รองปลัดฯจัดเลือกตั้ง สภาเกษตรกรจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710631

วันจันทร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมงานแถลงข่าว “ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ประเภทผู้แทนเกษตรกร และการเลือกสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ” และร่วมกล่าวถึงการเลือกตั้ง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2566ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ ว่ากระทรวงเกษตรฯ พร้อมให้การสนับสนุนในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยความเรียบร้อย

สำหรับการจัดงานครั้งนี้เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบกำหนดวันเลือกตั้ง หน่วยเลือกตั้ง ที่เลือกตั้ง ตลอดจนเรื่องอื่นที่เป็นประโยชน์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทราบโดยทั่วกัน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม ถูกต้องตามระเบียบสภาเกษตรกรแห่งชาติที่ห้องประชุมชั่น 2 โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ

‘ปลัดมท.’ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม‘โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710246

‘ปลัดมท.’ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม‘โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี’

‘ปลัดมท.’ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม‘โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี’

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.27 น.

“ปลัดมท.”ลงพื้นที่เชียงดาว ชื่นชม”โคก หนอง นา สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี” ชูเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวพระราชดำริ กำชับเร่งขยายผล บูรณาการภาคีเครือข่ายช่วยประชาชน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ที่สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี หมู่ที่ 3 ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ตามโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา “สวนบัวชมพู โคก หนอง นา” โดยมี นางศรัณยา กิตติคุณไพศาล เจ้าของแปลง และคณะ ให้การต้อนรับและนำชม

โอกาสนี้ นายอาทร พิมชะนก ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน นายประยุกต์ สุดธัญญรัตน์ พัฒนาการจังหวัดเชียงใหม่ นายสงัด บูรณภัทรโชติ นายอำเภอเชียงดาว พันตำรวจเอก เสกสรรค์ ขันคำ นันต๊ะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเชียงดาว พันเอก ภาคภูมิ อินดี รองผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ นางสาวพิริยา ตันวัชรพันธ์ พัฒนาการอำเภอเชียงดาว นายนที ดำรงค์ นายกเทศมนตรีตำบลสันทรายหลวง นายสุภพ กันธิมา ปลัดเทศบาลตำบลแม่นะ ผู้แทนส่วนราชการ นายธัญญา กุลีแก้ว กำนันตำบลแม่นะ นายเดชา มณีวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 และผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจ และติดตามความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของคุณแหม่ม หรือคุณศรัณยา กิตติคุณไพศาล เจ้าของแปลง “สวนบัวชมพู โคก หนอง นา” ภาคีเครือข่ายที่พวกเราชาวมหาดไทยภาคภูมิใจในการส่งเสริมการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สะท้อนผ่านพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ด้วยทรงมุ่งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ดังพระบรมราชโองการ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันพัฒนาจนบังเกิดผลเป็นรูปธรรม

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงออกอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า เรื่องสำคัญที่สุดที่ทรงอยากเห็น คือ พี่น้องคนไทยมีความสุข ประเทศชาติมีความมั่นคง ผ่านโครงการโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวัง และได้ทรงพระราชทานพระราชวินิจฉัยเพิ่มเติมและทรงอรรถาธิบายให้เราเข้าใจว่า “หากเราได้มุ่งมั่นตั้งใจในการทำโคก หนอง นา เราจะได้ทั้งพื้นที่ที่สวยงาม อุดมสมบูรณ์ ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะ โคก หนอง นา ไม่ได้ทำเพียงเพราะมีอาหารกิน หรือสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างเดียว ยังทำให้สุขภาพจิตดี สุขภาพกายดี เพราะการปรับปรุงพื้นที่มีความเป็นศิลปะ มีความสวยงาม เช่น คลองไส้ไก่เลี้ยวลดคดเคี้ยวไปมา มีความอ่อนช้อย หนองน้ำรูปแบบฟรีฟอร์มไม่ใช่ขุดแบบเป็นลิ่มสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ธรรมดา ทำล้อเลียนธรรมชาติ เว้า ๆ แหว่ง ๆ มีตะพัก ไม่ชันเหมือนบ่อน้ำ ซึ่งจะทำให้เรามีพื้นที่ที่สวยงาม มีความสุข ในครอบครัวที่อบอุ่น เราเรียกว่าพื้นที่นี้ว่า “อารยเกษตร” ที่ทำให้เราสามารถพึ่งพาตนเอง และขณะเดียวกันสามารถช่วยเยียวยาประเทศชาติและโลกของเราให้อยู่อย่างยืนยาว ด้วยการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ดังเช่นที่คุณแหม่ม ได้ช่วยให้โลกใบนี้ใช้สารเคมีน้อยลงและเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ให้กับพวกเราคนไทยทุกคนในหลายโอกาส คือ พระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ดังใจความตอนหนึ่งว่า “เพราะน้ำคือชีวิต ไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ แต่คนขาดไฟฟ้าได้ ขาดน้ำมันได้ เครื่องจักรได้ ไม่ตาย แต่ถ้าขาดน้ำตาย” โดยสิ่งที่สำคัญที่พระองค์ได้ย้ำเตือนพวกเราไว้ คือ ทำอย่างไรเวลาหน้าฝนเราสามารถกักเก็บน้ำที่ตกจากฟ้าให้อยู่เพื่อเอาไว้ใช้ได้ ซึ่งถ้าเราสามารถกักเก็บได้ ด้วยการทำหลุมขนมครกหรือที่อยู่น้ำเพิ่มมากขึ้นในทุกจุด ก็จะทำให้ลดปริมาณน้ำหรือบรรเทามวลน้ำที่จะไหลลงไปท่วมในตัวเมืองหรือลงไปที่ลุ่ม และยังเกิดประโยชน์ 2 ต่อ คือ ป้องกันน้ำท่วมในหน้าฝน ป้องกันน้ำแล้งในหน้าแล้ง” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า พื้นที่ 7.25 ไร่บริเวณสวนบัวชมพู ณ จอมคีรีแห่งนี้ ได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ความอุดมสมบูรณ์ ด้วยการปรับปรุงพื้นที่ รักสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชผสมผสาน มีการห่มดิน เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และส่วนที่เป็นนามธรรมก็สำเร็จ เพราะสวนบัวชมพูแห่งนี้เป็นพื้นที่ต้นแบบที่เปิดให้ลูกหลานได้มาเรียนรู้การพึ่งพาตนเองโดยไม่เบียดบังธรรมชาติหรือ “กสิกรรมธรรมชาติ” ซึ่งนอกจากเด็กๆ ได้มาเรียนรู้ในพื้นที่นาแล้ว ยังได้นำผลผลิตกลับไปกินกับพ่อแม่ เรียกได้ว่า พื้นที่แห่งการให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และทำให้เด็กมีทักษะติดตัวไปด้วย และประการสำคัญ คือ เด็กได้เห็นว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ทั้งนี้ ความสำเร็จเหล่านี้เป็นเพียง “เบื้องต้น” แต่จะทำให้สำเร็จในวงกว้างเกิดเป็นความยั่งยืนได้ จะต้องขยายผลสร้างพื้นที่ต้นแบบเช่นนี้ให้ผลิดอกออกผลเพิ่มมากขึ้น คือ คนในพื้นที่ใกล้เคียง อย่างน้อยหมู่บ้าน/ตำบลเดียวกัน หมู่บ้านใกล้เคียง ได้เกิดแรงบันดาลใจและอยากทำตามด้วย

“คุณแหม่ม ศรัณยา กิตติคุณไพศาล เป็นผู้นำรุ่นแรกที่เข้าร่วมโครงการ โคก หนอง นา ของกรมการพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ปี 2563 ผ่านการอบรมหลักสูตรพื้นฐานการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงและหลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยที่ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง และนำกลับมาทำจริงจนเกิดผลสำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาคประชาชน ซึ่งทุกหน่วยงาน ควรจะเข้ามาร่วมเรียนรู้และศึกษาการสร้างตัวอย่างความสำเร็จในรายครัวเรือน โดยเฉพาะท่านนายอำเภอ ท้องที่และท้องถิ่น ต้องช่วยกันต่อยอดขยายผลออกไปสู่ครัวเรือนยากจนต่างๆ และหนุนเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของชุมชน ภายใต้ความเหมาะสมของภูมิสังคมพื้นที่ และขยายผลไปยังพื้นที่ โคก หนอง นา ในจุดอื่นๆ โดยจังหวัดเชียงใหม่ต้องบูรณาการหน่วยงานในพื้นที่ลงมาหนุนเสริม ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและท่านนายอำเภอต่างๆ ต้องลงไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจ ถอดบทเรียน รวมกลุ่ม และขยายผลพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ และเข้าไปช่วยหาสาเหตุ ถอดบทเรียน และเร่งระดมสรรพกำลังลงไปช่วยกันแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ยังประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ขอให้จังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำระบบฐานข้อมูลของการดำเนินงานโครงการต่างๆ ตามนโยบายรัฐบาลและภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อเป็นตัวอย่างให้จังหวัดต่างๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อได้ ทั้งการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนฯ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน การน้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า การพัฒนาลำคลอง และงานอื่นๆ ให้เป็นระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เพื่อจะได้ติดตามความคืบหน้าของงานได้ทุกโครงการ/กิจกรรม สามารถเห็นภาพรวมปัญหาทุกเรื่องทั้งจังหวัดได้ทันที ซึ่งสาเหตุที่ขอให้จังหวัดเชียงใหม่ทำเป็นต้นแบบ เพราะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มีตัวอย่างความสำเร็จในการทำระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อบริหารจัดการพื้นที่อยู่ที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเมื่อจังหวัดได้ขยายผลความสำเร็จนี้นำมาใช้เป็นตัวอย่างให้แก่จังหวัดอื่น ๆ ก็จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่งต่อประเทศและประชาชน และท้ายที่สุด ขอให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และท่านนายอำเภอ ได้บูรณาการงานกับ 7 ภาคีให้ร่วมกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะภาคีภาควิชาการ ศาสนา และประชาชน ตามหลักการทรงงาน “บวร บรม ครบ” เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวมพลังกันสร้างรูปธรรมความสำเร็จในระดับพื้นที่ผ่านกลไกจิตอาสาพัฒนา เอามื้อสามัคคี ในพื้นที่ ช่วยกันแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านต่างๆ เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า การน้อมนำทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา ต้องสร้างความรับรู้เข้าใจประชาชนว่า จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นคงด้านอาหาร ด้วยการส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนต้องมีผักสวนครัวอย่างน้อย 20 ชนิด เพื่อให้มีความหลากหลาย และมีกินตลอดทั้งปี เพราะผักจะออกผลไม่พร้อมกัน และสามารถทำได้หลายเมนู ซึ่งสวนบัวชมพู เป็นภาคีเครือข่ายที่สำคัญที่ผู้ร่วมสนองพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” และ “ทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน” ในการช่วยเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์ โดยมี “นายอำเภอ” เป็นผู้นำการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ซึ่งการบูรณาการ มีนัยสำคัญ 2 นัย คือ 1) บูรณาการ “คน” ทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ซึ่งเรื่องใหญ่ คือ ต้องทำให้ทีมทางการ ทั้งทีมข้าราชการผู้รับผิดชอบประจำตำบล และทีมคณะกรรมการหมู่บ้าน ให้มีความเข้มแข็ง กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนเฉกเช่นในอดีต และต้องเชิญชวนจิตอาสาทั้ง 7 ภาคีมาเป็นทีมที่เป็นทีมจิตอาสาในระดับหมู่บ้าน จัดตั้ง “ป๊อก” หรือ “หมวด” ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างรวมบ้านเรือนหมู่เดียวกัน ใกล้เคียงกัน ช่วยกันดูแล และทำให้แต่ละหมวดเข้มแข็ง ซึ่งการพัฒนาทุกอย่างต้องเริ่มที่คนก่อน คนต้องเข้มแข็ง เพื่อเปลี่ยนแปลง แก้ไขในสิ่งผิด ทำสิ่งที่ดี เพื่อ Change for Good ให้เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้าน นางศรัณยา กิตติคุณไพศาล กล่าวว่า แรงบันดาลใจในการดำเนินงาน “โคก หนอง นา โมเดล” คือเมื่อปี พ.ศ. 2556 มีโอกาสได้เข้าอบรม ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ได้เรียนรู้ และรู้จักคำว่า ศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียง บันได 9 ขั้น และ โคก หนอง นา โมเดล หลังจากผ่านการอบรมแล้ว ได้นำองค์ความรู้มาปรับใช้ในการทำเกษตร โดยเน้นการจัดการที่ดิน วางแผนทำเกษตรอินทรีย์ และวางแผนปลูกพืชหลากหลาย โดยแบ่งพื้นที่เป็นหลายส่วน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 ปัญหาเรื่องน้ำเริ่มเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่ในปีนั้นชาวนายังสามารถทำนาได้ ต่อมาปี พ.ศ. 2562 ปัญหาเรื่องน้ำวิกฤตมากขึ้น ชาวนาทำนาช้า และได้ทำนา ประมาณ 30% ของพื้นที่เพราะมีน้ำไม่เพียงพอ ส่วนแปลงนาของสวนบัวชมพู สามารถทำนาได้เพียงร้อยละ 15 ของพื้นที่เท่านั้น และล่าสุดปี พ.ศ. 2563 ได้มีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติ ภายใต้โครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา โมเดล” ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนจังหวัดลำปาง จึงได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับมาแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ และพัฒนาพื้นที่สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี แห่งนี้ ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และพื้นที่แห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจศึกษาเรียนรู้ สามารถติดต่อทางหมายเลขโทรศัพท์ 0899463565 หรือ 0650944169 หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี เกษตรอินทรีย์

– 006

‘อธิบดีกรมการข้าว’ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710229

'อธิบดีกรมการข้าว'ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

‘อธิบดีกรมการข้าว’ดันไทยผู้นำตลาดข้าว รุกเปิดหน่วยฯตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.06 น.

กรมการข้าว ร่วมมือกับกรมการค้าต่างประเทศ เปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เพื่อสร้างความมั่นใจช่วยสนับสนุนการส่งออก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คุมเข้มคุณภาพมาตรฐาน และผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำตลาดข้าวคุณภาพของโลก

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้เดินทางมาเปิดหน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิเช่น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพานิชย์ สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร โรงสี และผู้ประกอบการค้าข้าว สามารถเข้าถึงบริการตรวจสอบการปลอมปนพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีดีเอ็นเอที่ทันสมัยและแม่นยำสูง ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว เป็นหน่วยงานสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำ ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” การจัดตั้ง “หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย” ณ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี เป็นหนึ่งในภารกิจหลักของกรมการข้าว ในการยกระดับมาตรฐาน และสร้างความน่าเชื่อถือในการส่งออกข้าวไทย ด้วยการนำองค์ความรู้พื้นฐานจากงานวิจัยเกี่ยวกับฐานข้อมูลเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมข้าวไทย (DNA Fingerprint) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้วางแนวทางและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรม (DNA) ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงของไทย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อ ดร.พัณณ์ชิตา เวชสาร ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี หรือส่งคำขอรับบริการผ่านทางเว็บไซต์ https://dna-testing.ricethailand.go.th/ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ E-mail : ricednatesting@gmail.com Tel : 093-5925056

– 006

‘เฉลิมชัย’หนุน’หมอดินอาสา’ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710198

'เฉลิมชัย'หนุน'หมอดินอาสา' เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

‘เฉลิมชัย’หนุน’หมอดินอาสา’ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 13.50 น.

“เฉลิมชัย”หนุน”หมอดินอาสา” เดินหน้าพัฒนาพื้นที่การเกษตรทั่วไทย “หมอดินอาสา นำพาการผลิต พิชิตตลาด”

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “วันหมอดินอาสา กรมพัฒนาที่ดิน” ปี 2566 ภายใต้หัวข้อ “หมอดินอาสา นำพาการผลิต พิชิตตลาด” ณ โรงแรมยูเพลส มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมถ่ายทอดสดผ่านระบบ Video conference application zoom และ Facebook live กรมพัฒนาที่ดิน ไปยังอีก 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติแก่หมอดินอาสาที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังจัดให้มีกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหมอดินอาสาและเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน สร้างขวัญกําลังใจและแนวทางในการช่วยเหลือดูแลกันและกันของหมอดินอาสา รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายหมอดินอาสา

โดยกิจกรรมภายในงานมีการนําเสนอความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน 3 เรื่อง ได้แก่ 1) แอปพลิเคชัน รู้จริง พืช ดิน ปุ๋ย (TSFM) 2) การลดก๊าซเรือนกระจกโดยกรมพัฒนาที่ดิน และ 3) 6 สายพันธุ์บริสุทธิ์หญ้าแฝก หญ้าของพระราชา นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลิตภัณฑ์สินค้าเด่นของหมอดินอาสาในพื้นที่ และการบรรยายพิเศษจากหมอดินอาสาที่ปรับเปลี่ยนจากผู้ผลิตเป็นผู้ประกอบการ การซื้อขายสินค้าเกษตรในระบบออนไลน์

ทั้งนี้ นายเฉิมชัย กล่าวว่า เครือข่ายหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน เป็นเกษตรกรที่มีจิตสาธารณะที่ช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกร ในการปรับปรุงบํารุงดิน และฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีหมอดินอาสา จํานวน 77,688 ราย หมอดิน 354 ราย ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายเกษตรกรที่ใหญ่ที่สุดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีความสำคัญ จึงกําหนดให้มีวันหมอดินอาสาขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยในปี 2566 นี้ ได้กําหนดหัวข้อของวันหมอดินอาสาว่า “หมอดินอาสา นําพาการผลิต พิชิตตลาด” เพื่อแสดงถึงการยกระดับและพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้เป็นผู้ประกอบการ โดยในปัจจุบันการหาช่องทางการตลาดหรือการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภคเป็นสิ่งสําคัญ ถือเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ 1 ตลาดนำการผลิต ที่เร่งส่งเสริมด้านการตลาด ผลักดันให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ

การจัดงานวันหมอดินอาสาในวันนี้ เป็นการรวมพลังหมอดินอาสาทั่วประเทศที่เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่การเกษตร สามารถพิชิตตลาดได้อย่างเข้มแข็ง นำมาซึ่งความมั่นคงของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ซึ่งหมอดินอาสาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการร่วมผลักดันให้ภารกิจของกรมพัฒนาที่ดินบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงต้องขอขอบคุณเครือข่ายหมอดินอาสาที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาที่ดินให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์อย่างเป็นรูปธรรม และขอชื่นชมกรมพัฒนาที่ดิน โดยเฉพาะสถานีพัฒนาที่ดินทั้ง 77 จังหวัด ที่ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายหมอดินอาสาให้มีความเข้มแข็ง พร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป

ปัจจุบันมีหมอดินอาสาอยู่ทั่วประเทศ โดยกรมพัฒนาที่ดินได้ริเริ่มโครงการ “หมอดินอาสา” ขึ้นในปี 2538 รวมระยะเวลา 28 ปี ซึ่งหมอดินอาสามีทั้งหมด 4 ระดับ แบ่งเป็น หมอดินอาสาประจําหมู่บ้าน ตําบล อําเภอ และจังหวัด ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และมีการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั้งในและต่างประเทศ โดยระดับพื้นที่หมอดินอาสาเป็นตัวแทนช่วยประสานงาน ประชาสัมพันธ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพัฒนาที่ดินไปสู่เกษตรกร และผู้สนใจในพื้นที่ได้ ซึ่งหมอดินอาสาเปรียบเสมือนครูและเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเกษตรกร ส่วนระดับประเทศ หมอดินอาสาเป็นเครือข่ายเกษตรกรขนาดใหญ่ที่มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพสูง เป็นเกษตรกรต้นแบบที่มีองค์ความรู้ สามารถใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน เพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน ขณะที่ระดับโลก หลายองค์กร เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้นำแนวคิดหมอดินอาสาไปส่งเสริมในระดับนานาชาติ ภายใต้ชื่อ หมอดินโลก (Global Soil Doctor Program) รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งหมอดินอาสากับกรมพัฒนาที่ดินด้วย

สำหรับในปี 2566 นี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มีเป้าหมายพัฒนาขีดความสามารถในเรื่องตลาดนำการผลิต และการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการสนับสนุนให้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 4.0 และแอปพลิเคชันต่างๆ ของกรมพัฒนาที่ดิน สู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เป็นประธานกลุ่มในโครงการส่งเสริมการใช้สารอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และโครงการหมู่บ้านปลอดขยะอินทรีย์ต้นแบบ (Zero waste) เพื่อเป็นต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางดินจัดการขยะเศษวัสดุอินทรีย์ในชุมชนให้หมุนเวียนนำกลับมาใช้ประโยชน์ด้วย

– 006

กรมข้าวรุดจัดสัมมนา เพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710074

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปี 2566 พร้อมบรรยายพิเศษ เรื่อง “ความสำคัญของภาคการเกษตรต่อระบบเศรษฐกิจ และภารกิจของภาครัฐต่อภาคเอกชน”ที่โรงแรมเบย์ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี โดยมีนายกิติโชติ จันทร์ศรีตระกูล รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชาวนา กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดสัมมนาครั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงพัฒนาและเพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ และเพิ่มสมรรถนะแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการติดตามสถานการณ์การระบาดของศัตรูข้าวเพื่อให้สามารถพยากรณ์และเตือนภัยการระบาด ตลอดจนแจ้งเตือนให้เกษตรกรในพื้นที่ รวมถึงการถอดบทเรียน วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไขเพื่อขับเคลื่อนโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2566

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้จัดทำโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปี 2566 ตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมีการดำเนินงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นต้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิตข้าว การเพิ่มผลผลิตข้าว การพัฒนาคุณภาพข้าวให้ได้มาตรฐานเชื่อมโยงตลาดแบบครบวงจร และการบริหารจัดการกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวเชิงธุรกิจ

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรแปลงใหญ่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710071

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปี 2566 ที่ อบต.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตให้กลุ่มชาวนาผู้ปลูกข้าว (กลุ่มนาแปลงใหญ่ ศูนย์ข้าวชุมชน) โดยให้ชาวนาร่วมกันบริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยี และนำเสนอองค์ความรู้ด้านการลดต้นทุนการผลิตข้าว ให้แก่เกษตรกร นำไปประยุกต์ใช้ รวมถึงแสดงผลงานทางวิชาการ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการผลิตข้าว

ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับนโยบายตลาดนำการผลิตจึงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เพื่อให้สามารถควบคุมผลผลิตและราคาได้ โดยเชื่อมั่นว่าเดินมาถูกทาง เพราะสร้างประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกร คือได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้นช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้และวางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน สามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และยกระดับมาตรฐานผลผลิต ซึ่งเกษตรกรสามารถกำหนดชนิดผลผลิตตามความต้องการของตลาดได้ และภาครัฐยังสามารถช่วยกำหนดตลาดล่วงหน้าให้ได้ สอดรับกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง และใช้การตลาดสมัยใหม่ เป็นการสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย

ทั้งนี้ ข้าวคุณภาพดีส่วนหนึ่งจะต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการทำนา ในขณะที่เราต้องการผลิตข้าวคุณภาพดีให้ได้ปริมาณมากเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศมากเท่าใด เราก็ต้องการปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานปริมาณมากตามด้วยเช่นกัน โดยในภาครัฐที่ผลิตโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว กรมการข้าว ปีการผลิต 2565/66 มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 95,000 ตัน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวของทั้งประเทศ ที่อยู่ประมาณ 1.33 ล้านตัน ในส่วนหน่วยงานอื่นที่เข้ามาผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกร นอกจากสหกรณ์การเกษตร และภาคเอกชน ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบางส่วนแล้ว ศูนย์ข้าวชุมชน เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญและใกล้ตัวเกษตรกรที่สุดที่จะมาเติมเต็มปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ยังขาดแคลนตามหลักการของศูนย์ข้าวชุมชนที่“ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเองโดยชุมชน แล้วกระจายไปสู่ชุมชนของตนเองและชุมชนข้างเคียงอย่างมีคุณภาพ”

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710073

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

สกู๊ปพิเศษ : อำนาจเจริญ รณรงค์ ชาวไร่อ้อย ไม่เผาอ้อย ก่อนตัดส่งโรงงาน เพิ่มคุณภาพ ลด PM2.5

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันรณรงค์ตัดอ้อยสด สะอาด ได้คุณภาพ ลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ ปีการผลิต 2565/66 ณ แปลงสาธิตเกษตรกรชาวไร่อ้อย บ้านทับเมย ต.โนนหนามแท่ง อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ พร้อมทั้ง เกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีการสาธิตการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี จากโรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ 

นายจรัส คำป้อง ผู้จัดการอาวุโสด้านอ้อยน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ กล่าวถึงการจัดกิจกรรม ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกอ้อยทั้งหมด 144,879 ไร่ จำนวนชาวไร่ 3,718 ราย ในส่วนของจังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 34,242 ไร่ ชาวไร่อ้อย จำนวน 1,187 ไร่ ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน  

ในปีการผลิต 2566 นี้ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ ได้เริ่มหีบอ้อย ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2565 จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด 823,119 ตัน มีปริมาณอ้อยสดคิดเป็นร้อยละ 64.16 จังหวัดอำนาจเจริญมีปริมาณอ้อย 170,770 ตันมีปริมาณอ้อยสด คิดเป็นร้อยละ 60.44 โดยบริษัท น้ำตาลมิตรอำนาจเจริญ ส่งเสริมและสนับสนุนการเก็บเกี่ยวอ้อยสดเข้าสู่โรงงาน ดังนี้  

ส่งเสริมและพัฒนาชาวไร่ตั้งแต่กระบวนการเตรียมแปลงรองรับเครื่องจักรกลเกษตร เพื่อทดแทนแรงงานคน 

ส่งเสริมชาวไร่รวมกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ใช้รถตัดอ้อย ตัดอ้อยสด (ปัจจุบันมีรถตัดช่วยในการเก็บเกี่ยวอ้อยสด จำนวน 26 คัน คาดการณ์ปริมาณอ้อย 453,125 ตัน)  

ส่งเสริมชาวไร่ใช้เครื่อง สางใบอ้อย ก่อนตัดอ้อย ตัดอ้อยสด (ส่งเสริมเครื่องสางใบอ้อย จำนวน 50 ชุด และชาวไร่อ้อยได้รับการสนับสนุนจาก สอน.) 

ส่งเสริมชาวไร่รายเล็กตัดอ้อยสด ส่งสถานีขนถ่ายใกล้บ้าน จำนวน 11 สถานี 

ส่งเสริมการรับซื้อใบอ้อย เพื่อลดการเผาใบอ้อย หลังจากเก็บเกี่ยว จำนวน 9,800 ตัน 

สำหรับการจัดงานวันรณรงค์ ตัดอ้อยสด สะอาด ได้คุณภาพ  ลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ เพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพอ้อย ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยชาวไร่อ้อยต้องร่วมใจกันตัดอ้อยสดลดการเผาอ้อยก่อนตัดเข้าสู่โรงงาน เนื่องจากจะทำให้น้ำตาลไม่ได้คุณภาพ และยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมเกิดปัญหา PM2.5 ตลอดจนทำให้ความอุดมสมบูรณ์ ของดินลดลงอย่างรวดเร็ว การตัดอ้อยสดจะส่งผลให้อ้อยส่งเข้าหีบนั้น มีค่าความหวานที่เพิ่มขึ้น เกษตรกรชาวไร่อ้อย จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย  

จึงขอความร่วมมือ พี่ น้อง เกษตรกรชาวไร่อ้อยให้ตัดอ้อยสด โดยการตัดอ้อยชิดดิน ตัดยอดสั้นจะได้อ้อยที่มีคุณภาพ และช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญระดับประเทศ

หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมระบบบัญชี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710070

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายและมีมูลค่าทางธุรกิจกว่า 3.72 ล้านล้านบาท จึงได้พัฒนาระบบบัญชีให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยพัฒนาโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) เป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ออกแบบตามลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน ประกอบด้วย ระบบสมาชิกและหุ้น ระบบเงินให้กู้ ระบบเงินรับฝาก ระบบสินค้า และระบบบัญชีแยกประเภท

น.ส.อัญมณี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ไปใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ รวม 2,539 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 71.59 ของสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมทั้งหมด และได้วางแผนพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทุกระบบ รองรับกับเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำข้อมูลทางการเงินมาใช้ในการบริหารงานสหกรณ์และให้บริการสมาชิกได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว สหกรณ์มีข้อมูลรายการที่เกิดขึ้นประจำวันจัดเก็บไว้ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้บริหารสหกรณ์สามารถวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อคาดการณ์แนวโน้มและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งสามารถติดตามและกำกับดูแลการจัดการของฝ่ายจัดการสหกรณ์ได้

ทั้งนี้ ดำเนินการผ่านสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกจังหวัด ร่วมขับเคลื่อนการส่งเสริมสหกรณ์ที่ยังไม่ได้ใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ ให้มีความรู้ความเข้าใจการใช้งานโปรแกรมและวางแผนการติดตั้ง พร้อมสอนแนะการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ต่อไป

นอภ.หัวหิน นำกองร้อยทำบุญ วันสถาปนาอาสารักษาดินแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710075

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกองโท พลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน ในฐานะ ผบ.ร้อย อส.อ.หัวหิน ที่ 3 พร้อมด้วย นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน นายหมวดตรี มนตรีมานิชพงษ์ ผช.ผบ.ร้อย อส.อ.หัวหิน ที่ 3 นำ สมาชิก อส.อ.หัวหิน ที่ 3 ร่วมทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์และปล่อยปลา เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบปีที่ 69 ณ สำนักสงฆ์เขาพรานธูป ต.ทับใต้ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดนซึ่งกองอาสารักษาดินแดน มีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2497 นับเป็นเวลายาวนานถึง 69 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีกำลังสำรองในการช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติ ทั้งในยามปกติและในยามสงคราม โดยการรับสมัครจากราษฎรชาย-หญิงที่สมัครใจอาสาเข้ามาเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ภายใต้สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยแบ่งส่วนราชการกองอาสารักษาดินแดนออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนกลางมีกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน (บก.อส.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนกลาง โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน และส่วนภูมิภาค มีกองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด (บก.อส.จ.) รับผิดชอบการบริหารงานในส่วนภูมิภาค โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด และกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ (ร้อย อส.อ.) โดยนายอำเภอเป็นผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอ เป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชา

ปัจจุบันกองอาสารักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย สั่งใช้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จำนวนกว่า 2 หมื่นคน ประจำทั้ง 971 กองร้อยทั่วประเทศ มีหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ. 2497 ดังนี้ 1) บรรเทาภัยที่เกิดจากธรรมชาติและการกระทําของข้าศึก 2)ทําหน้าที่ตํารวจรักษาความสงบภายในท้องที่ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจ 3) รักษาสถานที่สําคัญและการคมนาคม 4) ป้องกันจารกรรม สดับตรับฟังและรายงานข่าว 5) ทําการช่วยให้ความสะดวกแก่ฝ่ายทหารตามที่ทหารต้องการ และตัดทอนกําลังข้าศึก 6) เป็นกําลังสํารองส่วนหนึ่งที่พร้อมจะเพิ่มเติมและสนับสนุนกําลังทหารได้เมื่อจําเป็น

รองปลัดฯสนับสนุน ให้เอกชนร่วมพัฒนา นวัตกรรมเกษตร4.0 ช่วยขยายผลต่อยอด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/710068

วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มและให้บริการ High PressureProcessing (HPP) เทคโนโลยียืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มต่างๆ โดยไม่ใช้ความร้อน ของบริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยมีนายชาคริต คนธรรพ์สกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงาน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนาอดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วี ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด อดีตผู้ว่าฯ กทม.ร่วมงาน

ทั้งนี้ บริษัท ซีวิค อโกรเทค จำกัด (เดิมชื่อบริษัท ซีวิค มีเดีย จำกัด) เป็นบริษัทที่ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมานานกว่า 30 ปี ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่ ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรมเกษตร โดยมีการสร้างโรงงานปลูกพืช ซึ่งเป็นการปลูกพืชในระบบปิด มีสภาวะควบคุม และใช้แสงอาทิตย์ LEDs แทนแสงอาทิตย์ เพื่อให้ได้ผลผลิตเกษตรที่มีคุณภาพสูง เป็นการประยุกต์เทคโนโลยีหลากหลายสาขาเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นนวัตกรรมเกษตรยุค 4.0 โดยนวัตกรรมดังกล่าวพัฒนาด้วยคนไทย ซึ่งมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าโรงงานพืชแห่งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เกษตรกรรุ่นใหม่ Smart Farmer สามารถนำไปต่อยอดขยายผลต่อไปได้