คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเลบานอนโดนจัดหนัก เพราะคิดว่าอยู่ในช่วงหยุดยิง

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเลบานอนโดนจัดหนัก เพราะคิดว่าอยู่ในช่วงหยุดยิง

คุยกัน 7 วันหน : เมื่อเลบานอนโดนจัดหนัก เพราะคิดว่าอยู่ในช่วงหยุดยิง

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานการณ์ในเลบานอนช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับความรุนแรงครั้งใหญ่ หลังจากอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ในวันที่ 40 ของการสู้รบ

โดยในวันที่ 8 เมษายน ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศว่าได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน เพียงสองชั่วโมงก่อนถึงเส้นตายที่ทรัมป์ขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่านให้ถึงกับสูญสิ้นวัฒนธรรม หากอิหร่านไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลอาศัยจังหวะชุลมุนนี้ เดินหน้าโจมตีทางอากาศในชื่อปฏิบัติการว่า “Operation Eternal Darkness”  ส่งเครื่องบินรบเข้าไปในหลายพื้นที่ของกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน และหุบเขาเบกาตะวันออก และพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ โจมตีเป้าหมายศูนย์บัญชาการใหญ่ คลังอาวุธ หน่วยรบพิเศษ (Radwan Force) และที่ตั้งทางทหารของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์มากกว่า 100 จุดภายในเวลาเพียงใม่กี่นาทีเท่านั้น สื่อท้องถิ่นของเลบานอนรายงาน อ้างอิงจากข้อมูลของหน่วยป้องกันพลเรือนของเลบานอน มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 254 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 1,165 ราย จากการโจมตีเมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) เพียงวันเดียว จุดที่ถูกโจมตีมีทั้งย่านที่พักอาศัยและย่านธุรกิจในใจกลางกรุงเบรุตซึ่งไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน ถือเป็นปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่สงครามกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์รอบใหม่เริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน ของเลบานอน อกมาประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการโจมตีของอิสราเอล ย้ำชัดว่า อิสราเอลได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศซ้ำแล้วซ้ำเล่า และว่าการโจมตีครั้งนี้ถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างชัดเจน ละเมิดหลักปฏิบัติพื้นฐานสิทธิมนุษยชน และบ่อนทำลายความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติภาพและเสถียรภาพ อิสราเอลควรจะต้องแบกรับความรับผิดชอบนี้ทั้งหมดจากการะทำของตนเอง เขายังเรียกร้องไปยังนานาชาติให้ออกมช่วยยับยั้งการกระทำที่ก้าวร้าวของอิสราเอล และพฤติกรรมที่ก้าวร้าวซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค

เช่นเดียวกับ นาวาฟ ซาลัม นายกรัฐมนตรีเลบานอน ระบุว่า เลบานอนเห็นด้วยและยอมรับในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งเขาเองก็ขอเรียกร้องไปยังประชาคมโลกให้ร่วมใช้มาตรการที่มีผลบังคับใช้และมีประสิทธิภาพเพื่อหยุดการกระทำของอิสราเอล

ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

แม้ปากีสถานผู้เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะระบุว่า การหยุดยิง 2 สัปดาห์ครอบคลุมถึงเลบานอนด้วย และเลบานอนก็เข้าใจแบบนั้น ส่งผลให้กลุ่มเฮซบอลลาห์ประกาศหยุดการโจมตีทางอากาศชั่วคราวในช่วงแรก แต่อิสราเอลและสหรัฐฯ ยืนยันว่าข้อตกลงนี้ไม่รวมถึงการปฏิบัติการต่อสู้กับกลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่าสงครามกับฮิซบอลเลาะห์เป็นคนละส่วนกัน ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจาหยุดยิงโดยตรงกับอิหร่าน โดยเรียกเหตุการณ์ในเลบานอนว่าเป็น “การสู้รบที่แยกต่างหาก” (separate skirmish)

ส่วนอิสราเอลบอกว่า สามารถสังหาร อาลี  ยูซุฟ ฮาร์ชี เลขานุการส่วนตัวของ นาอิม กัสเซม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลัง Quds ของอิหร่านอีกหลายรายในกรุงเบรุต และว่ากองทัพอิสราเอลต้องการทำลายอาวุธนำวิถีแม่นยำสูงและโดรนที่กลุ่มเฮซบอลลาห์ใช้โจมตีพื้นที่ทางตอนเหนือของอิสราเอลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม อิสราเอลได้ทำลายสะพานสำคัญข้ามแม่น้ำลิตานี เพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและอาวุธจากตอนกลางของเลบานอนไปยังกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ทางตอนใต้ อิสราเอล คัตซ์  รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ยืนยันแผนการทำลายหมู่บ้านตามแนวชายแดนและสร้างเขตปลอดภัยขึ้นไปจนถึงแม่น้ำลิตานี เพื่อความมั่นใจว่าชาวอิสราเอลทางตอนเหนือจะสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างยิ่ง อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ระบุว่า การยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของข้อตกลงกับสหรัฐฯ สหรัฐฯ ต้องเลือกระหว่างจะบรรลุข้อตกลงนี้ หรือจะให้สงครามดำเนินต่อไปผ่านอิสราเอล เช่นเดียวกับ เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอล โดยอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามเรือทุกลำเคลื่อนผ่านหากไม่แจ้งล่วงหน้าต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่าน หรือ IRGC ทั้งที่การเปิดช่องแคบให้เรือสัญจรอย่างเสรีเป็นเงื่อนไขหลักที่สหรัฐฯ กำหนดในข้อตกลงหยุดยิง อิหร่านยังขู่จะถอนตัวจากข้อตกลงนี้ทันที รวมถึงถอนตัวจากการเจรจาที่จะเกิดขึ้นในปากีสถานสุดสัปดาห์นี้ หากอิสราเอลยังโจมตีเลบานอนต่อไป ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำที่กำลังจะผ่านช่องแคบ ต้องหันหัวกลับทันที

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ระบุว่า การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากการโจมตีของอิสราเอล รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องรับผิดชอบโดยตรง โดยในเวลานี้ ทางการปากีสถานยังคงพยายามติดต่อโดยตรงไปยังคณะผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งรวมไปถึงประธานาธิบดีทรัมป์ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ทูตพิเศษ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ส่วนฝั่งอิหร่าน มี อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ, อาหมัด วาฮีดี ผู้บัญชาการอาวุโส IRGC ขณะที่อีกหนึ่งแหล่งข่าว บรรยายบรรยากาศว่าเป็นการเจรจาที่ “ตึงเครียดและลุ้นระทึก” หลายชั่วโมง ซึ่ง “การเจรจาเกือบจะไม่รอดแล้ว” ในขณะที่อิหร่านตกลงที่จะหยุดยิงชั่วคราวโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า การโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 6 สัปดาห์นี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณว่าอิสราเอลจะไม่ยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงที่ทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังมีขีดความสามารถในการโจมตีหลงเหลืออยู่

ส่งสัญญาณเจรจา

อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 เม.ย.) นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้สั่งการให้คณะรัฐมนตรีอิสราเอลเริ่มการเจรจาโดยตรงกับเลบานอนโดยเร็วที่สุด การเจรจาจะมุ่งเน้นไปที่การปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ การสร้างสันติภาพชายแดน และสถาปนาความสัมพันธ์ที่สงบสุขระหว่างอิสราเอลและเลบานอน มีรายงานว่าการเจรจาจะดำเนินการผ่านเอกอัครราชทูตของทั้งสองประเทศประจำสหรัฐฯ คือ เยเคียล ไลเตอร์ เอกอัครราชทูตอิสราเอล และ นาดา ฮามาเดห์ โมอาวาด เอกอัครราชทูตเลบานอน โดยคาดว่าเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเลบานอนจะเป็นผู้ประสานงาน

เนทันยาฮูระบุว่า คำสั่งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายเลบานอนมีการเรียกร้องให้เปิดการเจรจาโดยตรงหลายครั้ง นอกจากนี้เขายังแสดงความชื่นชมต่อข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีเลบานอน นอวาฟ ซาลาม ที่เรียกร้องให้มีการลดกำลังทหารในกรุงเบรุต

ขณะที่ประธานาธิบดี โจเซฟ อูน ของเลบานอน แถลงยืนยันว่า ทางออกเดียวสำหรับวิกฤตการณ์ในขณะนี้คือการ หยุดยิงทันที ตามด้วยการ เปิดเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล โดยยอมรับว่าการพึ่งพาข้อตกลงระหว่างมหาอำนาจ อันหมายถึงสหรัฐฯ กับอิหร่านเพียงอย่างเดียวไม่สามารถคุ้มครองเลบานอนได้จริง จึงเสนอให้เลบานอนและอิสราเอลหันหน้ามาคุยกันเองโดยตรงเพื่อยุติความสูญเสีย สะท้อนว่าผู้นำเลบานอนพยายามแยกปัญหาของตนออกจากความขัดแย้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เพื่อให้การหยุดยิงในเลบานอนเกิดขึ้นได้จริงโดยไม่ต้องรอผลสรุปที่ปากีสถาน

ในขณะที่ประธานาธิบดีอูนของเลบานอนผลักดันการเจรจาโดยตรง คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ และอิหร่านก็จะเริ่มตั้งโต๊ะเจรจาที่ กรุงอิสลามาบัด ปากีสถาน เช่นกัน ซึ่งต้องดูว่าข้อตกลง 10 ข้อของอิหร่าน ที่รวมเรื่องการหยุดสงครามในเลบานอนไว้ด้วยจะถูกปรับเปลี่ยนอย่างไร หลังจากที่เลบานอนส่งสัญญาณว่า “อยากคุยเอง” มากกว่า

ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบหลายปี ที่ผู้นำเลบานอนกล้าเสนอการเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล ท่ามกลางซากปรักหักพังจากการโจมตีระลอกล่าสุดนี้

โดย ดาโน โทนาลี

Photo of the week : เผยภาพสุดน่าทึ่งจากด้านไกลของดวงจันทร์

Photo of the week : เผยภาพสุดน่าทึ่งจากด้านไกลของดวงจันทร์

Photo of the week : เผยภาพสุดน่าทึ่งจากด้านไกลของดวงจันทร์

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพถ่ายชุดแรกที่ลูกเรือภารกิจ อาร์ทิมิส 2 บันทึกเอาไว้ได้ขณะโคจรผ่านด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีที่มนุษย์ได้เห็นภาพเหล่านี้ด้วยตาตนเอง

ไม่ว่าจะเป็นภาพ Earthset ขณะที่โลกค่อยๆ ลับขอบฟ้าของดวงจันทร์ไป เป็นภาพที่สะท้อนถึงความสวยงามและความเปราะบางของโลกในความมืดมิดของอวกาศ ภาพถ่ายความละเอียดสูง ที่เผยให้เห็นภูมิประเทศที่ขรุขระ หลุมอุกกาบาต และเทือกเขาบนด้านไกลของดวงจันทร์ที่มนุษย์ไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากนี้ ลูกเรือยังได้เห็นปรากฎการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงนานเกือบ 54 นาที ขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนเข้าบดบังดวงอาทิตย์จากมุมมองของแคปซูลอวกาศโอไรออน ซึ่งนักบินประจำภารกิจบรรยายว่าภาพที่เห็นนั้นเหมือนหลุดออกมาจากนิยายไซไฟ เพราะสามารถมองเห็นชั้นบรรยากาศคอโรนาของดวงอาทิตย์เป็นรัศมีสว่างรอบดวงจันทร์ รวมถึงเห็นดาวเคราะห์อย่างศุกร์ และดาวอังคารได้อย่างชัดเจน

Health News : อัตราการเจริญพันธุ์สหรัฐฯ ลดลงต่ำสุด

Health News : อัตราการเจริญพันธุ์สหรัฐฯ ลดลงต่ำสุด

Health News : อัตราการเจริญพันธุ์สหรัฐฯ ลดลงต่ำสุด

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลล่าสุด พบว่าอัตราการเจริญพันธุ์ (Fertility rate) ของสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 อยู่ที่ 53.1 ต่อผู้หญิง 1,000 คน ในวัยเจริญพันธุ์ หรืออายุ 15-44 ปี ลดลงจาก 53.8 ในปี 2024 โดยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ประมาณ 3.6 ล้านคน ลดลงประมาณ 1% จากปี 2024 ขณะที่อัตราการเกิดในผู้หญิงอายุ ต่ำกว่า 30 ปี ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 15-19 ปี ที่ลดลงถึง 7.1% สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ผู้เชี่ยวชาญระบุปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันตัดสินใจมีบุตรน้อยลงหรือล่าช้าออกไปเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร และราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงทำให้การสร้างครอบครัวทำได้ยากขึ้น ผู้หญิงให้ความสำคัญกับการศึกษา การสร้างอาชีพ และความมั่นคงทางการเงินก่อนมีบุตร ผู้หญิงหลายคนระบุว่ายังไม่พบคนที่ใช่ที่พร้อมจะสร้างครอบครัวไปด้วยกัน รวมถึงความกังวลต่ออนาคต ทั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงตามไปด้วย จะส่งผลให้จำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง จนอาจทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานและส่งผลกระทบต่อการเติบโตของ GDP ในระยะยาว จำนวนผู้เสียภาษีน้อยลงอาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม และ Medicare ที่ต้องดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามออกมาตรการจูงใจ เช่น การขยายการเข้าถึงการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) และการเสนอโบนัสเด็กแรกเกิด เพื่อกระตุ้นให้อัตราการเกิดกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ทายูโตะ” (TAYUTO) แบรนด์อุด้งเส้นสดจากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เปิดสาขาแรกใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นำเสนออุด้งต้นตำรับที่โดดเด่นด้วยความพิถีพิถัน ยกระดับเมนูเส้นคุ้นเคยสู่ประสบการณ์การรับประทานแบบโมเดิร์น ภายใต้คอนเซ็ปต์พรีเมียมในบรรยากาศอบอุ่น เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี

Mr.Kazuya Monobe ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.ซินเนอร์จี้ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า TAYUTO เป็นแบรนด์ร้านอาหารอุด้งจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ณ สนามบินนานาชาตินาริตะ โดยเน้นสร้างความแตกต่างในตลาดอุด้ง ด้วยการยกระดับเมนูเส้นแบบดั้งเดิมที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันและประณีต ควบคู่กับความเข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักเดินทางจากทั่วโลก สะท้อนถึงกระแสตอบรับจากผู้บริโภค และตอกย้ำศักยภาพการเติบโตของแบรนด์ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย

สำหรับตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นรวมมากกว่า 5,700 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมของผู้บริโภคไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเมนูเส้นที่กำลังได้รับความสนใจ หนึ่งในเมนูที่น่าจับตามองคือ “อุด้ง” ซึ่งกำลังสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหามากกว่าความอร่อย แม้ว่าตลาดจะมีการแข่งขันสูง แต่แบรนด์ที่สามารถสื่อสารคอนเซ็ปต์ได้อย่างชัดเจน และนำเสนอความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ยังคงสามารถครองใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสอีกต่อไป ผู้บริโภคมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และให้ความสำคัญกับทั้ง ‘เรื่องราว’ และ ‘คุณภาพ’ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ตลาดพรีเมียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าแนวคิด ‘ความสมบูรณ์แบบที่เรียบง่าย’ ของ TAYUTO ที่ไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติของอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ลูกค้าจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่งจาน ภาชนะ บรรยากาศ เสียง กลิ่น และบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จะสามารถตอบโจทย์ตลาดที่มีมาตรฐานสูงอย่างประเทศไทย” Mr.Kazuya กล่าว

การเปิดตัว TAYUTO ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นสาขาในต่างประเทศแห่งแรก โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อุด้งเส้นสดที่มีความพิถีพิถันจากรากฐานความเป็นญี่ปุ่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย” โดยชู 3 จุดเด่นสะท้อนตัวตนของแบรนด์ ได้แก่ The Noodle – เส้นอุด้งสด พัฒนาด้วยเทคนิคเฉพาะ ให้สัมผัสเหนียวนุ่มอย่างลงตัว , The Dashi – น้ำซุปเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ให้รสชาติกลมกล่อมลุ่มลึก , The Balance – การผสานรสชาติแบบต้นตำรับเข้ากับมุมมองร่วมสมัย

พร้อมนำเสนอ 5 เมนูไฮไลต์ ได้แก่ Premium Mentaiko Butter Cream Udon, Sukiyaki Beef Udon, Tempura Udon, Tempura Curry Udon และ Carbonara Udon with Bacon Soft-Boiled Egg เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นของอุด้งต้นตำรับที่พิถีพิถัน ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่าง

“TAYUTO ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหารที่สามารถพักจากความวุ่นวายได้เท่านั้น แต่เรามีความตั้งใจที่อยากจะส่งมอบประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของประเทศญี่ปุ่น ที่เราตั้งใจนำเสนออย่างพิถีพิถันผ่านอาหารของเราให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วย และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี” Mr.Kazuya กล่าวและว่า ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “อุด้งที่มากกว่ามื้ออาหาร” ได้ที่ TAYUTO สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: Udontayuto.bkk

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมจะทราบดีว่า ศิลปิน Dutch หรือเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งไม่เป็นรองชาติใดในยุโรป Dutch Art หรือทัศนศิลป์ของเนเธอร์แลนด์นั้น เริ่มต้นขึ้นหลังจากแยกตัวจาก Flander ดินแดนทางตอนเหนือของเบลเยี่ยมนับจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยเริ่มต้นที่ยุค Early Netherlandish ระหว่างปี 1400-1523 ตามด้วย Renaissance ระหว่างปี 1520-1580 และ Northern Mannerism ระหว่าง 1580-1615 ก่อนจะถึงยุคทองของศิลปะดัชท์ ระหว่างปี 1615-1702

ยุคทองของศิลปะดัชท์มีความโดดเด่นเป็นพิเศษอันเป็นผลจากการปฏิวัติจากศิลปะแบบบาโรค Flemish ซึ่งในแง่ของศิลปะแล้วถือว่าเป็นจุดสูงสุดของศิลปะของดัชท์อย่างแท้จริง ผลงานศิลปะจากศิลปินชาวดัชท์หลั่งไหลออกสู่ตลาดเฉพาะที่เมือง Haarlem แห่งเดียวมากกว่า 1 แสนชิ้น แม้หลังจากนั้น ผลงานศิลปะจากดัชท์จะยังคงมีจำนวนมากอย่างต่อเนื่องแต่กลับมีอิทธิพลต่อศิลปะชาติอื่นในยุโรปน้อยลงเป็นอันมาก ในช่วงทศวรรษที่ 1620 ผลงานจากศิลปินชาวดัชท์จะออกแนวบาโรคซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Paul Rubens ศิลปินชาว Flemish ที่ให้ความสำคัญกับความเหมือนจริงค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นผลงานแนวภาพเหมือน ทิวทัศน์ วิวเมือง Still life หรือวิถีชีวิตประจำวัน ผลงานแนว Still life และวิถีชีวิตประจำวันของดัชท์ในช่วงเวลานี้ทรงอิทธิพลมากเสียจนกระทั่งกลายเป็นต้นแบบของการสร้างงานศิลปะทุกแขนงต่อมาอีกนับ 2 ศตวรรษเลยทีเดียว

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินดัชท์ยุคทองอยู่หลายชิ้น อาทิ The Disobedient Prophet ของ Lambert Jacobsz เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัมในปี 1598 แต่เขาอาศัยอยู่ที่ Mennonite และรังสรรค์ผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเก็บไว้ที่เมือง Leeuwarden อยู่เป็นจำนวนมาก The Disobedient Prophet เป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์เก่าตอนที่พระเจ้าส่งผู้ประกาศไปยังเมือง Bethel เมื่อผู้ประกาศได้รับเชิญให้เข้าร่วมรับประทานอาหาร เขาก็ถูกยั่วยวนจนทำผิด นักท่องเที่ยวจะเห็นฝีไม้ลายมือของศิลปินว่าเฉียบคมมาก สังเกตได้จากแววตา และสีหน้าของตัวละครที่บ่งบอกถึงความตกตะลึงได้อย่างเด่นชัด Boy Playings the Lute โดย Hendrick Terbrugghen ประวัติช่วงต้นของเขาไม่ชัดเจน มีเพียงข้อมูลว่าเขาเดินทางจาก Utrecht ไปโรม และอยู่ที่นั่น 10 ปี แม้ไม่มีใครทราบว่าเขาได้เรียนหรือทำงานกับ Caravaggio หรือไม่ แต่ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Caravaggio หลังจากย้ายไปมิลานได้ 1 ปี เขากลับมาอยู่ Utrecht และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของสมาคมช่างประจำเมืองในปี 1616 แม้ Boy Playings the Lute จะมีลักษณะของภาพตามแนวทางศิลปะของดัชท์ แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับผลงานจิตรกรรมของอิตาลีจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ Caravaggio ได้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Girl Holding a Glass

Achilles Discovered Amongst the Daughters of Lycomedes โดย Gerard de Lairesse   เขาเกิดที่เมือง Liege โดยเป็นบุตรคนที่สองของ Reiner de Lairesse ศิลปินที่มีชื่อเสียงประจำเมือง เขาเลยเรียนเขียนภาพกับบิดา และเข้าทำงานที่เมืองโคโลญจน์ และ Aix-la-Chapelle กับ Maximilian Henry แห่งบาวาเรียในปี 1660 ต่อมาเขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่หลายปีเพราะเขามีความสัมพันธ์กับหญิงพร้อมกันสองคนที่เป็นพี่น้องกันจนไปปักหลักอยู่ที่ Ultrecht และมีบุตร 1 คน Gerrit van Uylenburgh นักสะสมภาพพบว่าเขามีความสามารถมากเลยชวนเขาย้ายไปอัมสเตอร์ดัม เขาได้มีโอกาสรังสรรค์งานจิตรกรรมตกแต่ง Soestdijk Palace ระหว่างปี 1676-83 ก่อนย้ายไปกรุงเฮกและทำงานอยู่ที่นั่น 1 ปีก่อนได้มีโอกาสทำงานตกแต่งที่ Loo Palace ปี 1688-9 เขาได้มีโอกาสตกแต่งห้องประชุมเมืองของ Hof van Holland ที่ Binnenhof ด้วยภาพเขียน 7 ชิ้นในหัวข้อประวัติของ Roman Republic จนได้มีชื่อห้อง Lairesse ด้วย

ภาพ Achilles Discovered Amongst the Daughters of Lycomedes มาจากตำนานเทพเจ้ากรีกเล่าว่า มารดาของ Achlilles ได้รับคำทำนายว่าบุตรชายจะถูกฆ่าตายในสงครามกรุงทรอย เธอจึงพาบุตรชายไปซ่อนที่เกาะสคีรอสและให้เขาเติบโตร่วมกับธิดาของกษัตริย์ lycomedes แต่เมื่อชาวกรีกสืบทราบจึงส่งโอดิสซีอุสปลอมตัวเป็นพ่อค้ามาขายเครื่องประดับ เมื่อเขาวางเครื่องประดับและอาวุธไว้มากมาย Achilles กลับเอื้อมมือไปเลือกอาวุธจึงทำให้ถูกจับได้ส่งผลให้เขาต้องเลือกระหว่างหน้าที่และชีวิตที่สุขสบาย นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดสังเกตุจากใบหน้าของตัวละครแต่ละตัวเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง ร่วมกับการใช้สีสันสดใสสวยงามราวฉากละครก็ไม่ปาน

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

Science Update : ฟอสซิลหมึกยักษ์ที่ไม่ใช่หมึกยักษ์

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟอสซิลอายุ 300 ล้านปีที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “หมึกยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่ามันไม่ใช่หมึกยักษ์

ฟอสซิลนี้มีชื่อว่า Pohlsepia mazonensis ถูกค้นพบที่แหล่ง เมสัน ครีก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐฯ และได้รับการบรรยายลักษณะครั้งแรกในปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันมีแขน 8 ข้างและครีบที่เหมือนหมึกยักษ์ จนได้รับการบันทึกใน กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ว่าเป็นฟอสซิลหมึกยักษ์ที่เก่าแก่ที่สุด

ต่อมา ทีมนักวิจัยนำโดย ดร.โธมัส เคลเมนต์ส  จากมหาวิทยาลัยเร็ดดิ้ง ประเทศอังกฤษ ได้ใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายรังสีซินโครตรอน (synchrotron imaging) ซึ่งมีความสว่างมากกว่าแสงอาทิตย์เพื่อสแกนลึกลงไปใต้ชั้นหิน เผยให้เห็น แรดูลา (radula) หรืออวัยวะที่ใช้กินอาหารซึ่งเต็มไปด้วยแถวของฟันขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ฟอสซิลนี้มีฟันอย่างน้อย 11 ซี่ต่อแถว ในขณะที่ปลาหมึกยักษ์จะมีเพียง 7 หรือ 9 ซี่เท่านั้น ซึ่งลักษณะนี้ไปตรงกับกลุ่ม นอติลอยด์ (nautiloid) หรือญาติของนอติลุส ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลหายากในกลุ่มมอลลัสคา ที่มีเปลือกแข็งม้วนเป็นวงในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ตัวอ่อนของมันได้เน่าเปื่อยไปหลายสัปดาห์ก่อนจะถูกฝังกลบ ทำให้เนื้อเยื่ออ่อนบิดเบี้ยวจนดูเหมือนปลาหมึกยักษ์อย่างแนบเนียน

การค้นพบล่าสุด ส่งผลให้เชื่อว่า หมึกยักษ์ตัวจริงน่าจะเริ่มปรากฏขึ้นในยุคจูแรสซิก (Jurassic) ซึ่งช้ากว่าที่เคยคาดไว้เดิมถึง 150 ล้านปี แม้มันจะเสียตำแหน่งปลาหมึกที่เก่าแก่ที่สุดไป แต่มันกลับได้รับตำแหน่ง ฟอสซิลเนื้อเยื่ออ่อนของนอติลอยด์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแทน โดยทำลายสถิติเดิมไปกว่า 220 ล้านปี

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

สกู๊ปพิเศษ : ‘TAYUTO’ ชวนเปิดประสบการณ์ญี่ปุ่นร่วมสมัย ชู ‘อุด้งเส้นสด’ ต้นตำรับแท้จากแดนอาทิตย์อุทัย

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ทายูโตะ” (TAYUTO) แบรนด์อุด้งเส้นสดจากประเทศญี่ปุ่น เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เปิดสาขาแรกใจกลางกรุงเทพฯ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นำเสนออุด้งต้นตำรับที่โดดเด่นด้วยความพิถีพิถัน ยกระดับเมนูเส้นคุ้นเคยสู่ประสบการณ์การรับประทานแบบโมเดิร์น ภายใต้คอนเซ็ปต์พรีเมียมในบรรยากาศอบอุ่น เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี

Mr.Kazuya Monobe ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.ซินเนอร์จี้ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า TAYUTO เป็นแบรนด์ร้านอาหารอุด้งจากประเทศญี่ปุ่น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2023 ณ สนามบินนานาชาตินาริตะ โดยเน้นสร้างความแตกต่างในตลาดอุด้ง ด้วยการยกระดับเมนูเส้นแบบดั้งเดิมที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถันและประณีต ควบคู่กับความเข้าถึงได้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มนักเดินทางจากทั่วโลก สะท้อนถึงกระแสตอบรับจากผู้บริโภค และตอกย้ำศักยภาพการเติบโตของแบรนด์ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัย

สำหรับตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ระบุว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นรวมมากกว่า 5,700 แห่ง ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมของผู้บริโภคไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเมนูเส้นที่กำลังได้รับความสนใจ หนึ่งในเมนูที่น่าจับตามองคือ “อุด้ง” ซึ่งกำลังสร้างแรงดึงดูดให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหามากกว่าความอร่อย แม้ว่าตลาดจะมีการแข่งขันสูง แต่แบรนด์ที่สามารถสื่อสารคอนเซ็ปต์ได้อย่างชัดเจน และนำเสนอความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ ยังคงสามารถครองใจผู้บริโภคและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“ตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงกระแสอีกต่อไป ผู้บริโภคมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และให้ความสำคัญกับทั้ง ‘เรื่องราว’ และ ‘คุณภาพ’ แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย ตลาดพรีเมียมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าแนวคิด ‘ความสมบูรณ์แบบที่เรียบง่าย’ ของ TAYUTO ที่ไม่ได้มีเพียงแค่รสชาติของอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ลูกค้าจะได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมญี่ปุ่น ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นอาหาร การตกแต่งจาน ภาชนะ บรรยากาศ เสียง กลิ่น และบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด จะสามารถตอบโจทย์ตลาดที่มีมาตรฐานสูงอย่างประเทศไทย” Mr.Kazuya กล่าว

การเปิดตัว TAYUTO ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นสาขาในต่างประเทศแห่งแรก โดยเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “อุด้งเส้นสดที่มีความพิถีพิถันจากรากฐานความเป็นญี่ปุ่นที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย” โดยชู 3 จุดเด่นสะท้อนตัวตนของแบรนด์ ได้แก่ The Noodle – เส้นอุด้งสด พัฒนาด้วยเทคนิคเฉพาะ ให้สัมผัสเหนียวนุ่มอย่างลงตัว , The Dashi – น้ำซุปเคี่ยวอย่างพิถีพิถัน ให้รสชาติกลมกล่อมลุ่มลึก , The Balance – การผสานรสชาติแบบต้นตำรับเข้ากับมุมมองร่วมสมัย

พร้อมนำเสนอ 5 เมนูไฮไลต์ ได้แก่ Premium Mentaiko Butter Cream Udon, Sukiyaki Beef Udon, Tempura Udon, Tempura Curry Udon และ Carbonara Udon with Bacon Soft-Boiled Egg เพื่อตอกย้ำความโดดเด่นของอุด้งต้นตำรับที่พิถีพิถัน ทั้งในด้านรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่าง

“TAYUTO ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหารที่สามารถพักจากความวุ่นวายได้เท่านั้น แต่เรามีความตั้งใจที่อยากจะส่งมอบประสบการณ์ที่สามารถสัมผัสได้ถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของประเทศญี่ปุ่น ที่เราตั้งใจนำเสนออย่างพิถีพิถันผ่านอาหารของเราให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วย และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับในประเทศญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าขยาย 5 สาขา ภายใน 3 ปี” Mr.Kazuya กล่าวและว่า ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “อุด้งที่มากกว่ามื้ออาหาร” ได้ที่ TAYUTO สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: Udontayuto.bkk

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว : แหล่งความรู้ล้ำค่าของไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เคยไปเที่ยวชมความวิจิตร และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย คนไทย ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่มีพิพิธภัณฑสถานมากมายกระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทย บางคนแม้อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มานานแสนนาน แต่กลับตอบแบบหน้าตาเฉยว่า ไม่เคยไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถามกลับอีกว่า อยู่ตรงไป ไม่รู้จัก 

ไม่ว่าใครจะตอบอย่างไรก็ไม่ว่ากัน แต่ขอบอกว่าหากยังไม่เคยไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ก็ขอให้ไปชมนะครับ แล้วจะรู้ว่าแสนงดงาม แสนวิจิตร แสนบรรจง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณเขตพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า โดยวังหน้าสร้างขึ้นในคราวเดียวกับการสถาปนากรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ เมื่อ พ.ศ. 2325 โดยสร้างในยุคเดียวกับพระบรมมหาราชวัง

วังหน้าเคยเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราชในสมัยรัตนโกสินทร์ถึง 5 พระองค์ โดยตำแหน่งวังหน้าถูกยกเลิกในรัชชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แล้วทรงตั้งตำแหน่งสยามกุฎราชกุมารขึ้นแทน เมื่อทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว พระราชวังหน้าจึงไม่ได้เป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวร หรือวังหน้าอีกต่อไป รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมหลวง ที่เคยอยู่ ณ ศาลาสหทัยสมาคม หรือหอคองคอเดีย ในพระบรมมหาราชวัง ไปจัดแสดงที่ในเขตวังหน้า

ครั้นต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรสถานในพระราชวังสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ต่อมาได้ประกาศตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อปี พ.ศ. 2477 

ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแบ่งการแสดงเป็นสัดส่วน ดังนี้ 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน จัดแสดงประวัติศาสตร์แผ่นดินไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย อารยธรรมไทยตั้งแต่อดีต จัดแสดงศิลปโบราณวัตถุทุกยุคสมัยในพระราชอาณาจักรไทย เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์

หมู่พระวิมานในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังหน้ามาก่อน จัดแสดงงานประณีตศิลป์ยุคต่าง ๆ  รวมถึงจัดแสดงเครื่องคชาธาร เครื่องสูง เครื่องนาฏดุริยางค์ เครื่องถ้วยชาม เครื่องโลหะ เครื่องราชยานคานหาม เครื่องไม้แกะสลัก ผ้าแพรพรรณและเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา เครื่องมุก และเครื่องอาวุธต่าง ๆ เป็นต้น

อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงงานด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ไทย เช่น ประวัติศาสตร์ศิลปะ โบราณคดี รูปแบบและวิวัฒนาการของศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ และศิลปะยุคทวารวดี ศรีวิชัย จัดแสดงเทวรูปโบราณ ยุคลพบุรี สุโขทัย ล้านนา อยุธยา และรัตนโกสินทร์ 

การเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังเท่ากับได้ชมโบราณสถานในเขตวังหน้า ได้ชมสถาปัตยกรรมชั้นเยี่ยมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และได้ชมจิตรกรรมฝาผนังสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่สุดแสนวิจิตรแห่งหนึ่ง ได้ชมพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระตำหนักแดง ศาลาสำราญมุขมาตย์ ศาลาลงสรง พระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เก๋งนุกิจราชบริหาร อาคารสถาปัตยกรรมแบบจีนเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเขตวังหน้า อาคารโรงราชรถ และหอแก้วศาลพระภูมิ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการวันพุธถึงอาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น. ยกเว้นช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

เปิดนิทรรศการ ‘พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง พลิกฟื้นภูมิปัญญาสู่รากฐานเศรษฐกิจชุมชน

เปิดนิทรรศการ ‘พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง พลิกฟื้นภูมิปัญญาสู่รากฐานเศรษฐกิจชุมชน

เปิดนิทรรศการ ‘พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’ เทิดพระเกียรติสมเด็จบรมราชชนนีพันปีหลวง พลิกฟื้นภูมิปัญญาสู่รากฐานเศรษฐกิจชุมชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เปิดตัวนิทรรศการใหม่ “พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย” ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรคือชีวิต เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้ทรงเป็น “คู่บุญบารมี” ผู้ทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทยมาตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีแห่งการทรงงาน ไปในทุกถิ่นทุรกันดาร ท่ามกลางภาพแห่งความทรงจำยังคงตราตรึงที่ “พ่อหลวง” ทรงถือแผนที่เพื่อวางรากฐานเรื่องดินและน้ำ “แม่หลวง” ทรงสานต่อด้วยการฟื้นฟูภูมิปัญญาพื้นถิ่น โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์และการทอผ้า ให้กลับมามีชีวิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้และศักดิ์ศรีให้กับประชาชนในชนบทอย่างมั่นคง

พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและสะท้อนพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่ทรงเห็นคุณค่าในภูมิปัญญาไทย และศักยภาพของคนไทยในการพึ่งพาตนเองทรงมุ่งมั่นสร้างงาน สร้างอาชีพเสริมจากภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะงานทอผ้าซึ่งเป็นรากฐานวัฒนธรรมที่สำคัญ นำไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ส่งเสริมให้ราษฎรในชนบทมีรายได้ที่มั่นคง และภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง

นิทรรศการนำเสนอเรื่องราว “เส้นด้ายแห่งชีวิต” ที่ร้อยเรียงเส้นด้ายผ่านกี่ทอ สะท้อนอัตลักษณ์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและธรรมชาติเข้าด้วยกัน ประกอบด้วยส่วนแสดง อาทิ นิทรรศการ “สำรับไทยสุขภาพกายใจและลายผ้า” นำเสนอความประณีตของการออกแบบลายผ้าที่สัมพันธ์กับวิถีการกินอยู่แบบไทย นิทรรศการ “วิถีสายน้ำ ภูมิปัญญาผ้าไทย” ถ่ายทอดและสะท้อนบทบาทของธรรมชาติและการสร้างสรรค์ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะในการส่งเสริมผ้าไทยจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการฉลองพระองค์ด้วยผ้าพื้นเมืองในทุกโอกาส พระองค์จึงทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “อัคราภิรักษศิลปิน” อันหมายถึงพระผู้ทรงพิทักษ์รักษาศิลปะแห่งแผ่นดิน 

นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ยังคงทำหน้าที่เป็น “แหล่งเรียนรู้มีชีวิต” ที่ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ช่วยจุดประกายให้เยาวชนและคนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาไทย โดยมีบริการห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Library) สำหรับสืบค้นองค์ความรู้ด้านการเกษตรและหัตถศิลป์ เพื่อให้เยาวชนและประชาชนได้เรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเรียนรู้ เข้าใจ และสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาตนเองและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ Facebook /Line ID : @wisdomkingmuseum

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยสู่เวทีโลก

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เสด็จทรงเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม“วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ณ กรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 9 เมษายน ณ โรงแรม Hotel Des Indes กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เสด็จมาทรงเป็นองค์ปาฐกในงานเสวนาวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ชุดไทยพระราชนิยม และทรงบรรยายในหัวข้อ “วิวัฒนาการของชุดไทยและผ้าไทย” ประกอบการแสดงแบบชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ และเสื้อพระราชทานทั้ง 3 แบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดไทยพระราชนิยมในต่างประเทศ (Roadshow) ครั้งที่ 1 ในโครงการส่งเสริมและเผยแพร่ชุดไทย  มรดกภูมิปัญญาผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล จัดโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

ทั้งนี้ในงานยังมีการสาธิตกระบวนการสร้างสรรค์เครื่องประดับไทยโบราณ อาทิเช่น งานจักสาน ย่านลิเภา และงานปักดิ้นเงินดิ้นทอง จากสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และนิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยกิจกรรมทั้งหมดถูกนำเสนอในฐานะงานออกแบบร่วมสมัยที่สะท้อนโครงสร้างเชิงศิลป์มิใช่เพียงวัตถุทางประวัติศาสตร์หากแต่เป็นมรดกที่ยังคงมีชีวิตและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุดไทยสู่เวทีโลก 

สืบเนื่องมาจากพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมุ่งมั่นอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติโดยเฉพาะด้านเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นหนึ่ง

ในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศไทย ด้วยพระวิสัยทัศน์และพระอัจฉริยภาพ พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า รูปแบบการรแต่งกายไทยใน ราชสำนักและในแต่ละยุคสมัยอย่างเป็นระบบและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และการออกแบบร่วมกันพัฒนา“ชุดไทยพระราชนิยม” ให้เป็นมาตรฐานการแต่งกายสำหรับสุภาพสตรีไทยที่มีความเหมาะสม ทั้งในเชิงวัฒนธรรมและบริบทร่วมสมัย

ชุดไทยพระราชนิยม ประกอบด้วย 8 รูปแบบ ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดาชุดไทยอมรินทร์ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยดุสิต ชุดไทยจักรีชุดไทยศิวาลัย และชุดไทยจักรพรรดิ ซึ่งได้รับพระราชทานนามตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิตอีกทั้งยังมีเสื้อพระราชทานสำหรับบุรุษ 3 รูปแบบ สะท้อนถึงเกียรติยศและความภาคภูมิใจ
ของผู้สวมใส่ตลอดจนพัฒนาการของมรดกเครื่องแต่งกายไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยมในหลากหลายโอกาส เสมือนการใช้เครื่องแต่งกายเป็น “สื่อทางวัฒนธรรม”เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสด็จ พระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศในทวีปยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2503 ซึ่งชุดไทยพระราชนิยมได้สร้างความประทับใจและการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังเกิดความร่วมมือกับปีแยร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส ที่มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความงามของผ้าไหมไทยผ่านงานตัดเย็บระดับโอต์กูตูร์ 

ในปีพ.ศ. 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้เสนอ “ชุดไทย: ความรู้งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” ต่อองค์การยูเนสโก เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ครั้งที่ 21 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2569 ณ เมืองเซียะเหมิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

“ชุดไทยพระราชนิยม” จึงถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ได้รับพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่ส่งต่อมาสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ไทยในบริบทโลก และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดในทุกมิติปัจจุบัน ชุดไทยพระราชนิยมได้รับการสืบสานและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของวัฒนธรรมไทยที่สามารถปรับตัวให้สอดคล้อง
กับยุคสมัย โดยยังคงรักษาแก่นแท้ไว้อย่างสมบูรณ์

การนำเสนอในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงการอนุรักษ์หากแต่เป็นการตีความใหม่ในมิติร่วมสมัย ที่งานหัตถศิลป์กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ไทยได้รับการถ่ายทอดในฐานะคุณค่าที่มีชีวิต พร้อมก้าวสู่การยอมรับในเวทีโลกอย่างยั่งยืน