรื่อง ในจำนวนนี้ 26,000 เรื่องเกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กและเยาวชน และจากเรื่องขอความช่วยเหลือทั้งหมด พบว่า ความรุนแรงติด 1 ใน 5 อันดับแรก

“กรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับ สสส. ร่วมกับมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว ได้จัดกิจกรรมขึ้นโดยใช้โอกาสสำคัญคือวันเด็กแห่งชาติ เป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการที่จะมาดูเรื่องความรุนแรงในครอบครัวกับอนาคตเด็กไทยที่ขาดแคลนการลงทุนร่วมกันซึ่งก็คิดว่าโอกาสในครั้งนี้ที่ใช้วันสำคัญของเด็กๆ ของเรา ก็คือวันเด็กแห่งชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญและผลกระทบที่มันเกิดขึ้นจากความรุนแรงในครอบครัว ที่มันจะส่งไปถึงเด็กแล้วก็จะกลายเป็นความรุนแรงข้ามรุ่นของเด็กและเยาวชน” อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

สกู๊ปพิเศษ : แกะกล่องงานวิจัย ‘หัวน้ำซุปปลา’ จากน้ำต้มลูกชิ้น

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โดยทั่วไปในกระบวนการผลิตลูกชิ้นจากเนื้อปลาจะมีน้ำจากการต้มลูกชิ้นมากกว่า 3-6 ตันต่อวัน ซึ่งโรงงานจะเก็บน้ำไว้ในห้องเย็นเพื่อจำหน่ายให้ผู้ประกอบการประเภทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารที่ต้องการใช้น้ำชนิดนี้ทำอาหาร แต่ก็ยังมีน้ำต้มลูกชิ้นเหลือเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้โรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำทิ้งโดยเปล่าประโยชน์เป็นประจำทุกวัน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนากระบวนการแปรรูปน้ำต้มลูกชิ้นเป็นหัวน้ำซุปปลาประเภทพร้อมปรุง (ready-to-cook : RTC) ที่มีกลิ่นหอมกรุ่น รสกลมกล่อมสไตล์เอเชีย เหมาะแก่การผลิตเป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ญาณี ศรีมารุต ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยด้านการลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรม ทีมวิจัยได้ดำเนินการพัฒนากระบวนการผลิตหัวน้ำซุปปลาจากน้ำต้มลูกชิ้นขึ้นด้วยกระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำเพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร นอกจากนี้ยังนำน้ำซุปไปเข้ากระบวนการสเตอริไลซ์เพื่อยืดอายุได้โดยไม่เสียรสชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเก็บรักษาในบรรจุภัณฑ์โดยไม่ต้องแช่เย็นและใส่สารกันบูดได้นานกว่า 1 ปี เหมาะแก่การผลิตเพื่อจำหน่ายทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันทีมวิจัยได้จดความลับทางการค้าเรียบร้อยแล้ว และพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจ ทั้งนี้ในขั้นตอนของการทดลองขยายขนาดการผลิตทีมวิจัยได้รับทุนจากโครงการสนับสนุนเร่งการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (Research gap fund) ประจำปีงบประมาณ 2563

ดร.วีระพงษ์ วรประโยชน์ ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยได้ออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์ไว้ที่ปริมาตร 150 กรัมต่อซอง ใช้เป็นหัวน้ำซุปสำหรับทำน้ำแกงได้ประมาณ 5 ถ้วย หรือใช้ทำชาบูได้ 1 มื้อ (2-3 คน) ทั้งนี้การออกแบบขนาดของบรรจุภัณฑ์สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งในรูปแบบการผลิตเป็นซองขนาดเล็กสำหรับบริโภค 1 คนต่อ 1 มื้อ หรือเป็นบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่สำหรับจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือร้านจัดเลี้ยง ซึ่งหัวน้ำซุปแบบ RTC จะช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายด้านการจัดเก็บวัตถุดิบสด และระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากกระบวนการผลิต อาทิ แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นในประเทศไทยรวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลก และจะยิ่งเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นหากผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น “ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกสบาย”

ดร.ยุวเรศ มลิลา ทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางอาหาร ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยอธิบายว่า ในปี 2566 ผลิตภัณฑ์น้ำซุปใสมีมูลค่าในตลาดโลกสูงถึงราว 1.8 แสนล้านบาท (4.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในช่วงปี 2567-2576 มีแนวโน้มอัตราการเติบโตแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ปีละ 5.1% โดยหน่วยงานด้านการวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณการไว้ว่าในปี 2576 ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท (6.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งหากผลิตภัณฑ์เป็น clean label หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งประเภทที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น ผงชูรส สารแต่งกลิ่นรส สารแต่งสี สารกันบูด) และเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท RTC จะยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นเป็นพิเศษ เพราะตอบโจทย์ได้ทั้งกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับตนเอง เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ รวมไปถึงผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์วัตถุดิบอาหารที่ใช้งานได้สะดวก สามารถจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหมดอายุที่สำคัญผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้กลิ่นรสแบบเอเชียยังเป็นที่นิยมในหลายประเทศซึ่งมีกำลังซื้อสูงอาทิ ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นี้มีแนวโน้มที่จะมีศักยภาพในการทำการตลาดทั้งในไทย (ตลาดพรีเมียม) และต่างประเทศ

“นอกจากการพัฒนากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์หัวน้ำซุปปลาเข้มข้นที่ปัจจุบันพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ขณะนี้ทีมวิจัยยังพร้อมเปิดรับโจทย์วิจัยการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารประเภทน้ำซุปและน้ำแกงในระดับอุตสาหกรรม โดยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อร่วมวิเคราะห์ความเหมาะสมทั้งด้านความคุ้มค่าในการผลิตและโอกาสทางการตลาดก่อนลงทุนทำวิจัยได้” ดร.ยุวเรศ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับข้อดีของผลิตภัณฑ์ คือ 1.อร่อยแบบไร้ผงชูรส เพราะนักวิจัยเลือกใช้กระบวนการทำเข้มข้นที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อรักษากลิ่นรสของวัตถุดิบให้ได้มากที่สุด ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่สารปรุงแต่งชนิดที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร (เช่น สารแต่งสี สารกันบูด) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกระบวนการสเตอริไลซ์ ทำให้จัดเก็บได้นานกว่า 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น, 2.ผลิตภัณฑ์เป็นหัวน้ำซุปชนิดRTC จึงเหมาะแก่การใช้งานทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรม ช่วยรักษาความคงที่ของรสชาติอาหาร ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวัตถุดิบสดลดระยะเวลาการต้มน้ำซุป รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากกระบวนการผลิต เช่น แรงงาน เชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากข้อดีเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เทรนด์อาหารโลกในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รับประทานสะดวก ประหยัดเวลา และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การนำน้ำต้มลูกชิ้นมาอัปไซเคิลเป็นหัวน้ำซุปปลาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ของเหลือทิ้งได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การแปรรูปเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยังช่วยเพิ่มโอกาสในการพาสินค้าไทยไปครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้วย

สกู๊ปพิเศษ : ‘บลูช็อป’ เติมกำลังใจทุกครอบครัว จัดแคมเปญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025

สกู๊ปพิเศษ : ‘บลูช็อป’ เติมกำลังใจทุกครอบครัว  จัดแคมเปญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025

สกู๊ปพิเศษ : ‘บลูช็อป’ เติมกำลังใจทุกครอบครัว จัดแคมเปญส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025

วันอาทิตย์ ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ปีใหม่นี้ แซ่บนัวถึงใจกันถ้วนหน้า! เมื่อ“บลูช็อป” จับมือ “น้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัช” จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025 กับน้ำปลาร้าในร้านบลูช็อปฉลองครบรอบ 12 ปี 19 สาขา แทนคำขอบคุณและเติมกำลังใจให้ทุกครอบครัวในห้วงเวลาสำคัญ

นางชนานาถ ดลมินทร์ หรือ “เจ้เพ็ญ” ผู้บริหาร “บลูช็อป” พร้อมด้วย นางไพลิน โตอิ้ม หรือ “แม่ไพลิน” ผู้บริหาร บริษัทจ่าวิรัชฟู้ดส์และเจ้าของธุรกิจ “น้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัช”แถลงข่าวความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดโปรโมชั่นพิเศษเพื่อเป็นการมอบของขวัญแทนคำขอบคุณลูกค้า “ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2025” โดย “แม่ไพลิน” ได้นำน้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัชจัดแคมเปญ “น้ำปลาร้าปันสุขกับบลูช็อป” มาจัดจำหน่ายในร้านบลูช็อปทั้ง 19 สาขา ในราคาสุดพิเศษ เพียง 19 บาท จำนวนทั้งสิ้น 50,000 ขวดเพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบน้ำปลาร้าได้ซื้อไปรับประทานกันในราคาประหยัด ที่สำคัญยังเป็นการลดต้นทุนให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้น้ำปลาร้าในการประกอบอาหารจำหน่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย

โดย “เจ้เพ็ญ” เจ้าของบลูช็อป กล่าวว่า โดยปกติแล้ว บลูช็อปเป็นร้านที่จัดจำหน่ายสินค้าในราคาประหยัดให้กับผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ติดต่อคุณแม่ไพลิน ขอขายในราคานี้ คุณแม่ไพลินท่านก็ตอบตกลงให้เป็นพิเศษเฉพาะที่บลูช็อป ก็เลยได้นำน้ำปลาร้ามาจัดจำหน่ายได้ในราคาต้นทุนเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าบลูช็อป จึงต้องขอขอบคุณทาง บริษัท จ่าวิรัชฟู้ดส์ที่เข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ และเห็นใจผู้บริโภค จึงได้ให้ราคานี้กับบลูช็อป นอกจากนี้ ยังทำให้บลูช็อปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องดีๆ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ผู้คนต้องกลับไปหาครอบครัว สามารถนำน้ำปลาร้าดีๆ กลับไปทำอาหารรับประทานกันภายในครอบครัวได้อย่างมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำปลาร้าที่มีราคาสุดประหยัดเพียง 19 บาท แต่รสชาติอร่อยถูกใจคนทั้งครอบครัว ถือว่า เป็นการเติมกำลังใจให้คนไทยด้วยกันในช่วงเวลาปีใหม่นี้

ด้าน “แม่ไพลิน” ระบุว่า เราได้ร่วมกับบลูช็อปทั้ง 19 สาขา นำน้ำปลาร้าแม่ไพลินมาวางจำหน่าย ซึ่งปลาร้าของ จ่าวิรัช แม่ไพลินนี้กำเนิดมา 100 กว่าปีแล้ว โดยได้คัดสรรปลาอย่างดีมาเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตน้ำปลาร้า ทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่อย สามารถนำไปประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นส้มตำ ยำ แกงอ่อม ลาบ น้ำพริก โดยมี 4 สูตรด้วยกัน ได้แก่ สูตรอีสาน แซ่บคูณสอง ทรงเครื่อง และสูตรดั้งเดิม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเมนูใด รับรองว่า มีรสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลัก ได้มาตรฐานอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพอื่นๆอีกมากมายภายใต้แบรนด์ของจ่าวิรัชอีกด้วย

“แม่เข้าใจว่า ทุกคนต้องลำบากในการทำมาหากิน ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนคนหาเช้ากินค่ำ หมดทุน ท้อแท้ หมดกำลังใจ บางครอบครัว ไม่ค่อยได้กลับบ้าน รับประทานอาหารด้วยกันเพราะต่างต้องต่อสู้ดิ้นรน ทำมาหากิน ครอบครัวแม่เองก็ทำปลาร้าขายมานานหลายรุ่นแล้ว เรามีอยู่มีกินได้ เพราะปลาร้า แม่เลยคิดที่อยากจะช่วยคนที่รักในการกินปลาร้าและคนที่ทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับปลาร้า ได้ลดค่าใช้จ่ายทางบลูช็อปติดต่อมา จึงนำน้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัชปันสุข มาจำหน่ายในราคา 19 บาทอีกครั้ง จากปกติ 35 บาท เพื่อปันสุขให้กับทุกคน โดยทางบลูช็อปก็ได้จัดทำโครงการน้ำปลาร้าปันสุขให้ผู้ประกอบการร้านค้าที่ใช้น้ำปลาร้าเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร หรือคนที่ชอบกินปลาร้า ได้ซื้อไปกินกันในช่วงเทศกาลแบบนี้ แม่ก็อยากแบ่งปันและให้กำลังใจกัน ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ได้รับประทานน้ำปลาร้าดีๆราคาประหยัด หวังอย่างยิ่งว่า จะช่วยให้คนรักปลาร้าชอบกินปลาร้าแบบแม่ได้มีความสุข อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับบลูช็อปในการร่วมจัดจำหน่ายให้ โดยไม่หวังกำไรยิ่งรู้สึกดีใจและชื่นชมอย่างยิ่ง”แม่ไพลิน กล่าว

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบปลาร้า ชอบกินปลาร้าแบบปรุงสุก สะอาด ปลอดภัย อร่อย แซ่บนัว ผลิตด้วยโรงงานที่ผ่านมาตรฐานสากล ต้องห้ามพลาดกับโปร “ปลาร้าปันสุขกับบลูช็อป” กับ “น้ำปลาร้าแม่ไพลิน by จ่าวิรัช ปันสุข” ได้ที่บลูช็อปทุกสาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา  รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

สกู๊ปพิเศษ : เทศบาลนครสงขลา จัดสวนดอกไม้ทางเข้า หาดสมิหลา รับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ปีใหม่ 2568

วันศุกร์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ทางเทศบาลนครสงขลาได้สร้างสีสันชายหาดสมิหลาสงขลาให้มีความสดใสสวยงามอีกรูปแบบหนึ่ง โดยจัดสวนดอกไม้หลากสีหลากหลายชนิดเน้นสีแดงและสีเหลืองเป็นหลัก เมื่อเวลาถ่ายรูปออกไปสีมันจะโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเป็นอย่างมาก ที่มีการสร้างสีสันที่บริเวณแหล่งท่องเที่ยวให้มีความสดใส สวยงามจากดอกไม้นานาชนิด

สวนดอกไม้นี้จะอยู่บริเวณทางเข้าชายหาดสมิหลา สงขลา เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ชายหาดสมิหลาในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ได้ถ่ายรูปสวนดอกไม้เก็บไว้เป็นที่ระลึก นักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปชายหาดสมิหลาจะต้องเดินผ่านเข้าทางจุดนี้ ซึ่งออกแบบเป็นวงเวียน มีทางเดินเข้าออกได้ทุกด้าน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้หามุมถ่ายรูปตามใจชอบ มีสีสันสะดุดตาเมื่อเดินผ่านอดใจไม่ได้หากไม่ได้ยกมือถือขึ้นมาบันทึกภาพสวนดอกไม้และเซลฟี่กับดอกไม้สีสันสวยงามที่ถูกจัดวางไว้อย่างลงตัว มีความโดดเด่นโดยเฉพาะสีแดงที่เน้นให้อยู่ตรงกลาง

สวนดอกไม้บริเวณทางเข้าแหลมสมิหลาแห่งนี้หลังจากรับนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว อาจจะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลวันวาเลนไทน์ เนื่องจากจะมีเจ้าหน้าที่งานสวนของเทศบาลนครสงขลาคอยดูและสับเปลี่ยนต้นไม้ไม่ให้เหี่ยวเฉา จะมีต้นไม้หมุนเวียนเข้ามาเปลี่ยนทุกสัปดาห์ เพื่อให้สวนดอกไม้แห่งนี้มีความสดใสสวยงามอยู่ตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน ในวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ซึ่งเป็นวันคริสต์มาส ที่บริเวณชายหาดสมิหลา สงขลา ก็มีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ เดินทางนำครอบครัวเข้ามา
ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งเนื่องจากโรงเรียนในมาเลเซียกำลังจะเปิดในต้นเดือนมกราคม 2568 นี้ ทำให้ชาวมาเลเซียพาครอบครัวมาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา ส่งท้ายก่อนที่โรงเรียนจะเปิด ส่งผลทำให้ในวันนี้ชายหาดสมิหลาคึกคัก ถึงแม้ไม่ใช่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ตาม ร้านค้า ร้านขายเสื้อผ้า ขายดิบขายดีเกือบทุกร้าน และคาดว่า ในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีใหม่ 2568 จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย ชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ รวมทั้งอินโดนีเซีย จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวชายหาดสมิหลาสงขลาในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นจำนวนมากเหมือนเช่นทุกปี

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์