กรณ์ จี้ กลต.สอบ‘บางจาก’ ปมไม่ชอบมาพากล-เอื้อทุนเทา?

กรณ์ จี้ กลต.สอบ‘บางจาก’ ปมไม่ชอบมาพากล-เอื้อทุนเทา?

กรณ์ จี้ กลต.สอบ‘บางจาก’ ปมไม่ชอบมาพากล-เอื้อทุนเทา?

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.46 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โพสต์ข้อความระบุว่า  ความไม่ชอบมาพากลที่ ‘บางจาก’ กลต. เงียบ? #ปิดชื่อถือพฤติกรรม อย่างที่นายกฯ พูดไว้จริงหรือไม่!? 

อาทิตย์ที่ผ่านมา มีประชุมผู้ถือหุ้นบางจาก

มีข้อเสนอที่จะแก้ข้อบังคับบริษัทเพื่อกันตัวแทนของทุนเทาออกจากคณะกรรมการบริษัท (หุ้นที่ตอนนี้ถูกอายัดไปและอยู่ในขั้นตอนพิจารณาในชั้นศาล) แต่ล้มเหลวเพราะได้คะแนนสนับสนุนไม่พอ

บริษัทบอกว่าการมีทุนเทาอยู่ในบริษัทเป็นปัญหาเพราะต่างชาติที่เข้มงวดเรื่องแบบนี้ถึงขั้นออกมาตรการควํ่าบาตร และแม้แต่ตลาดกหลักทรัพย์ไทยก็ถอนชื่อบางจากออกจากทะเบียนบริษัทที่มีการกำกับดูแลที่ดี

แต่บางจากเองโทษใครไม่ได้ ยังไม่เคยชี้แจงว่าทำไมจึงได้เอื้อต่อกลุ่มทุนเทานี้ให้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัทอย่างรวดเร็วสายด่วน โดยในวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ได้มีการแต่งตั้งกรรมการตามวาระ 5 ท่าน โดยที่มี 4 ท่านกลับเข้าดำรงตำแหน่ง แต่ต่อมาเพียง 1 สัปดาห์ ในวันที่ 18 เมษายน 2568 โดยไม่มีวาระตามรอบใดๆ ไม่มีการต้องลงคะแนนเสียงผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด คณะกรรมการ กลับมีมติ อนุมัติการลาออกของกรรมการ 2 ท่าน และ ให้แต่งตั้งกรรมการตัวแทนจาก ACE 2 ท่าน ซึ่ง ACE ได้หุ้นมาอย่างไม่ปรกติจำนวนมากจาก Capital Asia Investment ถึง 3 รายการ เป็นกิจการซึ่งเพิ่งจัดตั้ง วันที่ 23 มกราคม 2568 (เพียง 3 เดือน) และ ซื้อหุ้น บางจากฯ มูลค่า 10,000 ล้านบาท แต่มีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท (หนี้/ทุน 200 เท่า) 

คำถามที่ คณะกรรมการบางจากฯ ต้องทบทวนจริงจังคือ ทำไมจึงได้เปิดประตูอย่าง (1) หละหลวม (2) เร่งร้อนเกินรอบเวลา (3) ไม่โปร่งใส เพราะ ไม่ต้องผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น และ มติล่าสุด ก็ชี้ให้เห็นว่า แม้เสียงแก้ข้อบังคับจะไม่พอ 75% แต่เสียงสนับสนุน ACE ก็มีน้อยมาก และ (4) เป็นพฤติกรรมจงใจร่วมมือ ให้มีกรรมการลาออก 2 คน และ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งแทน โดยไม่ผ่านที่ประชุมผู้ถือหุ้น บทเรียนการไม่ได้ทำหน้าที่อย่างรอบคอบ ครบถ้วน ทำให้เกิดปัญหาต่อบริษัทในวันนี้ และ ควรที่จะเปิดโปง อำนาจ ”ไอ้โม่ง“​ ที่ผลักดันการแต่งตั้งอัปยศในครั้งนี้ 

นอกจากนั้น ยังได้แต่งตั้งในเดือน พฤษภาคม ในฐานะที่ บางจากฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน BCPG ยังดำเนินการให้มีการแต่งตั้งให้ตัวแทน ACE เป็นรองประธานบริษัท BCPG และ เป็นประธานการลงทุนของ BCPG โดยไม่มีรอบเวลาที่จำเป็นแต่อย่างใด

และในอดีต ตั้งแต่ ปลายปี 2563 ยังอนุมัติให้บริษัทลูกคือ BCPG ขายหุ้นก้อนใหญ่ 4,500 ล้านบาทให้กับกลุ่มนาย Ben Smith อึกด้วย 

และหลังจากนั้นยังมีการซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง มูลค่า 9,000 ล้านบาท อย่างไม่โปร่งใส โดยบริษัทที่ซื้อมานั้น จัดตั้งบริษัทขึ้น หลังมติกรรมการ BCPG ไม่มีข้อมูลกำไร และ มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ แต่อย่างใด แต่จ่ายเงิน 9,000 ล้านบาทไปแล้ว ในเดือน พฤษภาคม 2566 โดยกิจการนั้น ซื้อจากกิจการกลุ่มครอบครัว กลุ่ม Cosmo ของ ‘เสียตือ’ ที่เคยมีสมาชิกครอบครัวถูกจับคดี เว็บพนันออนไล์ และ การฟอกเงิน ในปี 2565

ที่ประชาชนกังวลใจ คือ ความสัมพันธ์ ของกลุ่ม เสี่ยตือ คอสโม กับกลุ่มท่านนายกฯ และ พรรคภูมิใจไทย โดย “นายคิว”​ บุตรเสี่ยตือคอสโม มีข่าวเสนอสินบนให้ท่าน ไชยชนก ชิดชอบ 40 ล้านบาท เพื่อชะลอคดีปราบสแกมเมอร์ กลับตามข่าว Next News เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย รัฐบาลจึงควรจะดำเนินการทุกเรื่องนี้ อย่าง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” อย่างที่กล่าวอ้าง และ พรรคประชาธิปัตย์ จะทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ส่วนคณะกรรมการของบางจาก ทั้งชุดปัจจุบันและชุดในอดีต ควรต้องชี้แจงว่าได้มีส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่ม scammer หรือไม่ อย่างไร โดยใคร?

และที่สำคัญ เมื่อแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แกะปมไม่ออก จะรับผิดชอบต่อความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นอย่างไร?

กลต. เองก็ไม่ควรเงียบต่อไปกับเรื่องนี้ มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องสืบสวน และหากพบการกระทำที่ไม่ชอบ ต้องมีมาตรการลงโทษที่ชัดเจนตามกฎหมาย

วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล

วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล

วีระพงษ์ ประภา ประกาศลาออกรองหัวหน้า ปชป. พร้อมเปิด 3 เหตุผล

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 จากกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายวีระพงษ์ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรค ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้แจกแจงข้อเท็จจริงเป็น 3 ข้อ เพื่อลดความสับสนและวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายวีระพงษ์ ประภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สวัสดีครับ ทุกท่าน 

วันนี้ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะเรียนว่า ผมได้ลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความจริง กระบวนการทั้งหมดตรงไปตรงมากับทุกฝ่าย แต่เนื่องจากที่ปรากฏในสื่อ มีการตีความคาดเดาไปมากมาย ผมจึงอยากจะขอเรียนชี้แจ้งข้อเท็จจริง ดังนี้ครับ 

ข้อแรก เหตุผลที่ผมลาออก เพราะผมได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยรับผิดชอบงานเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป งานนี้ผมทำมาตั้งแต่เป็นผู้แทนการค้าไทยในรัฐบาลที่แล้ว และอยากจะทำต่อเนื่องให้สำเร็จ เพราะผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับคนไทยได้มาก การเจรจานี้ดำเนินการมาหลายรัฐบาล ความต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากครับ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้แทนการค้าไทยขับเคลื่อนงานให้รัฐบาล จึงอาจไม่สอดคล้องกับบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปัจจุบันอยู่ในฐานะตรวจสอบรัฐบาล ผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองหัวหน้าพรรค เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส และตรงไปตรงมาครับ 

ข้อสอง แม้บทบาทจะเปลี่ยนไป แต่อุดมการณ์ผมไม่เคยเปลี่ยน ผมเข้าร่วมพรรคประชาธิปัตย์ เพราะผมประทับใจและเห็นตรงกับความคิดของท่านอภิสิทธิ์ที่อยากจะพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยการเจรจาการค้าที่ทันโลก เที่ยงธรรม และเกิดผลจริง ผมยึดถืออุดมการณ์นี้มาโดยตลอด ไม่เคยเปลี่ยนแปลง 

ในช่วงหาเสียงที่ผ่านมา ผมได้ให้สัญญาไว้ว่าจะร่วมผลักดันการเจรจาการค้าให้สำเร็จ เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าไปทำให้สัญญากลายเป็นความจริง ผมจึงตัดสินใจรับทำงานนี้ และวันนี้ไปในฐานะคนทำงาน ไม่ได้ยึดโยงกับพรรคการเมืองใด 

สำหรับผู้ที่สนับสนุนผมในบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าท่านสนับสนุนผม เพราะเห็นว่าผมเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศนี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ผมยังยืนยันว่า ผมยังเป็นอาร์ทคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลงครับ 

ข้อสาม เรื่องกระบวนการซึ่งเป็นที่กล่าวถึงกันเป็นพิเศษ ผมขอเรียนว่า เมื่อผมได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการจากท่านศุภจี ผมในฐานะรองหัวหน้าพรรคได้รีบเรียนหารือกับท่านอภิสิทธิ์โดยไม่รอช้า ถึงการตอบรับและกระบวนการภายในพรรค โดยมีการติดต่อประสานงานอย่างต่อเนื่องและตรงไปตรงมา เพื่อความโปร่งใสและเป็นการเคารพในหน้าที่บทบาทของทุกฝ่าย ผมมั่นใจว่าทุกท่านต่างรักษากติกามารยาททางการเมือง โดยมีผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักยึดที่สำคัญครับ 

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบคุณท่านหัวหน้าอภิสิทธิ์ที่ให้การสนับสนุนการทำงานด้วยดีเสมอมา วิสัยทัศน์ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตของท่านเป็นสิ่งที่ผมยึดเป็นแบบอย่าง นอกจากนี้ ผมขอบคุณกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และผู้สนับสนุนทุกท่านที่ให้พลังใจกับผมมาโดยตลอดครับ

ในวันนี้ แม้ผมจะไม่ได้ทำหน้าที่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ผมหวังว่าทุกท่านจะร่วมเดินทางกับผมต่อไป เพราะบทบาทไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับการพาประเทศไทยเดินหน้าไปให้ได้ในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤตเช่นนี้ครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : FC แห่คอมเมนต์ให้กำลังใจ อาร์ท วีระพงษ์ ร่วมทีมศุภจี เป็นผู้แทนการค้าไทย

แบกหัวใจ 66 ล้านดวง! สารจาก อ.อัจฉราวดี ถึง นายกฯอนุทิน ในวันที่โชคชะตาเลือกให้เป็นผู้นำ

แบกหัวใจ 66 ล้านดวง! สารจาก อ.อัจฉราวดี ถึง นายกฯอนุทิน ในวันที่โชคชะตาเลือกให้เป็นผู้นำ

แบกหัวใจ 66 ล้านดวง! สารจาก อ.อัจฉราวดี ถึง นายกฯอนุทิน ในวันที่โชคชะตาเลือกให้เป็นผู้นำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

วันที่ 7 เมษายน 2569 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า 

การเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่การได้รับเกียรติยศ  แล้วได้มีภาพใส่สายสะพายไว้แปะฝาผนัง  แต่มันคือการใช้หัวใจหนึ่งดวง ยืนขึ้นเพื่อแบกน้ำหนักของหัวใจอีก 66 ล้านดวง

นายกต้องใช้กำลังใจ กำลังความดีและความหนักแน่นเป็นอันมาก  ในการฟันฝ่าอุปสรรค  เพื่อลากเรือประเทศไทยฝ่ามรสุมไปให้ถึงฝั่งได้โดยสวัสดิภาพ

อาจารย์เคยเป็นคนที่ไม่อินังขังขอบเรื่องการเมือง  กับนายกอนุทินเองก็มองว่า  เป็นแค่นักการเมืองในระบบการเมือง “อีกคนหนึ่ง” เท่านั้น  

แต่บัดนี้เห็นแล้วว่า การหันหลังให้  กลายเป็นการยอมรับให้การเมืองย่ำยีชาติ   จึงหันหน้ากลับมาเผชิญความจริงและสู้เพื่อชาติในมิติที่ทำได้   

นายกอนุทินอยู่บนเส้นทางการเมืองมานาน  ได้เป็นนายกชั่วคราวมาแล้วก็หนึ่งครั้ง  แต่ครั้งนี้ คือของจริงที่สุด หินที่สุด แต่ก็สง่างามที่สุด  เหมือนบุญมีแต่กรรมก็คอยถาโถม แต่ก็มอบโอกาสให้ได้สร้างบารมี



อนุทิน ชาญวีรกูลในวันนี้ คือคนที่ถูกเลือกมาทั้งด้วยโชคชะตาและจากพลังของประชาชน
อนุทินวันนี้จะเห็นพี่น้องสำคัญกว่าชาติไม่ได้  
จะเห็นเพื่อนและผู้สนับสนุนพรรคที่มีเงื่อนงำทุจริต  สำคัญกว่าประชาชนผู้ตกทุกข์ได้ยาก  ไม่ได้

อนุทินวันนี้ คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ลำดับที่ 33 ของประเทศไทย  ผู้ให้สัญญาว่า จะทำตามข้อสั่งการของประชาชน  และได้กล่าวคำแถลงนโยบาย 5 ข้อ ที่เมื่ออ่านแล้ว  ก็เห็นว่านายกฟังและมีความตั้งใจจะทำเพื่อแก้ปัญหาตามที่ประชาชนเรียกร้อง  เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติ  

แม้จะมีหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่งบอกว่า “เป็นนโยบายที่ไม่มีประชาชนอยู่ในหัวใจ”  แต่เราก็รู้ว่า  เป็นเพียงวาทกรรมหรูๆ ที่ไว้พูดในการอภิปรายเท่านั้น

อาจารย์เชื่อมั่นในเจตนารมย์ของนายก  เชื่อในความจงรักภักดีต่อสถาบันของนายก แต่ไม่เชื่อมั่นคนข้างๆ ไปจนถึงคนรอบข้าง  และไม่ค่อยเชื่อมั่นว่า  นายกจะกล้าหาญพอที่จะต้านทานการเมืองเดิมๆ ที่มีการถอนทุน  มีการแสวงหาประโยชน์เชิงนโยบายไปจนถึงคอยหาช่องทุจริต ได้หรือไม่

นายกต้องไม่ลืมว่า   การที่ภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ในครั้งนี้    เป็นเพราะเสียงของปวงชนยอมเปิดทางให้   เพื่อกันไม่ให้พรรคประชาชนได้เสียงข้างมาก  มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

นายกต้องไม่ลืมว่า พรรคภูมิใจไทยคือตัวแทนของประชาชนฝั่งสีน้ำเงิน ที่หมายปกปักรักษาสถาบัน

การที่ ภท.กระโดดจากการเป็นพรรคขนาดกลางมาเป็นพรรคขนาดใหญ่  ทำให้ ภท.มีลักษณะเหมือนพรรคเฉพาะกิจ  ที่สั่งสมฐานเสียงของประชาชนมาไม่เพียงพอ   หากพลาด  ภูมิใจไทยจะกลับคืนสู่สามัญและอาจตกต่ำแบบพรรค รทสช.  ที่ก่อตั้งโดยพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่เมื่อหมดอำนาจบัดนี้ก็เหลือแค่ 2 ที่นั่ง  

นายกอนุทินได้พาภูมิใจไทยขึ้นมาอยู่ในจุดที่  แม้จะสำเร็จสูงสุดแต่ก็เปราะบางที่สุด   
หากไม่ทำตามข้อสั่งการของประชาชน  พรรคจะถูกตัดตอนเหมือนต้นบอนไซ  แล้วความสำเร็จในวันนี้ จะกลายเป็นภาพในอดีตที่เฝ้ารอคอยให้เกิดขึ้นอีกอย่างเจ็บปวด  

ไม่ว่านับแต่นี้นายกจะเจอแรงกดดันอันทุจริตจากกลุ่มใด  ขอให้ตระหนักว่า นายกมีประชาชนที่เดิมพันศรัทธาไว้  หนุนอยู่   
ขอให้นายกเผชิญหน้ากับแรงกดดันนั้นอย่างมีสติ  ระลึกถึงความรู้สึกของตนในวันแถลงนโยบาย   ที่ยืนขึ้นมาใช้หัวใจหนึ่งเดียวแบกหัวใจของประชาชนเรือนล้าน   แล้วยกมือขึ้นเหนี่ยวไกพลังความสุจริต  พุ่งใส่ไปที่แรงกดดันอันทุจริตต่อประชาชนนั้น

ความซื่อสัตย์แม้บางครั้งจะเจ็บปวด  แต่จะมอบรางวัลอันยิ่งใหญ่ ให้แก่ผู้ที่กล้าหาญยืนหยัดต่อต้านอำนาจอธรรมเสมอ
ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมาแล้ว  มันไม่มีอะไรที่จะอิ่มใจและงดงามไปกว่า การได้ใช้ลมหายใจที่เหลืออยู่  เสียสละเพื่อผู้อื่น

ขอให้ธรรมะรักษานายกอนุทินและคณะรัฐบาล   ขอส่งแรงใจให้ทุกท่านยืนหยัดด้วยความเที่ยงธรรมได้อย่างกล้าหาญ

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.43 น.

อนุทิน อวยพรสงกรานต์ ขอปชช.ตักตวงความสุข ใช้วันหยุดกับครอบครัว ย้ำดื่มแล้วไม่ขับ 

เมื่อวันที่ 12 เม.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กล่าวผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ว่า เนื่องในวันสงกรานต์ 2569 ว่า สงกรานต์ปีนี้ขอให้ทุกท่าน ได้ใช้ความสุขอย่างเต็มที่ เดินทางไปทุกที่ด้วยความปลอดภัย อย่าลืมว่าดื่มแล้วต้องไม่ขับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ใช้ช่วงเวลาของวันหยุดตักตวงความสุข ให้กับตนเองและครอบครัว ขอให้โชคดีสวัสดีปีใหม่ไทยทุกคน

โสภณ อวยพรสงกรานต์ ขอ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างที่ดี

โสภณ อวยพรสงกรานต์ ขอ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างที่ดี

โสภณ อวยพรสงกรานต์ ขอ นักการเมือง ข้าราชการ เป็นแบบอย่างที่ดี

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

วันนี้ 12 เม.ย. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุ ในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ อำเภอคูเมือง อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ และอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,600 คน เนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ไทย ประจำปี 2569 นอกจากนี้ ยังได้พบปะหารือร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและผู้นำในพื้นที่ อาทิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สมาชิกสภาจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ  นายกองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ประธานสภาฯ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุ เราต้องให้ความสำคัญของการดูแลสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ การดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่อบอุ่น ตลอดจนการปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งถือเป็นคุณธรรมพื้นฐานอันสำคัญของสังคมไทย

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันว่า ผู้นำทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ พึงประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชน ยึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน

“ผมขออวยพรพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง เดินทางโดยสวัสดิภาพ และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกับครอบครัวอย่างอบอุ่น และขอให้ทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าฟันสถานการณ์ต่างๆของประเทศ เพื่อก้าวสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป” ประธานสภาฯ กล่าว

โสภณ ซารัมย์

สุวัจน์ อวยพรสงกรานต์ วอนคนไทยมีน้ำใจฝ่าวิกฤต หนุนรัฐเร่งดับทุกข์ค่าครองชีพ

สุวัจน์ อวยพรสงกรานต์ วอนคนไทยมีน้ำใจฝ่าวิกฤต หนุนรัฐเร่งดับทุกข์ค่าครองชีพ

สุวัจน์ อวยพรสงกรานต์ วอนคนไทยมีน้ำใจฝ่าวิกฤต หนุนรัฐเร่งดับทุกข์ค่าครองชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.47 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคชาติพัฒนา ได้ส่งคำอวยพรถึงพี่น้องประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ ปี 2569 ว่าวันสงกรานต์ปีนี้ เป็นประเพณีวันหยุดยาวที่พี่น้องประชาชนชาวไทยจะได้กลับบ้าน เยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ ขอพรและทำบุญเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็หวังว่าการจราจรน่าที่จะติดขัดน้อยกว่าทุกปี เพราะส่วนหนึ่งมาจากปัญหาน้ำมันแพง อาจทำให้มีการเดินทางน้อยลง และมีการเปิดใช้มอเตอร์เวย์หลายสาย อาทิ สายบางใหญ่ไปกาญจนบุรี หรือ สายบางปะอินไปนครราชสีมา แม้ว่ายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตลอดสายก็คงจะอํานวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น อุบัติเหตุต่างๆ ก็น่าที่จะน้อยลง

สงกรานต์ปีนี้เราก็มีวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาหลายอย่างโดยเฉพาะปัญหาเรื่องน้ำมันแพงจากสงคราม สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก อยากให้รัฐบาลใหม่ซึ่งได้แถลงนโยบายกับรัฐสภาไปแล้ว ได้รีบลงมือทํางานอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน ซึ่งจากนี้ไปจะต้องมีหลายปัญหาที่ติดตามมามากมาย น้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา สินค้าขาดแคลน ค่าครองชีพสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สินที่จะติดตามมา การเลิกกิจการของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งคาดว่าปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จะนําไปสู่เศรษฐกิจที่จะย่ำแย่ลงไปอีก ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบมากขึ้น อยากให้รัฐบาลได้เตรียมการและหามาตรการต่างๆ ในการรองรับ เยียวยาให้ทันเหตุการณ์ และตรงกับปัญหาของทุกกลุ่มของประชาชน ขอให้กําลังใจรัฐบาลให้ทํางานให้เต็มที่ ให้ประสบความสําเร็จในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

นายสุวัจน์ กล่าวว่าเนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ปีนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนชาวไทย ได้เติมกำลังใจซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันในวันครอบครัวในวันหยุดยาวจะสร้างกําลังใจและน้ำใจที่เรามีต่อกัน  นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ พลังครอบครัว จะทำให้เราสามารถฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมันแพง กำลังใจและน้ำใจสู้กับน้ำมันแพง ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความปลอดภัย

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นที่บึงกาฬ ลุยแก้ฝุ่นพิษ P.M.2.5

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นที่บึงกาฬ ลุยแก้ฝุ่นพิษ P.M.2.5

อธิบดีกรมฝนหลวง ลงพื้นที่บึงกาฬ ลุยแก้ฝุ่นพิษ P.M.2.5

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

วันที่ 12 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างใกล้ชิด ณ บริเวณริมโขงลานพญานาค อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ หลังพบว่าพื้นที่กำลังเผชิญภาวะฝุ่นละอองในระดับวิกฤต

ในการนี้ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สั่งการให้เปิดหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จังหวัดขอนแก่น เพื่อเร่งดำเนินภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยจัดเตรียมเครื่องบินขนาดเล็กจำนวน 3 ลำ ประจำฐานปฏิบัติการ พร้อมขึ้นบินปฏิบัติการในพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง

สำหรับพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมจังหวัดบึงกาฬ หนองคาย นครพนม อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองในอากาศและบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับแผนการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป.

มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’

มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’

มหานคร สกายเวิร์ส เปิดตัวธีมใหม่ ‘The Art of Thailand’s Wonders’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.32 น.

คิง เพาเวอร์ มหานคร ชวนคุณมาพบกับปรากฎการณ์ครั้งใหม่ ที่เชื่อมต่อโลกแห่งความจริงและจินตนาการเข้าด้วยกัน เมื่อ “มหานคร สกายเวิร์ส”  (Mahanakhon SkyVerse) พื้นที่แห่งอนาคตบนชั้น 4 ที่คิง เพาเวอร์ มหานคร ประกาศพร้อมเปิดตัวธีมใหม่ล่าสุด “The Art of Thailand’s Wonders” หรือ ศิลปะแห่งความมหัศจรรย์ ของไทย นิทรรศการศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ Immersive และ Interactive ที่จะพาทุกคนไปสัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เปิดบริการแล้วเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับเทศกาลสงกรานต์อย่างยิ่งใหญ่

“The Art of Thailand’s Wonders” ออกแบบมาเพื่อสร้างนิยามใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ผ่านการผสมผสานระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และการออกแบบประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์ โดยผู้ชมจะได้ออกเดินทางสำรวจความมหัศจรรย์ของแผ่นดินไทยผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้ง 9 ห้อง

ห้องที่ 1 LINES OF SIAM เริ่มต้นการเดินทางผ่านประตูแห่งจินตนาการ พบกับภาพจำของแลนด์มาร์คไทย เช่น ตึกมหานคร เสาชิงช้า มวยไทย และทุ่งบัวแดง  ห้องที่ 2 WONDER FALLS ดื่มด่ำกับความสงบของน้ำตกแม่ยะ จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศผืนป่าเขียวขจี ห้องที่ 3 SIAMESE AQUATIC WONDER ตื่นตากับความสง่าของ “ปลากัดไทย” สัตว์น้ำประจำชาติในมิติใหม่ที่สะท้อน ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติ ห้องที่ 4 REFLECTION OF WONDER สัมผัสเสน่ห์ของอ่าวต้นไทร จากจังหวัดกระบี่ ผ่านหน้าผาหินปูนและผืนน้ำ สีมรกตในมุมมองที่แปลกตา

ห้องที่ 5 LIVING MEADOW ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในทุ่งดอกไม้มีชีวิต ปลุกชีวิตให้ดอกชบา กล้วยไม้ และแมลงต่างๆ ผ่านกิจกรรมระบายสีแบบ Interactive ห้องที่ 6 THAILAND AFTER DARK ตื่นใจไปกับสีสันของถนนเยาวราชยามค่ำคืน แหล่งรวมสตรีทฟูดระดับโลก ที่ไม่มีวันหลับใหล

ห้องที่ 7 THE LIVING MEMORY ชมภาพคอลลาจที่รวบรวมสถาปัตยกรรมชั้นสูงอย่าง วัดพระแก้ว และวัดอรุณฯ ที่ผสมผสานกับวิถีชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ห้องที่ 8 WONDER OF THE LAND สัมผัสประสบการณ์ลวงตาแบบ 3 มิติ บนทางเดินที่เชื่อมผืนดิน ผืนฟ้า และผืนน้ำเข้าด้วยกัน ห้องที่ 9 THE SPIRIT OF THE LAND ปิดท้ายด้วยจิตวิญญาณไทย ตั้งแต่ความศรัทธาในพญานาค ไปจนถึงมนต์เสน่ห์ของเทศกาลโคมยี่เป็ง

สัมผัส 2 สุดยอดประสบการณ์ได้ในครั้งเดียวทั้งมหานคร สกายวอล์ค และ มหานคร สกายเวิร์ส ช่วงเวลา 10.00 น. – 15.30 น. ราคาท่านละ 1,000 บาท ช่วงเวลา 16.00 น. – 18.30 น. ราคาท่านละ 1,200 บาท สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าชม มหานคร สกายเวิร์ส ราคาท่านละ 350 บาท ทุกวันเวลา 10.00 – 21.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 20.30 น.)

สงกรานต์ปีนี้ มาร่วมสร้างความทรงจำบทใหม่และสัมผัสความมหัศจรรย์ ของประเทศไทยในรูปแบบดิจิทัลสุดล้ำได้ที่ มหานคร สกายเวิร์ส ชั้น 4 ที่คิง เพาเวอร์ มหานคร

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ สร้างชื่อคว้ารางวัลจาก TIME Magazine เตรียมฉลองประสบการณ์ใหม่ผ่านร้านอาหาร ‘Bloom by Wuttisak’

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ สร้างชื่อคว้ารางวัลจาก TIME Magazine เตรียมฉลองประสบการณ์ใหม่ผ่านร้านอาหาร ‘Bloom by Wuttisak’

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ สร้างชื่อคว้ารางวัลจาก TIME Magazine เตรียมฉลองประสบการณ์ใหม่ผ่านร้านอาหาร ‘Bloom by Wuttisak’

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ (Khao Yai Art Forest) แลนด์มาร์กศิลปะร่วมสมัยท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามใจกลางเขาใหญ่ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารระดับโลก TIME Magazine ให้ติดอันดับ “World’s Greatest Places 2026” หนึ่งใน 100 จุดหมายปลายทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่โดดเด่นที่สุดจากทั่วโลก

ความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของผืนป่าเขาใหญ่ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก โดย Khao Yai Art Forest ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 5 ตัวแทนจากประเทศไทย ร่วมกับ DaiDib DaiDee Farmstay (จ.น่าน), Mandarin Oriental Bangkok, The Blue Jasmine Train และ DIB Bangkok

สิ่งที่ทำให้ Khao Yai Art Forest โดดเด่นบนเวทีโลก คือการผสาน “ศิลปะร่วมสมัย” เข้ากับ “ภูมิทัศน์ธรรมชาติ” ได้อย่างกลมกลืน สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Experience-Based Tourism สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความหมาย และเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากขึ้น

หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “The Pulse of Life” ผลงานของกลุ่มศิลปินระดับโลก Scenocosme ที่ร่วมกันสร้างสรรค์บทสนทนาระหว่างศิลปะ ธรรมชาติ และมนุษย์ ผ่านการชวนผู้ชมแนบหู สัมผัส หรือโอบกอดต้นไม้ ราวกับกำลังสำรวจร่างกายของเราผ่านกระจกสะท้อนจากธรรมชาติ

ผลงานของ Scenocosme โดดเด่นในการนำเทคโนโลยีมาสร้างสรรค์ศิลปะเชิงปฏิสัมพันธ์ (interactive installations) ที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงไปตามปฏิกิริยาของผู้ชม โดยการผสมผสานระหว่างโลกของเทคโนโลยีและสิ่งมีชีวิต เกิดเป็น “ภาษาทางศิลปะ” ที่ทั้งละเอียดอ่อน งดงาม และเปี่ยมด้วยบทกวีที่ลึกซึ้งเกินจินตนาการ

นอกจากนี้ Khao Yai Art Forest เตรียมมอบประสบการณ์ลึกผ่าน “Bloom by Wuttisak” ร้านอาหาร Mountain-to-Table ที่ต่อยอดแนวคิดการเชื่อมโยงธรรมชาติ ศิลปะ และวิถีชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากผืนป่าสู่จานอาหาร ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบจากท้องถิ่นและเทคนิคการปรุงแบบ fire cooking ที่ดึงรสชาติแท้จริงของวัตถุดิบออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับชุมชน เพื่ออนุรักษ์พืนท้องถิ่นที่อาจเลือนหายไปตามกาล ให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ทางอาหารอีกครั้ง สะท้อนแนวคิดด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างยั่งยืน

ทุกเมนูของ Bloom by Wuttisak ได้รับการออกแบบโดย เชฟวุฒิ – วุฒิศักดิ์ วุฒิอัมพร เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยร่วมสมัย (Progressive Thai Cuisine) ที่มีประสบการณ์ในวงการโรงแรมระดับ 5 ดาวมานานกว่า 20 ปี และมีชื่อเสียงโดดเด่นในฐานะ Culinary Artist หรือเชฟผู้รังสรรค์อาหารราวกับงานศิลปะ สร้างประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกใหม่ พร้อมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติและวัฒนธรรมได้อย่างลุ่มลึก ซึ่งเตรียมเปิดเร็วๆ นี้

เปิดให้เข้าชมทุกวันพฤหัสบดี-วันศุกร์ 12.30-18.00 น. / วันเสาร์-วันอาทิตย์ 10.00-18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์-วันพุธ)พิเศษ! พร้อมให้บริการรถรับ-ส่งแบบ One Day Trip จากกรุงเทพฯ (ณ Bangkok Kunsthalle) ทุกวันพฤหัสบดี–วันอาทิตย์ ราคา 500 บาท/ ท่าน (ไป-กลับ) ออกเดินทาง 10:00 น. และกลับ 17:00 น. (จองล่วงหน้าเนื่องจากที่นั่งมีจำกัด) ผ่านทาง Ticket Tailor หรือ Inbox Facebook: Khao Yai Art Forest 

การได้รับรางวัลจาก TIME Magazine ไม่เพียงเป็นความภูมิใจของ Khao Yai Art Forest แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่สามารถมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ลึกซึ้ง ครบมิติ และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ FB: Khaoyai Art Forest หรือ IG: khaoyai_art_forest

นักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีคว้ารางวัล 3 เวทีแข่งขันประกอบอาหารระดับนานาชาติ

นักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีคว้ารางวัล 3 เวทีแข่งขันประกอบอาหารระดับนานาชาติ

นักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีคว้ารางวัล 3 เวทีแข่งขันประกอบอาหารระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีสร้างชื่อ คว้ารางวัลจาก 3 เวทีการแข่งขันประกอบอาหารระดับนานาชาติ ตลอดเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา  ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำด้านศิลปะการประกอบอาหารในเครือโรงแรมดุสิตธานี

เริ่มต้นที่การแข่งขัน The 18th ICF Culinary Art India Competition 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–14 มีนาคม 2569 ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีจำนวน 3 คนได้เข้าร่วมการแข่งขันและสามารถคว้ารางวัลได้ครบทุกคน ดังนี้ นายกานตพงศ์ คำปนแก้ว คว้ารางวัลเหรียญทองคะแนนสูงสุด พร้อมถ้วยรางวัล Excellence of Award จากรายการ Dessert Category ในรายการ Plant Based Culinary Competition พร้อมทั้งเหรียญทองจากรายการ Rice Live Cooking Competition 45 mins และเหรียญเงินจากรายการ Egg Benedict Live Cooking 30 mins นายบุญนิธิ คหบ์วงค์ คว้ารางวัลเหรียญทองคะแนนสูงสุด พร้อมถ้วยรางวัล Excellence of Award จากรายการ Live Cooking Competition Students/Apprentice และรางวัลเหรียญเงินจากรายการ Egg Benedict Live Cooking 30 mins และ นายปฏิพล เลิศสุรกิตติ คว้าเหรียญทองจากรายการ Live Cooking Competition Students/Apprentice และเหรียญเงินจากรายการ Rice Live Cooking Competition 45 mins

รายการต่อมาคือ การแข่งขัน The Vietnam Culinary Challenge 2026 หนึ่งในการแข่งขันที่ได้รับการรับรองโดย WACS ในระดับ National ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม ณ ประเทศเวียดนาม ผลปรากฏว่านักศึกษาสาขาศิลปะการประกอบอาหารทั้ง 17 คนที่วิทยาลัยดุสิตธานีส่งเข้าแข่งขันรวม 49 รายการ สามารถคว้ารางวัลมากมากมายนั่นคือ 6 ถ้วยรางวัล ประกอบด้วย The Best Establishment Award รางวัลประเภททีมที่ทำผลงานได้ดีที่สุด, The Best of Food safety and Hygiene รางวัลด้านความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีที่สุดในวันแข่งขัน, The Best of Potatoes USA, The Best of Alaska Seafood: Main course, The Best of US Chicken และ The Best of California Raisins (รางวัล The Best นั้นหมายถึง เหรียญทองคะแนนสูงสุดในแต่ละสายการแข่งขัน) นอกจากนี้ยังได้รับอีก 8 เหรียญทอง 18 เหรียญเงิน 20 เหรียญทองแดง และ 3 ประกาศนียบัตรด้วย

ปิดท้ายเดือนมีนาคมด้วยข่าวน่ายินดี เมื่อทีมนักศึกษาซึ่งประกอบด้วย นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช นายธนกร ช่วงรัตนาวรรณ และ นางสาวณัฐณิชา ติยะพรัญชัย สามารถคว้าเหรียญทองคะแนนสูงสุดพร้อมถ้วย Champion มาครองได้สำเร็จ จากการแข่งขัน RISING STAR: Asia Best Young Chef’s Team Championship ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30–31 มีนาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน การแข่งขันครั้งนี้มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีม โดยมีทีมจากประเทศจีน 10 ทีม และอีก 6 ทีมจาก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไต้หวัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่วิทยาลัยดุสิตธานีส่งทีมแข่งขันในรูปแบบทีม 3 คน แม้จะเป็นครั้งแรก แต่ก็สามารถคว้ารางวัล Champion มาครองอย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งนี้วิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจาก แองเคอร์ แพนฟู้ด และรองเท้า Nordsways

ทั้งนี้ ความสำเร็จจากทั้ง 3 เวทีในเดือนเดียวกัน สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานีที่พร้อมก้าวสู่การเป็นเชฟมืออาชีพระดับสากล และเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยในเวทีโลกอย่างแท้จริง